สวัสดีค่ะ
มาลงเร็วเพราะฉลองได้กลับบ้านค่ะ^^
เดือนละครั้ง ครั้งละอาทิตย์ค่ะ ดีใจมากมาย คิดถึงบ้านเหลือแสน^^
ใครใคร่อ่าน อ่านนะคะ ใครใคร่เม้น ก็เม้นนะคะ
ตอนนี้มันเป็นยังไงอะไรติได้ค่ะไม่ว่า
อยากไปงานฟิคแต่กลับมาไม่ทันแน่เลย
ใครไปฝากซื้อฟิคเฟต์ได้มั้ยคะ!!!!! ๕๕๕๕๕๕
อ่านเถอะค่ะ
ปล...รอเพื่อนมาอ่าน เพื่อนก็ไม่ว่างอ่าน
ไม่เป็นไร คนอื่นอ่านก็ยินดีเช่นกันค่ะูู
::*::Hana no tsutae koto part 06::*::
ความว่างเปล่ารอบกายถูกทิ้งไว้เป็นเพื่อนในช่วงเวลาใกล้ค่ำ บริเวณไม้ใหญ่ครึ้มทำให้พื้นที่โดยรอบมืดกว่าส่วนอื่นพอควร ร่างสูงใหญ่ที่มักเห็นประจำตำแหน่งคนขับรถของผู้ชายตัวสูงหน้าตาดียืนอยู่ลำพังหลังจากมองเห็นท้ายรถของผู้เป็นนายที่ทิ้งไว้เพียงเศษใบไม้ที่ปลิวจากแรงลมหลังการออกตัวของรถยนต์คันใหญ่ มือใหญ่ล้วงหยิบโทรศัพท์กดโทรออกและรอฟังสัญญาณปลายสาย
“ว่าไง” เสียงรับสายครั้งนี้ของเพื่อนสนิททำให้โคคิค่อนข้างประหลาดใจพอดูกับคำห้วนสั้นจนต้องย่นคิ้วกับตัวเองในความสงสัยนั้น
“เป็นอะไร? หงุดหงิดอะไรอยู่” ท่าทางคงหงุดหงิดลูกน้องที่ทำงานไม่ได้เรื่อง ในเมื่อตัวเองเป็นพวกเพอร์เฟ็คส์ลิซึมขนาดที่ว่างานไม่ควรพลาดแม้แต่จุดเดียว แต่ไม่ค่อยได้เห็นยูอิจิโกรธนักเมื่อคติประจำใจอีกอย่างเป็นการสอนงานคนให้เป็นจะได้ไม่เกิดข้อผิดพลาด ครั้งนี้คงพลาดยิ่งใหญ่ถึงได้หงุดหงิดใส่มาตามสายอย่างนี้
“ก็ไอ้พวกที่ให้ไปเฝ้าบ้านคุณคาซึยะกับคุณฮิโรกิ เสือกคลาดสายตาไปเกือบชั่วโมงเพราะไอ้กลุ่มที่อยู่ใกล้กันโทรขอกำลังที่ใกล้ที่สุดคนรายงานกลุ่มที่ใกล้ที่สุดเสือกไม่ดูตาม้าตาเรือส่งสัญญาณไปที่พวกมัน...” ประโยคแรกยาวเหยียดอธิบายความผิดพลาดที่เกิดขึ้นครั้งนี้ได้อย่างไม่ต้องการคำอธิบายอะไรต่อไปอีก โคคิพยักหน้ากับปลายสายทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าอีกฝ่ายคงไม่เห็น
“อืม...เลยเป็นเรื่องอยู่ตอนนี้” เสียงห๊ะด้วยความตกใจทำให้โคคิต้องละโทรศัพท์ออกห่างจากหูตัวเองพร้อมกับตอบคำถาม...เรื่องอะไรวะ?...ตามมาอีกประโยค
“เรื่องที่ว่านายใหญ่รู้ว่าตอนที่ลูกน้องมึงหายหัวไปแล้วไอ้พวกนางาเสะมันเข้ามาเหยียบถึงที่อย่างไรล่ะ” ประโยคเดียวก็เรียกหัวใจยูอิจิให้สะท้านลั่นได้ เพราะนี่ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นหลังจากได้รับคำสั่งจากนายใหญ่กำชับหนักหนาว่านางาเสะจ้องทุกความเคลื่อนไหวของพวกเขาอยู่และรอจังหวะที่จะพลาด
“แล้วนายใหญ่รู้ได้อย่างไรวะว่าพวกนั้นมันมา...” ปลายสายยังซักถามสาเหตุถึงความหูไวตาไวของเจ้านายเป็นพิเศษ
“ช่วงเวลาที่ลูกน้องมึงรายงานความเคลื่อนไหวว่าเหตุการณ์ปกติอย่างมีพิรุทนั่นแหละ เป็นเวลาเดียวกับที่คุณจินได้รับฟังจากคุณคาซึยะว่ามีผู้ชายชุดดำเข้ามาที่ร้านเพื่อซื้อช่อดอกไม้...” เหตุการณ์ที่สุสานถูกถ่ายทอดให้ยูอิจิฟังอย่างไม่ขาดตกหรือบกพร่องในความจริงใดว่าช่อดอกไม้จากร้านคาซึยะถูกวางไว้ที่หน้าป้ายชื่อในสุสานในสภาพยับเยินเป็นข้อความชั้นยอดที่นายใหญ่รับรู้ได้เป็นอย่างดีถึงเรื่องราวที่กำลังบานปลายจนอาจเกิดเหตุการณ์ที่จินไม่อยากให้เกิดมากที่สุดก็เป็นได้
...ฉิบหายแล้ว...
