เร็วเนอะ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕
ที่จริงแต่งจบแล้วน่ะค่ะ แต่อยากแบ่งตอนเพราะมันจะยาวไปจนคนอ่านอาจจะขี้เกียจอ่านได้^^
อ่านเถอะค่ะ ใครอ่านฟิควินส์มั่งมั้ยคะ?
ถ้าอ่านเรื่องนี้มีเวอร์ชันเคตะ-เรียวเฮนะคะ อ่านได้ตามลิงค์ที่อยู่ด้านซ้ายเลยค่ะ
[SF][JK]Stay...I will loving you Part2[END]
.
.
.
วันนี้เป็นอีกวันที่คู่หูต่างสายพันธุ์มานั่งเล่นหลังออกกำลังกายด้วยกันในยามเย็น ดวงอาทิตย์คล้อยแสงอีกแล้วใบไม้ผลิผ่านไป ฤดูร้อนกำลังผันผ่าน และฤดูใบไม้ร่วงที่ก้าวเข้ามาแทนที่อย่าเงียบเหงา ต้นเมเปิ้ลยืนต้นเดี่ยวกำลังถูกริดร่วงใบสีส้มเพราะความหนาว อีกไม่นานหิมะคงตก ช่วงใกล้หนาวจะมืดเร็วทำให้ร่างสูงตัดสินใจกลับบ้านเร็วขึ้นกว่าก่อนหน้า
เท้าใหญ่เดินไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย ในฤดูหนาวเมื่อหิมะตกยามเย็นที่เดินกลับบ้านด้วยกันจะเห็นรอยเท้าสองคู่เดินเคียงกันเป็นทางยาว ความทรงจำแสนหวานครั้งที่เดินฝ่าความหนาวท่ามกลางผืนฟ้ามืดสนิทไร้แสงของดวงจันทร์ ดวงดาวนับล้านพากันส่องประกายวาววามน่ามอง ร่างเล็กชอบเหลือเกินที่จะเงยหน้ามองดาวดวงนั้นด้วยความรู้สึกตื่นตาตื่นใจ ชี้ชวนให้ได้ดูกลุ่มดาวที่เรียงตัวกันด้วยชื่อสวยงามในภาษากรีก ชื่อเทพในตำนานต่างๆ มากมาย นิทานหลายเรื่องที่เล่าขานถึงที่มาแห่งกลุ่มดาวนั้นๆ ถูกถ่ายทอดให้กันและกันฟัง สนามหญ้าถูกปกคลุมไปด้วยหิมะแม้จะเย็นและชื้นแฉะแต่ร่างเล็กก็ยังทิ้งตัวลงนั่งเพื่อฟังเรื่องราวที่เขาเล่าให้ฟังบ้าง เจ้าตัวเล่าให้เขาฟังบ้างอย่างชอบใจ
.
.
.
อดีตอันแสนหวานห่างหายไปจากชีวิตนานเท่าไรแล้วหนอ?...หกปีแล้วหรือที่ไม่ได้พบกัน จะถูกหาว่าโง่งมหรือไม่หากจะรอคอยต่อไปอย่างนี้ เขาคนนั้นจะกลับมาหาหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่ตัวเขาก็ได้แค่รอคอยกับความทรงจำที่เก็บไว้ในอ้อมอกแห่งเราสอง เฝ้ามองดวงดาวที่ทอประกายสวยงามอยู่บนผืนฟ้าอย่างที่เคยทำตอนอยู่ด้วยกัน ไม่รู้ว่าตอนนี้คนคนนั้นจะกำลังนั่งมองดาวดวงเดียวกันหรือไม่ ในขณะที่กำลังไล่คว้าดวงดาวแห่งความสำเร็จอยู่ที่แดนไกล
คำตอบของคำถามยังคงว่างเปล่าต่อไป การวิ่งไล่ตามฤดูกาลของร่างเล็กนั่นยังคงเป็นคำตอบให้ปัจจุบันที่แสนอ้างว้างและเดียวดายต่อไป
แต่เพราะจินไม่อยากลืมความรู้สึกของการรอคอยและไล่ตามความฝัน จึงอยากเก็บอ้อมกอดเล็กๆ แสนอบอุ่นนั้นไว้ให้เป็นของเราเพียงสองคน แม้ว่าทุกครั้งที่เดินผ่าน ไม่ว่าที่ใด รอบกายก็ดูเหมือนจะมีแต่ความทรงจำสุดพิเศษ ทิวทัศน์รอบตัวก็เหมือนจะมีแต่พื้นที่ที่ได้ชมได้มองร่วมกัน ตอนที่เดินเล่นด้วยกันมองวิวรอบด้านก็เห็นมันสวยงามจนหาอะไรมาเทียบก็คงไม่ได้ แต่เมื่อได้ยืนมองมันเพียงลำพัง ไม่มีเสียงใสคอยชื่นชมธรรมชาติโดยรอบให้ฟังก็ดูเหมือนจะเงียบเหงาและเจ็บปวดอยู่เสมอ
แต่ถึงแม้จะเจ็บจนแทบทนไม่ไหวก็จะทน เพราะในเมื่ออีกคนยังให้ความหวัง ความรักของพวกเราก็เหมือนความหวัง ความรักของก็เหมือนความหวัง เมื่อถึงเวลาที่ความหนาวเหน็บผ่านพ้นและล่วงเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งซากุระที่ผลิบาน
หวัง...ที่จะให้คำตอบของเธอเป็นความรักที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเหมือนฉัน
.
.
.
อากาศเย็นหนักขึ้นเมื่อลมเย็นลอดผ่านเสื้อผ้าปะทะผิวเนื้อ เพื่อนยากที่งับขากางเกงอยู่ตลอดเวลาขณะที่เขากำลังยืนมองต้นไม้ใหญ่ที่เคยเป็นร่มเงาให้ยามแสงอาทิตย์แรงกล้า เป็นกำบังลมให้ยามที่ลมหนาวพัดผ่าน เป็นที่นั่งพักพิงยามเหนื่อยล้า และเป็นที่หลบหิมะชั้นดีเมื่อต้องการจะนั่งดูดาวใต้ร่มกิ่งก้านที่ถูกริดใบทิ้งจนไม่เหลือ...และเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง ต้นซากุระต้นนี้ก็จะผลิดอกสีชมพูอ่อนให้ได้ชื่นชมอีกครั้ง มันงับขากางเกงเขาอีกครั้งคงเพราะหนาวร่างสูงจึงตัดสินใจออกหมุนตัวกลับเพื่อออกเดินอีกครั้งแต่เมื่อมองไปทางที่เดินจากมาก็ได้เห็นสิ่งที่เรียกความสงสัยจนต้องหยุดเดินอีกครั้ง
มืดมากแล้วรองเท้าคู่ใหญ่ที่เหยียบย่ำพื้นดินเป็นรอยทางของเท้าสองข้างกับเพื่อนยากอีกสี่ขา น่าจะมีแค่นั้นเมื่อตลอดทางที่เขาเดินมายังไม่เจอใครที่เดินสวนทางหรือเดินตามหลังมา แล้วรอยเท้าคู่เล็กกว่าที่เดินสวนกันมาจนหยุดที่ใต้ต้นไม้ต้นนี้แล้วหายไปคืออะไร? ดวงตาคมกวาดมองจนทั่วบริเวณ ไม่ได้กลัวเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่สิ่งมีชีวิตปัจจุบันน่ากลัวกว่าผีสางเป็นไหน ถึงแม่ดูจากรอยเท้าแล้วคาดเดาได้ว่าคงตัวเล็กกว่าเขาไม่น้อย แต่ปลอดภัยไว้ก่อนคงดีกว่า ยิ่งเพ่งมองผ่านความมืดก็ยิ่งสงสัย เมื่อเจอคนท่าทางพิรุธโกลเด้นรีทีฟเวอร์พันธุ์แท้จะไม่เห่าหรือทำอะไรหน่อยหรือ? มันงับขากางเกงเขาอีกแล้ว...
ท่าทางเหมือนพยายามจะลากจูงไปที่ไหนสักที่...หลังต้นไม้! เท้าใหญ่ก้าวตามสัญชาตญาณสัตว์ไปทางหลังต้นซากุระต้นใหญ่ มีรอยเท้าเดินตัดสวนสาธารณะไปทางทิศที่เป็นที่นั่งประจำ เจ้าตูบลากรั้งให้เขาเดินตามไปแต่มือหนากลับรั้งเชือกผูกคอเอาไว้แน่น ความมันวาวสะท้อนให้เห็นที่ลำต้นใหญ่สีน้ำตาลแก่ คิ้วคมกระตุกแน่นก่อนจะรีบคว้าสิ่งที่เห็นตรงหน้าเอาไว้กลัวว่ามันจะหลุดหายไปราวกับความฝัน มืออีกข้างเผลอปล่อยเชือกจูงที่เจ้าตัวใหญ่คงรำคาญจนร้องงี๊ดง๊าดจนเมื่อเป็นอิสระมันก็วิ่งหน้าตั้งไปอย่างไม่คิดจะรอเจ้านายอย่างเคย
หัวใจเต้นหนักจนเจ็บไปทั้งอก ทั้งตื่นเต้น ยินดีจนหาคำใดมาอธิบายไม่ถูก มือใหญ่ปล่อยเจ้าหมาแสนรู้วิ่งนำหน้าไปอย่างรู้จุดหมายแล้วตนเองจึงวิ่งตามมาสุดฝีเท้า เห็นพวงหางสีทองสะบัดไหวไวๆ จึงรีบตามไปในทิศทางเดียวกัน อะไรก็ไม่ทันใจไปเสียทุกอย่างเมื่อใจมันไปถึงที่หมายก่อนแล้ว มือใหญ่ยิ่งกำจี้รูปผีเสื้อในมือแน่นได้แต่ภาวนาในใจ...อย่าไปไหนอีกเลย...
วิ่งจนมาเจอปลายหางสีทองสะบัดไหวซ่อนตัวอยู่หลังเก้าอี้ตัวประจำที่มักมานั่งเล่นแต่ไม่เจอใครอื่นร่างสูงถอนใจยาวและเดินเข้ามาหาไอ้เพื่อนยากอย่างผิดหวัง เสียงใสที่กำลังหัวเราะเพราะไอ้ตัวดีมันกระโจนใส่จนเจ้าของเสียงล้มหงายลงไปนอนกับพื้นหลังเก้าอี้เลอะไปทั้งตัวทำให้ต้องรีบก้าวเข้าไปพร้อมจะโกนสั่งให้มันออกมาจากคนอื่นเดี๋ยวนี้ ตอนแรกก็ไม่ฟังหรอกจนเมื่อขึ้นเสียงดุทำให้ยอมผละออกมานั่งลิ้นห้อยเพราะความเหนื่อยอยู่ไม่ไกลจากร่างนั้นมากนัก
“ไปเล่นกับเขาอย่างนั้นได้อย่างไรไอ้บื้อ ขอโทษนะครับผมไม่ระวังทำให้มันหลุดจนต้องวิ่งตาม” ร่างสูงก้มศีรษะเป็นการขอโทษ ขายาวก้าวเข้าไปใกล้ร่างที่นั่งอยู่หลังเงามืดของเก้าอี้มากขึ้นเพื่อพยุงร่างเล็กให้ลุกขึ้น
“ไม่เป็นไร ฉันชอบหมาตัวใหญ่น่ะ” อารามไม่ได้สนใจอะไรมากทั้งความมืดที่ปกคลุมจนมองเห็นหน้าเจ้าทุกข์ไม่ชัดนักจินจึงยื่นมือให้คนที่เพิ่งยันตัวลุกจากพื้นได้ใช้พยุงร่างลุกขึ้นยืน
“มืดมากแล้ว กลับบ้านเถอะครับอันตราย” เสียงทุ้มเสนอด้วยความเป็นห่วง ตัวเล็กนิดเดียวคงไม่ดีหากจะมาอยู่ในที่มืดค่ำและลับตาคนอย่างี้ เป็นอะไรไปจะยุ่ง
“ขอบคุณที่เป็นห่วง ใจดีจังเลยนะ” เจ้าของเสียงใสยังคงซ่อนใบหน้าในความมืดอยู่อย่างนั้น ดวงไฟที่ส่องสว่างจากด้านหลังทำให้เห็นใบหน้าเจ้าของเสียงน่าฟังเป็นเพียงเงามืด เส้นผมสั้นแต่ดูไม่เป็นทรงเท่าไร สีผมสะท้อนแสงไฟเห็นเป็นสีน้ำตาลจาง ถ้าเห็นหน้าคงหน้าตาดีไม่น้อยหรอก
“ไม่เป็นไรครับ ผมขอตัวก่อนนะครับ” ร่างสูงก้มลงไปเกี่ยวปลายนิ้วกับสายผูกคอมาไว้ในมือแล้วตั้งท่าจะเดินจากไปโดยไม่กล่าวคำใดอีก
“จะรีบไปไหนหรือ?” มือเล็กที่เอื้อมออกมารั้งทำให้จินเพียงแค่หยุดฝีเท้าลง ไม่รู้จริงๆว่าที่คนตัวเล็กนี่ทำทั้งหมดเพื่ออะไร
“ไปตามหาเจ้าของ...ครับ” ช่วงที่เว้นว่างไปมือใหญ่ที่กำสร้อยเส้นเล็กในมือปล่อยให้จี้รูปผีเสื้อทิ้งตัวลงจากอุ้งมือเผยให้เห็นสิ่งที่กำลังต้องการเจ้าของ ร่างเล็กยิ้มจนเห็นฟันขาวอย่างถูกใจก่อนจะปล่อยให้ทุกอย่างอยู่ในความเงียบโดยไม่พูดอะไร และเมื่อไม่มีการสานต่อบทสนทนาจินก็ไม่คิดจะยืนอยู่ที่เดิม ใจเขาไม่มีแรงจะคิดอะไรต่อไปในเมื่อสิ่งที่เป็นเหมือนความหวังเมื่อครู่ตอนที่วิ่งตามมา หวังว่าจะได้พบได้เจอ อยากกอด อยากจูบให้หายคิดถึงกับเวลาที่ห่างกัน แต่ทุกอย่างกลับเป็นเพียงอากาศเมื่อพบกับคนแปลกหน้า ร่างสูงหมุนตัวกลับอีกครั้งแต่ก็ต้องชะงักอีกครั้งประโยคที่ออกมาจากคนตรงหน้าทำให้ใจเขาโลดขึ้นมาอีกครั้ง
.
.
.
