ตอนหน้าคงจบ...มั้งคะ
๕๕ คราวที่แล้วมีคนรีเควสความคืบหน้าแบบรวดเร็ว...
ไม่ได้อะ ทำไม่ได้ แต่งได้แค่นี้ อ่านเถอะค่ะ pen1_07.gif
แล้วเจอกันเร็วๆนี้ค่ะ แวะไปอ่านเรื่องใหม่กันด้วยเนอะ^^
แล้วก็ลิงค์ Blog จะทยอยเอาไปบวเก็บไว้ที่นี่นะคะ
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตอน9 ค่ะ
My Immortal 09
==================================
“ผม ว่าผมไปดูพี่ฮิโรกิกับพี่เรียวหน่อยดีกว่าครับ หายไปนานเลย” เด็กตากลมที่นั่งตรงข้ามยามะพีทำสายตากลอกไปกลอกมาจนตาจะกลับแล้วก็หาคำตอบ ให้ตัวเองได้ว่ายูยะควรจะหายตัวไปจากที่ตรงนี้โดยเร็วที่สุด เพื่ออะไรไม่ต้องบอกและยามะก็คงจะรู้ตัวเช่นกันว่าโลกท่ามกลางความเงียบและ เฉยชาของคาเมะกำลังจะทำให้จินใช้สมองอย่างหนัก
แต่ไอ้จินก็เป็นไอ้จินอยู่วันยันค่ำ เมื่อเห็นว่าจินและคาเมะยังเงียบใส่กันยามะพีเลยมีความเห็นว่า
“ชั้น ไปเป็นเพื่อน” ยามาชิตะ โทโมฮิสะที่นั่งอยู่ท่ามกลางสายตาจขอความช่วยเหลือจากคาเมะ และการแสดงอาการเหมือนยามะไม่มีตัวตนของจินด้วยการที่จ้องคนที่นั่งตรงข้าม เหมือนกับจะให้ยามะรู้ตัวว่าโลกนี้ไม่ต้องการยามะแม้แต่น้อย จึงถือโอกาสที่คนรักตัวเล็กของยามะหายเข้าไปตามเรียวและอุจิหายไปจากโลกที่ จินไม่ต้องการด้วยเสียงเรียบๆที่เอ่ยขอตัว
“รู้ใช่มั้ยว่านิชิกิ โดกับฮิโรกิเป็นอะไรกัน” ไม่ทันที่แผ่นหลังของเพื่อนจินจะหายพ้นประตูที่จะเข้าสู่ห้องครัวจินเป็น ฝ่ายที่เริ่มทำลายบรรยากาศน่าอึดอัดเมื่อครู่ลงด้วยคำถามที่ทำให้คาเมะถึง กับกัดปากตัวเองอย่างขัดใจ
ใช่ เพราะคาเมะขัดใจที่จินเหมือนจะรู้ว่าสิ่งที่เคยทำมาทั้งหมดเป็นเพียงเรื่อง โกหก จินเป็นเพื่อนกับฮิโรกิมานาน ทำไมจินถึงจะไม่รู้เรื่องระหว่างเพื่อนตัวเองและคนรัก เพียงแต่จินจะไม่ค่อยได้สนใจเรื่องที่ว่าคนรักของเพื่อนจะเป็นใครก็เท่านั้น เพราะตอนนั้นคนที่จินสนใจก็มีเพียงคาเมะคนเดียว และการพบหน้ากันของทั้งเรียวและฮิโรกิในวันนี้ก็เรียกได้ว่าทำให้คาเมะเห็น ภาพการทลายลงของภาพที่คาเมะพยายามสร้างขึ้นเพื่อลงโทษจินคล้ายกับการล้มโดมิ โน่ที่ราบเป็นหน้ากลอง และจินก็เห็นช่องว่างเพื่อเปิดทางเข้าไปหาพื้นที่ในการมีตัวตนของจินข้างคา เมะจกการใช้สมองอย่างหนักท่ามกลางความเงียบที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ นึกขอบคุณเหลือเกินที่สมองของจินไม่ฝ่อไปตั้งแต่ตอนที่คาเมะพยายามปั่นหัว ให้จินคิดว่าไม่รักกันแล้ว และก็ขอบคุณงานวันเกิดของยูยะครั้งนี้เช่นกันที่ทำให้ความจริงตรงหน้าปรากฎ
“ถ้ารู้แล้ว ก็คิดได้แล้วสินะว่าไม่ควรจะใช้นิชิกิโดเป็นกำบังอีกต่อไป” จินพิงร่างไปกับพนักเก้าอี้ สองแขนยกขึ้นกอดอกตัวเอง ด้วยท่าทางเหมือนเป็นต่อคาเมะมากมายทำให้คนมองต้องเชิดหน้าขึ้นเหมือนเด็ก ถูกขัดใจแล้วมองเมินไปทางอื่น
“นายมีสิทธิ์ที่จะแนะนำชั้นด้วยเหรอจิ น?” คำพูดของจินถูกชะงักไว้ที่ปลายลิ้นจนต้องขมวดคิ้วใส่ใบหน้าใส จินไม่คิดว่าคาเมะจะกลายเป็นคนดื้อดึงขนาดนี้ และจะดื้อมากที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับจิน
“ถ้านายยังคิดว่านิ ชิกิโดพี่ชายที่แสนดีนั่นจะยังคอยให้นายใช้เป็นกำบังอยู่ก็ตามใจเถอะ และถ้านายกำลังคิดว่าจะทำอย่างนี้ต่อไป ชั้นก็คงจะตัดใจจริงๆ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจริง คาซึยะคนที่ชั้นรักคงไม่มีตัวตนอยู่แล้วจริงๆ คนตรงหน้าชั้นกลายเป็นคนใจร้ายที่ไม่เคยเห็นใจกระทั่งฮิโรกิซึ่งเป็นเพื่อน มัวแต่คิดที่จะปกป้องตัวเองจนไม่เหลือความใจดีให้คนอื่น”
ประโยค กล่าวหาของจินทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี ในเมื่อคาเมะหันมาขมวดคิ้วฉับอย่างเอาเรื่อง สายตาที่มองตรงมาคล้ายจะมีลูกไฟปะทุอยู่ภายในด้วยความโกรธ โกรธที่ไม่คิดว่าจะเป็นจินที่กล่าวหาว่าเค้าไม่มีหัวใจและทรยศเพื่อน ถึงจินจะไม่ได้พูดอย่างนั้น แต่ความหมายของคำพูดคงสื่อไปทางอื่นไมได้อีก
“นาย มีสิทธิ์อะไรมาว่าชั้น?! อคานิชิ?!” คาเมะกัดฟันแน่นไม่ให้ตะเบ็งเสียงออกไป คำพูดนั้นของจินทำให้คาเมะโกรธและโกรธมากด้วยกับคำกล่าวหาที่ว่าคาเมะใจร้าย และเห็นแก่ตัว
“ชั้นขอโทษ...ชั้นลืมไปว่าชั้นไม่มีสิทธิ์อะไร ทั้งนั้น” ร่างสูงนิ่งไปชั่วอึดใจก่อนจะถอนหายใจอกมาอย่างคนหมดแรง ดวงตาคมเข้มที่เคยจ้องกันอยู่เมื่อครู่มองสบตาคู่สวยที่วาววับชั่วพริบตา ก่อนจะหรุบตาลงต่ำมองอยู่แค่ชุดช้อนส้อมตรงหน้า ลมหายใจเฮือกใหญ่คล้ายจะเป็นการเรียกกำลังใจให้ตัวเองถูกสูดเข้าปอดช้าๆ แต่จินรู้สึกคล้ายว่ามันไม่ใช่อากาศแต่มันเป็นลิ่มแหลมที่กรีดในอกจนมันเจ็บ กับคำว่าไม่มีสิทธิ์ของคาเมะอย่างทรมาน
ริมฝีปากสีอ่อนเผยอค้าง เมื่อแสงไฟสลัวรางในร้านที่ส่องกระทบซีกหน้าและดวงตาที่เลื่อนขึ้นมาสบกัน อีกครั้ง ที่ริมฝีปากอิ่มคล้ายจะมีรอยยิ้มแสนเศร้าส่งมาให้ ดวงตาคมคู่นั้นทั้งที่จินกำลังยิ้มแต่ทำไมถึงได้มีหยาดน้ำที่คลอหน่วยขึ้นมา จนคาเมะยังอดใจหายไม่ได้
...เค้าทำจินร้องไห้อย่างนั้นหรือ?...
คิดมาถึงตรงนี้ คำว่าใจร้ายที่จินกล่าวหาคาเมะเมื่อครู่มันผุดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว คนตัวเล็กเม้มปากแน่นก่อนจะก้มหน้านิ่ง
.
.
.
เด็ก หนุ่มที่เพิ่งเดินเข้ามาถึงประตูเข้าห้องครัวถึงกับตาค้างเมื่ออยู่ๆ คนที่เดินตามมาด้านหลังก็รั้งเค้าทั้งตัวไปหลบอยู่ข้างประตูพร้อมกับมือใหญ่ ที่ปิดปากสนิทให้ได้ดิ้นขัดขืนเพราะความอึดอัด
“อื้อ!!”
“ชู่ ว์...เบาๆหน่อย” ร่างสูงส่งเสียงกระซิบที่ริมหูบอกให้อีกคนที่ตั้งท่าจะโวยวายเงียบลง จนเมื่อคนตัวเล็กไม่ได้ขัดขืนแล้วยามะพีถึงได้ปล่อยมือที่ปิดปากออกแต่ยังคง โอบรอบเอวบางเอาไว้จากทางด้านหลังพร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน ทำไมวันนี้เค้าทั้งคู่จะต้องมาคอยหลบๆซ่อนๆให้คนอื่นเค้าคืนดีกันด้วยนะ วันเกิดยูยะแท้ๆแทนที่จะได้ฉลองกันสองคน เจ้าตัวเค้าก็อยากได้ของขวัญวันเกิดเป็นพี่สะใภ้คนใหม่ซะนี่ แถมยังอาจจะได้ของขวัญพิเศษเป็นพี่เขยคนใหม่อีกต่างหาก ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าจะออกไปที่โต๊ะก็ไม่ได้ จะเข้าไปหาเรียวกับฮิโรกิก็ไม่ได้ เลยต้องมายืนหลบอยู่ข้างประตู ฟังคำสารภาพบาปของเรียวที่มีต่อฮิโรกิเมื่อครั้งอดีตซะนี่
“คำขอ โทษของชั้นมันอาจจะไม่เพียงพอที่จะชดใช้ช่วงเวลาที่นายต้องทรมาน...แต่ชั้น ก็อยากจะขอโทษ ชั้นขอโทษจริงๆ ฮิโรกิ” คนที่ถูกฮิโรกิทำร้ายร่างกายยังคงยืนกอดร่างบางนิ่งพร้อมกับคำขอโทษมากมาย
“ตอน นั้นชั้นยอมรับว่าเราคงยังไม่เข้าใจอะไรหลายๆอย่าง เรื่องรอบตัวพากันกดดันให้เราต้องคิดที่จะหาทางออกกับสิ่งที่สังคมยังคงมอง ว่ามันผิดปกติ และหลังจากนั้นชั้นก็ต้องทรมานกับตัวเองเพียงลำพังซึ่งชั้นก็ไม่คิดว่านายจะ ทรมานน้อยไปกว่ากัน” เรียวกระชับอ้อมแขนแน่นเข้าให้กอดคนในอ้อมแขนได้แนบสนิท กอดให้แน่นสมกับความคิดถึงที่ห่างหายกันมาหลายปี ใบหน้าคมเข้มซบลงที่ซอกคอหอมกลิ่นที่คุ้นเคยแม้จะห่างกันไปนานแค่ไหนเรียวก็ จำได้ขึ้นใจ กลิ่นของคนรักเรียว “ที่นายเคยถามว่าชั้นกลัวการที่จะมีนายเป็นคนรักเหรอ? ถ้าตอนนั้นชั้นไม่โกหกนายไป คำตอบของชั้นคือไม่ใช่ ชีวิตชั้นไม่เคยกลัวที่จะเป็นอะไรแม้ว่ามันจะมีหลุมดำอยู่ตรงหน้า ถ้าหากมีนาย...ชั้นก็พร้อมที่จะเดินต่อไป แต่ตอนนั้นมันไม่ใช่ ครอบครัวของนายพร้อมใจกันมาเพื่อบอกว่าพวกเค้าปกป้องนายและอยากจะให้ชั้นปก ป้องนายด้วยวิธีของพวกเค้า”
“นายก็ทำตามที่เค้าบอกอย่างนั้นสิ...โดยไม่คิดถึงใจชั้นซักคำ” ดวงตากลมช้อนขึ้นมองอย่างไม่พอใจที่ถูกตัดสินใจแทนในอดีต
“ใช่... ตอนนั้นที่บ้านนายบอกว่าจะให้เงินชั้นก้อนนึงเพื่อออกมาจากชีวิตนาย แต่ชั้นไมได้รับไว้และชั้นก็ก้าวออกจากชีวิตนายทันทีในวันรุ่งขึ้น ชั้นเพิ่งรู้ว่ามันทรมานและชั้นก็คิดถึงแต่นายว่านายจะทรมานเหมือนกันมั้ย แต่ชั้นคิดว่านายคงทรมานกว่าชั้นมากทีเดียว ชั้นเคยไปหานายที่บ้าน ที่บ้านนายบอกว่า...นายออกมาแล้ว ชั้นตกใจจนทำอะไรไม่ถูก...”
ใช่ เรียวตกใจจนทำอะไรไม่ถูกที่คิดว่าฮิโรกิจะอยู่ยังไงตัวคนเดียว คนที่ทางบ้านเคยประคบประหงมขนาดนั้นจะอยู่ได้อย่างไรในโลกกว้างที่มีแต่ อันตราย แล้วยิ่งไม่มีเรียวอยู่คอยดูแลฮิโรกิจะทรมานขนาดไหน เรียวก็พยายามที่จะตามหาคนคนนี้มาตลอดแต่มันก้เหมอืนงมเข็มในมหาสมุทรนั่น แหละ คนทั้งญี่ปุ่นไม่ได้มีแค่สิบคน ฮิโรกิอาจจะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ในญี่ปุ่น หรืออาจจะเป็นที่ไหนก็ได้ในโลกใบนี้ เรียวก็ได้แต่ภาวนาให้ความหวังของเรียวได้รับการตอบสนอง...และวันนี้ก็มาถึง
“ชั้น...” เสียงทุ้มนั่นแหบเครือจนฮิโรกิยังตกใจ ความร้อนของของเหลวที่นาบลงบนไหล่บางทำให้ฮิโรกิรู้ว่าเรียวกำลังร้องไห้ จริงไม่ได้คิดไปเอง มือบางยกขึ้นอย่างลังเลก่อนจะลูบลงบนกลุ่มผมนุ่มเพื่อช่วยผ่อนคลายความอึด อักทั้งของตัวเองและคนที่กอดเค้าแน่น คนรักกันเมื่อเห็นคนที่รักทรมานก็คงไม่มีใครทนได้ แม้ว่าจะถูกทำให้เจ็บมามากแค่ไหนแต่ก็ไม่มีวันที่จะเลิกรักหรือทำให้คนที่ รักเจ็บ
ปลายนิ้วเรียวกดศีรษะได้รูปของร่างหนาให้ซบลงบนบ่าลูบ เบาๆเป็นการปลอบโยนให้กับความผิดที่เรียวสารภาพออกมาทั้งหมด คำขอโทษที่เรียวพร่ำบอกไม่รู้กี่ครั้งกี่หนทำให้ฮิโรกิตัดสินใจที่จะดันร่าง หนาออกและแตะปลายนิ้วลงบนเรียวปากสวย
“หยุดขอโทษเถอะ...พอแล้ว ที่จริงเราก็ผิดด้วยกันทั้งคู่นั่นแหละ ถ้าตอนนั้นชั้นบอกนายว่าชั้นมั่นใจในตัวนายมากแค่ไหนนายก็คงไม่ทำอย่างนั้น ชั้นขอโทษที่ทำให้นายทรมานไม่ต่างกัน” ดวงตากลมหรุบลงมองที่อกเสื้อคนตรงหน้านิ่ง น้ำเสียงอ่อนเบาที่เอ่ยคำให้อภัยที่ดูเหมือนง่ายดายจากที่โกรธกันมาเป็นปีๆ แต่ฮิโรกิก็แค่คิดว่าในเมื่อคนสองคนยังมีความคิดที่ตรงกันอยู่ เรายังรักกัน เรายังทรมานเมื่อห่างกัน ทำไมเราจะกลับมารักกันเพื่อให้ความน่ารำคาญเหล่านั้นมันหายไปไม่ได้? ใครจะว่ามันง่ายก็ไม่สนหรอก ในเมื่อทำแล้วมีความสุขจะไปทรมานตัวเองอยู่ทำไม
รอย ยิ้มสดใสอย่างที่เรียวเคยได้รับปรากฏขึ้นบนใบหน้าน่ามองจนอดใจไม่ไหวที่จะ แต้มริมฝีปากลงไปที่มุมปากเล็ก แต่ก่อนที่จะแนบกระชับลงไปอีกครั้ง เสียงเคาะประตูเบาๆ ก็ดังขึ้นให้ทั้งสองคนชะงักทั้งที่ยังกอดกันกลม เมื่อหันไปมองทางต้นเสียงนาทีแรกยังไม่ปรากฏผู้กระทำ แต่ยามะพีก็โผล่ออกมาจากข้างกรอบประตูโดยมียูยะที่ติดมือมาเพราะถูกปิดตาไม่ ให้ได้รู้ได้เห็นอะไรที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้
“ถ้าเคลียร์กัน เสร็จแล้วก็ช่วยรีบหน่อยเถอะ หิวจะแย่...เติลพลังเสร็จพวกนายยังต้องมีเรื่องให้ใช้แรงอีกเยอะนะเพื่อน” คนตาโตทำหน้าตาปรืออย่างเบื่อหน่ายมองมาที่คนทั้งคู่ ทั้งที่อีกมือยังถูกยูยะพยายามแกะออก
เรียวและฮิโรกิผละออกจากกันด้วยสีหน้าที่ดีกว่าตอนที่เจอกันครั้งแรกเยอะก่อนจะเดินตามยูยะและยามะพีออกมาที่โต๊ะพร้อมอาหารในมือ
มื้อ อาหารเริ่มขึ้นด้วยเสียงพูดคุยที่ดูจะมีมากกว่าช่วงแรกอีกซักหน่อยเพราะฮิโร กิและเรียวร่วมด้วยในวงสนทนามากขึ้น ความโล่งใจและกระจ่างใจคงทำให้มื้ออาหารอร่อยขึ้นอีกหลายระดับ และเพราะเหตุนี้ คนที่ยังไม่มีความกระจ่างใจในตัวคนตรงหน้าถึงได้หน้าตึงโดยไม่รู้ตัว คาเมะกลายเป็นคนที่เงียบที่สุดในโต๊ะอาหารไปแทน ทั้งที่จินยังสามารถพูดคุยได้เหมือนเดิมแต่ทำไมคาเมะถึงต้องมานั่งขมวดคิ้ว นิ่วหน้าอย่างตอนนี้ก็ไม่รู้ได้ นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่จินกลับเข้ามาในชีวิตคาเมะอีกครั้ง อารมณ์เสียทุกครั้งที่ถูกทำเหมือนไม่สนใจ ทั้งที่เวลาคาเมะทำเป็นไม่สนใจจินคาเมะจะรู้สึกเหมือนได้เอาคืนและคล้ายว่า จะยิ้มเมื่อเห็นอาการเอาอกเอาใจ หรือว่าคาเมะจะกลายเป็นคนนิสัยไม่ดีอย่างที่จินบอกจริงๆ
“พี่คา เมะ...เป็นอะไรครับ ไม่อร่อยเหรอ? พี่ฮิโรกิอุตส่าห์ทำให้ทานเลยนะเนี่ย ผมได้ข่าวมาว่าพี่ฮิโรกินี่มือหนึ่งทำอาหารตอนที่พวกพี่เรียนด้วยกันเลยไม่ ใช่เหรอครับ?” เสียงยูยะน้องเล็กทักฝ่าความคิดของตัวเองมาแต่ไกลคาเมะกระพริบตาปริบก่อนจะ หันไปสนใจสายตาทุกคู่ที่มองมา...ยกเว้นจิน คิ้วเรียวเลยได้แต่ขมวดเข้าหากันอย่างหาสาเหตุไม่เจอ
“ทำหน้า อย่างนั้นหมายความว่ายังไงน่ะคาเมะ?” ฮิโรกิเอ่ยถามเย้าๆแล้วหันไปยักคิ้วหลิ่วตากับเรียว คาเมะเลยได้แค่คลายปมที่หัวคิ้วออกก่อนจะยิ้มจางๆไปให้ทุกคนบนโต๊ะที่มองมา เป็นตาเดียว สีหน้าของเรียวและฮิโรกิเวลาที่มองกันดูดีขึ้นเยอะ ไม่เยอะล่ะ มันเป็นสีหน้าและแววตาของคนที่มีความสุขมากหลังจากที่ต้องผ่านความทุกข์มา เยอะเลยล่ะ เห็นอย่างนี้คาเมะก็คงจะล้มเลิกความคิดที่จะใช้เรียวเป็นโล่อย่างที่จินว่า จริงๆ ไม่ใช่เพราะว่าจินจะหาว่าคาเมะใจร้ายหรอกนะ
“หาคนป้อนข้าว ป้อนน้ำเหรอ? อคานิชิ ทำหน้าที่หน่อยสิ” ถ้าเกิดคาเมะจะคิดว่าเรียวรอโอกาสที่จะเอาคืนหลังจากที่คาเมะส่งให้เรียวโดน จินประหัดประหารด้วยสายตามาก่อนหน้านี้ สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คงคิดได้แค่ว่าคนที่เรียวจะเอาคืนคงไม่ใช่จินแต่เป็น คาเมะเอง ไม่อย่างนั้นเรียวคงไม่พูดคำนั้นออกมา
คนฟังคนนึงกำลัง กัดปากแน่นทำได้แค่คอยลอบมองไปทางคนอื่นที่คล้ายจะล้อมวงเพื่อตี่เต่าอย่าง เค้าให้แบนแต้ดคาที่ อีกคนเค้าก็ยิ่งทำท่าเหมือนจะเหยียบให้คาเมะแบนไปยิ่งกว่าเดิม จินยังเคี้ยวข้าวด้วยความเร็วสม่ำเสมอตาคู่นั้นเหลือบขึ้นมามองทางคาเมะก่อน จะหรุบลงและตักข้าวเข้าปากอีกคำ เคี้ยวจนหมดและยกแก้วน้ำขึ้นดื่มอีกอึก อาการเชื่องช้าเหมือนกับไม่ได้สนใจอะไรกับคำพูดของเรียวทำให้คาเมะลอบสูด หายใจเข้าลึก ปากบางยังถูกเม้มแน่นไม่เลิก คนมองน่ะรู้สึกเหลือเกินว่าทำไมคาเมะชอบทำให้ตัวเองเจ็บอยู่เรื่อย แต่คนทำจะรู้สึกอะไรบ้างรึเปล่านั้นจินไม่รู้หรอก
“นี่ตกลงว่า งานวันเกิดยูยะเป็นอะไรที่แสลงใจพวกนายรึไง ถึงได้เป่าสากให้พวกชั้นฟังอย่างนี้?” ยามะพีเป็นคนที่เอ่ยประโยคลำดับสุดท้ายให้ทั้งคู่ จินเลยวางส้อมในมือลงหลังจากที่เอื้อมไปจิ้มเนื้อย่างเข้าปากไป
“ตกลง ชั้นเลี้ยงเด็กอ่อนหรอ? ถึงต้องป้อนข้าวป้อนน้ำ” ใครไม่ได้ยินแต่เรียวได้ยิน...ชัดด้วย ไอ้เต่ามันจิ๊ปากท่าทางอารมณ์เสียน่าดูแถมยังเมินมองไปอีกทางอย่างไม่สนลมสน ฟ้าที่นั่งมองตาปริบๆ สงสัยว่าตอนที่พวกเค้าสี่คนเข้าไปข้างใน อคานิชิคงจะใช้หัวสมองของวิศวกรรูปงามให้เกิดประโยชน์ด้วยการต้อนคาเมะให้จน มุมด้วยเค้าและฮิโรกิแน่ๆ เรียวเดาได้ไม่ผิด...และก็ถูกต้องจนไม่รู้จะให้คะแนนกี่คะแนนดี
“เอา น่า...นี่ วันเกิดทั้งทีของขวัญจะไม่ให้เจ้าของวันเกิดเลยรึไง?” ฮิโรกิเป็นคนเบี่ยงเบนสถานการณ์ล่อแหลมต่อเหตุวิวาทให้กลายมาเป็นประเด็นที่ น่าจะคุยได้สะดวกใจมากกว่าเดิม คนหน้าสวยเดินเข้าไปด้านหลังร้านอีกครั้งหนึ่งโดยไม่ลืมชวนเรียวให้ตามเข้า ไปด้วยจนยูยะอดจะแซวไม่ได้
“แหม...คืนดีกันแป๊บเดียวขาดกันไม่ ได้เลยนะครับ” ฮิโรกิแก้เขินเพียงแค่ย่นคิ้วให้ยูยะที่ยิ้มจนตายิบจนคนรักตัวโตที่นั่งข้าง กันอดจะเอานิ้วจิ้มไปที่แก้มกลมนั่นแรงๆให้เจ้าตัวร้องโอยตามมาไม่ได้
“ผม เจ็บนะยามะน่ะ” มือน้อยยกขึ้นกุมแก้มตัวเองหน้าม่อยอย่างน่าชัง แต่ท่ามกลางบรรยากาศอ่อนหวานน่ารักของคู่รักสองคู่ คู่หนึ่งที่เพิ่งเดินเข้าไปกับอีกคู่หนึ่งที่นั่งอยู่ตรงหน้าทำให้จินนึก อิจฉาไม่น้อย คิดแล้วก็กลุ้มไม่หายว่าไล่ต้อนคาเมะให้เข้ามุมอย่างที่นิชิกิโดเสนอจะดี หรือจะร้ายจนตายกันไปข้างก็ไม่รู้สิน่า
ลูกแก้วสีน้ำตาลเข้มคอย เพียรแต่จะมองไปทางยูยะและยามะพี เพียงแต่จินก็เพียรแต่จะมองจ้องตรงมาที่คาเมะก็เท่านั้น ความอึดอัดที่กินระยะเวลานานต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อนที่มื้ออาหารจะเริ่มทำ ให้คาเมะรู้สึกอยากจะหลบเลี่ยงหรือมีเวลาผ่อนคลายจากสายตาที่จ้องมาเหมือน โดนจับผิด เสียงครูดเก้าอี้กับพื้นเกิดขึ้นเบาๆ แต่ก็เรียกให้อีกสองคนหันมามองโดยที่มีจินจับจ้องร่างนี้อยู่ก่อนแล้ว
“ขอ ตัว...ไปข้างนอกเดี๋ยวนะ” แล้วจินเองก็ลุกตามไปโดยไม่พูดอะไร แต่แค่ก้าวไปพ้นโต๊ะอาหารไม่เท่าไหร่ไฟทั้งร้านก็ดับลง ระยะห่างระหว่างจินกับคาเมะตอนที่เดินไปคงไม่ไกลกันเท่าไหร่ เพราะเมื่อร่างบางสะดุดเข้ากับขาโต๊ะเพราะมองไม่เห็นทางจินถึงได้รับเอาคา เมะมาไว้กับตัวได้ทันก่อนที่จะมีคนหน้าคะมำไปให้ได้เจ็บตัว แขนเล็กรัดรอบเอวหนาแน่นเข้าด้วยความกลัวจะร่วงลงไปกองกับพื้นเหมือนกับจิ นที่กอดร่างเล็กไว้แนบอก
“เป็นอะไรมั้ย?” เป็นจินที่เริ่มถามก่อนและได้คำตอบที่น่าพอใจพอสมควรเพราะคาเมะไม่ได้เจ็บ ที่ตรงไหน นอกจากจะเจ็บเท้าเพราะสะดุดขาโต๊ะเมื่อครู่เท่านั้นแต่ก็คงไม่มากมายอะไร เจ้าตัวถึงปฏิเสธออกมาโดยไม่ต้องคิด
ยังไม่ทันได้จัดท่าทางให้ ยืนตัวตรงได้เหมือนเดิม แสงไฟจากเทียนเล่มเล็กล้อมเป็นวงกลมบนเค้กวันเกิดปอนด์ใหญ่ เมื่อเค้กวันเกิดที่มีเรียวเป็นคนประคองมาโดยมีฮิโรกิเดิมอมยิ้มตามมาเพราะ ได้ยินเสียงเจ้าของวันเกิดร้องโอ้โหมาแต่ไกลก็ให้ยิ้มไม่หุบ เรียวที่เพิ่งเดินผ่านไปพร้อมฮิโรกิแกล้งทำเป็นไม่เห็นเค้าสองคนที่ยืนกอด กันอยู่กลางร้านไปวางเค้กไว้บนโต๊ะอาหารที่ถูกเคลียร์พื้นที่ไว้ส่วนนึงแล้ว
รอ จนยูยะนั่งนิ่งอยู่กับที่และพร้อมที่จะร้องเพลงวันเกิดสายตาทุกคู่ก็กลับมา จับจองที่คู่ที่ยืนกอดกันอยู่กลางร้านอีกครั้ง แล้วก็ไม่พ้นเรียวที่จะอาสาออกปาลากให้กลับมานั่งร่วมโต๊ะกันอีกรอบ
“อ้าว... จะยืนกอดกันอีกนานมั้ย? ยูยะคุงรออยู่” สองคนหันหน้าไปมองกันก่อนคาเมะจะอ้าปากค้างด้วยสีหน้าตกใจแล้วมือบางก็รี ยผลักใสให้จินออกห่างในทันที คนถูกผลักก็ปล่อยมืออย่างง่ายดายแล้วก้มหน้าลงต่ำลอบยิ้มกับตัวเองอยู่ลำพัง เพราะตัวคาเมะร้อนจนน่าตกใจแต่ไม่ใช่เพราะเป็นห่วงว่าจะไม่สบายหรือเป็นไข้ อะไร เพียงแต่จินจะรู้ว่าคาเมะตัวร้อนเพราะเขินอายเกินระดับปกติเท่านั้น ให้เดาอีกรอบจินก็คงคิดว่าในสมองคาเมะตอนนี้คงมีแต่เรื่องที่อยากจะทำให้ เรียวหายไปจากตรงนี้แทนที่จะอยากให้อยู่เป็นไม้กันจินให้ตลอดรอดฝั่ง แต่ตอนนี้ดูท่าว่าคนที่จะส่งคาเมะเข้าปากจินก็มีแต่เรียวนี่แหละ ที่ยื่นโอกาสให้จินรับได้ไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ
เพลงวันเกิดจบลง ไปพร้อมกับเสียงปรบมือไม่ดังนัก ของขวัญวันเกิดยูยะของฮิโรกิคือเค้กปอนด์โตเจ้าตัวเล็กยิ้มร่าพร้อมกับตัด เค้กให้ทุกคนโดยมีกล่องของขวัญขนาดแตกต่างกันเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน
“ของ ขวัญผมขอกลับไปแกะที่บ้านนะครับ วันนี้ผมมีความสุขมาก...ขอบคุณจริงๆครับ เค้กอร่อยมากเลยฮะพี่ฮิโระ” ร่างจ้อยโผเข้ากอดฮิโรกิแน่นเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้ดังขึ้นอีกครั้ง
“ไม่เป็นไร ยินดีครับ แค่ตอนที่ยามะมาติดต่อร้านนี้ก็ดีใจจะแย่แล้วที่ได้เจอเพื่อนเก่าบ้าง...”