คำอุทานเดียวที่คนสองคนนึกขึ้นพร้อมกันโดยไม่ต้องอาศัยสัญญาณใดราวกับเรื่องตลก แต่คงเป็นตลกร้ายกาจน่าดูหากเกิดเหตุการณ์น่าฉิบหายอย่างที่นึก ไม่อยากเดาให้ยากว่าเมื่อคนนอกที่ไม่รู้เรื่องถูกดึงเข้ามาในเกมแห่งความมืดนี้แล้ว ใครจะสูญเสียมากที่สุด ในเมื่อศัตรูจ้องเขม็งที่จุดตายของทั้งนายใหญ่และคนสำคัญอันดับหนึ่งขององค์กร...หัวใจ...
“คิดเหมือนกันใช่ไหมว่ามันไม่ได้บังเอิญ สำหรับการปะทะกับนางาเสะแบบไม่ตั้งตัว...?” โคคิเห็นอีกฝ่ายเงียบไปจึงส่งคำถามเป็นด่านหน้าให้เพื่อนเดาสถานะการณ์ได้ แม้ยูอิจิจะแย้งว่ากลุ่มที่ปะทะกันวันนี้ไม่ใช่นางาเสะแต่ก็ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ากลุ่มติดอาวุธในพื้นที่ทำการขององค์กรและจำนวนคนมากขนาดนั้นจะเป็นใครในเมื่อองค์กรพันธมิตรไม่มีทางทำร้ายกันเอง...แม้องค์กรจะมีศัตรูอื่นมากมายก็เป็นเพียงกลุ่มเล็กยิบย่อยที่ไม่น่ามีกำลังคนมากขนาดนี้ ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการที่สามารถสนับสนุนทั้งกำลังและอาวุธของทุกการเหิมเกริมมีเพียงหนึ่งเดียว...นางาเสะ...
“แล้ว...คุณจินว่าอย่างไร?” เงียบไปเป็นครู่เพื่อประเมินสถานะการณ์ว่าในตอนนี้ควรจะทำอย่างไร แต่ก็จนปัญญาเกินกว่าจะคิดอะไรออกจึงต้องหันกลับมาทางเดิมเพื่อถามเพื่อนว่าเจ้านายสั่งการอะไรไว้บ้าง
“พาคุณคาซึยะและคุณฮิโรกิไปอยู่ที่บ้านชานเมืองมันลากคุณสองคนนี้มาเอี่ยวแน่ ปิดคุณเรียวให้สนิทเรื่องนางาเสะในวันนี้ และ...กระทืบไอ้พวกที่ละเลยหน้าที่ของมันให้จำใส่หัวไว้ด้วยว่าของสำคัญของนาย...อย่าทำเป็นเรื่องเล่นตลก” สามประโยคสั้นแต่ได้ใจความยูอิจิไม่ได้ตอบรับแต่รู้กันดีว่าอะไรคือสิ่งที่จะตามมาสำหรับผู้ละเลยการปฏิบัติหน้าที่สำคัญ
“ได้ จะจัดการให้...ตอนนี้อยู่ที่ไหน?”
“ถูกทิ้งอยู่หน้าป่าช้า รีบมารับด้วย ขนลุกชิบเป๋ง” ได้ยินเพื่อนทำเสียงหวิวแล้วก็ได้แต่นึกหน้าเวลาที่โคคิกลัวขึ้นมาให้ขำเล่นมาตามสายโทรศัพท์ก่อนจะวางสาย กุญแจรถในกระเป๋ากางเกงถูกหยิบขึ้นมาเดาะเล่นในมือสองสามครั้งเมื่อเดินไปถึงตัวรถและออกตัวเพื่อมารับเพื่อนที่ถูกเจ้านายทิ้งอยู่หน้าสุสานแล้วไปดูดอกไม้ไฟกับน้องชายคุณเรียวและคุณฮิโรกิ
.
.
.
ที่จอดรถอยู่ไกลพอสมควรทั้งสามเดินมาพร้อมข้าวของจากหลังรถ พื้นที่จัดงานอยู่ริมทะเลซึ่งเคยเป็นลานจอดรถแต่ตอนนี้ถูกเปลี่ยนสถานะเป็นพื้นที่ชมดอกไม้ไป ทางเดินก่อนถึงลานกว้างสำหรับผู้มีบัตรเข้าชมในจุดที่มองเห็นชัดที่สุดผู้คนมากมายหลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่จัดงาน ก่อนถึงทางเข้ามีโต๊ะตั้งกล่องรับบริจาคสำหรับการจัดงานดอกไม้ไฟเพื่อไปแข่งระดับประเทศในปีหน้า เมื่อมีคนบริจาคคนหนึ่งจะสามารถเขียนข้อความฝากบอกถึงคนที่ต้องการได้
ร่างสูงในชุดสูทสีดำดูโดดเด่นกว่าคนอื่นทั้งหน้าตาและการแต่งตัวหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะที่มีลุงสองสามคนยืนตะโกนเชิญชวนให้คนบริจาคเงินสมทบทุนแก่ทางจังหวัด มือขาวหยิบกระเป๋าสตางค์ออกจากกระเป๋ากางเกงด้านหลังแล้วหยิบธนบัตรออกมาจำนวนหนึ่งเมื่อหย่อนเงินจำนวนนั้นลงในกล่องกระดาษาแล้วเสียงโห่ลั่นทำให้จินหันไปมองหน้าคนอีกสองคนที่มาด้วยกันสีหน้าคล้ายตกใจอย่างมาก ตาคมกระพริบปริบงุนงงกับเสียงโห่ร้องตะโกนแซวของคนที่โต๊ะบริจาค