“นั่นเคยเป็นของฉัน...แต่ฉันให้เป็นของขวัญคนสำคัญไปแล้ว ตอนนี้มันคงอยากกลับมาหาเจ้าของตัวจริง”
เงาร่างที่เล็กกว่าคนนั่งคนก่อนทรุดตัวนั่งลงหันหน้าเข้าหาแม่น้ำที่เก้าอี้ตัวที่จินจำได้ดีว่ามานั่งบ่อยแค่ไหนและเปลี่ยนไปกี่ตัวแล้ว มีเพียงแสงสลัวรางจากโคมไฟด้านในสวนสาธารณะส่องให้เห็นทางเดินจนไม่สะดุดลงไปเล่นน้ำตอนกลางคืนเท่านั้นแต่แสงเพียงเท่านั้นที่สาดส่องทอทับบนใบหน้าหวาน ดวงตากลมมีแววระริกเสมอ จมูกโด่งเล็กรับริมฝีปากนุ่มน่ากัด ใบหน้าที่งดงามเงยขึ้นรับแสงดาวบนฟ้าอย่างชอบใจ ยิ้มกับตัวเองคนเดียวเมื่อสิ่งที่คิดมานานสิ้นสุดลงพร้อมกับการตัดสินใจในครั้งนี้
เมื่อรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวของร่างสูงใหญ่ที่เดินมาหยุดอยู่ข้างเก้าอี้เหล็กเปลือกตาบางจึงเปิดขึ้นเพื่อมองภาพคนตรงหน้าให้ชัดเจนแต่เงามืดที่บดบังก็ไม่ได้ทำให้อรรถรสในการมองลดลง รอยยิ้มสดใสยังคงส่งมาให้เสมอ แขนเล็กสองแขนอ้ากว้าง
“กลับมาแล้วนะ...จิน” ใบหน้าหล่อคมยื้มอย่างยินดี สวยงามที่สุดเท่าที่เคยยิ้มมา อ้อมแขนใหญ่รั้งเอาร่างเล็กขึ้นมากอดจนตัวลอยจนร้องเหวอออกมา และตามด้วยเสียงหัวเราะของคนสองคน จินวางร่างเล็กลงที่พื้นแต่ยังคงแตะมือประคองเอวบางไว้อย่างนั้น ปลายเท้าเล็กเขย่งตัวขึ้นแตะริมฝีปากกับคนตัวสูงเพื่อทักทายแต่ความคิดถึงที่มีและความดีใจที่ได้เจอมันทำให้ไม่อาจหักห้ามจิตใจได้อีกต่อไป
ช่องท้องวูบโหวงเมื่อปากนิ่มแตะเข้าหาและตอบรับเมื่อเขากระชับสัมผัสแนบแน่น แผ่วเบาเพื่อหยอกล้อ แนบจูบหนักๆ เพื่อกลั่นแกล้งให้อีกคนขัดใจจนตามติด ร่างเล็กเบียดเข้าหากายอุ่นจนชิดแขนทั้งสองข้างโอบรอบต้นคอแกร่งให้ขยับตอบรับสัมผัสที่ต้องการมากมายสำหรับความห่างหายในช่วงเวลาหลายปี เสียงครางเครือเป็นสิ่งบ่งบอกว่าควรถึงเวลาผละออกห่างให้เจ้าของริมฝีปากนิ่มได้มีโอกาสหายใจ จูบเน้นหนักลงบนมุมปากเล็กอย่างเอาใจ และได้รับรอยยิ้มพึงใจกลับมาเป็นรางวัลที่รู้ใจรู้เวลาและรู้สถานที่
“กลับมาตอนไหน?” มือใหญ่กระตุกเรียกให้เจ้าของมือนิ่มเดินตามมานั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิม แต่แทนที่จะนั่งข้างกัน กลับกลายเป็นทิ้งร่างคร่อมลงบนตักอย่างไม่คิดจะเกรงใจอะไรรอบด้าน ทิ้งให้เจ้าตูบมันเดินวนรอบเสียงกระดิ่งที่คอดังแล้วหยุดอยู่หลายรอบ มือเล็กประสานไว้ที่ท้ายทอยใบหน้าใกล้กันจนแทบชิด มือใหญ่จึงวางประคองเอวบางให้นั่งนิ่งไม่อย่างนั้นคงแย่แน่ แย่ทั้งเขาและคาซึยะ
“กลับมาตอนบ่ายกว่าจะทำธุระเสร็จมาถึงก็เกือบเย็น แล้วก็ตรงมาที่นี่ แต่ทำของหาย...” จินละมือข้างหนึ่งขึ้นมาชูสร้อยเส้นเมื่อครู่ให้ดูอีกครั้ง
“ของ...นี่หรือเปล่า?” ใบหน้าเล็กเอียงมองยิ้มๆ ก่อนจะพยักหน้ารับแล้วแต้มจูบเร็วๆลงที่ปลายคางสากอีกครั้ง
“ใช่ ของสำคัญเอามาคืนให้คนที่เขาฝากไว้” ปลายจมูกโด่งซุกลงที่แก้มนิ่มหอมเกลือกใบหน้าไปกับนวลแก้ม ไรหนวดบางๆที่เพิ่งขึ้นสร้างเสียงหัวเราะจากความจั๊กจี้ได้เป็นอย่างดี
“เขาเป็นอะไรถึงสำคัญ...หืม?” ไล่ซุกปลายจมูกเรื่อยลงมาที่ซอกคอหอม แนบริมฝีปากและปลายลิ้นลงให้เจ้าของร่างนิ่มในอ้อมกอดเปิดเส้นทางให้ชื่นชมได้ถนัด
“เป็น...คน...รัก อื้อ!” ปลายนิ้วเรียวเลื้อยเข้าไปในชายเสื้อด้านหลัง ไล่ขึ้นมาตามปุ่มกระดูกอย่างไม่อาจหยุดได้ แต่เมื่อเสียงคัดค้านดังขึ้นปลายนิ้วจึงต้องหยุดลงเมื่อกำลังจะสัมผัสกับความรู้สึกด้านหน้า ปากนิ่มแต้มจูบเอาใจที่สันกรามเมื่อร่างสูงผละออกคล้ายอาการขัดใจ
“ขี้หงุดหงิดจัง คนใจดีไปไหนแล้ว?” มือน้อยประคองสองข้างแก้มสากถามหยอกล้อแต่ยังคงยิ้มและสบตาไม่หลบ
“หายไปปีละยี่สิบเปอร์เซนต์ นี่ก็หกปีร้อยยี่สิบเปอร์เซนต์ เพราะฉะนั้น...ตอนนี้ฉันใจร้ายที่สุดเลยล่ะ” คาซึยะหลุดเสียงหัวเราะคิกออกมากับคำตอบนั้นจูบอีกครั้งอย่างเอาใจเบาๆ แล้วผละออก
“ไม่เป็นไร ถ้าจินใจร้าย...” มือเล็กไต่ลงไปตามลำแขนกำยำเกี่ยวเอาสร้อยแห่งสัญญามาเกี่ยวตะขอลงบนต้นคอร่างสูง ฟันเล็กขบบีบตะขอให้แน่นเข้าหากันแล้วไม่ลืมจูบสำทับที่ต้นคอให้กระตุกไปทั้งร่างอีกครั้ง
“ฉันจะใจดีเอง” ใบหน้าเล็กผละออกมาต่อตาคมในระยะประชิดสีหน้าสีตาสนุกเสียจนต้องดีดหน้าผากให้หายแค้น ทำเขาแล้วไม่รับผิดชอบดีนัก
“เจ็บ” มือลูบหน้าผากป้อยบ่นอุบอิบหน้ามุ่ยจนคนมองยังต้องหัวเราะ
“ทำอย่างกับเด็ก อายุก็ไม่ใช่น้อยแล้ว” มือใหญ่จับให้ร่างน้อยยืนขึ้นแล้วลุกขึ้นตาม กระชับมือเล็กเข้าหาเพื่อคลายความหนาวเย็นจากอากาศจับจูงไปทางเดินเดิมที่วันนี้ต้องเดินไปเดินกลับอยู่สองรอบ ไอ้ตูบตัวดีเหมือนกลัวว่าจะถูกลืมจึงเดินลากสายจูงเสียงดังเป็นทางแต่เจ้าของเดิมก็ไม่สนใจโทษฐานที่ทำให้ต้องวิ่งเหนื่อยมาแล้วหมดกำลังใจซ้ำเสียอีก เป็นผลให้เจ้าของใหม่ต้องยิ้มแล้วรับมาจูงเอง
“กลับบ้านกันเถอะ” ตาคมปรายมองคนที่ยองตัวลองลูบหัวมันให้หายงอน พอมันเห็นเขามองมันทำเป็นเมินหน้าไปทางอื่น ชิชะไอ้หมานี่...ได้ใหม่ลืมเก่าเลยนะ คาซึยะเงยหน้ามองร่างสูงที่ยืนเท้าเอวมองหมาตัวเองอย่างไร้อารมณ์แล้วยิ้ม
“กลับบ้านกันเถอะ”
“อืม...กลับบ้านเรากันเถอะ” เอวเล็กถูกประคองกอดจากมือใหญ่ อ้อมแขนเล็กสอดเข้ารัดรอบเอวหนา มืออีกข้างจูงสายเจ้าขนสีทองไปตามทางเดินเส้นเดิมในความทรงจำ ความทรงจำที่ยังคงมีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ แต่ความเหงาและอ้างว้างจะไม่มีโอกาสมากร้ำกรายพื้นที่แห่งนี้อีกต่อไป มือเล็กกระชับแน่นกับมือใหญ่แล้วยิ้มให้เมื่อเจ้าของมือหันมามอง
...ดวงหน้าที่สว่างสดใสของคนคนหนึ่งทำให้ฉันชอบฤดูกาลหนึ่งมากขนาดนี้...
...ทั้งๆที่อายจะแย่ แต่ก็ไม่มีคำตอบกลับมาเมื่อเอ่ยคำนั้นออกไป...
...เรื่องเล่า ตำนาน ความฝัน ขอแค่เพียงได้พูดคุยกัน แม้ในความฝันก็ยังดี...
...จิตใจของคนคนหนึ่งที่กำลังเดินทางสู่อนาคตอันแสนไกล...
...ช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดราวกับโดนเข็มนับพันทิ่มแทง...
...ไม่มีช่วงเวลาไหนสามารถทดแทนความรู้สึกนั้นได้...
...ความรักที่มีเพียงเธอ และคิดถึงเธอเพียงคนเดียว ฉันจะรักเธอตลอดไป...
...เพราะไม่สามารถพูดคำคำนั้นออกไปได้ จึงเก็บมันเอาไว้ในพื้นที่แห่งความลับ...
...ถนนสีขาวที่ถูกแต่งแต้มไปด้วยสีสันมากมายที่กลายเป็นเพียงเรื่องในความทรงจำ...
...สิ่งที่ชั้นได้รับจากเธอเสมอคืออ้อมกอดเพราะความใจดี...
...ไม่มีวันลืมเลือนคำตอบที่ได้รับกลับมา...
...คนสองคนที่ก้าวเดินไปบนถนนสายที่เต็มไปด้วยซากุระที่ถูดริดออกจากก้านด้วยสายลมเย็น...
...สีสันแห่งฤดูใบไม้ผลิที่เข้ามาเยือนไม่ได้เจ็บปวดอย่างที่คิด...
...ทุกครั้งยังคงได้รับรอยยิ้มจากเธอ และมีคำพูดที่อยากจะฝากบอก...
...ไม่อยากจะเห็นใบหน้ายามเหงาเศร้า แต่ก็ต้องรับรู้มัน...
...ฝากบอกผ่านพวงแก้มของเธอ...
...ความรักไม่มีวันถูกทำลาย เพราะยังคงมีแสงสว่างเสมอ...
...แต่ฉันก็ยังคงยืนหยัดที่จะปกป้องความรัก ด้วยการรักเธอตลอดไป...
...รอยเท้าของคนสองคนที่เธอเหลือทิ้งไว้เบื้องหลังจะถูกเก็บไว้ในความทรงจำแสนหวาน...
...และจะคอยเฝ้ามองดวงดาวจรัสแสงนั้นอยู่เสมอ...
...เพียงแค่ตอนนี้เธออาจจะมองไม่เห็นและต้องค้นหาต่อไป...
...คำตอบก็ยังคงเป็นการวิ่งไล่ตามฤดูกาลที่เป็นของเธอ...
...เพราะยังไม่อยากที่จะลืมความรู้สึกของการไล่ตาม จึงอยากจะเก็บอ้อมกอดของเธอไว้เป็นของตนเองคนเดียว...
...ความเจ็บปวดเมื่อเห็นภาพทิวทัศน์สองข้างทางที่เคยมองดูพร้อมกับเธอ...
...ความรักก็เหมือนกับความหวัง เมื่อถึงเวลาแห่งซากุระผลิบานความรักก็จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง...
...คำตอบของเธอคือความรักที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง...
.
.
.
“ฉันรักจินนะ ขอบคุณที่รอและยังรักฉันเสมอมา” ร่างเล็กเกยคางทับร่างสูงที่นอนเป็นเบาะชั้นดี ผิวเนื้อเย็นเรียบแต่งแต้มร่องรอยประปราย มือใหญ่รั้งผ้าห่มขึ้นคลุมจนมิดไหล่บางแล้วลูบผมนิ่มเล่นเพลินมือ
“ก็เพราะรักนาย ถึงได้รอจนวันนี้ แล้วต่อจากนี้ก็อย่าหวังว่าจะเห็นแก่ตัวได้...เพราะฉันจะเห็นแก่ตัวอย่างถึงที่สุดเหมือนกัน” ร่างสูงยิ้มไปพูดไปทั้งที่หลับตา ไม่ได้มองสีหน้าคนฟังสักนิดว่าจะแดงจนเห่อหรือเป็นลมพิษไปแล้วหรือไม่ แต่ไม่มองก็คงรู้ได้ถึงอุณหภูมิที่แก้มแดงปลั่งจนต้องอุบอิบกับตัวเองว่า ...เห็นแก่ตัวอย่างวันนี้หรือเปล่า...
ค่ำคืนที่แสนสั้นเพราะความสุขที่โหยหา ความฝันไม่ได้มากร้ำกรายเพราะความเป็นจริงปรากฏอยู่ตรงหน้า อ้อมกอดของกันและกันความอบอุ่นที่ซุกซบไม่มีช่องว่างให้ความหนาวเหน็บเข้ามาถึงผิวเนื้อได้แม้แต่น้อย
.
.
.
Stay...I will loving you
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะเจอกันอีกแล้ว
เอาตอนจบมาลง จะได้ไม่ขาดช่วงมากนัก^^
ไม่มีอะไรจะพูดมาก อ่านกันเถอะค่ะ
[SF][KR]Stay...I will loving you Part2 [END]
.
.
.
วันนี้เป็นอีกวันที่คู่หูต่างสายพันธุ์มานั่งเล่นหลังออกกำลังกายด้วยกันในยามเย็น ดวงอาทิตย์คล้อยแสงอีกแล้วใบไม้ผลิผ่านไป ฤดูร้อนกำลังผันผ่าน และฤดูใบไม้ร่วงที่ก้าวเข้ามาแทนที่อย่าเงียบเหงา ต้นเมเปิ้ลยืนต้นเดี่ยวกำลังถูกริดร่วงใบสีส้มเพราะความหนาว อีกไม่นานหิมะคงตก ช่วงใกล้หนาวจะมืดเร็วทำให้ร่างสูงตัดสินใจกลับบ้านเร็วขึ้นกว่าก่อนหน้า
เท้าใหญ่เดินไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย ในฤดูหนาวเมื่อหิมะตกยามเย็นที่เดินกลับบ้านด้วยกันจะเห็นรอยเท้าสองคู่เดินเคียงกันเป็นทางยาว ความทรงจำแสนหวานครั้งที่เดินฝ่าความหนาวท่ามกลางผืนฟ้ามืดสนิทไร้แสงของดวงจันทร์ ดวงดาวนับล้านพากันส่องประกายวาววามน่ามอง ร่างเล็กชอบเหลือเกินที่จะเงยหน้ามองดาวดวงนั้นด้วยความรู้สึกตื่นตาตื่นใจ ชี้ชวนให้ได้ดูกลุ่มดาวที่เรียงตัวกันด้วยชื่อสวยงามในภาษากรีก ชื่อเทพในตำนานต่างๆ มากมาย นิทานหลายเรื่องที่เล่าขานถึงที่มาแห่งกลุ่มดาวนั้นๆ ถูกถ่ายทอดให้กันและกันฟัง สนามหญ้าถูกปกคลุมไปด้วยหิมะแม้จะเย็นและชื้นแฉะแต่ร่างเล็กก็ยังทิ้งตัวลงนั่งเพื่อฟังเรื่องราวที่เขาเล่าให้ฟังบ้าง เจ้าตัวเล่าให้เขาฟังบ้างอย่างชอบใจ
.