“แต่ ดีใจมากกว่าที่ได้เจอคนรักเก่าใช่มั้ยครับ?” ฝาแฝดยามะมันเอียงคอยิ้มร่าให้เอ็นดูจนทำร้ายร่างกายไม่ลงเลยได้แต่ชี้หน้า คาดโทษเอาไว้แค่นั้น
“จ้า...ล้อคนอื่นดีนักวันนี้อย่าฉลองดึกนักล่ะ แต่ตอนนี้ก็ดึกแล้วนะ รีบกลับเถอะเดี๋ยวจะขับรถขับราลำบาก” หลังจากที่ฮิโรกิบอกให้ทุกคนที่ช่วยกันเก็บโต๊ะอาหารและนำจานไปวางไว้ในอ่าง ล้างจานโดยไม่ต้องล้างเพราะพรุ่งนี้จะมีเด็กในร้านมาล้างให้ ทั้งหมดจึงมารวมตัวกันอยู่ที่หน้าร้าน
ยามะและยูยะขึ้นรถไปเรียบ ร้อยและโบกมือลาพร้อมคำขอบคุณรอบที่ล้านเห็นจะได้ก่อนจะจากไป ฮิโรกิกันมามองอีกคู่ที่ยังทำท่าปั้นปึ่งใส่กันไม่หายแล้วเลิกคิ้วมองไปทาง เรียวที่ลอยหน้าท้าลมเหมือนไม่สนใจอะไรรอบตัวให้ฮิโรกิต้องเป็นฝ่ายถามเอง บ้าง เพราะถ้าให้เรียวปฏิบัติหน้าที่อีกรอบคาเมะคงแช่งให้เรียวเตี้ยกว่าเดิมอีก ซักห้าเซนเห็นจะได้ แต่พอเถอะสูงแค่นี้ฮิโรกิก็ลำบากจะแย่...จะน้อยลงกว่านี้ก็คงไม่ดีเท่าไหร่
“แล้ว จินจะไปส่งคาเมะใช่มั้ย?” คนถูกถามยังยืนนิ่งล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่อย่างนั้นจนคนที่ดูเหมือนจะกลาย เป็นภาระให้คนอื่นอย่างคาเมะหันไปมองหน้าคนหน้านิ่งแล้วรีบเอ่ยขอตัวทั้งที่ มือยังกำแน่น
“เอ่อ...ไม่เป็นไรฮิโรกิ เราไปเองได้ วันนี้อาหารอร่อยมากขอบคุณ แล้วพบกันนะ” ฮิโรกิเดินเข้ามาใกล้ กอดกันให้พออุ่นแล้วคาเมะก็รีบจากมาจากที่ตรงนั้น
“อ้าวเดี๋ยว ...แล้วนั่นจะไปยังไง รถไม่หมดแล้วเหรอป่านนี้ จะเที่ยงคืนอยู่แล้วอันตรายจะตายไป” ตะโกนไล่หลังไปแต่อีกคนก็ไม่มีท่าว่าจะหันกลับมาสนใจอะไรอีกเลย ใบหน้าเรียวสวยเชิดขึ้นปรายหางตาไปหาเพื่อนสนิทสมัยมหาวิทยาลัย
“ไปสิ ยืนบื้อทำซากอะไรล่ะ?” แถวด้วยการพยักเพยิดหน้าไปทางที่คาเมะหายลับไปกับความมืดของเส้นทางยามค่ำคืนอีกด้วย
“เออ ไม่ต้องบอกก็จะไปอยู่แล้ว เชิญไปเคลียร์กันให้หมดเปลือกชุ่มปอดเถอะ” ร่างสูงโยนกุญแจในมือเดาะเล่นสองสามครั้งก่อนจะขึ้นรถตัวเองเลี้ยวไปตามทาง ที่คาดว่าคาเมะจะเดินไป
เรียวและฮิโรกิหันกลับมามองหน้ากันก่อน จะยิ้ม อ้อมแขนทั้งสองเหมือนถวิลหากันมานานหลายปีเอื้อมเข้าสอดรัดร่างของคนทั้งคู่ เข้าหาหัน ท่ามกลางแสงไฟสลัวรางของทางเดินริมถนนเส้นรองที่รถไม่เยอะอย่างตอนกลางวัน ไฟดวงสีส้มสาดอยู่เหนือศีรษะทาทับเงาร่างสองร่างที่พากันเดินเข้าไปในร้าน หลังคำชักชวนของเจ้าของร้านอาหารเล็กๆแห่งนี้
“...วันนี้ค้างที่นี่เถอะ ดึกแล้วอันตราย...”
“ไม่ปฏิเสธตามมารยาทหรือนะถึงแม้นายจะชวนตามมารยาทก็ตาม”
มือ หนาเกี่ยวเอวบางให้เดินเข้าไปพร้อมกัน หลังประตูร้านที่ปิดลงเงาสองร่างที่ทอดทับกลายเป็นหนึ่ง โอบกอดใกล้ชิดให้สมกับระยะเวลาที่เคยห่างหาย ช่วงเวลาแห่งความสุขของทั้งคู่ได้คืนสู่อ้อมกอดของกันและกันแล้วสินะ คิดถึงตัวเองแล้วก็อดคิดถึงเพื่อนตัวดีของฮิโรกิอีกคนไม่ได้ จิน กับคาเมะไม่รู้จะเป็นยังไงต่อไป ผลัดกันโกรธผลัดกันงอนไปมาอย่างนี้ ไม่รู้ตัวเลยหรือไงว่านั่นน่ะมันอาการของคนที่เค้าดีกันอยู่แล้วโกรธกันงอน กัน ไม่ใช่อาการของคนที่โกรธกันอยู่แล้วง้อกันเลยซักนิด
“คืนนี้จินจะเสร็จคาเมะหรือคาเมะจะเสร็จจินน่ะเรียว?”
“ไม่ รู้สิ อาจจะเสร็จกันทั้งคู่ก็ได้มั้ง...อย่าสนเลย เรื่องของเราน่าสนกว่าเยอะ...เล่าให้ชั้นฟังหน่อยดีกว่าว่าหลังจากออกจาก บ้านมาเป็นยังไงบ้าง” ไม่ใช่ว่าเรียวอยากรื้อฟื้นช่วงเวลาแสนทรมานของคนรัก แต่เรียวอยากรู้ว่าระหว่างที่เค้าไม่อยู่นั้นฮิโรกิมีชีวิตความเป็นอยู่ อย่างไร ทุกข์ทรมานแค่ไหน? เพราะเรียวจะทำให้ปัจจุบันของฮิโรกิมีความสุขให้มากกว่าที่เคยเป็นทุกข์มาจน หาค่าทวีคุณไม่เจอเลยล่ะ
ตอนหน้าคิดว่าคงจบค่ะ pen1_08.gif
--------------------
IPB Image
DANGER ZONE 18 BANED
ลงไว้ก่อนนะคะ
ว่าจะเอาเรื่องใหม่มาลงแต่ก็คิดว่าเอาอันนี้ให้จบก่อนดีกว่า๕๕๕
คือที่จริงคิดไว้แล้วว่าจะแต่งเรื่องใหม่
แต่ตอนนี้อยู่ระหว่างตัดสินใจทำอะไรบางอย่างอยู่ค่ะ
เลยพับเก็บไว้ก่อน ถ้ายังไงหลังสงกรานต์คงได้เจอกันอีกครั้ง
แล้วจากนั้นจะหายหัวไปกลับมาอีกทีคงเดือนหน้าเลยมั้ง ๕๕๕๕
ขอบคุณที่ยังมาอ่านกันนะคะ
แล้วก็เหมือนเดิมค่ะ อ่านแล้วอยากเม้นก็เม้น ใครไม่เต็มใจเม้นก็ไม่ต้องนะคะเราเข้าใจ^^
ว่าแต่ว่า...
เรื่องใหม่จะเอาแนวไหนดีหว่า? pen1_10.gif เศร้า โศก เสียใจ สุข สำราญ เริงร่า ชื่นมื่น บู๊ล้างผลาญ บุ๋นฉลาดล้ำเลิศ ลึุกลับ แก้แค้น หรือเรื่องผีดีอะ? ๕๕๕๕๕๕๕๕๕ ลองเลือกกันดูนะคะ เผื่อจะถูกใจแล้วหยิบแนวนั้นมาแต่ง
My Immortal 08
_+_+_+_+_+_+_+_+_+_+_+_+_
ผ่าน มาเป็นเดือน บรรยากาศในชีวิตคาเมะก็ยังเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนไปมากมายอะไร ยังคงมีเรียวคอยแวะเวียนมาขออาศัยนอนที่ห้องบ้างบางเวลา ถูกคาเมะขอร้องให้มานอนเป็นเพื่อนบ้างในบางครั้ง เวลาตื่นก็ยังคงเป็นเวลาปกติ ตื่นมาทำอาหารเช้าสำหรับคนเดียว ถ้าคืนนั้นคาเมะนอนคนเดียว แต่จะว่ามันเหมือนเดิมทุกอย่างก็ไม่ใช่หรอก เพราะทุกเช้าขณะที่กำลังทำอาหารอยู่นั้นคาเมะจะต้องได้ยินเสียงออดหน้าห้อง ดังขึ้นทุกวัน ไม่เว้นแม้แต่วันที่ไม่ต้องไปทำงานอย่างวันนี้ ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์หรือคนส่งของที่ไหน และไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใคร ไม่ต้องทายให้เสียเวลาด้วย
คาเมะจัดการตักอาหารใส่จานวางไว้บน โต๊ะ เช็ดมือกับผ้าเช็ดมือไม่เร่งรีบอะไรก่อนจะเดินไปเปิดประตูเหมือนมันเป็น เรื่องปกติ ไม่ได้หงุดหงิดหรือรำคาญใจ ก็แค่ทำตามคำขอที่จินขอไว้
-ขอ ให้จินเข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตคาเมะ ไม่ได้ขอให้ยอมรับทั้งหมดในตัวจิน แต่ขอแค่อย่าขับไสไล่ส่งกันก็พอ- ไม่ต้องต้อนรับขับสู้ด้วยรอยยิ้มถึงแม้ว่าจินจะอยากได้มันมาไว้กับตัวกับใจ อีกครั้งก็ตาม จะทำเป็นไม่เห็นจินก็ได้ แต่แค่ในที่ที่มีคาเมะอยู่...ให้จินอยู่ตรงนั้นด้วยก็พอ-
คำขอ นี้จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คาเมะต้องเปิดประตูทุกเช้าของวัน จากที่เคยทำอาหารสำหรับตัวเองเพียงจานเดียว ก็จะเพิ่มเป็นสองหรือสามถ้าเกิดวันนั้นเรียวมาขอค้างที่ห้องด้วย แล้วก็จะกลายเป็นวันที่จินอารมณ์ไม่ดีไปทันตา เรียวก็คงไม่สบอารมณ์พอกัน
เปิด ประตูมายังไม่ทันกล่าวคำทักทายจินก็ส่งสายตาเข้าไปในห้องก่อนแล้ว เจ้าของห้องตัวเล็กถึงเลิกคิ้วถามกับท่าทางนั้น ถึงแม้จะรู้อยู่เต็มอกก็เถอะว่ามองหาใครหรือหาอะไร
“หาใคร?” เมื่อเสียงเรียบๆถามขึ้นสายตาผู้มาเยือนถึงได้ถูกเรียกกลับมามองใบหน้าเรียวอีกครั้ง
-ก็ รู้อยู่- จินอยากจะตอบอย่างนั้น แต่มันไม่ใช่สถานะและโอกาสที่จะพึงกระทำได้ จินถึงได้เงียบอยู่อย่างนั้น ปากอิ่มเม้มเข้าหากันไม่พูดอะไรจนคาเมะแน่ใจแล้วว่าจินจะไม่พูดอีกถึงได้หัน กลับเข้าห้องเดินเข้าห้องน้ำไป ทิ้งให้จินนั่งรออย่างที่เคยทำประจำในระยะเดือนกว่าที่ผ่านมา
มื้อ อาหารเงียบๆยังคงดำเนินไปเหมือนวันก่อนๆ แต่มื้อเช้าจะไม่เงียบอย่างตอนนี้ถ้าวันนั้นมีเรียวมาร่วมโต๊ะด้วย คิดยังไงก็คิดได้อย่างเดียวว่าน้อยใจ ถึงมันจะเป็นคำที่ดูตุ๊ดจนเกินทนแต่จินจะเรียกความรู้สึกนี้ว่าอะไรไม่ได้ นอกจากคำนี้อีกแล้วแหละ แล้วก็เหมือนเดิมที่ถึงแม้จะคิดจะรู้สึกอะไรก็ทำอะไรไมได้ ในเมื่อขอเค้าแค่อยากจะอยู่ในพื้นที่ที่เค้าอยู่ ได้มาอยู่ตรงนี้ก็ดีแค่ไหนแล้ว
“ยูยะโทรมาหารึเปล่า?” มือขาววางตะเกียบลงเบาๆ ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มแล้วก็ถามขึ้นเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ อีกคนที่นั่งเงียบ ๆ ทานมื้อเช้าเสร็จใน
เวลาไล่เรี่ยกันวางตะเกียบลงตรงหน้าก่อนจะส่ายหน้าเป็นคำตอบ
“มีอะไรเหรอ?”
“พรุ่ง นี้วันเกิดยูยะ คิดว่าเดี๋ยวคงโทรมาชวน ไปมั้ย?” ร่างเล็กฟังคำชวนเหมือนปล่อยผ่านเลยไป แต่เสียงโทรศัพท์ก็ขึ้นขัดความคิดที่จะหา
ทางปฏิเสธการไปกับจินเสียก่อน คาเมะยื่นมือไปหยิบโทรศัพท์ของตัวเองมาดูเห็นชื่อคนโทรเข้าก็เหลือบตามองอีก คนที่นั่งจ้องคล้ายจะถามว่าสายโทรเข้าเป็นใคร กดปุมรับสายได้คาเมะเลยเฉลยโดยที่จินไม่ต้องถามให้เสียเวลา
“อรุณสวัสดิ์ยูยะ”
-อรุณสวัสดิ์ครับพี่คาเมะ กวนรึเปล่าครับเนี่ย?- เสียงใสตอบกลับคำทักทายอย่างร่าเริง
“ไม่หรอก มีอะไรเหรอ?”
-พรุ่งนี้ว่างมั้ยครับ?-
“อืม...” คาเมะนิ่งคิดไปจนปลายเสียต้องเร่งเร้า
-อย่า คิดนานสิครับ ผมลุ้นนะ- ปากบางยกยิ้มจางๆ กับอาการของคุณลูกค้าก่อนจะตอบออกไปให้ยูยะได้ตะโกนเสียงดังจนต้องเลื่อน โทรศัพท์ออกห่างจากหู
“ว่าง ทำไมเหรอ?” ถามไปทั้งที่รู้นี่แหละว่าทำไมยูยะถึงต้องดีใจขนาดนั้น
-วันเกิดผมครับ พี่คาเมะมานะ ผมจะให้พี่จินไปรับ- ได้ยินชื่อคนมารับที่นั่งอยู่ตรงข้ามคาเมะก็เมินมองไปทางอื่น
“จัดที่ไหนล่ะ พี่ไปเองได้นะ”
-ไม่ เป็นไรครับ พี่คาเมะให้พี่จินไปรับเถอะนะ ผมเป็นห่วง- คาเมะอยากจะขอบใจในความเป็นห่วงนั้นเหมือนกันแหละถ้าเกิดว่ามันไม่เหมือนกับ ยื่นโอกาสให้จินอีกครั้งของยูยะ ให้อย่างไรก็ไม่อยากคิดว่ายูยะรู้เรื่องรู้ราวอะไรมากกว่าที่คาเมะคิดจริงๆ แต่...เด็กคงไม่โกหกหรอก...มั้ง?
“อื้ม แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะ” วางสายได้ปุ๊บนิ้วเล็กก็จิ้มเลขหมายปลายทางเบอร์ใหม่แล้วกดโทรออกอีกครั้ง
“พี่ เรียว...พรุ่งนี้ตอนเย็นว่างมั้ยครับ?” ทันทีที่มีเสียงคนตอบรับกลับมา ชื่อที่คาเมะเอ่ยถึงทำให้จินปิดหน้าหนังสือนิตยสารที่เปิดอ่านเล่นเพราะกลัว ว่าจะเผลอขยุ้มมันจนขาดคามือ เพราะชื่อของคนที่คาเมะโทรหา ...เรียวอีกแล้วเหรอ?...
“ครับ...ขอบคุณครับ เจอกันที่ห้องผมนะพรุ่งนี้” ตาเรียวยังคงมองมาทางจินที่นิ่งไปตั้งแต่เมื่อครู่
“มีอะไรรึเปล่า?” ใบหน้าขาวนั่นส่ายไปมาเบาๆ เป็นคำตอบแล้วเม้มปากแน่น
ถึง มีแล้วจะพูดอะไรได้ล่ะ? จินเลยได้แต่นั่งนิ่งคิดอะไรไปเองคนเดียว ถึงความจริงมันจะไม่มีอะไร แต่ก็ดูเหมือนว่าคาเมะจะพยายามทำให้จินคิดให้มันมีจนได้ ทั้งที่ตั้งใจกับตัวเองว่าจะไม่ระแวง จะไม่สงสัยในความสัมพันธ์ระหว่างคาเมะและเรียวแต่ถ้ามันทำได้ง่ายๆ จินคงไม่ใกล้บ้าอยู่อย่างตอนนี้
วันนั้นทั้งวันจินไม่ได้พูดอะไรมากนัก เพราะอะไรที่คิดอยู่ในใจว่าจะพูด พูดออกไปแล้วคงไม่ดี...คาเมะคงไม่ชอบ
ตอน บ่ายร่างเล็กบางนอนเหยียดยาวไปกับโซฟาดูโทรทัศน์ที่เปิดสารคดีสัตว์โลกโดยมี จินนั่งเป็นหมอนหนุนให้ แค่นี้ก็ดีใจแล้ว แค่เสนอให้แล้วคาเมะตอนรับคำเสนอตัวนั้น อย่างครั้งนี้จินเห็นคาเมะพลิกไปมาอยู่หลายที จนต้องลุกจากที่นั่งไปยกศีรษะทุยนั่นขึ้นจากหมอนอิงใบเล็กแล้วนั่งลงแทนที่ ก่อนจะวางกลุ่มผมนิ่มลงบนตักโดยที่เจ้าของผมหอมกลิ่นแชมพูก็ไม่ได้ค้านอะไร เพียงแต่จะขยับพลิกตะแคงให้นอนสบายมากขึ้นก็เท่านั้น
มือใหญ่สอด เข้าไปในผมนิ่มสางเล่นอย่างเพลินมือ ปากกระจับนั่นหาวเบา ๆ ด้วยความง่วงกับบรรยากาศเย็นๆ ลมเอื่อยๆในช่วงบ่ายของวัน ไม่ยากเลยที่ดวงตาเรียวจะปรีปรือและพริ้มหลับลงได้ในเวลาไม่นาน ลมหายใจสม่ำเสมอของร่างน้อยบนตักทำให้จินต้องชะโงกหน้าไปมอง เมื่อเห็นว่าเจ้าของห้องหลับไปเป็นที่เรียบร้อยถึงได้ออกแรงพลิกให้นอนหงาย เพราะเกรงว่าคาเมะจะพลิกตัวอีกครั้งจนกลิ้งตกลงไปให้เจ็บตัว
ใบ หน้ายามหลับไม่มีสายตาที่แสดงความเฉยชาใส่ ปากบางไม่ได้พูดคำพูดที่แสดงความห่างไกลกันทางความสัมพันธ์ และมือน้อยนี่ก็ไม่ได้ผลักไสให้จินออกห่างเหมือนตอนที่เจ้าตัวมีสติครบถ้วน มือใหญ่ไล้ไปกับโครงหน้าหวานแผ่วเบา เก็บผมเส้นเล็กให้พ้นไปจากใบหน้าหวานคาเมะจะได้หลับสบายๆ ไหล่เล็ก ตัวบาง เนื้อตัวนุ่มนิ่ม บอบบางขนาดนี้...โดนจินทำร้ายครั้งนั้นจะเจ็บปวดมากขนาดไหนก็ไม่คิดจะอยาก รู้ เพราะยิ่งรู้ คนที่เจ็บยิ่งกว่าก็คือตัวเอง ทุกวันนี้จินก็ยังด่าตัวเองทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องราวในอดีตว่าโง่แค่ไหน ที่กล้าทำเรื่องเลวร้ายอย่างนั้นลงไป กล้าทำให้คาเมะเจ็บปวดทั้งที่คาเมะน่าสงสารขนาดนี้
“ขอโทษ...ถึง จะบอกความจริงไปแล้ว แต่ชั้นก็ยังไม่กล้าบอกนายทั้งหมดอยู่ดี” เสียงกระซิบแผ่วเบาจากปากของผู้ชายตัวโต ที่จ้องมองดวงหน้าเรียวสวยอย่างหลงไหลแต่มองด้วยสายตาสำนึกผิดและคำขอโทษมาก มาย ดวงตาสีดำขลับที่ไหวระริก ปลายนิ้วหัวแม่มือแตะลงที่กลีบอ่อนนุ่มแผ่วเบา
“นายจะพูดจา ร้ายกาจใส่ชั้นแค่ไหนชั้นก็ยอม จะทำร้ายชั้นแค่ไหนก็ได้ตามแต่ใจนาย แต่ขออย่างเดียวว่าเมื่อเวลาผ่านไปนายจะให้อภัยชั้น...แค่นั้นที่ชั้นอยาก บอก”
ใบหน้าคมที่ก้มลงไปกระซิบจนเกือบติดริมฝีปากสีอ่อน แต่ก่อนที่จะได้แตะต้องสิ่งที่เรียกว่าต้องห้ามสำหรับพวกเขาสองคน เปลือตาบางก็กระพริบปรือขึ้นจนทำให้ร่างสูงถึงกับนิ่งค้างไป และตั้งใจจะยืดตัวขึ้นแต่มือเล็กข้างหนึ่งก็เอื้อมขึ้นวาดโอบรอบคอของร่าง สูง ดวงตาสีเข้มนั้นเบิกกว้างขึ้นไม่ทันตั้งตัว
“จิน...” ดวงตาเรียวยังคงมองตอบกลับมาไม่ไปไหน
“เอ่อ...คาเมะ...ชั้น...” จินพยายามจะขอโทษที่รุกล้ำเส้นแบ่งที่คาเมะขีดไว้ด้วยริมฝีปากคู่นี้
“มี อะไรยังไม่ได้บอกชั้นอีกอย่างนั้นเหรอ?” คาเมะไม่ได้หลับ!!! จินนึกด่าตัวเองในใจว่าพูดเรื่องสำคัญให้คาเมะรู้เพราะคิดว่าคาเมะหลับแล้ว แต่เปล่าเลย...โง่คำเดียวเท่านั้นที่จะบรรยายได้ถึงการกระทำของจิน
“เอ่อ...”