“ผมทำอะไรผิดหรือเปล่า?” หันมามองทั้งสองคนที่ยืนมองหน้าจินอย่างงุนงงเช่นกัน ก่อนคาซึยะและฮิโรกิจะหัวเราะจนไม่สามารถควบคุมบทสนทนาได้จึงทำให้จินยิ่งออกอาการหันซ้ายหันขวามากกว่าเดิม
“พ่อหนุ่มจะเขียนข้อความถึงใครไหม?” ร่างสูงมองไปทางกระดาษและปากกาที่ยื่นมาให้แล้วหันไปมองหน้าถามคนอีกสองคนที่เหลือคล้ายขอความช่วยเหลือจากการขยับปากโดยไม่มีเสียงว่า ...ข้อความอะไรหรือ?... คาซึยะเดินเข้ามาชะโงกหน้าดูแล้วถามว่าจินจ่ายไปเท่าไรเมื่อครู่มือขาวยกนิ้วสามนิ้วขึ้น
“สามพัน?” มือเล็กกำลังเอื้อมไปหยิบปากกาและกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะเป็นต้องชะงักหันกลับมามองหน้าคนตอบอีกครั้งให้แน่ใจว่าที่ตอบมาถูกต้องแล้วอย่างนั้นหรือ
“สามหมื่นเอง” สามหมื่นเอง! แถมมีเองด้วยนะ คาซึยะจะเป็นลม เงินตั้งสามหมื่นกินได้เกือบครึ่งเดือนแต่เอาเถิดคนเขามีก็ปล่อยเขาไป มือเล็กคว้ากระดาษกับปากกามายื่นใส่มือใหญ่พร้อมคำอธิบาย
“ปกติเมืองนี้ถ้าบริจาคทุกหนึ่งพันเยนจะเขียนข้อความได้หนึ่งประโยค แล้วบริจาคเยอะขนาดนี้มิต้องเขียนเป็นนิทานเลยหรือ?” เสียงเล็กแกล้งกระเซ้าอย่างอารมณ์ดีกับท่าทางมึนงงกับโลกรอบตัวขณะนี้ของจิน ผู้ชายสุดเพรียบพร้อมก็มีข้อบอกพร่องเช่นการไม่เคยดูดอกไม้ไฟเลยในชีวิต
“จะเขียนข้อความถึงใครไหมครับ?” มือป้อมชูกระดาษยาวใบเล็กและปากกาขึ้นระดับไหล่ ร่างสูงมองอย่างชั่งใจอยู่ครู่แล้วรับกระดาษแผ่นนั้นมาวางบนโต๊ะตัวเดิม
“ต้องเขียนสามสิบประโยคเลยหรือ?” ทั้งฮิโรกิและคาซึยะหัวเราะจนต้องกุมท้องอีกครั้ง วันนี้จินดูเหมือนเด็กที่เพิ่งได้ออกมาเที่ยวนอกบ้านเป็นครั้งแรกเสียจริง
“คุณจะเขียนจดหมายรักบอกใครก็เอาเถอะ” ตอนตอบคำถามยังไม่วายแอบปาดน้ำตาที่ปลายหางตาเพราะความขำ “ไม่มีใครว่าคุณหรอก”
“ได้หรือ?” คิ้วคมเลิกขึ้นถามย้ำและได้รับคำตอบเป็นใบหน้าน่ารักที่อมยิ้มจนแก้มตุ่ยพยักหน้าขึ้นลงแรงๆ สองสามครั้ง ปลายปากกาจึงจรดลงบนกระดาษ ข้อความไม่สั้นไม่ยาว แต่คาซึยะไม่เห็นว่าเขียนอะไร ฮิโรกิที่ยืนอยู่อีกด้านลอบยิ้มอยู่คนเดียวเมื่อจินยกกระดาษใบนั้นหลบเด็กตาตี่ที่พยายามชะโงกดูว่าจินเขียนจริงอย่างที่ถามหรือไม่ ฟันซี่เล็กขบปากล่างอย่างขัดใจเมื่อโดนแกล้งเอาซึ่งหน้า
“ไปนั่งกันเถอะครับ ไปคาซึยะ” ฮิโรกิเห็นท่าว่าไอ้เต่าเพื่อนรักคงได้เขม่นคุณจินคนซื่ออีกนานจึงรีบเดินไปออกแรงลากให้มันคลานตามกันไปหาที่นั่งปูเสื่อวิวดีๆ ที่สามารถมองเห็นดอกไม้ไฟที่จะทะยานขึ้นจากกลางทะเล
“ร้านนั้นขายอะไรหรือ?” จินมองไปทางร้านที่มีคนต่อแถวยาวเหยียดมีป้ายรูปหมึกยักษ์ทำหน้าตาประหลาดอยู่หน้าร้านแต่ไม่ปรากฏตัวหนึ่งสือใดนอกจากราคาคนถูกถามที่เหลือทั้งสองคนจึงหันกลับมามองด้วยความงุนงง
“ไม่เคยกินทาโกะยากิหรือครับ?” คาซึยะเป็นฝ่ายย่นคิ้วถามด้วยสีหน้าแปลกประหลาดจนจินต้องแปลกใจ
“เคย แต่ไม่เคยรู้ว่ารูปร่างหน้าตาร้านเป็นอย่างนี้” ฮิโรกิยิ้มรับเมื่อจินสารภาพด้วยความสัตย์จริงว่าไม่รู้จักหน้าตาร้านทาโกะยากิที่แท้จริง ส่วนคาซึยะได้แต่ทำหน้าประหลาดคล้ายปลาสำลักน้ำเพราะรู้สึกเสียมารยาทกับจินมากพอดู
“ขอโทษครับ แหะ เอ่อ...ไปทางนั้นดีกว่าครับ” ที่ทางดูทำเลแล้วลมพัดกำลังเย็นสบายและไม่ติดผู้คนด้านหน้ามากแต่ก็ไม่ใกล้จนต้องแหงนคอตั้งบ่าเพื่อชมพลุสีสวยรูปร่างต่างๆ จนกลับบ้านไปแล้วเกิดอาการคอเคล็ด ร่างเล็กรีบแทรกตัวตามช่องว่างของผู้คนขวักไขว่เข้าไปยังที่ว่างที่เห็นอยู่ไม่ไกลรีบกวักมือเรียกฮิโรกิและจินให้เดินมาช่วยกันปูเสื่อ อาหารมื้อเย็นสำหรับการชมดอกไม้ไฟในเย็นวันนี้ถูกนำออกมาวางเรียงแล้วลงมือทานในที่สุด กลุ่มครอบครัวข้างเคียงหยิบยื่นขนมมาให้ได้ชิม คาซึยะจึงเลือกอาหารมากมายตรงหน้าหยิบยื่นให้อย่างอารมณ์ดี