.
.
อดีตอันแสนหวานห่างหายไปจากชีวิตนานเท่าไรแล้วหนอ?...หกปีแล้วหรือที่ไม่ได้พบกัน จะถูกหาว่าโง่งมหรือไม่หากจะรอคอยต่อไปอย่างนี้ เขาคนนั้นจะกลับมาหาหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่ตัวเขาก็ได้แค่รอคอยกับความทรงจำที่เก็บไว้ในอ้อมอกแห่งเราสอง เฝ้ามองดวงดาวที่ทอประกายสวยงามอยู่บนผืนฟ้าอย่างที่เคยทำตอนอยู่ด้วยกัน ไม่รู้ว่าตอนนี้คนคนนั้นจะกำลังนั่งมองดาวดวงเดียวกันหรือไม่ ในขณะที่กำลังไล่คว้าดวงดาวแห่งความสำเร็จอยู่ที่แดนไกล
คำตอบของคำถามยังคงว่างเปล่าต่อไป การวิ่งไล่ตามฤดูกาลของร่างเล็กนั่นยังคงเป็นคำตอบให้ปัจจุบันที่แสนอ้างว้างและเดียวดายต่อไป
แต่เพราะเคตะไม่อยากลืมความรู้สึกของการรอคอยและไล่ตามความฝัน จึงอยากเก็บอ้อมกอดเล็กๆ แสนอบอุ่นนั้นไว้ให้เป็นของเราเพียงสองคน แม้ว่าทุกครั้งที่เดินผ่าน ไม่ว่าที่ใด รอบกายก็ดูเหมือนจะมีแต่ความทรงจำสุดพิเศษ ทิวทัศน์รอบตัวก็เหมือนจะมีแต่พื้นที่ที่ได้ชมได้มองร่วมกัน ตอนที่เดินเล่นด้วยกันมองวิวรอบด้านก็เห็นมันสวยงามจนหาอะไรมาเทียบก็คงไม่ได้ แต่เมื่อได้ยืนมองมันเพียงลำพัง ไม่มีเสียงใสคอยชื่นชมธรรมชาติโดยรอบให้ฟังก็ดูเหมือนจะเงียบเหงาและเจ็บปวดอยู่เสมอ
แต่ถึงแม้จะเจ็บจนแทบทนไม่ไหวก็จะทน เพราะในเมื่ออีกคนยังให้ความหวัง ความรักของพวกเราก็เหมือนความหวัง ความรักของก็เหมือนความหวัง เมื่อถึงเวลาที่ความหนาวเหน็บผ่านพ้นและล่วงเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งซากุระที่ผลิบาน
หวัง...ที่จะให้คำตอบของเธอเป็นความรักที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเหมือนฉัน
.
.
.
อากาศเย็นหนักขึ้นเมื่อลมเย็นลอดผ่านเสื้อผ้าปะทะผิวเนื้อ เพื่อนยากที่งับขากางเกงอยู่ตลอดเวลาขณะที่เขากำลังยืนมองต้นไม้ใหญ่ที่เคยเป็นร่มเงาให้ยามแสงอาทิตย์แรงกล้า เป็นกำบังลมให้ยามที่ลมหนาวพัดผ่าน เป็นที่นั่งพักพิงยามเหนื่อยล้า และเป็นที่หลบหิมะชั้นดีเมื่อต้องการจะนั่งดูดาวใต้ร่มกิ่งก้านที่ถูกริดใบทิ้งจนไม่เหลือ...และเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง ต้นซากุระต้นนี้ก็จะผลิดอกสีชมพูอ่อนให้ได้ชื่นชมอีกครั้ง มันงับขากางเกงเขาอีกครั้งคงเพราะหนาวร่างสูงจึงตัดสินใจออกหมุนตัวกลับเพื่อออกเดินอีกครั้งแต่เมื่อมองไปทางที่เดินจากมาก็ได้เห็นสิ่งที่เรียกความสงสัยจนต้องหยุดเดินอีกครั้ง
มืดมากแล้วรองเท้าคู่ใหญ่ที่เหยียบย่ำพื้นดินเป็นรอยทางของเท้าสองข้างกับเพื่อนยากอีกสี่ขา น่าจะมีแค่นั้นเมื่อตลอดทางที่เขาเดินมายังไม่เจอใครที่เดินสวนทางหรือเดินตามหลังมา แล้วรอยเท้าคู่เล็กกว่าที่เดินสวนกันมาจนหยุดที่ใต้ต้นไม้ต้นนี้แล้วหายไปคืออะไร? ดวงตาคมกวาดมองจนทั่วบริเวณ ไม่ได้กลัวเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่สิ่งมีชีวิตปัจจุบันน่ากลัวกว่าผีสางเป็นไหน ถึงแม่ดูจากรอยเท้าแล้วคาดเดาได้ว่าคงตัวเล็กกว่าเขาไม่น้อย แต่ปลอดภัยไว้ก่อนคงดีกว่า ยิ่งเพ่งมองผ่านความมืดก็ยิ่งสงสัย เมื่อเจอคนท่าทางพิรุธโกลเด้นรีทีฟเวอร์พันธุ์แท้จะไม่เห่าหรือทำอะไรหน่อยหรือ? มันงับขากางเกงเขาอีกแล้ว...
ท่าทางเหมือนพยายามจะลากจูงไปที่ไหนสักที่...หลังต้นไม้! เท้าใหญ่ก้าวตามสัญชาตญาณสัตว์ไปทางหลังต้นซากุระต้นใหญ่ มีรอยเท้าเดินตัดสวนสาธารณะไปทางทิศที่เป็นที่นั่งประจำ เจ้าตูบลากรั้งให้เขาเดินตามไปแต่มือหนากลับรั้งเชือกผูกคอเอาไว้แน่น ความมันวาวสะท้อนให้เห็นที่ลำต้นใหญ่สีน้ำตาลแก่ คิ้วคมกระตุกแน่นก่อนจะรีบคว้าสิ่งที่เห็นตรงหน้าเอาไว้กลัวว่ามันจะหลุดหายไปราวกับความฝัน มืออีกข้างเผลอปล่อยเชือกจูงที่เจ้าตัวใหญ่คงรำคาญจนร้องงี๊ดง๊าดจนเมื่อเป็นอิสระมันก็วิ่งหน้าตั้งไปอย่างไม่คิดจะรอเจ้านายอย่างเคย
หัวใจเต้นหนักจนเจ็บไปทั้งอก ทั้งตื่นเต้น ยินดีจนหาคำใดมาอธิบายไม่ถูก มือใหญ่ปล่อยเจ้าหมาแสนรู้วิ่งนำหน้าไปอย่างรู้จุดหมายแล้วตนเองจึงวิ่งตามมาสุดฝีเท้า เห็นพวงหางสีทองสะบัดไหวไวๆ จึงรีบตามไปในทิศทางเดียวกัน อะไรก็ไม่ทันใจไปเสียทุกอย่างเมื่อใจมันไปถึงที่หมายก่อนแล้ว มือใหญ่ยิ่งกำจี้รูปผีเสื้อในมือแน่นได้แต่ภาวนาในใจ...อย่าไปไหนอีกเลย...
วิ่งจนมาเจอปลายหางสีทองสะบัดไหวซ่อนตัวอยู่หลังเก้าอี้ตัวประจำที่มักมานั่งเล่นแต่ไม่เจอใครอื่นร่างสูงถอนใจยาวและเดินเข้ามาหาไอ้เพื่อนยากอย่างผิดหวัง เสียงใสที่กำลังหัวเราะเพราะไอ้ตัวดีมันกระโจนใส่จนเจ้าของเสียงล้มหงายลงไปนอนกับพื้นหลังเก้าอี้เลอะไปทั้งตัวทำให้ต้องรีบก้าวเข้าไปพร้อมจะโกนสั่งให้มันออกมาจากคนอื่นเดี๋ยวนี้ ตอนแรกก็ไม่ฟังหรอกจนเมื่อขึ้นเสียงดุทำให้ยอมผละออกมานั่งลิ้นห้อยเพราะความเหนื่อยอยู่ไม่ไกลจากร่างนั้นมากนัก
“ไปเล่นกับเขาอย่างนั้นได้อย่างไรไอ้บื้อ ขอโทษนะครับผมไม่ระวังทำให้มันหลุดจนต้องวิ่งตาม” ร่างสูงก้มศีรษะเป็นการขอโทษ ขายาวก้าวเข้าไปใกล้ร่างที่นั่งอยู่หลังเงามืดของเก้าอี้มากขึ้นเพื่อพยุงร่างเล็กให้ลุกขึ้น
“ไม่เป็นไร ฉันชอบหมาตัวใหญ่น่ะ” อารามไม่ได้สนใจอะไรมากทั้งความมืดที่ปกคลุมจนมองเห็นหน้าเจ้าทุกข์ไม่ชัดนักเคตะจึงยื่นมือให้คนที่เพิ่งยันตัวลุกจากพื้นได้ใช้พยุงร่างลุกขึ้นยืน
“มืดมากแล้ว กลับบ้านเถอะครับอันตราย” เสียงทุ้มเสนอด้วยความเป็นห่วง ตัวเล็กนิดเดียวคงไม่ดีหากจะมาอยู่ในที่มืดค่ำและลับตาคนอย่างี้ เป็นอะไรไปจะยุ่ง
“ขอบคุณที่เป็นห่วง ใจดีจังเลยนะ” เจ้าของเสียงใสยังคงซ่อนใบหน้าในความมืดอยู่อย่างนั้น ดวงไฟที่ส่องสว่างจากด้านหลังทำให้เห็นใบหน้าเจ้าของเสียงน่าฟังเป็นเพียงเงามืด เส้นผมสั้นแต่ดูไม่เป็นทรงเท่าไร สีผมสะท้อนแสงไฟเห็นเป็นสีน้ำตาลจาง ถ้าเห็นหน้าคงหน้าตาดีไม่น้อยหรอก
“ไม่เป็นไรครับ ผมขอตัวก่อนนะครับ” ร่างสูงก้มลงไปเกี่ยวปลายนิ้วกับสายผูกคอมาไว้ในมือแล้วตั้งท่าจะเดินจากไปโดยไม่กล่าวคำใดอีก
“จะรีบไปไหนหรือ?” มือเล็กที่เอื้อมออกมารั้งทำให้เคตะเพียงแค่หยุดฝีเท้าลง ไม่รู้จริงๆว่าที่คนตัวเล็กนี่ทำทั้งหมดเพื่ออะไร
“ไปตามหาเจ้าของ...ครับ” ช่วงที่เว้นว่างไปมือใหญ่ที่กำสร้อยเส้นเล็กในมือปล่อยให้จี้รูปผีเสื้อทิ้งตัวลงจากอุ้งมือเผยให้เห็นสิ่งที่กำลังต้องการเจ้าของ ร่างเล็กยิ้มจนเห็นฟันขาวอย่างถูกใจก่อนจะปล่อยให้ทุกอย่างอยู่ในความเงียบโดยไม่พูดอะไร และเมื่อไม่มีการสานต่อบทสนทนาเคตะก็ไม่คิดจะยืนอยู่ที่เดิม ใจเขาไม่มีแรงจะคิดอะไรต่อไปในเมื่อสิ่งที่เป็นเหมือนความหวังเมื่อครู่ตอนที่วิ่งตามมา หวังว่าจะได้พบได้เจอ อยากกอด อยากจูบให้หายคิดถึงกับเวลาที่ห่างกัน แต่ทุกอย่างกลับเป็นเพียงอากาศเมื่อพบกับคนแปลกหน้า ร่างสูงหมุนตัวกลับอีกครั้งแต่ก็ต้องชะงักอีกครั้งประโยคที่ออกมาจากคนตรงหน้าทำให้ใจเขาโลดขึ้นมาอีกครั้ง
.
.
.
