コンテントヘッダー

[KR] Oshieru 12

หลังจากที่ตั้งกระทู้ว่าจะหายไปนานสักพักเพราะงานที่รุมเร้า
แต่ไม่รู้ทำไม พอตั้งเอนทรี่อย่างนี้ทีไร ได้มีการลงทิ้งทวนทุกที
ฮ่าๆๆๆ แบบว่ามันเครียดค่ะ คิดงานไม่ออกก็เลยต้องหาทางระบายออก
เผื่ออะไรๆจะดีขึ้นมาบ้าง เลยได้มาอีกหนึ่งตอน
หวังว่าคงจะมีคนอ่านบ้าง(?) เพราะถ้าไม่มีคนอ่าน ก็คงจะเก็บฟิคเรื่องนี้ลงกรุจนกว่าจะแต่งจบแล้วเอามาโพสต์ทีเดียว...ในเมื่อไม่มีใครรอคอยเราก็ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ(เลวเห็นๆ ๕๕๕๕)
ดึกแล้ว ราตรีสวัสดิ์ค่ะ ขอปั่นงานต่อ


おしえる...12...

Teach 4 Part 12
::*::*::*::*::*::*::*::*::*::*::*::




การศึกที่เข้าประชิดทำให้ร่างบอบบางบนหลังม้าศึกรูปร่างงดงามควบบังเหียนและโจนตัวสุดความเร็วของฝีเท้าม้าที่จะพึงทำได้เพื่อเดินทางให้ถึงที่หมายเร็วที่สุด เรียวเฮพักม้าเพียงแค่เวลาที่ความล้ามาเยือน และกำลังวิ่งของม้าตกลงไป เมื่อฟื้นคืนกำลังก็รีบเดินทางต่ออย่างรวดเร็ว สามวันตลอดการเดินทางทำให้ที่หมายใกล้เข้ามามาก แต่สิ่งที่ทำให้เรียวเฮต้องเร่งรีบยิ่งขึ้นคือเหยี่ยวสื่อสารที่มาเกาะบนหลังม้าศึกคู่ใจท่านชายจิบะ




มือเรียวหยิบขึ้นมาอ่านด้วยใจระทึก ข้อความทำให้หัวใจดวงเล็กที่แข็งแกร่งเต้นระรัวเร็วยิ่งขึ้น ข่าวการเสียชีวิตของแม่ทัพใต้ทำให้ร่างบางต้องออกเดินทางต่อทันที และครานี้ แม้ว่ากำลังม้าจะตกมากเพียงใด เรียวเฮก็มิอาจหยุดได้ เพราะหากช้ากว่านี้ไปแม้วินาทีเดียว นั่นหมายถึงประเทศแผ่นดินเกิดอาจตกอยู่ภายใต้อำนาจของอริราชทีเดียว เหยี่ยวสื่อสารที่ถูกปล่อยออกไปพร้อมสารอีกฉบับโฉบบินไปทิศทางตรงข้ามกับที่ม้าศึกทะยาน




...หวังว่าพวกท่านจะยังจำสหายเก่าเมื่อครั้งก่อนได้นะ...




ก่อนออกเดินทางเรียวเฮไม่ลืมที่จะนึกหาหนทางในการแก้ปัญหาที่ดาหน้าเข้ามาในขณะนี้ ใจประหวัดถึงชนกลุ่มที่อยู่เลยนาราไปไม่ไกล และครั้งนี้เรียวเฮกำลังต้องการความช่วยเหลือ สารอีกฉบับส่งถึงท่านชายคิตามุระ แม่ทัพกองใต้ที่อยู่ใกล้ที่สุดว่าให้ส่งริวอิจินำกำลังมาสมทบในทันที เพราะขณะนี้ ขวัญของทหารคงแทบจะหมดไม่เหลืออยู่