“มี อะไรที่ยังไมได้บอกชั้นรึเปล่า...?” น้ำเสียงคาเมะถึงจะเหมือนคนงัวเงียเพราะมันทั้งเบาและอู้อี้จนแทบฟังไม่รู้ เรื่องด้วยซ้ำ ติดแต่ตาคมที่มองจ้องมาอย่างเอาเรื่องนั่นทำให้จินไม่กล้าคิดว่าคาเมะละเมอ นักหรอก จะปฏิเสธยังไงล่ะทีนี้?
“เปล่า...ไม่มี” คิดอะไรไม่ออกก็บอกเปล่าไว้ก่อน นี่แหละวิถีของคนที่เป็นได้แค่คน ไม่ได้ประเสิรฐจนเป็นเทวดาได้
“จริง เหรอ?” เหมือนว่าระยะห่างระหว่างใบหน้าของเค้าสองคนจะลดลงเรื่อย ๆ เพราะแรงจากแขนบางที่รั้งลงมาให้ใกล้กันมากขึ้น จินไม่กล้าแม้แต่จะขยับเมื่อระยะห่างเหลือเพียงริมฝีปากที่เกือบจะแตะกัน อยู่รอมร่อเลยได้แต่ครางในลำคอตอบกลับไป
“จริงๆนะ” ครั้งนี้คาเมะไม่รอฟังคำตอบแต่ใบหน้าเล็กเงยขึ้นจนกลีบนิ่มแตะเข้ากับปาก อิ่มของจินเบา ๆ แล้วนิ่งอยู่อย่างนั้น ให้จินต้องนิ่งตาม จนเมื่อแขนเล็กที่คล้องอยู่บนคอตกลงง่ายดาย เปลือกตาหนาถึงได้ปิดลงพร้อมกับเสียงถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อลืมตามองโลกอีกครั้งก็พบว่าดวงตาเรียวเล็กที่จ้องเอาๆเมื่อครู่ปิดสนิท ริมฝีปากบางเผยอค้างน้อยๆ จินยิ้มกับตัวเองครั้งนึงแล้วโน้มตัวลงไปแตะริมฝีปากหนักๆ กับกลีบปากสีอ่อนอย่างหมั่นเขี้ยว
เมื่อกี้ใครไม่เป็นจินไม่รู้ หรอกว่าหัวใจมันหายไปอยู่ที่ไหนตอนที่คิดว่าคาเมะรู้ว่าจินมีอีกเรื่องที่ ยังไม่ได้บอก ตอนโดนเค้นเอาคำตอบก็คิดว่าอาจจะจนแต้มแล้วก็ได้ แต่สุดท้ายเมื่อเห็นว่ายอมไม่ได้เลยต้องบอกว่าเปล่าออกไป กลัวว่าคาเมะจะลุกขึ้นมานั่งแล้วออกปากไล่ให้ไปให้พ้นเพราะโกหกกันอีกครั้ง แต่เปล่าเลย...คาเมะละเมอเหรอเนี่ย?
ปล่อยให้ร่างน้อยนอนได้อีก ครู่ใหญ่ จนมองเห็นนาฬิการูปเต่าที่วางอยู่หลังทีวีก็คิดว่าคงได้เวลาที่จะต้องกลับ แล้วและคาเมะก็ไม่ควรนอนตอนเย็นๆอย่างนี้เพราะจะทำให้ปวดหัวได้ มือหนาจึงเอื้อมไปแตะที่ไหล่เล็กปลุกให้ตื่น แขนสองข้างถูกเจ้าของมันยกขึ้นยืดจนสุด บิดขี้เกียจบนตัวจินอย่างสบายอารมณ์ ท่าทางเกียจคร้านจนจินนึกอยากจะจับตัวมาฟัดให้หายขี้เกียจ แต่ก็ต้องปล่อยให้เจ้าของห้องลุกขึ้นมานั่งมองตาแป๋ว ขยี้ตาสองสามครั้ง จนจินแน่ใจแล้วว่าคาเมะจะไม่สลึมสลือหรือละเมอขึ้นมานั่งถึงได้เอ่ยลาและ รั้งร่างบางเข้ามากอดแน่นๆอีกครั้ง
“พรุ่งนี้จะมารับนะ...เรียว ด้วย” ไม่ลืมที่จะบอกถึงอีกคนที่คาเมะชวนไปงานวันเกิดยูยะด้วยกัน คาเมะพยักหน้ารับเบาๆสองสามครั้งแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป จินเลยเดินไปหยิบกุญแจรถและสมบัติส่วนตัวออกจากห้องนั้นมา
ใบ หน้าเล็กที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำจากการล้างหน้าให้สร่างจากอาการง่วงงุนที่ แกล้งหลับจนเผลอหลับไปเงยหน้ามองภาพตัวเองในกระจก ไม่ได้ยิน? อย่าโง่ไปหน่อยเลยใครจะไม่ได้ยิน เล่นก้มลงมากระซิบซะขนาดนั้น นอนตัวเกร็งจนจะแข็งตายสุดท้ายก็ตัดสินใจแกล้งละเมอออกมาอย่างที่เห็น ขนาดเค้นอย่างนั้นยังไม่ยอมบอกเลย...เรื่องอะไรอีก แล้วอย่างนี้เหระจะให้ให้อภัยกัน ประสาทแล้วจิน!! คิดแล้วเสียดายปากชะมัด!!!!
.
.
.
เวลาผ่านไป ช้าเสมอสำหรับคนที่ต้องรอคอยอย่างจิน และมันยิ่งผ่านไปช้ามากขึ้นไปอีกสำหรับคนที่ต้องอยู่ตรงกลางระหว่างคนสองคน อย่างที่เรียวเป็นอยู่ตอนนี้
คาเมะยอมเป็นผู้เสียสละให้เรียวได้ นั่งหน้าคู่กับจินแต่เรียวไม่เห็นว่าจะเป็นการเสียสละที่ตรงไหน มีแต่จะทำให้เรียวเสียชีวิตเร็วขึ้นสิไม่ว่า เพราะตั้งแต่ขึ้นรถมา เรียวคอยลอบมองสีหน้าไอ้ตัวดีที่เผ่นแพลบไปนั่งเบาะหลังอุดหูด้วยหูฟังเปิด เพลงกรอกรูหูให้แก้วหูมันสะเทือนเล่นไม่สนใจโลกอีกต่อไป แม้ว่าไอ้คนขับหน้าตึงมันจะคอยลอบมองเหมือนเรียวก็เถอะ สบตากับในกระจกมองหลังก็ตั้งหลายครั้ง ถ้าตายได้เรียวยอมตายไปตอนนี้แล้ว ไม่มานั่งให้มันจิกกัดทางสายตาอย่างนี้หรอกน่ะ!
คิดแล้วก็อยากจะ ให้มันคืนดีกันเร็วๆ เรียวก็แค่คิดว่าคนเรารักกัน ช่วงเวลาที่ดีที่สุดก็คือเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน คาเมะเองก็รู้ว่าช่วงเวลาที่ต้องแยกจากกันกับคนที่รักมันทรมานขนาดไหน และไม่ใช่แค่คาเมะที่รู้ ทั้งจินทั้งเรียว คนที่เคยถูกพรากจากย่อมรู้ดีที่สุด
................
............................
“ไป ร้านไหนเหรออาคานิชิ” ความเงียบที่ถูกถักทอขึ้นมาหลายนาที เรียวคิดว่ามันแสนจะอึดอัด เลยสงเคราะห์ที่จะเอื้อมมือไปดึงความอึดอัดนั้นให้พังลง ถึงแม้จะไม่ค่อยอยากพูดกับไอเจ้าของรถเท่าไหร่ก็ตามเถอะ แต่ก็ยังดีกว่าให้เงียบอย่างนี้ต่อไปล่ะวะ
“ร้านตรงแยกXXX” เยี่ยม อยากยกย่องในการตอบคำถาม
“แล้ว ไปรู้จักได้ยังไงล่ะน่ะ?” ถึงแม้จะได้รับคำตอบเป็นประโยคห้วนเสียงท้ายจนอยากจะหาอะไรปาใส่หน้าให้รู้ แล้วรู้แรด แต่เรียวก็ยังคงพยายามที่จะทำลายความเงียบด้วยตัวเองเพียงคนเดียวต่อไป
“ไม่ รู้ ยามะพีบอกมาแค่นั้น” ใบหน้าคมเข้มพยักหน้ารับถึงแม้ในใจจะเบ้ปากใส่น้ำเสียงไม่สบอารมณ์นั่นไป แล้วหลายครั้ง เหลียวไปมองเบาะด้านหลัง ไอ้นี่ก็แปลก...
วันนี้ ไอ้เปี๊ยกมันดูแปลกไป จากที่ปกติมันจะชวนเค้าคุยไม่เว้นว่างเพื่ออะไรเรียวไม่เดาให้ถูก แต่วันนี้ตั้งแต่ยังไม่ขึ้นรถแล้ว แย่งที่นั่งด้านหลังซึ่งควรจะเป็นของเรียวอย่างที่เคยไปหน้าตาเฉย แถมยังไม่ยอมมองหน้าอาคานิชินั่นเหมือนกลัวจะเสียสายตายังไงอย่างนั้น เป็นอะไรไปอีกไอ้เต่าเอ๊ย โกรธเค้างอนเค้าขนาดนี้แล้วยังมีหน้ามาบอกว่ายังไม่คืนดีกัน คนไม่คืนดีบ้านไหนกันมางอนต่อให้เรื่องมันยาวไปอีก
เรียวนั่ง คิ้วขมวดมาตลอดทางจนคิดว่าถ้าหากร้านอยู่ไกลกว่านี้อีกซักกิโลเดียวตีนกาบน หน้าคงเพิ่มขึ้นอีกหลายรอย เมื่อรถจอดลงที่ลานจอดรถของร้านไม่เล็กไม่ใหญ่นั้นเรียวฉวยโอกาสที่เสียง โทรศัพท์ในกระเป๋าดังทำเป็นว่าหลีกไปคุยธุระ ตอนแรกคาเมะจะเดินตามมาแต่เรียวก็ทำเป็นโบกไม้โบกมือเข้าไปในร้านก่อน
ตั้งแต่ ที่จินเลี้ยวรถเข้ามาในถนนนี้ คาเมะก็เอะใจอยู่แล้วเชียวว่าต้องเป็นร้านที่เค้าเคยมาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนแรกคิดไปเองว่าอาจจะเป็นร้านอื่นที่อยู่ในย่านเดียวกัน แต่เมื่อจินเดินนำเข้าไปในร้านที่ติดป้ายชื่อคุ้นตานั่นริมฝีปากบางยกยิ้ม อย่างดีใจที่ได้มาเยือนที่นี่อีกครั้ง กำลังจะผลักประตูเดินตามคนที่เดินนำหน้าเข้าไปในร้านแต่ประตูที่กำลังจะผลัก ก็เปิดออกก่อนทำให้แรงทั้งหมดที่จะใช้ผลักประตูกระจกติดฟิล์มบานหนักพาตัว เองเกือบล่วงลงพื้นร้านให้ได้อาย แล้วก็มีมือใหญ่ที่สอดเข้ามารับตัวคาเมะไว้ให้ไม่ทันได้อายคนอื่นแต่อายตัว เองแทน คนที่เปิดประตูออกมาตกใจจนร้องเสียงหลง มือขาวถูกยกขึ้นปิดปากที่อ้าออกกว้างเพื่อเปล่งเสียงอุทาน
“อ้ะ!!! ขอโทษครับ...อ้าวคาเมะ!!!” เมื่อได้ยินเสียงคนที่กล่าวขอโทษเอ่ยชื่อคนตัวเล็กที่จินสอดแขนไว้ รอบเอวอยู่ใบหน้าหล่อจึงหันไปมองแล้วก็พบว่าโลกใบนี้มันกลมกว่าที่คิดเสมอ ดูเหมือนว่าที่ร้านนี้จะมีคนรู้จักของจินเพิ่มขึ้นอีกคนเสียแล้ว เมื่อได้เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายครั้งแรกอุจิ ฮิโรกิก็ถึงกับต้องอุทานออกมาเป็นครั้งที่สอง
“จิน!!!” ฮิโรกิออกอารามตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูกเมื่อคนรู้จักประดังประเดพากันมาให้พบ หน้าอีกครั้ง ก่อนที่ความคิดจะไปไกลกว่านี้ร่างบางที่ผลักตัวเองออกจากผู้ช่วยชีวิตมายืน จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทางแล้วยิ้มรับเพื่อนเก่าที่ได้กลับมาเจอกันอีก ครั้งหลังจากวันนั้น
“หวัดดีฮิโรกิ...รีบร้อนไปไหนเหรอ?” จินเป็นคนเอ่ยทักร่างโปร่งที่ยืนอยู่หน้าประตูร้านที่กำบังทำหน้าไม่ถูกอยู่ ตอนนี้ โดยที่มือใหญ่ก็เอื้อมไปปัดผมเส้นเล็กนุ่มให้เข้าที่เข้าทางพร้อมกับมอง สำรวจความเรียบร้อยของร่างเล็กไปในที
“เอ่อ...พอดีของหมดแล้วจำ เป็นต้องรีบใช้น่ะ ขอโทษนะคาเมะ” ฮิโรกิเลื่อนสายตาจากจินมาเป็นร่างเพื่อนตัวเล็กที่ยืนยิ้มให้อย่างไม่ถือสา ก่อนจะออกปากบอกฮิโรกิว่าไม่ต้องเป็นห่วง ไปซื้อของเถอะ
“อ่า... งั้นเข้าไปรอในร้านก่อนนะ ไปซุปเปอร์ใกล้ๆ ไม่นานหรอก ยามะพีอยู่ข้างในแล้วน่ะ” ทั้งคู่พยักหน้ารับเบาๆ ก่อนที่ฮิโรกิจะผละไปอีกทางแล้วจินกับคาเมะถึงเปิดประตูร้านเข้าไปอีกครั้ง ก็พบว่ายูยะและยามะนั่งอยู่ก่อนแล้ว มือเล็กถูกยกขึ้นโบกไหวๆด้วยอาการร่าเริงเต็มที่ของเจ้าของวันเกิดทำให้คา เมะยิ้มรับรอยยิ้มนั้นได้ไม่ยาก ร่างสูงจัดการที่นั่งให้คนตัวเล็กเสร็จแล้วถึงได้เดินไปนั่งข้างเพื่อนรัก
เมื่อ ฮิโรกิผลักบานประตูออกไปให้คนที่นั่งอยู่ได้ยินเสียงกรุ๊งกริ๊งของเครื่อง แขวนหน้าประตู ก็เป็นเวลาเดียวกับที่เรียวเดินสวนกันเข้ามาพอดี สายลมวูบนึงที่พัดมาขณะที่เดินสวนกันนั้นทำให้เรียวต้องหยุดเท้าตัวเองไว้ แล้วหันกลับไปมองเพราะความคุ้นชินกับสายตา รูปร่างอย่างนั้น...มันคุ้นใจยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด แต่เมื่ออีกคนที่สวนกันออกไปไม่คิดจะหันกลับมาให้เรียวได้ไขข้อสงสัย รุ่นพี่ที่ทำงานของคาเมะที่กลายเป็นหนึ่งในแขกพิเศษสำหรับงานวันเกิดเล็กๆ นี่ เดินเข้ามาที่โต๊ะอาหารทันที
“อ้าว พี่เรียว...นั่งก่อนสิครับ” คาเมะเชื้อเชิญให้เรียวนั่งลงฝั่งตรงข้ามกันและทำการแนะนำตัวอย่างเป็นทาง การอีกครั้งสำหรับการมาเจอกันในครั้งนี้ของคนทั้งกลุ่ม กับสมาชิกร่วมโต๊ะมื้อเย็นในวันเกิดคนรักยามะพี
บทสนทนาไม่สั้น ไม่ยาวถูกสร้างขึ้นตลอดเวลาโดยยูยะ และส่วนมาจะถามเอากับคาเมะเสียมากกว่าจะเป็นคนรักอย่างยามะพีหรือพี่ ชายอย่างจิน และไม่รู้เมื่อไหร่ที่ฮิโรกิกลับมาถึงร้านหลังจากออกไปซื้อของ ไม่รู้อีกเช่นกันว่าฮิโรกิเข้ามาทางไหน หรือเพราะพวกเค้าไม่ได้สนใจการมาถึงของเพื่อนก็คงไม่ใช่ แต่ตอนนี้ฮิโรกิกลับเป็นคนยกอาหารออกมาเสิร์ฟเองถึงโต๊ะ
น้ำ เสียงร่าเริงที่ได้นำอาหารฝีมือตัวเองออกมาตั้งบนโต๊ะอย่างสวยงามพร้อมรอย ยิ้มพรายบนใบหน้าไม่ได้ทำให้ฮิโรกิสนใจบุคคลที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนสมาชิกเดิม อีกคนนึงเลยแม้แต่น้อย แต่คนที่กำลังนั่งขมวดคิ้วมองร่างโปร่งบางที่ยืนยิ้มรับคำชมจากเจ้าน้องเล็ก ยูยะด้วยอารมณ์ดีกลับแทบจะไม่มีเสียงออกมาจากลำคอเลยซักนิด มีก็แค่เสียงแผ่วเบาที่หลุดออกมาเป็นชื่อเจ้าของร้านคนสวย
“ฮิ... โร...กิ” ราวกับไม่แน่ใจว่าคนตรงหน้าคือคนที่อยากเจอมากที่สุด อยากพบมากที่สุด แล้วก็ไม่คิดว่าจะได้พบเจอในที่สุด ครั้งที่ตามหาแทบพลิกแผ่นดินหนี ยากแสนยาก ตามหาเท่าไหร่ก็ไม่ได้พบเจอ แต่บทจะเจอ...ก็เจอเอาง่ายๆ อย่างกับสวรรค์เล่นตลก เรียวถึงได้แค่หลุดเสียงออกไปเป็นชื่อคนที่อยากพบ อยากเจอ อยากสัมผัส อยากกอดมากที่สุด ใบหน้าเรียวที่ผินมามองเสียงแหบแห้งเรียกเป็นชื่อตัวเองดวงตากลมใสก็เบิก ค้างชั่วครู่ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นกระแสแห่งความไม่พอใจ...แต่เรียวก็ยังสังเกตเห็น ถึงแววตาแห่งความคิดถึง...เพราะมันเหมือนกับที่เรียวกำลังมองฮิโรกิ เรียวรู้ว่าเราทั้งสองคนมองกันและกันด้วยแววตาแบบเดียวกัน
“เอ่อ... เดี๋ยวชั้นเข้าไปเอาอาหารมาอีกนะ รออยู่นี่แหละไม่ต้องไปหรอก” เจ้าของร้านคนสวยบอกว่าจะเข้าไปยกอาหารมาอีกก็เห็นแววว่าจะมีผู้ช่วยอาสา เข้าไปช่วยยกอาหารออกมาตั้งโต๊ะเลยต้องรั้งเอาไว้ให้นั่งที่โต๊ะกันทุกคน แต่แค่ฮิโรกิก้าวเท้าออกห่างโต๊ะที่มีคนนั่งเพียงโต๊ะเดียวในร้าน เรียวก็ลุกขึ้นตามไปไม่ห่างจนคนทั้งโต๊ะได้แต่มองตามกันไปเงียบๆ
.
.
.
ด้าน หลังของร้านซึ่งเป็นห้องครัวไม่เล็กไม่ใหญ่นักจัดเป็นสัดส่วนชัดเจนสำหรับ การทำอาหารแต่ละประเภท มีเด็กในร้านอีกสองคนที่กำลังยืนตกแต่งจานอยู่ที่โต๊ะยาวกลางห้อง ฮิโรกิเดินเข้าไปยื่นหน้าดูว่าจานอาหารที่เตรียมไว้เรียบร้อยดีสำหรับลูกค้า คนพิเศษแล้วยกทั้งสองจานขึ้นพร้อมเสิร์ฟ
“เรียบร้อยแล้วนะ” เจ้าของร้านหน้าหวานถามเอากับเด็กในร้านทั้งสองคนที่กำลังเช็ดมือกับผ้าเช็ด มือเมื่อเสร็จสิ้นอาหารจานสุดท้ายที่พร้อมส่งออกสู่โต๊ะอาหาร
“ครับ พี่ฮิโระ” หนึ่งในนั้นตอบรับก่อนจะถอดหมวกคลุมผมและผ้ากันเปื้อนออกแขวนไว้ที่แขวนและ เตรียมเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อกลับบ้านหลังจากเจ้าของร้านใจดีบอกว่าวันนี้มี เพื่อนมาจัดงานวันเกิดเลยให้กลับเร็วได้หนึ่งวัน
“งั้นก็ขอบใจ ทั้งสองคนมากเลยนะ กลับกันได้แล้วแหละ” เด็กหนุ่มสองคนรับคำแล้วเดินเข้าไปทางหลังร้านและฮิโรกิก็หมุนตัวกลับเพื่อ จะเดินออกไปด้านนอกด้วยเช่นกัน เท้าบางกำลังจะก้าวพ้นกรอบประตูห้องครัวอยู่แล้วแต่ก็ต้องหยุดไปกระทันหัน เมื่อมีสิ่งกีดขวางเป็นสิ่งมีชีวิตรูปร่างหน้าตาคล้ายคน...ที่นั่งอยู่ที่ โต๊ะอาหารเมื่อครู่
“อ้ะ!!” จานอาหารจานแบขนาดที่ถือว่าใหญ่พอสมควรและหนักมากด้วยสำหรับการถือสองจานและ สองมือ เมื่อถูกขวางทางเข้าฮิโรกิจึงออกอาการคล้ายกับจะเซเอาง่ายๆ มือบางสั่นน้อยๆเพราะความหนักแต่เมื่อเรียวยื่นมือเข้ามาเพื่อจะรับจานอาหาร นั้นไป มือที่กำลังสั่นกลับดึงหลบได้อย่างรวดเร็วเหมือนว่าจานนั้นไม่มีน้ำหนัก
“ผม ช่วย” ดวงตากลมโตวาวด้วยความกร้าวโกรธอยู่แวบเดียวพอฮิโรกิกระพริบตา สายตาที่โกรธขึ้งนั่นก็หายไปราวกับเสกได้ น้ำเสียงที่ตอบกลับมาเป็นปกติได้อย่างไม่น่าเชื่อ แม้กระทั่งเจ้าตัวที่พูดมันออกมายังแทบจะไม่เชื่อ
“ไม่เป็นไร ผมถือเองได้”
“แต่ มันหนัก” ดวงตาคมเข้มจ้องสบสายตาเรียบเฉยของคนตรงหน้า เรียวก้าวเท้าเข้าหาคนที่ปฏิเสธความช่วยเหลือของเค้าก้าวหนึ่ง ที่คิดว่าอีกคนจะถอยหนีแต่ฮิโรกิกลับยืนนิ่งและมองเมินไปทางอื่นอย่างไม่ สนใจ
“ผมทำได้ ผมถือได้ และผมก็ทนได้...เพราะหนักกว่านี้ผมก็เคย-ผ่าน-มาแล้ว” วงหน้าที่เชิดขึ้นอย่างถือตัวไม่ได้ทำให้เรียวถอยออกห่างแม้แต่ก้าว แต่เรียวยังคงก้าวเข้าหาฮิโรกิช้าๆ โดยไม่คลาดสายตาไปจากคนตรงหน้าซักวินาที
“แล้ว ยังไง...เมื่อก่อนทนได้ เคยผ่านมาแล้ว แต่ตอนนี้ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องทน” เรียวคว้าเอาข้อมือขาวไว้แน่นก่อนจะดึงจานในมือออกและวางไว้บนโต๊ะด้านหลัง ที่อยู่แค่เอื้อม เพราะฮิโรกิถอยมาจนหลังชิดโต๊ะสแตนเลสวาววับนี่แล้ว และเรียวก็หมายมั่นไว้แล้วว่าจะไม่ปล่อยให้ฮิโรกิถอยอีกต่อไป
“จะ ทำอะไร?” มือเรียวสวยถูกยกขึ้นมากำที่คอเสื้อเชิ๊ตของเรียวแน่นพร้อมกับดวงตาที่มอง เหมือนกำลังมีพายุลูกใหญ่ก่อตัวอยู่เมื่อเรียวเลื่อนมือเข้ารัดที่รอบเอวบาง
“จะมาขอคืนดี...”