จำนวนผู้เข้าชมดอกไม้ไฟในบริเวณลานเพิ่มจำนวนขึ้นกว่าเดิมมาก ท้องฟ้ามืดลงตามระดับดวงอาทิตย์ที่คล้อยแสงจนหายลับไปหลังภูเขา อิ่มท้องแล้วนั่งพักได้ครู่เสียงประกาศออกลำโพงตัวใหญ่ดังก้องไปทั่วอาณาบริเวณ ว่าใกล้ถึงเวลาที่ทุกคนรอคอย สาดเสื่อของคนที่เพิ่งมาถึงถูกสะบัดอย่างเร่งรีบเพื่อนั่งคอยชมเปลวเพลิงบนท้องนภา แม้ปกติเทศกาลนี้จะจัดขึ้นในช่วงหน้าร้อนแต่ความขัดข้องบางประการในปีนี้จึงจำเป็นต้องเลื่อนมาจนถึงฤดูใบไม้ร่วง อากาศที่เย็นลงมากกว่าช่วงเย็นเยอะเพราะฤดูหนาวที่ใกล้เข้ามาทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องซุกตัวอยู่ในเสื้อกันหนาวตัวใหญ่ แต่หญิงสาวบางคนยังยินดีจะใส่ยูคาตะเพื่อกินบรรยากาศของงานเทศกาลนี้อยู่ประปราย
ถึงแม้โดยรอบจะวุ่นวายจนชวนเวียนหัวอยู่มาก แต่คนตัวเล็กที่สุดในกลุ่มกลับหาวหวอดออกมาได้หน้าตาเฉย มือเล็กยกขึ้นปิดปากข้างหนึ่ง อีกข้างเหยียดจนสุดแขน ดวงตาหยียิบจนน้ำตาเร็ดออกที่หางตาให้ฮิโรกิแตะปลายนิ้วเช็ดให้ สายตาคล้ายเอ็นดูมองร่างจ้อยยิ้มๆ แล้วเพื่อนรักก็ชูสองแขนโถมตัวทับลงมาทั้งตัวจนเกือบหงายหลังลงไปนอนบนพื้นคอนกรีตของลานจอดรถเอา
“ง่วงจังเลย...” เสียงคนง่วงบนงัวเงียเหมือนคนใกล้หลับเต็มที ฮิโรกิจึงยันไหล่บางของร่างที่กำลังคลานตามมาหาทั้งที่ถดตัวหนีออกห่าง
“ง่วงแล้วจะนอนบนตัวฉันรึไงคาซึยะ!” กางเกงที่ใส่มาวันนี้คงต้องสังฆกรรมครั้งใหญ่เพราะโดนแกล้งจนลงไปนั่งบนพื้นให้จริงๆ คนถูกดุทำหน้ายู่แต่ยังคงคลานดิกตามไปกอดเอวบางเอาไว้แล้ววางศีรษะลงบนตักนุ่มของฮิโรกิเอาดื้อๆ บ่นพึมพำโดยไม่รับฟังเสียงคนเดือดร้อนแม้แต่น้อย
“เมื่อไหร่จะเริ่มแสดงนะ...อยากดูดอกไม้ไฟก็อยาก อยากนอนก็อยาก...”
“ถ้าง่วง นอนตักผมไหม?” คนที่กำลังจิ้มทาโกะยากิเข้าปากหันไปเห็นความชุลมุนอย่างน่ารักขณะนี้เสนอทางออกที่คิดว่าดีที่สุดให้ คนกำลังบ่นอ้าปากค้างจนฮิโรกิต้องเอื้อมมือไปดันปลายคางให้หุบลง คาซึยะอยากให้คุณจินสาบานว่าที่พูดมานั่นคือล้อเล่น แต่ล้อเล่นทั้งที่หน้าตาจริงจังขนาดนั้นคงไม่มีใครกล้าคิดให้เป็นล้อเล่นได้ ในหัวหมุนติ้วด้วยความสับสน ปากเล็กเผยอค้างเตรียมคำขอบคุณและปฏิเสธทันใด
“ตกลงครับ” แน่นอนว่าไม่ใช่เสียงคาซึยะเพราะฮิโรกิตอบรับแทนคนที่กำลังทำตาโตตาเหลือกอยู่ตอนนี้ พร้อมทั้งผลักไสไล่ส่งให้ศีรษะมารที่กำลังยึดตักเขาเป็นสรณะอย่างถึงที่สุดด้วยการขืนแรงยกของมือบางเอาไว้สุดใจขาดดิ้น
“อะ!!! ฮิโรกิ!!” เมื่อฮิโรกิปล่อยมือและวางกลุ่มผมสีอ่อนลงบนตักกว้างของผู้เสนอน้ำใจแล้วร่างเล็กก็ผุดลุกขึ้นนั่งแทบไม่ทันพร้อมเสียงโวยวาย
“ทำไมหรือ? เห็นว่าง่วงฉันก็แค่อยากดูดอกไม้ไฟสบายๆ คุณจินเขาอาสา ไม่เป็นไรหรอก” พูดไปจิ้มทาโกะยากิในกล่องกินไปไม่สนใจจนคาซึยะหงุดหงิดแต่ทำได้แค่กัดปากแน่นแล้วหันหน้าหนีไปทางอื่น
“คาซึยะดื้ออย่างนี้ประจำหรือฮิโรกิ?” คนถูกเมินสองคนหันมาคุยกันจนคนเมินกลายเป็นถูกเมินเสียได้
“ครับ ดื้อประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาอย่างนี้ ไม่ได้อย่าใจเมื่อไรได้มีเขม่นกันจนหายใจไม่ออก...”
