หลังจากที่ตั้งกระทู้ว่าจะหายไปนานสักพักเพราะงานที่รุมเร้า
แต่ไม่รู้ทำไม พอตั้งเอนทรี่อย่างนี้ทีไร ได้มีการลงทิ้งทวนทุกที
ฮ่าๆๆๆ แบบว่ามันเครียดค่ะ คิดงานไม่ออกก็เลยต้องหาทางระบายออก
เผื่ออะไรๆจะดีขึ้นมาบ้าง เลยได้มาอีกหนึ่งตอน
หวังว่าคงจะมีคนอ่านบ้าง(?) เพราะถ้าไม่มีคนอ่าน ก็คงจะเก็บฟิคเรื่องนี้ลงกรุจนกว่าจะแต่งจบแล้วเอามาโพสต์ทีเดียว...ในเมื่อไม่มีใครรอคอยเราก็ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ(เลวเห็นๆ ๕๕๕๕)
ดึกแล้ว ราตรีสวัสดิ์ค่ะ ขอปั่นงานต่อ
おしえる...12...
Teach 4 Part 12
::*::*::*::*::*::*::*::*::*::*::*::
การศึกที่เข้าประชิดทำให้ร่างบอบบางบนหลังม้าศึกรูปร่างงดงามควบบังเหียนและโจนตัวสุดความเร็วของฝีเท้าม้าที่จะพึงทำได้เพื่อเดินทางให้ถึงที่หมายเร็วที่สุด เรียวเฮพักม้าเพียงแค่เวลาที่ความล้ามาเยือน และกำลังวิ่งของม้าตกลงไป เมื่อฟื้นคืนกำลังก็รีบเดินทางต่ออย่างรวดเร็ว สามวันตลอดการเดินทางทำให้ที่หมายใกล้เข้ามามาก แต่สิ่งที่ทำให้เรียวเฮต้องเร่งรีบยิ่งขึ้นคือเหยี่ยวสื่อสารที่มาเกาะบนหลังม้าศึกคู่ใจท่านชายจิบะ
มือเรียวหยิบขึ้นมาอ่านด้วยใจระทึก ข้อความทำให้หัวใจดวงเล็กที่แข็งแกร่งเต้นระรัวเร็วยิ่งขึ้น ข่าวการเสียชีวิตของแม่ทัพใต้ทำให้ร่างบางต้องออกเดินทางต่อทันที และครานี้ แม้ว่ากำลังม้าจะตกมากเพียงใด เรียวเฮก็มิอาจหยุดได้ เพราะหากช้ากว่านี้ไปแม้วินาทีเดียว นั่นหมายถึงประเทศแผ่นดินเกิดอาจตกอยู่ภายใต้อำนาจของอริราชทีเดียว เหยี่ยวสื่อสารที่ถูกปล่อยออกไปพร้อมสารอีกฉบับโฉบบินไปทิศทางตรงข้ามกับที่ม้าศึกทะยาน
...หวังว่าพวกท่านจะยังจำสหายเก่าเมื่อครั้งก่อนได้นะ...
ก่อนออกเดินทางเรียวเฮไม่ลืมที่จะนึกหาหนทางในการแก้ปัญหาที่ดาหน้าเข้ามาในขณะนี้ ใจประหวัดถึงชนกลุ่มที่อยู่เลยนาราไปไม่ไกล และครั้งนี้เรียวเฮกำลังต้องการความช่วยเหลือ สารอีกฉบับส่งถึงท่านชายคิตามุระ แม่ทัพกองใต้ที่อยู่ใกล้ที่สุดว่าให้ส่งริวอิจินำกำลังมาสมทบในทันที เพราะขณะนี้ ขวัญของทหารคงแทบจะหมดไม่เหลืออยู่
การเดินทางที่แสนยาวนานสิ้นสุดลงในที่สุด ประตูค่ายศึกเปิดรับผู้มาใหม่ ทหารในค่ายกู่ร้องอย่างดีใจเมื่อผู้มาใหม่เป็นท่านชายแห่งจิบะ แล้วรีบวิ่งกรูเพื่อจัดแถวต้อนรับ แม้จะรูปร่างบอบบาง ใบหน้าอ่อนเยาว์เกินใครในกองทัพ หากกิตติศัพท์ของเรียวเฮก็เป็นที่ยอมรับโดยดุษฎีว่าเป็น มันสมองของกองทัพ อย่างแท้จริง
บังเหียนม้าถูกดึงให้อาชาศึกหยุดลงหน้ากระโจมที่มีกองไฟแดงเพลิงก่ออยู่ด้านหน้า ร่างสันทัดของท่านชายโองาตะที่เดินเร็วๆ ออกมาหาด้วยความยินดี สองแขนสอดเข้ารับร่างของสหายตัวน้อยเข้ามาเต็มอ้อมกอดไม่ต่างกับอีกคนที่เพิ่งมาเยือน
“ริวอิจิ! ข้ายินดียิ่งที่เจ้ามาถึงก่อนข้า” ร่างเล็กตรงเข้าสวมกอดสหายที่ส่งสารไปขอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน และทางท่านแม่ทัพคิตามุระก็ไม่ได้นิ่งนอนแม้ว่าทางทัพนั้นก็มีศึกดาหน้าเข้ามาไม่ต่างกัน ร่างสองร่างผละออกจากการทักทายทั้งที่ร่างเล็กกว่ายังหอบเหนื่อยไม่หาย
“ข้าก็ยินดีที่เจ้ามาถึงโดยปลอดภัย เข้าไปพักก่อนเถิด ตอนนี้ข้ากำลังปรึกษากับท่านชายเคตะว่าจะเอาอย่างไรต่อไปดี ในเมื่อทหารกำลังเสียขวัญอย่างถึงที่สุดในตอนนี้” เท้าที่กำลังเร่งก้าวเข้าสู่กระโจมที่ประชุมเสียจังหวะไปก้าวจนคนเดินนำต้องหันกลับมามอง
“เป็นอะไรไปเจ้า?”
“เมื่อกี้เจ้าว่า...ท่านชายเคตะ?” เรียวเฮรู้สึกเหมือนตัวเองขยับริมฝีปากได้ช้าและลำบากนักกับคำเรียกขานนี้ ท่านชายเคตะมาทำอะไร มาทำไม และมาได้อย่างไร เป็นคำถามที่เรียวเฮต้องการคำตอบอย่างที่สุด
“ใช่ ท่านชายได้รับมติจากที่ปรึกษาส่วนพระองค์ให้เข้ารับการทดสอบเพื่อเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าราชองครักษ์ เจ้าไม่รู้หรือ?”
“ที่นี่!?” บ้า!! บ้าไปแล้ว มติบ้าบอของพวกผู้ใหญ่หัวแข็งอีกแล้วอย่างนั้นหรือ!! ให้ว่าที่หัวหน้าราชองครักษ์ออกศึกสำคัญเช่นนี้ หากท่านชายเคตะเป็นอะไรไปจากการศึก แล้วจะหาหัวหน้าราชองครักษ์คนใดมาแทนที่!! ความเป็นห่วงแล่นขึ้นจับใจ เพราะท่านชายลูกศิษย์ของเรียวเฮแม้จะจัดเจนเรื่องการต่อสู้ หากก็เป็นเพียงการต่อสู้ด้วยกำลังเพียงลำพัง การต่อสู้แบบประชิดตัว หาใช่การสู้รบจับศึกอย่างตอนนี้ไม่ และการจัดการกองทัพไม่ใช่เรื่องง่ายดายเหมือนในตำรา หากต้องอาศัยความชำนาญและจิตวิทยาชั้นสูงเพื่อควบคุมจิตใจทหารให้ได้ แล้วนี่อะไร!! ให้ท่านชายมาที่นี่เพื่อการทดสอบบ้าบออย่างนี้ หากท่านเป็นอะไรไปใครจะรับผิดชอบตำแหน่งราชองค์รักษ์ ใครจะรับผิดชอบ... หัวคิ้วเรียวขมวดแน่นเมื่อนึกคำสุดท้ายของประโยคออก แต่ก็เก็บมันไว้ในใจที่เดิม
...ใครจะรับผิดชอบหัวใจข้า...
“ใช่ที่นี่ ท่านชายได้รับมอบหมายให้เดินทางตามเจ้ามาในเวลาไม่ต่างกัน เพียงแต่ท่านชายตรงไปหาทัพของข้ากับท่านพี่ยูเพื่อขอให้ข้านำกำลังเสริมมาที่กองทัพแห่งนี้ทันที ตอนที่เจ้าส่งสารไปข้าจึงจัดกำลังพลเสร็จและเตรียมออกเดินทางมาได้ทันท่วงที มิเช่นนั้นข้าอาจจะมาช้ากว่าเจ้าไปโข”
คำอธิบายของริวอิจิทำให้เรียวเฮพรูลมหายใจออกมาจนหมดก่อนจะสูดลมหายใจลึกและมองลอดเข้าไปในกระโจมหลังเดิมซึ่งเป็นเป้าหมาย ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มรูปงาม ใบหน้าคมคร้ามเครียดขมึง และนั่นยิ่งทำให้เรียวเฮรีบรุดเข้าไปในกระโจมเร็วกว่าเดิมอีกหลายเท่า
“ท่านชาย!” คนถูกเรียกผินหน้ามามองด้วยสีหน้าเรียบเฉย ผิดกับผู้มาใหม่ที่ออกอาการประหวั่นในสีหน้าไปไม่น้อย เมื่อท่านชายที่เรียวเฮเรียกนั่งอยู่บนแท่นด้านข้างแผนที่และม้วนกระดาษมากมาย แต่สิ่งที่ทำให้เรียวเฮร้องลั่นคือบาดแผลบนตัวท่านชายต่างหาก ร่างสูงใหญ่ กำยำด้วยกล้ามเนื้อและผิวสีคร้ามที่ต้นแขนถูกพันผ้าพันแผลไว้ บนลำตัวหนาด้วยเช่นกัน นั่นไม่ใช่สิ่งที่เรียวเฮปรารถนาจะได้เห็น ร่างเล็กทรุดลงนั่งข้างกายท่านชายด้วยสายตาห่วงหา
“เป็นอย่างไรบ้างขอรับ! ริวอิจิ! เกิดอะไรขึ้น” ร่างสันทัดของแม่ทัพรองจากหัวเมืองใต้สะดุ้งแรงเมื่อเสียงนั้นตวัดถามให้คนตอบได้งงไปยกใหญ่
“ก่อนเจ้าจะมาถึง ข้าศึกบุกประชิดทำให้ท่านชายเคตะตัดสินใจนำกำลังออกไปปะทะ แต่ท่านชายฝีมือร้ายกาจนัก นอกจากเรียกขวัญกำลังใจทหารคืนภายในไม่กี่นาทีแล้วยังวางแผนการรบได้น่าประทับใจยิ่ง ข้ายังชมไม่หยุดปากเลยนะเจ้า...”
“หุบปากของเจ้าไปเลยริวอิจิ!” ใบหน้าเรียวสวยสะบัดกลับมาเอ็ดให้จนคนกำลังพูดต้องอ้าปากค้าง “ท่านก็เหมือนกัน ทำอะไรบุ่มบ่าม ข้าศึกมาอย่างนั้นปะทะได้อย่างไร ทำไมไม่รอบคอบเอาเสียเลย หากท่านเป็นอะไรไป...”
เสียงห้วนที่กำลังเอ็ดตะโลไปทั่วกระโจมแผ่วลงเมื่อหันมาเห็นสายตาที่ทอดมอง ดวงตาคมกริบมองนิ่งสบตาเรียวสวยที่มีแววห่วงใยอย่างไม่ปิดบัง
“เจ้าจะโวยวายไปทำอะไร ในเมื่อท่านชายก็ทำอย่างที่เจ้าเคยทำนั่นแหละ” ผู้ถูกกล่าวหาจากสหายรักตาโตขึ้นอีกเท่า ทำอย่างที่เขาเคยทำคือทำอะไร?
“เจ้าว่าท่านชายทำอะไรบุ่มบ่าม ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็บุ่มบ่ามมาก่อนเช่นกัน ท่านชายก็แค่นำกำลังบุกฝ่าไปโดยให้ข้านำทัพตีล้อมปีกกาโอบข้าศึกจนพ่ายไป ก็เท่านั้น” ดวงตาสวยลอบมองไปทางคนที่ยังนั่งนิ่งไม่พูดอะไรให้ยิ่งแค้น แววตาที่มองมาวูบไหวเพราะต้องแสงกองเพลิงที่ลอดเข้ามาภายในกระโจม ประกายกล้าในหน่วยตาคู่คมทำให้เรียวเฮต้องเบือนหน้าหนี
“หากข้าเป็นอะไร แล้วจะเป็นอย่างไร?” ประโยคแรกที่เอ่ยก็ไม่น่าฟังเอาเสียเลยสำหรับเรียวเฮ คนถูกถามจึงลุกเร็วๆ แล้วเดินไปกระแทกไหล่สหายสนิทที่ยืนหน้าแป้นให้หงุดหงิดใจจนคนโดนชนต้องหลบทางให้แล้วมองตามไปด้วยความสงสัย เดินผ่านไปแล้วไม่วายชะโงกหน้าผ่านทางเข้ากระโจมตะโกนเรียกตัวท่านชายหนุ่ม ว่าที่หัวหน้าราชองครักษ์ให้ไปที่กระโจมที่พัก
ร่างบางเดินถือห่อผ้าขนาดเล็กเข้ามาในที่พักของท่านชายเคตะโดยที่ท่านชายนั่งรออยู่ที่ฟูกนอนอยู่ก่อนแล้วทรุดตัวลงนั่งข้างกัน มือเล็กยื่นออกไปรั้งต้นแขนกำยำให้เบี่ยงมาหาและแกะผ้าพันแผลสีขาวที่ชุ่มเลือดจนหงุดหงิดใจ
“ใครทำแผลให้กัน ไม่ล้างแผลอย่างนี้วันพรุ่งเถิดคงได้จับไข้เพราะมันอักเสบ” ปากอิ่มสีระเรื่อขยับต่อว่าไม่หยุดหย่อน คนถูกต่อว่าก็ยังนั่งเงียบปล่อยให้มือเล็กชำนาญงานทำแผลให้ น้ำสะอาดและผ้าผืนเล็กถูกนำมาชำระแผลจนเรียบร้อย เมื่องานแรกสำเร็จงานที่สองจึงเริ่มขึ้น
“เจ็บหน่อยนะขอรับ...ท่านชาย” เคตะเงยหน้าขึ้นมองคนบอกก่อนจะพยักหน้าให้ เมื่อปลายเข็มปักลงบนเนื้อมือใหญ่จึงกำเข้าหากันแน่นอย่างอดทน มือเล็กพยายามให้เบามืออย่างที่สุดเพื่อให้บาดแผลออกมาเรียบร้อยที่สุด ก่อนจะชำระแผลด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งแล้วปิดปากแผลไว้ด้วยผ้าสะอาด
“เสร็จแล้วขอรับ ครานี้นอนลงได้แล้วขอรับ” เคตะเห็นปลายหางตาว่าเรียวเฮหันไปเช็ดมือและล้างมือในอ่างน้ำที่วางอยู่ไม่ไกล เรียวเฮคงสั่งให้คนเตรียมไว้ตอนที่เดินไปบอกเขาให้มาที่กระโจมนอน ผ้าพันแผลรอบตัวถูกแกะออกอย่างเบามือ คราบเลือดที่กรังอยู่บริเวณปากแผลทำให้ผ้านั้นติดและแกะออกลำบากจนต้องใช้น้ำอุ่นชุบรอบปากแผลให้เลือดละลาย สุดท้ายการทำแผลก็สำเร็จด้วยดีพร้อมกับเสียงลมที่หอบเอาใบไม้แห้งปลิวดังกรอบแกรบอยู่ด้านนอกกระโจมที่พักแห่งนี้
“เรียบร้อยแล้ว ข้าจะต้มสมุนไพรให้ ตอนนี้อาจจะระบมอยู่บ้างที่ต้นแขน แต่สมุนไพรจากแผ่นดินใหญ่จะช่วยได้ ท่านนอนพักก่อนเถิด” ร่างบางทำท่าจะผละจากไปแต่คนป่วยท่านก็มือไวจับใจคว้าเอามือบางไว้ได้ทัน
“มีอะไรหรือขอรับ?” ดวงหน้าเรียวหันกลับมาถามด้วยแววตาสงสัย ท่านชายเคตะไม่ตอบอะไร นอกจากออกแรงรั้งให้เจ้าของมือเล็กขยับเข้ามาใกล้และนั่งลงข้างฟูกนอนทั้งที่ท่านชายยังนอนอยู่อย่างนี้
“ไม่เจ็บมือหรือ?” มือข้างที่ถือเข็มเย็บแผลถูกยกขึ้นมาดูพร้อมคำถาม หยดเลือดที่ไหลซืมปลายนิ้วสีชมพูทำให้เรียวเฮยิ้มบางกับคำถามของท่านชาย
“แผลเท่านี้ ไม่เจ็บหรอกขอรับ ห่วงตัวเองก่อนเถิดว่าวันพรุ่งจะจับไข้หรือไม่แผลใหญ่ใช่เล่น” เตรียมจะชักมือกลับแต่มือหน้าก็ยังรั้งไว้จนถึงที่สุด
“............!!!! ท่าน!!!” เมื่อปลายลิ้นสากแต้มความชื้นลงที่ปลายนิ้วโดยไม่บอกกล่าว สัมผัสนี้ทำให้เรียวเฮหวิววับในช่องท้องอย่างประหลาด หากแต่การวินิจฉัยโรคที่เคยเรียนมาไม่สามารถให้คำตอบใดได้ ยิ่งเห็นภาพปลายนิ้วของตัวเองลับเข้าไปในริมฝีปากได้รูปใจก็ยิ่งสะท้านจนทำอะไรไม่ถูก
ท่านชายดันตัวเองขึ้นพร้อมกับรั้งให้อีกร่างเข้ามาใกล้ชิดยิ่งกว่าเดิม มือใหญ่ดันแผ่นหลังเล็กให้แนบชิดสนิทใกล้จนริมฝีปากได้สัมผัสแก้มนวลหอมกลิ่นดิน ไรผมสีอ่อนที่ยังคงกลิ่นไอป่าไม่จาง ปลายจมูกโด่งสันระไล่ลงมาจากกลุ่มผมหอม ผ่านมายังปลายจมูกเล็กที่รั้นขึ้นอย่างน่ามอง ท่านชายไม่ลืมที่จะงับฟันลงที่ริมฝีปากอิ่มนิ่มที่ยังคงสีสดน่าลิ้มรส และท่านชายก็ต้องการที่จะลิ้มรสในตอนนี้
คลึงเคล้าเอาใจอย่างอยากให้รู้ว่าท่านชายคิดถึงและอยากพบเจอ เมื่อพบเจอครั้งแรกหลังจากห่างหายไปเป็นปีท่านชายยังใจกระตุกได้ แล้วจะแปลกอย่างไรหากความชิดใกล้จะยิ่งทำให้ท่านชายเพิ่มระดับความปรารถนาไปอีกหลายเท่า ยิ่งความเป็นห่วงเป็นใยที่ยังส่งมาถึงของอดีตท่านอาจารย์จากจิบะผู้นี้ที่มีให้ท่านชายเคตะ ก็ให้รู้ว่าความรู้สึกที่เคตะคิดมันไม่ได้ผิดไปเลยแม้แต่น้อย เรียวเฮปดเขาเพียงเพราะสถานะตอนนั้นเป็นตัวกั้นมิให้เราทั้งคู่เปิดเผยความรู้สึกต่อกันได้ และเคตะก็คิดไม่ผิดที่ว่าเรียวเฮมีใจให้เขา อารามดีใจจนเกินหักห้ามทำให้ท่านชายหนุ่มไม่รีรอการณ์ใด รีบรุดเข้าไปรึงรั้งให้ร่างบางตระกองอยู่ในอ้อมกอดแน่นหนา
“อื้อ...!! ท่านชาย ปล่อยขอรับ!!” แรงดิ้นรนขัดขืนทำให้กระเทือนถึงบาดแผลที่สดใหม่จนต้องออกเสียงท้วงให้คนดิ้นได้ตาโต
“เจ็บหรือ...!!” ความห่วงใยถูกริบคืนในบัดดลเพียงเพราะรอยยิ้มมุมปากที่ท่านชายมีและเรียวเฮก็ทันเห็นก่อนที่ท่านชายจะได้ตีหน้าขรึมใส่อย่างเคย
“ท่านชายเคตะ!! เลิกล้อเล่นได้แล้วขอรับ เจ็บอย่างนี้ยังฤทธิ์เยอะ...วางยาสลบเสียเลยก็ดีหรอก” สีหน้าว้าวุ่นและตั้งท่าจะโวยให้ได้รู้สึกรู้สาแต่ประโยคสุดท้ายเรียวเฮริบเสียงเอาไว้เสียครึ่งแต่ท่านชายก็ยังหูไวไม่เปลี่ยน
“วางยาข้า จะทำอะไรข้าอย่างนั้นหรือ?”