“นั่นเคยเป็นของฉัน...แต่ฉันให้เป็นของขวัญคนสำคัญไปแล้ว ตอนนี้มันคงอยากกลับมาหาเจ้าของตัวจริง”
เงาร่างที่เล็กกว่าคนนั่งคนก่อนทรุดตัวนั่งลงหันหน้าเข้าหาแม่น้ำที่เก้าอี้ตัวที่เคตะจำได้ดีว่ามานั่งบ่อยแค่ไหนและเปลี่ยนไปกี่ตัวแล้ว มีเพียงแสงสลัวรางจากโคมไฟด้านในสวนสาธารณะส่องให้เห็นทางเดินจนไม่สะดุดลงไปเล่นน้ำตอนกลางคืนเท่านั้นแต่แสงเพียงเท่านั้นที่สาดส่องทอทับบนใบหน้าหวาน ดวงตากลมมีแววระริกเสมอ จมูกโด่งเล็กรับริมฝีปากนุ่มน่ากัด ใบหน้าที่งดงามเงยขึ้นรับแสงดาวบนฟ้าอย่างชอบใจ ยิ้มกับตัวเองคนเดียวเมื่อสิ่งที่คิดมานานสิ้นสุดลงพร้อมกับการตัดสินใจในครั้งนี้
เมื่อรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวของร่างสูงใหญ่ที่เดินมาหยุดอยู่ข้างเก้าอี้เหล็กเปลือกตาบางจึงเปิดขึ้นเพื่อมองภาพคนตรงหน้าให้ชัดเจนแต่เงามืดที่บดบังก็ไม่ได้ทำให้อรรถรสในการมองลดลง รอยยิ้มสดใสยังคงส่งมาให้เสมอ แขนเล็กสองแขนอ้ากว้าง
“กลับมาแล้วนะ...เคตะ” ใบหน้าหล่อคมยื้มอย่างยินดี สวยงามที่สุดเท่าที่เคยยิ้มมา อ้อมแขนใหญ่รั้งเอาร่างเล็กขึ้นมากอดจนตัวลอยจนร้องเหวอออกมา และตามด้วยเสียงหัวเราะของคนสองคน เคตะวางร่างเล็กลงที่พื้นแต่ยังคงแตะมือประคองเอวบางไว้อย่างนั้น ปลายเท้าเล็กเขย่งตัวขึ้นแตะริมฝีปากกับคนตัวสูงเพื่อทักทายแต่ความคิดถึงที่มีและความดีใจที่ได้เจอมันทำให้ไม่อาจหักห้ามจิตใจได้อีกต่อไป
ช่องท้องวูบโหวงเมื่อปากนิ่มแตะเข้าหาและตอบรับเมื่อเขากระชับสัมผัสแนบแน่น แผ่วเบาเพื่อหยอกล้อ แนบจูบหนักๆ เพื่อกลั่นแกล้งให้อีกคนขัดใจจนตามติด ร่างเล็กเบียดเข้าหากายอุ่นจนชิดแขนทั้งสองข้างโอบรอบต้นคอแกร่งให้ขยับตอบรับสัมผัสที่ต้องการมากมายสำหรับความห่างหายในช่วงเวลาหลายปี เสียงครางเครือเป็นสิ่งบ่งบอกว่าควรถึงเวลาผละออกห่างให้เจ้าของริมฝีปากนิ่มได้มีโอกาสหายใจ จูบเน้นหนักลงบนมุมปากเล็กอย่างเอาใจ และได้รับรอยยิ้มพึงใจกลับมาเป็นรางวัลที่รู้ใจรู้เวลาและรู้สถานที่
“กลับมาตอนไหน?” มือใหญ่กระตุกเรียกให้เจ้าของมือนิ่มเดินตามมานั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิม แต่แทนที่จะนั่งข้างกัน กลับกลายเป็นทิ้งร่างคร่อมลงบนตักอย่างไม่คิดจะเกรงใจอะไรรอบด้าน ทิ้งให้เจ้าตูบมันเดินวนรอบเสียงกระดิ่งที่คอดังแล้วหยุดอยู่หลายรอบ มือเล็กประสานไว้ที่ท้ายทอยใบหน้าใกล้กันจนแทบชิด มือใหญ่จึงวางประคองเอวบางให้นั่งนิ่งไม่อย่างนั้นคงแย่แน่ แย่ทั้งเขาและเรียวเฮ
“กลับมาตอนบ่ายกว่าจะทำธุระเสร็จมาถึงก็เกือบเย็น แล้วก็ตรงมาที่นี่ แต่ทำของหาย...” เคตะละมือข้างหนึ่งขึ้นมาชูสร้อยเส้นเมื่อครู่ให้ดูอีกครั้ง
“ของ...นี่หรือเปล่า?” ใบหน้าเล็กเอียงมองยิ้มๆ ก่อนจะพยักหน้ารับแล้วแต้มจูบเร็วๆลงที่ปลายคางสากอีกครั้ง
“ใช่ ของสำคัญเอามาคืนให้คนที่เขาฝากไว้” ปลายจมูกโด่งซุกลงที่แก้มนิ่มหอมเกลือกใบหน้าไปกับนวลแก้ม ไรหนวดบางๆที่เพิ่งขึ้นสร้างเสียงหัวเราะจากความจั๊กจี้ได้เป็นอย่างดี
“เขาเป็นอะไรถึงสำคัญ...หืม?” ไล่ซุกปลายจมูกเรื่อยลงมาที่ซอกคอหอม แนบริมฝีปากและปลายลิ้นลงให้เจ้าของร่างนิ่มในอ้อมกอดเปิดเส้นทางให้ชื่นชมได้ถนัด
“เป็น...คน...รัก อื้อ!” ปลายนิ้วเรียวเลื้อยเข้าไปในชายเสื้อด้านหลัง ไล่ขึ้นมาตามปุ่มกระดูกอย่างไม่อาจหยุดได้ แต่เมื่อเสียงคัดค้านดังขึ้นปลายนิ้วจึงต้องหยุดลงเมื่อกำลังจะสัมผัสกับความรู้สึกด้านหน้า ปากนิ่มแต้มจูบเอาใจที่สันกรามเมื่อร่างสูงผละออกคล้ายอาการขัดใจ
“ขี้หงุดหงิดจัง คนใจดีไปไหนแล้ว?” มือน้อยประคองสองข้างแก้มสากถามหยอกล้อแต่ยังคงยิ้มและสบตาไม่หลบ
“หายไปปีละยี่สิบเปอร์เซนต์ นี่ก็หกปีร้อยยี่สิบเปอร์เซนต์ เพราะฉะนั้น...ตอนนี้ฉันใจร้ายที่สุดเลยล่ะ” เรียวเฮหลุดเสียงหัวเราะคิกออกมากับคำตอบนั้นจูบอีกครั้งอย่างเอาใจเบาๆ แล้วผละออก
“ไม่เป็นไร ถ้าเคตะใจร้าย...” มือเล็กไต่ลงไปตามลำแขนกำยำเกี่ยวเอาสร้อยแห่งสัญญามาเกี่ยวตะขอลงบนต้นคอร่างสูง ฟันเล็กขบบีบตะขอให้แน่นเข้าหากันแล้วไม่ลืมจูบสำทับที่ต้นคอให้กระตุกไปทั้งร่างอีกครั้ง
“ฉันจะใจดีเอง” ใบหน้าเล็กผละออกมาต่อตาคมในระยะประชิดสีหน้าสีตาสนุกเสียจนต้องดีดหน้าผากให้หายแค้น ทำเขาแล้วไม่รับผิดชอบดีนัก
“เจ็บ” มือลูบหน้าผากป้อยบ่นอุบอิบหน้ามุ่ยจนคนมองยังต้องหัวเราะ
“ทำอย่างกับเด็ก อายุก็ไม่ใช่น้อยแล้ว” มือใหญ่จับให้ร่างน้อยยืนขึ้นแล้วลุกขึ้นตาม กระชับมือเล็กเข้าหาเพื่อคลายความหนาวเย็นจากอากาศจับจูงไปทางเดินเดิมที่วันนี้ต้องเดินไปเดินกลับอยู่สองรอบ ไอ้ตูบตัวดีเหมือนกลัวว่าจะถูกลืมจึงเดินลากสายจูงเสียงดังเป็นทางแต่เจ้าของเดิมก็ไม่สนใจโทษฐานที่ทำให้ต้องวิ่งเหนื่อยมาแล้วหมดกำลังใจซ้ำเสียอีก เป็นผลให้เจ้าของใหม่ต้องยิ้มแล้วรับมาจูงเอง
“กลับบ้านกันเถอะ” ตาคมปรายมองคนที่ยองตัวลองลูบหัวมันให้หายงอน พอมันเห็นเขามองมันทำเป็นเมินหน้าไปทางอื่น ชิชะไอ้หมานี่...ได้ใหม่ลืมเก่าเลยนะ เรียวเฮเงยหน้ามองร่างสูงที่ยืนเท้าเอวมองหมาตัวเองอย่างไร้อารมณ์แล้วยิ้ม
“กลับบ้านกันเถอะ”
“อืม...กลับบ้านเรากันเถอะ” เอวเล็กถูกประคองกอดจากมือใหญ่ อ้อมแขนเล็กสอดเข้ารัดรอบเอวหนา มืออีกข้างจูงสายเจ้าขนสีทองไปตามทางเดินเส้นเดิมในความทรงจำ ความทรงจำที่ยังคงมีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ แต่ความเหงาและอ้างว้างจะไม่มีโอกาสมากร้ำกรายพื้นที่แห่งนี้อีกต่อไป มือเล็กกระชับแน่นกับมือใหญ่แล้วยิ้มให้เมื่อเจ้าของมือหันมามอง
...ดวงหน้าที่สว่างสดใสของคนคนหนึ่งทำให้ฉันชอบฤดูกาลหนึ่งมากขนาดนี้...
...ทั้งๆที่อายจะแย่ แต่ก็ไม่มีคำตอบกลับมาเมื่อเอ่ยคำนั้นออกไป...
...เรื่องเล่า ตำนาน ความฝัน ขอแค่เพียงได้พูดคุยกัน แม้ในความฝันก็ยังดี...
...จิตใจของคนคนหนึ่งที่กำลังเดินทางสู่อนาคตอันแสนไกล...
...ช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดราวกับโดนเข็มนับพันทิ่มแทง...
...ไม่มีช่วงเวลาไหนสามารถทดแทนความรู้สึกนั้นได้...
...ความรักที่มีเพียงเธอ และคิดถึงเธอเพียงคนเดียว ฉันจะรักเธอตลอดไป...
...เพราะไม่สามารถพูดคำคำนั้นออกไปได้ จึงเก็บมันเอาไว้ในพื้นที่แห่งความลับ...
...ถนนสีขาวที่ถูกแต่งแต้มไปด้วยสีสันมากมายที่กลายเป็นเพียงเรื่องในความทรงจำ...
...สิ่งที่ชั้นได้รับจากเธอเสมอคืออ้อมกอดเพราะความใจดี...
...ไม่มีวันลืมเลือนคำตอบที่ได้รับกลับมา...
...คนสองคนที่ก้าวเดินไปบนถนนสายที่เต็มไปด้วยซากุระที่ถูดริดออกจากก้านด้วยสายลมเย็น...
...สีสันแห่งฤดูใบไม้ผลิที่เข้ามาเยือนไม่ได้เจ็บปวดอย่างที่คิด...
...ทุกครั้งยังคงได้รับรอยยิ้มจากเธอ และมีคำพูดที่อยากจะฝากบอก...
...ไม่อยากจะเห็นใบหน้ายามเหงาเศร้า แต่ก็ต้องรับรู้มัน...
...ฝากบอกผ่านพวงแก้มของเธอ...
...ความรักไม่มีวันถูกทำลาย เพราะยังคงมีแสงสว่างเสมอ...
...แต่ฉันก็ยังคงยืนหยัดที่จะปกป้องความรัก ด้วยการรักเธอตลอดไป...
...รอยเท้าของคนสองคนที่เธอเหลือทิ้งไว้เบื้องหลังจะถูกเก็บไว้ในความทรงจำแสนหวาน...
...และจะคอยเฝ้ามองดวงดาวจรัสแสงนั้นอยู่เสมอ...
...เพียงแค่ตอนนี้เธออาจจะมองไม่เห็นและต้องค้นหาต่อไป...
...คำตอบก็ยังคงเป็นการวิ่งไล่ตามฤดูกาลที่เป็นของเธอ...
...เพราะยังไม่อยากที่จะลืมความรู้สึกของการไล่ตาม จึงอยากจะเก็บอ้อมกอดของเธอไว้เป็นของตนเองคนเดียว...
...ความเจ็บปวดเมื่อเห็นภาพทิวทัศน์สองข้างทางที่เคยมองดูพร้อมกับเธอ...
...ความรักก็เหมือนกับความหวัง เมื่อถึงเวลาแห่งซากุระผลิบานความรักก็จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง...
...คำตอบของเธอคือความรักที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง...
.
.
.
“ฉันรักเคตะนะ ขอบคุณที่รอและยังรักฉันเสมอมา” ร่างเล็กเกยคางทับร่างสูงที่นอนเป็นเบาะชั้นดี ผิวเนื้อเย็นเรียบแต่งแต้มร่องรอยประปราย มือใหญ่รั้งผ้าห่มขึ้นคลุมจนมิดไหล่บางแล้วลูบผมนิ่มเล่นเพลินมือ
“ก็เพราะรักนาย ถึงได้รอจนวันนี้ แล้วต่อจากนี้ก็อย่าหวังว่าจะเห็นแก่ตัวได้...เพราะฉันจะเห็นแก่ตัวอย่างถึงที่สุดเหมือนกัน” ร่างสูงยิ้มไปพูดไปทั้งที่หลับตา ไม่ได้มองสีหน้าคนฟังสักนิดว่าจะแดงจนเห่อหรือเป็นลมพิษไปแล้วหรือไม่ แต่ไม่มองก็คงรู้ได้ถึงอุณหภูมิที่แก้มแดงปลั่งจนต้องอุบอิบกับตัวเองว่า ...เห็นแก่ตัวอย่างวันนี้หรือเปล่า...
ค่ำคืนที่แสนสั้นเพราะความสุขที่โหยหา ความฝันไม่ได้มากร้ำกรายเพราะความเป็นจริงปรากฏอยู่ตรงหน้า อ้อมกอดของกันและกันความอบอุ่นที่ซุกซบไม่มีช่องว่างให้ความหนาวเหน็บเข้ามาถึงผิวเนื้อได้แม้แต่น้อย
.
.
.
Stay...I will loving you
จบแล้วค่ะ^^"
Short Ficค่ะ มีสองมีสองตอนจบ
เพราะถ้าลงตอนเดียวดูเหมือนจะยาวไปเอาสองตอนคงไม่สั้นและไม่น่าเกลียดจนเกินไป(มั้งคะ)แหะๆ
ที่จริงเป็นเพลงของวินส์ในอัลบั้ม7th Ave ก็ฟังแล้วรู้สึกดีกับการรอคอยมากขึ้นค่ะ๕๕๕๕๕๕๕
เพราะก่อนหน้านี้เกลียดการรอคอยและการหวังชะมัด ประมาณนี้มั้ง
ตอนนี้ก็อารมณ์ประมาณนี้แหละค่ะ เหงาๆเพราะอยู่คนเดียวเลยเบื่อๆ
งานการมีแต่ไม่ทำ(ใช่เรื่องมั้ยน่ะ?) แต่งฟิคฉลองวันหยุดค่ะ นานๆได้หยุดที
อีกเรื่องพยายามปั่นอยู่ค่ะ ใครจะอ่านฟิคหนูมั่งงงงงงงงง(โวยวายเพื่อ?)
เนื้อเพลงบางส่วนก็เอามาแต่งเลย แต่บางส่วนก็เก็บไว้(ทำไม?)ป่าวค่ะ
แบบว่าก็ดัดแปลงนิดหน่อยให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง เอาล่ะ อ่านเถอะ^^
Stay...I will loving you
ร่มไม้ใหญ่ในสวนสาธารณะริมแม่น้ำเป็นที่นั่งพักอย่างดีสำหรับวันหยุดสุดสัปดาห์อย่าง
นี้ ฤดูหนาวกำลังผ่านพ้น ฤดูใบไม้ผลิที่ก้าวเข้ามาหอบเอาสายลมที่อุ่นขึ้นจากช่วงเวลาก่อนหน้าพัดเอาใบไม้แห้ง
ที่ร่วงกราวลงบนพื้น เก้าอี้เหล็กในสวนร่มรื่นถูกจับจองด้วยร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่ม สายลมอุ่นพัดผ่านพื้นที่นี้อีกครั้งใบเมเปิ้ลแห้งกระดิกตัวครั้งหนึ่งก่อนจะร่วงลงสู่ผืนน้ำตรงหน้า ดวงตาคมมองตามใบไม้ที่งอตัวจากอากาศที่แห้งแล้งและกลายเป็นสีน้ำตาลไหลตัวไปตามสายน้ำตรงหน้า
แสงอาทิตย์สาดส่องให้ผืนน้ำเป็นประกายระยับตา สวยงามไม่ต่างจากวันที่เราจากกัน สามปีแล้วสินะที่เราจากกันโดยไม่แม้แต่จะได้พบหน้า คามคิดถึง ห่วงหา มันร้องก้องอยู่ในใจ อยากไปหาแต่ก็ไม่สามารถทำได้ อยากพบ อยากเจอแต่ก็ไม่ใช่สถานที่ที่เขาจะไปได้เพราะคำว่า “สัญญา”
.
.
.
วงหน้าขาวใสระบายรอยยิ้มเต็มแก้มจนลูกตากลายเป็นขีดเล็ก เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะมันน่าจดจำจนไม่สามารถลืมเลือนได้แม้กาลเวลาจะผ่านไปยาวนานเท่าไร เสียงเล็กยังคงชักชวนให้คุยด้วยความคุ้นเคย เย็นวันหนึ่งในหลายวันที่เราสองคนเดินกลับบ้านด้วยกัน ภาพที่เห็นจนชินตาและเจนใจ หากวันใดไม่ได้เห็นความรู้สึกในอกจะเป็นอย่างไร?