“ปล่อย! อย่ามายุ่ง” เรียวตอบได้อย่างไม่ลังเลฮิโรกิก็ไม่คิดจะลังเลที่จะไม่ให้โอกาสเหมือนกัน
“ชั้นคิดว่าเราน่าจะคุยกัน...”
“ชั้นคิดว่าเราน่าจะไม่มีอะไรต้องคุยกันแล้ว”
“แต่ชั้นรักนาย...”
“แต่ ตอนนี้ชั้นไม่ได้รักนายแล้วเรียว...เพราะการที่จะรักผู้ชายด้วยกันมันทำให้ ชีวิตชั้นไม่มีความสุข...ชั้นต้องแคร์สายตาชาวบ้าน ชั้นกลัวว่าชั้นจะอายถ้ามีคนรู้ว่าชั้นมีแฟนเป็นผู้ชาย ชั้นแคร์คนอื่นมากกว่าตัวเองเรียว ชั้นสนใจสิ่งรอบตัวมากกว่าความรู้สึกของคนคนนึง เข้าใจรึยัง!!!” ปลายนิ้วเรียวขาวจิกแน่นลงบนอกเสื้อแต่ก็เชื่อเถอะว่าแรงกดมันจะซึมลึกลงถึง ผิวเนื้อ...และลงไปถึงหัวใจ ในเมื่อที่ฮิโรกิพูดออกไป ฮิโรกิหวังว่ามันจะทำร้ายคนฟังทั้งคำพูด ร่างกายและจิตใจด้วยเช่นกัน
หลัง จากที่เรียวหลุดคำว่ารักออกมาจากปาก ฮิโรกิก็เหมือนได้ยินคำต้องห้ามที่หากเมื่อใดได้ยินมัน โดยเฉพาะเมื่อได้ยินมันจากปากคนที่เคยทิ้งเค้าไปอย่างไม่ใยดีเพียงเพราะคำ ว่าสังคมและคำวิจารณ์จากคนรอบข้าง ทั้งที่ตอนนั้นฮิโรกิรัก รักเรียวยิ่งกว่าใคร รักมากแม้จะต้องออกมาอยู่คนเดียวเพราะที่บ้านฮิโรกิไม่เห็นด้วยกับการที่คุณ หนูคนเล็กของบ้านจะมีคนรักเป็นผู้ชาย จนทำให้ชื่อเสียงวงตระกูลของคุณหนูที่พ่อแม่มีหน้าตาในสังคมชั้นสูงต้อง เสื่อมเสีย แต่ฮิโรกิก็เลือกที่จะรักเรียวโดยไม่แคร์สายตาใคร ยอมที่จะทะเลาะกับพ่อ แม่ และพี่ชายเพื่อจะได้มาใช้ชีวิตอยู่กับเรียว เพื่อหวังจะพิสูจน์ให้ครอบครัวได้เห็นว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเค้าคิด พวกเรา...ฮิโรกิและเรียว ไม่ใช่ความรักจอมปลอมอย่างที่ใครคิด
หลัง จากนั้นฮิโรกิที่ตัดสินใจออกจากบ้านมาซื้อคอนโดอยู่ แต่คนที่ทำร้ายกันอย่างแสนสาหัสไม่ใช่ใครแต่เป็นคนที่ฮิโรกิบอกว่ารักและไม่ ใช่ความรักจอมปลอมอย่างที่ใครๆคิด คนคนนั้นทำให้คำว่ารักที่ฮิโรกิเพียรพยายามที่จะรักษามันด้วยใจทั้งหมดที่มี กลายเป็นเพียงลมปากที่พูดพล่อยออกมาเท่านั้น เพราะเรียวตัดสินใจที่จะหายไปจากชีวิตของฮิโรกิเพียงเพราะกลัวว่าเมื่อคนรอบ ข้างรู้ว่าเรียวมีคนรักเป็นฮิโรกิ จะถูกดูแคลนว่าเป็นพวกวิปริตผิดเพศ คำพูดก่อนจากกันในวันนั้นของเรียวจึงกรีดลึกและฝังลงเนื้อในของก้อนเนื้อ หัวใจดวงนี้ราวกับจะให้จำไปจนวันตาย
-เราเลิกกันเถอะ- ใบหน้าสวยหวานที่มองมาคล้ายจะไม่เชื่อหูตัวเองส่ายน้อยๆ อย่างไม่ยอมรับในคำพูดนั้น
-ทำไม เหรอ?- เสียงที่เคยสดใสแหบพร่าจนน่าใจหาย หน่วยตาที่เคยประกายสวยเหมือนมีดาวนับพันมาส่องประกายกลับรื้นด้วยหยาดน้ำ ร้อนๆที่หยาดลงบนแก้มนุ่มทั้งที่เจ้าตัวพยายามกลืนก้อนสะอื้นที่ตีขึ้นจนจุก แน่นหน้าอกให้ตายแต่มันก็ยังหลุดออกมาให้โมโหตัวเองยิ่งกว่าใ
คร
-ชั้น... กลัว...- เรียวพูดได้แค่นั้น เรียวพูดได้แค่นั้นจริงๆ เรียวไม่กล้าบอกว่ากลัวอะไรหรือเพราะอะไร ไม่กล้าบอกว่าเพราะที่บ้านของฮิโรกิมาคุยมาพูดกับเค้า ขอร้องให้อยู่ห่างจากลูกชายและน้องชายที่เป็นที่รักของพวกเค้า คนพวกนั้นบอกว่าถ้าเรียวรักฮิโรกิจริงคงทำเพื่อฮิโรกิได้กับเรื่องแค่นี้ ถ้ารักจริงคงอยากให้มีความสุข และเรียวคิดว่าเค้าคงทำให้ฮิโรกิมีความสุขได้ด้วยการอยู่ในสังคมชั้นสูงด้วย ความภาคภูมิไม่ใช่ต้องคอยหลบซ่อนจากสายตาใครต่อใครเพียงเพราะมีคนรักเป็น เค้า แต่ที่ฮิโรกิเข้าใจนั้นไม่ใช่สิ่งที่เรียวกลัว
-กลัวอะไร? พ่อกับแม่พูดอะไรกับนายเหรอเรียว?- เรียวยังคงเงียบและเพียงส่ายหน้าตอบเพราะไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะพูดอะไรได้
-หรือพี่?- ความเงียบยังเป็นคำตอบของเรียวจนถึงคำถามนี้
-นาย กลัวที่จะมีชั้นเป็น...คนรัก?- และเรียวก็ตัดสินใจหยิบเอาคำถามของฮิโรกิขึ้นมาเป็นคำตอบที่ทำร้ายคนถามได้ อย่างดียิ่งเมื่อเรียวพยักหน้ารับ เพราะไม่ต้องการให้ฮิโรกิสงสัยใครและไม่ต้องการให้คนรักคนนี้ต้องขัดแย้งกับ ทางบ้าน เรียวจึงเลือกทางนี้เพราะคิดว่ามันจะเป็นเส้นทางที่ทำให้คนรักของเรียวมี ความสุข
แต่ระยะเวลาที่ผ่านมาเพียงแค่ไม่กี่วันที่ไมได้เจอหน้ากันเรียวก็แทบทนไม่ ไหวไปตามหาฮิโรกิถึงที่บ้านเพื่อจะขอโทษและขอให้กลับมารักกันอีกครั้งแต่ก็ พบว่าฮิโรกิออกจากบ้านหลังใหญ่นั่นมาแล้วและไม่ได้ทิ้งที่อยู่
ติดต่อไว้ ให้ใคร ทางบ้านเองก็เสียใจที่ทุกอย่างกลายเป็นอย่างตอนนั้น เรียวพยายามตามหาทุกทางที่คิดว่าฮิโรกิจะไปพึ่งพิงแต่เรียวก็ไม่มีที่พึ่ง มากนัก เพราะฮิโรกิเป็นคนที่ชอบพึ่งพาตัวเองเสมอมา การจะไปขอพึ่งพิงอาศัยคนอื่นคงเป็นไปได้ยากและมันก็เป็นอย่างที่เรียวคิด เวลาเกือบปีที่ผ่านไปไม่ได้ทำให้เรียวลืมความร้อนของหยดน้ำตาที่ไหลลงมากระ ทบมือเค้าในวันนั้นที่ฮิโรกิเดินจากไป มันยังคงระอุร้อนราวกับมีไฟมานาบอยู่บนหลังมือข้างนั้นตลอดเวลา
“ชั้น ขอโทษ...” ดวงตาคมที่มองมาหรุบต่ำลง สายตาของการขอให้ให้อภัยเศร้าจนไม่เหลือแววความดุดันเหมือนที่เคยเห็น เช่นเดียวกับที่เรียวเห็นแววตาสีเข้มของคนตรงหน้าว่าไม่ได้มีวี่แววของความ สุขที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเลยตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา แล้วอย่างนี้เรียวจะคิดไปเพื่ออะไรอีก ในเมื่อฮิโรกิไม่มีความสุขเรียไม่มีความสุข เพราะพวกเค้าไม่ได้รักกัน เรียวตัดสินใจได้ในทันทีว่าเมื่อไม่รักแล้วไม่มีความสุขก็ควรจะรักกันให้ เหมือนเก่าจะได้มีความสุขก็สิ้นเรื่อง
“ขอโทษทำไม ชั้นไม่ได้อยากฟัง” เปลือกตาบางปิดแน่นทั้งที่มือยังกำอยู่ที่อกเสื้อของเรียวไม่ปล่อย
มือหนายกขึ้นไล้ปลายนิ้วเช็ดหยาดน้ำอุ่นร้อนที่ไหลลงบนแก้มเนียนแผ่วเบาก่อนจะกดจูบลงที่หน้าผากเนียนอีกครั้ง
“แล้วอยากฟังอะไร? อยากฟังว่าชั้นรักนายแค่ไหน...อย่างนั้นเหรอ?”
2 b con
ลงฟิคฉลองวันเกิดค่ะ เรื่องไหนที่ใครรอกันอยู่รอหน่อยนะ จะพยายามลงให้เร็วที่สุดนะคะ
ส่วนเรื่องนี้ฉลองวันแก่ไปก่อนค่ะ
อ่านกันเถอะค่ะ...คนแต่งแก่ขึ้นอีกแล้วววววววว
My immortal 07
=*=*=*=*=*=*=*=*=*=*=*=*=*=*=*=*=
“อรุณสวัสดิ์” ประตูห้องถูกเปิดออกตอนเช้าก่อนที่คาเมะจะได้ออกไปทำงาน แล้วก็เป็นอย่างหลายวันที่ผ่านมา นั่นคือเจ้าของห้องจะพบร่างสูงโปร่งในชุดทำงานสบายๆ ของจิน ยืนรออยู่หน้าห้อง จินไม่เรียกหรือแม้แต่กดออดหน้าห้อง แต่จินจะรอให้คาเมะออกมาเจอแล้วทักทายด้วยรอยยิ้มเสมอ
เรื่องราวที่จินเล่ามานั้นมันไม่น่าให้อภัยจริงๆ และคาเมะก็ไม่คิดจะให้อภัย จินบอกว่าให้ฟังจินแก้ตัว...แล้วคาเมะก็ฟังว่ามันเหลือสิ่งที่แก้ตัวจริง อย่างที่จินบอก จะบอกว่าการที่เจอผู้หญิงคนนั้นเล่าว่าเจอคาเมะกับผู้ชายคนอื่นนัวเนียกัน อยู่ที่อีกผับนึงทั้งที่คาเมะบอกเองว่าวันนั้นจะกลับไปไหว้แม่เพราะรู้สึก ไม่สบายใจ แต่ภาพตอนที่กลับมาถึงห้อง...ห้องนั้น ภาพที่เห็น จินที่เรียกได้ว่าไร้สติกำลังระเริงอยู่บนเรือนร่างบอบบางของผู้หญิงคนนั้น จินไม่ได้เห็น แต่ผู้หญิงคนนั้นถ่ายรูปมาไว้ให้ดู เป็นรูปที่คาเมะไปบังเอิญเจอรุ่นพี่ตั้งแต่ครั้งที่ยังไม่ได้ย้ายบ้านมา ไม่รู้ว่าเจ้าหล่อนจ้องจินมานานแค่ไหน แต่ภาพที่ถ่ายนั่นมัน...เป็นคำบอกเล่าของจินที่บอกว่าคาเมะกำลังจะจูบกับ ผู้ชายคนนั้นที่ข้างตึกแห่งหนึ่ง แต่เท่าที่จำได้ ถึงมันจะผ่านมานานซักแค่ไหนก็ไม่มีซักครั้งที่ในชีวิตนี้คาเมะจะยอมให้ใคร จูบหรือไปจูบกับใคร ยกเว้นจิน...ในเมื่อคาเมะไม่ชอบที่จะให้จินมีคนอื่น ไม่ชอบให้จินไปจูบกับคนอื่นหรือมีอะไรกับคนอื่น...คาเมะจะทำเองทำไม
ตอนที่จินเล่าคาเมะยังคงนิ่ง แม้ว่าจะเหมือนการแก้ตัวให้กับเรื่องที่ผ่านมานานแสนนาน แต่คาเมะก็ยังรับฟังเพราะจินเคยบอกว่าไม่เคยรับฟัง อย่างสุดท้ายที่จินบอกเล่ามานั่นคือผู้หญิงคนนั้นจะทำเรื่องที่ทุเรศที่สุด เท่าที่คาเมะเคยได้ยินมา ถ้าหล่อนจะทำจริง ด้วยการเอาภาพที่เจ้าหล่อนถ่ายมาติดที่บอร์ดมหาวิทยาลัย แค่ขอให้จินนอนกับเธอที่บ้านคืนเดียวเท่านั้น... แต่ทั้งหมดทั้งมวลจินบอกว่าตอนนั้นจินเมาแล้ว เหอะ...น้ำเน่าสิ้นดี จะบอกว่าที่ทำไปทั้งหมดนั่นเพราะเมาสินะ ที่ทำไปทั้งหมดนั่นเพื่อปกป้องคาเมะสินะ และที่ดื่มจนเมานั่นก็เพราะคิดว่าคาเมะไปกับผู้ชายคนนั้นจริงสินะ!!! “ที่แท้ก็ไม่เชื่อใจกันทั้งหมดนี่แหละจิน...” ตอนนั้นจินยังคงเงียบและฟังว่าคาเมะจะพูดอะไรต่อไป ประโยคนั้นคาเมะพูดใส่หน้าให้จินได้หน้าชาตามที่สมควรจะทำ สายลมทะเลยามค่ำที่อื้ออึงอยู่ในหูมันไม่ทำให้ใครรู้สึกดี แต่คาเมะก็ยังคงยินดีที่จะทำให้จินรู้สึกแย่มากไปกว่าเดิม
“ตอนนั้นนายคงไม่เคยคิดจะดูละครน้ำเน่าเลยใช่มั้ยจิน? เพราะถ้านายได้ดูมันซักตอนหรือสองตอน ชั้นคิดว่านายคงน่าจะรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับแผนบ้าๆของตัวอิจฉา...”
คาเมะบอกกับจินก่อนที่จะลงจากรถหลังจากที่จินมาส่งว่า “...จะถือว่าเรื่องที่จินเล่ามาเมื่อครู่นั่นเป็นสิ่งที่จินแก้ตัว...เพราะ ฟังยังไงมันก็เหมอืนกับการที่จะโยนความผิดห่าเหวทั้งหมดมาให้คาเมะ และคิดว่าจินคงจะไม่ค้านความคิดของเขา เพราะจินบอกเองว่าแล้วแต่คาเมะจะตัดสินใจ...”
ต่อจากนั้นเวลาผ่านมานับอาทิตย์จินจะมาคอยที่หน้าห้องตอนเช้าเสมอ ไม่เรียก ไม่กดออดอย่างวันนี้ก็เหมือนกัน ตอนเช้าคาเมะจะเปิดประตูมาพบกับรอยยิ้มจางๆ ของคนที่คาเมะมั่นใจว่าให้ตายก็ยังรักคนๆนี้อยู่ แต่ตอนนี้มันยังมีเรื่องอีกมากที่ต้องเคลียร์กับใจตัวเองก่อน คาเมะไม่รีบเพราะคิดว่าไม่มีอะไรจะสายเกินไปอย่างที่ยามะพีเคยบอก คาเมะคิดว่าตัวเองยังมีเวลาตัดินใจกับอนาคตครั้งนี้อีกครั้งหลังจากที่ผ่าน พ้นความเจ็บปวดนั้นมา ร่องรอยความอบอุ่นของอ้อมกอดจินเมื่อหลายวันก่อนยังคงอยู่ แล้วมันก็ทำให้เขาคิดทบทวนมาหลายครั้งว่าจะสามารถลืมมันได้หรือไม่กับคนที่ ไม่แน่ใจในตัวเขาจนต้องทำเรื่องบ้าบออย่างนั้น คาเมะอยากจะใช้คำว่าเลวทรามหรือระยำกับเรื่องที่จินทำลงไปด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้จะมาประเมิณค่าของเรื่องอย่างนั้นไปให้ได้อะไรก็ไม่อยากจะคิด
“อรุณสวัสดิ์...จิน” จินแค่ยิ้มรับก่อนจะเดินตามหลังมาเมื่อคาเมะปิดประตูและล๊อคห้องเรียบร้อย
“วันนี้ทำงานที่ไหน? ออฟฟิศหรือ?”
“อืม...จินล่ะ? ไม่ไปทำงานเหรอ?” เท้าเล็กยังคงก้าวย่างลงบนพื้นทางเดินอย่างมั่นคงมาหยุดตรงหน้าลิฟต์ ถามทั้งที่ไม่ได้หันมามองหน้าจินแม้แต่นิด จนเมื่อลิฟต์มาถึงทั้งคู่จึงได้เข้าไปในนั้นแล้วคำตอบของจินก็คือมารับคา เมะ เพราะปกติจินทำงานที่บ้านอยู่แล้ว
ร่างบางนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างรถโดยที่จินยังคงพูดคุยด้วยเหมือนปกติที่ ไม่เคยเกิดเรื่องอะไรมาก่อนหน้านี้ คาเมะไม่ได้คิดที่จะมึนตึงหรือโกรธเคืองอะไรอีก แต่จากนี้ไปมันจะเป็นเวลาแห่งความจริงที่อยู่ตรงหน้าต่างหาก...ความจริงที่ จินจะสามารถทนหรือรอได้ต่อไปนาแค่ไหน ตราบใดที่คาเมะยังไม่คิดที่จะยอมรับคำอ้อนวอนนั้น
“จิน...จอดหน่อยได้มั้ย?” จินแตะเบรกให้อย่างที่คาเมะขอก่อนที่มือบางจะเลื่อนกระจกลงจนสุดแล้วตะโกน เรียกคนที่กำลังเดินอยู่อีกฝั่งฟากของถนน
“พี่เรียว...พี่ครับ!” เจ้าของชื่อหันมามอง่าทางตกใจไม่น้อย ก่อนจะต้องเดินข้ามฟากถนนมาเพราะไอ้เต่ารุ่นน้องที่ทำงานเปิดประตูรถลงมายืน ยิ้มแฉ่งโดยไม่สนใจซักนิดว่าหน้าของเจ้าของรถที่มันนั่งมานั่นจะใกล้เคียง กับคำว่าบ้าไปเต็มขั้นแค่ไหน แต่ก็ยังนับว่าเจ๋งอยู่หรอก ที่ทำเป็นเมินหน้าหนีแล้วก็นิ่งได้ขนาดนั้น ที่รู้ทุกอย่างเพราะเรียวลอบมองเข้าไปในรถคันนั้นผ่านกระจกรถที่ถูกลดลงค้าง ไว้อย่างนั้น กลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยมากระทบปลายจมูกให้ต้องหันไปมอง
ปลายนิ้วเรียวคีบบุหรี่ที่ส่งควันลอยกรุ่นออกมาจากปลายมวนและริมฝีปากอิ่มก็ค่อยๆ ละเลียดเอาควันที่เพิ่งอัดเข้าไปออกมา
“ไปด้วยกันมั้ยครับ?” คำถามนั้นยิ่งทำให้เรียวต้องเพ่งมองเข้าไปในรถให้แน่ใจว่าเจ้าของรถมันจะยัง ไม่สำลักควันตายไปตรงนั้นเพราะได้ยินคำถามนี้แน่ๆ และก็คาดว่าคาเมะคงจะเดาได้ว่าเพราะอะไรเรียวถึงยังไม่ตอบตกลงหรือปฏิเสธให้ แน่ๆ
“จิน...ขอพี่เรียวติดรถไปด้วยคนนะ” ไม่ได้เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ เพราะถ้าจินตอบว่าไม่...คาเมะก็คงไม่ขึ้นรถไปกับจินแน่ๆ ดวงตาคมปรายมามองก่อนจะอัดควันเข้าปอดไปอีกอึกใหญ่แล้วกดปลายแดงวาบของ นิโคตินลงกับที่เขี่ยในรถแล้วพยักหน้ารับก่อนจะเข้าเกียร์รอให้ผู้โดยสาร ขึ้นรถให้พร้อม แล้วออกตัวไปส่งจนถึงหน้าตึกที่คาเมะทำงาน
เรียวลงจากรถไปก่อนแล้วเพราะเจอเพื่อนรุ่นเดียวกันเลยรีบวิ่งลงไปทักทาย แต่ก็ยังไม่ลืมขอบคุณที่ได้อาศัยใบบุญคาเมะได้จินมาส่ง ถึงจะทำหน้าอยากตายซะเต็มที่ก็เถอะ
คาเมะขอบคุณเพียงคำเดียวแต่ก็ไม่ได้ทำให้มันเหมือนการเสียมารยาทเลยสัก นิด ก่อนที่จะปลดเข็มขัดนิรภัยออกจากตัวแล้วตั้งท่าจะเปิดประตูรถลงไป มือที่ทำหน้าที่บังคับพวงมาลัยให้อยู่ในเส้นทางมาโดยตลอดก็เปลี่ยนใจเอื้อม มาคว้าแขนเล็กไว้ให้เจ้าตัวต้องหันมาเลิกคิ้วมองด้วยรอยยิ้มจางๆ
“มีอะไรหรอ?” เหมือนว่าจินจะเก้อไป เพราะคาเมะไม่ได้มีทีท่ารังเกียจหรืออะไรเลย มันปกติมากเกินไปจนจินทำตัวไม่ถูก
“เอ่อ...เย็นนี้รอนะ จะมารับ...” เหมือนคาเมะจะรู้ว่าจินยังพูดไม่จบจึงไม่ได้ขัดหรือพูดอะไรต่อ รอฟังสิ่งที่จินจะพูดต่อไป
“ไปกินข้าวด้วยกันไง...นะ” ใบหน้าเรียวสวยพยักรับครั้งหนึ่งก่อนจะปลดมือจินออกจากต้นแขนตัวเองและลงจากรถไป
...................
............................