การเดินทางที่แสนยาวนานสิ้นสุดลงในที่สุด ประตูค่ายศึกเปิดรับผู้มาใหม่ ทหารในค่ายกู่ร้องอย่างดีใจเมื่อผู้มาใหม่เป็นท่านชายแห่งจิบะ แล้วรีบวิ่งกรูเพื่อจัดแถวต้อนรับ แม้จะรูปร่างบอบบาง ใบหน้าอ่อนเยาว์เกินใครในกองทัพ หากกิตติศัพท์ของเรียวเฮก็เป็นที่ยอมรับโดยดุษฎีว่าเป็น มันสมองของกองทัพ อย่างแท้จริง




บังเหียนม้าถูกดึงให้อาชาศึกหยุดลงหน้ากระโจมที่มีกองไฟแดงเพลิงก่ออยู่ด้านหน้า ร่างสันทัดของท่านชายโองาตะที่เดินเร็วๆ ออกมาหาด้วยความยินดี สองแขนสอดเข้ารับร่างของสหายตัวน้อยเข้ามาเต็มอ้อมกอดไม่ต่างกับอีกคนที่เพิ่งมาเยือน




“ริวอิจิ! ข้ายินดียิ่งที่เจ้ามาถึงก่อนข้า” ร่างเล็กตรงเข้าสวมกอดสหายที่ส่งสารไปขอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน และทางท่านแม่ทัพคิตามุระก็ไม่ได้นิ่งนอนแม้ว่าทางทัพนั้นก็มีศึกดาหน้าเข้ามาไม่ต่างกัน ร่างสองร่างผละออกจากการทักทายทั้งที่ร่างเล็กกว่ายังหอบเหนื่อยไม่หาย




“ข้าก็ยินดีที่เจ้ามาถึงโดยปลอดภัย เข้าไปพักก่อนเถิด ตอนนี้ข้ากำลังปรึกษากับท่านชายเคตะว่าจะเอาอย่างไรต่อไปดี ในเมื่อทหารกำลังเสียขวัญอย่างถึงที่สุดในตอนนี้” เท้าที่กำลังเร่งก้าวเข้าสู่กระโจมที่ประชุมเสียจังหวะไปก้าวจนคนเดินนำต้องหันกลับมามอง




“เป็นอะไรไปเจ้า?”




“เมื่อกี้เจ้าว่า...ท่านชายเคตะ?” เรียวเฮรู้สึกเหมือนตัวเองขยับริมฝีปากได้ช้าและลำบากนักกับคำเรียกขานนี้ ท่านชายเคตะมาทำอะไร มาทำไม และมาได้อย่างไร เป็นคำถามที่เรียวเฮต้องการคำตอบอย่างที่สุด




“ใช่ ท่านชายได้รับมติจากที่ปรึกษาส่วนพระองค์ให้เข้ารับการทดสอบเพื่อเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าราชองครักษ์ เจ้าไม่รู้หรือ?”




“ที่นี่!?” บ้า!! บ้าไปแล้ว มติบ้าบอของพวกผู้ใหญ่หัวแข็งอีกแล้วอย่างนั้นหรือ!! ให้ว่าที่หัวหน้าราชองครักษ์ออกศึกสำคัญเช่นนี้ หากท่านชายเคตะเป็นอะไรไปจากการศึก แล้วจะหาหัวหน้าราชองครักษ์คนใดมาแทนที่!! ความเป็นห่วงแล่นขึ้นจับใจ เพราะท่านชายลูกศิษย์ของเรียวเฮแม้จะจัดเจนเรื่องการต่อสู้ หากก็เป็นเพียงการต่อสู้ด้วยกำลังเพียงลำพัง การต่อสู้แบบประชิดตัว หาใช่การสู้รบจับศึกอย่างตอนนี้ไม่ และการจัดการกองทัพไม่ใช่เรื่องง่ายดายเหมือนในตำรา หากต้องอาศัยความชำนาญและจิตวิทยาชั้นสูงเพื่อควบคุมจิตใจทหารให้ได้ แล้วนี่อะไร!! ให้ท่านชายมาที่นี่เพื่อการทดสอบบ้าบออย่างนี้ หากท่านเป็นอะไรไปใครจะรับผิดชอบตำแหน่งราชองค์รักษ์ ใครจะรับผิดชอบ... หัวคิ้วเรียวขมวดแน่นเมื่อนึกคำสุดท้ายของประโยคออก แต่ก็เก็บมันไว้ในใจที่เดิม



...ใครจะรับผิดชอบหัวใจข้า...