ชุดนักเรียนตัวโคร่งบนกรอบร่างเล็กที่ก้าวเท้านำหน้าคนที่เดินคู่กันมาในระยะไม่ไกล เงาที่ทอดยาวไปเบื้องหน้าแสดงตำแหน่งของดวงอาทิตย์ที่คล้อยต่ำลงในทิศทางตรงข้ามกับทางที่เราสองคนกำลังมุ่งหน้าไป วันสำเร็จการศึกษาที่พิธีเพิ่งจบลงในวันหนึ่งกลางฤดูใบไม้ผลิ ฤดูแห่งการเริ่มต้นในหลายสิ่ง ยอดไม้กำลังแตกสีเขียวให้เห็น เปลี่ยนแปลงจากความแห้งแล้งของสีน้ำตาลแก่เป็นความสดชื่นของสีเขียวอ่อนทดแทน
ผมเส้นเล็กนุ่มปลิวไปตามแรงลมอุ่นที่พัดเข้าปะทะใบหน้า คงทำให้เจ้าตัวถูกใจมากอยู่ถึงยิ้มรับความอบอุ่นนั้นอย่างยินดีด้วยรอยยิ้ม เท้าเล็กที่พาเจ้าของร่างเดินมาเรื่อยจนถึงเก้าอี้ริมน้ำในสวนสาธารณะแล้วหยุดรอจนคนที่เดินตามมาเงียบๆ ก้าวมาถึง
มือเล็กล้วงลงไปในกระเป๋ากางเกงตัวหลวมที่เจ้าตัวมั่นใจหนักหนาว่านี่คือสไตล์ที่เหมาะกับตัวเอง ถึงมันจะโคร่งจนแทบหลุดจากเอวจนเข้าของเอวต้องใช้เข็มขัดหนังเส้นใหญ่คาดจนย่นเกือบไม่เป็นทรงกางเกงแต่ก็ดูไม่เลวทีเดียวในสายตาคนอื่น มือเล็กแบออกพร้อมกับรอยยิ้มเต็มแก้ม สร้อยสีเงินวาวกับจี้ที่ถูกปล่อยลงมาจากมือเล็กที่ชูกำปั้นขึ้นสูงระดับใบหน้า ต่อสายตากับคนตัวสูงแล้วยิ้มกับความสงสัยจึงเลิกคิ้วเป็นคำถาม
“เรียนจบแล้วนะเคตะ” รอยยิ้มที่อบอุ่นไม่แพ้สายลมที่หอบตัวผ่านร่างไปจนชายเสื้อสะบัดถูกส่งมาให้เหมือนทุกครั้ง ได้รับจนคิดถึงความอ้างว้างไม่ออกในคราที่วันใดจะขาดมันไป
“ของขวัญสำหรับคนสำคัญในวันสำคัญ...ผีเสื้อคือความมีอิสระ เคตะจะบินไปที่ไหนก็ได้ ยินดีด้วยนะ” มือเล็กวางมือลงบนนิ้วเรียวยาวที่กุมทับเอาสร้อยเส้นนั้นไว้ ก่อนจะสำทับด้วยริมฝีปากนิ่มอุ่น เจ้าของสร้อยผละไปนั่งที่เก้าอี้ริมน้ำ ใบหน้าเล็กเงยรับแสงแดดและสายลมที่พากันพาดทับบนเรือนร่างสวยงามเกินจะห้ามใจไหว ขายาวพาเจ้าของเรือนร่างสูงใหญ่ก้ามานั่งลงข้างคนที่เงยหน้าพิงพนักเก้าอี้แล้วหลับตาพริ้ม ปากอุ่นแต้มลงบนกลีบปากสีสวยเบาๆ ให้อีกคนได้ตอบรับเพียงแผ่นผ่านก่อนจะเปิดเปลือกตาขึ้นมายิ้มให้
“ยินดีเช่นกัน” เสียงทุ้มกระซิบแผ่วอยู่ข้างหูให้คนตัวเล็กขยับเข้ามาอิงศีรษะบนไหล่กว้างอย่างที่ชอบทำ
“ของขวัญให้ฉันมีแค่นี้เองหรือ?” ดวงตากลมฉายแววซุกซนและรอยยิ้มถามอย่างนึกสนุกเหมือนเช่นเคย แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำจนกลายเป็นเคยชินก็เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเพื่อนสองคนก็เท่านั้น ความสัมพันธ์ที่มีไว้คั่นกลางระหว่างเรา
“มีอีก...” ใบหน้าสวยเอียงเล็กน้อยด้วยความสงสัย ลูกแก้วสีอ่อนสะท้อนทั้งแสงอาทิตย์ยามเย็นและภาพของผู้ชายคนหนึ่งตรงหน้า ผิวสีเข้มของผู้ชายตัวโตดูจะร้อนและเข้มขึ้นกว่าเดิม อาย...? คิ้วเรียวเลิกขึ้นอย่างลุ้นระทึกว่าประโยคที่จะหลุดจากปากสีสดคู่นั้นคืออะไร ใบหน้าคมยิ่งสีจัดขึ้นเมื่อความเงียบปกคลุมพื้นที่เพราะคนตัวเล็กจ้องเอาๆ จนหายใจแทบไม่ออก ไม่รู้ว่าคำที่จะพูดมันถึงเวลาแล้วหรือยัง ไม่รู้ว่าที่เคยบอกเอาไว้มันถึงเวลาของความสำเร็จแล้วหรือยัง แต่ ณ ตอนนี้ หลายปีที่ผ่านมามันคงทำให้อะไรในใจแน่ชัดจนไม่อาจเก็บไว้ได้อีกต่อไป คำว่า “เพื่อน” ดูเหมือนจะไม่เพียงพออีกต่อไป ในที่สุดก็ตัดสินใจพูดความรู้สึกเพื่อให้อีกคนรับรู้
“ฉัน...ชอบนาย” ดวงตาคมหรุบลงมองเพียงปลายนิ้วสีเรื่อที่วางอยู่บนหน้าตักเจ้าของ “คบกันเถอะ”
ร่างเล็กสูดเอาอากาศที่ยังคงไอความเย็นอยู่บางเบาเข้าปอดจนสุด ก่อนจะยิ้มให้อย่างเคย ยิ้มที่เคตะรู้ว่าคนตรงหน้าคงมีความรู้สึกไม่ต่างกัน รอยยิ้มที่แสนสวยงามฉาบทับด้วยแสงสีทองของดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า แต่คำตอบก็ยังคงเป็นสิ่งที่เขากลัว เขาไม่เคยนึกชอบเวลาที่เรียวเฮยิ้มเหมือนกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่างเช่นในตอนนี้แม้แต่ครั้งเดียว มันคล้ายกับการที่คนตัวเล็กบังคับเขาให้ยอมรับโดยไม่ต้องพูดคำว่าบังคับออกมาจนต้องกลั้นใจฟังแม้ว่าอยากจะได้คำตอบของคำถามที่ถามไปเหลือเกินแต่ก็ต้องทนฟัง
“เคตะมีความฝันไหม?” คำถามที่ไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะต้องการคำตอบหรือไม่ แต่ในตอนนี้เคตะไม่มีให้อย่างแน่นอน แม้แต่เสียงลมหายใจยังถูกกลืนหายไปเพราะสิ่งเดียวที่ต้องการในตอนนี้หลังจากกลั้นความเขินอายบอกในสิ่งที่เก็บไว้มานาน ลูกแก้วสีน้ำตาลอ่อนไม่ได้ต่อสายตาอย่างทุกที จุดหมายของการมองเห็นอยู่ไกลเกินกว่าคนที่นั่งข้างตัว
“ฉันมีความฝัน...เคตะรู้ใช่ไหม?” เสียงเล็กยังคงพูดไปเรื่อยโดยไม่ได้เบนสายตาจากแม่น้ำที่ไหลเอื่อยมาที่ร่างสูงข้างกัน
“มหาวิทยาลัยด้านการดนตรีเป็นสิ่งที่ฉันฝันว่าอยากไปเรียนตั้งแต่ขึ้นม.ต้น...” เมื่อจบประโยคนี้เจ้าของความฝันก็ผินหน้ากลับมามองคนที่นั่งฟังอยู่ข้างกายท่ามกลางความเงียบ ไหล่กว้างที่เคยหยัดตรงลู่ลงคล้ายคนหมดกำลังใจ ใบหน้าหล่อเหลาก้มลงมองใบไม้ที่ถูกลมพัดจนปลิวไปตกในสายน้ำเอื่อยตรงหน้าแล้วไหลไปตามกระแสน้ำจนสุดสายตา
“...ฉันทำสำเร็จ...” คนตัวเล็กกำลังพยายามยิ้มอย่างถึงที่สุดและคงกำลังหวังให้เขาเข้าใจ ร่างสูงถอนใจยาวเหยียดก่อนจะคว้าร่างเล็กเข้ามากอดจนแน่นพร้อมคำแสดงความยินดีแต่คำแสดงความยินดีนั้น กว่าเคตะจะกลั่นมันออกมาจากหัวใจที่เหมือนเข็มนับพันทิ่มแทงจนปวดหนึบ ผู้ชายร้องไห้คงกับเรื่องแค่นี้คงจะดูตุ๊ดในสายตาคนอื่น แต่ตอนนี้ อย่าว่าแต่น้ำตาเลยในคอยังแห้งผากเหมือนไม่เคยได้รับน้ำหล่อเลี้ยง แล้วจิตใจที่เคยมีแหล่งน้ำให้ชื่นใจมาตลอดกลับต้องขาดหายไปราวกับถูกสาปให้กลายเป็นทะเลทรายจะไปมีแรงนึกคิดอะไรต่อไปได้
“ยินดีด้วยที่นายทำมันสำเร็จ...เรียวเฮ” ร่างเล็กแทบจมหายไปในอ้อมกอดอุ่นแต่ก็ยังเอื้อมมือไปกอดตอบ มือเล็กลูบขึ้นลงแผ่วเบาบนแผ่นหลังกว้าง เปลือกตาของคนทั้งสองปิดลงเพื่อซึมซับเอาบรรยากาศและความอบอุ่นรอบกายให้อยู่ในความรู้สึกมากกว่าครองสายตา ให้มันซึมซาบผ่านอ้อมกอดของคนทั้งคู่ กลิ่นที่คุ้นเคยของกันและกัน จดจำมันเอาไว้ให้มากกว่าความทรงจำ จำไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจ...ฉันรักนาย...
“ขอบคุณ เคตะ...ขอบคุณมากที่เข้าใจ” มือบางผละออกจากแผ่นหลังกว้างมาจับจองข้างแก้มสากในระยะประชิด แต่ดวงตาคมยังคงฉายร่องรอยความเจ็บปวดจากคำตอบที่ไม่ได้รับ น้ำเสียงสั่นเครือกับคำขอบคุณไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ เขาต้องการคำตอบ...ซึ่งคนตรงหน้าไม่มีให้
“ฉันเห็นแก่ตัว แต่ฉันรู้ว่านายก็มีความฝันที่อยากทำ เมื่อมันสำเร็จ...การที่เราจะกลับมาเจอกันอีกก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้” เคตะพยักหน้ารับอย่าเข้าใจในสิ่งที่อีกคนกล่าว ความฝันของคนเราไม่เหมือนกัน ถึงอยากจะอยู่ด้วยกันมากแค่ไหน แต่สิ่งที่ใฝ่ฝันก็ไม่มีทางเหมือนกัน นั่นคือสิ่งที่เคตะคิดว่าเรียวเฮใจกว้างพอสมควร “เมื่อถึงเวลา ฉันสัญญาว่าเราจะกลับมาเจอกัน”
มือใหญ่กำของขวัญในมือแน่นจนเจ็บส่งให้เจ้าของเดิมที่มีสีหน้าไม่ต่างจากคนใกล้ร้องไห้เต็มแก่แต่ก็ยังส่ายหน้าดิกคล้ายจะไม่ยอมรับมันกลับคืน หัวคิ้วเรียวขมวดย่นอย่างคนถูกขัดใจ ปากอิ่มแดงเห่อเพราะเจ้าตัวกัดมันจนแน่น
“ไม่เอา”
“ช่วยเก็บของสำคัญของฉันไว้กับนายจนกว่าจะถึงวันนั้นได้ไหม?” มือใหญ่เอื้อมไปรับมือนิ่มมาไว้ในอุ้งมือ ถึงเจ้าของมือเล็กจะพยายามกำแน่นแต่เคตะก็เพียงคลึงปลายนิ้วลงบนมือนั้นเบาๆ จนในที่สุดนิ้วเล็กจึงยอมคลายฝ่ามือรับเอาสร้อยพร้อมจี้รูปผีเสื้อสีเงินวาวไว้ด้วยสีหน้าไม่เต็มใจอย่างถึงที่สุด แต่เพราะประโยคสุดท้ายที่ร่างสูงทิ้งไว้ก่อนจะลุกขึ้นและฉุดให้คนตัวเล็กลุกขึ้นตามกัน เป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ
“เมื่อถึงเวลาของนาย...ฉันจะกลับมารับมันคืน อย่าร้องไห้เลยคนเก่ง นายไม่ผิด” ประกายแสงแดดสะท้อนบนแก้มนวล หยดน้ำใสแจ๋วติดปลายนิ้วเรียวของร่างสูงก่อนที่มันจะได้ทำให้แก้มใสเปรอะเปื้อน ร่างเล็กสูดลมหายใจจนสุดแล้วยิ้มให้ผู้ชายที่แสนใจดีคนนี้ ร่างสูงสอดมือลงกระเป๋ากางเกงรอให้คนเก่งจัดการกับอาการฮึดฮัดคล้ายหายใจไม่ออกเพราะอาการสะอื้นอยู่
“ขอโทษ...อย่าโกรธฉันเลย มันก็แค่ความเห็นแก่ตัวเล็กๆ ที่ฉันอยากได้ ฉันรู้ว่าเคตะจะต้องพบเจอผู้คนอีกมากมาย ถ้าเขาทำให้เคตะมีรอยยิ้มที่อบอุ่น...ไม่ใช่ยิ้มด้วยความเจ็บปวดอย่างฉัน ฉันยินดีให้เคตะมีอิสระอย่างผีเสื้อนะ” จบประโยคยืดยาวเคตะไม่ได้ตอบอะไรกลับไปนอกจากรั้งท้ายทอยสวยเข้ามาใกล้ ริมฝีปากอุ่นจูบทับลงบนกลีบปากนิ่ม เปลือกตาบางหรี่พับลงจนครองสายตามืดสนิทขยับตอบรับร่างสูงให้กระชับสัมผัสมากขึ้น จนเมื่อแรงย้ำลงบนกลีบนิ่มแรงๆ เมื่อร่างสูงผละออกห่างและเปลือกตาบางรับรู้ภาพตรงหน้าชัดเจน มือเล็กตีลงบนต้นแขนกำยำไม่เบานัก
“ฉันยังรักนายเสมอแหละ”
“ไอ้บ้า! บอกเขาว่าอย่าร้องไห้...ตัวเองร้องทำแห้วอะไร” เคตะร้องไห้ ถึงแม้ไม่มีสายน้ำตาให้เห็นบนแก้มสีคร้าม แต่หน่วยตาคมที่เคยประกายกล้าแต่แฝงแววสนุกสนานจนใครต่อใครชมไม่ขาดปากกลับมีรอยรื้นของน้ำอุ่นร้อนคลออยู่เต็ม
“เอาน่ะ กลับกันเถอะ” มือใหญ่วางลงบนกลุ่มผมนิ่มแล้วขยี้สองสามครั้งอย่างเอ็นดูยิ้มเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจแล้วเดินนำ ทิ้งให้คนตัวเล็กมองตามหลังอย่างครุ่นคิด จนเมื่อกรอบเงาร่างสูงที่ทอดยาวไปด้านหน้ามากกว่าเดิมหยุดลงและหันมามอง มือใหญ่ให้สัญญาณเป็นนิ้วหัวแม่มือชี้เข้าที่แผ่นหลังกว้าง คนตัวเล็กจึงออกวิ่งจนเกือบถึงร่างสูงเพียงสองก้าวแล้วกระโดดโน้มตัวกอดคอร่างสูงแน่นให้อีกคนแบกขึ้นหลังไปพร้อมเสียงหัวเราะกับดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า
.
.
.