“ไงไอ้เต่า แกล้งเขาหรือไงน่ะ? หรือจะหาเรื่องให้ชั้นตายเร็วขึ้น?” เพื่อนรุ่นพี่ที่ทำงานในแผนกเดียวกันกับคาเมะที่เพิ่งจะขึ้นรถคันเดียวกันมา ทำงานแล้วทำเป็นแสร้งว่าเจอเพื่อนรุ่นเดียวกัน ก่อนจะแจ้นลงมาจากรถทันทีที่จินยังไม่ทันจะดับเครื่องดีด้วยซ้ำนั่งหน้าไม่ เป็นสุขอยู่ที่โต๊ะพร้อมกับเอ่ยทักทันทีที่คาเมะเหยียบเข้ามาเป็นก้าวแรก
“ผมไม่ชอบแกล้งใครครับรุ่นพี่” คาเมะตอบแค่นั้นพร้อมกับวางกระเป๋าเอกสารที่ถือมาและอุปกรณ์การทำงานอีกหลาย อย่างลงบนโต๊ะก่อนจะยิ้มให้เรียวอีกครั้ง ย้ำให้มั่นใจกับสายตาที่ไม่ค่อยจะแน่ใจของเรียวกับคำตอบของเขาว่าคาเมะไม่ ชอบแกล้งใครจริงๆ
“นายมันร้ายคาเมะ ไอ้เต่าแสนเงียบของชั้นมันร้ายอย่างนี้นี่เองสินะ” คำกล่าวหาของเรียวเข้าหูคาเมะแต่คนถูกกล่าวหาก็ได้แต่ยิ้มรับโดยไม่คิดจะแก้ ตัว
คาเมะไม่เคยร้ายหรอก แต่เวลาผ่านไปอะไรๆ ก็สอนให้คนเรารู้จักปรับตัว ในเมื่อเคยโดนทำร้ายมา ก็ต้องหัดที่จะเรียนรู้การทำร้ายคนอื่น แต่กับจินคาเมะไม่เรียกว่าการทำร้าย แต่มันคือการทำให้รู้ว่าสิ่งที่คาเมะเคยเจ็บมันเป็นยังไงมากกว่า คาเมะขอเวลาที่จะพิสูจน์ความเชื่อใจของจินที่มีต่อเขาอีกซักครั้ง ว่ามันจะไม่มีอีกครั้งที่ใครคนอื่นจะมาทำให้เขาสองคนสั่นไหวได้อีกเมื่อกลับ ไปรักกันอีกครั้ง
ปลายนิ้วสั้นป้อมจับดินสอขึ้นมาขีดเขียนงานของตัวเองทั้งที่เป็นเสือยิ้ม ยากมาแต่ไหนแต่ไร แต่กับคำที่เรียวพูดเมื่อครู่ทำให้คาเมะยิ้มออกมาได้อย่างง่ายดาย ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่เหมือนว่าวันเวลาแห่งความสุขมันจะกลับมาในไม่ช้านี้แล้วล่ะมั้ง...อยาก ให้มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะคาเมะกลัวและไม่อยากเผชิญกับความเหงาอีกแล้ว การอยู่คนเดียวบนโลก...บางทีมันก็น่ากลัวเกินไป
เหมือนคนที่ไม่มีที่พึ่งหรือที่ให้ไขว่คว้ายามที่ขาดอากาศหายใจ เหมือนไม่มีเรี่ยวแรงให้พยุงกายเมื่อยามเจอกับปัญหามากมาย แรงกายที่เคยมีและหวังว่ามันจะเป็นกำลังให้ก้าวเดินต่อไปกลับวูบหายไปหมด เมื่อแรงใจมันวูบหายไปก่อนแล้ว หัวใจมันบีบหนักทุกครั้งที่คิดว่าต้องอยู่บนโลกนี้คนเดียวเพราะไม่มีใครที่ จะยอมรับและทนยืนอยู่ข้างกันได้ แม้กระทั่งคนที่พูดว่ารักที่สุดอย่างจินในตอนนั้น
แต่ตอนนี้...หวังว่าช่วงเวลาเลวร้ายอย่างนั้นคงจะไม่มีอีกต่อไปแล้วล่ะนะ...จิน
........................
..................................
ข้อมือบางยกนาฬิกาขึ้นดูก่อนจะตัดสินใจเก็บข้าวของเพื่อเตรียมที่จะออกไป ดูงานข้างนอกตามที่ลูกค้าโทรมาเมื่อตอนสายๆ แล้วกะว่าจะแวะหามื้อเที่ยงง่ายๆ ที่ไหนซักมื้อ
“ไปก่อนนะครับพี่เรียว” ข้าวของพะรุงพะรังถูกหอบหิ้วขึ้นบ่าและอ้อมแขน ตัวเอียงกะเท่เร่เดินออกมาจากโต๊ะทำงาน บอกลาเรียวที่เดินสวนกันตรงทางเดิน รุ่นพี่ของคาเมะก็ครางในลำคอรับก่อนจะเอาม้วนกระดาษเอกสารบางๆ ในมือเคาะกระหม่อมเบาๆ ให้คาเมะได้ยิ้มอีกครั้ง
“อื้อ ไปดีๆล่ะไอ้ตัวเล็ก” เรียวไม่รู้ว่าตัวเองคิดไปเองคนเดียวรึเปล่า แต่ช่วงนี้ไอ้เต่ามันยิ้มง่ายขึ้นเยอะ ง่ายกว่าช่วงที่ผ่านมาที่ได้รู้จักกัน สีหน้าท่าทางดูสดใสสมกับเป็นวัยที่เพิ่งเรียนจบมาไม่นานและสมควรที่จะ ร่าเริงเพราะโลกมันไม่ได้โหดร้ายขนาดนั้น ก็ได้แต่ภาวนาว่าเรียวไม่ได้คิดไปเองฝ่ายเดียวหรอกนะว่ามันจะร่าเริงอย่าง นี้ตลอดไป
คิดแล้วก็ให้ถอนหายใจแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้นอีก เพราะตัวเอง...ทำตัวเอง...ถ้าคิดมากไปก็เจ็บเอง แล้วเรียวก็ต้องมานั่งนึกถึงตัวเองที่ยังไม่ยอมที่จะหลุดพ้นจากความเจ็บปวด ของตัวเอง ต่างจากคาเมะที่มีคนมาปลดบ่วงที่คอ เอาเชือกที่รัดแน่นจนหายใจไม่ออกนั่นออกไป แล้วเรียวล่ะ? เจ้าของเชือกเส้นนั้นอยู่ที่ไหนเรียวยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ ชาตินี้คงต้องตายเพราะเชือกที่มันรัดแน่นนี่ล่ะมั้ง
..................................
...................
เสียงประตูกระจกถูกเปิดออกพร้อมกับเสียงกรุ๊งกริ๊งเบาๆ ที่หน้าประตู เครื่องแขวนขนาดเล็กทำจากแก้วกระทบกันเป็นเสียงใส ร่างคุณลูกค้าที่เดินเข้ามาภายในร้านดูจะเล็กมากถ้าเทียบกับโซฟาตัวใหญ่ที่ ท่าทางน่าสบายภายในร้าน คาเมะเลือกมื้อกลางวันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่ดูภายนอกแล้วเหมือนจะเรียบ ง่ายและสบายๆ แต่เมื่อเข้ามาภายในร้านกลับพบว่าที่นั่งทุกที่เป็นโซฟาตัวนุ่มเหมือนจะดู หรูหราแต่ไม่ใช่ เพราะเมื่อมันวางคู่กับโต๊ะไม้แล้วก็ดูเข้ากันได้ไม่ยากสำหรับโซฟาผ้าป่าน
ร่างบางทิ้งตัวลงนั่งจมไปกับเบาะหลังจากที่พนักงานคนเดียวในร้านนั้นเดิน นำเข้ามาและส่งเมนูให้ แล้วเดินกลับไปที่เคาท์เตอร์เพื่อจะนำสมุดมาจดออร์เดอร์ ใบหน้าเรียวเงยหน้าขึ้นเพื่อสบตาพนักงานคนนั้นแต่ก็อยากจะติติงตัวเองเหลือ เกินที่ไม่เคยมองหน้ามองหลังอะไรเลย ดวงตาเรียวเบิกกว้างขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ริวมฝีปากบางที่อ้าเผยอทำให้พนักงานหนุ่มคนนั้นต้องเสียมารยาทหัวเราะออกมา เบาๆ แล้วยิ้มส่งให้คาเมะอีกครั้ง
“สวัสดีครับ รับอะไรดีครับคุณคาซึยะ” เสียงหวานหูที่เคยได้ยินกันแทบทุกวันไม่ต่างจากตอนที่เคยทำงานด้วยกันที่ร้านของพี่สาวจิน
“ฮิโรกิ!!!” น้ำเสียงแผ่วเบาแต่แฝงไปด้วยความตื่นเต้นมันแสดงออกได้ชัดเจนว่าคาเมะจำได้ ว่าคนตรงหน้าคือใครก่อนที่จะกระโจนเข้ากอดเพื่อนร่วมงานเก่าตั้งแต่สมัยยัง เรียนอยู่ด้วยกันจนแน่น
“นี่ เบาหน่อยก็ได้ กอดซะเจ็บเลยน่ะ ฮะๆ” ฮิโรกิตบเบาๆที่แผ่นหลังเล้กนั่นด้วยรอยยิ้มและคำหยอกล้อ เมื่อร่างเล็กผละออกจึงดึงเอาเพื่อนรักลงมานั่งด้วยกันที่โซฟาตัวนุ่ม ตะโกนสั่งอาหารสองสามอย่างเข้าไปทางเคาท์เตอร์สองสามอย่างแล้วไม่สนใจอะไร อีกนอกจากคาเมะ
“ไม่เจอกันนานเลย...ทานอะไรดี กินก่อนดีกว่าเนอะแล้วค่อยคุยกัน” คาเมะพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มที่ชื่นขึ้นมาบนใบหน้าอีกเท่าตัว ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาของบุญที่จะสนองอย่างนั้นเหรอ? ดีจังนะ...ช่วงเวลาที่มีความสุขในชีวิต ช่วงเวลาที่มีคนอยู่รอบกายเนี่ย มันต่างกับการอยู่คนเดียวเป็นล้านเท่าเลยล่ะ
“แล้วนายยังเจอ...” เพื่อนตัวสูงของคาเมะเหมือนจะนึกอะไรได้ถึงได้หยุดประโยคคำถามนั้นลง คาเมะเองก็แค่ยิ้มมุมปากรับก่อนจะตอบคำถาที่ยังถามไม่จบนั้นไป
“เจออยู่...เมื่อเช้าก็ยังมาส่งชั้นอยู่เลย”
“แล้วนายสองคน เอ่อ ดีกันแล้วเหรอ?”
“ทำไมถึงถามอย่างนั้นล่ะ?”
“ก็ตอนนั้นมัน ก็ไอ้จินมันเลวนี่นาตอนนั้นน่ะ มันทำนายอย่างนั้นได้ยังไงก็ไม่รู้น่ะ!” จู่ๆฮิโรกิที่ดูตะกุกตะกักไปครู่ใหญ่ก็โพล่งออกมาให้คาเมะได้ขำอีกรอบ วันนี้คาเมะจะต้องใช้งานกล้ามเนื้อที่ใบหน้าเยอะกว่าวันไหนที่เคยเกิดขึ้นมา อยู่บนโลกนี้เลยรึเปล่านะ? เพราะมีเรื่องให้ยิ้มให้ขำตั้งแต่เช้า จนตอนเที่ยงก็ยังมีอยู่ คิดไปเองรึเปล่าว่าพอชีวิตของเขาที่มีจินเข้ามามีส่วนร่วมอีกครั้งนึงมันจะ กลับไปรื่นเริง สดใส และไม่เงียบเหงาเหมือนก่อนหน้าที่เจอจินหรือหลังจากที่ห่างจากจินมา
“แล้วได้คุยกันแล้วเหรอ?” จากเมื่อครู่ที่ดูเหมือนจะโวยวายอยู่ยกใหญ่เพราะเรื่องของคาเมะครั้งนั้น แต่จู่ๆก็สงบลงแล้วถามคาเมะต่อไปอีก
“อืม...คุยกันแล้ว”
“เหตุผลล่ะ?”
“ก็เรื่องน้ำเน่า...ฟังแล้วเหมือนแก้ตัว จินบอกว่าชั้นจะคิดยังไงก็ได้แค่ให้จินได้พูด ชั้นก็เลยให้จินพูดแล้วชั้นก็สรุปว่าจินแก้ตัวไงล่ะ” น้ำเสียงที่อธิบายยังคงราบเรียบสม่ำเสมอ เพราะคาเมะเป็นคนสม่ำเสมออย่างนี้รึเปล่านะ?ฮิโรกิถึงได้นึกถึงอยู่เสมอว่า เคยมีเพื่อนคนนี้อยู่ข้างตัว ถึงจะไม่ใส่ใจเรื่องรอบตัวแต่คาเมะก็ใส่ใจคนข้างตัวอยู่เสมอ จะบอกว่าแค้นแทนเพื่อนก็ได้เถอะ แต่ถ้าคาเมะไม่อยู่ข้างจินฮิโรกิก็ไม่รู้ว่าจะวางใจใครให้ดูแลคาเมะได้ เหมือนกัน เพราะในเมื่อสองคนนี้เค้าดูแลกันมาตลอดตั้งแต่ตอนนั้น ถึงจะมีครั้งที่จินพลาด...แต่ก็อยากจะให้คาเมะให้อภัยจินซักครั้ง แค่ครั้งแรกนี่แหละแล้วฮิโรกิก็มั่นใจว่าจินจะไม่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์พลาด เป็นครั้งที่สองอย่างแน่นอน ไม่ใช่ไปทำลับหลังโดยไม่ให้คาเมะรู้...แต่ต่อจากนี้จินจะไม่ทำต่างหาก
“ชั้นไม่ได้อยากให้นายลืมหรอกนะคาเมะ...ชั้นอยากให้นายจำไปจนวันตายด้วย ซ้ำว่าจินเคยทำอะไรกับนายไว้ แต่จำมันไว้เป็นอุทาหรณ์เท่านั้นแหละว่าครั้งที่จินทำกับนายอย่างนั้น นายเจ็บกับมันและจินก็เจ็บกับมันไม่ต่างกัน...ชั้นเชื่อว่าจินจะไม่ปล่อยให้ มันเกิดขึ้นอีก” มือเรียวกุมมือเล็กทั้งสองข้างเข้าหากันแน่น บีบกระชับให้รู้สึกถึงความห่วงใยของเพื่อนที่มีให้
“ขอบใจ...ชั้นจะจำคำของนายเอาไว้ฮิโรกิ...” คาเมะยิ้มอีกครั้งก่อนฮิโรกิจะปล่อยมือน้อยให้เป็นอิสระเมื่ออาหารมาเสิร์ฟลงบนโต๊ะ
“ทานข้าวก่อนนะ เดี๋ยวชั้นมาแป๊บนึง วันนี้ลูกค้าไม่มีหรอก เพราะที่จริงแล้วมีคนจองร้านไว้น่ะ ตอนเย็นกว่าจะมา นายโชคดีมากที่มาวันนี้ ชั้นว่างพอดีและว่างมากพอที่จะนั่งคุยกับนายได้ด้วยล่ะ”
ฮิโรกิถามเกี่ยวกับที่อยู่และความเป็นอยู่ตอนนี้ ยังถามถึงจินอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้บ่อยจนทำให้คาเมะอึดอัดอะไร และก็ใม่ลืมที่จะหาทางติดต่อกับคาเมะไว้ ณ ตอนนั้นทั้งเมลล์และเบอร์โทรศัพท์ ก่อนจะแยกจากกันด้วยคำล่ำลาและรอยยิ้ม
“แล้วชั้นจะโทรหานะ กลับดีๆล่ะ คาเมะ”
คาเมะยังคงยิ้มรับกับความห่วงใยนั้น และค่อนข้างนับถือในตัวฮิโรกิอยู่มากที่ตามหาความฝันของตัวเองจนสำเร็จ ถึงแม้ว่าทางบ้านจะคัดค้านเรื่องการออกมาเปิดร้านอาหารเพื่อที่จะให้เข้าไป ช่วยงานบริษัทของครอบครัวก็ตามที ฮิโรกิไม่ใช่คนที่เหลือตัวคนเดียวอย่างคาเมะที่จะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ แต่ก็ยังพยายามที่จะแสดงให้ทุกคนได้เห็นว่าการอยู่กับสิ่งที่รักมันไม่ได้ทำ ให้ฮิโรกิอดตายอย่างที่เคยโดนสบประมาท หรือแม้แต่การที่อยู่กับคนรักที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ชาย ตอนนั้นฮิโรกิบอกว่าโดนทางบ้านคัดค้านอย่างถึงที่สุด แต่เพราะรักฮิโรกิถึงได้ยอมที่จะอดทนเพื่อที่จะได้อยู่กับผู้ชายคนนั้นที่ ไม่ได้มีอะไรวิเศษเลิศเลอ แต่เป็นแค่คนที่ฮิโรกิรักก็เท่านั้น ขนาดคนรักของฮิโรกิเป็นแค่คนธรรมดา ยังโดนครอบครัวของฮิโรกิกดดันจนต้องเลิกรากันไป คาเมะไม่อยากทำให้มื้ออาหารที่น่าจะสดใสกร่อยลงไป ฮิโรกิเองก็คงจะเหมือนกันถึงได้พร้อมใจกันเปลี่ยนเรื่องคุยไปเป็นเรื่องอื่น แทนทันที
แล้วกลับกันล่ะ? กับคาเมะที่อยากจะอยู่กับคนที่ได้ชื่อว่าสมบูรณ์แบบทั้งรูปร่างหน้าตาและการ งานที่ไม่เป็นรองใครอย่างจิน ถึงจะไม่ได้เป็นลูกคุณหนูที่ร่ำรวยมาจากไหนแต่สิ่งที่จินมีอยู่ในมือก็ไม่ ได้น้อยหน้าหรือทำให้ใครมาดูถูกได้ ถ้าคาเมะยังคิดที่จะอยู่กับจิน...จะมีใครมาแก่งแย่งกับตัวเขาอีกหรือไม่?
เท้าบางที่กำลังก้าวเดินไปบนฟุตบาทเพื่อจะกลับเข้าออฟฟิศหยุดชะงักเมื่อ เดินมาถึงทางแยกพอดี เสียงและอาการสั่นสะเทือนของโทรศัพท์ในกระเป๋าทำให้คาเมะต้องก้มลงมองก่อนจะ หยิบมันขึ้นมาดูชื่อที่รากฎอยู่หน้าจอเรืองแสง ...จิน... ก่อนจะกดรับสายก็มองนาฬิกาข้อมืออีกครั้งว่าถึงเวลาแล้วหรอ?ถึงได้โทรตาม ใช่สินะ ใกล้เลาเลิกงานแล้ว
“สวัสดีจิน”
//ใกล้เสร็จงานรึยัง?//
“อืม...กำลังกลับไปที่ออฟฟิศน่ะ”
//อยู่แถวไหนล่ะ? จะได้แวะรับเลย//
“ไม่เป็นไร รอก่อนนะ จะขอขึ้นไปเอาของข้างบนหน่อยน่ะ” เสียงจินครางรับในลำคอแล้ววางสายไป คาเมะมองขึ้นไปบนยอดตึกสูง ที่ตั้งของสำนักงานของตัวเองก่อนจะวิ่งเหยาะๆเข้าไปและลงมาในไม่นาน รถสีขาวจอดรออยู่หน้าตึก ร่างสูงที่ลดกระจกลงสูบบุหรี่รออยู่ในรถดันแว่นกันแดดขึ้นไปคาดไว้บนศีรษะ มองมาทางเขาตลอดไม่วางตา
แน่ล่ะ...ถ้าวางตาคงจะเป็นอะไรที่ไม่น่าสนใจและไม่ใช่การทำให้จินรู้สึก ตัวเอาซะเลย รุ่นพี่ร่วมงานของคาเมะเดินตามลงมาด้วยและถ้าเดาไม่ผิดนั่นคือคงจะไปที่บ้าน คาเมะด้วยอีกแน่ จินสบถอย่างหัวเสียก่อนจะปาบุหรี่ในมือทิ้งอย่างไม่สนใจแล้วเลื่อนแว่นกัน แดดลงมาบังดวงตาที่มีร่องรอยความขึ้งโกรธปนอยู่เอาไว้ แล้วก็เป็นอย่างที่คาดเมื่อคาเมะเปิดประตูรถเขามาแล้วบอกว่า
“ให้พี่เรียวติดรถไปด้วยนะ พอดีวันนี้เค้าจะไปค้างที่ห้องชั้นน่ะ” แล้วจินจะทำอะไรได้นอกจากกระตุกมุมปากให้เห็นว่ายิ้มรับแล้วสตาร์ทรถเมื่อ เรียวเข้ามานั่งเสร็จสรรพ
แล้วจินก็มีหน้าที่แค่มาส่ง คาเมะถามว่าจะอยู่ทานมื้อเย็นด้วยกันมั้ย? แต่จินก็เลือกที่จะปฏิเสธ ถึงแม้จะรู้ว่าคาเมะต้องการอะไร ถึงแม้จะรู้ว่าคาเมะจะลองใจกันอยู่ แต่จินก็ทำใจลำบากที่จะทนเห็นภาพและการกระทำที่เหมือนจะเป็นการตีตัวออก ห่างอย่างนั้น คาเมะไม่ปฏิเสธจริงๆ ที่จินจะมารับมาส่ง แต่ก็ไม่ได้ทำให้จินใจชื้นได้ว่าจะยอมกลับมารักกันอีกครั้ง คาเมะไม่ได้ให้ความหวัง แต่คาเมะก็ไม่ให้โอกาสด้วยเช่นกัน ร่างบางที่จินมองตามจนลับตาไปนั้นทำอย่างนี้บ่อยจนจินชักไม่แน่ใจในความ สัมพันธ์ระหว่างคาเมะกับเรียว...แล้วนั่นคือสิ่งที่คาเมะต้องการจะรับรู้ ถ้าเกิดว่าจินยังไม่มั่นใจในความรักและตัวของคาเมะอยู่
คาเมะบอกว่าตอนเช้าถ้ามาถึงเร็วให้กดออดก็ได้ แล้วจะได้เข้ามารอข้างในไม่ต้องยืนให้เมื่อย เดี๋ยวแข้งขาหมดแรงไปจะไม่ดีต่อตัวคาเมะเองและจินที่ต้องขับรถ ฟังแล้วมันก็เหมอืนปกติดีทุกอย่างไม่ใช่เหรอ? คาเมะยังพูดเล่นกับจินด้วยซ้ำ แต่ทำไมล่ะ? ทำไมความรู้สึกมันถึงได้ร้องบอกจินเสมอว่าคาเมะยังไม่ให้อภัยนาย...จิน
--------------------------------------------------------
ต่อตอนหน้าค่ะ^^
--------------------------------------------------------
ตอนนี้ มันไม่ค่อยมีอะไรคืบหน้า แต่ตอนหน้า(หวังว่า)มันจะคืบหน้ากว่านี้ค่ะ
ขอโทษที่หายไปนาน หายไปนานจริงๆ ปีนี้ยุ่งจริงๆค่ะ
ปีสุดท้ายแล้วเรียนหนักเป็นธรรมดา ต้องอ่านหนังสือเยอะขึ้น(แต่ก็ยังไม่ได้เริ่มอ่าน)
ต้องทำรายงานมากมาย รวมไปถึงงานสัมมนาและงานของภาควิชาที่ต้องจัด
ชอบไม่ชอบยังไ บอกได้ค่ะ เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ว่าคนอ่านจะเยอะแยะอะไร เพราะงั้น...ไม่คาดหวังอะไรมากค่ะ
ขอแค่อ่านแล้วมีความเห็นหรืออะไรยังไงก็ตามสบายเถอะค่ะ
อ่านให้สนุกแล้วกันนะคะ^^
จะพยายามมาลงต่อเรื่อยๆนะคะ ส่วนอีกเรื่องนึง...คาดว่าคงไม่น่าจะเกินวันพุธคงได้มาต่อแน่ๆค่ะ
รอหน่อยนะคะ อย่าเพิ่งทวงน๊า(ใครทวงแก???)ฮ่าๆๆๆ
ขอบคุณที่ติดตามค่ะ
อิโจ้
ริวตะเดชิตะ
--My Immortal 06--
บานประตูไม้ของห้องน้ำถูกคนด้านในเปิดออกโดยที่ร่างสูงด้านนอกไม่ทันได้ตั้ง ตัว แต่ก็ดูเหมือนว่าคนที่ไม่ได้ตั้งตัวจะไม่ใช่แค่จิน เมื่อใบหน้าเล็กเงยขึ้นมามองคนที่เค้าเห็นว่าสะดุ้งเฮือกอยู่กับตาก็เหมือน ว่าคาเมะเองจะนิ่งไปฉับพลันทันใดได้เหมือนกัน
“...มีอะไรรึเปล่า?” เมื่อเห็นว่าจินยังคงยืนมองมาเงียบ ๆ ก็คงจะไม่เข้าท่าเท่าไหร่ที่จะมายืนมองกันอยู่ตรงนี้ คาเมะถึงได้ขยับริมฝีปากถามออกไป อาการตอบรับกลับมาคือบอกว่าไม่แค่คำเดียวแล้วจินก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า กางเกงก่อนจะทำสีหน้าเหมือนคิดหนัก พอโดนคาเมะจ้องเอาก็ทำเป็นเมินหน้าไปอีกทาง มองออกไปนอกหน้าต่าง มีอะไรก็ไม่พูดจนคาเมะเองก็ชักจะรำคาญ
“มาตามหาคู่นอนเก่าเหรอ?” ริมฝีปากบางเฉียบนั่นสะบัดคำพูดใส่จินที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเพราะกำลังหลบ หน้าหลบตาคาเมะอยู่ ก่อนที่คนตัวเล็กนั่นจะเดินจากไปโดยไม่รอให้จินได้ทักท้วงทัน
เหมือนว่าจินจะบ้าหรือไม่ก็ประสาทกลับที่โดนด่าใส่หน้าว่ามาหาคู่นอนเก่า ทั้งที่ตัวจินนั้นมายืนรอคนรักตัวเล็ก แต่พอโดนคาเมะด่าเสร็จแล้วจินกลับยืนยิ้ม ถ้ามีใครมาถามจินว่ายิ้มอะไรเป็นคนบ้า โดนด่าแล้วสุขใจนักรึไง? จินจะตอบกลับไปให้ชัดถ้อยชัดคำเลยว่า
...ก็ที่คาเมะแสดงออกมาอย่างนั้น คาเมะกำลังหึงจินไม่ใช่เหรอ??? แล้วถ้าคาเมะไม่คิดจะให้อภัยจินจริงๆ ไม่มีทางหรอกที่จะพูดอย่างนั้นออกมา...