“ใช่ที่นี่ ท่านชายได้รับมอบหมายให้เดินทางตามเจ้ามาในเวลาไม่ต่างกัน เพียงแต่ท่านชายตรงไปหาทัพของข้ากับท่านพี่ยูเพื่อขอให้ข้านำกำลังเสริมมาที่กองทัพแห่งนี้ทันที ตอนที่เจ้าส่งสารไปข้าจึงจัดกำลังพลเสร็จและเตรียมออกเดินทางมาได้ทันท่วงที มิเช่นนั้นข้าอาจจะมาช้ากว่าเจ้าไปโข”




คำอธิบายของริวอิจิทำให้เรียวเฮพรูลมหายใจออกมาจนหมดก่อนจะสูดลมหายใจลึกและมองลอดเข้าไปในกระโจมหลังเดิมซึ่งเป็นเป้าหมาย ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มรูปงาม ใบหน้าคมคร้ามเครียดขมึง และนั่นยิ่งทำให้เรียวเฮรีบรุดเข้าไปในกระโจมเร็วกว่าเดิมอีกหลายเท่า




“ท่านชาย!” คนถูกเรียกผินหน้ามามองด้วยสีหน้าเรียบเฉย ผิดกับผู้มาใหม่ที่ออกอาการประหวั่นในสีหน้าไปไม่น้อย เมื่อท่านชายที่เรียวเฮเรียกนั่งอยู่บนแท่นด้านข้างแผนที่และม้วนกระดาษมากมาย แต่สิ่งที่ทำให้เรียวเฮร้องลั่นคือบาดแผลบนตัวท่านชายต่างหาก ร่างสูงใหญ่ กำยำด้วยกล้ามเนื้อและผิวสีคร้ามที่ต้นแขนถูกพันผ้าพันแผลไว้ บนลำตัวหนาด้วยเช่นกัน นั่นไม่ใช่สิ่งที่เรียวเฮปรารถนาจะได้เห็น ร่างเล็กทรุดลงนั่งข้างกายท่านชายด้วยสายตาห่วงหา




“เป็นอย่างไรบ้างขอรับ! ริวอิจิ! เกิดอะไรขึ้น” ร่างสันทัดของแม่ทัพรองจากหัวเมืองใต้สะดุ้งแรงเมื่อเสียงนั้นตวัดถามให้คนตอบได้งงไปยกใหญ่




“ก่อนเจ้าจะมาถึง ข้าศึกบุกประชิดทำให้ท่านชายเคตะตัดสินใจนำกำลังออกไปปะทะ แต่ท่านชายฝีมือร้ายกาจนัก นอกจากเรียกขวัญกำลังใจทหารคืนภายในไม่กี่นาทีแล้วยังวางแผนการรบได้น่าประทับใจยิ่ง ข้ายังชมไม่หยุดปากเลยนะเจ้า...”




“หุบปากของเจ้าไปเลยริวอิจิ!” ใบหน้าเรียวสวยสะบัดกลับมาเอ็ดให้จนคนกำลังพูดต้องอ้าปากค้าง “ท่านก็เหมือนกัน ทำอะไรบุ่มบ่าม ข้าศึกมาอย่างนั้นปะทะได้อย่างไร ทำไมไม่รอบคอบเอาเสียเลย หากท่านเป็นอะไรไป...”




เสียงห้วนที่กำลังเอ็ดตะโลไปทั่วกระโจมแผ่วลงเมื่อหันมาเห็นสายตาที่ทอดมอง ดวงตาคมกริบมองนิ่งสบตาเรียวสวยที่มีแววห่วงใยอย่างไม่ปิดบัง




“เจ้าจะโวยวายไปทำอะไร ในเมื่อท่านชายก็ทำอย่างที่เจ้าเคยทำนั่นแหละ” ผู้ถูกกล่าวหาจากสหายรักตาโตขึ้นอีกเท่า ทำอย่างที่เขาเคยทำคือทำอะไร?