ใต้ร่มไม้ใหญ่สวนสาธารณะริมแม่น้ำดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าได้พักใหญ่แต่ร่างสูงที่มักมานั่งพักผ่อนทุกวันหยุดพร้อมกับเพื่อนรักยังคงนั่งอยู่ อากาศถึงแม้จะเข้าฤดูใบไม้ผลิแต่เมื่อเย็นลงก็ยังคงเย็นได้เรื่อง ร่างสูงสอดมือเข้าในเสื้อแจ็คเก็ตไล่ความเย็นก่อนจะลุกขึ้นยืนเมื่อเพื่อนนั่งเล่นสะกิดเข้าที่ขากางเกงด้วยขาหน้า
โกลเด้นรีทีฟเวอร์ตัวโตกำลังนั่งลิ้นห้อยอยู่ข้างเก้าอี้เหล็กริมแม่น้ำลูกแก้วสีน้ำตาลมองเจ้านายที่เพียงแค่เหลือบตามามองแล้วถอนหายใจยาวเหยียด มือใหญ่ตบหน้าตักตัวเองสองสามทีเป็นสัญญาณว่าใกล้ได้เวลากลับแล้วมันจึงยิ่งกระดิกหางเร็วขึ้นแล้วกระโจนตัวออกไปนำหน้าจนเจ้าของต้องรีบวิ่งตามไปลากเอาโซ่คล้องคอกลับมาถือไว้ในมือก่อนที่มันจะคึกจนวิ่งไปชนใครเขาได้รับบาดเจ็บให้เสียค่าทำแผล
พื้นที่แห่งความทรงจำถูกทิ้งไว้เบื้องหลังพร้อมกับความว่างเปล่า เก้าอี้ตัวเดิมที่เคยนั่งประจำ เวลาผ่านไปหลายปีเก้าอี้ที่ตั้งตรงนี้ถูกเปลี่ยนไปตามอายุการใช้งานหลายต่อหลายตัว ทุกวันผู้ชายตัวสูงพร้อมสุนัขขนสีทองตัวโตในเวลาที่อาทติย์คล้อยแสงจะมานั่งอยู่เงียบๆ และกลับไปในเวลาพลบค่ำ
.
.
.
...ฉันรักเคตะ...
อยากพูด อยากบอก แต่ไม่กล้า ไม่ใช่ไม่กล้าพูด ไม่กล้าบอก เพียงแต่ไม่กล้าที่จะเอาอนาคตของผู้ชายที่แสนดีคนหนึ่งมาไว้ในมือตัวเอง นักเรียนม.ปลายที่กำลังจะจบการศึกษาทุกคนหวังที่จะมีอนาคตที่ดี ช่วงวัยแห่งความฝันทำให้เป็นแรงผลักดันให้ก้าวไปด้านหน้าอย่างไม่ย่อท้อ และเรียวเฮเชื่อว่าทุกคนมีความฝัน และหวังให้คนที่รักได้ทำตามความตั้งใจนั้นอย่างถึงที่สุด เพราะตัวเขาเองก็เช่นกัน
เรียวเฮยอมทำเหมือนเป็นคนเห็นแก่ตัวมากขนาดที่ปฏิเสธคำนั้นของคนที่รักมากคนหนึ่งไปเพียงเพราะอยากเรียนต่อในสิ่งที่ตนเองฝันไว้ และผู้ชายคนนั้นก็ใจดีเหลือเกินที่ยอมให้เขาทิ้งไว้เบื้องหลังพร้อมกับคำสัญญาที่ไม่รู้ว่าเมื่อไรคำสัญญาจะสิ้นสุด
เคตะฝันอยากเป็นนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียง ทักษะทางด้านกีฬาไม่ด้อยไปกว่าด้านอื่น พรสวรรค์สวรรค์ที่ติดตัวมาทำให้เคตะตามความฝันของตัวเองได้ไม่ยากแต่ไม่ทำ เพราะ
อะไร? เพราะการยึดติด จนทำให้เขาต้องเป็นคนใจร้าย ทำร้ายทั้งหัวใจตนเองและหัวใจคนอื่น เรียวเฮเคยปฏิเสธเคตะเมื่อครั้งหนึ่งเคตะเคยบอกรัก และขอให้ความสัมพันธ์ทั้งหมดหยุดลงแค่เพื่อน สำหรับเด็กวัยนี้อายุสิบแปดปีคงไม่มีใครคิดถึงอนาคตของคนอื่น เพียงแต่เขาจะคิดมากกว่าคนอื่นหลายเท่า จึงทำให้เกิดการตัดสินใจครั้งนี้ขึ้น เพราะการกำหนดขอบเขตเป็นความสัมพันธ์ที่ชัดเจนคงเป็นทางเดียวที่ไม่ทำให้พวกเราถลำลึกไปมากกว่าที่เป็นอยู่ หากเมื่อเรียวเฮกลับมาแล้วความมั่นคงของเคตะเปลี่ยนแปลงคนที่เจ็บจะได้มีเพียงตัวเขาที่เจ็บ ไม่ใช่เคตะ เขามั่นใจว่าตัวเองไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเพราะหัวใจเขาอยู่กับเคตะ
แม้การกระทำจะเกินเพื่อนไปไกล จูบอุ่นๆ ที่เขาชอบที่จะได้รับจากเคตะ อ้อมแขนกว้างขวางที่ได้อยู่เมื่อใดก็ไม่เคยอึดอัด วงแขนที่รัดแน่นยามหนาวเหน็บก็กลับกลายเป็นความอบอุ่นอย่างไม่มีที่ไหนเหมือน แต่เคตะก็ยอมรับให้มันหยุดอยู่แค่คำว่า “เพื่อน”
เมื่อจบการศึกษาเรียวเฮปฏิเสธคำบอกรักเคตะอีกครั้ง ด้วยเหตุผลที่ฟังดูเหมือนเห็นแก่ตัว และความเอาแต่ใจของตัวเอง เพียงเพราะอยากไปเรียนต่อที่อิตาลี ถึงแม้ระยะทางจะไม่เป็นปัญหาในการเดินทางสำหรับปัจจุบัน แต่เรียวเฮก็ยินดีจะใจร้ายให้มากกว่าที่เป็นอยู่ด้วยการห้ามให้เคตะไปพบ ขอตัดขาดการติดต่อสื่อสารทุกอย่างยกเว้นจดหมายและโปสการ์ดที่ส่งมาถึงที่เขาเป็นคนส่
งมาฝ่ายเดียว เคตะใจดีจนตัวเขายังคิดไม่ถึง
จดหมายที่เคตะส่งกลับมาหาบอกว่าเคตะได้เป็นตัวจริงให้ทีมฟุตบอลมหาวิทยาลัยที่มีชื่อ
เสียงด้านกีฬาที่เมืองบ้านเกิดของพวกเขา ตอนอ่านจดหมายยังนั่งยิ้มอยู่กับกระดาษเพราะยินดีที่เคตะใช้โอกาสที่เขามอบให้ทำจนสำเร็จ และล่าสุดเคตะเล่าว่าไปคัดเลือกตัวเพื่อเข้าทีมชาติมาเป็นเรื่องที่น่ายินดีไม่น้อยไปกว่าการได้ร่วมแสดงในวงออเครสตาในงานประกวดดนตรีโลกเลยทีเดียว
.
.
.
...มีรุ่นพี่มาขอคบเป็นแฟน แต่ฉันปฏิเสธ รีบกลับมานะ ไม่อย่างนั้นฉันถูกคนอื่นคาบไปไม่รู้ด้วย...
...คิดถึงมาก อากาศที่โน่นหนาวหรือเปล่า? ถ้าหนาวแล้วทำอย่างไร? ไม่มีฉันให้กอดไม่เหงาหรือ?...
...เรียนเป็นอย่างไรบ้าง? ตอนนี้ซ้อมหนักมาก ต้องไปเก็บตัวหลายที่แต่ก็มีแต่ที่สวยๆ ถ้านายกลับมาจะพาไปเที่ยว...
...ยังคิดถึงกันอยู่ไหม? ยังรักกันอยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า?...
...ฉันจะรอไม่ไหวแล้วนะ...
...สัญญาของเรามันมีจุดสิ้นสุดอยู่ที่ไหนหรือเรียวเฮ...
ตลอดหกปีที่ผ่านมา จดหมายที่มีทั้งความหวานและขมขื่นของคนส่งทำให้เขาเองรู้สึกเจ็บไม่น้อยไปกว่ากัน บางครั้งถึงกับหลั่งน้ำตาให้คำตัดพ้อนั้นเพราะคามเหงาเศร้าที่เกาะกินกำแพงความใจแข็งที่กล้าปฏิเสธทั้งที่รักแทบตาย บางครั้งปวดจนแทบหยุดหายใจแต่ก็ยังกัดฟันต่อสู้กับความหนาวเหน็บในหัวใจนั้นเพื่อจะก
ลับมารักษาสัญญาให้ได้
.
.
.
[i]ร่างเล็กกระโดดขี่หลังคนตัวสูง เสียงหัวเราะสนุกสนานดังเรื่อยมาตามเส้นทางสายซากุระที่ขาวโพลนเพราะแรงลมหนาวที่ริดให้กลีบดอกร่วงหล่น ต้นไม้ข้างทางเริ่มแตกใบใหม่ สีเขียวสดให้ความรู้สึกดีไม่น้อย ฤดูใบไม้ผลิก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดเพียงเพราะรอยยิ้มที่ได้รับ วงหน้าขาวใสกระจ่างตากำลังยิ้มแย้มเล่นหัวอย่างร่าเริง แค่นั้นก็สุขใจ อุ่นใจจนไม่กล้าดื้อรั้นเพื่อจะอยู่ด้วยกัน
วันสุดท้ายก่อนเดินทางเรียวเฮขลุกตัวอยู่กับเคตะทั้งวันโดยไม่ไปไหน ไม่ได้ทำอะไรนอกจากนั่งพูดคุย กินข้าว ทุกอย่างเหมือนปกติจนหาความรู้สึกก่อนพรากจากไม่เจอ ไม่อยากให้เหงาให้เศร้าจึงทำทุกอย่างให้เหมือนปกติแต่ก็ยังต้องรับรู้ จูบหวานๆที่ถูกอ้อนขอก็ทำตามอย่างไม่ขัดขืน คนตัวเล็กนั่งอยู่บนตักซุกเอากับอกกว้างอย่างน่ารักจนอยากจะรักไม่ให้ไปไหนแต่ก็ทำไม่ได้ เพราหากทำอย่างนั้นเขาก็ต้องรับรู้ถึงสีหน้าเศร้าซึมของอีกคนเป็นแน่
สนามบินที่ผู้คนจอแจหลายชาติหลายภาษา ร่างเล็กเดินเคียงข้างร่างสูงใหญ่ที่เข็นรถเข็นกระเป๋าให้ซึมกว่าที่คิดจนอยากตำหนิให้ว่าจะทำเป็นเข้มแข็งไปทำไม ในเมื่อเขายินดีที่จะปกป้องอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ แต่คิดอีกทีชีวิตคนเราก็ต้องเรียนรู้อะไรอีกมากมาย ความรู้สึกที่ยังหาทางกำจัดได้ไม่พ้นก็คงต้องรู้ด้วยตัวเองต่อไป
เสียงประกาศสุดท้ายเรียกให้ผู้โดยสารเที่ยวบินยุโรปเข้าสู่พื้นที่รอขึ้นเครื่อง ใบหน้าสวยงามหันมามองเป็นครั้งสุดท้ายแขนเล็กโอบขึ้นรอบคอร่างสูงใหญ่แน่นเท่าที่เคยทำมา วงแขนใหญ่ประคองร่างนุ่มจนเท้าแทบไม่ติดพื้น ปากได้รูปแนบจูบลงข้างแก้มขาวเป็นการอำลา
“เดินทางดีๆนะ...ฉันรักนายเสมอ” คนตัวเล็กพยักหน้ารับแล้วหันหลังเดินจากไปโดยมีดวงตาดำเข้มมองตามไปจนสุดทาง
ถนนทางหลวงกว้างขวางรถยนต์วิ่งกันเร็วจนมองตามไม่ทัน รั้วเหล็กที่กั้นพื้นที่สำหรับรันเวย์ให้เครื่องขึ้น เย็นมากแล้วแสงอาทิตย์กำลังจะจากไปอีกครั้ง ในวันที่ความรักต้องห่างไกล หัวใจไม่ได้อยู่ใกล้ให้เชยชมนานเท่าไรไม่รู้ได้แสงสีส้มยิ่งทำให้รู้สึกคิดถึงจับใจจนสงสัยว่าห่างกันเพียงไม่ถึงชั่วโมงดียังคิดถึงขนาดนี้ เมื่อไม่มีกำหนดกลับมาพบเจอ...จะคิดถึงเพียงใด? ไม่ขาดใจตายไปก่อนหรือเคตะ เมื่อนึกได้อย่างนี้ก็ให้นึกถึงคนตัวเล็ก ที่หัวใจดวงนั้นก็มีเพียงเท่ากำมือหากใจเขาเจ็บแล้วคนตัวเล็กนั่นไม่เจ็บกว่าหรือ? ในเมื่อเรียวเฮยังทนได้เหตุใดเคตะจะทนไม่ได้
แสงสว่างที่เกิดขึ้นในวันที่ความรักพรากจาก แต่ความรักไม่มีวันถูกทำลายเพียงเพราะระยะทางไม่กี่พันไมล์ เพราะตัวเขาจะเป็นคนปกป้องความรักของเราให้คงอยู่ด้วยการที่ฉันจะรักเธอตลอดไป
.
.
.
ต่อตอนหน้านะคะ^^
ปล...ค่อนข้างมีปัญหาเรื่องการโพสต์ฟิคนะคะ ขอโทษถ้าตัวอักษรมันตกหล่นจนทำให้การอ่านสะดุด แต่ตามไปอ่านในบลอคได้นะคะ
ขอโทษจริงๆค่ะแต่พยายามแก้หลายรอบแล้วก็ไม่ดีขึ้นเลยอ่า"- -
Short Ficค่ะ มีสองมีสองตอนจบ
เพราะถ้าลงตอนเดียวดูเหมือนจะยาวไปเอาสองตอนคงไม่สั้นและไม่น่าเกลียดจนเกินไป(มั้งคะ)แหะๆ
ที่จริงเป็นเพลงของวินส์ในอัลบั้ม7th Ave ก็ฟังแล้วรู้สึกดีกับการรอคอยมากขึ้นค่ะ๕๕๕๕๕๕๕
เพราะก่อนหน้านี้เกลียดการรอคอยและการหวังชะมัด ประมาณนี้มั้ง
ตอนนี้ก็อารมณ์ประมาณนี้แหละค่ะ เหงาๆเพราะอยู่คนเดียวเลยเบื่อๆ
งานการมีแต่ไม่ทำ(ใช่เรื่องมั้ยน่ะ?) แต่งฟิคฉลองวันหยุดค่ะ นานๆได้หยุดที
อีกเรื่องพยายามปั่นอยู่ค่ะ ใครจะอ่านฟิคหนูมั่งงงงงงงงง(โวยวายเพื่อ?)<เนื้อเพลงบางส่วนก็เอามาแต่งเลย แต่บางส่วนก็เก็บไว้(ทำไม?)ป่าวค่ะ
แบบว่าก็ดัดแปลงนิดหน่อยให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง เอาล่ะ อ่านเถอะ^^
Stay...I will loving you
ร่ม ไม้ใหญ่ในสวนสาธารณะริมแม่น้ำเป็นที่นั่งพักอย่างดีสำหรับวันหยุดสุดสัปดาห์ อย่างนี้ ฤดูหนาวกำลังผ่านพ้น ฤดูใบไม้ผลิที่ก้าวเข้ามาหอบเอาสายลมที่อุ่นขึ้นจากช่วงเวลาก่อนหน้าพัดเอา ใบไม้แห้งที่ร่วงกราวลงบนพื้น เก้าอี้เหล็กในสวนร่มรื่นถูกจับจองด้วยร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่ม สายลมอุ่นพัดผ่านพื้นที่นี้อีกครั้งใบเมเปิ้ลแห้งกระดิกตัวครั้งหนึ่งก่อนจะ ร่วงลงสู่ผืนน้ำตรงหน้า ดวงตาคมมองตามใบไม้ที่งอตัวจากอากาศที่แห้งแล้งและกลายเป็นสีน้ำตาลไหลตัวไป ตามสายน้ำตรงหน้า
แสงอาทิตย์สาดส่องให้ผืนน้ำเป็นประกาย ระยับตา สวยงามไม่ต่างจากวันที่เราจากกัน สามปีแล้วสินะที่เราจากกันโดยไม่แม้แต่จะได้พบหน้า คามคิดถึง ห่วงหา มันร้องก้องอยู่ในใจ อยากไปหาแต่ก็ไม่สามารถทำได้ อยากพบ อยากเจอแต่ก็ไม่ใช่สถานที่ที่เขาจะไปได้เพราะคำว่า “สัญญา”
.