“หยุดพูดเลย คนเขาไม่ได้อย่างใจเขาก็ไม่พอใจเป็นเรื่องปกติ เกี่ยวกับเรื่องดื้อไม่ดื้อตรงไหน” เสียงแหววเข้าแทรกบทสนทนาที่ดูท่าว่าคาซึยะจะเกรียมได้ในไม่ช้า เพราะฮิโรกินินทาได้เผาขนเหลือเกินสิให้ตาย
“อย่างนั้นหรือ...” ทาโกะยากิลูกสุดท้ายหายวับเข้าไปในปากอิ่มพร้อมการพยักหน้ารับยิ้มๆ แล้วเลยไปยักคิ้วให้คนทุกข์ร้อนที่ยังคงถูกเมินต่อไป
“เรียวจังเลี้ยงไม่ดีน่ะครับ ตามใจจนเคยตัว” ฮิโรกิเล่าให้ฟังเหมือนเป็นเรื่องทั่วไป เหมือนเรียวยังอยู่และไม่ได้จากไปไหน เหมือนต้องการค่อนขอดที่นั่งอยู่ตรงหน้าว่าเพราะเรียวที่เคยอยู่ข้างคาซึยะสอนน้องไม่ดีคาซึยะถึงเป็นอย่างนี้ และเพราะเรียวที่จากไปจึงทำให้คาซึยะและเขาต้องเป็นอย่างทุกวันนี้ เหมือนทุกอย่างเป็นเรื่องปกติในการพูดถึงใครสักคนที่ไม่ได้อยู่ตรงหน้า แต่สายตาที่มองออกไปบนท้องฟ้ากำลังส่งยิ้มงดงามไปหาดวงดาวดวงแรกที่เพิ่งโผล่ขึ้นเหนือขอบทะเลไม่มาก เรื่องราวตอนที่เรียวยังอยู่เคียงข้างคนทั้งสองดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ทำให้คนทั้งสามหยุดคิดและเงียบไปในเวลาต่อมา แต่เสียงแย้งจากคนที่นั่งอมลมจนแก้มกลมและอาการกอดอกของคนคนหนึ่งแทรกบรรยากาศเงียบเชียบขึ้น
“ตามใจอย่างนั้นหรือ ถ้าหากตามใจจริง...แค่ตอนนั้นฉันอยากไปเที่ยวน้ำตกกับเพื่อนถึงได้อัดกันเสียเละขนาดนั้นเล่า” เรียวเคยชกคาซึยะจนปากแตกเพราะห้ามเท่าไรคาซึยะก็จะไปเที่ยวกับเพื่อนให้ได้ ตอนนั้นยังเด็กและไม่เข้าใจเลยว่าเพราะอะไรเรื่องแค่นี้ถึงไม่ตามใจกัน กับแค่ไปเที่ยวน้ำตกใกล้บ้าน ก็ไม่ได้ไปไกลถึงต่างจังหวัดเสียหน่อย
“นั่นก็เพราะนายดื้ออยากไปเที่ยวทั้งที่พายุเข้าต่างหาก...”
“นั่นไง! แล้วเรียวจังตามใจฉันตรงไหน?” เหตุผลของเรียวที่ฮิโรกิแย้งทำให้คนฟังต้องหันไปฟังความทั้งสองข้างยังไม่ทันจบดีคาซึยะก็แทรกขึ้นมากลางทาง สีหน้าเหมือนจะเยาะฮิโรกิอยู่ในทีว่าเรียวไม่ได้ตามใจจนคาซึยะเสียนิสัย แน่นอนเรียวไม่ผิด พี่ชายเขาไม่เคยผิดอยู่แล้ว
“โอเค...เรียวไม่ตามใจนาย แต่ที่นายเป็นเด็กดื้ออย่างนี้และโตมาเป็นผู้ใหญ่ดื้อจนน่าตีเป็นเพราะนิสัยส่วนตัวของนายเองทั้งนั้น” จินเห็นคนแพ้เขาเถียงไม่ออกก็ได้แต่ยิ้มจาง มือใหญ่เอื้อมไปลูบผลนิ่มเหมือนจะปลอบใจคนแพ้อย่างหมดรูป ฮิโรกิคงเป็นตัวแทนเรียวได้ดีทีเดียวถึงได้กำราบเสียอยู่หมัด
“ไม่ง่วงแล้วหรือ” ใบหน้าเล็กส่ายไปมาจนแก้มกระเพื่อมและเสียงสัญญาณดอกไม้ไฟสามนัดดังขึ้นก็เรียกความสนใจจากคนเคยง่วงให้หันไปสนใจได้ไม่ยากเย็น
“หนาวไหม?” คนตัวสูงที่นั่งเกือบซ้อนหลังร่างเล็กก้มลงถามทั้งที่มือยังอยู่บนผมนิ่มยิ้มๆ และส่งสายตาถามฮิโรกิด้วยเช่นกัน คำตอบที่ได้รับคือคำเดียวกันของคนทั้งสองที่นั่งซุกอยู่ในเสื้อกันหนาวตัวหนา
เสียงพิธีกรคนเมื่อครู่ดังขึ้นอีกครั้งเพื่อเปิดงานอย่างจริงจัง ดอกไม้ไฟมากมายกำลังพุ่งตัวขึ้นสู่ท้องฟ้ามืดสนิทท่ามกลางทะเลกว้างไม่มีสิ่งกีดขวางในการมองเห็น รอยยิ้มกว้างขวางของเพื่อนรักที่นั่งข้างกันสยงามไม่ต่างจากดอกไม้ไฟ กล้องดิจิตอลในมือกดถ่ายได้ไม่กี่รูปแล้วก็เปลี่ยนใจมาชื่นชมและเก็บความงามของฮานาบิเอาไว้ในความทรงจำด้วยสายตาแทน