“เจ้าว่าท่านชายทำอะไรบุ่มบ่าม ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็บุ่มบ่ามมาก่อนเช่นกัน ท่านชายก็แค่นำกำลังบุกฝ่าไปโดยให้ข้านำทัพตีล้อมปีกกาโอบข้าศึกจนพ่ายไป ก็เท่านั้น” ดวงตาสวยลอบมองไปทางคนที่ยังนั่งนิ่งไม่พูดอะไรให้ยิ่งแค้น แววตาที่มองมาวูบไหวเพราะต้องแสงกองเพลิงที่ลอดเข้ามาภายในกระโจม ประกายกล้าในหน่วยตาคู่คมทำให้เรียวเฮต้องเบือนหน้าหนี




“หากข้าเป็นอะไร แล้วจะเป็นอย่างไร?” ประโยคแรกที่เอ่ยก็ไม่น่าฟังเอาเสียเลยสำหรับเรียวเฮ คนถูกถามจึงลุกเร็วๆ แล้วเดินไปกระแทกไหล่สหายสนิทที่ยืนหน้าแป้นให้หงุดหงิดใจจนคนโดนชนต้องหลบทางให้แล้วมองตามไปด้วยความสงสัย เดินผ่านไปแล้วไม่วายชะโงกหน้าผ่านทางเข้ากระโจมตะโกนเรียกตัวท่านชายหนุ่ม ว่าที่หัวหน้าราชองครักษ์ให้ไปที่กระโจมที่พัก






ร่างบางเดินถือห่อผ้าขนาดเล็กเข้ามาในที่พักของท่านชายเคตะโดยที่ท่านชายนั่งรออยู่ที่ฟูกนอนอยู่ก่อนแล้วทรุดตัวลงนั่งข้างกัน มือเล็กยื่นออกไปรั้งต้นแขนกำยำให้เบี่ยงมาหาและแกะผ้าพันแผลสีขาวที่ชุ่มเลือดจนหงุดหงิดใจ




“ใครทำแผลให้กัน ไม่ล้างแผลอย่างนี้วันพรุ่งเถิดคงได้จับไข้เพราะมันอักเสบ” ปากอิ่มสีระเรื่อขยับต่อว่าไม่หยุดหย่อน คนถูกต่อว่าก็ยังนั่งเงียบปล่อยให้มือเล็กชำนาญงานทำแผลให้ น้ำสะอาดและผ้าผืนเล็กถูกนำมาชำระแผลจนเรียบร้อย เมื่องานแรกสำเร็จงานที่สองจึงเริ่มขึ้น




“เจ็บหน่อยนะขอรับ...ท่านชาย” เคตะเงยหน้าขึ้นมองคนบอกก่อนจะพยักหน้าให้ เมื่อปลายเข็มปักลงบนเนื้อมือใหญ่จึงกำเข้าหากันแน่นอย่างอดทน มือเล็กพยายามให้เบามืออย่างที่สุดเพื่อให้บาดแผลออกมาเรียบร้อยที่สุด ก่อนจะชำระแผลด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งแล้วปิดปากแผลไว้ด้วยผ้าสะอาด




“เสร็จแล้วขอรับ ครานี้นอนลงได้แล้วขอรับ” เคตะเห็นปลายหางตาว่าเรียวเฮหันไปเช็ดมือและล้างมือในอ่างน้ำที่วางอยู่ไม่ไกล เรียวเฮคงสั่งให้คนเตรียมไว้ตอนที่เดินไปบอกเขาให้มาที่กระโจมนอน ผ้าพันแผลรอบตัวถูกแกะออกอย่างเบามือ คราบเลือดที่กรังอยู่บริเวณปากแผลทำให้ผ้านั้นติดและแกะออกลำบากจนต้องใช้น้ำอุ่นชุบรอบปากแผลให้เลือดละลาย สุดท้ายการทำแผลก็สำเร็จด้วยดีพร้อมกับเสียงลมที่หอบเอาใบไม้แห้งปลิวดังกรอบแกรบอยู่ด้านนอกกระโจมที่พักแห่งนี้