อ่อ แต่ถ้าใครจะด่าว่าจินหลงตัวเองล่ะก็...เก็บคำนั้นเข้าปากไปได้เลย เพราะตอนนี้ถึงให้มาด่าว่าหน้าด้านตรงหน้าจินก็ยอมแล้วล่ะ ขอแค่คาเมะแสดงออกมาบ้างว่ายังรู้สึกรู้สากับการมีอยู่ของจินบ้างก็ยังดี ไม่ใช่นิ่ง เฉยเหมือนครั้งแรกที่เจอกัน หรือไม่ใช่อาการที่แสดงออกมาว่าพร้อมที่จะโผไปหาที่พึ่งอื่นที่ไม่ใช่จินได้ ตลอดเวลา อยากให้คนที่คาเมะต้องการมีเพียงจินเหมือนเมื่อก่อน แต่เมื่อก่อนมันก็เป็นสิ่งที่เลวร้ายสำหรับคาเมะเกินไป ถ้าเป็นได้ก็อยากจะตัดช่วงเวลาที่เจ็บปวดนั้นออกไป แต่รักษาความรู้สึกที่คาเมะมีต่อเค้าไว้ดังเดิม...
.
.
.
เมื่อทั้งจินและคาเมะกลับมาถึงโต๊ะอาหารอีกครั้งยา มาชิตะได้จัดการเรื่องค่าอาหารมื้อกลางวันนี้เรียบร้อยและกำหนดการล่วง หน้าที่จะต้องประชุมเพื่อดูความคืบหน้าของงานอีกคืออีกสองเดือนข้างหน้า แต่ยูยะก็ได้ให้คำมั่นสัญญาจากใจกับคาเมะไว้แล้วว่าคงได้เจอกันเร็วกว่า เดือนหน้าหรือสองเดือนหน้าแน่นอน
ที่ลานจอดรถของร้านอาหารรถสองคันที่จอดเทียบเคียงกันอยู่ เด็กชายแก้มกลมยืนยิ้มโบกมือให้กับคาเมะก่อนจะมุดตัวเข้าไปนั่งในรถด้านข้าง คนขับและตามด้วยเจ้าของรถควบตำแหน่งพลขับกับเจ้าของยูยะก่อนจะถอยรถออกไป ทิ้งให้ลานจอดรถเดิมนั้นเงียบลงกว่าเดิมอีกหลายเท่า จินยกข้อมือขึ้นมาเพื่อดูเวลาแต่ก่อนที่จะพูดอะไรออกไปคาเมะก็ทำท่าว่าจะ เดินออกไปทางด้านหน้าร้านเสียก่อนแล้ว แต่มันก็ไม่ใช่โอกาสที่จินจะปล่อยไปหลังจากที่เค้าตัดสินใจได้แล้วว่าสมควร จะเริ่มต้นอะไรต่อจากนี้ไป
“...ถ้ามีธุระก็บอกกันดี ๆ ใครเค้าเห็นเข้ามันคงไม่ดี” คาเมะหมายถึงการที่จินไม่พูดไม่จาอะไรแล้วจู่ๆ ก็เดินมาคว้าข้อมือเขาเอาไว้หน้าตาเฉย แถมด้วยการรั้งให้ร่างเล็กๆนั้นแทบจะปลิวตามแรงมือมาหยดพิงอยู่ที่กำแพงด้าน หนึ่ง แล้วคาเมะก็ไม่หยุดเพียงคำพูดแต่ทำให้รู้สึกด้วยการกดสายตาลงมองไปที่ข้อมือ ตัวเองอีกครั้ง
“ถ้าไม่มีธุระชั้นคงไม่รั้งไว้...จริงมั้ย” จินไม่ปล่อย และจินก็มีธุระสำคัญกับคาเมะมากๆด้วย
“.....................” ถ้าการเงียบคือสัญญาณที่บอกให้จินพูดธุระของจินออกมา จินก็ขอตอบคาเมะด้วยการเงียบแต่ออกแรงดึงแขนเล็กๆนั้นให้เดินมาที่รถเหมือน เดิมก่อนจะเปิดประตูแล้วดันเบาๆ ให้คาเมะเข้าไปนั่งอยู่ด้านในแล้วปิดประตูอย่างไม่ต้องคิดหาทางลงในเวลาอัน รวดเร็วได้
เสียงปิดประตูรถอีกด้านดังขึ้นให้คาเมะตวัดหน้ากลับไปมอง ราวกลับจะสื่อความนัยไปถึงให้จินได้รับรู้ได้โดยไม่ต้องพูด
“ธุระของชั้นคือการพานายไปส่งที่บ้านนี่แหละ...กลับด้วยกันนะ”
ปฏิเสธให้เสียเวลาต่อล้อต่อเถียงกันเพิ่มขึ้นไปอีก คาเมะเลยเงียบแล้วพิงตัวลงกับเบาะหนังของรถยนต์คันที่นั่งมาเมื่อเช้าแล้ว มองออกไปนอกหน้าต่างก่อนจะหลับตาลงเงียบ ๆ
โดยไม่มีใครพูดอะไรและบรรยากาศในรถที่เงียบสงบ คนที่ปิดเปลือกตาลงพิงเบาะอยู่เงียบๆ ทำท่าเหมือนจะพักผ่อนไปโดยไม่สนใจอีกคน ใครเลยจะรู้ ในหัวทุยสวยที่พิงซบอยู่กับเบาะหนังชั้นดีนั้นจะกำลังคิดวุ่นวายอยู่กับ เรื่องที่ยามาชิตะพูดให้ฟังตอนที่นั่งรถมาทานข้าวด้วยกัน แต่เรื่องที่ยามาชิตะพูดจะไม่มีผลอะไรเลยถ้าเกิดว่ามันไม่ได้มีเหตุการณ์ ย้อนรำลึกมาให้คาเมะได้นึกถึงเรื่องราวเลวร้ายในอดีต
ผู้หญิงคนนั้นมาพูดถึงเรื่องระหว่างเขากับจินและตัวหล่อนให้ต้องโมโหจน สติหลุดด่าออกไปแบบนั้น คาเมะเองก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าเดี๋ยวนี้ตัวเองใจร้อนขนาดนั้นเลยเหรอ? แต่คิดๆดูมันก็เป็นตอนที่ได้กลับมาพบจินอีกครั้งนี่แหละ มันโมโหเวลาที่เจอหน้า อยากจะไล่ให้ไปพ้นๆ ไม่อยากเจอ ไม่อยากพบ แต่ทั้งหมดทั้งมวลไม่ได้พ้นไปจากการที่ไม่อยากจะเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า ให้ตายยังไงคาเมะก็ไม่มีทางลืมจินได้ เพราะยังรักเลยไม่อยากจะเจ็บ แต่ที่ยามาชิตะพูดมานั่นก็ถูก...
...ถูกที่ว่า คาเมะไม่เคยถามว่าทำไมจินถึงทำอย่างนั้น...
นั่นก็เพราะว่าตอนนั้นมันเหมือนโลกทั้งใบที่มีเพียงอาคานิชิ จินคนเดียวของคาเมะพังทลายลงไปจนไม่สามารถจะทนรับอะไรได้ในตอนนั้น
...ถูกที่ว่าคาเมะไม่เคยคิดที่จะฟังว่าเหตุผลของจินคืออะไร
เพราะ ใครเป็นคาเมะตอนนั้นแล้วยังมีสติมากพอที่จะฟังเหตุผลของคนรักที่มีเซ็กซ์ต่อ หน้าต่อตา คาเมะคงนับถือคนนั้นแทนพ่อแม่ที่เสียไปเลยล่ะ ในฐานะที่เป็นคนมีความอดทนขั้นสูงที่สุด แค่ลองเทียบกันดูว่าคาเมะในตอนนั้นเป็นคนใจเย็นมากขนาดไหน ยังทนไม่ได้...แล้วใครจะทน
...และมันก็ถูกอีกตรงที่ว่าเพราะคาเมะคิดอย่างเดียวว่าจินคือคนรัก เมื่อจินกล้าทำลายมันลงตรงนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างในหัวใจคาเมะตอนนั้นมันเลยพังทลายลงพร้อมกับความเชื่อใจทั้ง หมดที่มี
แต่ในตอนนี้...ความรู้สึกที่ว่ารัก มันยังคงมีอยู่แน่ล่ะ หากแต่มันไม่มีกระไอหวานหอมให้ได้อยากนึกถึงเหมือนเมื่อก่อนตอนที่ได้รู้จัก ความรักครั้งแรก แต่มันเป็นกลิ่นที่ชวนให้คลื่นไส้ และนึกึงรสชาติของมันได้อย่างเดียวคือรสขมเฝื่อนเหมือนรสชาติของน้ำตาที่ไหล อาบแก้มของคาเมะลงมาในวันนั้น ภาพทุกภาพยังชัดเจนในความรู้สึกจนถึงทุกวันนี้
กว่าจะรู้ตัวอีกทีคาเมะก็รู้สึกว่าที่แก้มตัวเองมีฝ่ามืออุ่นที่เพรียกหามา ตลอดแตะไล้ คอยซับหยาดน้ำร้อนๆที่มันไหลลงมาที่แก้มขาวเบา ๆ อย่างทนุถนอม เปลือกตาบางหรี่เปิดขึ้นช้า ๆ ก่อนจะยันตัวขึ้นนั่งกับเบาะแล้วแตะปลายนิ้วลงที่ขางแก้มตัวเอง ความร้อนยังคงมีให้รู้สึกได้ที่ผิวแก้ม แย่ชะมัดที่แค่คิดถึงความเจ็บปวดในตอนนั้น ความรู้สึกที่ต้องร้องไห้มากมายขนาดนั้น แต่คาเมะดันร้องไห้ออกมาจริงๆ แล้วคนที่ได้เห็นน้ำตาเขายังเป็นคนที่ทำร้ายเขาในตอนนั้นอีกด้วยนี่สิ
“อย่าร้องไห้เลยนะ...” เสียงทุ้มที่กระซิบอยู่ไม่ไกลทำให้คาเมะต้องสูดลมหายใจเข้าปอดครั้งหนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปนอกหน้าต่าง แล้วก็เพิ่งรู้ว่าจินจอดรถอยู่ไม่ไกลไปจากทะเลเลย เพราะกระจกหน้าต่างที่ถูกลดระดับลงมาเกือบครึ่ง ทำให้สายลมเย็นที่มีกระไอของกลิ่นเกลือและความเค็มรอดผ่านเข้ามาภายในรถได้ ไม่ยากเย็นอะไร คาเมะถึงได้หันไปมองหน้าจินอีกครั้ง รอยยิ้มเจือจางจากริมฝีปากคู่สวยที่เคยได้รับความหอมหวานจากมันมาในอดีตคลี่ ออกให้อย่างใจดี คนที่สำคัญกับคาเมะมากที่สุดเมื่อหลายปีก่อน
...แล้วตอนนี้ล่ะ จินยังสำคัญกับคาเมะอยู่หรือเปล่า?...
“ไปเดินเล่นกันเถอะ...” ถ้อยคำเอ่ยชวนธรรมดา ๆ ทำให้คาเมะต้องหรุบตาลงมองฝ่ามือข้างที่ส่งมาให้โดยที่มืออีกข้างของจินยัง คงอยู่ที่กรอบประตูที่เพิ่งเดินอ้อมฝั่งมาเปิด คิดเพียงครู่เดียวเท้าบางจึงตัดสินใจที่จะก้าวลงจากรถให้จินต้องถอยออกห่าง แต่คาเมะไม่คิดที่จะให้มือคู่นั้นมาคอยพยุงอย่างเคย
จินก้มลงมองมือตัวเองที่ถูกปฏิเสธก่อนจะยิ้มให้กับมันแล้วเดินตามคาเมะที่ออกเดินนำหน้าคนชวนไปได้พอสมควร
ปลายผมเส้นเล็กที่ระไปตามแก้มเพราแรงลมที่พัดจากทะเลเข้าปะทะทางด้านข้างทำ ให้ร่างเล็กเสียเวลาในการจัดการกับมันอยู่ซักระยะ แล้วถึงได้หันกลับมามองด้านหลัง คนที่ชวนเขามาเดินเล่นริมทะเลอยู่ห่างจากเขาไปไกลแล้วในตอนนี้ เท้าบางหยุดอยู่กับที่ ณ ที่ตรงนั้น จนเมื่อรองเท้าหนังคู่สีดำสนิทมาหยุดอยู่ตรงหน้า คาเมะถึงได้หันกลับไปทางเดิมเพื่อจะเดินต่อไปตามเส้นทางที่ทอดยาวลงสู่ผืน ทรายสีส้มทองอร่ามเพราะถูกฉาบด้วยแสงอาทิตย์ยามเย็นที่กำลังคล้อยต่ำจนจะแตะ ผืนน้ำในไม่ช้า
คาเมะยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ จากทางเดินที่ทอดยาวริมถนน จนกลายเป็นผืนทรายที่ยาวไกลสุดสายตา ร่างน้อยทิ้งตัวลงนั่งเหยียดขาบนพื้นทรายสีสะอาด ให้สายลมเย็นชื้นพร้อมกลิ่นไอเค็มของทะเลพัดเข้าปะทะใบหน้า เส้นผมนุ่มมือปลิวไปตามแรงลมเผยให้เห็นดวงหน้าสวย ดวงตาที่พริ้มหลับลงสัมผัสกับความสดชื่นของสายลมเปิดขึ้นเมื่อรู้สึกได้ว่า มีใครอีกคนมายืนอยู่ไม่ไกล...คนที่ชวนคาเมะมาเดินเล่น...
“เมื่อยแล้วเหรอ?” จินหย่อนกายลงนั่งข้างกันก่อนจะนอนผึ่งลงไปกับพื้นทรายข้างๆคนตัวเล็กที่นั่งอยู่ก่อน
“เปล่า...ก็จินเป็นคนชวนชั้นมาเดินเล่นไม่ใช่เหรอ...” คาเมะตอบกลับมาให้จินได้ลืมตาขึ้นมามองอีกครั้งทั้งที่ยังคงนอนอยู่อย่าง นั้น แต่แววสงสัยคงจะฉายชัดจนใบหน้าหวานต้องเลิกคิ้วก่อนจะอธิบายต่อไป
“เป็นคนชวนมาเดินเล่น...แต่นายเดินตามตลอด ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วจะชวนทำไม?” เบือนหน้ากลับไปมองแสงสีส้มที่ทอทาบไปบนผืนน้ำกว้างใหญ่อีกครั้งโดยไม่ได้สน ใจจินอีกเหมือนเคย สองเข่าชันขึ้นคู้แนบตัวแล้วปลายคางวางทับ มือข้างหนึ่งกอดเข่าไว้หลวม ๆ ปลายนิ้วจากมือข้างที่ว่างวาดลายเส้นลงบนเม็ดทรายละเอียดนุ่มมือที่กำลัง อุ่นจากไอแดดที่สะสมมาทั้งวัน
“มานั่งริมทะเลอย่างนี้แล้วทำให้นึกถึงเมื่อก่อนเลยนะ...” ตอนที่พูดไปนั้นก็แค่ความรู้สึกที่อยากพูดถึง มันนึกขึ้นได้ในมโนสำนึกว่าเมื่อก่อนเขาและคาเมะอยู่กับความรู้สึกหอมหวาน มากแค่ไหน และจะว่าคิดไปเองก็ขอแค่ได้คิดซักนิดเถอะว่าความหอมหวานนั้นมันอาจจะกลับมา หาเขาทั้งสองอีกครั้ง แต่จินรู้สึกเหมือนว่าตัวเองจะคิดผิดที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะเห็นว่าปลายนิ้วเล็กนั่นชะงักคำที่กำลังเขียนลงบนพื้นทรายไปตั้งแต่ตอน นั้น
“ขอโทษ”
“เมื่อก่อน...ตอนนั้นเหรอ?” ปลายนิ้วที่ชะงักค้างถูกเจ้าของมันยกแขนขึ้นมากอดเข่าสมทบกับแขนอีกข้าง พร้อมกับใบหน้าที่ผินมามองคนที่นอนอยู่ ริมฝีปากปรากฏรอยยิ้มบางเบา แต่ก็คล้ายเหลือเกิน...คล้ายรอยยิ้มที่จินเคยได้รับมันเมื่อนานมาแล้ว
“ตอนนั้น...ที่ทุกวันศุกร์จินจะชวนมาที่ทะเล ชวนมาเดินเล่น มานั่งคุยกัน ชั้นยังคิดอยู่เลยว่าจินเหมือนจะไม่ค่อยปกติเท่าไหร่...แล้วจู่ๆ ครั้งนั้นที่มาทะเล จินก็พูดอะไรให้ชั้นตกใจจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก พูดคำว่ารักออกมาโดยที่ชั้นยังไม่ทันได้ตั้งตัวอะไรเลยด้วยซ้ำ” เสียงหัวเราะขึ้นจมูกคล้ายจะเยาะตัวเองของคาเมะทำให้จินยิ่งรู้สึกแย่เข้าไป อีก เพราะมันเหมือนกับตัวเขาเองกำลังชักพาคาเมะให้กลับสู่ห้วงเวลาแห่งอดีตที่ ไม่น่าจดจำเลยซักนิด
“ขะ...” เสียงคำขอโทษที่จะหลุดจากปากของจินถูกแทรกเหมือนไม่ต้องการจะเปิดโอกาสให้จินได้เอ่ยคำนั้น
“ชั้นดีใจมากเลยนะตอนนั้น เพราะอะไรจินก็น่าจะรู้...เพราะชั้นอยู่ตัวคนเดียวมาตลอด การที่จะมีใครซักคนกล้าขนาดที่มาบอกรักชั้น พูดคำที่ชั้นต้องการและเฝ้าหามันมาตั้งแต่เด็กน่ะ ในโลกนี้มีอะไรที่ทำให้ชั้นดีใจมากกว่านี้รึเปล่าชั้นยังไม่รู้เลย”
“คาเมะ...”
“ฮิ...แต่จะว่าไปจินก็ทนอยู่กับเรามานานากเลยนะ สี่ปีเนี่ย...ไม่แปลกหรอกถ้าจินจะเบื่อแล้วต้องการอะไรใหม่ ๆ ให้กับตัวเองบ้าง แต่ถ้าจินอยากจะหยุดเรื่องของเราลงจริง ๆ จินบอกเราก็ได้นี่นา ไม่เห็นต้องทำ...อย่างนั้น... ชั้นคงต้อขอโทษจินด้วยแหละนะที่ไม่เคยฟังว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้จินต้องทำ อย่างนั้น แล้วก็ขอโทษด้วย...ที่ไม่เคยหันมามองตัวเองว่าชั้นทำอะไรผิดไปรึเปล่า ชั้นมัวแต่คิดว่าชั้นเองไม่เคยผิด ไม่เคยพลาด หรือไม่เคยที่จะเป็นคนไม่ดีในสายตาจิน แต่ชั้นก็ไม่เคยถามจินนี่นะ...ว่าที่ชั้นทำอยู่ตอนนั้นมันดีสำหรับเราสองคน แล้วรึยัง...”
“แต่ถ้าคาเมะจอยอมฟังชั้นตอนนี้...ชั้นก็ยังยินดีที่จะเล่า”
รอยยิ้มบาง ๆ ถูกแต้มขึ้นบนริมฝีปากบางคู่นั้นก่อนที่จินจะรู้สึกเหมือนก้อนเนื้อในอกมัน จะเต้นแรงขึ้น ร่างกายทั้งร่างมันอุ่นขึ้นทั้งที่ลมทะเลยังพัดโหมไม่หยุดหย่อน แต่คำตอบรับนี้เท่านั้นที่จินเฝ้าฝันหาว่าจะได้มีโอกาสอีกครั้งที่จะอธิบาย ให้กันฟัง เมื่อคาเมะพยักหน้าเบา ๆ ครั้งนึง
“ชั้นจะฟังนาย...แต่แค่ฟังเท่านั้นนะ เพราะชั้นเองก็ไม่รู้ว่าจะรับได้กับเหตุผลของนายมากน้อยแค่ไหน ชั้นเองก็คนนี่นะ...จะทำตัวประเสริฐเหมือนพระเจ้าก็คงไม่ได้ ไม่มีใครหรอกที่จะโดนตบหน้าครั้งนึงแล้วจะหันอีกข้างให้เค้าตบอีก...ก็ เหมือนกับชั้นที่ครั้งนึงชั้นเคยโดนนายทำร้ายต่อหน้าต่อตามาแล้วครั้งนึง ชั้นก็คงไม่อยากที่จะเจอกับมันอีก”
ขอโทษนะยามาชิตะ ชั้นอาจจะดูขี้ขลาดถ้าเกิดชั้นจะบอกว่าแค่ยอมรับฟัง แต่นั่นไม่ได้รวมถึงการยอมรับ ชั้นทำในสิ่งที่ชั้นคิดว่าร่างกายและจิตใจชั้นจะทนได้ เพราะชั้นฝืนมามากเกินไปแล้ว และตอนนี้...ชั้นจะหาสิ่งที่พอดีให้กับชีวิตชั้น สิ่งที่กำลังพอดีและพอเพียงที่จะทำให้ชั้นมีความสุขกับชีวิตของชั้นในทุก วันนี้
ใบหน้าเรียวเล็กยังคงมองไปที่ท้องน้ำที่เริ่มปกคลุมด้วยความดำมืด ดวงอาทิตย์คล้อยลับขอบฟ้าไปซักพักแล้ว แต่คนทั้งคู่ก็ยังคงนั่งอยู่ที่ผืนทรายอุ่น หวังสักนิดว่าความอุ่นจากไอแดดที่ถ่ายทอดให้ทรายผืนนั้นจะถ่ายทอดมาถึงเขา ทั้งสอง ให้ถึงหัวใจที่เคยหนาวเหน็บมานานกว่าสี่ปี
ชั่ววินาทีเดียวเหมือนมีอะไรผลักดันให้ร่างกายของจินไม่เป็นไปตามการควบ คุมของสมองที่คอยสั่งการให้ระวังกริยาเมื่ออยู่ใกล้คาเมะเสมอมา สองแขนกว้างคว้าเอาร่างน้อยเข้ามากอดเต็มอ้อมแขนอย่างที่อยากทำมานานแสนนาน ร่างกายบอบบางที่โหยหามานานนับปี วงแขนกว้างกระชับแน่นขึ้นไปอีกเมื่อมือบางแตะเบา ๆ ลงที่แผ่นหลังของเขา ดวงตาคมปิดสนิทเหมือนจะต้องการซึมซับช่วงเวลาที่เหมือนจะได้ลมหายใจกลับคืน จากการที่จมดิ่งอยู่ใต้ผิวน้ำจนแทบจะขาดอากาศหายใจ
เหมือนกับดวงตาเรียวสวยที่พริ้มหลับลงพ้อมกับสูดลมหายใจให้ลึกเต็มปอด เตรียมพร้อมให้ตัวเองกล้าพอที่จะรับรู้เรื่องที่ทำให้เจ็บปวดมากมายในช่วง เวลาที่ผ่านมา
“ให้โอกาสชั้นได้อธิบายซักนิดชั้นก็ขอบคุณมากแล้ว...คาเมะ” จินรู้สึกได้ถึงแรงพยักที่คาเมะคงพยักหน้ารับคำพูดของจินเอง
.
.
.
TBC
เอ่อ...มันดูเหมือนจะ ไม่ค่อยยาวเลยเนอะ”- -(แหะๆ) ทั้งที่หายไปนานมากแท้ๆ แต่พยายามที่สุดแล้วนะ(แล้วได้แค่นี้??) มันก็ได้แค่นี้แหละค่ะ
ขอโทษจริงๆ แต่ก็จะมาลงเรื่อยๆแหละนะ อยากถามจังเลยว่าอยากให้จบลงแบบไหน(กร๊ากกกก...คำถามทุเรศได้อีก) คนอ่านก็ไม่เยอะแยะมากมายอะไร...เพราะงั้นรีเควสต์ได้ดังเดิม(แต่ไม่รู้จะทำ ได้ตามจอมากน้อยแค่ไหนอะนะ เรื่องก็กระดึ๊บ(ถึงกับต้องใช้คำนี้) ก็มันกระดึ๊บของจริง แบบว่ามันเดินไปช้ามาก แล้วตอนนี้ก็ไม่ใช่ยาว มันสั้นกว่าตอนอื่นแบบ...เกือบหนึ่งหน้า ความผิดทั้งหมดทั้งมวลมันอยู่ที่คนเขียนซึ่งไร้ความรับผิดชอบมากๆ เพราะฉะนั้นก็เลยขอโทษคนอ่านมา ณ ที่นี้ด้วย คำผิด มีแน่ๆ เพราะไม่ได้พรูปเยี่ยงเคย อ่านแล้วเป็นยังไงบอกกันได้นะคะ ไปล่ะ ก่อนจะโดนประณามหยามเหยียด
หายไปนานจริงๆเลยนะเรื่องนี้
ที่จริงอยากลงให้ทนวันเกิดคาเมะ แต่ว่าวันเกิดคาเมะนั้นต้องถ่อสังขารไปต่างจังหวัดซึ่ง...มันเหนื่อยเมื่อ ล้า(ข้ออ้างมากมาย) ไวร์เลสไม่เปิดอีกตั้งหากแน่ะค่ะ เลยต้องกลับมาลงเอยเอาที่บ้านนี่แหละค่ะ
อาจจะช้าไปหน่อย(หน่อยเดียวเองหรอ??)๕๕๕๕๕
ยังจะมีคนอ่านอยู่มั้ยล่ะเนี่ย"- - ขอโทษนะคะที่หายไปนาน
แล้วถึงแม้ว่ากลับมาแล้วแต่ก็ยังไม่มีอะไรที่คืบหน้าและดีขึ้น
แต่ตอนหน้าจะพยายามให้คืบให้ได้นะคะ แต่ถ้ามีความพยายามมากว่าเดิมอีกหน่อยก็จะให้ได้ศอกนะคะ"^ ^
ไปอ่านกันเถอะค่ะ พิมพ์ผิดพิมพ์ตกตรงไนก็ขอโทษด้วยนะคะ
อารมณ์อยากลงแต่ขี้เกียจพรูฟอะค่ะแหะๆ(หัวเราะเจื่อน)
My immortal 05
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อได้ยินเสียงกริ่งหน้าห้องดังขึ้นคาเมะจึงเหลือบตามองนาฬิกาตรงตามเวลา นัดไม่ขาดไม่เกิน มือบางวางถ้วยกาแฟลงก่อนจะเดินออกจากส่วนในของห้องพักไปเปิดประตูที่ไม่ต้อง เดาก็รู้ว่าใครมา
ร่างสูงในชุดไปรเวทที่ไม่ได้สบายจนเหมือนอยู่บ้านแต่ก็ไมได้เต็มรูปแบบ เหมือนกับจะไปงานสังคมที่ไหนยืนอยู่หน้าห้องอย่างที่คิดไว้ คนตัวเล็กเป็นฝ่ายส่งยิ้มให้กับผู้มาเยือนในยามเช้าก่อน
“สวัสดี...อาคานิชิ” ในคราแรกทีคาเมะยิ้มให้จินนึกดีใจอยู่มากจนแทบจะออกนอกหน้าเสียด้วยซ้ำ แต่ชื่อเรียกขานที่ตามมาทำให้เขาเก็บรอยยิ้มกว้างขวางนั้นลงกระเป๋าแทบไม่ ทัน ไม่ต้องคิดอะไรเลย...ก็แค่คาเมะจะให้จินเป็นคนอื่นก็เท่านั้น...