นิ้วเล็กชี้ชวนให้คนนู้นคนนี้ดูภาพดอกไม้เพลิงที่แตกออกเป็นรูปร่างต่างๆ หลากหลาย สีสันสวยงามท่ามกลางผืนกำมะหยี่สีดำสนิทสวยจนไม่อาจละสายตาไปทางใดได้ ปากบางเผยอค้างเมื่อถึงคราวที่ลูกไฟแตกกระจายเป็นรูปหน้าตัวการ์ตูนยอดนิยมสมัยเด็กที่ชื่นชอบ แมวสีฟ้าไม่มีหูเพราะถูกหนูแทะน่ารักมากเสียจนเผยอเขย่าที่แขนแข็งแรงของคนข้างตัวให้ดูด้วยความตื่นตา
ดอกไม้ไฟหลายชุดถูกจุดขึ้นไประเบิดเกิดเสียงดังสนั่นทั่วบริเวณ เสียงผู้คนที่แหงนหน้ารอคอยและลุ้นระทึกว่าดอกไม้ไฟชุดต่อไปจะออกมาเป็นรูปอะไร คำบรรยายที่มีทั้งช่วงที่ซึ้งกินใจ ตลกขบขันชวนหัวเราะ สร้างบรรยากาศการชมดอกไม้ไฟได้เป็นอย่างดี จนเสียงพิธีกรบรรยายว่าจะถึงช่วงของการสมนาคุณผู้สนับสนุนและข้อความที่ฝากมา ดอกไม้ไฟที่พุ่งขึ้นไปบนฟ้าแตกออกเป็นรูปดอกไม้หลากหลายสีสันมากมาย พิธีกรกล่าวก่อนเริ่มการแสดงชุดนี้ว่าหากถึงข้อความของใครให้ผู้ฝากยกมือขึ้นจากนั้นจึงจะประกาศชื่อผู้รับสารที่ฝากถึง เรียกว่าความมืดก็ไม่อาจช่วยให้หลบหลีกความเขินอายได้ในครั้งนี้เพราะทุกคนจะรู้ว่าใครอยู่ตรงไหน ดอกไม้เพลิงแตกออกเป็นกลุ่มและสีตามความหมายของดอกไม้ชนิดนั้นๆ ที่ผู้จัดงานคัดสรร
ดอกคาร์เนชันสีแดง เพื่อนมอบให้เพื่อนที่เพิ่งถูกบอกเลิกจากแฟนมา พร้อมข้อความว่าเป็นกำลังใจให้หัวใจที่แห้งเหี่ยว จบประโยคก็ได้ยินเสียงคนกลุ่มหนึ่งส่งเสียงขึ้นให้เดาคงไม่พ้นกลุ่มเพื่อนที่ช่วยกันลงขันเขียนข้อความถึงเพื่อนเป็นแน่
ดอกคาร์เนชันสีชมพู กลุ่มเพื่อนผู้หญิงที่จับกลุ่มกันอยู่ไม่ไกลนักชี้ชวนกันให้เฝ้ารอดูข้อความที่พิธีกรกำลังบรรยายถึงดอกไม้ไฟที่แตกกระจายเป็นคาเนชันสีชมพู ...ความรักของผู้หญิง... มันก็น่ารักดีไม่น้อย
“ต่อไป ดอกคาร์เนชันสีเหลือง คุณตัวเล็ก...เอ ใครหนอคุณตัวเล็ก ใครตัวเล็กยกมือขึ้นหน่อยครับ” เสียงพิธีกรหยอกล้อกับผู้เข้าชมจนได้รับเสียงโห่ร้องตอบกลับมาอย่างสนุกสนาน ข้อมือเล็กถูกฝืนบังคับให้ยกขึ้นให้ตกใจจนต้องออกอาการผวาทั้งตัว
“เฮ้ย!” ครอบครัวที่นั่งอยู่ด้านข้างหันมายิ้มกับพวกเขาทั้งสาม จินยังคงจับแน่นที่ข้อมือและไม่ยอมปล่อย ปลายนิ้วแข็งเลื่อนมาเกี่ยวไว้กับนิ้วเล็กโอบอุ้มมือนั้นให้อยู่ในความอบอุ่นด้วยมือใหญ่ ตาเรียวปรายมองคนที่นั่งยิ้มมองดอกไม้ไฟไม่พูดไม่จาแล้วหันไปสนใจกับคำบอกเล่าผ่านดอกไม้ไฟชุดต่อไป
“เอ...คนฝากข้อความนี้ก็ไม่บอกชื่อด้วยสิครับ เอาเป็นว่า...คุณตัวเล็กรับรู้ไว้แล้วกันนะครับ...” เสียงดอกไม้ไฟพุ่งขึ้นไปแตกกระจายบนท้องฟ้าเสียงดังสนั่น “คาร์เนชันสีเหลือง...สำหรับคุณที่บริสุทธิ์และน่ารัก”
ดอกไม้ไฟชุดถัดมาแตกเป็นดอกทิวลิปสีขาวสว่างคาซึยะยิ้มน่ารักแล้วหันไปบอกคนข้างตัวกับความหมายของดอกทิวลิป ...เสียสละทุกอย่างได้เพื่อคนที่รัก...