“เรียบร้อยแล้ว ข้าจะต้มสมุนไพรให้ ตอนนี้อาจจะระบมอยู่บ้างที่ต้นแขน แต่สมุนไพรจากแผ่นดินใหญ่จะช่วยได้ ท่านนอนพักก่อนเถิด” ร่างบางทำท่าจะผละจากไปแต่คนป่วยท่านก็มือไวจับใจคว้าเอามือบางไว้ได้ทัน




“มีอะไรหรือขอรับ?” ดวงหน้าเรียวหันกลับมาถามด้วยแววตาสงสัย ท่านชายเคตะไม่ตอบอะไร นอกจากออกแรงรั้งให้เจ้าของมือเล็กขยับเข้ามาใกล้และนั่งลงข้างฟูกนอนทั้งที่ท่านชายยังนอนอยู่อย่างนี้




“ไม่เจ็บมือหรือ?” มือข้างที่ถือเข็มเย็บแผลถูกยกขึ้นมาดูพร้อมคำถาม หยดเลือดที่ไหลซืมปลายนิ้วสีชมพูทำให้เรียวเฮยิ้มบางกับคำถามของท่านชาย




“แผลเท่านี้ ไม่เจ็บหรอกขอรับ ห่วงตัวเองก่อนเถิดว่าวันพรุ่งจะจับไข้หรือไม่แผลใหญ่ใช่เล่น” เตรียมจะชักมือกลับแต่มือหน้าก็ยังรั้งไว้จนถึงที่สุด




“............!!!! ท่าน!!!” เมื่อปลายลิ้นสากแต้มความชื้นลงที่ปลายนิ้วโดยไม่บอกกล่าว สัมผัสนี้ทำให้เรียวเฮหวิววับในช่องท้องอย่างประหลาด หากแต่การวินิจฉัยโรคที่เคยเรียนมาไม่สามารถให้คำตอบใดได้ ยิ่งเห็นภาพปลายนิ้วของตัวเองลับเข้าไปในริมฝีปากได้รูปใจก็ยิ่งสะท้านจนทำอะไรไม่ถูก




ท่านชายดันตัวเองขึ้นพร้อมกับรั้งให้อีกร่างเข้ามาใกล้ชิดยิ่งกว่าเดิม มือใหญ่ดันแผ่นหลังเล็กให้แนบชิดสนิทใกล้จนริมฝีปากได้สัมผัสแก้มนวลหอมกลิ่นดิน ไรผมสีอ่อนที่ยังคงกลิ่นไอป่าไม่จาง ปลายจมูกโด่งสันระไล่ลงมาจากกลุ่มผมหอม ผ่านมายังปลายจมูกเล็กที่รั้นขึ้นอย่างน่ามอง ท่านชายไม่ลืมที่จะงับฟันลงที่ริมฝีปากอิ่มนิ่มที่ยังคงสีสดน่าลิ้มรส และท่านชายก็ต้องการที่จะลิ้มรสในตอนนี้




คลึงเคล้าเอาใจอย่างอยากให้รู้ว่าท่านชายคิดถึงและอยากพบเจอ เมื่อพบเจอครั้งแรกหลังจากห่างหายไปเป็นปีท่านชายยังใจกระตุกได้ แล้วจะแปลกอย่างไรหากความชิดใกล้จะยิ่งทำให้ท่านชายเพิ่มระดับความปรารถนาไปอีกหลายเท่า ยิ่งความเป็นห่วงเป็นใยที่ยังส่งมาถึงของอดีตท่านอาจารย์จากจิบะผู้นี้ที่มีให้ท่านชายเคตะ ก็ให้รู้ว่าความรู้สึกที่เคตะคิดมันไม่ได้ผิดไปเลยแม้แต่น้อย เรียวเฮปดเขาเพียงเพราะสถานะตอนนั้นเป็นตัวกั้นมิให้เราทั้งคู่เปิดเผยความรู้สึกต่อกันได้ และเคตะก็คิดไม่ผิดที่ว่าเรียวเฮมีใจให้เขา อารามดีใจจนเกินหักห้ามทำให้ท่านชายหนุ่มไม่รีรอการณ์ใด รีบรุดเข้าไปรึงรั้งให้ร่างบางตระกองอยู่ในอ้อมกอดแน่นหนา