.
.
วง หน้าขาวใสระบายรอยยิ้มเต็มแก้มจนลูกตากลายเป็นขีดเล็ก เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะมันน่าจดจำจนไม่สามารถลืมเลือนได้แม้กาลเวลาจะ ผ่านไปยาวนานเท่าไร เสียงเล็กยังคงชักชวนให้คุยด้วยความคุ้นเคย เย็นวันหนึ่งในหลายวันที่เราสองคนเดินกลับบ้านด้วยกัน ภาพที่เห็นจนชินตาและเจนใจ หากวันใดไม่ได้เห็นความรู้สึกในอกจะเป็นอย่างไร?
ชุดนัก เรียนตัวโคร่งบนกรอบร่างเล็กที่ก้าวเท้านำหน้าคนที่เดินคู่กันมาในระยะไม่ ไกล เงาที่ทอดยาวไปเบื้องหน้าแสดงตำแหน่งของดวงอาทิตย์ที่คล้อยต่ำลงในทิศทางตรง ข้ามกับทางที่เราสองคนกำลังมุ่งหน้าไป วันสำเร็จการศึกษาที่พิธีเพิ่งจบลงในวันหนึ่งกลางฤดูใบไม้ผลิ ฤดูแห่งการเริ่มต้นในหลายสิ่ง ยอดไม้กำลังแตกสีเขียวให้เห็น เปลี่ยนแปลงจากความแห้งแล้งของสีน้ำตาลแก่เป็นความสดชื่นของสีเขียวอ่อนทด แทน
ผมเส้นเล็กนุ่มปลิวไปตามแรงลมอุ่นที่พัดเข้าปะทะใบหน้า คงทำให้เจ้าตัวถูกใจมากอยู่ถึงยิ้มรับความอบอุ่นนั้นอย่างยินดีด้วยรอยยิ้ม เท้าเล็กที่พาเจ้าของร่างเดินมาเรื่อยจนถึงเก้าอี้ริมน้ำในสวนสาธารณะแล้ว หยุดรอจนคนที่เดินตามมาเงียบๆ ก้าวมาถึง
มือเล็กล้วงลงไปใน กระเป๋ากางเกงตัวหลวมที่เจ้าตัวมั่นใจหนักหนาว่านี่คือสไตล์ที่เหมาะกับตัว เอง ถึงมันจะโคร่งจนแทบหลุดจากเอวจนเข้าของเอวต้องใช้เข็มขัดหนังเส้นใหญ่คาดจน ย่นเกือบไม่เป็นทรงกางเกงแต่ก็ดูไม่เลวทีเดียวในสายตาคนอื่น มือเล็กแบออกพร้อมกับรอยยิ้มเต็มแก้ม สร้อยสีเงินวาวกับจี้ที่ถูกปล่อยลงมาจากมือเล็กที่ชูกำปั้นขึ้นสูงระดับใบ หน้า ต่อสายตากับคนตัวสูงแล้วยิ้มกับความสงสัยจึงเลิกคิ้วเป็นคำถาม
“เรียน จบแล้วนะจิน” รอยยิ้มที่อบอุ่นไม่แพ้สายลมที่หอบตัวผ่านร่างไปจนชายเสื้อสะบัดถูกส่งมาให้ เหมือนทุกครั้ง ได้รับจนคิดถึงความอ้างว้างไม่ออกในคราที่วันใดจะขาดมันไป
“ของ ขวัญสำหรับคนสำคัญในวันสำคัญ...ผีเสื้อคือความมีอิสระ จินจะบินไปที่ไหนก็ได้ ยินดีด้วยนะ” มือเล็กวางมือลงบนนิ้วเรียวยาวที่กุมทับเอาสร้อยเส้นนั้นไว้ ก่อนจะสำทับด้วยริมฝีปากนิ่มอุ่น เจ้าของสร้อยผละไปนั่งที่เก้าอี้ริมน้ำ ใบหน้าเล็กเงยรับแสงแดดและสายลมที่พากันพาดทับบนเรือนร่างสวยงามเกินจะห้าม ใจไหว ขายาวพาเจ้าของเรือนร่างสูงใหญ่ก้ามานั่งลงข้างคนที่เงยหน้าพิงพนักเก้าอี้ แล้วหลับตาพริ้ม ปากอุ่นแต้มลงบนกลีบปากสีสวยเบาๆ ให้อีกคนได้ตอบรับเพียงแผ่นผ่านก่อนจะเปิดเปลือกตาขึ้นมายิ้มให้
“ยินดีเช่นกัน” เสียงทุ้มกระซิบแผ่วอยู่ข้างหูให้คนตัวเล็กขยับเข้ามาอิงศีรษะบนไหล่กว้างอย่างที่ชอบทำ
“ของ ขวัญให้ฉันมีแค่นี้เองหรือ?” ดวงตากลมฉายแววซุกซนและรอยยิ้มถามอย่างนึกสนุกเหมือนเช่นเคย แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำจนกลายเป็นเคยชินก็เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่าง เพื่อนสองคนก็เท่านั้น ความสัมพันธ์ที่มีไว้คั่นกลางระหว่างเรา
“มี อีก...” ใบหน้าสวยเอียงเล็กน้อยด้วยความสงสัย ลูกแก้วสีอ่อนสะท้อนทั้งแสงอาทิตย์ยามเย็นและภาพของผู้ชายคนหนึ่งตรงหน้า ผิวสีเข้มของผู้ชายตัวโตดูจะร้อนและเข้มขึ้นกว่าเดิม อาย...? คิ้วเรียวเลิกขึ้นอย่างลุ้นระทึกว่าประโยคที่จะหลุดจากปากสีสดคู่นั้นคือ อะไร ใบหน้าคมยิ่งสีจัดขึ้นเมื่อความเงียบปกคลุมพื้นที่เพราะคนตัวเล็กจ้องเอาๆ จนหายใจแทบไม่ออก ไม่รู้ว่าคำที่จะพูดมันถึงเวลาแล้วหรือยัง ไม่รู้ว่าที่เคยบอกเอาไว้มันถึงเวลาของความสำเร็จแล้วหรือยัง แต่ ณ ตอนนี้ หลายปีที่ผ่านมามันคงทำให้อะไรในใจแน่ชัดจนไม่อาจเก็บไว้ได้อีกต่อไป คำว่า “เพื่อน” ดูเหมือนจะไม่เพียงพออีกต่อไป ในที่สุดก็ตัดสินใจพูดความรู้สึกเพื่อให้อีกคนรับรู้
“ฉัน...ชอบนาย” ดวงตาคมหรุบลงมองเพียงปลายนิ้วสีเรื่อที่วางอยู่บนหน้าตักเจ้าของ “คบกันเถอะ”
ร่าง เล็กสูดเอาอากาศที่ยังคงไอความเย็นอยู่บางเบาเข้าปอดจนสุด ก่อนจะยิ้มให้อย่างเคย ยิ้มที่จินรู้ว่าคนตรงหน้าคงมีความรู้สึกไม่ต่างกัน รอยยิ้มที่แสนสวยงามฉาบทับด้วยแสงสีทองของดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า แต่คำตอบก็ยังคงเป็นสิ่งที่เขากลัว เขาไม่เคยนึกชอบเวลาที่คาซึยะยิ้มเหมือนกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่างเช่นในตอน นี้แม้แต่ครั้งเดียว มันคล้ายกับการที่คนตัวเล็กบังคับเขาให้ยอมรับโดยไม่ต้องพูดคำว่าบังคับออก มาจนต้องกลั้นใจฟังแม้ว่าอยากจะได้คำตอบของคำถามที่ถามไปเหลือเกินแต่ก็ต้อง ทนฟัง
“จินมีความฝันไหม?” คำถามที่ไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะต้องการคำตอบหรือไม่ แต่ในตอนนี้จินไม่มีให้อย่างแน่นอน แม้แต่เสียงลมหายใจยังถูกกลืนหายไปเพราะสิ่งเดียวที่ต้องการในตอนนี้หลังจาก กลั้นความเขินอายบอกในสิ่งที่เก็บไว้มานาน ลูกแก้วสีน้ำตาลอ่อนไม่ได้ต่อสายตาอย่างทุกที จุดหมายของการมองเห็นอยู่ไกลเกินกว่าคนที่นั่งข้างตัว
“ฉันมีความฝัน...จินรู้ใช่ไหม?” เสียงเล็กยังคงพูดไปเรื่อยโดยไม่ได้เบนสายตาจากแม่น้ำที่ไหลเอื่อยมาที่ร่างสูงข้างกัน
“มหาวิทยาลัย ด้านการดนตรีเป็นสิ่งที่ฉันฝันว่าอยากไปเรียนตั้งแต่ขึ้นม.ต้น...” เมื่อจบประโยคนี้เจ้าของความฝันก็ผินหน้ากลับมามองคนที่นั่งฟังอยู่ข้างกาย ท่ามกลางความเงียบ ไหล่กว้างที่เคยหยัดตรงลู่ลงคล้ายคนหมดกำลังใจ ใบหน้าหล่อเหลาก้มลงมองใบไม้ที่ถูกลมพัดจนปลิวไปตกในสายน้ำเอื่อยตรงหน้า แล้วไหลไปตามกระแสน้ำจนสุดสายตา
“...ฉันทำสำเร็จ...” คนตัวเล็กกำลังพยายามยิ้มอย่างถึงที่สุดและคงกำลังหวังให้เขาเข้าใจ ร่างสูงถอนใจยาวเหยียดก่อนจะคว้าร่างเล็กเข้ามากอดจนแน่นพร้อมคำแสดงความ ยินดีแต่คำแสดงความยินดีนั้น กว่าจินจะกลั่นมันออกมาจากหัวใจที่เหมือนเข็มนับพันทิ่มแทงจนปวดหนึบ ผู้ชายร้องไห้คงกับเรื่องแค่นี้คงจะดูตุ๊ดในสายตาคนอื่น แต่ตอนนี้ อย่าว่าแต่น้ำตาเลยในคอยังแห้งผากเหมือนไม่เคยได้รับน้ำหล่อเลี้ยง แล้วจิตใจที่เคยมีแหล่งน้ำให้ชื่นใจมาตลอดกลับต้องขาดหายไปราวกับถูกสาปให้ กลายเป็นทะเลทรายจะไปมีแรงนึกคิดอะไรต่อไปได้
“ยินดีด้วยที่นาย ทำมันสำเร็จ...คาซึยะ” ร่างเล็กแทบจมหายไปในอ้อมกอดอุ่นแต่ก็ยังเอื้อมมือไปกอดตอบ มือเล็กลูบขึ้นลงแผ่วเบาบนแผ่นหลังกว้าง เปลือกตาของคนทั้งสองปิดลงเพื่อซึมซับเอาบรรยากาศและความอบอุ่นรอบกายให้ อยู่ในความรู้สึกมากกว่าครองสายตา ให้มันซึมซาบผ่านอ้อมกอดของคนทั้งคู่ กลิ่นที่คุ้นเคยของกันและกัน จดจำมันเอาไว้ให้มากกว่าความทรงจำ จำไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจ...ฉันรักนาย...
“ขอบคุณ จิน...ขอบคุณมากที่เข้าใจ” มือบางผละออกจากแผ่นหลังกว้างมาจับจองข้างแก้มสากในระยะประชิด แต่ดวงตาคมยังคงฉายร่องรอยความเจ็บปวดจากคำตอบที่ไม่ได้รับ น้ำเสียงสั่นเครือกับคำขอบคุณไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ เขาต้องการคำตอบ...ซึ่งคนตรงหน้าไม่มีให้
“ฉันเห็นแก่ตัว แต่ฉันรู้ว่านายก็มีความฝันที่อยากทำ เมื่อมันสำเร็จ...การที่เราจะกลับมาเจอกันอีกก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้” จินพยักหน้ารับอย่าเข้าใจในสิ่งที่อีกคนกล่าว ความงันของคนเราไม่เหมือนกัน ถึงอยากจะอยู่ด้วยกันมากแค่ไหน แต่สิ่งที่ใฝ่ฝันก็ไม่มีทางเหมือนกัน นั่นคือสิ่งที่จินคิดว่าคาซึยะใจกว้างพอสมควร “เมื่อถึงเวลา ฉันสัญญาว่าเราจะกลับมาเจอกัน”
มือใหญ่กำของขวัญในมือแน่นจนเจ็บ ส่งให้เจ้าของเดิมที่มีสีหน้าไม่ต่างจากคนใกล้ร้องไห้เต็มแก่แต่ก็ยังส่าย หน้าดิกคล้ายจะไม่ยอมรับมันกลับคืน หัวคิ้วเรียวขมวดย่นอย่างคนถูกขัดใจ ปากอิ่มแดงเห่อเพราะเจ้าตัวกัดมันจนแน่น
“ไม่เอา”
“ช่วย เก็บของสำคัญของฉันไว้กับนายจนกว่าจะถึงวันนั้นได้ไหม?” มือใหญ่เอื้อมไปรับมือนิ่มมาไว้ในอุ้งมือ ถึงเจ้าของมือเล็กจะพยายามกำแน่นแต่จินก็เพียงคลึงปลายนิ้วลงบนมือนั้นเบาๆ จนในที่สุดนิ้วเล็กจึงยอมคลายฝ่ามือรับเอาสร้อยพร้อมจี้รูปผีเสื้อสีเงินวาว ไว้ด้วยสีหน้าไม่เต็มใจอย่างถึงที่สุด แต่เพราะประโยคสุดท้ายที่ร่างสูงทิ้งไว้ก่อนจะลุกขึ้นและฉุดให้คนตัวเล็กลุก ขึ้นตามกัน เป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ
“เมื่อถึงเวลาของนาย...ฉันจะ กลับมารับมันคืน อย่าร้องไห้เลยคนเก่ง นายไม่ผิด” ประกายแสงแดดสะท้อนบนแก้มนวล หยดน้ำใสแจ๋วติดปลายนิ้วเรียวของร่างสูงก่อนที่มันจะได้ทำให้แก้มใสเปรอะ เปื้อน ร่างเล็กสูดลมหายใจจนสุดแล้วยิ้มให้ผู้ชายที่แสนใจดีคนนี้ ร่างสูงสอดมือลงกระเป๋ากางเกงรอให้คนเก่งจัดการกับอาการฮึดฮัดคล้ายหายใจไม่ ออกเพราะอาการสะอื้นอยู่
“ขอโทษ...อย่าโกรธฉันเลย มันก็แค่ความเห็นแก่ตัวเล็กๆ ที่ฉันอยากได้ ฉันรู้ว่าจินจะต้องพบเจอผู้คนอีกมากมาย ถ้าเขาทำให้จินมีรอยยิ้มที่อบอุ่น...ไม่ใช่ยิ้มด้วยความเจ็บปวดอย่างฉัน ฉันยินดีให้จินมีอิสระอย่างผีเสื้อนะ” จบประโยคยืดยาวจินไม่ได้ตอบอะไรกลับไปนอกจากรั้งท้ายทอยสวยเข้ามาใกล้ ริมฝีปากอุ่นจูบทับลงบนกลีบปากนิ่ม เปลือกตาบางหรี่พับลงจนครองสายตามืดสนิทขยับตอบรับร่างสูงให้กระชับสัมผัส มากขึ้น จนเมื่อแรงย้ำลงบนกลีบนิ่มแรงๆ เมื่อร่างสูงผละออกห่างและเปลือกตาบางรับรู้ภาพตรงหน้าชัดเจน มือเล็กตีลงบนต้นแขนกำยำไม่เบานัก
“ฉันยังรักนายเสมอแหละ”
“ไอ้ บ้า! บอกเขาว่าอย่าร้องไห้...ตัวเองร้องทำแห้วอะไร” จินร้องไห้ ถึงแม้ไม่มีสายน้ำตาให้เห็นบนแก้มสีคร้าม แต่หน่วยตาคมที่เคยประกายกล้าแต่แฝงแววสนุกสนานจนใครต่อใครชมไม่ขาดปากกลับ มีรอยรื้นของน้ำอุ่นร้อนคลออยู่เต็ม
“เอาน่ะ กลับกันเถอะ” มือใหญ่วางลงบนกลุ่มผมนิ่มแล้วขยี้สองสามครั้งอย่างเอ็นดูยิ้มเพื่อให้อีก ฝ่ายสบายใจแล้วเดินนำ ทิ้งให้คนตัวเล็กมองตามหลังอย่างครุ่นคิด จนเมื่อกรอบเงาร่างสูงที่ทอดยาวไปด้านหน้ามากกว่าเดิมหยุดลงและหันมามอง มือใหญ่ให้สัญญาณเป็นนิ้วหัวแม่มือชี้เข้าที่แผ่นหลังกว้าง คนตัวเล็กจึงออกวิ่งจนเกือบถึงร่างสูงเพียงสองก้าวแล้วกระโดดโน้มตัวกอดคอ ร่างสูงแน่นให้อีกคนแบกขึ้นหลังไปพร้อมเสียงหัวเราะกับดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า
.