“คนฝากข้อความนี้คงใจดีน่าดูเลยนะครับ” จินยิ้มจางไม่ต่างจากครั้งใด ดอกกุหลาบคู่แตกออกพร้อมกับคำบรรยายของพิธีกรที่ว่าเป็นข้อความสุดท้ายของคนคนเดียวกับเมื่อครู่ แม้จะไม่รู้ว่าใครเป็นคนฝากและหาตัวยากว่าใครเป็นคนรับ ในเมื่อคนตัวเล็กที่นี่ก็มีให้เกลื่อนกลาดแต่คาซึยะก็ยังอดหน้าร้อนไม่ได้กับฝ่ามือที่กระชับแน่นขึ้นจนต้องเสเปลี่ยนเรื่องแก้เขิน
“ใครเนี่ย...บริจาคเยอะจังฝากตั้งหลายข้อความ” เสียงเล็กหันไปพึมพำกับฮิโรกิที่นั่งกอดเข่ามองท้องฟ้าอยู่เงียบๆ
“ไม่รู้เหมือนกัน...แต่กำลังหลงรักใครสักคนแน่เลย โรแมนติกมากเสียด้วย” ฮิโรกิยิ้มให้จางๆ พลางนึกย้อนไปถึงอดีต
“นึกถึงตอนที่เรียวจังเขียนข้อความถึงฮิโระด้วยเหมือนกันนะ” มือเล็กข้างที่ว่างเอื้อมไปกุมมือเพื่อนที่วางประสานไว้บนเข่า
“อืม นานแล้วนะ รู้อย่างนี้ฝากข้อความถึงเรียวจังบ้างก็ดี” ดวงตาสองคู่ยังคงมองไปบนท้องฟ้ากับดอกไม้ชุดสุดท้ายก่อนจะเป็นชุดปิดการแสดง ดอกกุหลาบที่เห็นเป็นดอกที่มีก้านแม้รายละเอียดของภาพที่เห็นไม่ชัดเจนแต่เมื่อรวมกับคำบรรยายของผู้เล่าขานตำนานแห่งดอกไม้กลับสร้างจินตนาการว่าดอกไม้ดอกนี้ไร้ซึ่งหนามแหลมคมอเสียงประกาศบอกว่าเป็นของแถมให้คนที่บริจาคถึงสามหมื่น เพียงเท่านี้มือเล็กก็ขยับออกเพื่อให้หลุดจากการเกาะกุมของมือใหญ่ ทั้งคาซึยะและฮิโรกิหันไปมองหน้าคนที่นั่งทำไม่รู้ไม่ชี้ยิ้มจางอย่างอารมณ์ดีตาโต ตอนนี้เขารู้แล้วว่าคนที่ถูกชมไม่ขาดปากว่าทั้งน่ารักและโรแมนติกคนนั้นคือใคร หนำซ้ำยังบอกรักผ่านดอกไม้ไฟได้จับใจนักกุหลาบไร้หนาม...ความมีเสน่ห์แม้ยามแรกพบ...
“แหม ตัวเล็กทำเป็นเขิน” ฮิโรกิหัวเราะเสียงดังหลังจากโดนมือน้อยตีลงที่แขนไม่เบานัก หลังจากจบการแสดงดอกไม้ไฟชุดสุดท้ายพิธีกรขอให้ทุกคนจับมือกันไว้เพื่ออธิษฐาน ร่างเล็กปิดเปลือกตาลงทั้งที่มือยังคงกระชับกับมือใหญ่ของจินและมือบางของเพื่อน ปากเล็กแย้มยิ้มน่ารักขณะนึกคำอธิษฐานในใจ ฮิโรกิก็เช่นกัน หากแต่จินไม่ได้สนใจจะขอพรใดจากฟากฟ้าหรือดวงดาว เพียงแต่จินจะขอมองภาพตรงหน้าให้ชัดเจน ขณะที่ใบหน้านี้สวยงามเกินกว่าความงามของดอกไม้ไฟในค่ำคืนนี้ พรข้อเดียวที่จินคิดจะขอคงเป็นพรจากคาซึยะ ขอให้คาซึยะไม่เกลียดจินก็พอ
“เดินเล่นอีกสักพักค่อยกลับดีไหมครับ?” ฮิโรกิเสนอความคิดเมื่อมองไปยังถนนที่ขามายังโล่งและสะดวกสบาย แต่ตอนนี้กลับแน่นขนัดไปด้วยรถมากมายของผู้ที่เข้ามาชมดอกไม้ไฟค่ำคืนนี้เพราะเป็นถนนเส้นเดียวที่จะมาถึงทะเลแห่งนี้ได้ คาซึยะหันไปมองคนขับรถอย่างขอความเห็นและจินตกลงว่าจะหาที่นั่งเล่นเดินเล่นรอให้การจราจรคลายความตึงเครียดลง
“ดึกกว่านี้ขับรถไหวหรือครับ?”