“อื้อ...!! ท่านชาย ปล่อยขอรับ!!” แรงดิ้นรนขัดขืนทำให้กระเทือนถึงบาดแผลที่สดใหม่จนต้องออกเสียงท้วงให้คนดิ้นได้ตาโต




“เจ็บหรือ...!!” ความห่วงใยถูกริบคืนในบัดดลเพียงเพราะรอยยิ้มมุมปากที่ท่านชายมีและเรียวเฮก็ทันเห็นก่อนที่ท่านชายจะได้ตีหน้าขรึมใส่อย่างเคย




“ท่านชายเคตะ!! เลิกล้อเล่นได้แล้วขอรับ เจ็บอย่างนี้ยังฤทธิ์เยอะ...วางยาสลบเสียเลยก็ดีหรอก” สีหน้าว้าวุ่นและตั้งท่าจะโวยให้ได้รู้สึกรู้สาแต่ประโยคสุดท้ายเรียวเฮริบเสียงเอาไว้เสียครึ่งแต่ท่านชายก็ยังหูไวไม่เปลี่ยน




“วางยาข้า จะทำอะไรข้าอย่างนั้นหรือ?”




“ฆ่าท่านให้ตายอย่างไรขอรับ!” ดวงตาสวยที่วาววับตวัดฉับราวใบมีดแต่ท่านชายก็ยังยิ้มรับ




“หากฆ่าข้า แล้วท่านชายฮิโรกิจะมีหัวหน้าราชองครักษ์ได้อย่างไรเล่า” ร่างสูงอมยิ้มในหน้าคล้ายยินดีที่ได้ต่อปากต่อคำกับอดีตท่านอาจารย์ด้วยท่าทีผ่อนคลายหลังการศึกแรก




“อากิระคงฝีมือไม่ด้อยกว่าท่านหรอกขอรับ” ดวงตากลมใสจ้องประหัดประหารเจ้าของอ้อมกอดกระเซ้าเย้าแหย่ หวังให้สายตาที่เจ้าตัวใช้กลายเป็นดาบคมยาวสักสามซาคุฟาดฟันให้เจ็บหนักกว่าที่เป็นอยู่ โทษฐานของการที่ยั่วโทสะและทำให้เรียวเฮเป็นห่วงยิ่งกว่าครั้งใด




“แต่ท่านชายฮิโรกิคงไม่ประสงค์ให้อากิระเป็นราชองครักษ์หรอก จริงหรือไม่?” ใช่ เรียวเฮอยากตะโกนใส่หน้าว่านั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง และตอนนี้เขาก็ขี้เกียจต่อคำกับท่านชายแล้วด้วย เพราะยิ่งพูดมากเท่าใดเรียวเฮก็ยิ่งเหมือนถูกต้อนให้เข้าชิดมุมในมากขึ้นเท่านั้น เหยียบย่างเข้าไปในกับดักศัตรูตัวฉกาดที่รู้ทางเป็นอย่างดี อย่างนี้คงไม่เหมาะ ถอยทัพกลับไปตั้งหลักรอตีให้พ่ายตายไปเสียให้ราบน่าดูกว่าเป็นไหนๆ




ลูกแก้วใสเกลือกขึ้นมองท้องกระโจมหนังสัตว์อย่างอดทนให้ไม่เผลอมือไปตะปบเข้าให้แผลที่เพิ่งเย็บมันปริแตกออกอีกครั้ง สาบานได้ว่าถ้าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น มันไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ แต่เป็นเพราะเรียวเฮ “เผลอ” จริงๆ มือบางปลดปราการหน่วงเหนี่ยวตนเองให้หลุดพ้นจากตัวอีกครั้งหนึ่งโดยไม่ต้องออกแรงใดให้มากอย่างคราแรก