“ฆ่าท่านให้ตายอย่างไรขอรับ!” ดวงตาสวยที่วาววับตวัดฉับราวใบมีดแต่ท่านชายก็ยังยิ้มรับ
“หากฆ่าข้า แล้วท่านชายฮิโรกิจะมีหัวหน้าราชองครักษ์ได้อย่างไรเล่า” ร่างสูงอมยิ้มในหน้าคล้ายยินดีที่ได้ต่อปากต่อคำกับอดีตท่านอาจารย์ด้วยท่าทีผ่อนคลายหลังการศึกแรก
“อากิระคงฝีมือไม่ด้อยกว่าท่านหรอกขอรับ” ดวงตากลมใสจ้องประหัดประหารเจ้าของอ้อมกอดกระเซ้าเย้าแหย่ หวังให้สายตาที่เจ้าตัวใช้กลายเป็นดาบคมยาวสักสามซาคุฟาดฟันให้เจ็บหนักกว่าที่เป็นอยู่ โทษฐานของการที่ยั่วโทสะและทำให้เรียวเฮเป็นห่วงยิ่งกว่าครั้งใด
“แต่ท่านชายฮิโรกิคงไม่ประสงค์ให้อากิระเป็นราชองครักษ์หรอก จริงหรือไม่?” ใช่ เรียวเฮอยากตะโกนใส่หน้าว่านั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง และตอนนี้เขาก็ขี้เกียจต่อคำกับท่านชายแล้วด้วย เพราะยิ่งพูดมากเท่าใดเรียวเฮก็ยิ่งเหมือนถูกต้อนให้เข้าชิดมุมในมากขึ้นเท่านั้น เหยียบย่างเข้าไปในกับดักศัตรูตัวฉกาดที่รู้ทางเป็นอย่างดี อย่างนี้คงไม่เหมาะ ถอยทัพกลับไปตั้งหลักรอตีให้พ่ายตายไปเสียให้ราบน่าดูกว่าเป็นไหนๆ
ลูกแก้วใสเกลือกขึ้นมองท้องกระโจมหนังสัตว์อย่างอดทนให้ไม่เผลอมือไปตะปบเข้าให้แผลที่เพิ่งเย็บมันปริแตกออกอีกครั้ง สาบานได้ว่าถ้าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น มันไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ แต่เป็นเพราะเรียวเฮ “เผลอ” จริงๆ มือบางปลดปราการหน่วงเหนี่ยวตนเองให้หลุดพ้นจากตัวอีกครั้งหนึ่งโดยไม่ต้องออกแรงใดให้มากอย่างคราแรก
“ยาต้มคงเสร็จแล้ว ข้าจะไปเอามาให้ แล้วท่านจะได้พักผ่อน” ท่านชายไม่ว่าอะไรแม้จะถูกเขม่นด้วยสายตาดุแกมบังคับให้นอนลงไปบนฟูกผืนเดิมอีกครั้ง ร่างเล็กบางของเรียวเฮยืนกอดอกมองได้ครู่จนแน่ใจแล้วว่าท่านชายจะเชื่อฟังเป็นอย่างดีจึงรีบรุดออกไปเพื่อจะนำยาต้มมาให้ผู้บาดเจ็บได้บรรเทาอาการลง
เท้าบางกำลังมุ่งตรงไปยังด้านหลังของค่ายรบด้วยความเร่งรีบ แต่สายตาก็ไม่ลืมสอดส่องเพื่อรายละเอียดของกองทัพที่เพิ่งมาเยือน ข้อมูลจำเป็นต่อการรบเป็นอย่างยิ่ง แต่ความสงสัยที่บังเกิดกลับไม่ใช่จุดอ่อนของค่าย กลับกลายเป็น –เหตุใดค่ายแห่งนี้จึงไม่เหมือนลักษณะของค่ายที่ถูกตีพ่าย หากแต่เรียวเฮไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้ท่านแม่ทัพค่ายนี้สิ้น กองทัพนี้คงเป็นกองทัพที่กำลังจะชนะในไม่ช้า-
กำลังพลมากมายที่ไม่มีวี่แววแห่งความพ่ายแพ้ กลศึกที่โอบล้อมทุกด้านของค่าย หากข้าศึกจะตีเมืองนี้ให้ได้จริงคงต้องใช้กำลังพลนับแสน ยิ่งคิดหัวคิ้วเรียวยิ่งขมวดแน่น ความคิดประหวัดไปถึงสหายครั้งเก่าก่อนอย่างกลุ่มชนบริเวณนาราที่ส่งสารขอความช่วยเหลือไปขณะเดินทางก่อนสายตาจะไปสะดุดเข้ากับร่างสูงโปร่งของชายสองคนที่แต่งกายแปลกตาไปกว่าทหารอื่นมากนัก
“ท่านฮิซาโตะ ท่านยูสุเกะ!” ชายหนุ่มสองคนที่ยืนพูดคุยกับร่างสันทัดที่แน่แท้จริงว่านั่นคือริวอิจิอย่างถูกคอหันมามองต้นเสียงที่เพิ่งเบี่ยงทิศทางจากการไปนำยาต้มแวะทักทายเขาทั้งสองก่อนรับร่างเล็กเขามากอดแน่นด้วยความคิดถึงสั่งสมเป็นเวลานับปี
“เรียวเฮ พวกข้าสองคนเพิ่งคุยกับท่านริวอิจิว่าท่านมาถึงแล้วปฐมพยาบาลคนรัก...เอ้ย ท่านชายอยู่” หัวหน้าชนกลุ่มนามว่ายูสุเกะร้องเสียงหลงแก้เก้อเมื่อร่างบางสืบเท้าเข้ามาใกล้ ปลายนิ้วเล็กยกชี้หน้าผากสหายรักที่ตอนนี้อยากจะแค้นให้สาสมเป็นการคาดโทษ
“ไอ้รองแม่ทัพปากมาก ระวังฟันมุมปากเจ้าจะหลุด ตั้งแต่มาถึงนี่ก็หลายคดีมากแล้ว” เมื่อกะเกณฑ์โทษทัณฑ์ที่หมายจะมอบให้ริวอิจิเสร็จแล้วปากอิ่มจึงยิ้มเอื้อเฟื้อถึงชายหนุ่มสองคนที่มองมาทางเขาด้วยความเอ็นดู
“ท่านได้สารของข้าเมื่อใด ใยท่านจึงมาถึงที่นี่เร็วนัก” รองหัวหน้าชนกลุ่มเป็นผู้ให้คำตอบว่าพวกเขาได้รับคำร้องขอจากท่านชายเคตะที่ตะบึงม้ามาจากเมืองหลวงแวะผ่านที่พักของกลุ่มพวกเขาและบอกว่าอีกไม่นานจะไปถึงค่ายทัพที่ริวอิจิอยู่ ขอให้รวบรวมกำลังพลให้เร็วที่สุด
“ตอนแรกพวกข้าก็ไม่เชื่อหรอก แต่ป้ายตราสัญลักษณ์ทาจิบานะที่อยู่ที่ชายพกของท่านชายทำให้พวกข้ายินดีจะช่วยเหลือศิษย์ของท่าน เรารวบรวมกำลังคนได้เรียบร้อย สารของท่านก็ถึงพวกเราพอดีเช่นกัน จากนั้นเราจึงเดินทางมาสมทบกับกำลังของท่านริวอิจิ” คนเล่าเบี่ยงตัวไปทางผู้นำกำลังจากทัพใต้คิตามุระแล้วโค้งให้อย่างยินดีช่วยเหลือ ฝ่ายนั้นโค้งรับแล้วเงยหน้ามายักคิ้วให้เรียวเฮเบือนหน้าหนีอีกรอบของวัน
“แล้วตอนนี้ท่านชายเป็นอย่างไรบ้าง?” ยูสุเกะหัวหน้าชนกลุ่มรูปร่างสูงใหญ่ถามไถ่ถึงอาการของว่าที่หัวหน้าราชงครักษ์ที่ได้รับบาดเจ็บ และเห็นว่าคนตัวเล็กอาสาดูแลให้
“ข้ากำลังจะไปนำยาต้มไปให้ท่านดื่ม ตอนนี้ให้พักอยู่ที่กระโจม แต่มาเจอท่านก่อน ข้ายังนึกถึงพวกท่านอยู่เลยเมื่อครู่ว่าท่านจะเดินทางมาถึงที่ใดแล้ว...แต่ท่านก็มาเร็วกว่าที่คาดไว้มากทีเดียว ขอบคุณพวกท่านและทหารของท่านมากขอรับ” ร่างเล็กโค้งให้ในระดับนอบน้อมสูงสุด มือใหญ่จากชายหนุ่มสองคนแตะลงบนบ่าเล็กคนละข้างแล้วยิ้มให้เมื่อเรียวเฮเงยหน้าขึ้นมอง
“ข้ายินดี หากสหายข้าเดือดร้อน เพราะเมื่อครั้งที่พวกข้าเดือดร้อน ข้าก็ได้พวกท่านที่ช่วยเหลือ อย่าได้คิดมากให้มากความ” ริมฝีปากอิ่มยิ้มรับอย่างยินดีในความเอื้อเฟื้อที่สหายเก่ายังมิเคยลืมเลือน
“ท่านนำยาต้มไปให้ท่านชายเถิด สารขอความช่วยเหลือจากท่านครั้งนี้ทำให้ข้าได้พบสหายใหม่ที่ข้ามั่นใจว่าท่านผู้นี้จะยิ่งใหญ่ไม่แพ้ราชองครักษ์ใดในแผ่นดินแห่งแสงอาทิตย์นี้เลย”
“ข้าขอตัวก่อน แล้วข้าจะไปพบพวกท่านที่กระโจมกลาง ขอตัวก่อนขอรับ” ทุกคนรวมถึงริวอิจิพยักหน้ารับคำก่อนจะหันหลังกลับไปทางกระโจมกลางซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับประชุมวางแผนการศึกเมื่อเห็นว่าแผ่นหลังบางเดินจากไป
.
.
.
ต่อตอนหน้าค่ะ
おしえる11
แสงอาทิตย์ที่สาดทอกรอบหน้าต่างไม้ห้องพักด้านตะวันออกของเรือนทาจิบานะ ห้องพักที่ว่างเปล่าไม่มีร่องรอยของผู้ที่อาศัยพักพิงอยู่แรมปีในฐานะอาจารย์จากตระกูลจิบะ ฟูกนอนมีร่องรอยยับย่นของการใช้งานไม่มากนัก แสดงถึงเจ้าของฟูกอุ่นนุ่มนี้แทบจะไม่ได้ใช้งานมันเลยตลอดคืนที่ผ่านมา ข่มตาเท่าใดก็ไม่อาจหลับตาลงเพื่อเข้าสู่ห้วงนิทราได้
ร่างบางนั่งพิงกายกับโคนต้นไม้ใหญ่ที่ริมสระน้ำ ในมือถือถุงผ้าใบเล็กออกมาให้อาหารปลาอย่างที่ชอบทำ ผิดเสียจากเดิมก็ตรงที่แววตาสดใสเมื่อครั้งที่ได้หย่อนกายลงในธาราครั้งนี้มันกลับกลายเป็นแววตาหม่นหมอง ไม่น่ามองเหมือนทุกครั้ง ร่างกายที่ขาดการพักผ่อนมากว่าค่อนคืนตอนนี้กำลังเรียกร้องเวลาพักผ่อนนั้นคืนอีกครั้ง เรียวเฮรู้ตัวดีถึงได้พิงกายลงแล้วหลับตาหวังจะให้ธรรมชาติมันช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในสมองให้ลดลงบ้างสักนิดก็ยังดี
หลับตาได้ไม่ถึงสิบนาทีดีก็มีเรื่องให้นึกขุ่นเคืองเป็นเท่าทวีในยามที่ต้องการเวลาเงียบสงบเช่นนี้ เสียงฝีเท้าที่เหยียบย่างเข้ามาใกล้ทำให้ต้อลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง -ท่านชายหรือ?- นึกกับตัวเองในใจว่าอย่างนั้น แต่เมื่อลืมตาตื่นขึ้นกลับพบว่าบุคคลที่อยู่ไม่ไกลออกไปนั้นไม่ใช่คนที่คิดเมื่อครู่
“ท่านเรียวเฮเจ้าคะ นายท่านเรียกพบเจ้าค่ะ” สาวใช้ประจำตระกูลขุนนางใหญ่แห่งราชสำนักยอบตัวลงนั่งถัดไปจากเรียวเฮไม่ไกลนักก่อนจะบอกจุดประสงค์ที่มาเยือนความสงบเงียบของท่านอาจารย์ในเวลาเช้าตรู่อย่างตอนนี้
“เรียกพบข้า...หรือ? ขอบใจเดี๋ยวข้าจะรีบเข้าไปพบ” สาวใช้ถอยกายออกไปแล้วทิ้งให้เรียวเฮนั่งอยู่กับความสงสัยนั้นในใจ แต่ถึงแม้จะสงสัยในใจให้ตายว่าเพราะอะไรท่านลุงถึงเรียกพบในเวลาอย่างนี้แต่ก็ไม่คิดที่จะถามอะไรออกไปกับสาวใช้ ถ้าท่านลุงแจงมาหล่อนก็คงบอกมาตั้งแต่แรกแล้ว แต่นี่ไม่...ถ้าถามไปก็ไม่ได้ความอะไรหรอก สู้รีบไปพบท่านลุงเพื่อให้ได้คำตอบเองคงดีกว่า
ร่างโปร่งบางรอเวลาไม่นานก็รีบกระวีกระวาดลุกขึ้นจัดแต่งเสื้อผ้าให้เข้าที่ทางก่อนจะรีบรุดไปพบตามประสงค์ของท่านประมุขแห่งทาจิบานะ แต่ใครเลยจะรู้ว่าบุคคลที่หลบซ่อนตัวอยู่ ณ หลังต้นไม้ใหญ่อีกต้นไม่ไกลจากต้นที่เรียวเฮได้นั่งพักพิงเมื่อครู่ ร่างสูงที่เร้นกายไว้กับความใหญ่โตของความเขียวชอุ่มได้ทอดมองตามกรอบร่างโปร่งบางไปจนสุดสายตา ดวงตาคมเข้มที่เคยจับจ้องใครต่อใครอย่างไม่เกรงกลัวกลับวูบแสงลงไม่จัดจ้านเหมือนที่เคยเป็น หัวคิ้วมุ่นจนแน่นด้วยความขุ่นเคือง แต่ในใจก็เต้นรัวด้วยความหลวาดกลัว เกิดมาท่านชายเคตะคงเพิ่งจะเคยกลัวอะไรก็ครั้งนี้กระมัง กลัวกับความรักครั้งแรกที่เริ่มต้นขึ้นเพียงไม่ถึงชั่วเดือนดี แต่ก็ถูกริดรอดความรู้สึกที่จะรักของตนเองให้ต้องเก็บงำมันเอาไว้ภายใน แสดงออกมาไม่ได้เพราะคนผู้นั้นไม่ต้องการ
หากเรียวเฮมีเหตุผลอื่นใดหรือแม้แต่เรียวเฮจะบอกว่าเจ้าตัวมีคนรักแล้ว เคตะยังยินดีที่จะตัดใจจากมาโดยไม่โกรธแค้นอะไร แต่นี่...เหตุผลของท่านอาจารย์เขาคือการที่เพียงเรียวเฮเป็นอาจารย์ มันแย่ซักแค่ไหนที่เคตะจะรักใครไม่ได้เพียงเพราะแค่เป็นลูกศิษย์ ไม่อยากคิดอะไรให้มันมากความแต่เชื่อเถิดว่าเรียวเฮจะต้องคิดว่าเขาเป็นเด็กไม่ประสาที่จะรู้จักความรักด้วยนั่นแหละ ถึงได้เอาความเป็นศิษย์เป็นครูมาอ้างอย่างนี้
ในเมื่อยืนยันว่าเหตุผลเดียวที่ทำให้เรารักกันไม่ได้ทั้งที่ริมฝีปากของเจ้าประทับจูบแก่ข้าเองเมื่อคืนแท้ ๆ ข้าก็จะทำให้เจ้าไม่ใช่อาจารย์ของข้าอีกต่อไป...
..............................
.....................
“อรุณสวัสดิ์เรียวเฮ” เสียงผู้ใหญ่ทักทายมาตั้งแต่เมื่อบานประตูเปิดออกพร้อมรอยยิ้มบางเบาอย่างที่มักมีให้เสมอตั้งแต่เด็ก เรียวเฮเองก็ยิ้มรับแล้วเดินเข้าไปทรุดกายนั่งลงตรงที่มีเบาะรองนั่งทางขวามือของประมุขของปราสาทหลังนี้
“อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านลุง” มือบางรับถ้วยชาใบเล็กที่สาวใช้รินให้ขึ้นมาดื่มแล้ววางลงก่อนจะเอ่ยถามตามที่สงสัย
“ท่านลุงมีธุระอันใดหรือขอรับ? ให้บ่าวไปเรียกข้ามา”
“ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ก็เกือบปีแล้วสินะ เจ้าคนเล็กของข้าเป็นอย่างไรบ้างเล่า?” คำถามของนายท่านค่อนข้างจะเรียกความสงสัยเพิ่มให้แก่เรียวเฮมากขึ้นไปอีก
“ดีขอรับ ท่านชายเป็นศิษย์ที่ดีและตั้งใจเรียนเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งความฉลาดปราดเปรื่องในตัวท่านก็ยังมากล้น ข้าชื่นชมและยินดีที่ได้มีโอกาสสอนท่านชายขอรับท่านลุง...”
“อย่างนั้นหรือ? แล้วระยะหลังนี้มีปัญหากับเคตะบ้างหรือไม่ล่ะเรียวเฮ?” น้ำเสียงที่ถามเหมือนเป็นเรื่องลมฟ้าแต่ก็ไม่ทำให้เรียวเฮรู้สึกเรื่อยไปอย่างที่ได้ยิน เขาไม่รู้หรอกว่าคำถามนั้นต้องการจะนำพาเขาไปสู่จุดใด คำตอบของเขาจะมีผลอะไรหรือไม่เรียวเฮไม่รู้เลยจริงๆ ในใจมันเหมือนจะเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก เรียวเฮยังแปลกใจตัวเองไม่หยุด เพราะตั้งแต่เมื่อคืนเป็นต้นมา อาการแปลกประหลาดมากมายที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตการเป็นจิบะของเขากลับเกิดขึ้นมากมาย ทั้งหมดทั้งมวลยังเกิดตรงหน้าอกที่แปลบขึ้นมาเมื่อนึกถึงคำพูดท่านชายเมื่อคืน การกระทำของตัวเองเมื่อคืน หัวใจที่กำลังเต้นรัวในตอนนี้ออกจะยอกในอกอีกด้วยซ้ำ
“มะ...ไม่มีขอรับ” เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เรียวเฮกระอักกระอ่วนในการที่จะพูด เพราะปกติเขามักจะพูดด้วยความมั่นใจ แทบจะนับครั้งได้ที่เรียวเฮรู้สึกว่าเสียความมั่นใจ แต่ครั้งนี้เหมือนว่าในชีวิตที่ผ่านมาเขาแทบจะไม่เคยพานพบกับคำว่า “มั่นใจ” มาก่อนเลยกระมัง กับแค่ปดท่านลุงเพียงคำเดียวถึงกับเย็นไปถึงปลายขา ทั้งที่ปดแม่ทัพใหญ่ตอนไปรบที่หัวเมืองใต้ยังมิเคยมีอาการแสดงออกเลยสักนิด
“ข้าเชื่อเจ้านะเรียวเฮ หากที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาเกิดขึ้นลุงก็จะไม่ซักอะไรเจ้า ที่ลุงเรียกมาก็เพราะเมื่อเช้า เคตะไปบอกกับลุงว่าจะเข้าโรงเรียนฝึกทหารรักษาพระองค์เพื่อเตรียมที่จะเป็นหัวหน้าราชองครักษ์ให้แก่องค์ชายฮิโรกิ”
“...ขอรับ” ควานหาลิ้นเป็นนานกว่าจะตอบรับออกไป แต่ก็ได้เพียงคำเดียว
“ในตอนแรกลุงนึกว่าเจ้าสองคนมีปัญหาเรื่องใดกันหรือไม่ หากคิดว่าพอจะไกล่เกลี่ยให้ยอมๆกันได้ ลุงก็อยากจะทำ แต่นี่เจ้ายืนยันเองกับปากลุงก็เชื่อเจ้า เจ้าจะอยู่ที่นี่ต่อไปอีกซักระยะแล้วค่อยกลับบ้านเจ้าหรือจะกลับเมื่อไหร่ลุงก็ตามใจเจ้าแล้วกันนะ ลุงเองพอใจในผลงานของเจ้ามากที่สั่งสอนเจ้าลูกชายตัวดีของลุงให้โตขึ้นได้ในระยะเวลาไม่ถึงปี เคตะมีความคิดความอ่านมากขึ้นเยอะ ขอบใจเจ้าจริงๆ”
ประโยคยืดยาวของท่านลุงจบลงด้วยรอยยิ้มและคำชื่นชมไม่ได้แสดงถึงความปรารถนาที่จะขับไล่ให้เรียวเฮออกไปจากบ้านแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าจะหมดสิ้นภาระกิจที่เป็นเหตุให้อาศัยอยู่ ณ ที่นี้ก็ตามที แต่อารมณ์เดียวที่ตอนนี้เรียวเฮรับรู้ได้นั่นคืออาการที่คล้ายกับโดนตีแสกหน้าเมื่อครั้งที่เรียนเคนโด้กับท่านอาจารย์ในราชสำนัก
“ขอรับ...ท่านลุง” ตอนนี้ท่านอาจารย์คงรู้จักเพียงคำเดียวที่จะใช้ตอบรับในตอนนี้ ดวงตาเรียวสวยเหม่อค้างก่อนจะกระพริบปริบเมื่อเสียงบานเลื่อนประตูถูกเปิดออกอีกครั้งเรียกให้ใบหน้าสวยหันไปมองผู้มาใหม่โดยที่ในหัวไม่ได้คิดการณ์ล่วงหน้าอะไรเอาไว้ทั้งสิ้น เหตุการณ์ ณ ปัจจุบันเลยเป็นสถานการณ์ที่เรียวเฮคิดหาทางออกไม่เจอ
“อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านพ่อ อรุณสวัสดิ์...จิบะ” ในใจเรียวเฮคิดได้เพียงอย่างเดียวว่าเมื่อท่านชายเอ่ยคำใดก็จะยิ้มให้เพื่อไม่ให้ท่านลุงเห็นถึงความผิดปกติใด แต่เรียวเฮไม่ได้คิดว่าหากท่านชายเอ่ยเรียกขานด้วยชื่อสกุลที่แสดงถึงความห่างเหินแล้ว...เรียวเฮจะทำเช่นไร? แล้วนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เรียวเฮค้างรอยยิ้มไว้ที่มุมปาก
“อรุณสวัสดิ์เคตะ...รับมื้อเช้าแล้วหรือ?” ปากตอบรับผู้เป็นพ่อแต่สายตาลอบไปทางเรียวเฮที่ดูเหมือนจะนิ่งไป นายท่านที่มองตามก็ให้นึกขุ่นในใจว่านี่หรือคือการไม่มีเหตุขัดใจของคนทั้งคู่? แล้วเหตุใดเจ้าทั้งสองคนถึงได้มองไม่เห็นกันและกันอย่างนี้? นามเรียกขานยังห่างเหินเกินจะคิดได้ว่าเรียนรู้นิสัยใจคอกันมานานเกือบปี
“ขอรับท่านพ่อ” ท่านชายมองหาที่นั่งที่เหมาะที่ควรภายในห้องแต่ก็เหมือนว่าที่ที่เหมาะที่สุดตกเป็นของร่างบางไปแล้ว สายตาคมที่ปรายตกมองไปทางเรียวเฮนั้นนิ่ง...นาน จนเรียวเฮเอ่ยขอตัวออกมา...เพื่อที่จะทำธุระที่ทาจิบานะให้เสร็จเรียบร้อยและพร้อมที่จะเดินทางในวันรุ่งขึ้นต่อไป ดวงตาที่มองผ่านเหมือนเรียวเฮไม่มีตัวตนมันเจ็บปวดอย่างนี้สินะ...ปวดจนทรมาน ไม่ตายหรอก แต่ไม่มีความสุข เรียวเฮไม่เคยคิดว่าในชีวิตนี้ครั้งหนึ่งจะได้ลิ้มรสรสชาติของสิ่งที่เรียกว่าความขมขื่นจากความรักอย่างที่กวีเคยพร่ำพรรณนาไว้
ในครั้งนั้นยังนั่งติกวีเป็นหนักหนาว่าประสาทหรือบ้าบอเป็นแน่ที่ชีวิตนี้จะมาเจ็บปวดเพราะคนอื่น แต่สำหรับเรียวเฮ...จะเรียกว่าเจ็บปวดเพราะคนอื่นคงไม่ใช่ แต่เจ็บปวดเพราะตัวเองอีกทั้งยังทำให้คนอื่นเจ็บปวดเพราะตัวเองอีกด้วย ทำไมช่างเป็นคนเลวเช่นนี้นะเรียวเฮ
ช่วงเวลาที่ผ่านไปเพียงอาทิตย์ ท่านอาจารย์ของท่านชายน้อยกลับคืนสู่ปราสาทจิบะ นายหญิงแห่งจิบะท่านก็สงสัยเป็นหนักหนาว่าท่านชายของท่านเป็นอะไรถึงได้เงียบลงมากขนาดนี้ แม้ยามลงไปให้อาหารเพื่อนฝูงที่แหวกว่ายอยู่ในสระน้ำที่ศาลาท่านชายเรียวเฮก็มิได้ร่าเริงแจ่มใสเหมือนที่เคยเป็น
“เป็นอะไรหรือเจ้าคะท่านชาย...เหตุใดถึงทำสีหน้าอย่างนั้นเล่าลูก” ใบหน้าสวยใสเงยขึ้นมองมือที่ลูบลงบนกลุ่มผมนุ่มก่อนที่ผู้หญิงที่อ่อนโยนที่สุดในโลกสำหรับเรียวเฮจะยอบตัวลงนั่งไม่ไกลกัน รั้งเอาไหล่บอบบางไม่แพ้ตัวเองมาโอบกอดเอาไว้
“ท่านแม่...ออกมาทำอะไรหรือขอรับ อากาศชื้นนักเดี๋ยวท่านแม่จะไม่สบายเอานะขอรับ”
“ห่วงแต่แม่ ตัวท่านชายเองเถิดออกมาทำอะไรใกล้ค่ำอย่างนี้ไม่คิดว่าแม่จะเป็นห่วงบ้างหรืออย่างไร” ปลายจมูกโด่งแตะที่ข้างแก้มมารดาอย่างออดอ้อนกับคำต่อว่านั้นอย่างน่ารักเรียกรอยยิ้มทั้งจากมารดาและตัวเองได้ดีเป็นอย่างยิ่ง
“คราวนี้บอกแม่ได้หรือยังว่าตั้งแต่กลับจากทาจิบานะ เจ้าเหนื่อยกับการสอนท่านชายเคตะมากถึงเพียงนี้เชียวหรือลูก?” เหมือนว่าชื่อที่เอ่ยออกมานั่นจะทำให้เรียวเฮนิ่งไปได้เป็นครู่ก่อนจะเบนสายตาหลบคนถามไปทิ้งไว้ที่สายน้ำนิ่งสงบ ไมมีแววตาอื่นใดแอบแฝงเร้นไว้อีก
“ไม่มีอะไรเลยขอรับท่านแม่ ข้าสบายดีทุกอย่างร่างกายของข้ายังแข็งแรงดีเหมือนเช่นเคย ไม่มีสิ่งใดมาทำให้เหนื่อยอ่อนได้เลยขอรับ” ตอบทั้งที่ยังมองอยู่ที่กระแสธารานั้นอย่างผิดสังเกต
“อย่างนั้นแม่ก็เบาใจ เห็นลูกสบายดีก็ดีแล้ว แต่ได้ข่าวมาว่าทางโน้นท่านชายคนเล็กก็หายแสบลงไปเยอะ เข้าโรงเรียนฝึกหน่วยทหารราชองครักษ์แล้วก็นิ่งขรึมเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะเชียว ท่านลุงฝากคำชมมาถึงเจ้าด้วยนะ ว่าทำให้ลูกชายท่านเติบใหญ่ได้ถึงเพียงนั้นในเวลาเพียงปีกว่าเท่านั้น...”