.
.
ใต้ ร่มไม้ใหญ่สวนสาธารณะริมแม่น้ำดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าได้พักใหญ่แต่ร่างสูง ที่มักมานั่งพักผ่อนทุกวันหยุดพร้อมกับเพื่อนรักยังคงนั่งอยู่ อากาศถึงแม้จะเข้าฤดูใบไม้ผลิแต่เมื่อเย็นลงก็ยังคงเย็นได้เรื่อง ร่างสูงสอดมือเข้าในเสื้อแจ็คเก็ตไล่ความเย็นก่อนจะลุกขึ้นยืนเมื่อเพื่อน นั่งเล่นสะกิดเข้าที่ขากางเกงด้วยขาหน้า
โกลเด้นรีทีฟเวอร์ตัวโต กำลังนั่งลิ้นห้อยอยู่ข้างเก้าอี้เหล็กริมแม่น้ำลูกแก้วสีน้ำตาลมองเจ้านาย ที่เพียงแค่เหลือบตามามองแล้วถอนหายใจยาวเหยียด มือใหญ่ตบหน้าตักตัวเองสองสามทีเป็นสัญญาณว่าใกล้ได้เวลากลับแล้วมันจึงยิ่ง กระดิกหางเร็วขึ้นแล้วกระโจนตัวออกไปนำหน้าจนเจ้าของต้องรีบวิ่งตามไปลากเอา โซ่คล้องคอกลับมาถือไว้ในมือก่อนที่มันจะคึกจนวิ่งไปชนใครเ
ขาได้รับบาดเจ็บให้เสียค่าทำแผล
พื้นที่ แห่งความทรงจำถูกทิ้งไว้เบื้องหลังพร้อมกับความว่างเปล่า เก้าอี้ตัวเดิมที่เคยนั่งประจำ เวลาผ่านไปหลายปีเก้าอี้ที่ตั้งตรงนี้ถูกเปลี่ยนไปตามอายุการใช้งานหลายต่อ หลายตัว ทุกวันผู้ชายตัวสูงพร้อมสุนัขขนสีทองตัวโตในเวลาที่อาทติย์คล้อยแสงจะมานั่ง อยู่เงียบๆ และกลับไปในเวลาพลบค่ำ
.
.
.
...ฉันรักจิน...
อยาก พูด อยากบอก แต่ไม่กล้า ไม่ใช่ไม่กล้าพูด ไม่กล้าบอก เพียงแต่ไม่กล้าที่จะเอาอนาคตของผู้ชายที่แสนดีคนหนึ่งมาไว้ในมือตัวเอง นักเรียนม.ปลายที่กำลังจะจบการศึกษาทุกคนหวังที่จะมีอนาคตที่ดี ช่วงวัยแห่งความฝันทำให้เป็นแรงผลักดันให้ก้าวไปด้านหน้าอย่างไม่ย่อท้อ และคาซึยะเชื่อว่าทุกคนมีความฝัน และหวังให้คนที่รักได้ทำตามความตั้งใจนั้นอย่างถึงที่สุด เพราะตัวเขาเองก็เช่นกัน
คาซึยะยอมทำเหมือนเป็นคนเห็นแก่ตัวมาก ขนาดที่ปฏิเสธคำนั้นของคนที่รักมากคนหนึ่งไปเพียงเพราะอยากเรียนต่อในสิ่ง ที่ตนเองฝันไว้ และผู้ชายคนนั้นก็ใจดีเหลือเกินที่ยอมให้เขาทิ้งไว้เบื้องหลังพร้อมกับคำ สัญญาที่ไม่รู้ว่าเมื่อไรคำสัญญาจะสิ้นสุด
จินฝันอยากเป็น นักฟุตบอลที่มีชื่อเสียง ทักษะทางด้านกีฬาไม่ด้อยไปกว่าด้านอื่น พรสวรรค์สวรรค์ที่ติดตัวมาทำให้จินตามความฝันของตัวเองได้ไม่ยากแต่ไม่ทำ เพราะอะไร? เพราะการยึดติด จนทำให้เขาต้องเป็นคนใจร้าย ทำร้ายทั้งหัวใจตนเองและหัวใจคนอื่น คาซึยะเคยปฏิเสธจินเมื่อครั้งหนึ่งจินเคยบอกรัก และขอให้ความสัมพันธ์ทั้งหมดหยุดลงแค่เพื่อน สำหรับเด็กวัยนี้อายุสิบแปดปีคงไม่มีใครคิดถึงอนาคตของคนอื่น เพียงแต่เขาจะคิดมากกว่าคนอื่นหลายเท่า จึงทำให้เกิดการตัดสินใจครั้งนี้ขึ้น เพราะการกำหนดขอบเขตเป็นความสัมพันธ์ที่ชัดเจนคงเป็นทางเดียวที่ไม่ทำให้พวก เราถลำลึกไปมากกว่าที่เป็นอยู่ หากเมื่อคาซึยะกลับมาแล้วความมั่นคงของจินเปลี่ยนแปลงคนที่เจ็บจะได้มีเพียง ตัวเขาที่เจ็บ ไม่ใช่จิน เขามั่นใจว่าตัวเองไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเพราะหัวใจเขาอยู่กับจิน
แม้ การกระทำจะเกินเพื่อนไปไกล จูบอุ่นๆ ที่เขาชอบที่จะได้รับจากจิน อ้อมแขนกว้างขวางที่ได้อยู่เมื่อใดก็ไม่เคยอึดอัด วงแขนที่รัดแน่นยามหนาวเหน็บก็กลับกลายเป็นความอบอุ่นอย่างไม่มีที่ไหน เหมือน แต่จินก็ยอมรับให้มันหยุดอยู่แค่คำว่า
“เพื่อน”
เมื่อ จบการศึกษาคาซึยะปฏิเสธคำบอกรักจินอีกครั้ง ด้วยเหตุผลที่ฟังดูเหมือนเห็นแก่ตัว และความเอาแต่ใจของตัวเอง เพียงเพราะอยากไปเรียนต่อที่อิตาลี ถึงแม้ระยะทางจะไม่เป็นปัญหาในการเดินทางสำหรับปัจจุบัน แต่คาซึยะก็ยินดีจะใจร้ายให้มากกว่าที่เป็นอยู่ด้วยการห้ามให้จินไปพบ ขอตัดขาดการติดต่อสื่อสารทุกอย่างยกเว้นจดหมายและโปสการ์ดที่ส่งมาถึงที่เขา เป็นคนส่งมาฝ่ายเดียว จินใจดีจนตัวเขายังคิดไม่ถึง
จดหมาย ที่จินส่งกลับมาหาบอกว่าจินได้เป็นตัวจริงให้ทีมฟุตบอลมหาวิทยาลัยที่มีชื่อ เสียงด้านกีฬาที่เมืองบ้านเกิดของพวกเขา ตอนอ่านจดหมายยังนั่งยิ้มอยู่กับกระดาษเพราะยินดีที่จินใช้โอกาสที่เขามอบ ให้ทำจนสำเร็จ และล่าสุดจินเล่าว่าไปคัดเลือกตัวเพื่อเข้าทีมชาติมาเป็นเรื่องที่น่ายินดี ไม่น้อยไปกว่าการได้ร่วมแสดงในวงออเครสตาในงานประกวดดนตรีโลกเลยทีเดียว
.
.
.
...มีรุ่นพี่มาขอคบเป็นแฟน แต่ฉันปฏิเสธ รีบกลับมานะ ไม่อย่างนั้นฉันถูกคนอื่นคาบไปไม่รู้ด้วย...
...คิดถึงมาก อากาศที่โน่นหนาวหรือเปล่า? ถ้าหนาวแล้วทำอย่างไร? ไม่มีฉันให้กอดไม่เหงาหรือ?...
...เรียนเป็นอย่างไรบ้าง? ตอนนี้ซ้อมหนักมาก ต้องไปเก็บตัวหลายที่แต่ก็มีแต่ที่สวยๆ ถ้านายกลับมาจะพาไปเที่ยว...
...ยังคิดถึงกันอยู่ไหม? ยังรักกันอยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า?...
...ฉันจะรอไม่ไหวแล้วนะ...
...สัญญาของเรามันมีจุดสิ้นสุดอยู่ที่ไหนหรือคาซึยะ...
ตลอด หกปีที่ผ่านมา จดหมายที่มีทั้งความหวานและขมขื่นของคนส่งทำให้เขาเองรู้สึกเจ็บไม่น้อยไป กว่ากัน บางครั้งถึงกับหลั่งน้ำตาให้คำตัดพ้อนั้นเพราะคามเหงาเศร้าที่เกาะกินกำแพง ความใจแข็งที่กล้าปฏิเสธทั้งที่รักแทบตาย บางครั้งปวดจนแทบหยุดหายใจแต่ก็ยังกัดฟันต่อสู้กับความหนาวเหน็บในหัวใจนั้น เพื่อจะกลับมารักษาสัญญาให้ได้
.
.
.
ร่าง เล็กกระโดดขี่หลังคนตัวสูง เสียงหัวเราะสนุกสนานดังเรื่อยมาตามเส้นทางสายซากุระที่ขาวโพลนเพราะแรงลม หนาวที่ริดให้กลีบดอกร่วงหล่น ต้นไม้ข้างทางเริ่มแตกใบใหม่ สีเขียวสดให้ความรู้สึกดีไม่น้อย ฤดูใบไม้ผลิก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดเพียงเพราะรอยยิ้มที่ได้รับ วงหน้าขาวใสกระจ่างตากำลังยิ้มแย้มเล่นหัวอย่างร่าเริง แค่นั้นก็สุขใจ อุ่นใจจนไม่กล้าดื้อรั้นเพื่อจะอยู่ด้วยกัน
วันสุดท้ายก่อนเดิน ทางคาซึยะขลุกตัวอยู่กับจินทั้งวันโดยไม่ไปไหน ไม่ได้ทำอะไรนอกจากนั่งพูดคุย กินข้าว ทุกอย่างเหมือนปกติจนหาความรู้สึกก่อนพรากจากไม่เจอ ไม่อยากให้เหงาให้เศร้าจึงทำทุกอย่างให้เหมือนปกติแต่ก็ยังต้องรับรู้ จูบหวานๆที่ถูกอ้อนขอก็ทำตามอย่างไม่ขัดขืน คนตัวเล็กนั่งอยู่บนตักซุกเอากับอกกว้างอย่างน่ารักจนอยากจะรักไม่ให้ไปไหน แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะหากทำอย่างนั้นเขาก็ต้องรับรู้ถึงสีหน้าเศร้าซึมของอีกคนเป้นแน่
สนาม บินที่ผู้คนจอแจหลายชาติหลายภาษา ร่างเล็กเดินเคียงข้างร่างสูงใหญ่ที่เข็นรถเข็นกระเป๋าให้ซึมกว่าที่คิดจน อยากตำหนิให้ว่าจะทำเป็นเข้มแข็งไปทำไม ในเมื่อเขายินดีที่จะปกป้องอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ แต่คิดอีกทีชีวิตคนเราก็ต้องเรียนรู้อะไรอีกมากมาย ความรู้สึกที่ยังหาทางกำจัดได้ไม่พ้นก็คงต้องรู้ด้วยตัวเองต่อไป
เสียง ประกาศสุดท้ายเรียกให้ผู้โดยสารเที่ยวบินยุโรปเข้าสู่พื้นที่รอขึ้นเครื่อง ใบหน้าสวยงามหันมามองเป็นครั้งสุดท้ายแขนเล็กโอบขึ้นรอบคอร่างสูงใหญ่แน่น เท่าที่เคยทำมา วงแขนใหญ่ประคองร่างนุ่มจนเท้าแทบไม่ติดพื้น ปากได้รูปแนบจูบลงข้างแก้มขาวเป็นการอำลา
“เดินทางดีๆนะ...ฉันรักนายเสมอ” คนตัวเล็กพยักหน้ารับแล้วหันหลังเดินจากไปโดยมีดวงตาดำเข้มมองตามไปจนสุดทาง
ถนน ทางหลวงกว้างขวางรถยนต์วิ่งกันเร็วจนมองตามไม่ทัน รั้วเหล็กที่กั้นพื้นที่สำหรับรันเวย์ให้เครื่องขึ้น เย็นมากแล้วแสงอาทิตย์กำลังจะจากไปอีกครั้ง ในวันที่ความรักต้องห่างไกล หัวใจไม่ได้อยู่ใกล้ให้เชยชมนานเท่าไรไม่รู้ได้แสงสีส้มยิ่งทำให้รู้สึกคิด ถึงจับใจจนสงสัยว่าห่างกันเพียงไม่ถึงชั่วโมงดียังคิดถึงขนาดนี้ เมื่อไม่มีกำหนดกลับมาพบเจอ...จะคิดถึงเพียงใด? ไม่ขาดใจตายไปก่อนหรือจิน เมื่อนึกได้อย่างนี้ก็ให้นึกถึงคนตัวเล็ก ที่หัวใจดวงนั้นก็มีเพียงเท่ากำมือหากใจเขาเจ็บแล้วคนตัวเล็กนั่นไม่เจ็บ กว่าหรือ? ในเมื่อคาซึยะยังทนได้เหตุใดจินจะทนไม่ได้
แสง สว่างที่เกิดขึ้นในวันที่ความรักพรากจาก แต่ความรักไม่มีวันถูกทำลายเพียงเพราะระยะทางไม่กี่พันไมล์ เพราะตัวเขาจะเป็นคนปกป้องความรักของเราให้คงอยู่ด้วยการที่ฉันจะรักเธอตลอด ไป
.
.
.
ต่อตอนหน้านะคะ pen1_02.gif