“ยาต้มคงเสร็จแล้ว ข้าจะไปเอามาให้ แล้วท่านจะได้พักผ่อน” ท่านชายไม่ว่าอะไรแม้จะถูกเขม่นด้วยสายตาดุแกมบังคับให้นอนลงไปบนฟูกผืนเดิมอีกครั้ง ร่างเล็กบางของเรียวเฮยืนกอดอกมองได้ครู่จนแน่ใจแล้วว่าท่านชายจะเชื่อฟังเป็นอย่างดีจึงรีบรุดออกไปเพื่อจะนำยาต้มมาให้ผู้บาดเจ็บได้บรรเทาอาการลง




เท้าบางกำลังมุ่งตรงไปยังด้านหลังของค่ายรบด้วยความเร่งรีบ แต่สายตาก็ไม่ลืมสอดส่องเพื่อรายละเอียดของกองทัพที่เพิ่งมาเยือน ข้อมูลจำเป็นต่อการรบเป็นอย่างยิ่ง แต่ความสงสัยที่บังเกิดกลับไม่ใช่จุดอ่อนของค่าย กลับกลายเป็น –เหตุใดค่ายแห่งนี้จึงไม่เหมือนลักษณะของค่ายที่ถูกตีพ่าย หากแต่เรียวเฮไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้ท่านแม่ทัพค่ายนี้สิ้น กองทัพนี้คงเป็นกองทัพที่กำลังจะชนะในไม่ช้า-




กำลังพลมากมายที่ไม่มีวี่แววแห่งความพ่ายแพ้ กลศึกที่โอบล้อมทุกด้านของค่าย หากข้าศึกจะตีเมืองนี้ให้ได้จริงคงต้องใช้กำลังพลนับแสน ยิ่งคิดหัวคิ้วเรียวยิ่งขมวดแน่น ความคิดประหวัดไปถึงสหายครั้งเก่าก่อนอย่างกลุ่มชนบริเวณนาราที่ส่งสารขอความช่วยเหลือไปขณะเดินทางก่อนสายตาจะไปสะดุดเข้ากับร่างสูงโปร่งของชายสองคนที่แต่งกายแปลกตาไปกว่าทหารอื่นมากนัก




“ท่านฮิซาโตะ ท่านยูสุเกะ!” ชายหนุ่มสองคนที่ยืนพูดคุยกับร่างสันทัดที่แน่แท้จริงว่านั่นคือริวอิจิอย่างถูกคอหันมามองต้นเสียงที่เพิ่งเบี่ยงทิศทางจากการไปนำยาต้มแวะทักทายเขาทั้งสองก่อนรับร่างเล็กเขามากอดแน่นด้วยความคิดถึงสั่งสมเป็นเวลานับปี




“เรียวเฮ พวกข้าสองคนเพิ่งคุยกับท่านริวอิจิว่าท่านมาถึงแล้วปฐมพยาบาลคนรัก...เอ้ย ท่านชายอยู่” หัวหน้าชนกลุ่มนามว่ายูสุเกะร้องเสียงหลงแก้เก้อเมื่อร่างบางสืบเท้าเข้ามาใกล้ ปลายนิ้วเล็กยกชี้หน้าผากสหายรักที่ตอนนี้อยากจะแค้นให้สาสมเป็นการคาดโทษ




“ไอ้รองแม่ทัพปากมาก ระวังฟันมุมปากเจ้าจะหลุด ตั้งแต่มาถึงนี่ก็หลายคดีมากแล้ว” เมื่อกะเกณฑ์โทษทัณฑ์ที่หมายจะมอบให้ริวอิจิเสร็จแล้วปากอิ่มจึงยิ้มเอื้อเฟื้อถึงชายหนุ่มสองคนที่มองมาทางเขาด้วยความเอ็นดู