“ขอรับ” เรียวเฮยังฟังคำมารดาต่อไปทั้งที่ยังอยู่ในอ้อมกอดของมารดาอย่างนั้น
“อีกปีเดียวท่านชายเคตะก็จะเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าราชองครักษ์ในเพลาที่อายุครบสิบแปด ท่านชายคงเก่งกาจน่าดูเจ้าว่าอย่างนั้นหรือไม่ท่านอาจารย์...หืมม์” เรียวเฮเงยขึ้นสบสายตามารดาอีกครั้งเมื่อเสียงลงท้ายประโยคสูงขึ้น แต่ก็ทำได้เพียงยิ้มรับบางๆ
“ท่านชายเป็นเด็กฉลาดและเก่งขอรับ ท่านชายจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับผิดชอบให้ดีได้เป็นแน่ ข้ามั่นใจอย่างนั้น”
เรียวเฮไม่ได้ปด เรียวเฮยินดีและดีใจที่ทำให้ท่านชายเติบใหญ่ได้ถึงเพียงนั้น แต่ก็ไม่แปลกเพราะตัวเรียวเฮเองก็เป็นคนที่ได้ชื่อว่าดึงความสามารถของคนออกมาได้เก่งนัก การที่จะสอนให้ท่านชายที่ปราดเปรื่องอยู่แล้วเป็นราชองครักษ์อันดับหนึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย ลูกศิษย์ได้ดีก็สมควรจะดีใจ แต่อาการดีใจที่ปรากฏครั้งใดมันก็ไม่เท่าครั้งนี้ ที่ในใจมันสะเทือนสะท้านไหวไปทั้งอก เหมือนมวลอากาศในท้องมันกดดันให้วูบโหวงอย่างประหลาด ปลายเท้าเหมือนจะไม่ติดอยู่กับพื้น เข่าพาลจะอ่อนไร้เรียวแรงอย่างประหลาด อาการบ้าๆ อย่างนี้ คิดกับตัวเองแล้วก็ขมวดหัวคิ้วจนมุ่นยุ่งเหยิงก่อนจะทอดถอนลมหายใจออกมาหนักๆ ริมฝีปากแดงถูกเม้มแล้วเม้มอีก ตัดสินใจแล้วว่าจะพยายามให้ถึงที่สุดที่จะปัดความคำนึงถึงท่านชายคนเล็กแห่งทาจิบานะ ที่ก่อนเรียวเฮจะจากมาได้กล่าวหาด้วยวาจาและสายตาว่าเรียวเฮคือคนผิดและก็เป็นเพราะการกระทำของอาจารย์คนนี้ด้วย ที่ทำให้ท่านชายเลือกที่จะให้คำว่าภาระของเรียวเฮหมดไปในวันนั้นทันที
ร่างเล็กลุกขึ้นยืนพลางพยุงร่างของมารดาให้ยืนขึ้นพร้อมกันก่อนจะเรียกสาวใช้ที่เดินผ่านให้พามารดาตนไปส่งในห้องรับมื้อเย็น
“เดี๋ยวข้าตามไปขอรับ อากาศเย็นแล้วท่านแม่เข้าในด้านในก่อนเถิดขอรับ”
“รีบตามไปนะลูก พักนี้ท่านพ่องานแยะนัก แม่รับข้าวเย็นคนเดียวบ่อยๆ เหงาแย่”
“ขอรับ...ข้าจะรีบตามไปขอรับ” มองส่งจนมารดาหลุดจากครองสายตาไปแล้วจึงได้พิงกายกับต้นไม้ใหญ่อย่างที่ชอบทำ เสียงถอนหายใจดังขึ้นจนเรียวเฮยังนึกรำคาญตัวเอง คิดได้อย่างนั้นถึงได้หยุดทุกสิ่งลง แม้ว่าจะฝืนใจ...แต่เรียวเฮก็จะทำ เพราะถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปใครๆ ก็คงต้องเป็นห่วง ตัวทางฝั่งโน้นก็คงไม่ได้คิดมากเรื่องเขาแต่อย่างใด เพราะฟังจากที่ท่านแม่เล่า...ท่านชายเคตะก็อยู่ดีมีสุข และร่ำเรียนวิชาทหารได้อย่างดีไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องราวของเขาทั้งสองในช่วงเวลาภายในปราสาททาจิบานะให้มาบั่นทอน ในเมื่อทางนั้นเขาลืมได้ เรียวเฮก็พร้อมเช่นกันที่จะทำเป็นลืม
...........................................
..........................
เวลานับผ่านเดือนผ่านปีจนความรู้สึกต่างๆ ที่เพียรเก็บไว้ในใจมันถูกซ่อนลึก แต่ก็ไม่เคยที่จะจางหายไปไกลจากความรู้สึกของเรียวเฮเลยสักนิด เวลาเกือบครึ่งปีที่ผ่านมานั้น เรียวเฮกลับมาเป็นเรียวเฮคนเดิมได้ไม่ยาก ทุกวันที่เรียวเฮอยู่ที่ปราสาทจิบะก็จะอ่านตำราพิชัยสงคราม และตำราความรู้ต่างๆ ที่ได้รับจากทหารที่เดินทางไปเจริญสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศตะวันตกอย่างประเทศชิง(ประเทศชิงคือประเทศจีนซึ่งอยู่ฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่นซึ่งเรียกชื่อประเทศตามราชวงศ์ที่ปกครองในสมัยนั้นคือราชวงศ์ชิง) อีกทั้งตำราแพทย์ศาสตร์ และอื่นๆที่สนใจเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้แก่ตนเองในยามที่ว่าง และบางคราวก็จะเข้าวังเพื่อเป็นเพื่อนเล่นเพื่อนคุยกับน้องชายและมีโอกาสได้ถวายความรู้แก่องค์ชายฮิโรกิด้วยเช่นกัน แต่คนหนึ่งที่เรียวเฮไม่ได้พบหน้าคร่าตากันอีกเลยคือท่านชายคนเล็กแห่งทาจิบานะ ท่านคงโกรธเคืองเรียวเฮมากขนาดที่ว่าแม้แต่หน้าก็ยังมิให้พบ มิรู้ว่าท่านเป็นเช่นไร จะสุขสบายดีหรือไม่ หรือหมายปองท่านหญิงตระกูลไหนไว้บ้างหรือยัง เมื่อคิดถึงเรื่องนี้คราใดใจมันก็ยิ่งขุ่นมัวจนต้องหาอะไรทำเป็นการขจัดความมัวหมองในใจตนที่คอยจะริษยาท่านหญิงเหล่านั้น เพียงเพราะพวกท่านเป็นท่านหญิง มิใช่ท่านชายจิบะอย่างเขา
วันนี้เป็นวันที่เรียวเฮอยู่บ้านหลังจากศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเองเสร็จสรรพบ่าวจึงได้ไปตามที่ห้องอ่านหนังสือว่าถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว เมื่อเดินออกมาถึงหอหน้าก็พบว่าบิดาได้กลับมาถึงเรือนพอดี
สีหน้าของผู้เป็นบิดาครุ่นคิดหนักจนอดปากถามไม่ได้ กล่าวทักทายและพูดคุยกันมาจนถึงห้องรับอาหาร บานเลื่อนประตูเปิดออกทำให้เห็น
ได้ว่าสำรับอาหารถูกจัดวางอย่างประณีต ฝีมือนายหญิงแห่งจิบะทั้งสิ้นทำให้บุรุษทั้งสองที่เพิ่งเข้ามายิ้มรับมื้ออาหารน่าอร่อยนั่นอย่างยินดี
“งานเหนื่อยไหมเจ้าคะท่านพี่” คำถามเอื้อเฟื้อพร้อมกับมือบางที่ยกขึ้นรั้งไหล่เสื้อคลุมที่ปักตราตระกูลที่ปรึกษาและตราประจำตำแหน่งที่ปรึกษาข้าราชการในพระองค์ออกส่งให้บ่าวอีกทีหนึ่ง ภาพที่เรียวเฮเห็นเมื่อไรก็ยิ้มได้เสมอกับความอบอุ่นภายในครอบครัว
“ช่วงนี้งานยุ่งมาก บ้านเมืองไม่ค่อยสงบสุข องค์จักรพรรดิก็ประชวร พระวรกายไม่ค่อยสู้ดีนักเลยทรงมีรับสั่งให้ขุนนางผู้ใหญ่อยู่ถวายคำ
ปรึกษาบ่อยกว่าเดิม การเดินทางค่อนข้างลำบากนัก แต่ได้กลับบ้านมาแล้วเจอทั้งลูกชายและภรรยารออยู่อย่างนี้มันก็หายเหนื่อยไปเยอะเลยนะน้องหญิง”
“เรียวเฮ ว่างหรือไม่ลูก?” ดวงตาสวยเหลือบมามองทางคนพูดทั้งที่ถ้วยชาใบเล็กยังอยู่ในมือ ความสงสัยที่ถูกส่งผ่านทำให้นายท่านได้อธิบายเพิ่มเติมในข้อสงสัยนั้น
“ว่างขอรับ ท่านพ่อมีธุระอันใดให้ข้าต้องช่วยเหลือหรือขอรับ?”
“พ่ออยากจะขอเวลาเจ้าสักหน่อย คงได้ใช่ไหม?” ใบหน้าใสพยักรับสองสามครั้งก่อนจะวางถ้วยชาลง เมื่อเห็นว่าร่างของมารดาพ้นกรอบบานประตูไปแล้วจึงได้เริ่มบทสนทนากันขั้นกับบิดาตน
“สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างหรือขอรับท่านพ่อ?” อันที่จริงก็ไม่แปลกหากว่าเรียวเฮจะอยู่แต่ในปราสาทจิบะแต่รู้ทุกเรื่องราวให้บิดาไม่ต้องสงสัยอะไรสายข่าวของเรียวเฮ อาจจะดีกว่าข่าวกรองของกองทัพเสียอีกกระมัง
“ตอนนี้ไดเมียวทางใต้ได้หยุดส่งบรรณาการและไม่มาเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิ อาจเป็นเพราะข่าวที่พระองค์ท่านประชวรหนักด้วยกระมังเมืองใต้ถึงได้กล้าแข็งข้อเช่นนี้” หัวคิ้วขมวดมุ่นของนายท่านทำให้เรียวเฮต้องคิดตามคำพูดที่ท่านพ่อกล่าวเล่าให้ฟัง
“ไม่น่าเป็นไปได้นะขอรับ เพราะแค่เรื่ององค์จักรพรรดิทรงประชวรไม่น่าจะทำให้เกิดเรื่องราวมากมายขนาดนี้...”
“เรื่องนั้นพ่อรู้ เรื่ององค์จักรพรรดิไม่ได้เป็นเหตุผลที่จะทำให้เกิดกบฏได้เลย เพียงแต่จักรพรรดิองค์ต่อไปต่างหากเล่าที่น่าเป็นห่วง องค์ชายฮิโรกิที่รักสันติและการครองราชย์อย่างสงบดังที่พระองค์เคยตรัสไว้ก่อนหน้านี้อย่างไรเล่า นั่นคือเหตุผลเรียวเฮ”
“แล้วอากิระว่าอย่างไรบ้างขอรับ?”
“น้องเจ้าเสนอให้แต่งตั้งท่านชายฮิโรกิเป็นองค์จักรพรรดิให้เร็วที่สุด...”
“นั่นเป็นความเห็นเดียวที่ข้าคิดเอาไว้ขอรับท่านพ่อ” แน่นอนว่าที่ท่านพ่อเงียบไปแบบนี้เป็นเพราะว่าขุนนางเก่าแก่หัวโบราณที่มองว่าเป็นการหมิ่นเกียรติองค์จักรพรรดิองค์ปัจจุบัน แต่สถานการณ์ที่ไดเมียวหัวเมืองด้านนอกทุกหัวเมืองที่พร้อมจะก่อกบฏจากการยุยงของหัวเมืองใต้ได้นั้น ไม่ปลอดภัยต่อการปกครองทั้งสิ้น หากเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพราะองค์จักรพรรดิองค์ปัจจุบัน องค์จักรพรรดิองค์ใหม่ก็ควรจะขึ้นครองราชย์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะหากองค์จักรพรรดิองค์ปัจจุบันสวรรคตแล้วนั้น เหตุการณ์วุ่นวายมากมายคงตามมาเป็นแน่!!
“พ่อจะแจ้งสภาที่ปรึกษาส่วนพระองค์อีกครั้งหนึ่งในวันพรุ่ง หากเป็นไปได้พ่ออยากให้เจ้าติดตามไปด้วย เจ้าสะดวกหรือไม่?”
“ขอรับท่านพ่อ มีเรื่องใดบ้างหรือไม่ที่ข้าต้องเตรียมตัวรับมือเป็นพิเศษ?”
“นอกจากพิธีราชาภิเษกแล้วนั้น พ่อไม่เห็นว่ามีอะไรที่จะสำคัญไปกว่า...การแต่งตั้งหัวหน้าราชองครักษ์ ท่านชายเคตะจะต้องเข้าพิธีรับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าราชองครักษ์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เรื่องที่พ่อต้องการให้เจ้าช่วยเหลือก็มีเพียงเท่านี้ แล้วจะอย่างไร...อนาคตอันใกล้คงบอกเราเองว่าสิ่งใดที่ควรทำ”
“ขอรับ...ท่านพ่อ”
................................
...............
ค่ายฝึกทหาราชองครักษ์
เสียงตีรันฟันแทงของดาบยาวที่คมกริบดังขึ้นไม่ขาดสายก่อนจะหยุดเงียบลงเมื่อมีผู้มาเยือนกะทันหัน แต่เสียงหนึ่งยังคงดังต่อเนื่องไม่หยุด เสียงดาบเหล็กชั้นดีที่ตีขึ้นรูปจนเงา ความยาวสี่ศอกของมันบ่งบอกถึงตำแหน่งเจ้าของมันได้ดีว่ามียศฐาสูงส่งถึงขั้นหัวหน้าราชองครักษ์ในอนาคต และยังคงฟาดฟันกับหุ่นที่ถูกตั้งไว้ตรงหน้าอย่างมุ่งมั่น ไม่ได้สนใจเสียงรอบข้างที่เงียบไป จนเมื่อผู้มาเยือนย่างเข้าไปใกล้ให้รู้สึกถึงการมาเยือนในครั้งนี้
“อรุณสวัสดิ์...ท่านชายเคตะ”
ร่างสูงไม่ได้ยอบตัวลงทำความเคารพอย่างที่ผู้อื่นคนอื่นเขากระทำต่อผู้ที่จะสืบทอดตำแหน่งองค์จักรพรรดิในอนาคต
“อรุณสวัสดิ์...ท่านชายเคตะ”
ด้วยยศฐาที่เปลี่ยนแปลงไป จากพระสหายสนิทของท่านชายฮิโรกิ บัดนี้การเปลี่ยนแปลงในหน้าที่และสถานภาพทำให้ท่านชายคนเล็กแห่งทาจิบานะที่ถูกส่งเข้ารับการฝึกฝนที่โรงเรียนนายทหารราชองครักษ์เพื่อเข้ารับราชการในตำแหน่งหัวหน้าราชองครักษ์ดังที่ต้นตระกูลได้ปฏิบัติหน้าที่นี้ตามพระราชโองการมอบหมายมาเป็นเวลานาน
ร่างสูงใหญ่กำยำชี้ปลายดาบลงกับพื้นดินก่อนจะชันเข่าข้างหนึ่งแลว้นั่งลงบนส้นเท้าเพื่อแสดงความเคารพสูงสุดแด่ท่านชายรัชทายาทด้วยการค้อมศีรษะให้อย่างนอบน้อม
“ท่านชายรัชทายาทมีกิจอันใดให้ข้ารับใช้หรือขอรับ?” เงยหน้าขึ้นเพื่อนสบสายตา พระองค์ซึ่งเคยเป็นองค์สหายกันแต่ครั้งเก่าก่อนเลิกคิ้วมองลงมาแสดงความสงสัยไม่ปิดบัง
“ต้องมีธุระเท่านั้นหรือ? ข้าถึงจะมาหาสหายข้าได้ท่านชายเคตะ” ท่านชายสูงศักดิ์ไม่คิดจะแบกเอาตำแหน่งหน้าที่ไว้บ่นบ่าตลอดเวลา เวลาที่ควรจะได้รับเพื่อผ่อนคลายเป็นสิ่งที่ท่านชายต้องการมากที่สุด แต่เมื่อได้มาพบหน้าคร่าตาสหายสนิทแล้วก็ทำให้คิดได้ว่า...คนที่ควรจะได้ผ่อนคลายหาใช่ตัวท่านชายรัชทายาทแม้แต่น้อย...กลับเป็นว่าที่หัวหน้าราชองครักษ์ประจำพระองค์อย่างทาจิบานะ เคตะคนนี้เสีย
“ขอประทานอภัย ตัวข้านั้นมิได้ต้องการจะล่วงเกินท่านชายแต่ประการใด หากท่านชายมีประสงค์อันใดขอเพียงพระองค์ตรัส ข้าพร้อมที่จะปฎิบัติหน้าที่เพื่อพระองค์ทุกครา”
คำตอบที่ได้รับทำให้ท่านชายฮิโรกิมั่นใจในตัวท่านชายเคตะมากขึ้นกว่าเดิมจนกลายเป็นเชื่อมั่นในตัวเคตะว่าจะสามารถอยู่เคียงข้างเพื่อพระองค์ได้อย่างแน่นอน แต่ที่ขัดพระทัยมากที่สุดเห็นจะเป็นความจงรักภักดีที่ถวายให้ทูลเกล้าฯ หากเป็นความภักดีภายใต้สีหน้าที่ยินดีแม้จะติดเคร่งขรึมอยู่บ้างท่านชายรัชทายาทคงไม่ถอนพระทัยแล้วเดินเรื่อยไปนั่งบนแคร่ที่อยู่ไม่ไกลจากโรงฝึกด้วยขนงนิ่วน้อยๆ อย่างเช่นตอนนี้
“ท่านก็แปลกนักท่านชายเคตะ” ท่านชายรัชทายาททอดเนตรมองหน่วยทหารองครักษ์ที่กำลังฝึกฝนกันอย่างหนักหน่วงเพื่อภาระหน้าที่ของตนแต่ก็ยังตรัสเรื่อยๆ กับว่าที่หัวหน้าราชองครักษ์ที่เดินไปนั่งข้างกันโดยที่พระองค์ไม่ถือศักดิ์ ในเมื่อเป็นสหายกันจะถือศักดิ์ให้หนักบ่าไปทำไม
“แปลกอย่างไรหรือขอรับ?” น้ำเสียงที่เคยร่าเริงและสนุกสนานขรึมและเข้มขึ้นกว่าเดิมหลายเท่านัก ท่านชายฮิโรกิยังแย้มสรวลรับคำถามของพระสหายสนิทเหมือนเคย
“แปลกตรงที่...ท่านเคยยินดีที่ได้ซ้อมได้ฝึก แต่ครานี้ข้าเห็นท่านไม่ยินดีใคร่ฝึกกับคนพวกนี้เลย...ทำไมหรือ?”
“เพราะคนพวกนี้จะต้องถูกข้าฝึกต่างหากขอรับ มิใช่คนที่ข้าจะมาซ้อมด้วยฝีมือทหารราชองครักษ์แค่นี้จะปกป้องพระองค์ได้อย่างไรกัน ท่านชายไม่คิดอย่างข้าหรือ” สายตาเด็ดเดี่ยวมองไปที่กลุ่มชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่ที่กำลังฝึกซ้อมการใช้อาวุธในหลากหลายรูปแบบอย่างใช้ความคิด
“อย่างนั้นหรือ ก็คงจริงกระมังแต่คนฝึกราชองครักษ์คนเดิมของข้าหายตัวไปเสียนี่ คราแรกว่าจะไปสอนท่านชายตระกูลใหญ่โตแต่มาตอนนี้ท่านจิบะ เรียวเฮ อดีตพระอาจารย์ของข้าหายเข้ากลีบเมฆไปอยู่ที่ใดหารู้ไม่ ข่าวล่าสุดเห็นว่าไปอยู่ที่หัวเมืองด้านใต้บ้าง อยู่ในตำหนักของจะบะบ้างท่านพอจะรู้ข่าวบ้างหรือไม่ท่านชาย? เฮ้อ อย่างนี้แล้วทหารข้าอ่อนแอ...จะโทษใครดีหนอ?”
ถ้าไม่ติดที่ว่าคนเอ่ยประโยคเมื่อครู่เป็นท่านชายรัชทายาทท่านชายเคตะคงหันไปกระทำการอันใดสักข้อที่เป็นการเรียกได้ว่าทำร้ายร่างกายให้ถึงแก่อาการเจ็บสาหัสของคนพูดเลยทีเดียว แต่ ณ เวลานี้ ปัจจัยหลายด้านทำให้ท่านชายเคตะได้เพียงแต่หันไปมองคล้ายจะโกรธเคือง แต่ก็ยังคงได้รับคำตอบเป็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเบาบางจากท่านชายฮิโรกิอยู่ดี
“ตกลงว่าอย่างไร?” ท่านชายฮิโรกิหันมาถามสหายตั้งแต่วัยเด็กที่เล่นซนมาด้วยกันอีกครั้ง ก่อนที่ท่านชายเคตะจะตอบคำถามด้วยการลุกขึ้นเดินนำท่านชายไปบนเรือนหลังใหญ่ที่ไม่มีใครนั่งอยู่ เพราะเป็นพื้นที่สำหรับการประทับเยือนขององค์จักรพรรดิและเชื้อพระวงษ์
สีหน้าของท่านว่าที่หัวหน้าราชองครักษ์เครียดขึ้นอีกระดับแต่ท่านชายรัชทายาทก็ยังคงสีหน้าเดิมไว้ไม่เปลี่ยนแปลง
“องค์จักรพรรดิเป็นอย่างไรบ้าง...ท่านชาย” ทาจิบานะ เคตะคล้ายได้ยินเสียงทอดถอนพระทัยเบาบางจากองค์รัชทายาทแล้วก็ให้มุ่นคิ้วหนักขึ้น แต่พระองค์ก็ยังแย้มสรวลเหมือนเป็นเรื่องเบาบางไม่หนักหนาอะไรจนในหลายคราที่ท่านชายเคตะก็สงสัยว่าท่านยังยิ้มรื่นอยู่ได้อย่างไร ท่านชายฮิโรกิก็ตอบกลับให้คนเป็นองครักษ์กลัดกลุ้มน้อยลงได้ระดับหนึ่งว่า แสดงออกไปก็ใช่ว่าอะไรจะดีขึ้น
-ยิ้มรับกับปัญหาที่เกิดแล้วหาทางแก้คงดีกว่า...ท่านอาจารย์ข้าสอนมาดีใช่หรือไม่?- ท่านชายเคตะเลยถามกลับว่าใครคือพระอาจารย์อย่างนั้นหรือ ช่างมีความคิดที่หลักแหลมเสียจริง พอพระองค์ประทานคำตอบให้เคตะก็ต้องเบือนหน้าหนี ...จิบะ เรียวเฮ... อีกแล้วอย่างนั้นหรือ
“ท่านพ่ออาการทรุดหนักลง ทางจิบะส่งสาสน์มาถึงสภาที่ปรึกษาส่วนพระองค์จะให้มีพิธีราชาภิเษกเร็วที่สุด...แล้วท่านก็คงต้องเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าราชองครักษ์เร็วที่สุดอีกเช่นกันเคตะ...”