“อรุณสวัสดิ์คาเมะ...” จินยืนอยู่อย่างนั้นเป็นนานจนเมื่อเสียงอ่อนเบานั่นเอ่ยถามอีกครั้งจินถึงได้กระพริบตาปริบเหมือนเพิ่งได้สติ
“ดื่มกาแฟก่อนมั้ย?” อาจจะเพราะคาเมะเห็นท่าทางและดวงตาที่ค่อนข้างอิดโรยของจินทำให้ตัดสินใจชวน ออกไปอย่างนั้น แต่นั่นมันก็มากพอสำหรับจินในวันนี้แล้วล่ะ
“ขอบคุณ...”
ร่างเล็กเจ้าของห้องเดินนำเข้ามาภายในห้องให้นั่งลงที่ฟูกนุ่มสำหรับรอง นั่งผืนใหญ่ที่นั่งได้หลายคนหน้าโทรทัศน์ที่กำลังมีรายการข่าวและพยากรณ์ อากาศ จินมองตามกรอบร่างโปร่งบางนั่นไปจนสุดสายตาและก็ยังคงมองอยู่เมื่อคาเมะเดิน ออกมาจากส่วนที่เป็นห้องครัวอีกครั้งพร้อมแก้วกาแฟสองใบในมือ จินกล่าวขอบคุณอีกครั้งพร้อมกับรับแก้วใบนั้นมาถือไว้ คาเมะก็เพียงยิ้มรับเท่านั้น
ในขณะที่คาเมะยืนอยู่ตรงหน้าจิน เสียงบานประตูที่อยู่อีกฟากนึงของห้องน้ำก็เปิดออกพร้อมกับร่างของชายหนุ่ม คนหนึ่งที่ไม่ได้มีท่าทางร้ายกาจตรงไหนเลย ก็แค่ผู้ชายหน้าคมรูปร่างไม่ได้สูงโปร่งหรือท่าทางน่าเกรงขามมากนัก แต่แค่ผู้ชายคนนั้นเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยผ้าขนหนูผืนเดียวที่พันอยู่รอบ เอว กับผ้าขนหนูผืนเล็กในมือเช็ดผมและกำลังเดินตรงเข้ามาหาทางเขาที่นั่งอยู่และ คาเมะที่ยังยืนอยู่พร้อมกับหันไปมอง
“พี่เรียว...เสร็จแล้วเหรอครับ?” เสียงอ่อนเบานั้นถามด้วยรอยยิ้มติดมุมปากอย่างที่คาเมะชอบทำทั้งที่เคยโดนจิ นดุว่ามันไม่น่ามองเลยซักนิดถ้าไม่อยากยิ้ม มันหายไปพักนึงแล้ว...ตอนนั้นคาเมะยิ้มได้สวยงามกว่าตอนนี้หลายเท่าแต่ครั้ง นี้ที่ได้เห็นจินยิ่งนึกเกลียดรอยยิ้มนั่น ไม่ใช่เพราะคาเมะยิ้มเหมือนฝืนจากใจ หรือโดนบังคับ แต่เป็นเพราะคาเมะยิ้มให้คนอื่นก็เท่านั้น คนอื่นที่สามารถเข้ามาอาบน้ำและนอนในห้อวของคาเมะได้ทั้งที่ไม่ใช่จิน
“อื้ม...ยังไม่ไปอีกหรอเนี่ย?” คนที่ชื่อเรียวถามขึ้นพร้อมมายืนหยุดอยู่ตรงหน้าเบาะผืนใหญ่ที่ใช้ปูนั่งจน ได้เห็นว่าบุคคลที่ปรากฏแก่สายตาตอนนี้ไม่ได้มีแต่คาเมะเพียงคนเดียว จินจ้องดวงตาคมของอีกฝ่ายด้วยสายตาที่ไม่ค่อยเป็นมิตรนักเรียวคงรู้ได้แก่ใจ ว่าคนที่อยู่ตรงหน้านี้คือคนที่ “คาเมะรัก” เมื่อคืนอย่างแน่นอน เพราะมองไปที่สายตาของไอ้น้องชายร่วมสำนักงานเดียวกันนี่ที่มันยืนหันไปมอง เขาตาละห้อยละเหี่ยก็อยากจะถอนหายใจหนักๆ อย่ามาทำหน้าอย่างนี้นะเว้ย เดี๋ยวปั๊ด ตะโกนบอกไอ้หล่อตรงหน้าซะหรอกว่าคาเมะมันยังรักแกอยู่น่ะ!!!
“อะฮึ่ม...” เรียวแกล้งกระแอมแล้วบอกว่าจะไปใส่เสื้อผ้าเพราะหนาวแล้ว หลังจากที่คาเมะแนะนำเพียงสั้นๆว่า อาคานิชิ จิน แล้วหันไปสบสายตาของพี่ชายที่มาอาศัยห้องนอนเมื่อคืนเนื่องจากสาวเจ้าคน หนึ่งมาคอยจิกกัดตามตื๊อไม่เลิกรา ทั้งสองคนพยักหน้าให้ทั้งที่สายตายังจ้องกันไม่เลิกจนเมื่อเรียวเดินจากไป แต่ก็ไม่วายยังเหลียวหลังกลับมามองอีกรอบตอนที่เดินไปถึงประตูห้องนอนมือจับ ลูกบิดเรียบร้อยแล้วส่ายหัวเซ็งๆ
“พี่ชายหรอ?” เป็นจินที่ถามขึ้นมาก่อนโดยที่คาเมะยังไม่ได้หลบสายตาไปที่อื่นแต่อย่างใด
“อืม...รุ่นพี่ที่ทำงานน่ะ” พยักหน้ารับพร้อมคำอธิบายสั้นๆ แต่ดูเหมือนจินจะไม่ได้ให้ความเชื่อถือกับคำตอบนั้นมากนัก
“มาค้างบ่อยเหรอ?” คาเมะไม่ได้ตอบคำถามนี้ และกำลังจะลุกขึ้นอีกครั้งเพียงแต่ว่าจินไม่ได้ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ลุกขึ้น ตามใจประสงค์ตั้งแต่แรกก็เท่านั้น มือเรียวขาวเอื้อมออกไปจับที่ข้อมือเล็กของคนที่กำลังจะลุกขึ้นอย่างทันใจ นึก พร้อมกับสงสายตาไปคล้ายจะเป็นการบังคับว่าให้ตอบ แต่คาเมะก็ไม่เก็บมาสนใจขนาดที่ไม่คิดแม้แต่จะมองตอบกลับไป
“คิดอะไรอยู่?” ริมฝีปากเล็กเอ่ยออกมาเพียงเท่านั้นและรั้งเอามืออุ่นๆของจินออกไปจากมือของ ตัวเองเดินเข้าไปทางห้องที่เรียวเข้าไปเมื่อครู่อีกครั้งทำให้จินถึงกับหงุด หงิดแต่ก็ดูเหมือนจะรู้สึกตัวได้ว่าตอนนี้ สถานการณ์อย่างนี้ เข้าไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะถามคาเมะด้วยซ้ำ แค่ได้มานั่งหน้าสลอนในห้องนี้ก็ถือว่าเจ้าของห้องเป็นคนดีจนเกินคนเสียด้วย ซ้ำไป จินกำมือแน่นก่อนจะทุบลงบนพื้นเบาะนุ่มอย่างแรงเพื่อระบายอารมณ์
มือใหญ่ถูกเจ้าของมันยกขึ้นเสยผมหลายครั้งก่อนที่มันจะชะงักค้างเมื่อ เห็นคนที่เพิ่งลุกไปเมื่อครู่เดินกลับมาพร้อมกับเสื้อโค้ทในมือพร้อมเอกสาร ในกระเป๋าจำนวนหนึ่ง ตรงมาทางที่จินนั่งอยู่ก่อนจะหยุดอยู่ข้างพื้นเบาะนุ่มนั่น เมื่อจินเงยหน้าขึ้นมองสบตาก็พบกับดวงตาเรียวที่ปรายมองลงมาก่อนที่จะเดินนำ ออกไปทางประตูทำให้จินต้องรีบตะกายลุกตามอย่างเร่งรีบ
ทันทีที่ประตูห้องปิดลง ร่างสองร่างของคนสองคนหลุดพ้นออกมาจากห้องพักของคนตัวเล็กที่ยืนหน้านิ่ง เหมือนไม่ต้องการแสดงอารมณ์อะไรมากไปกว่านั้นอีกแล้ว ร่างสูงเองก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการเดินตามอีกคนที่เดินนำหน้าโดยไม่พูด ไม่จาอะไร ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคาเมะคงรู้ความคิดวู่วามของเขาดีทีเดียว และก็โกรธมากด้วยที่จินในตอนนี้กล้าไปกล้ำเกินความเป็นส่วนตัวของคาเมะเข้า ทั้งที่น่าจะสำเหนียกตัวเองได้แล้วว่าไม่มีสิทธิ์อะไรเลยจริงๆ อาคานิชิ จิน
จนเมื่อจินเดินไปที่รถแล้วเปิดประตูเข้าไปนั่งโดยมีร่างบางอีกคนเข้าไป นั่งข้างกันโดยไม่พูดอะไรเหมือนเคยจนจินทนไม่ไหวต้องเป็นฝ่ายพูดออกมาเอง
“ขอโทษ...” คาเมะหันมามองเหมือนต้องการจะถามว่าเรื่องอะไร คิ้วเรียวเลิกขึ้นสูงถามแทนคำพูด
และนั่นก็เป็นสิ่งที่คาเมะทำให้จินรู้ได้ว่า...เรื่องที่จินทำมันไม่ได้ มีผลกระทบต่อโสตความจำของคาเมะเลยแม้แต่น้อย และเรื่องบ้าบออะไรก็ตามที่จินคิดจะทำมันก็คงไม่อยู่ในความรับรู้ของคนตัว เล็กนี้อีกเช่นกัน เพราะคาเมะไม่ได้ใส่ใจก็เท่านั้นเอง...คาเมะจะไม่สนใจจินอีกต่อไป... อย่างนั้นเหรอ?? ทำได้เหรอคาเมะ?? ถ้ามันง่ายขนาดนั้น ถ้ามันง่ายอย่างที่นึกในใจตอนนี้ว่าจะไม่สนใจอีกต่อไปแล้ว ทำไมถึงต้องมาพยายามที่จะไม่มองหน้าจินด้วยล่ะ ทำไมต้องกำมือแน่นขนาดนี้เพราะใจทั้งดวงมันเต้นแรงจนมือสั่นไปหมด ก็แค่อาการที่จินแสดงออกมามันคือความหึงหวงอย่างที่เคยมีเคยเป็น แค่ภาพในอดีตมันซ้อนทับขึ้นมาก็เท่านั้น!! อย่าสนใจคาเมะ!!!
……………………….
………………
……….
มือเรียวสวยของจินหักพวกมาลัยรถเข้าสู่ปั๊มน้ำมันเพื่อพักรถและเติม น้ำมันก่อนจะเลยไปจอดด้านหน้ามินิมาร์ท ดับเครื่องยนต์เรียบร้อยแล้วถึงได้หันหน้าไปพูดกับคาเมะเป็นประโยคแรกหลัง จากที่ออกรถมา
“เอาอะไรรึเปล่า?” อีกฝ่ายส่ายหน้าตอบแต่กลับเปิดประตูรถลงไปแล้วเดินเข้ามินิมาร์ทที่ประตูอัต โนมัตเปิดรับทันทีทันใด ทิ้งให้จินนั่งนิ่งอยู่กับที่แล้วซบหน้าลงกับพวงมาลัยรถอย่างไม่รู้จะทำยัง ไงดีแล้วถึงได้ลงจากรถมาอีกคน
เสียงพนักงานต้อนรับกล่าวขอบคุณลูกค้าตัวเล็กที่เดินถือแก้วนมร้อนออกมา จากร้านค้าโดยมีร่างสูงอีกคนเดินตามออกมาในมือมีถุงใส่ของเพียงใบเดียวอีก มือถือแก้วกระดาษที่บรรจุกาแฟคาปูชิโนกรุ่นควันหอม เดินเรื่อยมาจนถึงรถขณะที่คาเมะกำลังจะเดินอ้อมตัวรถเพื่อไปยังฝั่งข้างคน ขับเสียงเรียกรั้งให้หยุดมองโดยไม่มีคำพูดจาอีกเช่นเคยก็ทำให้ต้องหันกลับไป มอง
“คาเมะ...หยิบกุญแจช่วยเปิดรถให้ทีสิ...พอดีว่ามือไม่ว่าง” จินเห็นสายตาที่เหลือบขึ้นมามองของคนตัวเล็กแล้วก็เลยตอบคำถามเพิ่มเติมกับ สายตานั้นให้
ใบหน้าเล็กเบือนหนีไปอีกทางก่อนที่มือเล็กจะแบมือตรงหน้าจินแล้วรับเอากุญแจ รถในมือใหญ่ที่หล่อนปุลงมาในมือบาง ได้กุญแจรถมาอยู่ในมือเรียบร้อยจึงไขเปิดประตูให้อีกฝ่ายก่อนจะเดินอ้อมมา นั่งข้างคนขับอีกครั้ง เห็นจินทำท่าทางเหมือนคนเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวเต็มทีด้วยการกดปลายนิ้วลงกัน ต้นคอด้านหลังแล้วสะบัดหน้าไปมาสองสามครั้งก่อนจะยืดแขนจนกระดูกลั่นทำให้คา เมะหันไปมองก่อนจะตัดสินใจถามออกไป
“ชั้นขับให้มั้ย?” จินชะงักแขนที่เหยียดออกแล้วหันมามองหน้าคนถาม คาเมะยังคงมองไปด้านหน้า และเมื่อจินไม่พูดคาเมะเลยเปิดประตูรถออกอีกครั้งแล้วลงมาดึงประตูรถข้างที่ จินนั่งอยู่ให้เปิดออก
“ไม่เป็นไร...ชั้นขับได้ นายนั่งเถอะ” คนตัวเล็กไม่พูดอะไรนอกจากจะยกมือขึ้นท้าวพักไว้กับสะโพกเพรียวรอคอยให้อีก คนลงมาจากตรงนั้นโดยเร็ว
จินเข้าไปนั่งฝั่งที่คาเมะเคยนั่งเมื่อครู่แล้วคาเมะจึงสตาร์ทเครื่อง ยนต์ขับออกไปปล่อยให้จินส่งสายตามองไปอย่างนั้น แล้วริมฝีปากบางก็เอ่ยออกมาอีกครั้ง
“นอนไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวใกล้ถึงแล้วชั้นจะบอกให้นายมาบอกทางแล้วกัน” จินไม่ขัยบตัวทำอะไรทั้งสิ้นจนเมื่อรถติดไฟแดงร่างบางจึงหันมามองใบหน้าหล่อ เหลาที่ยังนิ่งเหมือนไม่ได้ยินอะไรที่เขาพูดไปคิ้วเรียวจึงย่นเข้ามาติดกัน ยุ่งทำให้จินเริ่มจะปรับเบาะให้เอนลงแล้วหลับตาลง
“ทำไมถึงขับแทนล่ะ” คาเมะไม่ตอบเพียงแต่หัวเราะหึในลำคอแล้วมองทางข้างหน้าต่อไป จินก็แค่เปิดเปลือกตาขึ้นมาข้างหนึ่งแล้วค่อยปิดกลับลงไปใหม่โดยไม่คิดจะ ซักไซ้อะไร นึกคุ้นและจำได้ดีว่าเวลาที่คาเมะหัวเราะหึในคออย่างนี้มันไม่ต่างอะไรกับ การที่คาเมะรู้ทันและจับจุดผิดปกติของจินได้เสมอ ถึงได้อาสาเป็นคนขับรถให้อย่างนี้ คงรู้ว่าเมื่อคืนเขาแทบจะไม่ได้นอนเลยและคงเพลียมาก จากอาการเมื่อยล้าที่ได้เห็นเมื่อครู่
“ขอบคุณนะ...คาซึยะ” มือใหญ่เอื้อมออกไปลูบศีรษะเล็กเบาๆ สองสามครั้งก่อนจะหลับตาลงและเงียบไป ทิ้งให้สายตาเรียวสวยคู่นั้นมองอยู่ที่ใบหน้าขาวก่อนจะถอนหายใจออกมา ไม่เคยซักครั้งที่จะไม่ห่วง ไม่เคยสักครั้งที่จะปล่อยปละละเลย มีแต่จินเท่านั้นที่เคยทำให้คาเมะเป็นอย่างนั้น แล้วทำไมตอนนี้ถึงยังได้ปล่อยมือไม่ได้ซักทีนะ คาเมะสูดลมหายใจลึกก่อนที่จะขับรถไปตามทางที่เคยได้ยินยามะพีพูดถึงเมื่อวัน ก่อน
................................
......................
...........
จินตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงพูดคุยของคาเมะที่กำลังพูดกับใครซักคนที่แน่ นอนว่าไม่ใช่ตัวเขา ก่อนจะปรับเบาะให้อยู่ในระดับที่นั่งปกติแล้วพยายามเรียกสติตัวเองอยู่ครู่ หนึ่ง เสียงเล็กแหบห้าวพูดคุยเหมือนกำลังถามถึงทิศทางที่จะไปถึงที่นัดหมาย ดวงตาเรียวปรายมามองทางจินที่ตื่นมาได้ซักพักแล้วเอ่ยวางสายไปกับปลายสาย
“คุยกับใคร?”
“พี่เรียว” คาเมะเห็นว่าจินกระตุกไปหน่อยก่อนจะทำเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้าเกิดจินพูดหรือแสดงอาการอะไรมากกว่าที่เห็นนั้นคาเมะเองก็คงจะได้ถาม เหมือนกันแหละว่าจินเป็นอะไรนักหนา แต่จินก็เลือกที่จะเงียบไปและไม่พูดอะไรจนเมื่อมาถึงทางแยก
“อืม...เลี้ยวขวาตรงแยกหน้าแล้วจอดนะ เดี๋ยวชั้นขับต่อเอง คาเมะไม่ค่อยชินทางเดี๋ยวอันตราย”
คงเรียกว่าเป็นห่วงได้ล่ะมั้ง? อาจจะไม่ได้เป็นห่วงคาเมะ แต่คงเป็นห่วงชีวิตตัวเองด้วยมากกว่า พอถึงทางแยกที่จินบอกเลยไปหน่อยคาเมะถึงแตะเบรกแล้วเปลี่ยนสลับตำแหน่งที่ นั่งกับจินที่ไปเป็นคนขับแทน ไม่นานก็ถึงที่หมาย
ยามะพีและยูยะรออยู่แล้ว คาเมะเองก็รู้สึกว่าจะเสียมารยาทพอดูที่ให้ผู้ว่าจ้างมารอถึงยูยะจะบอกว่า เพิ่งมาถึงไม่นานเท่าไหร่ก็เถอะ คำขอโทษเป็นสิ่งที่ควรจะพูดมากที่สุดในตอนนี้
“ขอโทษนะที่สายน่ะยูยะคุง ยามาชิตะ” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับแข็งขัน เป็นคนที่อารมณ์ดีและร่าเริงจนคาเมะทึ่งและอยากอยู่ใกล้ตลอดเวลาเลยล่ะมั้ง ...นอกจากจิน
สายตาของจิน...ถ้าคาเมะหันมามองซักนิด คาเมะคงได้รู้ว่าความรักที่มันอัดอั้นอยู่นั้นมกมายขนาดไหน ก็ในเมื่อระยะเวลาที่ห่างไกล มันไม่ใช่แค่เดือนสองเดือนที่ต้องจากกัน แต่มันนานนับปีที่กว่าจะมาถึงตอนนี้...กว่าจะมาถึงตอนที่จินได้พบเจอ ได้เห็นว่าใบหน้าเรียวสวยนี้ไม่ได้เป็นอะไรไปเพราะน้ำมือเขา อยากจะขอโทษเหลือเกิน แต่มันต้องไม่ใช่ด้วยเหตุผลที่เค้าทำเพื่อปกป้องตัวเองหรือสิ่งที่ฟังดู เหมือนแก้ตัว
อย่างยามะพีเคยถามจิน ว่าทำไมถึงไม่พูดเรื่องจริงทั้งหมดออกไปให้คาเมะฟัง...เมื่อถึงตอนนั้นคาเมะ อาจจะให้อภัยได้ง่ายดาย แต่ก็อีกนั่นแหละ...มันไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีกับความจำเป็นทั้งหมดที่มี ว่าทำเพราะใคร และทำเพราะอะไร เก็บมันเอาไว้จนกว่าพระเจ้าจะอยากให้คาเมะรู้เองเถอะ จินแค่อยากให้คาเมะรู้ว่าตอนนี้...จินยังคงรักคาเมะมากมายขนาดไหนก็เท่านั้น
ไม่เคยต้องการเวลาที่ต้องอยู่ห่างกันไกลขนาดนี้ ไม่เคยมีซักครั้งที่ใจดวงนี้ของจินจะเพรียกหาคนอื่นให้เข้าสู่อ้อมกอด ไม่เคยมีเลยช่วงเวลาที่คิดอยากจะมอบความอบอุ่นให้คนอื่นอย่างเต็มใจ ความอบอุ่นของจินได้มีไว้ให้ใครต่อใคร แต่มันมีไว้สำหรับคาเมะคนเดียว
.................................
...............
.....
งานไม่มีอะไรที่ยุ่งยากมากเพราะเจ้าของงานเป็นคนที่ง่าย ๆ และไม่เรื่องมาก คงเพราะยามะพีเป็นคนทำงานในด้านนี้ด้วยล่ะมั้ง...ถึงเตรียมในสิ่งที่สมควร ไว้แล้ว อยากได้อะไรก็บอกล่วงหน้า ไม่ใช่มาสั่งเอาตอนนึกได้แล้วให้แก้อะไรต่อมิอะไรมากมายจนคาเมะนึกอยากจะ ตายอย่างลูกค้าคนอื่น ๆ และยูยะจังก็น่ารักมากพอที่จะฟังคาเมะกับยามะพีว่ามันไม่ง่ายในเรื่องบาง เรื่องที่จะทำ ...เป็นเด็กที่น่าอยู่ใกล้จริงๆเลยนะ...
ระหว่างคาเมะกับจินคงมีอะไรที่ทำให้ยูยะขุ่นพอสมควร ถึงได้ทำคิ้วขมวดอยู่ตลอดเวลาที่หันมามองหน้าเขาและจินตอนคุยงานกัน คาเมะรู้ดีว่าถึงแม้จินจะพยายามทำให้เหมือนปกติมากแค่ไหน...แต่ใจมันไม่ปกติ แล้วจะให้ปกติได้อย่างไร
“พี่คาเมะเป็นอะไรรึเปล่าครับ?...ทำไมดูเงียบ ๆ ไปล่ะ?” คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้นแล้วหันมามองเด็กหนุ่มตรงหน้าที่สูงกว่าคาเมะเสียอีก แล้วยิ้มให้บาง ๆ ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ
“พี่จินอีกคน...ทำหน้าบูดเชียว ไม่พอใจอะไรกันมาก่อนตั้งแต่ตอนไหนรึเปล่าครับ...ถึงทำหน้าอย่างนั้นน่ะ เพราะเมื่อเช้าผมให้พี่จินไปรับหรอฮะ?พี่คาเมะถึงอารมณ์ไม่ดีน่ะ?” ใครไม่รู้ก็คิดว่าเด็กมันถามไปอย่างนั้น แต่ยามะพีรู้ จินก็รู้...ว่ายูยะจงใจที่จะเปิดช่องให้จินได้มีโอกาสพูดถึง ...เรื่องที่คาเมะไม่พอใจจิน... แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะผู้ร่วมโครงการ ยามะพีถึงได้ขัดขึ้นเสียก่อน
“ไปทานข้าวกันเถอะ...บ่ายครึ่งแล้วเดี๋ยวจะหิวแล้วจะพูดมากมากกว่าเดิม” มือใหญ่วางลงบนผมนุ่มแล้วขยี้เบา ๆ คนรักตัวเล็กของยามะพีเลยต้องทุดลอดวงแขนกว้างนั่นออกมายืนตรงหน้าจินและคา เมะอีกรอบแล้วเชิดหน้าไปทางอื่น
“ไปก็ได้ครับ...ไปเถอะพี่คาเมะ” คาเมะพยักหน้ารับแล้วเดินตามแรงลากไปหยุดที่รถของจินที่นั่งมาเมื่อเช้า
“ไปด้วยกันเหรอยูยะจัง?”