“ท่านได้สารของข้าเมื่อใด ใยท่านจึงมาถึงที่นี่เร็วนัก” รองหัวหน้าชนกลุ่มเป็นผู้ให้คำตอบว่าพวกเขาได้รับคำร้องขอจากท่านชายเคตะที่ตะบึงม้ามาจากเมืองหลวงแวะผ่านที่พักของกลุ่มพวกเขาและบอกว่าอีกไม่นานจะไปถึงค่ายทัพที่ริวอิจิอยู่ ขอให้รวบรวมกำลังพลให้เร็วที่สุด




“ตอนแรกพวกข้าก็ไม่เชื่อหรอก แต่ป้ายตราสัญลักษณ์ทาจิบานะที่อยู่ที่ชายพกของท่านชายทำให้พวกข้ายินดีจะช่วยเหลือศิษย์ของท่าน เรารวบรวมกำลังคนได้เรียบร้อย สารของท่านก็ถึงพวกเราพอดีเช่นกัน จากนั้นเราจึงเดินทางมาสมทบกับกำลังของท่านริวอิจิ” คนเล่าเบี่ยงตัวไปทางผู้นำกำลังจากทัพใต้คิตามุระแล้วโค้งให้อย่างยินดีช่วยเหลือ ฝ่ายนั้นโค้งรับแล้วเงยหน้ามายักคิ้วให้เรียวเฮเบือนหน้าหนีอีกรอบของวัน




“แล้วตอนนี้ท่านชายเป็นอย่างไรบ้าง?” ยูสุเกะหัวหน้าชนกลุ่มรูปร่างสูงใหญ่ถามไถ่ถึงอาการของว่าที่หัวหน้าราชงครักษ์ที่ได้รับบาดเจ็บ และเห็นว่าคนตัวเล็กอาสาดูแลให้




“ข้ากำลังจะไปนำยาต้มไปให้ท่านดื่ม ตอนนี้ให้พักอยู่ที่กระโจม แต่มาเจอท่านก่อน ข้ายังนึกถึงพวกท่านอยู่เลยเมื่อครู่ว่าท่านจะเดินทางมาถึงที่ใดแล้ว...แต่ท่านก็มาเร็วกว่าที่คาดไว้มากทีเดียว ขอบคุณพวกท่านและทหารของท่านมากขอรับ” ร่างเล็กโค้งให้ในระดับนอบน้อมสูงสุด มือใหญ่จากชายหนุ่มสองคนแตะลงบนบ่าเล็กคนละข้างแล้วยิ้มให้เมื่อเรียวเฮเงยหน้าขึ้นมอง





“ข้ายินดี หากสหายข้าเดือดร้อน เพราะเมื่อครั้งที่พวกข้าเดือดร้อน ข้าก็ได้พวกท่านที่ช่วยเหลือ อย่าได้คิดมากให้มากความ” ริมฝีปากอิ่มยิ้มรับอย่างยินดีในความเอื้อเฟื้อที่สหายเก่ายังมิเคยลืมเลือน




“ท่านนำยาต้มไปให้ท่านชายเถิด สารขอความช่วยเหลือจากท่านครั้งนี้ทำให้ข้าได้พบสหายใหม่ที่ข้ามั่นใจว่าท่านผู้นี้จะยิ่งใหญ่ไม่แพ้ราชองครักษ์ใดในแผ่นดินแห่งแสงอาทิตย์นี้เลย”




“ข้าขอตัวก่อน แล้วข้าจะไปพบพวกท่านที่กระโจมกลาง ขอตัวก่อนขอรับ” ทุกคนรวมถึงริวอิจิพยักหน้ารับคำก่อนจะหันหลังกลับไปทางกระโจมกลางซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับประชุมวางแผนการศึกเมื่อเห็นว่าแผ่นหลังบางเดินจากไป




.

.

.

ต่อตอนหน้าค่ะ
Profile

Author:::shunfeng015::
Welcome to FC2

Latest Entries
Latest Comments
Latest Trackbacks
Monthly Archive
Category
Search Form
RSS
Link
Powered By FC2 BLOG

Let's start blogging!!

Powered by FC2BLOG

Add Friend Form

Add this person to blog friend