ท่านชายเคตะพยักหน้ารับอย่างไม่เกรงจะเป็นการหมิ่นเบื้องสูง ท่านชายฮิโรกิเองก็มิได้ถือความอะไรที่จะคุยกับสหายสนิทแบบธรรมดาไม่มีพิธีรีตองอะไรอย่างที่เคยทำอยู่ทุกวัน
“แล้วใครเป็นคนจัดพิธีหรือขอรับ?” ท่านชายรัชทายาทเลิกคิ้วอย่างสงสัยใครรู้ยิ่งนัก เมื่อพระสหายสนิทที่ไม่เคยสนใจสิ่งใดนอกไปจากตัวเองและคนรอบกาย กับถามถึงบุคคลที่จะเข้ามาจัดการเรื่องพิธีมากมายที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ แต่พระองค์แย้มโอษฐ์ยิ้มบางเบาก่อนจะไขข้อข้องใจให้อีกฝ่ายได้รู้
“ข้า...ยังไม่รู้เหมือนกันท่านชาย แต่ที่แน่นอนคือทางจิบะเป็นผู้จัดการเรื่องงานพระราชพิธีทั้งหมดภายในราชสำนัก ข้ารู้ก็เพียงเท่านี้ ท่านอยากให้ใครเป็นคนจัดการหรือไม่เล่า ข้าจะสั่งให้คนไปบอกทางจิบะให้”
“อย่าเลยขอรับท่าน ข้ามิบังอาจออกคำสั่งกับท่านชายรัชทายาทหรอกขอรับ หัวขาดเมื่อใดไม่รู้ตัว ข้ายังไม่อยากอายุสั้นนักหรอกขอรับ” ท่านชายเคตะไม่ได้เอ่ยคำตอบที่ต้องการให้ท่านชายฮิโรกิ เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังสนุกสนานที่ได้เป็นฝ่ายหยอดเล็กหยอดน้อยอย่างนึกสนุก
“ถ้ากิจของท่านชายลุล่วงแล้วข้าขอให้ท่านกลับเข้าพระตำหนักเถอดขอรับ ข้าจะไปส่ง” ร่างสูงสองร่างยืนขึ้นพร้อมกันแล้วก้าวเดินด้วยจังหวะส่มำเสมอไปตามทางที่ทอดยาวเข้าสู่อาณาเขตของพระราชฐาน
ก่อนที่ท่านชายฮิโรกิจะก้ามผ่านประตูบานใหญ่ซึ่งเป็นส่วนกันเขตชั้นในกับชั้นนอกเอาไว้ เสียงฝีเท้าม้าที่ควบมาด้วยความเร็วระดับสูงสำหรับพื้นที่ภายในเป็นอย่างมาก สัญชาติญาณการระวังตัวขององครักษ์หนุ่มทำให้ร่างใหญ่เอาตัวเข้าบังร่างขององค์รัชทายาทก่อนจะชักดาบคมกริบออกจากฝักแล้วชี้ตรงไปยังผู้มาเยือนพร้อมอาชาสีขาวสะอาดจนผู้อยุ่บนหลังม้าต้องดึงบังเหียนแน่นมือให้สัตว์คู่กายตัวนี้หยุดก่อนจะโดนปลายดาบคมกริบ
“เขตพระราชฐานชั้นใน ใยเจ้าถึงควบม้าด้วยความเร็วเช่นนี้ หากองค์รัชทายาทเป็นอะไรไปเจ้าจะทำเยี่ยงไร?” น้ำเสียงเข้มดุเกินกว่าที่จะนึกถึงได้ว่านั่นคือเสียงของคนที่ไม่ได้พบหน้าคร่าตากันมานับปี ใบหน้าคมคร้ามดุดันที่มีเค้ามาตั้งแต่เด็ก ดวงตากร้าวมองตรงอย่างไม่ละสายตาจากบุคคลที่อยู่ในชุดประจำตระกูลสำน้ำเงินเข้ม หมวกที่ถูกสวมพร้อมผ้าที่ปกปิดใบหน้าส่วนที่เหลือยกเว้ยดวงตาเรียวสวยไว้ สายตาตำหนิจากท่านชายแห่งทาจิบานะยังไม่ได้ลดลงจนคนบนหลังม้าต้องลงมายืนทำความเคารพ
มือขาวจัดดึงรั้งเอาผ้าที่ปิดใบหน้าออกก่อนจะถอดหมวกสานออกอีกครั้งหนึ่ง ปลายดาบแหลมคมจังคงชี้อยู่ที่ใบหน้าเล็ก สายตาดุกร้าวมองอย่างไม่ไว้หน้าถึงความผิด
“จิบะ เรียวเฮ ขอประทานอภัยท่านชายรัชทายาทและขออภัยท่านชายเคตะด้วยขอรับที่ไม่ได้ระวังในเขตชั้นใน” สองเข่าวางลงบนพื้นดินกรานศิระเพื่อทำความเคารพแด่องค์ชายก่อนจะลุกขึ้นเพื่อกล่าวถึงความรีบร้อนที่เป็นประเด็นให้เกิดเรื่องราวในครั้งนี้
“ข้าขออภัยท่านชายจากใจจริง...เพราะอย่างนั้นท่านลดดาบลงเถิด ข้ามิได้มีเจตนาจะทำร้ายใคร เพียงแต่ข้าได้รับสาสน์จากม้าเร็วของท่านพ่อให้มาที่นี่เร็วที่สุด” น้ำเสียงอ่อนเบา เรียบเรื่อยเหมือนไม่มีความรู้สึกอื่นใดแฝงไว้ทำให้เคตะยิ่งกำดาบในมือแน่นขึ้นก่อนจะสอดมันลงไปในฝักดังเดิม
ดวงตาเรียวไหวระริกยามที่มันมองสบกับเจ้าของหน่วยตาคมเข้มดุดันที่มองมาไม่ละแม้เพียงเสี้ยววินาที
“มีเรื่องด่วนอะไรหรือเรียวเฮ ทำไมอากิระไม่เห็นไปตามข้าเลย” เมื่อท่านชายรัชทายาทเห็นว่าอาจจะเป็นการทำสงครามประสาทด้วยความเงียบก็เป็นได้ ท่านชายเลยยินดีที่จะยื่นหัตถ์เข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ก่อนที่จะมีใครถูกศรรักทำลายลง ณ ตรงนี้
“หัวเมืองทางใต้กำลังแข็งข้ออย่างมาก และที่ประชุมเห็นว่าอาจจะต้องส่งคนจากเมืองหลวงไปช่วยทางโน้นขอรับ” ท่านชายฮิโรกิรับคำบอกเล่าจากร่างเล็กตรงหน้าก่อนจะตรัสให้ราชองครักษ์เข้าร่วมในการประชุมครั้งนี้ด้วย
.
.
.
เรื่องสำคัญของการประชุมคือประเด็นที่ว่าด้วยการแข็งข้อของเมืองทางใต้ โดยได้ข้อตกลงว่าจะจิบะ เรียวเฮแม่ทัพจากกองกำลังเสริมทนำกำลังรุดลงใต้ไปในเร็ววัน
ร่างบางรับอาสาแข็งขันด้วยท่าทางที่ปราดเปรียวและชำนาญงานในสนามรบมากต่อมากแต่คนที่ฟังคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาร่างสูงใหญ่ที่นั่งอยู่ข้างคนออกคำสั่งมุ่นขมวดคิ้วอย่างไม่พึงใจในสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมากนัก ตัวเล็กแค่นั้นให้ไปคนเดียวได้อย่างไร เกิดพลาดท่าเสียทีมิได้ถูกฆ่าหมกป่าอย่างนั้นหรอกหรือ
“จบเรื่องกบฏแล้วข้ามีเรื่องสำคัญอีกข้อที่ต้องการความคิดเห็นจากพวกท่าน เสนาทั้งหลาย...ในฐานะที่ข้ากำลังปฏิบัติหน้าที่แทนองค์จักรพรรดิและมีตำแหน่งเป็นองค์รัชทายาท เรื่องที่ข้าต้องการจะพูดคือว่าที่ราชองครักษ์ของข้า...” เกิดเสียงพุดคุยดังระงมห้องโถงขนาดใหญ่ที่เต็มขนัดไปด้วยขุนนางชั้นผู้ใหญ่และแม่ทัพคนสำคัญมากมายที่บัดนี้ได้หันไปพูดคุยกับคนด้านข้างเพื่อปรึกษาข้อราชการที่เพิ่งได้รับฟังจากองค์รัชทายาท
“เงียบก่อนเถิด ถ้าหากข้าจำไม่ผิดหัวหน้าราชองครักษ์หลังเข้ารับตำแหน่งจะต้องผ่านการฝึกฝนในสนามรบหรือหัวเมืองใดหัวเมืองหนึ่งเป็นระยะเวลาหนึ่งจนกว่าองค์จักรพรรดิจะเห็นชอบให้กลับเข้าวังใช่หรือไม่?” ท่านชายฮิโรกิหยุดคำพูดไว้และได้รับการตอบรับเป็นการที่ร่างของขุนนางในหอประชุมแห่งนี้ค้อมลงรับคำ
“ถ้าอย่างนั้น...ข้าจะขอส่งตัวทาจิบานะ เคตะไปที่หัวเมืองใต้ก่อนเข้ารับตำแหน่งจะเป็นอะไรหรือไม่?” เสียงถ้อยคำปรึกษากันมากมายระงมอยู่ทั่วห้องจนเมื่อท่านชายรัชทายาทยกหัตถ์ขึ้นกลางอากาศเสียงนั้นจึงเงียบลง
“ท่านลุง ท่านมีอะไรจะให้คำปรึกษาแก่ข้าหรือไม่?” สายตาของผู้มีอำนาจที่มิได้มีเพียงอำนาจแต่แฝงไปด้วยเมตตาและคุณธรรมมองตรงไปยังนายท่านแห่งทาจิบานะที่ตอนนี้กำลังสบสายตาอยู่
“ข้าเห็นเป็นการดีที่จะให้เคตะได้พิสูจน์ฝีมือ อีกอย่าง ทั้งเคตะและเรียวเฮเองก็คุ้นเคยกันอยู่มากฝีมือของทั้งสองก็ไม่ได้ด้อยกว่าใคร ข้าเห็นสมควรตามที่องค์รัชทายาทรับสั่งขอรับ” ร่างของขุนนางที่เข้าสู่วัยชราค้อมตัวอีกครั้ง
“ถ้าอย่างนั้นคงไม่มีใครไม่เห็นด้วยใช่หรือไม่ ข้าขอให้ท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพและนำชัยชนะกลับมาเพื่อเข้ารับตำแหน่งแล้วกันนะ สหายข้า” ร่างสูงกำยำค้อมตัวจนติดพื้นรับหัตถ์ที่แตะลงบนไหล่กว้างและคำอวยพรจากเหนือหัว แต่เคตะไม่ได้คิดไปเองหรอกใช่หรือไม่ที่ท่านชายยิ้มให้เหมือนแฝงอะไรไว้สักอย่าง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าเรียบเฉยดังเดิม
“ขอบพระทัยองค์รัชทายาท ข้าขอไปเตรียมตัวเพื่อจะได้เดินทางได้เร็วที่สุด”
.
.
.
หลังที่ประชุมได้ข้อมติที่ชัดเจนและแน่นอนโดยไม่มีใครคัดค้าน ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ต่างแยกย้ายกันเพื่อกลับไปสะสางกิจธุระของตน นายท่านแห่งจิบะที่ยืนรออยู่ด้านหน้าเพื่อพบกับว่าที่ราชองครักษ์ร่างสูงพร้อมด้วยนายท่านแห่งทาจิบานะ
“เคตะ อาขอคุยด้วยสักเดี๋ยว”
“ขอรับท่านอา”
“เรียวเฮอาจจะออกเดินทางก่อน เนื่องจากก่อนจะมาที่นี่ลุงได้แจ้งข่าวให้เขาเตรียมตัวไว้ก่อนแล้ว เรื่องของหลานอาเพิ่งรู้ก็เดี๋ยวนี้ ถ้าอย่างไรตามเรียวเฮไปให้ทันแล้วกันนะ ระวังตัวด้วยอาเป็นห่วงทั้งสองคนมากฝากข่าวให้เรียวเฮด้วยว่าอาอยากให้พวกเจ้าเดินทางให้ถึงหัวเมืองใต้ภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์ เพราะเกรงว่าทางนั้นอาจจะต้านไว้ไม่ไหว”
มือกร้านแตะลงบนบ่าแข็งแรงอย่างฝากความหวังและความเชื่อใจไว้ทั้งหมด
“ดูแลกันด้วยล่ะ ไม่ใช่เด็กแล้วนะเคตะ ตั้งใจหน้าที่ของเจ้าให้ดีที่สุดและพ่อคงจะได้ยินข่าวดีจากเจ้าและเรียวเฮ ถ้าไม่ไหวอย่างไรทางนี้อนุญาตให้พวกเจ้าเรียกกำลังเสริมจากเมืองตะวันตกที่ใกล้ที่สุดแม่ทัพคือคิตามุระให้มาช่วยได้ทันที...ขอให้โชคดี”
การศึกครั้งแรกของลูกชายที่แม้จะเจนจัดในด้านการต่อสู้มากเพียงใด การบริหารกองทัพย่อมไม่ง่ายเหมือนการเข้าปะทะตัวต่อตัวอย่างการฝึกซ้อมเป็นแน่ ความเป็นห่วงย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดาของผู้เป็นบิดา
ท่านชายคนเล็กแห่งทาจิบานะกลับเรือนและใช้เวลาเพียงไม่นานเพื่อเตรียมสัมภาระในการเดินทาง แต่ที่เห็นจะนานกว่าการเตรียมของเหล่านั้นคืออาชาที่จะใช้ในการเดินทาง ดวงใจในอกกว้างเต้นแรงจนเจ็บ ทั้งเกรงว่าจะตามคนตัวเล็กนั่นไม่ทัน ไหนจะการที่จะได้พบหน้ากันอีกครั้งโดยที่อีกคนไม่สามารถเอาการงานมาบังหน้าอย่างที่เป็นได้อีก
แค่นี้ท่านชายก็ใจพองจนคับอกกว้างนี้แล้ว
Oshieru 10
วันนี้เรือนทาจิบานะได้เปิดต้อนรับการมาเยือนของแขกเหรื่ออีกครั้ง ทานิอุจิ...ตระกูลพันธมิตรทางทหารของท่านที่ปรึกษาในองค์จักรพรรดิอีกตระกูลหนึ่งซึ่งจิบะเองก็ได้มีโอกาสในการรับใช้สั่งสอนท่านชายจากตระกูลนี้ด้วยเช่นกัน เพียงแต่ในช่วงของท่านหญิงทานิอุจินั้นจะเป็นการส่งเข้าโรงเรียนในวังเสียแทนที่จะให้ฝ่ายหญิงของจิบะทำการให้ความรู้ ท่านหญิงคนที่นายท่านทาจิบานะพูดถึงเมื่อวานจึงไม่เคยที่จะได้ผ่านมาในสายตาของเรียวเฮเลยสักครั้ง
...ท่านหญิงเอโกะ...
เช้าวันรุ่งขึ้นอากาศภายนอกที่สดใสพร้อมสายลมแห่งฤดูหนาวที่พัดผ่าน ทำให้ร่างที่มีอาการไข้เมื่อคืนวานรู้สึกตัวตื่นขึ้นหลังจากที่ทั้งคืนนั้นมีท่านชายเคตะคอยดูแลไม่ห่างกาย...แต่เรียวเฮคงเข้าใจไปว่าท่านชายเองก็ปฏิบัติตามคำสั่งของนายหญิงแห่งทาจิบานะไปเสีย มากกว่าที่จะคิดว่าท่านชายพึงกระทำการทั้งหมดด้วยใจตนเอง
ร่างบางของท่านอาจารย์แห่งจิบะเดินเรื่อยเลียบไปที่ริมน้ำที่ประจำเพื่อไปให้อาหารเจ้าตัวหลากสีสันเจ้าแห่งธารา หย่อนกายลงพิงกับเสาของศาลาลอบผ่อนลมหายใจเพื่อให้คลายจากความคิดมากมายที่ค้างคาจากเมื่อคืนแต่หัวคิ้วยังคงขมวดมุ่นคิดไม่ตก จะเอายังไงกับตัวเองดี แอบนึกด่าท่านชายเคตะในใจไปว่าไอ้เด็กบ้าตั้งหลายรอบหลายหน แต่แล้วก็ปลงจิตปลงใจว่าช่างมันเถอะ เราไม่เกี่ยวกับเขาก็ปล่อยเขาไป
ทิ้งตัวลงนั่งข้างต้นไม้ใหญ่ที่กางร่มเงากว้างใหญ่ได้ สายลมเย็นเอื่อยพัดมาให้พักผ่อนสายตาอีกสักนิด อีกทั้งเสียงนกน้อยยังร้องเรื่อยเรียกให้จิตใจที่ว้าวุ่นสงบลงได้บ้าง เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างไม่ต้องระวังกิริยามารยาทอะไรทั้งสิ้น ...ปล่อยมันไปเถิดเรียวเฮ...
ใบไม้สีน้ำตาลส้มกระดิกตัวนิดก่อนที่จะร่วงลงสู่ผิวน้ำ พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ทำให้ภวังค์ของท่านอาจารย์หมดสิ้นไปพร้อมกับสัญชาตญาณแห่งการระวังภัยของตัวเองทำให้ร่างบางรีบซ่อนตัวด้วยฝีเท้าเบากริบเข้าไปในพุ่มไม้ ลอบฟังเสียงผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญของความสงบสุข เสียงมันช่างคุ้นใจเรียวเฮเสียเหลือเกิน
“ท่านชายเคตะโตขึ้นจนเป็นหนุ่มใหญ่เลยนะเจ้าคะ” เสียงเล็กจิ้มลิ้มทักทายท่านชายด้วยคำพูดที่น่าฟัง เด็กสาววัยสะพร่างใบหน้าสะอาดใสเดินเคียงมากับท่านชายคนเล็กแห่งทาจิบานะที่กำลังเข้าสู่วัยหนุ่ม ช่างเป็นภาพที่น่ามองยิ่งกว่าภาพใดที่เคยเห็นเลยกระมัง
“ท่านหญิงก็งามนัก มีชายใดมาเมียงมองบ้างหรือไม่เล่า” รอยยิ้มกดลึกที่ทำให้ท่านชายวัยกำลังโตดูสง่าขึ้นไปอีกเท่า เรียกว่าจะกลายเป็นหนุ่มใหญ่เต็มตัวเลยก็ได้กระมัง
“ท่านชายก็...พูดอย่างนั้นข้าก็เขินอายเป็นนะเจ้าคะ” ผ้าผืนเล็กในมือถูกสองมือขาวบางนั่นบิดแก้ขวยเขินกับกิริยาน่ามองนั่นยิ่งทำให้เรียวเฮรู้สึกสะท้านในอกอย่างไม่รู้สาเหตุ มันแปลกมากเกินไปไหมสำหรับความคิดที่อาจารย์จะมีต่อลูกศิษย์ มันเจ็บเพราะอะไรก็ไม่รู้ได้ อาจจะเพราะที่ต้องมาคอยหลบซ่อนเนื่องจากไม่กล้าสู้หน้าเพราะคำพูดของท่านชายเมื่อวานที่ว่า “รัก” อย่างนั้นหรือเปล่า?
บทสนทนาระหว่างบุคคลสองคน รูปและทรัพย์ที่งามพร้อมน่ามองเป็นไหนๆ แต่เหตุใดเรียวเฮถึงได้นิ่งขึง เหมือนว่าเส้นประสาททั้งตัวมันจะเกร็งเขม็งขึ้นมาอย่างไม่สามารถควบคุมได้ แผ่นหลังบางหยัดนั่งตัวตรงฝ่าเท้าที่เตรียมยันตัวเองลุกขึ้นเพื่อจะก้าวออกจากพื้นที่ตรงนั้น แต่เจ้าตัวปุกปุยขนสีขาวนุ่มมือนั่นก็เหมือนจะไม่อยากให้ไปไหน อาจเพราะไม่ได้มาเจอกันหลายวันก็ได้กระมัง เจ้าขาวถึงได้กระโดดขึ้นมานั่งบนหน้าตักและตะกายสองขาหน้าขึ้นวางไว้บนหน้าท้องแบนเรียบอย่างตอนนี้
ริมฝีปากอิ่มเผยอค้างอย่างตกใจแล้วลอบมองไปทางต้นเสียงที่กำลังคุยกันอย่างเพลิดเพลินก่อนจะกระซิบที่หูยาว ๆ ของเจ้าขาว
“เจ้าทำไมมาผิดเวลาเยี่ยงนี้เจ้าขาว วันนี้ตอนนี้ข้าไม่มีเวลาให้เจ้ามากนักหรอกนะ” สองมือขาวอุ้มเอาตัวน้อย ๆ นั่นลงวางกับพื้นดินที่ปกคลุมไปด้วยใบไม้ที่ร่วงหล่น...อาจจะใกล้ถึงฤดูที่ความหนาวเย็นแห่งหิมะจะมาเยือนแล้วก็ได้กระมัง
“ท่านชายชอบเดินชมป่าหรือเจ้าคะ?” ใบหน้าสวยสระเอียงมองอย่างน่ารักนักแต่เคตะก็เพียงกดมุมปากยิ้มรับเท่านั้น
“ข้าเองก็ชอบนักเจ้าค่ะ แต่ว่าข้าชื่นชอบที่จะอยู่กับความเย็นของสายน้ำมากกว่านะเจ้าคะ” ย่างก้าวสั้น ๆ แต่ก้าวเดินอย่างต่อเนื่องของคนทั้งคู่มาหยุดอยู่ ณ ริมธารเล็กภายในปราสาททาจิบานะนี่เอง ไม่ไกลไปกว่าที่เรียวเฮจะรู้สึกไม่ปลอดภัยในการที่จะโดนกล่าวหาว่าเป็นผู้ลอบฟังบทสนทนาของท่านชายและท่านหญิงได้
ท่านชายร่างสูงเอามือไพล่หลังแล้วสูดลมหายใจเอาความสดชื่นจากสายน้ำเข้าไปอย่างสดชื่น ท่านหญิงเองก็ทำเช่นกัน ใครก็ชื่นชอบ...ความเย็นของสายน้ำ แต่ตอนนี้เรียวเฮรู้สึกเหมือนว่าไอเย็นของสายน้ำนี้จะกลายเป็นความเย็นเหมือนยามหิมะโปรยปรายในกลางเหมันต์ฤดูเสียเล้ว ไม่รู้เพราะเหตุใด ความเย็นชื่นที่เรียวเฮเคยชื่นชอบหนักหนากลับกลายเป็นเหมือนเข็มแหลมที่ปักเข้าไปกลางหัวใจจนแปลบปลาบไปทั้งอก
“ดูเหมือนว่าท่านชายจะชอบที่นี่มากนะเจ้าคะ” เคตะเดินไปทางต้นไม้ใหญ่ต้นที่เมื่อครู่นี้คงมีใครมานั่งอยู่ก่อน ไม่อย่างนั้นคงไม่มีขนมชิ้นเล็กชิ้นน้อยวางอยู่พร้อมกับผู้บริโภคที่กำลังใช้สองขาหน้าเขี่ยเอาขนมที่กองอยู่บนพื้นนั้นมากินอย่างเอร็ดอร่อย คนทิ้งไว้ให้คงจะรู้เป็นอย่างดีว่าเจ้านี่ชอบกินอะไร และก็ไม่กี่คนนักหรอกที่จะรู้ เพราะเจ้าขาวนี่ก็มีแค่ตัวเคตะเองและ...