“เปล่า แต่ผมจะไปรถพี่จินต่างหากล่ะ อยากเปลี่ยนคนขับรถให้นั่งบ้าง...ไม่ชอบคนขัดใจครับ” ยามาชิตะที่กำลังคุยกับจินระหว่างที่เดินตามมาชะงักเท้าทันทีแล้วหันหน้ามา มองคนที่ตั้งท่าว่าจะหาเรื่องยามะพีให้ถึงที่สุดเพราะขัดใจเจ้าตัวเมื่อครู่ นี้ ให้ตายเถอะ แฟนใครกันช่างน่าจับมาฟัดให้หายซ่า
คาเมะหันมามองทางเจ้าของงานและเพื่อนร่วมงานอีกคนนึงที่ยืนเงียบอยู่ไม่ ไกล พอเห็นว่ายามะพีพยักหน้าส่ง ๆ แล้วเดินหนีไปที่รถตัวเองคาเมะจึงเลือกที่จะเดินตามยามาพีไปแทนที่จะเข้าไป นั่งในรถคันที่นั่งมาเมื่อเช้า อย่างน้อยก็คงไม่น่าเกลียดเท่าไหร่ และคงไม่เป็นเป้าให้เจ้าเด็กน้อยว่าที่เจ้าสาวของยามาชิตะได้หลุดซักอะไรที่ เค้าไม่อยากตอบขึ้นมา
ร้านอาหารที่จินและยามาชิตะโทรนัดกันในระหว่างที่ขับรถออกมาจากสถานที่ ที่จะสร้างเป็นเรือนหอเป็นอันตกลงเรียบร้อยว่าจะมุ่งหน้าไปอีกไม่ไกลและเป็น ทางกลับเข้าเมืองจะได้ไม่เสียเวลาย้อนไปมา
คาเมะยังคงเงียบและยามาชิตะก็เงียบ เพราะไม่ใช่คนที่ชอบพูดคุยมากทั้งคู่ คาเมะเลยไม่เคยคิดที่จะเข้าไปเปิดบทสนทนาก่อน แต่ให้ตายชาตินี้คาเมะก็ไม่คิดว่ายามาชิตะจะเป็นคนชวนเขาพูดก่อนเหมือนกัน เมื่อยามาชิตะชวนคุยคาเมะถึงได้นิ่งไปครู่
“ยูยะน่ะ ถูกตามใจจนเคยตัว” เปลือกตาบางกระพริบปริบก่อนที่เจ้าของมันจะเรียกสติเข้าหาตัวหลังจากที่ เหม่อไปไกลพอสมควร แล้วก็ได้รู้ว่าคนที่กำลังขับรถอยู่พูดกับคาเมะ แต่คาเมะคงไม่ได้คิดไปเองที่จะรู้สึกว่าน้ำเสียงที่พูดถึงยูยะถึงแม้จะเป็น คำพูดคล้ายจะบ่นจะว่า แต่น้ำเสียงที่พูดถึงมันมีแต่ความรักและความเอ็นดูอยู่เต็มหัวใจ
“แต่นายก็เต็มใจจะตามใจไม่ใช่เหรอ?” เมื่ออีกฝ่ายชวนคุย และก็ไม่ได้ยากเย็นนักถ้าเกิดจะปริปากพูดในเรื่องของเด็กที่คาเมะก็คิดว่า น่ารักและเป็นเด็กดีไม่น้อย
“ก็ไม่ได้ตามใจมากขนาดนั้นหรอก อย่างน้อยเมื่อกี้ชั้นก็ไม่ได้ตามใจจนตอนนี้เจ้านั่นงอนชั้นไปอยู่รถไอ้จิ นแล้วล่ะนะ” เจ้าของโครงการของคาเมะเจือเสียงหัวเราะปนมากับน้ำเสียงพร้อมกับรอยยิ้มบาง ๆ
“แล้วไม่ตามใจอย่างนั้น จะไม่โกรธนานเหรอ?” นั่นสิ คาเมะยังสงสัยว่าไม่ตามใจอย่างนั้นแล้วจะไปดีกันยังไงและตอนไหน?
“ไม่หรอก...ถ้าได้พูดกัน อธิบายเหตุผลให้ฟังก็เข้าใจ เพียงแต่เรื่องอย่างนี้มันต้องใช้เวลาและการรับฟัง”
“นายเป็นคนดีจังนะ” คาเมะนึกชมอยู่ในใจและก็ชมออกมาให้ยามะได้ยินอีกด้วย ยามะพีส่ายศีรษะเบา ๆ ในขณะที่มือหักพวงมาลัยเข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่งก่อนจะอธิบายต่อโดยไม่มอง หน้าคาเมะด้วยซ้ำไป
“ชั้นไม่ใช่คนดีหรอก แต่แค่ยูยะเป็นเด็กดีและก็พร้อมที่จะรับฟัง ในขณะเดียวกัน...ชั้นก็ต้องรับฟังถ้าเค้าคิดว่าสิ่งที่เค้าถูก ปากเสียงก็มีกันบ้างแหละในเวลาที่มีความคิดไม่ตรงกันหรือมีเรื่องเข้าใจผิด กัน แต่ชั้นก็คิดแค่อย่างเดียวว่านั่นคือคนที่ชั้นรัก...เท่านี้ทุกอย่างของชั้น มันก็กลายเป็นว่าอยู่ในมือยูยะทุกอย่างแม้กระทั่งหัวใจและชีวิตชั้นแล้ว ล่ะ”
คำอธิบายยืดยาวที่ยามะพีมีให้คาเมะมันไม่ได้ทำให้คาเมะรู้สึกดีขึ้นมาตรง ไหน มีแต่จะทำให้รู้สึกแย่ยิ่งกว่าเดิม แย่ยิ่งกว่าเมื่อเช้าที่จินยังทำท่าทางหรือแสดงท่าทีให้เห็นว่ายังหวงเค้า อยู่ แต่จินน่าจะรู้ว่าจินไม่มีสิทธิ์ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ตั้งแต่ตอนที่พาผู้หญิงคนนั้นเข้ามาในห้องใจคาเมะและทำอะไรกับผู้หญิงคน นั้น มันไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิดหรือไม่เข้าใจ แต่มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าให้อภัย
“นายเคยมีคนที่ไม่เคยรับฟังเค้าบ้างมั้ยล่ะ?” ยามะพีดับเครื่องยนต์เรียบร้อยแล้วแต่ยังคงนั่งอยู่ในรถไม่ได้ไปไหน ใบหน้าหล่อเหลาหันมามองทางคาเมะแล้วถามด้วยน้ำเสียงเรียบรื่นเหมือนเดิม
“...........................................”
“ถ้ากลับไปยอมรับฟังเค้าบ้าง คิดว่าเรื่องราวที่เคยผ่านมาในชีวิตมันจะดีขึ้นบ้างมั้ยล่ะ?”
“.........................................”
“แล้วในชีวิตนายจะอยู่ต่อไปโดยไม่คิดจะฟังหรือยอมรัยใครอีกอย่างนี้น่ะ เหรอ?” ยามะพียังคงตั้งคำถามที่คาเมะให้คำตอบเป็นความเงียบได้เสมอ แต่คำถามสุดท้ายนี้คงยากที่จะทนเงียบต่อไปได้ เสียงแผ่วเบาถึงได้ดังออกมาให้ยามะพีหัวเราะเยาะเอาเบา ๆ
“แล้วใครล่ะที่นายอยากให้ชั้นรับฟัง?” ไม่มีคำตอบ แต่มีคำถามที่ย้อนกลับไปหายามะพี ต้องการจะพูดอะไรกันแน่ บอกมาตรงๆเลยดีกว่าที่จะมาอ้อมค้อมให้ได้หงุดหงิดอย่างตอนนี้
“ถ้าชั้นบอกไปนายจะไปฟังไอ้จินมันจริงๆหรือไงกัน?” ไม่บอกก็เหมือนบอกไปแล้วล่ะ แถมด้วยคำถามชวนให้คิดจนคาเมะอยากจะเดินหนีไปให้รู้แล้วรู้รอดถ้าไม่ติดว่า รถของจินเพิ่งเข้ามาจอดในลานจอดรถและยูยะเดินลงมาจากรถด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง มากอดแขนเค้าเอาไว้พร้อมกันเดินลากไปในร้านอาหารอย่างไม่ใส่ใจสารถีทั้งสอง คนให้เดินตามหลังไป
...........................
.............................................
“พี่คาเมะจะทานอะไรรึเปล่าครับ?” ยื่นเมนูให้คนที่นั่งตรงข้ามกันแต่คาเมะก็ยิ้มให้พร้อมดันมือน้อยนั่นให้เอาไว้สั่งอาหารเองยิ้มๆ
“ไม่เป็นไร ยูยะสั่งเถอะ พี่ทานได้ทุกอย่างแหละ” เด็กหนุ่มทำตาโตก่อนจะก้มลงมองที่เมนูอีกครั้งแล้วสั่งผัดผักรวมมิตร แต่ก่อนบริกรจะได้บันทึกรายการอาหารนั้นจินก็ขัดขึ้นมาก่อน
“เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นดีมั้ยยูยะ?”
“ทำไมล่ะครับ? หรือพี่จินไม่ชอบทานผัก?” ถามพาชวนหัวไปอย่างนั้นไม่คิดว่าจินจะพยักหน้ารับจนเจ้าตัวต้องร้องออกมาดัง ๆ แล้วทำตาโตอย่างประหลาดใจถึงที่สุด ก็จะเป็นไปได้ยังไงที่พี่จินจะไม่ชอบทานผัก??? ในเมื่อพี่จินทานทุกอย่างก็ยังได้ กินทุกอย่างก็ยังไหว ขนาดอาหารฝีมือพี่ยามะที่ว่าห่วยยิ่งกว่าห่วยพี่จินยังกินได้หน้าตาเฉยโดย ไม่ท้องเสียอีกด้วยน่ะ!!
“เปลี่ยนเถอะนะ...พี่ไม่ค่อยสะดวก”
“ก็ได้ครับ งั้นเอาอันนี้ละกัน” หันไปสั่งแล้วยิ้มให้บริกรอีกครั้ง
“สั่งเยอะอย่างนั้นจะทานหมดเหรอยูยะ” คนข้างตัวถามขึ้นให้ยูยะต้องหันไปมองก่อนจะทำท่าไม่สนใจให้ยามะต้องขยับ เก้าอี้ให้เข้าที่เข้าทางแล้วเอื้อมมือมาบีบที่เอวบางเบา ๆสองสามครั้งจนเจ้าตัวเกร็งขึ้นมาทั้งสันหลัง
“ยามะอย่านะ เล่นอะไรน่ะ!!” ก็เตือนแล้วว่าให้พอดี ๆ แต่ที่ทำเมินเขานานเกินชั่วโมง คงต้องสอนกันหน่อยล่ะ
ในขณะที่ยามะและยูยะกำลังวุ่นวายกันอยู่โดยมีคาเมะที่นั่งตรงข้ามยูยะ เป็นผู้สังเกตการณ์ แต่ก็เหมือนว่าจะมีสายตาคมที่จับจ้องอยู่ไม่ไกล ดวงตาเรียวตวัดสายตาขึ้นมองอย่างสงสัย
“มีอะไรรึเปล่า?” ร่างสูงส่ายหน้าให้แล้วเสสายตาไปมองที่ปลายนิ้วของมือขาวที่วางประสานกันอยู่บนโต๊ะอาหารแทนเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่
จากนั้นบทสนทนาของทั้งวงอาหารก็แทบจะกลายเป็นของยูยะที่ชวนคุยได้ตลอดทำ ให้อาหารมันไม่ฝืดจนกลืนไม่ลงมากไปกว่าที่เป็นอยู่ แต่ถ้าจะสังเกตดีๆ จานข้าวคาเมะที่เมื่อกินไปซักพักจะมีผักประเภทหนึ่งมาวางกองไว้ที่ข้างจานก็ จะมีส้อมข้างหนึ่งมาจิ้มไปจากจานของคาเมะในเวลาที่ไม่มีใครคิดจะสนใจ แต่จานมันอยู่ตรงหน้าคาเมะไม่สนใจก็คงไม่ได้ ปรายตามองให้รู้ว่าคาเมะก็เห็นนะที่ทำอยู่น่ะ แต่จินก็แค่ก้มหน้าก้มตากินต่อไปจนคาเมะเองก็เลิกที่จะใส่ใจอะไรอีก
ร้านอาหารเงียบ ๆ ที่อยู่ออกมาชานเมืองซักหน่อยแต่รสชาติและบรรยากาศก็ชวนให้ขับรถหลีกหนีความ วุ่นวายในเมืองออกมาหาอะไรทานเพื่อผ่อนคลายได้ไม่น้อย เวลาบ่ายในวันทำงานอย่างนี้คนจึงไม่มากนักต่างกับตอนเย็นที่คนเดินเข้าออก แทบจะหาเวลาปิดประตูไม่เจอ เสียงโมบายหน้าประตูดังกรุ๊งกริ๊งขึ้นนาน ๆ ครั้ง ก็ไม่มีใครสนใจที่จะมองว่าแขกของร้านที่เข้ามาใหม่นั้นเป็นใคร จนเมื่อเสียงหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นเป็นชื่อเสียงเรียงนามของผู้ร่วมโต๊ะของ ทั้งคาเมะและยูยะพร้อมกับร่างโปร่งบางสัดส่วนชัดเจนอีกทั้งการแต่งกายยังคง เด่นสะดุดสายตาคนทั้งร้านได้ไม่ยากถลาเข้ามาที่โต๊ะที่เค้าทานข้าวอยู่ด้วย อาการดีใจ
“จิน...ยามะพี” เรียกทั้งคู่ แต่ร่างคุณเธอเกาะหนึบที่บ่าด้านขวาของคนที่นั่งอยู่ข้างคาเมะ เจ้าของชื่อแรกที่หล่อนเรียกนี่แหละ พอหันไปมองหน้าชัด ๆ
ริมฝีปากบางที่เพิ่งยกแก้วน้ำข้นดื่มเมื่อครู่กลับเหมือนว่าจะแห้งผากไป ทันทีทันใดโดยไม่รู้ตัว ร่างกายมันเกร็งขึ้นมาจนคาเมะเองยังคิดว่าตัวเค้าบ้าแท้ๆ ที่แค่เห็นคนตรงหน้า สิ่งที่เคยปล่อยให้มันเป็นอดีตที่ตามหลอกหลอนจะมายืนอยู่ตรงหน้า ร่างบางนั่งนิ่งขึง ทำอะไรไม่ถูกแม้แต่จะกระพริบตาคาเมะยังรู้สึกว่ามันทำได้ลำบาก อย่าว่าแต่กระพริบตาเลย แค่หายใจก็ทรมานจนอยากจะตายไปซะเดี๋ยวนั้นด้วยซ้ำไป สายตาขงคาเมะลดระดับลงมาจากดวงหน้าขาวใสที่แต้มสีของเครื่องสำอางมาที่ใบ หน้าขาวหล่อของคนข้างตัวแล้วมันก็เจ็บจี๊ดขึ้นมาในก้อนเนื้อตรงหน้าอก เจ็บจนต้องเผลอกัดริมฝีปากแน่นก่อนจะก้มหน้าลงมองมือตัวเองทีวางอยู่บนตัก
“อ้าว...คาเมนาชิคุง!!!” เหมือนจินจะเห็นว่าร่างบางนั่นสะดุ้งเยือกขึ้นมาทั้งตัวเมื่อผู้มาเยือนในวง อาหารเรียกชื่อสกุลเหมือนเพิ่งจะสังเกตเห็น
“ตายแล้ว นี่จินยังคบกับคาเมนาชิอยู่อีกเหรอ?” สีหน้าตื่นเต้นของหญิงสาวไม่ได้ทำให้คาเมะรู้สึกดีแต่อย่างใด คำว่าคบกันของเค้าและจินที่หล่อนพูดถึงมันยอกในใจคาเมะมากพอดู เสียงนั่นไม่ได้ถามคาเมะว่ายังคบกับจินอยู่รึเปล่า...แต่ถามจินว่ายังคบกับ คาเมะอยู่เหรอเพราะจากตอนนั้นเธอกับจินได้ทำให้คำว่าคบกันของคาเมะและจินมัน สะบั้นลงด้วยเวลาเพียงคืนเดียว ดาวคณะคนนั้นที่จินกล้ามากพอจะพามาหลับนอนในห้องของเขาทั้งสองเมื่อ ครั้งอดีต
คาเมะส่ายหน้าตอบเบา ๆ ในความรู้สึกมันมึนจนยากจะตอบอะไรได้ ความรู้สึกมากมายมันถามโถมเข้ามาจนตั้งตัวไม่ทัน เค้าไม่เคยเตรียมตัวที่จะมาพบเจอกับอดีตที่มีแต่ความเจ็บปวดกับเรื่องของ ความรัก คาเมะไม่เคยที่จะคิดว่าโลกนี้มันจะกลมขนาดที่เราจะต้องมาวนเวียนเจอกันทั้ง ที่เคยมีเรื่องราวมากมายที่ทำต่อกันไว้อย่างไม่น่าให้อภัย ความรักและความเจ็บปวดที่เกิดจากน้ำมือของคนสองคนตรงหน้าคาเมะในตอนนี้ คาเมะจะทำอะไรเพื่อตัวเองไม่ได้เลยเหรอ?
“อ่อ ชั้นก็นึกว่านายสองคนยังคบกันอยู่ซะอีก ก็ตอนนั้นเห็นเลิกรากันไปแล้วตั้งแต่ตอนเรียนปีสุดท้ายนี่นา ก็บอกแล้วว่าสังคมเค้ายังไม่ยอมรับหรอกที่จะเห็นผู้ชายเดินควงกันอย่างเปิด เผย...”
“เปิดเผยแล้วยังไงครับ?” เสียงเล็กใสแหวกอากาศเข้ามาให้สาวเจ้าที่ยืนเกาะไหล่พิงสะโพกกับเก้าอี้ที่ จินนั่งไม่ไปไหนหันมามองเจ้าของเสียงใสนั่น ให้รู้ว่าบนโต๊ะอาหารนี้ยังมีอีกคนที่หล่อมลืมให้ความสนใจไป
“อ๊ะ...ลูกใครจ๊ะเนี่ย แหม ก็ไม่ทำไมหรอกจ้ะ แต่ของแท้น่ะมันดีกว่าเป็นไหนๆ” สิ้นเสียงที่ติดจะขุ่นขึ้นมาหน่อย ๆ จากการที่ยูยะตัดประโยคเธอกลางอากาศแต่ก็พยายามจะให้ฟังดูดีและรื่นเริงใจ เสมอ และเมื่อจบประโยคนี้ยูยะก็ไม่ต้องคิดอะไรอีกต่อไปนอกจากว่ายัยคนนี้ไม่ควรจะ ได้มายืนทำลายมื้ออาหารของเขาและคนอื่นๆบนโต๊ะนี้
“ยามะครับ...ผมอยากทานอาหารให้อร่อย” บอกให้รู้แล้วก็ไม่คิดจะสนใจด้วยว่ายามะของยูยะจะทำวิธีการไหน แต่มันเป็นสัญญาณเตือนให้ยามะทำอะไรก็ตามที่จะทำให้อาหารของยูยะกลับมาอร่อย เหมือนเดิมให้เร็วที่สุด
“พวกชั้นผมคงต้องขอตัวก่อนนะครับคุณฟูจิวาระ” เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นให้เธอรู้ตัวเสียทีว่าไม่สมควรจะอยู่ที่ตรงนี้อีกต่อไป
“แหม แค่นี้ก็ต้องไล่กันด้วย ชั้นขอโทษแล้วกันนะคะยามะพี ที่มารบกวนเวลาอาหาร...ว่าแต่จิน ว่าง ๆ ไปสนุกกันนะ...” เสียงสดใสนั่นเว้นจังหวะก่อนจะลากปลายนิ้วกรีดเบา ๆ ลงบนไหล่กว้างแล้วอ้อมหลังมาเท้าแขนลงที่เก้าอี้ของจินข้างหนึ่งและคาเมะ ข้างหนึ่งก้มลงไปกระซิบใกล้ใบหูของร่างสูงแต่ระยะใกล้ขนาดนั้น สาบานให้ตายเลยก็ได้ว่าเธออยากให้คาเมะได้ยินด้วยแน่ๆล่ะ
...-ครั้งแรกของชั้นกับจินที่ห้องนั่นยังอยู่ในใจชั้นไม่มีวันลืมเลยนะ-...
มือบางกำแน่นจนแทบสั่นแต่ก็พยายามจะให้มันเป็นปกติมากที่สุด เพราะคาเมะไม่อยากจะไปตกเป็นทาสของอดีตที่มีตัวคอยกวนมันขึ้นมาให้ขุ่นใจ แต่การจะทำใจให้เลิกราจากอะไรมันก็คงยากไม่แพ้กันนัก เมื่อเธอเดินเข้าไปสมทบกับเพื่อนของเธอคาเมะถึงได้ลอบผ่อนลมหายใจอย่าง เหนื่อยอ่อน ก่อนจะขอตัวไปเข้าห้องน้ำ
“อ้าว คาเมนาชิ”
“...ฟูจิวาระ...”
“แหม ไม่เจอกันตั้งนานทำไมเงียบอย่างนี้ล่ะ ชั้นนะคิดถึงเพื่อนเก่าใจจะขาด” ท่าทางใส่จริตลงไปในกริยามากมายจนคาเมะอยากจะเดินหนี แต่ก็คงไม่พ้นอยู่ดี สู้อยู่ต่อไปอย่างนี้ให้มันผ่านหูไปคงจะดีและเป็นทางที่ไม่มีเรื่องน้อยที่ สุด
“ถ่านไฟเก่าคุเหรอไง? ถึงได้มาทานข้าวกันได้ ตอนนั้นเห็นว่านายย้ายออกจากห้องของจินไปเลยนี่นา” ตลับแป้งถูกเปิดออกพร้อมกับแท่งลิปสติกในมือที่ทาลงแล้วเม้มอีกครั้งถึงพับ คตลับแป้งลงหันมมองคาเมะอย่างเต็มตัว ใบหน้าที่มีทั้งความมั่นใจและสง่างาม แต่ไม่น่าคบหาเลยจริงๆ
“อยากจะพูดอะไร?”
“อ๊ะ เปล่าหรอก ชั้นจะไปพูดอะไรได้ ชั้นมันก็แค่คนที่จินเคยพาไปนอนในห้องของเธอกับเค้าก็เท่านั้นเองนี่นะ”
“ผมคิดว่าเราจะไม่คุยเรื่องนี้กันอีกในอนาคต แต่ถ้าคุณยังพูดอยู่ผมคงต้องขอตัว อดีตมันอาจจะทำให้คุณคิดอะไรไปคนเดียวได้ แต่ปัจจุบันจินอยู่ตรงข้างผม เท่านี้คุฯก็น่าจะรู้แล้วว่าไอ้ที่เค้าเคยพาคุณไปนอนในห้องนั่นน่ะมันก็แค่ ความต้องการที่อยากจะปลดปล่อย ไม่ได้มาจากจิตใจที่รักใคร่แม้แต่นิดเดียว ที่คุณคิดว่าของจริงมันดีกว่าน่ะ...แต่ถ้ามันหลวมแล้วอะไรมันก็ไม่สนุกหรอก นะ...ขอตัว”
ตั้งแต่ประโยคแรกที่คาเมะพูดดวงตาที่แต่งด้วยเส้นสีดำบนเปลือกตาเบิก กว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนที่สุดแล้วมันแทบจะถลนออกมา อาการกริยาน่าเกลียดน่ากลัวอย่างนั้นให้ตายก็ไม่สมควรเรียกว่าผู้หญิง คาเมะเดินเลี่ยงเข้ามาในห้องน้ำแล้วพิงร่างกับกำแพงเย็นเฉียบ มันคงเย็นพอๆกับอากาศหนาวของวันนั้น วันที่จินทำร้ายเค้าได้อย่างเลือดเย็น เปลือกตาปิดลงช้า ๆ ลมหายใจผ่อนหนักเพื่อบรรเทาอาการเต้นตุบจนปวดไปทั้งอกของหัวใจ กล้าพูดไปขนาดนั้นทั้งที่จินยังไม่เคยพูดซักคำว่าจะอยู่เคียงข้างคาเมะตลอด ไป
“พูดไปได้ยังไงกัน...ถ้าเจ้าตัวเค้ามาได้ยินคงหาว่าเราเป็นพวกหลงตัวเองเป้ฯบ้า”
.
.
.
ประตูห้องน้ำด้านนอกถูกปิดลงอย่างแผ่วเบาโดยที่คน ในห้องน้ำยังคงอยู่กับตัวเองเงียบๆอย่างนั้น ร่างสูงพิงร่างกับกำแพงฝั่งตรงข้ามกับทางเข้าห้องน้ำแล้วกระตุกมุมปากเหมือน จะยิ้มแต่ก็ยิ้มไม่ได้เต็มที่นัก แต่ตอนนี้ในใจมันโหวงวูบเหมือนใจมันพองจนคับอกแล้วก็บีบตัวรัดแน่น ตื่นเต้น ดีใจ นึกขอบคุณยูยะอีกหลายครั้งที่เด็กคนนั้นตั้งใจว่าจะมาตามคาเมะเพราะเป็น ห่วง เป็นผลให้เค้าต้องเสนอตัวมาดูด้วยตัวเองแล้วก็มาทันได้ยินประโยคที่คาเมะพูด กับฟูจิวาระ
“นายไม่หลงตัวเองหรอกคาเมะ ชั้นจะอยู่ข้างนายตลอดไปตั้งแต่ตอนนี้เลยก็ได้ แต่ช่วยรับฟังชั้นหน่อยนะ”
.
.
.
TBC part6