ดวงตาคมกริบมองลอดสุมทุมพุ่มไม้ออกไป หัวคิ้วเข้มคมมุ่นนิด ๆ เหมือนจะพยายามหาอะไรบางอย่าง แล้วสายตาก็ได้สะดุดกับถุงผ้าใบเล็กที่มักเห็นมันเหน็บอยู่ที่ชายพกของยูคาตะตัวงามจากปราสาท “จิบะ” พบเพียงของแต่ไม่พบเจ้าตัว และดูเหมือนว่าท่านอาจารย์ของเคตะเองจะสอนได้ดีมีประสิทธิภาพมากอย่างเห็นได้ชัด เคตะเลยกลายเป็นคนหูไวตาไวเป็นพิเศษ ใบไม้พัดไหวเพราะสายลม เป็นใครอื่นคงไม่ติดใจสงสัยแต่อย่างใด เพียงแต่ตอนที่ลมพัดจนใบไม้ปลิวว่อนนั้นปลายหางตาของท่านชายกลับพบว่าชายผ้าสีเข้มที่จำได้เป็นอย่างดีว่าเจ้าของมันนั้นคือใครทำให้เคตะเลิกคิ้วครุ่นคิดถึงการหลบหน้าหลบตาเขาของเรียวเฮในวันนี้ เพราะตั้งแต่ตื่นขึ้นมาตอนเช้าตรู่แทนที่จะได้พบคนที่ไม่สบายอยู่เมื่อคืนแต่ก็ไม่พบ แต่ผู้ร่วมทางของท่านชายก็ขัดขึ้นเสียก่อน
“ท่านชายเจ้าคะ...มองหาสิ่งใดอยู่หรือเจ้าคะ?” แทบจะเป็นครั้งแรกที่ท่านหญิงเอโกะเห็นว่าท่านชายคนเล็กแห่งทาจิบานะมีอาการเหม่อลอย ดวงตาคมที่เคยเคร่งขรึมน่ามอง ตอนนี้กลับมีประกายระยับจนน่าหลงใหลมากขึ้นอีกเท่าตัว
“ตกลงว่าอย่างไรเจ้าคะ? คิดถึงสาวงามท่านอื่นในขณะที่อยู่กับข้าหรืออย่างไร?” เคตะยกมือขึ้นโบกเป็นเชิงว่าปฏิเสธสองสามครั้งเบา ๆ
“ไม่มีอะไรหรอกท่านหญิง ท่านหญิงจะรังเกียจหรือไม่ถ้าหากจะนั่งลงที่พื้นดินโดยไม่มีสิ่งใดมารองรับ?” ปรายสายตาลงกับพื้นข้างตัวที่เป็นท่าน้ำยื่นลงไปในบ่อน้ำเย็นชื่นใจนั่น
“มิเป็นไรเลยท่านชาย ข้ายินดีที่จะได้ชื่นชมพวกมัน” เคตะนั่งลงก่อนที่ท่านหญิงเอโกะจะยอบตัวลงตามอย่างสงบเสงี่ยม บทสนทนาพูดคุยท่าทางสนิทสนมของท่านชายและท่านหญิงในเวลาไม่นานนักไม่ได้หลุดรอดไปจากสายตาของเรียวเฮที่บัดนี้นั่งพิงกายอยู่บนต้นไม้ใหญ่ของสวนแห่งปราสาททาจิบานะ กิ่งไม้นี้ใหญ่พอที่จะเป็นที่พึ่งพิงให้ท่านอาจารย์จากจิบะนั่งทอดมองความเคลื่อนไหวจากด้านล่างได้โดยผู้อื่นผู้ใดก็มิสามารถล่วงรู้ได้
ท่านชายเคตะผิวปากเบา ๆ สองสามครั้งเป็นสัญญาณให้เจ้าตัวที่ยืนกินขนมอยู่เมื่อครู่กระโดดหยองแหยงออกมาขึ้นนั่งซุกอยู่บนหน้าตักของท่านชายที่ขัดสมาธิอยู่
“ของใครหรือเจ้าคะ? น่ารักน่าชังจริงเชียว” ดวงตาประกายสดใสให้ความสนใจกับสัตว์โลกตัวน้อยที่ได้พบเห็นเป็นอย่างมากจากเมื่อครู่จนมาถึงตอนนี้
“ของข้าเองท่านหญิง”
“จริงหรือเจ้าคะ? เอโกะอยากเลี้ยงมันบ้างจัง...” แม้จะไม่เอ่ยปากขอโดยตรงเพราะเกรงว่าจะเป็นการเสียมารยาทแต่ท่านหญิงก็ได้หลุดแสดงความต้องการออกไปทำให้ต้องกล่าวคำขอโทษที่เสียมารยาทในภายหลัง
“ขออภัยเจ้าค่ะ เอโกะเห็นว่ามันน่ารักแล้วท่าทางไม่ดื้อไม่ซน” เคตะเพียงแค่ยิ้มรับจาง ๆ ก่อนจะอธิบายถึงสีหน้าลำบากใจเมื่อครู่ให้ท่านหญิงเอโกะได้ฟัง
“เพราะข้าเคยทรมานมันเอาไว้ และเป็นคนพยาบาลมันเช่นกัน แต่ถ้าท่านหญิงปรารถนาที่จะนำมันไปเลี้ยง ข้างเกรงว่าคงต้องขออนุญาตจากอีกคนหนึ่งเสียก่อน” ท่านหญิงเอียงคอมองอย่างสงสัย
“ใครหรือเจ้าคะ? ที่จะเป็นผู้อนุญาต” ท่านหญิงมองท่านชายเคตะที่ยกเจ้าขนปุยขึ้นแตะปลายจมูกแล้วก็ยิ้มรับกับภาพที่น่ามอง ใช่สิว่ามันน่ามองเพราะเรียวเฮเองยังชื่นชอบที่จะเห็นท่านชายแสนซนในวัยกำลังเจริญเติบโตเป็นหนุ่มใหญ่มีกิริยาอ่อนโยนต่อสัตว์โลก มันน่ามองไม่น้อยเลยล่ะ แต่มันก็ขัดใจเรียวเฮอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน!! เมื่อยามที่ท่านหญิงเอ่ยขออุ้มเจ้าขาวแล้วทำแบบเดียวกัน ที่ขั้วหัวใจของเรียวเฮเหมือนจะมีมีดที่คมกริบมาสะกิดให้ปวดลึก ไม่ได้ตัดให้ขาดจนหมดลมหายใจ แต่มันค่อยๆ สะกิดก้อนเนื้อบริเวณหน้าอกบางให้แปลบปลาบอยู่ทุกเมื่อที่ได้ยินได้มอง อาการอย่างนี้เรียกว่าอะไรหนอ? ถามใครจะตอบได้ มีอาการเช่นนี้กับท่านชายจะผิดบาปเท่าใดหรือ?
ดวงตาเรียวสวยที่ไม่เคยแสดงอาการเกรงกลัวหรือตกประหม่าต่อสิ่งใด เพราะถือว่าสติเป็นสิ่งที่ยึดติดตัวและสามารถช่วยเหลือให้ทุกสิ่งผ่าน
พ้นไปได้ด้วยดี แต่บัดนี้มันมีแววเหม่อลอยเหมือนกำลังตกอยู่ในห้วงภวังค์แห่งความคิดก่อนเจ้าตัวจะสะบัดใบหน้าเล็กน้อยเพื่อเรียกสติที่เคยยึดมั่นในจิตตามที่ได้ร่ำเรียนและจดจำมานานนม จนครานี้เรียวเฮนึกอยากจะลงโทษตัวเองด้วยการไปนั่งสมาธิกับท่านพ่อสักสี่ชั่วยามให้ความฟุ้งซ่านมันกระจายหายไปราวกับฟองอากาศที่มาคอยรบกวนในสมองเขาจนวุ่นวายไปหมด คิดได้อย่างนั้นมือขาวบางจึงเอื้อมขึ้นไปเหนี่ยวกิ่งไม้อีกกิ่งที่อยู่ไม่ไกลกันกับที่นั่งอยู่แล้วห้อยตัวก่อนจะกระโดดลงมาด้วยฝีเท้าเบากริบเพื่อไม่ให้บุคคลอีกสองคนแม้ว่าจะอยู่ไกลกันพอสมควรรู้ตัว แต่ไม่ประมาทคงดีกว่า เรียวเฮจึงเลือกที่จะหลบไปเงียบ ๆ ธารน้ำอีกด้านหนึ่ง บริเวณที่ท่านชายเคยสร้างวีรกรรมไว้จนได้เจ้าขาวมาเป็นสัตว์เลี้ยงตัวโปรด
ร่างโปร่งบางทอดตัวนอนใช้ท่อนแขนเรียวต่างหมอนหนุนมองไปยังสายน้ำที่กังหันน้ำไหลดังแต๊ก ๆ ตลอดเวลาไม่ขาดสักพัก สมองมันคงเมื่อยเหนื่อยล้าเกินไปที่จะทนไหวเปลือกตาบางจึงถูกสมองสั่งให้พักเสียบ้าง ประสาทการรับรู้ทั้งหมดถูกตัดขาดจากโลกภายนอกไปในเวลาไม่นาน ถ้าหากยามนี้เรียวเฮอยู่ในสนามรบคงโดนปลิดชีวิตทิ้งเป็นใบไม้ร่วงอย่างแน่นอน ตัวเองย่อมรู้ตัวเองดีว่าไร้สติที่จะครองตัวมากแค่ไหน
ห้วงนิทราที่มาเยือนโดยไม่ตั้งใจนั้นเป็นผลมาจากการที่เรียวเฮปดท่านชายไว้เมื่อคืนเพื่อเลี่ยงการพูดคุยหรือไม่ว่าไม่สบายก็สุดจะรู้ได้ แต่มาวันนี้ในหัวมันเลยมึนเหมือนจะไม่สบายเข้าจริง ๆ ไข้มันเหมือนจะมารุมเร้าเอาที่เขาอยู่คนเดียว รู้สึกถึงความเย็นที่แตะลงบนแก้มถึงได้เปิดเปลือกตาขึ้นแล้วก็ยิ้มรับกระต่ายป่าสีขาวปลอดมาไว้ในอ้อมกอด ก่อนที่เรียวเฮจะรีบปล่อยมันลงเหมือนตัวมันเป็นไฟร้อนที่สามารถลวกมือเขาให้พองได้ทันทีเมื่อสานตาเหลือบไปเห็นร่างโปร่งบางของหญิงสาววัยสะพร่างที่เป็นแขกของท่านชายคนเล็กแห่งทาจิบานะในวันนี้
“เจ้าขาว อยู่ไหนน่ะ...อ๊ะ!” มือบางยกขึ้นแตะริมฝีปากสีสวยแสดงอาการตกใจก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าห่างจากร่างที่นั่งอยู่บนพื้นหญ้าไม่ไกลเกินห้าก้าว
“เจอหรือไม่ท่านหญิง” เสียงห้าวที่ถามตามหลังมาทำให้เรียวเฮรีบเก็บแข้งเก็บขาให้มันอยู่ในที่ที่ควรอยู่ ใบหน้าที่ดูเหมือนจะร้อนเพราะไอแดดแดงเรื่อขึ้น แต่ดูท่าคงไม่ใช่เพราะไอแดดเพียงอย่างเดียวกระมัง ไอไข้และอุณหภูมิในร่างกายที่พุ่งสูงขึ้นกว่าปกตินั่นก็ทำให้เรียวเฮไร้เรี่ยวแรงอยู่พอดู
“เรียวเฮ...” เป็นเสียงของท่านชายที่ทำลายความเงียบที่มีอยู่เมื่อครู่ให้หมดไป
“ขอรับท่านชาย” ร่างโปร่งบางของท่านอาจารย์นั่งทับขาอยู่บนพื้นด้วยกิริยาสงบเสงี่ยมเหมือนไม่ใช่เรียวเฮที่กล้ากระทั่งต่อปากต่อคำกับเขาในยามที่อยู่ต่อหน้าท่านพ่อท่านแม่ ท่านชายน้อยถึงได้ออกอาการหัวคิ้วกระตุกอย่างไม่พอใจนัก เป็นอะไรอีก? ท่าทางเหมือนไม่สบายอย่างนั้นทำไมยังมานอนตากแดดตากลมในที่อย่างนี้
“เป็นอะไรรึเปล่า?” ใบหน้าใสเงยขึ้นก่อนจะส่ายไปมาเบา ๆ
“เปล่าขอรับ...ข้าขอตัว เชิญท่านชายคุยกับท่านหญิงเถิด” นี่อีกอย่างที่ทำให้เคตะยิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้น จะเลี่ยงไปไหน? เลี่ยงหน้าข้าหรืออย่างไร?
“เดี๋ยว...ท่านแนะนำตัวท่านแก่ท่านหญิงแล้วหรือ ใยท่านอาจารย์ถึงเสียมารยาทเช่นนี้กันเล่า” ปลายเสียงเหมือนจะเข้มขึ้นนิดเมื่อเห็นว่าเรียวเฮจับเจ้าขาวบนหน้าตักโยนลงบนพื้น แม้จะไม่แรงจนทำให้มันบาดเจ็บ แต่ที่เคตะโกรธเคืองคือการที่เรียวเฮปฏิเสธเจ้าขาวต่อหน้าเขา ซึ่งเรียวเฮไม่เคยทำ ท่านหญิงที่ไม่รู้ต้นรู้ปลายในอารมณ์ท่านชายแต่อย่างใดทำให้ท่านหญิงเอโกะต้องออกคำพูดอย่างเกรงใจ
“มิเป็นไรเจ้าค่ะท่านชาย ท่านอาจารย์ของท่าน...ถ้าข้าคาดไม่ผิดคงจะเป็นจิบะใช่ไหมเจ้าคะ ท่านคงไม่สะดวกที่จะคุยกับข้าในเวลานี้ เชิญท่านพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ ข้ามิบังอาจรบกวน” รอยยิ้มยังคงถูกสรรสร้างขึ้นมามอบให้อย่างไม่ถือสา คิดได้ดังนี้ก็ทำให้เรียวเฮรู้สึกสำเหนียกขึ้นมาในตระกูลผู้ประสาทความรู้ที่สูงส่งแห่งราชสำนัก ว่าได้กระทำการให้ชื่อเสียงแห่งตระกูลเสียหายไปกับการเสียมารยาทกับทานหญิงของตระกูลขุนนางผู้ใหญ่ไปเสียแล้ว
“ขออภัยด้วยท่านหญิงที่ข้าเสียมารยาท จิบะ เรียวเฮ ยินดีที่ได้พบท่านหญิงทานิอุจิ เอโกะเป็นอย่างยิ่งขอรับ” แผ่นหลังบางโค้งให้โดยมีท่านหญิงโค้งรับเป็นอย่างดี เคตะที่ยืนมองอยู่ยังคงนิ่งแต่ให้ตายก็รู้ว่าไม่พอใจ เรียวเฮเหลือบสายตาขึ้นมองมาทางท่านชายลูกศิษย์ลูกหาเพียงชั่วพริบตาก่อนที่จะยืดตัวขึ้นและไม่สนใจท่านชายอีกต่อไป ก็ได้...อยากให้รู้จักมักจี่นักก็จะทำ อยากให้มีมารยาทก็จะทำอย่างถึงที่สุด
“มิเป็นไรเจ้าค่ะ...แต่เหมือนกับว่าข้าคุ้นเคยท่านจิบะนัก” ท่าทางคำนึงนึกเอียงคอคิดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเรียวเฮแล้วก็ต้องร้องอ๋อออกมาเสียงดังก่อนจะยิ้มอย่างร่าเริงมากกว่าเก่า
“ท่านเรียวเฮ...ที่เป็นสหายของท่านพี่ชินยะนี่เอง ข้านึกอยู่เป็นนานว่าทำไมข้าถึงคุ้นตาคุ้นใจท่านเหลือเกิน”
“เช่นกันขอรับท่านหญิง ท่านชินยะสบายดีนะขอรับ?”
“เจ้าค่ะ ท่านพี่สบายดีเป็นอย่างยิ่ง แต่ถ้าจะให้สบายมากกว่าเดิมคงเป็นการที่ได้กลับมาเจอสหายครั้งเก่าก่อนเมื่อครั้งที่ได้ออกไปหัวเมืองใต้พร้อมกันเพื่อไปช่วยดูแลงานกระมังเจ้าคะ”
“เห็นทีท่านพี่ของท่านหญิงคงจะสุขมากกว่าเดิมยากเสียกระมังขอรับ เพราะข้าในตอนนี้มีภารกิจที่ต้องประจำอยู่ที่ทาจิบานะอีกกว่าครึ่งปี คงจะไม่ได้ไปเจอเพื่อนฝูงมากมายเป็นแน่” ร่างบางยอบตัวลงไปหยิบเอาเจ้าตัวที่ตะกุยตะกายอยู่ที่ชายยูคาตะขึ้นมาอุ้มไว้
“มินานหรอกเจ้าค่ะ เพราะวันนี้ท่านพี่จะมารับข้าและท่านแม่กลับปราสาทด้วยกันเจ้าค่ะ”
“จริงหรือขอรับ เป็นสิ่งที่ดียิ่งกับการได้พบสหายเก่า” สีหน้าดีใจอย่างยิ่งของเรียวเฮทำให้ท่านชายคนเล็กแห่งทาจิบานะยิ่งไม่พอใจหนักข้อ ความขุ่นเคืองจากเรื่องที่เรียวเฮเหมือนจะไม่สบายแล้วมานอนตากไอแดดไอลมอย่างเมื่อครู่ อีกทั้งยังกล้าประชดประชันด้วยการพูดคุยอย่างถูกคอกับท่านหญิงทั้งที่คราแรกนั้นตั้งท่าว่าจะหนีเสียด้วยซ้ำ หรือไม่ได้จะหนีท่านหญิง แต่เพียรจะหนีหน้าท่านชายเสียมากกว่า? มันน่าโมโหนัก! มิหนำซ้ำยังทำเหมือนท่านชายไม่ได้อยู่ ณ ที่นั้นด้วยแล้วปล่อยปละให้ท่านชายได้กลายเป็นคนถูกทิ้งไปอย่างนั้น คอยดูเถอะ!!
“เข้าข้างในกันเถิด ออกมาเสียนาน ท่านแม่ของท่านจะเป็นห่วงเอานะท่านหญิง” ท่านชายเป็นคนชักชวนให้เขาไปในห้องรับรองของปราสาทโดยเดินเยื้องอยู่ทางเรียวเฮ
เมื่อมาถึงเรือนรับรองแล้วท่านชายยังคงถูกรั้งตัวไว้โดยนายหญิงแห่งทาจิบานะเพื่อให้ต้อนรับขับสู้และพูดคุยกับผู้หลักผู้ใหญ่เสียบ้าง คำชมกองพะเนินมารออยู่ตรงหน้า แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เคตะต้องการสักนิด ตอนนี้จิตใจมันวิ่งตามท่านอาจารย์ที่กล้ายิ้มเยาะทิ้งไว้ลับหลังท่านแม่ที่ออกมาเรียกเขาถึงหน้าเรือนรับรองแล้วเดินหายไปด้านหลัง อยากจะเข้าไปลากออกมาคุยกันให้รู้เรื่องว่าที่ยิ้มอย่างนั้นเยาะหยันกันเรื่องใด?! แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการนั่งหน้านิ่งทนฟังผู้ใหญ่คุยเรื่องที่ท่านชายไม่อยากจะให้กระเด็นเข้ามาในโสตการฟังสักกระเบียดใจ
--เรื่องการหมั้นหมาย—
แค่เพียงท่านพ่อเอ่ยขึ้นคำแรกก็ทำให้ท่านชายถึงกับออกอาการกรอกลูกตาไปมาอย่างเบื่อหน่าย ถ้าไม่ติดที่ว่าเรียวเฮเสี้ยมสอนจนเข้าไปอยู่ในสมองส่วนลึกแล้วล่ะก็...ท่านชายจะถอนหายใจออกมาดังๆ พร้อมกับการลุกหนีเสียให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลย แล้วที่สุดถึงที่สุดคือการที่ท่านชายหงุดหงิดและอารมณ์เสียอยู่พอตัวกับการที่โดนท่านอาจารย์หลบหน้า
...ช่างไม่สำนึกถึงบุญคุณที่ท่านชายคอยดูแลอยู่เมื่อคืนเลยสินะ...
มาวันนี้ทั้งวันยังหลบได้เป็นหลบ หลีกได้เป็นหลีก เมื่อครู่เจอหน้ากันเพียงชั่วนาที พูดกันแทบนับคำได้ แล้วไม่เปิดโอกาสพูดคุยกับท่านชายอีกเลย
...หาเรื่องหาราวใส่ตัวดีนัก!!! คืนนี้ท่านชายจะก่อกวนให้ขุ่นจนไม่ได้นอนเลยทีเดียวเชียวท่านอาจารย์!!!
เท่านั้นคงไม่ถึงแก่ใจเรียวเฮเท่าไหร่ที่ก่อกวนอารมณ์ท่านชายให้หงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม เด็กรับใช้ในบ้านบอกกับท่านพ่อว่าวันนี้ท่านอาจารย์ของท่านชายจะไม่ลงมาร่วมมื้อเย็นด้วย ขออภัยมาล่วงหน้าเนื่องจากรู้สึกไม่สบายจึงอยากพักผ่อน!!!
ให้มันได้อย่างนี้สิ...อยากพักผ่อนอย่างนั้นหรือ?? ถ้าอยากพักผ่อนเพราะไม่สบายจริง แล้วใยหลังมื้ออาหารของท่านชายที่ได้ออกมาส่งท่านหญิงและนายหญิงแห่งทานิอุจิกับท่านพ่อและท่านแม่กลับพบว่าท่านอาจารย์ของเขาถึงได้มายืนหัวเราะยิ้มแย้มให้กับท่านชายชินยะ บุตรชายคนโตแห่งปราสาททานิอุจิเสียได้เล่า!!!
“ท่านแม่กับน้องหญิงออกมาแล้ว...ข้ายินดีที่ได้พบท่านนะเรียวเฮ โอกาสหน้าคงมีเวลาให้เราได้สนทนากันมากกว่านี้” ท่านชายชินยะเป็นคนละประเด็นที่กำลังคุยกันถูกคอไว้ที่ตรงนั้นเพื่อหันมารับหน้ากับผู้ใหญ่ซึ่งเป็นเจ้าบ้านทั้งสองและแม่ของตน ร่างสูงโค้งลงแสดงความเคารพอย่างสูงแก่ผู้ใหญ่ทั้งสองท่านและค้อมหลังเล็กน้อยเพื่อทักทายท่านชายอายุรุ่นราวคราวเดียวกับน้องสาวตัวเอง เพียงแต่ต่างศักดิ์กันอยู่บ้าง
“ยินดีที่ได้พบขอรับท่านลุง ท่านป้า ข้าเพิ่งกลับมาจากหารือข้อราชการจากหัวเมืองลูกหลวง...ต้องขออภัยที่มิได้มีเวลาพูดคุยและทักทายให้สมเกียรติ” ผู้ใหญ่ทั้งสองยิ้มรับด้วยยินดีพร้อมกับโบกมือสองสามครั้งกับคำพูดที่ว่าไม่เป็นไร
“ท่านชายมีเรื่องใดให้เคร่งเครียดหรือขอรับ...ยังหนุ่มยังแน่นอย่างเคร่งเครียดเรื่องใดมากนักเลยขอรับ หรือว่าท่านอาจารย์จากจิบะคนนี้จะดุเกินไป?” คำหยอกล้อที่แสดงถึงความสนิทสนมโดยที่เรียวเฮก็ไม่มีอาการปฏิเสธใดๆ แล้วยังยิ้มรับหน้าชื่น ยิ่งทำให้หัวคิ้วของท่านชายมุ่นหนักกว่าเดิม
“มิมีเรื่องใดให้ข้าเคร่งเครียดมากไปกว่าเรื่องเรียนแล้วกระมังขอรับท่านชายชินยะ ข้าคงต้องขออภัยหากจะขอตัวกลับเข้าไปด้านในก่อนที่จะได้ส่งท่านกลับ ข้าขอตัว ขอให้ท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพขอรับน้าหญิงและท่านชายชินยะ ส่วนท่านหญิง...การพบกันของเราในครานี้เป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง ในโอกาสหน้าเราคงได้พบกันอีก” ท่านชายเคตะกล่าวขอตัวออกมาโดยที่ได้รับคำตำหนิทางสายตาจากทั้งบิดาและมารดาของตน แต่ถ้าใส่ใจคงมิใช่ท่านชายดอก เป็นสิ่งที่เรียวเฮคิดอยู่ในใจ
“ขอบคุณท่านชายมากเจ้าค่ะ ที่อุตส่าห์อยู่คุยเป็นเพื่อนข้าทั้งวัน เจ้าขาวนั้นน่ารักมากหากมีโอกาสข้าขอมาเยี่ยมเยียนมันและท่านชายนะเจ้าคะ” เสียงใสเอ่ยอย่างยินดีที่ได้รับมิตรภาพนั้น แต่คงไม่มีใครสังเกตสองสายตาที่ได้ลอบสบกันท่ามกลางบรรยากาศแห่งการล่ำลา ที่ท่านชายและท่านอาจารย์ได้สบสายตากันด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
ดวงตาคมปรายต่ำลงมามองท่านอาจารย์ร่างเล็กที่ยืนเยื้องไปไม่ไกลนักติดกับท่านชายชินยะ ดวงตากลมสวยคล้ายจะมีแววขุ่น...แต่ในใจดวงเล็กที่ห้าวหาญนั้นก็นึกแย้งในใจว่ามีเหตุอันใดให้ขุ่นเคืองท่านชายได้ ที่ท่านชายแสดงความยินดีออกหน้าว่าจะได้พบท่านหญิงอีกอย่างนั้นหรือ? แล้วถ้าหากเป็นเช่นนั้นเรียวเฮจะมีสิทธิ์ไปขุ่นเคืองเรื่องใดเล่า มิได้มีสัมพันธ์อันใดให้ขุ่นเคืองเสียหน่อย
ก่อนที่การล่ำลาจะยาวนานไปกว่านี้นายท่านทาจิบานะกล่าวอำลาขึ้นเป็นการเสร็จสิ้นมารยาททางสังคมที่สมควรกระทำหลังจากที่ท่านชายเคตะเดินเข้าไปด้านในของปราสาทเรียบร้อยแล้ว ตามด้วยนายท่านทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าบ้าน
“แล้วเจอกันนะท่าน...ข้าจะยินดียิ่งหากได้เสวนากับท่านอีกในภายภาคหน้าสหายข้า” ท่านชายชินยะกล่าวด้วยรอยยิ้มที่มาพร้อมกับอุปนิสัยขี้เล่นและสนุกสนานเสมอ
ร่างเล็กยิ้มรับแล้วก้าวเข้าไปตอบรับอ้อมกอดของเพื่อนสนิทผู้หนึ่งที่สนิทกันไม่ต่างไปจากริวอิจิเพื่อเป็นการอำลาหลังจากที่โค้งให้กันไปแล้วใครคราแรก
“ข้าจะส่งสารไปบอกริวอิจิด้วยแล้วกันว่าท่านก็อยากพบเจ้านั่นด้วย” ไม่อยากพบก็คงแปลก ตั้งแต่เด็กแต่เล็กวิ่งเล่นกันมาก็ทโมนมาด้วยกันทั้งหมด พวกเขาสามคนรวมหัวกันในวัยเยาว์นั้น แสบได้หนักข้อกว่าท่านชายฮิโรกิและท่านชายเคตะเยอะ
.......................
...........
.....
ร่างบางเดินเข้ามาในห้องพักเพื่อเตรียมตัวอาบน้ำและพักผ่อน แต่ก็ดูเหมือนว่าร่างกายมันจะไม่ไหว หัวสมองมึนเหมือนอาการไข้มันกำเริบอีกครั้ง...นึกสบถในใจว่ากล่าวตัวเองอีกครั้งว่าไม่น่าไปนอนตากแดดตากลมเสียเลยจริงๆ ปลายนิ้วเรียวกดคลึงอยู่ที่ขมับทั้งสองข้างพร้อมกับที่มืออีกข้างหนึ่งเลื่อนไปเปิดประตูห้องนอนตนเอง ความว่างเปล่าที่ควรมีกลับกลายเป็นท่านชายมาแทนที่
ฟูกนอนที่ปูไว้กลางห้องอยู่ไม่ไกลไปจากท่านชายนัก เรียวเฮชะงักปลายเท้าที่กำลังจะก้าวเข้าห้องลดมือข้างที่คลึงขมับลงแต่เหมือนว่าอาการปวดมันจะแล่นลามขึ้นมาหนักขึ้นกว่าเมื่อครู่อีกเป็นเท่าทวี
“ท่านชาย...มีธุระอันใดหรือขอรับ?” พยายามจะควบคุมตัวเองให้ปกติได้มากที่สุด สงสัยท่านชายจะรู้ตัวว่าถูกเขาหลบหน้าเป็นแน่แท้ พลาดอีกแล้วเรียเวฮเอ๋ย...ไม่เคยทำอะไรที่ไร้สติและไม่ระวังขนาดนี้ มันจะนำภัยมาให้ตัวเองได้มากแค่ไหนกันนะ!!!
“ได้พบสหายเก่า ท่าทางยินดีจนออกนอกหน้าขนาดนั้น...อาการป่วยคงหายแล้วกระมังเรียวเฮ” สายตาคมกริบจ้องไม่เว้นวางและไม่มีอาการเกรงกลัว ท่าท่านชายเกรงกลัวสิ่งใดนี่สิคงจะแปลก
“ก็...ไม่หายหรอกขอรับ ข้ายังรู้สึกปวดหัวอยู่และต้องการพักผ่อนในเร็วๆ นี้” หวังว่าท่านชายคงจะรู้ความหมายโดยนัยที่เรียวเฮส่องมอบไปกับคำพูดว่าไล่ท่านกลายๆนี่แหละ
“อย่างนั้นหรือ...ข้าวปลารับแล้วหรือยังถึงจะได้เข้านอน?” เคตะเป็นห่วงจริงๆ และไม่เคยคิดว่าชาตินี้คนอย่างท่านชายจะต้องมาคอยนั่งห่วงใครนอกจากพ่อแม่และพี่ชายตนเอง
“เรียบร้อยแล้วขอรับ...ท่านชายอย่าได้กังวลในเรื่องของตัวข้า ข้าโตพอที่จะรับผิดชอบตัวเองได้...”
“โดยการที่ไม่รับมื้อเย็นเพียงเพื่อจะหลบหน้าข้าทั้งที่วันนี้เจ้าเองก็ไม่สบายอย่างนั้นหรือ?!” เหมือนกับโทสะในกายของท่านชายจะถูกทำให้เดือดดาลมากยิ่งขึ้นกับคำบอกกล่าวว่าสามารถดูแลตัวเองได้ของท่านอาจารย์ ร่างสูงโปร่งก้าวเท้าเดินมาหาท่านอาจารย์ที่ยืนอยู่หน้าทางออกของห้องแล้วแววตาที่ดำสนิทนั้นก็วาววาบเหมือนไฟโทสะที่มันลุกพรึบขึ้นในชั่วพริบตา
“โตพอจะดูแลตัวเองได้แล้วภาษาอะไรถึงได้ปล่อยปละละเลยการดูแลตัวเองได้ถึงเพียงนี้!! ถ้าเพียงท่านไม่อยากพบปะหน้าข้าขนาดนั้น...ก็ขอให้บอกกันมาตามตรงเถิด ข้าเองก็มิใคร่ที่จะพบหน้าใครที่เขาเมินข้านัก!!! หากความรู้สึกของข้าที่มีต่อท่านมันน่ารังเกียจขนาดที่ว่าไม่สามารถจะมองหน้ากันได้...ขอแค่ท่านบอกมาตามตรง ข้าเองก็จะไม่วิงวอนให้ท่านทนอยู่กับความรู้สึกของข้าอีกต่อไปหรอก...เรียวเฮ”
คำพูดคำจาห่างเหินกันขนาดที่ว่าเรียวเฮเองฟังแล้วยังใจหาย ไม่รู้ว่าผีห่าตนใดหรือไม่ที่มาคอยกดดันและบังคับหัวใจให้เจ็บปวดได้ขนาดนี้ แววตาท่านชายที่ไหวระริกทำเอาเรียวเฮเผลอยกฝ่ามือน้อยๆ ขึ้นกุมที่หน้าอก ทำไมท่านชายถึงได้แสดงอาการหวั่นไหวอย่างนั้น?...เพราะเขาอย่างนั้นหรือ? ข้า...
“อะ...” เหมือนคำพูดทุกอย่างมันติดอยู่ที่ริมฝีปาก เมื่อยามที่ท่านชายเคตะก้าวผ่านตัวเรียวเฮไป ลมวูบที่เกิดจากการเคลื่อนไหวนั้นไม่ได้รุนแรงดังพายุหิมะ แต่กลับทำให้เรียวเฮรู้สึกเหมือนว่าตัวเองเจ็บแปลบไปด้วยความหนาวเย็นที่เข้าปะทะร่างกาย แล้วก็เหมือนว่าความเจ็บป่วยที่มาเยือนตั้งแต่เมื่อวานจะมารุมเร้าให้เขาไม่สามารถขยับร่างกายได้อีกต่อไป ร่างบางทรุดลงไปโดยที่เรียวเฮไม่เคยนึกคิดว่าตัวเองจะอ่อนแอถึงเพียงนี้ เพราะเฝ้าเพียรที่จะฝึกปรือร่างกายให้แข็งแกร่งดั่งที่บุรุษเพศสมควรเป็น เพราะรู้ว่าร่างกายตนเองมิได้แข็งแรงเหมือนผู้อื่น แต่หากแสดงความอ่อนแอให้ใครได้รับรู้ก็จะถูกจับจ้องคอยทำลายจากผู้คนมากมาย ด้วยอย่างยิ่งแล้วในวงราชสำนักที่การเป็นที่โปรดปรานในความฉลาดของเรียวเฮขององค์จักรพรรดิด้วยนั้น...เป็นตัวเรียวความหายนะมาให้ได้เป็นอย่างดี
ในชีวิตนี้เรียวเฮไม่ได้ต้องการคนที่จะมาคอยปกป้องหรือดูแล ที่ผ่านมาคิดมาตลอดว่าตัวเองเข้มแข็งเพียงพอ เพราะถ้าอ่อนแอจนต้องมีคนมาคอยดูแล...สู้ตายไปอย่างไม่เป็นภาระกับใครเลยคงดีเสียกว่า แต่ในเวลานี้...การดูแลเอาใจใส่ของท่านชายที่ทำหน้าตาเครียดขึ้ง แต่กลับดูแลคนเป็นไข้ได้อย่างอ่อนโยนในขั้นที่ตัวเรียวเฮเองยังไม่คิดว่าท่านชายจะดูแลใครได้อ่อนโยนขนาดนี้
“ขอบ...”
“ไม่ต้องพูดอะไร พักผ่อนเถอะ ข้าจะไปนำยาและสมุนไพรมาให้” ท่านชายไม่คิดแม้แต่จะฟังคำขอบคุณจากร่างที่นอนอยู่ในฟูกผืนนุ่มแล้วลุกขึ้นหันหลังให้แล้วเดินออกไปนอกห้องนอนของจิบะ เรียวเฮผู้นี้แล้วกลับมาพร้อมสำรับอาหารอ่อน และถ้วยสมุนไพรอุ่นลดอาการไข้ กิริยาสอดแขนรับเอวบางขึ้นมานั่งอย่างระวังอีกทั้งการป้อนสมุนไพรด้วยความประณีตนั้น ทำให้เรียวเฮอดที่จะเหลือบมองเป็นระยะไม่ได้ ความรู้สึกผิดแล่นขึ้นจับใจที่ทั้งหลีกลี้หลบหน้าท่านชาย ทั้งยังมีความคิดในแง่ลบกับท่านชายที่เป็นเพียงเด็กผู้ชายคนหนึ่งซึ่งกำลังเข้าสู่วัยบุรุษเต็มกาย มาถึงตอนนี้แล้ว...อยากคิดเหลือเกินว่านั่นมันก็เพียงแค่ความรู้สึกที่ทุกคนพึงมี
มาถึงตอนนี้อะไรในหัวมันก็เหมือนจะไร้เหตุผล ใบหน้าคมคร้ามที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมมือหา แผ่นอกกว้างที่ยอมเป็นที่พึ่งพิงให้คนจับไข้ได้อิงแอบดังเบาะนุ่มชั้นดี มือคร้ามแดดที่ยกช้อนขึ้นป้อนสมุนไพรต้มให้แก่เรียวเฮเป็นช้อนสุดท้าย กับสายตาลุ่มลึกที่มองสบในระยะใกล้ชิดมันดึงดูดให้มือบางยกขึ้นแตะต้องความงามที่เพียบพร้อมสมบูรณ์นั้นเพียงแผ่วเบา
สัมผัสอุ่นร้อนของฝ่ามือบาง ปลายนิ้วเรียวไล้เบาบางที่ข้างแก้มสากก่อนที่นิ้วหัวแม่มือจะแตะลงที่มุมปากบางได้รูปของท่านชายโดยที่ท่านชายและเรียวเฮไม่ได้หลบสายตากันประหนึ่งว่าที่หลบหน้ากันมาทั้งวันมันไม่เคยเกิดขึ้น ถึงตอนนี้จะโทษอะไรก็โทษพิษไข้เถิดที่ทำให้ไร้การควบคุมตัวเองได้ถึงเพียงนี้
ริมฝีปากอิ่มกระซิบแผ่วเบาด้วยคำขอบคุณจากใจที่อยากให้ท่านชายได้รับฟัง
“ขอบคุณ...ขอรับท่านชาย”
เหมือนเวลาของโลกใบนี้ที่มีเพียงท่านชายและเรียวเฮจะหยุดลง มือขาวบางที่ลดลงแตะไว้ที่แผ่นอกอุ่นกว้างของท่านชายถูกกุมไว้ด้วยมือกร้านก่อนที่ใบหน้าคมจะโน้มลงมาใกล้ ท่านชายกระซิบเพียงแผ่วผ่าน
“ข้าไม่เคยต้องการคำขอบคุณของท่าน...เรียวเฮ” เพิ่งรู้ก็วันนี้ว่าแรงดึงดูดของโลกมันช่างมากมายเหลือเกิน ถึงได้ดูดดึงให้ริมฝีปากของคนทั้งคู่แตะต้องสัมผัสกันอย่างยากที่จะแยกออก สัมผัสแรกที่มุมปากอิ่มถูกเบียดเคล้าถึงเนื้อนุ่ม กลีบปากสีสวยสัมผัสกันครั้งแล้วครั้งเล่าจนแทบขาดอากาศหายใจ ความสัมพันธ์ที่เกินเลยกว่าจะยับยั้งได้เพียงแค่นาทีนี้ที่ขออย่าได้มีใครมาหยุดมันลง ความสิเหน่หาในใจของท่านชายและเรียวเฮที่ได้รับการปลดปล่อยและกฎเกณฑ์ทางความคิดต่างๆ ที่ถูกทำเป็นว่ามันไม่เคยมีอยู่ เลือนลบไปจากใจทั้งสิ้น จังหวะหัวใจที่เต้นแรงเพียงแค่ริมฝีปากสัมผัสกันเพียงเท่านี้ ในตอนนี้แค่ให้ได้รับรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้หยอกเล่นอย่างที่ปากบอก แล้วเรียวเฮจะไม่สนใจการกระทำที่เหมือนจะเมินเฉยต่อความรู้สึกที่จริงจังของท่านชายอีกต่อไป
ผละออกจากสัมผัสอุ่นร้อนที่ริมฝีปากได้ครู่หนึ่งก็เหมือนว่าแก้มมันจะร้อนซู่จนหยุดไม่อยู่ เพราะท่านชายยังคงวนเวียนอยู่ที่ดวงหน้าใสของท่านอาจารย์และแตะแต้มริมฝีปากทั้งสองแก้มของเรียวเฮอย่างถือดีจนคิดได้ว่าควรจะปรามเอาไว้เสียบ้าง มือบางจึงผลักอกกว้างที่พึ่งพิงเมื่อครู่ออกห่างแล้วซุกตัวลงฟูกนุ่มโดยไม่สนใจสายตาท่านชายอีกต่อไป
“เห็นว่าท่านป่วยหรอกนะ...ครั้งนี้ข้าจะปล่อยท่านไป” ดวงตากลมใสของคนที่นอนอยู่มองไม่หลบไปจากใบหน้าของท่านชายที่ติดจะบึ้งตึงขึ้นมาอีกรอบ
“อย่ารังแกคนป่วยเลยขอรับท่านชาย...เดี๋ยวตบแต่งไปอยู่กับท่านหญิงแล้วรังแกเขาอย่างนี้ จะโดนหาว่าใจร้ายอยางที่สุดนะขอรับ”
!!!!...
“เจ้าพูดอะไร!!” ใครจะตบแต่งกันอย่างนั้นหรือ?! นี่เจ้าคิดบ้าบออะไรกันขนาดนี้เรียวเฮ ความในใจกับสัมผัสบอกเล่าเมื่อครู่เจ้ายังไม่แน่ใจในตัวข้าอีกอย่างนั้นหรือ?! น่าโมโหนัก...อยากจะจับตัวขึ้นมาคุยกันให้รู้เรื่อง แต่ความโมโหและโทสะมันก็มีมากเกินกว่าจะพูดคุย มือแข็งแรงกำแน่นอยู่ข้างตัวดวงตาเข้มจ้องไปที่ร่างบางที่หันหน้าหนีอีกครั้ง
“ข้ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับรู้ความรู้สึกของท่านชาย...ข้าน้อมรับไว้ แต่ในความเป็นจริง แต่ละคนก็มีหน้าที่พึงปฏิบัติท่านชายมีหน้าที่สืบทอดตระกูล การตบแต่งหญิงงามพร้อมด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีนั้นเป็นสิ่งที่สมควรกระทำ อย่าได้เอาอนาคตทั้งหมดมาทิ้งไว้ที่ข้าซึ่งเป็นคนแรกที่ทำให้ท่านเกิดความรู้สึกรักใคร่เลยขอรับ ยังมีคนอีกมากที่ทำให้ท่านชายรักใคร่ได้มากกว่าข้า อีกอย่าง...ข้าเองมีหน้าที่เป็นถึงท่านอาจารย์ของท่าน สังคมคงติฉินนินทาว่าได้ว่ามีหน้าที่พึงปฏิบัติคือการสอนให้ท่านชายเรียนรู้สิ่งที่ถูกต้องแล้วใยถึงได้กระทำส่งที่ผิดปกติของโลกเช่นที่ทำอยู่ตอนนี้”
“บ้า...เจ้าบ้าไปแล้วเรียวเฮ หากเจ้าต้องการจะทำให้ข้าเจ็บจนถึงที่สุด เจ้าก็ทำมันได้ดีเป็นอย่างยิ่ง!!! จำเอาไว้ว่าข้าไม่เคยคิดที่จะนำใครมาทดแทนใคร หากอนาคตของข้ามันทำให้เจ้าซึ่งแบกรับหน้าที่ของอาจารย์เอาไว้บนบ่าต้องลำบากใจที่จะรับความรู้สึกของข้านั้น...ข้ายินดีที่จะทำให้ภาระหน้าที่ของเจ้าหมดไปในทันที!!”
เสียงบันดาลโทสะพร้อมกับร่างสูงสง่า ใบหน้ากริ้วโกรธอย่างถึงที่สุดกลับหลังเดินออกไปจากห้องโดยไม่แม้แต่จะสนใจคนป่วยอีกต่อไป ทำให้เปลือกตาบางที่ปิดพริ้มปิดกั้นความร้อนผ่าวที่ไหลรื้นขึ้นมาถึงขอบตายิ่งต้องปิดแน่นมากขึ้นกว่าเดิมเมื่อได้ยินคำบันดาลโทสะของท่านชาย มาถึงแล้วสินะ...ช่วงเวลาที่ต้องลาจาก...
TBC...
~おしえる~9
เท้าบางจรดลงบนพื้นห้องที่ปูด้วยเสื่อทาทามิอย่างดีเมื่อบานประตูห้องพักถูกเลื่อนปิดลง เวลาค่ำมืดที่อากาศเย็นสบายในตอนกลางวันทวีความเย็นขึ้นอีกเป็นเท่า อาจเพราะใกล้เวลาที่จะเปลี่ยนฤดูก็เป็นได้ ทำให้อุณหภูมิภายนอกเรือนกับในเรือนค่อนข้างต่างกันมากอยู่ ร่างเล็กแทรกตัวเข้าไปในห้องกลางที่กั้นระหว่างห้องของตนเองกับลูกศิษย์ตัวโตเกินวัยอย่างเงียบ ๆ แล้วทอดสายตามองไปที่บานประตูฝั่งซ้ายที่ปิดเงียบ
...มีอะไรให้ต้องคิดอีก ไม่มีเลยเรียวเฮ เจ้าไม่ควรจะคิดอะไรไปตั้งแต่แรกแล้วด้วยซ้ำ...
หลังจากเสร็จมื้ออาหารเย็นที่เรียวเฮขอตัวออกมาก่อน ค่อนข้างจะเสียมารยาทแต่หวังว่าเหตุผลที่ให้ไปคงจะพอฟังขึ้นว่า ...รู้สึกไม่ค่อยสบายเพราะอากาศเริ่มเปลี่ยน... จึงได้ขอตัวออกมานำสมุนไพรไปต้มเพื่อดื่มกันอาการไข้หวัดไว้ก่อน
ร่างบางหันกลับไปมองประตูห้องใหญ่ว่าปิดสนิทดีแล้วถึงได้เตรียมตัวจะก้าวเดินไปยังห้องนอนเพื่อพักผ่อน แต่ร่างของลูกศิษย์ที่ยินพิงประตูห้องกอดอกตัวเองแถมยังทำหน้านิ่งจนดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาโขนั้นทำให้เรียวเฮหยุดมองอยู่พักหนึ่งแล้วจึงตัดสินใจก้าวเดินอีกครั้ง ถ้าไม่ติดว่ามีเสียงจากท่านชายคนเล็กแห่งทาจิบานะจะทัดทานเสียก่อน
“ไหนว่าไม่สบาย?” ใบหน้าคมที่มีแววว่าโตขึ้นคงหล่อได้อีกมากเงยขึ้นเล็กๆเหมือนจะจับผิดท่านอาจารย์ทั้งที่ยังกอดอกพิงสะโพกไม่จาง
“ขอรับ...” เรียวเฮหยุดลงตรงหน้าท่านชายไม่ไกลนักรับคำด้วยเสียงไม่ใช่ดังอีกทั้งหัวคิ้วขมวดมุ่นอย่างไม่พอใจที่เหมือนถูกจับผิดอยู่ในขณะนี้ แต่ก็ยังใจเย็นพอที่จะตอบคำถามอีกฝ่ายได้
“ที่ขอตัวออกจากห้องอาหาร ท่านบอกว่าไม่สบาย?”
อ้อ...จะตามมาคั้นกันให้ตายตรงนี้นี่เอง เอาเถอะ ไม่อยากยืนเถียงกับเด็กอยู่ตรงนี้หรอกนะ เท้าบางก้าวผ่านหน้าท่านชายไปอย่างไม่สนใจแล้วท่านชายเองก็คงจะไม่อาจละเลยไม่สนใจในกิริยาเมินเฉยของอาจารย์ได้เช่นกัน มือของท่านชายถึงได้คว้าเข้าที่ต้นแขนเล็กบอบบางแต่แรงไม่เบาตามเอาไว้แน่นก่อนที่มันจะได้ออกแรงให้ท่านชายเจ็บตามใบหน้าหรือเนื้อตัว
“ปล่อย!!” ดวงหน้าใสสะบัดอย่างไม่กลัวเป็นการเสียมารยาทแก่ท่านชายผู้สูงศักดิ์ หน่วยตาเล็กเกรี้ยวกราดอย่างไม่ปิดบังอารมณ์โกรธกริ้วให้มันลอยอยู่ตรงหน้า
“ข้าถาม...ท่านเองก็แค่ตอบ มันยากตรงไหนกัน ที่สำคัญการที่ผู้หนึ่งถามแล้วไม่ตอบคำถามนั้น ท่านเคยสอนข้าเองว่ามันเป็นการเสียมารยาทอย่างถึงที่สุดมิใช่หรือ? ท่านอาจารย์...”
ท่านชายย้อนกลับมาให้เรียวเฮได้สะอึกจนนึกอยากจะเผาตำรามารยาทเล่มนั้นเสียให้พ้นข้อกล่าวหาให้รู้แล้วรู้รอดกันไป
“ข้าบอกให้ปล่อยท่านชาย...ข้าคิดว่าสิ่งที่ข้าพูดมันคงจะเป็นอะไรที่ท่านชายไม่ได้บื้อใบ้จนฟังไม่ออก”
เสียงแผ่วเบากับดวงตาใสที่ยังคงความกร้าวอยู่นั้นไม่ได้ทำให้เคตะคลายแรงจากต้นแขนลง เพียงแต่ท่านชายกลับรั้งแขนของท่านอาจารย์แน่นขึ้นอีกเท่าแล้วรั้งเข้ามาใกล้กันมากขึ้น
“ข้าถามท่านดีๆเท่านั้น...”
เสียงท่านชายเคตะลดระดับลงเป็นการพูดคุยธรรมดา แต่คนที่อารมณ์ค่อนข้างอยู่ในภาวะแปรปรวนนั้น
“แต่กิริยาของท่านชายมิได้เป็นการถามข้าอย่างที่ว่าเลยสักนิด!!”
“ข้าก็แค่อยากรู้เท่านั้นทำไมท่านถึงต้องโวยวายและทำเมินข้าเช่นนี้เล่าเรียวเฮ”
น้ำเสียงติดอารมณ์ขุ่นทำให้ท่านชายพลุ่งพล่านตามไปด้วยจนตะเบ็งเสียงแข่งกันไปโดยไม่รู้ตัว สภาวะถกเถียงกำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง
“ท่านจะอยากรู้ไปทำอะไรกันเล่า!”
“ที่ข้าถามเพราะข้าเป็นห่วง!!”
เสียงทุ่มเถียงกันก่อนหน้านั้นไม่ถึงนาทีเงียบไปกะทันหันเพราะเหตุผลที่ท่านชายเคตะตะเบ็งแข่งกับเสียงเรียวเฮตอนแรก ท่านชายคนเล็กรู้สึกไปเองหรือไม่ก็มิรู้ได้ เพราะเหมือนว่าร่างเจ้าของต้นแขนบอบบางที่อยู่ในฝ่ามือนี้ลดแรงต้านไปโดยไม่รู้ตัว เปลือกตาบางปิดลงจนแพขนตาทาทับลงบนแก้มเนียนพร้อมลมหายใจที่ผ่อนออกจนสุด เคตะเห็นว่าหัวคิ้วเรียวขมวดมุ่นยุกยิกสองสามครั้งก่อนเรียวเฮจะลืมตาขึ้นมองหน้ากันอีกครั้งหลังจากที่หลบอยู่นาน
“ท่านเป็นอะไร...? เรียวเฮ”
“ข้า...ข้าแค่ รู้สึกไม่สบายจริงๆขอรับท่านชาย ถ้าท่านชายจะกรุณา ขอให้ข้าได้พักผ่อนเถิด”
น้ำเสียงโรยแรงลงจากเดิมของเรียวเฮทำให้เคตะขมวดหัวคิ้วตามอีกฝ่ายไปแล้วเลื่อนฝ่ามือลงมากุมที่ขอมือบางแทน ขยับเข้าไปใกล้อีกนิดแต่เรียวเฮก็ถอยห่างออกมาก้าวต่อก้าว จนเมื่อแผ่นหลังภายใต้ยูคาตะเนื้อดีแนบติดกับบานประตูเลื่อนของห้องเรียวเฮนี่เองจึงได้หยุดเท้าลงแล้วบิดข้อมือหนีอาการเกาะกุมของท่านชายเคตะ ไม่รู้ว่าจะสายไปหรือไม่...แต่แค่พยายามจะหนีก็ดีกว่าเรียกได้ว่า ”สมยอม” แล้วกันเรียวเฮเอ๋ย
“ข้าให้ท่านไปแน่เรียวเฮ เพียงแค่ข้าจะได้รู้ว่าท่านเจ็บป่วยเพราะเรื่องใด และท่านได้รับสมุนไพรเรียบร้อยแล้ว จากนั้นข้าจะให้ท่านได้พักผ่อนตามที่ท่านต้องการ”
แรงบิดจากที่ฝ่ามือยังมีอยู่น้อย ๆ ให้รู้สึกได้ ท่านชายเคตะจึงได้ดันตัวเองเข้าไปชิดกว่าเดิมแล้ววางแนบฝ่ามือนั้นไว้กลางอกตัวเองแน่นจนเรียวเฮสะดุ้งขึ้นมาทันตา
“ข้ารับสมุนไรแล้วท่านชาย เวลานี้ต้องการเพียงการพักผ่อนที่เพียงพอเท่านั้นขอรับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว...เชิญท่านพักผ่อนตามสบายเถิด”
แรงมือที่คลายลงทำให้เรียวเฮเตรียมจะพลิกตัวกลับเข้าหาประตูห้องแต่ติดที่ว่าร่างที่สูงใหญ่กว่าเรียวเฮที่ยืนชิดกันตอนนี้นั้นเบียดบังไม่ให้ทำได้ตามใจชอบ ริมฝีปากอิ่มถูกเจ้าของร่างบางนั้นเม้มแน่นสองสามครั้งก่อนจะเอ่ยขอออกไปกับท่านชายที่ยืนขวางทางไว้อย่างนี้
“ข้าจะพักผ่อนแล้ว เชิญท่านชายเถิดขอรับ”
“...ข้ารู้ว่าท่านจะพักผ่อน ท่านก็เข้าห้องท่านเสียสิ”
“แต่ท่านขวางทางขาอยู่ขอรับท่านชาย”
“ข้าแค่ต้องการเห็นว่าท่านได้พักผ่อนอย่างเพียงพอแล้วก็เท่านั้น...เชิญท่านเข้าห้องท่านได้แล้วเรียวเฮ”
นึกขัดใจอยู่เป็นกำลัง อยากจะรู้นักว่าเมื่อท่านชายเข้ามาอยู่ในห้องข้าแล้ว ข้าจะได้พักผ่อนอย่างเพียงพอได้อย่างไรกัน!!!!??? ให้ตายเถอะเรียวเฮ...วันนี้เจ้าโมโหเป็นรอบที่ล้านเสียแล้วกระมัง
“ข้าโตเพียงพอที่จะรู้ว่าอะไรเรียกว่าการพักผ่อน อะไรเรียกว่าการรบกวนนะขอรับท่านชาย...ดังนั้น ข้าเองก็ไม่อยากเสียมารยาทที่จะเชิญท่านชายออกไปจากห้องข้า...หวังว่าท่านชายคงเข้าใจ”
ประชดขนาดนี้แล้วท่านชายยังทำเฉยอีกก็ไม่รู้จะว่ากระไร...แต่ท่านชายก็ทำให้เรียวเฮอ่อนใจได้อย่างน่านับถือ เพราท่านชายท่านเฉย...เสียจนน่าเอาไปผูกกับต้นไม้ริมน้ำให้อยู่ห่าง ๆ จากเรียวเฮจริง ๆ นอกจากจะเฉยแล้วยังจะเดินตามเข้ามาไม่หยุดหย่อนอีกด้วย ลองพยายามอีกครั้งก็แล้วกันเรียวเฮเอ๋ย
“ท่านชาย...”
ยังไม่ทันจะได้กล่าวจบประโยค ท่านชายที่รักก็ฉวยเอาข้อมือขาวนั่นไว้ในมืออีกครั้งแล้วทุกอย่างก็ดูเหมือนจะเร็วจนตามลำดับเหตุการณ์ไม่ทัน จนท้ายที่สุดของเหตุการณ์ช่วงไม่ถึงหนึ่งนาทีที่ผ่านมามันจบลงที่เรียวเฮนั่งเหยียบเข่าอยู่บนตัวท่านชายด้วยในหน้าที่คิ้วขมวดขึ้งด้วยความขัดใจส่วนท่านชายเคตะก็นอนให้เรียวเฮเข่นคออยู่อย่างนั้นโดยไม่ขัดขืน ออกตจะแปลกอยู่สักหน่อยที่เป็นอย่างตอนนี้ เพราะในยามปกติ ไม่ต้องถามหาคำว่ายอมแพ้จากท่านชายเลยสักนิด เพราะท่านชายไม่มีให้ แล้วตอนนี้มันอะไรกัน??... นอกจากจะไม่ต่อต้านแล้วยังมาต่อว่าต่อขานเขาอยู่เป็นนานสองนานอีก
“นี่หรือคือคนไม่สบายและกำลังจะต้องการการพักผ่อน?...เรียวเฮ ข้าว่าท่านคงอยากออกกำลังกายรอบดึกเสียกระมัง?”
ออกกำลังกายรอบดึกบ้าอะไรกันเล่า!! ก็ข้ากำลังจะพักผ่อน ท่านเองนั่นแหละที่เริ่มทุกอย่างให้เกิดขึ้น
“ใช่ ข้าไม่สบาย...และท่านกำลังทำให้ข้าไม่ได้พักผ่อนท่านชาย ข้าเตือนท่านดี ๆ แล้วนะขอรับ ตัวข้าเองก็ไม่อยากให้เป็นอย่างเช่นตอนนี้ด้วยเคารพในเกียรติที่สูงกว่าของท่าน และด้วยการที่ท่านเป็นผู้อยู่ในการอบรมของข้าเอง”
สิ่งที่เรียวเฮพูดไปนั่นมีผลกับเคตะหรือไม่ก็ดูที่ข้อมือของเรียวเฮก็แล้วกัน ฝ่ามือของเคตะที่ถูกทำให้หลุดออกไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่เรียวเฮจับท่านชายทุ่มลงมานอนแหมบอยู่ที่พื้นอย่างตอนนี้ แต่ครั้งนี้ท่านก็น่ารักใจหายเลื่อนมือขึ้นมากุมมือเรียวเฮข้างที่กำสาบเสื้อไว้แน่น
“นี่ขนาดให้เกียรติข้านะเนี่ย ท่านยังแสดงอาการนอบน้อมต่อเกียรติของข้ามากมายเช่นนี้ เป็นอาจารย์ที่น่าเคารพเสียจริง...”
ถึงจะไม่ได้ใช้น้ำเสียงโกรธเกรี้ยวหรือขึ้งขุ่นอย่างประโยคที่พูดมาแต่นั่นก็ทำให้เรียวเฮรู้สึกตัวหลุดออกจากความโกรธได้ดีทีเดียว ทำท่าว่าจะเลื่อนตัวลงจากตัวท่านชายแต่มืออีกข้างของท่านก็เลื่อนโอบเอวเสียนี่ แถวยังยึดข้อมือไว้แน่นกว่าเดิมอีกจนต้องตวัดสายตาขึ้นมองสบ แล้วเรียวเฮก็เหมือนรู้สึกตัวว่าจะพลาดอะไรไปบางอย่าง อะไรบางอย่างที่มันทำให้ท่านชายมีแววตาที่ไหวระริกอีกทั้งริมฝีปากบางนั้นเหมือนจะยิ้มพรายทั้งที่ยังไม่ได้แม้แต่จะยกยิ้มเลยด้วยซ้ำ
แล้วสิ่งที่เรียวเฮรู้ว่าพลาดก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าทันใด เมื่อบานประตูห้องกลางที่กั้นระหว่างห้องของท่านชายกับเรียวเฮถูกเปิดออก ร่างของท่านผู้หญิงทาจิบานะยกมือบางขึ้นปิดปากที่เปล่งเสียงด้วยความตกใจในสภาพที่เป็นอยู่ของหลานชายและลูกชาย
“ตายแล้ว...ทำอะไรกันลูกสองคนนี้นี่”
เรียวเฮพยายามอย่างยิ่งที่จะสะบัดให้หลุดจาพันธนาการทั้งมือและลำตัวแต่อย่างว่าที่ยากเหลือเกิน ตัวเรียวเฮก็แค่นี้เอง จะไปสู้แรงเด็กชายตัวเขื่องอย่างท่านชายได้อย่างไรกัน จนเมื่อท่านผู้หญิงสั่งให้คนติดตามมารั้งเรียวเฮออกไปยืนแล้วท่านชายลุกขึ้นตามมาส่งยิ้มให้ท่านแม่
“มีอะไรกันลูก...ทำไมถึงต้องลงไม้ลงมือกัน หรือเจ้าดื้ออะไรกับพี่เขาเจ้าลูกชาย”
ท่านผู้หญิงเดินไปนั่งที่โต๊ะตัวเตี้ยที่ตั้งอยู่ริมห้องด้านหนึ่งโดยมีคู่กรณีทั้งสองนั่งทับขาอย่างสงบ ใบหน้าเรียวสวยก้มต่ำแต่ดวงตาเหลือบมองท่านชายเป็นระยะ ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการขบริมฝีปากแน่นอย่างเคียดแค้น ข้าพลาดที่ปล่อยให้อารมณ์โกรธจากการกระทำของท่านชายครอบงำจนเผลอลงไม้ลงมือและเป็นหลักฐานมัดตัวเมื่อท่านป้ามาพบ เอะใจอยู่แล้วเชียวว่าอะไรทำให้ท่านชายยอมอยู่ใต้ร่างเขาอย่างนี้ให้ตายเถอะ นี่มันเรื่องบ้าชัด ๆ
“เปล่านะขอรับท่านแม่ ข้าแค่เป็นห่วงเรียวเฮเท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าโกรธเคืองอะไรข้านักถึงได้โมโหจนจับข้าทุ่มลงไปกองอย่างนั้น”
ท่านชายทำหน้าทะเล้นน้อยๆเมื่อเรียวเฮสะบัดหน้ากลับมามองว่าที่พูดนั่นถูกแล้วหรือ...แต่ถ้ายึดเอาคำพูดของท่านชายทั้งหมดนั้นก็ไม่ผิดเสียหรอก เพราะท่านชายเองก็บอกว่าเป็นห่วงเรียวเฮทั้งนั้น เถียงอะไรไมได้เลยได้แต่นั่งเงียบ
“จริงหรือเรียวเฮ...น้องทำอะไรให้เจ้าไม่พอใจหรือเปล่าน่ะ ป้าจะได้ให้ท่านพ่อของท่านชายสั่งลงโทษให้”
“ท่านแม่...ข้าเป็นห่วงเรียวเฮจริงจังนะขอรับ เห็นออกจากห้องอาหารมาก่อนเพราะไม่ค่อยสบายตัวนัก เลยถามว่ารับสมุนไพรหรือยัง...แต่ก็อย่างที่ท่านเห็น”
“อย่างเจ้าน่ะหรือจะไม่ทำอะไรให้ใครโกรธ แค่วันแรกที่พี่เขามาถึงเจ้ายังทำเสียเป็นเรื่อง นี่ถ้าไม่ใช่เรียวเฮยังปราบเจ้าไม่อยู่ล่ะก็...แม่ก็ไม่รู้จะให้พ่อเจ้าหาใครมาสั่งสอนอบรมเจ้าแทน ถ้าขนาดนั้นคงต้องให้พ่อเจ้าพาเจ้าเข้าวังไปเข้าโรงเรียนฝึกในวังหลวงเลยคงดีไม่หยอก”
และก่อนที่แม่ลูกจะเถียงกันไปมากกว่าที่เป็นอยู่ เรียวเฮจึงขัดขึ้นเพราะเห็นว่านี่ก็ดึกมากแล้วจะให้ผู้ใหญ่มานั่งซักนั่งถามเรื่องไม่เป็นเรื่องก็คงไม่ดี
“เอ่อ...ท่านป้าขอรับ เป็นอย่างที่ท่านชายพูดจริงขอรับ ข้า...”
ผู้เป็นป้าหันมามองด้วยใบหน้าติดสงสัย เหมือนไม่เชื่อว่าอย่างเรียวเฮนี่หรือจะกล้าทำอะไรที่ดูเหมือนวู่วามขนาดนั้น
“ว่าไงจ๊ะ?”
“ข้า...รู้สึกไม่สบายจริงๆ และแค่อยากจะขอพักผ่อน เท่านั้นจริง ๆ ขอรับ ท่านชายก็แค่...”
ใบหน้าที่บ่งบอกวัยพยักหน้ารับรู้เบา ๆ ก่อนจะหันไปสั่งลูกชาย
“ไม่เป็นไร ไม่สบายก็พักเถอะป้าจะให้คนเอาสมุนไพรมาให้อีก กังวลเรื่องใดอยู่รึเปล่า...ป้าไม่เคยเห็นเราเป็นอย่างนี้มาก่อนเหมือนกันนะเรียวเฮ”
มือบางที่มีริ้วรอยเอื้อมมาลูบผมเส้นเล็กถามด้วยความเป็นห่วงและเอื้ออาทร จนเรียวเฮยิ้มรับน้ำใจนั้น
“ไม่เป็นอะไรขอรับ ข้าไม่มีเรื่องใดให้ครุ่นคิดอย่างที่ท่านป้ากังวล ขอบคุณสำหรับความห่วงใยของท่านป้านะขอรับ”
ร่างบอบบางโค้งลงจนแทบติดพื้นเพื่อขอบคุณและยิ้มให้อีกครั้งก่อนที่ท่านผู้หญิงทาจิบานะจะลุกขึ้นพยักหน้ารับคำขอบคุณนั้นเบา ๆ แล้วเดินจากไป ไม่ทันคล้อยหลังดีก็หันกลับมากำชับให้ท่านชายดูแลเรียวเฮในระหว่างที่ให้คนไปต้มสมุนไพรมาให้ซึ่งท่านชายก็ยิ้มรับเป็นอย่างดี
วันนี้รู้สึกเหมือนเรียวเฮจะกลายเป็นคนโง่จนไม่น่าจะเป็นคนสอนใครได้อีก จิบะจะมีคนโง่อย่างเรียวเฮอีกไหมหนอ?...เท่าที่เกิดมาพบเจอคือไม่มี แต่เรียวเฮก็ได้ประจักษ์แล้วว่าตัวเองนั้นโง่เง่าที่สุด ทั้งที่ปล่อยให้ท่านชายคุมเกมเมื่อครู่ หลงไปกับการยั่วยุที่ท่านชายสนุกสนานเสียเต็มที่ การโกหกท่านป้าที่ดูอย่างไรก็รู้ว่าโกหกแต่ท่านป้าก็ยังอุตส่าห์เอื้อเฟื้อเผื่อใจให้เพราะคิดว่าเขามีเรื่องให้ต้องครุ่นคิดมากมาย แล้วไหนจะคำกำชับของท่านป้าที่...สั่งให้ท่านชายคอยดูแลเขาอยู่ตรงนี้... ดูแลด้วยรอยยิ้มชัยชนะสูงสุดเหนืออาจารย์อย่างเรียวเฮนี่!!! จะขัดก็คงไม่ดี ให้ตายเถอะเดินเข้าห้องเสียดีกว่ายืนทื่ออยู่กลางห้อง
คลี่ฟูกนอนออกซุกตัวลงนอนโดยไม่สนใจท่านชายที่เดินตามเข้ามาเลื่อนปิดบานประตูแล้วนั่งลงข้างฟูกนอน ชักปวดหัวจริงๆเสียแล้วสิ สงสัยจะตากน้ำค้างมากไป ไหนจะต้องมารบกับท่านชายด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องอีก มึนจนลืมตาแทบไม่ขึ้น อีกทั้งเรื่องเมื่อครู่ที่เขาทำร้ายร่างกายท่านชายคนเล็กแห่งทาจิบานะ รับรอง ไม่เกินวันพรุ่งนายท่านจิบะได้โร่มาแต่ไก่โห่แน่ๆเชียว เอาเถอะถึงตอนนั้นก็ค่อยคิดแล้วกันว่าท่านพ่อจะลงโทษเรียวเฮด้วยอะไร คงไม่ตายหรอกถ้าต้อง... ถูกทำทาอะไรซักอย่าง
เคตะเห็นหัวคิ้วที่ขมวดมุ่นก็ให้นึกขัดใจบ่นอุบอิบออกมาเบา ๆ
“เห็นไหม ไม่สบายจริง ๆ แล้วสิท่าน...ตากน้ำค้างกลางคืนจนค่ำมืดขนาดนั้นถามดีๆ ก็ยังทำเป็นโมโห”
“ข้าเปล่า...”
มือเล็กปัดมือที่แตะอยู่ที่หนาผากและข้างแก้มออกพร้อมเสียงแผ่วเบาเพราะอาการไข้เริ่มทำหน้าที่ของมัน
“แค่จะพูดยังไม่มีแรง แล้วยังทำเก่งอีกนะ จิบะสอนให้คนรั้นด้วยหรือไงกัน?เรียวเฮ”
เอาเถอะ ตอนนี้ขอนอนสงบใจรอรับกรรมในวันพรุ่งเห็นจะดีกว่ามานั่งเถียงกับท่านชายอย่างตอนนี้ ร่างเล็กถึงได้พลิกกลับไปอีกด้านเลี่ยงแสงไฟจากโคมในห้อง ท่านชายลุกออกไปแล้วแต่เรียวเฮก็ไม่ได้สนใจที่จะหันไปมองได้ยินเพียงเสียงบานประตูที่เลื่อนเปิดปิด ก่อนที่มันจะถูกเลื่อนเปิดอีกครั้งหลังจากเงียบหายไปพักหนึ่งจากการเคลื่อนไหว
ความเย็นของน้ำกับผืนผ้าแตะลงบนข้างแก้มให้รู้สึกสบายตัว คิดไปว่าคงเป็นบ่าวคนใดคนหนึ่งในเรือนที่ท่านชายไปตามให้มาเช็ดตัวให้ เพราะอย่างท่านชายคงทำเองไม่เป็น จึงหลับตานอนให้เช็ดเอาไอร้อนจากร่างกายออกไปอย่างไม่คิดจะลืมตาขึ้นมอง เงยคอให้เมื่อคนปฐมพยาบาลนั้นรั้งคางเล็กให้เงยขึ้น...น่ารัก
กลิ่นหอมของไอดินในสวนยามค่ำกอปรกับอาการไข้ที่ทุเลาลงบ้างแล้วทำให้คนตัวเล็กดำดิ่งสู่ห้วงนิทราได้ง่ายดายทั้งที่ยังไม่ได้รับสมุนไพรที่ท่านผู้หญิงเตรียมมาให้เลยสักคำ
มือเรียวโยนผ้าในมือทิ้งลงอ่างไม้ใบเล็กก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ลุกขึ้นไปหยิบฟูกนอนในห้องตัวเองมาวางไว้ขางกันกับของท่านอาจารย์ตัวเล็กแล้วซุกตัวลงนอนมองใบหน้าขาวใสนั้นนิ่ง
“โกรธข้าเรื่องใดกันเรียวเฮ...ข้าก็แค่เป็นห่วงเท่านั้น หรือไม่พอใจที่ข้าจะดูคู่หมายไว้ตามที่ท่านพ่อบอก ถ้าเป็นเช่นนั้น...ข้าคงดีใจอย่างที่สุด”
นึกย้อนไปถึงเมื่อครั้งแรกที่ได้พบเจอ ไม่ถูกชะตาอย่างไม่น่าให้อภัย คนที่จะมาเป็นอาจารย์ของท่านชายเคตะผู้นี้หรือที่รูปร่างบอบบางสะโอดสะองราวกับเป็นหญิง ในหน้าคร่าตานั้นหวานและงดงามดั่งสตรีนางใน ผิวบางใสกับริมฝีปากอิ่มแย้มยิ้มสดใสแต่ดวงตากลมสวยนั้นกลับจ้องอย่างเอาเรื่องเมื่อท่านชายประกาศสงครามในครั้งแรกที่เจอ
จากไม่ถูกชะตากลายเป็นต้องตาต้องใจไปได้อย่างไรหนอ...ก็ยากจะรู้ได้ เพียงแต่ตอนนี้ ระยะเวลาที่ผันผ่านมันผูกมัดหัวใจของท่านชายไปกับท่านอาจารย์ตังน้อยเสียแล้ว ถึงแม้จะยังไม่ถึงวัยหนุ่มฉกรรจ์ที่จะได้เรียนรู้ถึงความรักแบบชู้สาว แต่ท่านชายก็ไม่ได้โง่ถึงขนาดที่ไม่รู้ใจตัวเอง ในคราแรกที่บอกออกไป ตอนนั้นมันก็แค่อยากจะบอกเล่าความในใจให้อีกฝ่ายได้พึงรู้ แต่ท่านชายก็แค่เด็กคนหนึ่งเท่านั้น ท่านชายไม่รู้ว่าการบอกไปอย่างนั้นจะสร้างความยินดีหรือสร้างความไม่พอใจให้กับเรียวเฮกันแน่ เมื่ออีกฝ่ายตกลงใจว่าจะให้ลองศึกษากันดู...ท่านชายเองก็ปากไวบอกไปว่าที่พูดไปนั้นล้อเล่น ครุ่นคิดอยู่เป็นชาติว่าปากพล่อยไปอย่างนั้นแล้วใครจะเชื่อใจอีกได้ แต่ไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไร...ท่านพี่ริวอิจิบอกว่าให้ทำลืมไปเสียว่าเคยพูดอะไร นี่ก็ทำลืมมานานแล้วใยท่านอาจารย์ตัวเล็กของข้าไม่ลืมตามข้าไปด้วยเลยเล่า...
เสียงถอนหายใจดังขึ้นและโคมเทียบในห้องดับลงจนเหลือเพียงความมืดและเสียงจักจั่นที่ดังสลับกับเสียงของสายลมซึ่งพัดพาเอากลิ่นหอมของไอดินเข้ามากำจายฟุ้งทั่วเรือนนอน เปลือกตาบางยังปิดสนิทและท่านชายคนเล็กแห่งทาจิบานะก็เข้าสู่ห้วงนิทราในกลางดึกหลังจากที่เฝ้าดูอาการไข้ของท่านอาจารย์มาตลอดคืนนั้น
.................
.............................
2bc
วันนี้เรือนทาจิบานะได้เปิดต้อนรับการมาเยือนของแขกเหรื่ออีกครั้ง ตระกูลทานิอุจิที่มีท่านชายรุ่นราวคราวเดียวกับริวอิจิและเรียวเฮอีกทั้งยังเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่ครั้งยังเล็กรวมทั้งท่านหญิงคนเล็กของตระกูล อายุอานามคงไม่ต่างจากท่านชายเคตะนักมาพร้อมกับนายท่านและนายหญิงแห่งทานิอุจิ
ท่านชาย
Teach 4 Part 8
---------------------------------
ตื่นเช้ามาเรียวเฮเดินออกมารับอรุณตามปกติที่เคย แต่ก็ได้พบเห็นภาพความวุ่นวายของเรือนทาจิบานะที่ดูเหมือนทุกคนจะตระเตรียมทุกสิ่งอย่างไว้สำหรับงานรื่นเริงเฉลิมฉลองอะไรสักอย่าง คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้นมองอย่างสงสัยก่อนจะคว้าเอาเจ้าเด็กหนุ่มลูกข้ารับใช้ในเรือนนั้นที่จำหน้าได้ว่าเคยเป็นสมุนตัวน้อยของท่านชายเคตะมาถามเข้า แต่คำตอบก็ไม่น่าพอใจเท่าใดนัก เพราะเจ้าเด็กนั่นตอบเพียงว่า...จะมีงานรื่นเริง... จากนั้นก็เผ่นแผล็วออกไปช่วยงานต่ออย่างเร่งรีบ
เท้าบางพาเจ้าของร่างบอบบางในยูคาตะสีสวยเดินย่ำต้นหญ้าอ่อนนุ่มไปจนถึงศาลาริมน้ำแล้วหย่อนกายนั่งลง ถึงแม้ในใจจะยังสงสัยไม่คลาย แต่อากาศก็ดีเกินกว่าจะติดใจสงสัยอะไรให้ขุ่นมัว ชายยูคาตะถูกมัดขึ้นสูงเพื่อกันน้ำเปียกในระหว่างที่ให้อาหารปลาในบึงอย่างที่ทำประจำ เงาร่างสูงเพรียวทอดลงบนผืนน้ำเป็นบุคคลหน้าตาคุ้นเคยอย่างท่านชายคนเล็กเรียกให้เรียวเฮเงยขึ้นมองพร้อมกับเขยิบที่นั่งให้ท่านชายด้วยอีกคน
“มีอะไรหรือขอรับท่านชาย ?” ถุงอาหารปลาในมือถูกฉวยไปด้วยมือใหญ่ของเด็กหนุ่มข้างกายโปรยเม็ดอาหารให้แก่สัตว์น้ำสีส้มสลับขาวในบึงบ้าง
“วันนี้ท่านพ่องดสอน...แล้วจะไปวัดกัน”
“อ่ะ...ท่าน!!” พุดจบประโยคไม่บอกไม่กล่าว จู่ ๆ ท่านชายก็คว้าเอาเอวบางเข้าชิดก่อนจะก้มลงมาติดแล้วแนบความนิ่มอุ่นเข้าหากลีบอิ่มเบา ๆ คล้ายจะเป็นคำอ้อนขอก่อนกระชับแน่นเข้าไปอีกนิ่ง...นาน...จนแทบลืมหายใจ เมื่อสติย้อนคืนทำให้มือบางของท่านอาจารย์ดันหน้าอกท่านชายคนเล็กออกก่อนจะรีบยืนขึ้น
“ท่านทำอะไร?!” ดวงตากลมโตแวววาวด้วยความขุ่นเคือง
“ทำอะไร??” เสียงตอบกลับของท่านชายนั้นช่างเรียบเฉยกับการกระทำของท่านนัก!!! แต่เรียวเฮเฉยด้วยไม่ไหวหรอกนะ ใครจะเฉยได้...ไม่ได้รักไม่ได้ชอบจะมาทำรุ่มร่ามอย่างนั้นได้อย่างไรกัน
“ที่ท่าน...ท่าน...สัมผัสข้า นั่นท่านทำอะไร??!!!” กว่าจะนึกคำที่ไม่แสดงออกถึงกิริยาโจ่งแจ้งของท่านชายเมื่อครู่ก็เรียกเอาอุณหภูมิร่างกายเรียวเฮขึ้นไปจนเฉียดจะเรียกว่าอาการไข้ หน้าร้อนวูบจนแดงเรื่อไปทั้งหน้า
“ก็สัมผัสท่านยังไง...ท่านก็พูดเอง” ข้ารู้แล้วว่าท่านสัมผัสข้า...ด้วยริมฝีปากเสียด้วยนั่นน่ะ แต่ข้าไม่เข้าใจจุดประสงค์ท่านเว้ยขอรับ!!! อยากจะหยาบคายเข้าให้อย่างสุดใจ แต่ทำอะไรไม่ได้มากกว่าการฮึดฮัดในใจเท่านั้น
“โกรธอะไรข้าอีกเรียวเฮ...” ท่านชายทอดเสียงอ่อนให้เรียวเฮนึกคันมือขึ้นมาเดี๋ยวนั้น น่ารักตายล่ะท่านเอ๋ย...มาถามได้ว่าโกรธอะไร
“เปล่า!!!” เอาสิ...เสียงอ่อนมาเรียวเฮก็จะเสียงแข็งกลับให้เต็มที่ไปเลย ก้มลงไปรั้งเอาชายยูคาตะให้ลงกลับไปอยู่ที่เดิมก่อนจะหันหลังกลับให้ลูกศิษย์แล้วเดินหนีมา แต่ก็ยังมีคนกล้าเดินตามพายุลูกน้อย ๆ นี่ได้อย่างเงียบเชียบ
“ไม่บอกแล้วจะรู้หรือ??...” มาแนวไหนล่ะวันนี้ทำเสียงอ่อนใส่เขามาสองรอบแล้วนะวันนี้
ร่างบางหันหลังกลับกะทันหันจนทำให้อีกฝ่ายที่ตามมาหยุดฝีเท้าไว้ไม่ทันเลยต้องรับท่านอาจารย์ตัวเล็กเข้ามาในอ้อมกอดไปโดยปริยาย
“ว่าอย่างไร?...บอกข้าได้หรือยัง?”
“ข้าอยากรู้ว่าเหตุผลที่ท่านสัมผัสข้าเมื่อครู่ท่านทำไปเพราะอะไร” ดวงตากลมโตนั่นกดมองท่านชายเคตะอย่างไม่เกรงใจ จะเกรงไปทำเยื่อไผ่อะไรอีกเล่า!! ในเมื่อท่านชายยังทำอะไรได้ไม่เกรงใจทั้งตัวเขาและฟ้าดินอย่างนั้น ไม่ถามให้รู้คงได้อึดอัดจนตายไปข้างหนึ่งแน่
“ว่าอย่างไรท่านชาย...ข้า...”
“ข้าอยากทำ...ข้าทำเพราะข้าอยากทำถือเป็นความผิดด้วยหรือ??”
ไม่ผิดเลยท่านชาย...ไม่ผิดเลยสักนิดถ้าความต้องการของท่านชายไม่ได้เอาความรู้สึกของข้ามาเจือปนแล้วคนเล่นให้สนุกสนานในความพึงใจ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ท่านกวนอารมณ์และความรู้สึกของข้าให้ป่วนจนไม่เหลือชิ้นดี พอจะอธิบายถึงความรักของท่านที่เคยคิดว่าท่านจะมอบให้ข้า ข้าก็คิดมากมายไปว่าท่านจะล้อข้าเล่น เมื่อเห็นท่าจริงจัง...ข้าก็ไม่อยากจะตัดรอนในน้ำใจที่ท่านจะมอบความรู้สึกดีๆนั้นมาให้ จึงจะให้ลองคบหาศึกษากันไป แต่ท่านมาตบท้ายด้วยประโยคที่ทำเอาข้าเสียหลักไปหลายวันด้วยคำว่า...ท่านล้อเล่น...
“ข้าทำสิ่งนี้กับท่านแล้วข้ารู้สึกดี...สิ่งนี้ก็ผิดด้วยหรือ?...เรียวเฮ” มือที่รั้งอยู่ที่เอวบางปล่อยออกจนรู้สึกเย็นไปถึงปลายเท้า นี่ข้ากลายเป็นคนผิดหรือนี่??...ได้แต่งงตัวเองจนเมื่ออีกฝ่ายเดินนำไปถึงได้รู้ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในจิตใจนั้น มันอันตรายและไม่น่าไว้ใจที่สุดเลยเชียว
................................
..............................................
“อ้าวเรียวเฮ มาพอดี...ลุงให้เคตะไปตามตั้งนานแล้ว นึกว่าจะไม่ไปด้วยกันเสียอีก” เสียงทักทายจากผู้ใหญ่เรียกให้เรียวเฮเงยหน้าขึ้นมองหลังจากที่เดินตามหลังท่านชายเคตะมาเงียบๆ ไกล ๆ เพราะอีกฝ่ายเดินลิ่วๆนำไปอย่างไม่คิดจะรอนั่นแหละ...ทำให้เรียวเฮต้องกลายกลับเป็นคนสำนึกผิดเสียอย่างนั้น...มันแย่นักรึไงเล่าที่ไม่มั่นใจเนี่ย!!!
“ขะ...ขอรับท่านลุง ไปวัดทำไมหรือขอรับ?” ใบหน้าเรียวใสเงยขึ้นถามผู้ใหญ่ด้วยอาการงงงวยเล็กน้อย
“วันนี้วันเกิดเคตะ...จะไปทำบุญกันน่ะจ้ะ ท่านลุงเลยให้เคตะไปชวนเรียวเฮไงจ๊ะ” ท่านหญิงทาจิบานะยิ้มรับก่อนจะตอบแทนสามีที่นั่งยิ้มอยู่ที่หัวโต๊ะ
“เจ้าเด็กนั่นไม่ได้บอกเรารึไงเรียวเฮ” ร่างเล็กเพียงส่ายหน้าตอบก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการที่ท่านชายเดินไปหาเขาเมื่อเช้า...เท่าที่จำเป็น
“ท่านชายเพียงแค่บอกว่าจะไปวัดขอรับ...แต่ไม่ได้บอกข้าว่าจะไปทำบุญเพราะเป็นวันเกิดท่านชาย” น่าโมโหนักเชียว ไม่ยอมบอกยอมกล่าวอะไรซักคำ ปล่อยให้เขาหน้าแตกสมุนไพรสมานไม่อยู่อย่างนี้...วันเกิดท่านชายจะให้ของกำนัลอย่างสาสมใจเชียว!!!!
“ไปกันเถอะ...เคตะมาพอดี” ท่านเจ้าบ้านลุกขึ้นก่อนออกเดินนำหน้าคนที่เหลือไป ทิ้งให้เรียวเฮและเคตะรั้งท้ายอยู่สองคน จนอดจะกระซิบไม่ได้ว่าทำไมถึงไม่บอก ท่าชายก็ดีใจหาย...ก็เห็นท่าทำท่าทางเหมือนไม่อยากมองหน้าข้าอย่างนั้น จะพูดอะไรได้ ข้าก็กลัวท่านเหมือนกันนี่ท่านอาจารย์...
ทีเวลาที่สมควรเกรงไม่เกรง ไอเวลาที่ไม่สมควรจะกลัวน่ะทำเป็นมารยาทงามกลัวจนไม่พูดอะไรออกจากปาก...เดี๋ยวเถอะ!!!จะเอาให้พูดไม่ออกไปอีกนานเลยเชียว!!
.....................................................
........................................
........................
หลังจากทำบุญเสร็จนายท่านแห่งทาจิบานะสนทนากับท่านเจ้าอาวาสครู่ใหญ่จึงเป็นโอกาสหลังจากที่รับโอวาทจากพระผู้ใหญ่แล้วให้เคตะกับเรียวเฮออกมารอที่ด้านนอกเพื่อให้ผู้ใหญ่ได้คุยกันในโอกาสพิเศษที่นายท่านแห่งทาจิบานะจะว่างมาเยี่ยมเยียนท่านเจ้าอาวาส เนื่องด้วยไม่ได้มาเป็นเวลานานจากการติดภารกิจทางราชการมากมาย
“ชอบอยู่กับน้ำหรือ?” ร่างโปร่งของลูกศิษย์สุดรักของท่านอาจารย์เรียวเฮเดินลงมาหย่อนกายพิงร่างเล็กของท่านอาจารย์โดยพูดเพียงประโยคเดียวแล้วเหมือนกับจะเนียนได้ตลอดกาล ร่างเล็กเพียงขยับออกห่างให้เคตะผงกศีรษะตั้งตรงเหมือนเดิมแล้วจึงหันหน้าเข้าหาเรียวเฮที่นั่งหย่อนเท้าลงในน้ำในมือมีถุงผ้าใบเล็กที่จะใส่เศษขนมชิ้นเล็กไว้เป็นอาหารให้สัตว์แห่งสายน้ำที่กำลังแหวกว่ายอยู่ในบ่อน้ำใสนิ่งสนิทนี้
“ข้าเพิ่งรู้นะว่าท่านอาจารย์ที่เคร่งครัดมารยาทอย่างท่านก็เสียมารยาทเป็น...” เคตะว่าอย่างนั้นแล้วก็เอนตัวลงนอนลงบนตักนุ่มอย่างไม่สนใจท่าทีกระถดตัวหนีของเรียวเฮเลยแต่น้อย “ข้าถามท่านะเรียวเฮ...ถ้าจำไม่ผิด การที่ผู้หนึ่งถามแล้วอีกผู้หนึ่งไม่ตอบนั้นถือเป็นการเสียมารยาทอย่างที่สุดอีกข้อหนึ่งมิใช่หรอ?”
ดวงตากลมใสกดลงมองคนที่นอนหนุนตักอยู่แล้วนึกอยากจะเอาตำรามารยาทเล่มนั้นไปเผาทิ้งให้รู้แล้วรู้รอดไปเพื่อให้หลุดจากข้อกล่าวหาที่ถูกลูกศิษย์ตักเตือนเมื่อครู่
“....................น้ำมันเย็นขอรับ อยู่ด้วยแล้วสบายทั้งกายสบายทั้งใจ” ใบหน้าใสเบือนหนีไปทางอื่นก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วจึงตอบออกมาให้ท่านชายคนเล็กแห่งทาจิบานะได้ชื่นใจ
“แล้วอะไรที่ท่านอยู่ด้วยแล้วไม่สบายใจเล่า?” ก็ท่านไงท่านชายเคตะ!!!!...แต่ก็อย่างว่า นั่นคือคำตอบในใจใครจะพูดออกไปกับบุตรชายคนเล็กของท่านเจ้ากรมกลาโหมผู้ใหญ่ที่เคารพของพ่อตัวเองอย่างนั้นได้ เรียวเฮได้โดนส่งเข้าวังรอตัดหัวแน่ๆงานนี้
“ไม่ชอบอยู่กับผู้คนมากมายขอรับ” เมื่อตอบไปแล้วก็ต้องขมวดคิ้วแน่นเมื่อท่านชายเคตะจับมือเขาไปกุมไว้ข้างหนึ่งที่ข้างแก้มแล้วพูดเอาแต่ใจเสียจนเรียวเฮยังนึกไม่ถึงว่าความเอาแต่ใจของท่านชายที่คิดว่าจะหายไปบ้างบางส่วนยังคงมีซ่อนเร้นไว้อีกมากมายนัก
“ถ้าอย่างนั้นอยู่กับข้าสองคนท่านก็คงชอบสินะ” เอาสิ...จะเอาให้เขาแต่งเข้าทาจิบานะเลยไหมนี่??? ถ้าท่านไปพูดกับท่านหญิงบ้านอื่นเมืองอื่นเขาคงลงท่านหรอกท่านชาย แต่อย่าลืมสิขอรับว่าท่านเคยหลอกข้าด้วยกลนี้มาแล้วคราหนึ่ง มันคงจะไม่ได้ผลอีกเป็นคราที่สองหรอกกระมัง
“ติดใจท่านหญิงวังไหนอยู่หรือขอรับ...” เคตะเงยขึ้นสบตากับเรียวเฮนิ่งด้วยสายตาสงสัย
“ก็ข้าเห็นท่านเพียรที่จะใช้คารมคมคายที่เขาใช้กันเกี้ยวพาราสีหญิงงามบ่อยนัก...ท่านชายติดใจท่านหญิงวังใดอยู่หรือเปล่าขอรับ เผื่อข้าจะช่วยให้ท่านชายได้สมรัก”
อย่ามาทำเป็นโกรธเคืองข้านะ!!! ใช้ได้ที่ไหนกันเล่า เรียวเฮก็แค่ถามดีๆ...เห็นคารมคมคายมากนักถามนิดถามหน่อยว่าต้อตาต้องใจท่านหญิงจากวังไหนแค่นั้น ทำมาเป็นปล่อยมือเรียวเฮแล้วพลิกเข้าหาหน้าท้องเขา ไม่วายซุกมันลงไปอีกเหมือนขัดใจอะไรบางอย่างให้เรียวเฮต้องวูบวาบเล่นจนต้องดันบ่าของท่านชายออกห่าง
“ท่านรู้ว่าข้าถูกใจใครท่านอาจารย์...อยากให้ข้าพูดนักหรือ”
“ข้าไม่รู้ท่านชาย ท่านหญิงมากมายตามนายท่านและนายหญิงจากวังอื่นมาที่วังของท่านเพื่อจะทำความเคารพแก่บิดาและมารดาของท่านชาย แล้วตัวข้าเองก็มิเคยออกไปพบหาหรือเจรจาการใดเลย มีแต่ตัวท่านเท่านั้นที่ต้องออกสู่เรือนหน้าเพื่อร่วมการเจรจาในแต่ละครา...ถ้าท่านชายจะต้องตาต้องใจหญิงงามจากวังใดนั้น ...ข้ามิรู้เลย...ท่านชายเคตะ”
เรียวเฮไม่รู้หรอกว่าอะไรมันดลใจให้พูดออกไปอย่างนั้น ก็ที่พูดไปน่ะ...มันไม่ต่างอะไรกับการโกรธเคืองมิใช่หรือ?? ออกจะแย่สักหน่อยตรงที่พูไปแล้วทำอะไรไม่ได้ ถึงจะบอกให้ท่านชายปล่อยมันผ่านพ้นไป ท่านชายก็คงไม่ทำตามหรอก...ก็มีไหมเล่าที่เคยทำตามที่เรียวเฮบอก...ยากเสียล่ะที่จะทำ...
ร่างของท่านชายยันตัวลุกขึ้นนั่งมองสบสายตาอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนหวานของเรียวเฮนิ่งดังผืนน้ำในยามนี้ที่เหล่าเจ้าแห่งวารีลงสู่เบื้องล่างของพื้นน้ำไปหมดแล้ว มือเรียวสวยของท่านชายยื่นออกมาแตะสัมผัสที่ปลายคางให้เรียวเฮหันมามองหน้ากันชัดๆ ใบหน้าคมคายจดจ้องอยู่ไม่ห่างไปไกลแม้แต่น้อยค่อยๆเคลื่อนเข้าหา ริมฝีปากสวยเคลื่อนเข้าใกล้จนเรียวเฮแทบจะสะดุดลมหายใจตัวเอง
ก่อนที่วินาทีสุดท้ายของลมหายใจอุ่นร้อนจะสัมผัสผิวแก้มเรียวเฮจึงเอ่ยขึ้น
“สิ่งนี้มิใช่สิ่งที่บังควรเลยท่านชาย...อารมแห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นอย่าทำให้ความต้องการของท่านเปลี่ยนแปลงความศักดิ์สิทธิ์นั้นให้ด้อยลง...” ก่อนที่เคตะจะพูดอะไรออกไปมากกว่านั้นเพื่อค้านคำของเรียวเฮ คนของนายท่านทาจิบานะก็ส่งเสียงออกมาให้รู้ว่านายท่านใหญ่เสร็จธุระที่วัดแห่งนี้และถึงเวลาที่ต้องกลับบ้านเรือนกันแล้ว
เรียวเฮลุกขึ้นยืนก่อนจะจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทางแล้วหันมามองเมื่อเคตะยังคงนิ่งอยู่ที่เดิม
“ท่านลุงรออยู่ ข้าว่าเรากลับกันเถิด...ถ้าท่านต้องการคำอธิบายเรื่องใด ข้าจะแจงให้ฟังภายหลังจากที่เราถึงเรือนทาจิบานะกันแล้วขอรับท่านชาย”
รู้แก่ใจว่าให้ตายอย่างไรเสียท่านชายก็คงจะดื้อแพ่งนั่งอยู่อย่างนี้ถ้าไม่ได้คำอธิบายเกี่ยวกับอะไรสักอย่างที่คาใจจนอึดอัดไปหมดทั้งเรียวเฮและท่านชายคนเล็ก แต่ให้ตายจริงๆนั่นแหละ...เรียวเฮเองยังไม่แน่ใจเลยว่าจะอธิบายให้เคตะเข้าใจได้หรือไม่ เพราะขนาดตัวเองยังไม่เข้าใจอยู่อย่างนี้
เคยนึกมาตลอดว่าจิบะจะเป็นผู้สั่งสอนทุกอย่างให้บุคคลชั้นสูงด้วยเกียรติของตระกูลปราชญ์แห่งราชสำนัก มาตอนนี้...เห็นว่าจะมีเรื่องที่จิบะไม่สามารถอบรมสั่งสอนแก่บุตรคนเล็กแห่งท่านทาจิบานะได้เสียแล้ว ...ความรัก...
ก็มันยากเหลือแสนที่เรียวเฮจะเข้าใจ เพราะเรียวเฮก็ไม่เคยมีความรัก...แล้วจะมาพร่ำพรรณนาเรื่องความรักกับเด็กแรกรุ่น ยากเสียจริง!!!
ในเมื่อถูกตัดบทอย่างไม่เหลือพื้นที่ว่างให้สานต่อเจตนารมใดได้เคตะจึงก้าวเท้านำหน้าเรียวเฮไปจนถึงรถลากที่เตรียมขบวนพร้อมเพื่อเดินทางกลับสู่ดินแดนแห่งทาจิบานะ
.............................
................
.......
วันคืนผันผ่านไปนานเท่าใดก็คร้านจะนับ เพียงแต่หลังจากวันนั้นแล้วท่านชายเคตะก็ไม่เคยที่จะทวงถามถึงเรื่องที่เรียวเฮติดค้างไว้ จะว่าดีก็ใช่อยู่หรอกตรงที่เขาไม่ต้องมานั่งนึกหาเหตุผลมาสนับสนุนความคิดที่ว่าความรักเป็นสิ่งสวยงามแต่เข้าใจยาก และความรักก็ไม่ควรเกิดขึ้นระหว่างเรียวเฮและท่านชายด้วย
ในระหว่างมื้ออาหารเช้าที่ประปรายไปด้วยเสียงหัวเราะและถามไถ่ถึงสิ่งต่างๆทั่วไปเหมือนเป็นประจำที่จะเกิดขึ้นยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนเมื่อประมุขของบ้านเว้นว่างจากการพูดคุยไปหน่อย นายหญิงทาจิบานะจึงได้เอ่ยขึ้นกับลูกชายคนเล็กที่นั่งรับอาหารเช้าไปเงียบๆ...เหมือนเด็กจะเรียบร้อย
“เคตะ...พรุ่งนี้ไม่มีเรียนหนังสือใช่มั้ยลูก” ใบหน้าที่มีเค้าหล่อเหลาอยู่พอตัวเบี่ยงเบนมาทางอาจารย์ตัวเล็กเพียงนิดแล้วได้รับคำตอบเป็นการพยักหน้าเบาๆจากเรียวเฮ จึงตอบกลับมารดาไปว่า
“ไม่มีขอรับท่านแม่”
“ดีแล้ว แต่ถ้ามีเรียนแม่คงต้องขอให้เรียวเฮงดการสอนไว้สักวันหนึ่ง” กิริยาท่าทางน่ามองนั่นทำให้เรียวเฮถือตะเกียบค้างที่ริมฝีปาก หยัดแผ่นหลังให้ตรงขึ้นอีกนิดก่อนจะคีบอาหารใส่ปาก ทำตัวเหมือนปกติทั้งที่ในใจตอนนี้กำลังสงสัยว่าเพราะเหตุใดนายหญิงของบ้านถึงจะให้บุตรชายคนเล็กหยุดเรียน
“ทำไมหรือท่านแม่...มีอะไรหรือขอรับ” ท่านชายเป็นผู้ถามในสิ่งที่เรียวเฮสงสัยด้วยเช่นกัน
“นั่นสิน้องหญิง...มีอะไรงั้นรึ?”
“ท่านพี่ลืมหรืออย่างไรเจ้าคะ?...ที่วันพรุ่งทานิอุจิจะมาเข้าพบ แต่ท่านพี่ต้องเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิข้าเลยต้องให้เคตะช่วยอยู่รับรองอย่างไรเจ้าคะ” นายหญิงแจงให้ทราบโดยทั่วกันแล้วก็รับอาหารต่อด้วยใบหน้าเจือรอยยิ้มอย่างคนมีความสุข
“แล้วท่านหญิงเอโกะจะมาด้วยหรือไม่ล่ะนั่น?...เห็นว่าช่วงนี้โตเป็นสาวงามเชียว เจ้าก็ดูว่าที่เจ้าสาวเผื่อไว้เลยดีหรือเคตะ” ผู้เป็นพ่อพูดติดตลกให้ลูกชายได้ปรายสายตามองมาทางเรียวเฮแล้วก็หันไปสนใจกับสำรับตรงหน้าต่อ
“ขอรับท่านพ่อ...” ดวงตากลมสวยแลสบเข้ากับปลายสายตาของท่านชายเคตะพอดี เรียวเฮจึงลามือจากตะเกียบและมื้อเช้าที่เริ่มไร้รสขึ้นมาทุกขณะ เอ่ยขอตัวเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาทมากที่สุด ได้รับการถามไถ่ว่าทำไมถึงรีบขอตัวนัก เรียวเฮก็ตอบเพียงว่าให้คนภายในครอบครัวได้พูดคุยกันอย่างสบายใจ
เอาเข้าจริงมันก็แค่ไม่อยากมาทนนั่งฟังเรื่องที่บ้าบอเพ้อพกไปคนเดียวต่างหาก...มีที่ไหนชายกับชายจะครองคู่ออกหน้าออกตา ให้เป็นองค์ชายฮิโรกิกับอากิระก็เถอะ เป็นใครจะยอมรับถึงท่านชายจะมีอำนาจเพราะตำแหน่งองค์จักรพรรดิองค์ต่อไปก็เถอะ หยุดได้แล้วเรียวเฮทั้งหมดไม่มีอะไรนอกเสียจากท่านชายเคตะล้อเจ้าเล่น