“ถ้าขับไม่ไหวจะมีที่ให้ค้างหรือ?” แน่นอนว่าจินแค่ยิ้มรับ แต่วันนี้ฮิโรกิดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษตรงที่ได้กวนใจเขาจริงจังรอยยิ้มเยื้อนของจินทำให้คาซึยะหน้าร้อนจนเปลี่ยนสีและเก็บทุกคำพูดลงคอกริบ
“ใช่ ฉันจะยอมเสียสละห้องตัวเองให้คุณจินแล้วไปนอนกับนายไง” อาการขยิบตาแลบลิ้นอย่างกวนอารมณ์เรียกให้ฮิโรกิจิ้มปลายนิ้วลงที่ปลายจมูกเล็กทั้งที่กำลังหัวเราะในคำตอบที่เจ้าตัวตั้งหลักทัน ไม่ใช่อาการอึ้งนิ่งเหมือนเรื่องนอนตักเมื่อหัวค่ำด้วยถ้อยคำหนักแน่น
.
.
.
ถึงแม้ระยะทางในการเดินทางกลับยังเท่าเดิม ระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางกลับมากขึ้นเกือบเท่าตัว แม้พยายามหลีกเลี่ยงการจราจรที่ค่อนข้างติดขัดในช่วงงานเลิกแรกๆ ทิ้งเวลาห่างมาเกือบสองชั่วโมง แต่รถยนต์ที่ผู้คนใช้เดินทางมาชมดอกไม้ไฟยังคงคั่งค้างอยู่พอประมาณ ความง่วงกำลังเข้าแทรกคนตัวเล็กข้างกายคนขับ และฮิโรกิยินดีจะนั่งเป็นเพื่อนคุยเมื่อเสียงแจ๋วเงียบไป
บทสนทนาไม่มากนักดังแทรกผ่านความเงียบและความเย็นของอากาศบางช่วงตามแต่เรื่องที่นึกได้และความเหมาะสมในบทสนทนา เพราะไม่สนิทใจในการพูดคุยเท่าคาซึยะแต่ก็ถือว่าไม่แย่เกินไปในความรู้สึก ร่างเล็กที่หัวคลอนไปคลอนมาตามจังหวะการหักพวงมาลัยเป็นหัวข้อสนทนาที่ดี อีกเรื่องคือเรื่องของเรียวที่ฮิโรกิให้ความสนใจไม่น้อย รถแล่นด้วยความเร็วคงที่และเลี้ยวเข้าถนนเส้นเล็กซึ่งมุ่งตรงไปยังร้านดอกไม้เล็กมุมถนนที่คุ้นเคย หากแต่ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นบนถนนเส้นเล็กที่แสนสงบเรียกความสนใจจากคนที่นั่งเป็นเพื่อนคุยมาตลอดทางได้มาก
เสียงรถฉุกเฉินดังแทรกเข้ามาภายในห้องโดยสารแสนสบายของรถยนต์คันใหญ่ เข้าของรถขมวดคิ้วแน่นมองไปยังปลายทางที่รถฉุกเฉินเปิดไฟจอดปฏิบัติการอยู่ เสียงความวุ่นวายคงดังมากพอจะเรียกให้คนที่หลับคอพับอยู่เบาะหน้าเปิดเปลือกตาขึ้นมอง สติยังไม่เข้าตัวดีนักเมื่อมองไปยังภาพตรงหน้า ริมฝีปากเล็กเผยอค้างด้วยอาการตกใจอย่างถึงที่สุดจนเข้าขั้นช็อค ดวงตาเล็กเบิกกว้าง ริมฝีปากสั่นอย่างห้ามไม่อยู่ หน่วยตาคมที่เคยสดใสและร่าเริงแห้งผากไปชั่วครู่และกลับกลายเป็นทดแทนด้วยหยาดน้ำที่เอ่อท้น เจ้าของร้านทั้งสองคงหวังให้หยาดน้ำน้อยๆ จากดวงตาที่เคยทอประกายสดใสของตัวเองกลายเป็นฝนห่าใหญ่ที่จะสามารถดับเอาความร้อนรุ่มของไฟร้อนนี้ให้มอดดับในชั่วพริบตา หากแต่มันก็เป็นเพียงความหวัง ฮิโรกิเองอาการไม่แพ้กันเพียงแต่จะควบคุมสติได้ดีกว่าร่างเล็กตรงหน้าอยู่สักหน่อย
คนขับชะลอรถจนรถหยุดลงที่ถนนฝั่งตรงข้ามร้านมองภาพเปลวเพลิงตรงหน้าด้วยรอยเครียดขึ้ง สีหน้าตระหนกของคนตัวเล็กตรงหน้าเป็นสิ่งที่ทำให้จินตดสินใจลำบากจนถึงที่สุดว่าจะทำอย่างไรกับสถานการณ์ตรงหน้า ไม่รวมถึงเรื่องที่เรียวจะรู้ เพียงแค่คาซึยะเสียใจจนน้ำตาไหลอาบแก้มนิ่มจินก็เจ็บจนปวดไปทั้งอก การทำลายสิ่งที่รักของคนตัวเล็กเป็นสิ่งที่ไม่เคยปรารถนา แค่เพียงพรากเรียวไปจากคาซึยะมันก็มากพอแล้ว หากแต่ตอนนี้สิ่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ด้วยความรักและการทนุถนอมของร่างบางที่นั่งนิ่งมองร้านดอกไม้ขนาดเล็กที่ตนเองหวงแหนและรักยิ่งกว่าสิ่งใดมอดไหม้ท่ามกลางเปลวเพลิงทีลุกโชน
.
.
.
ต่อตอนหน้าค่ะ
ก็หายไปกับฟิคเรื่องนี้...ค่อนข้างนาน
แต่งให้เพื่อนอ่านค่ะ
เพื่อนมาอ่านนะคะ
เพื่อนอ่านคนเดียวก็พอใจละ อิอิ
แต่เพื่อนคงงานยุ่งเนาะ มาอ่านเมื่อไหร่ก็เม้นบอกเป็นหลักฐานด้วยละกันนะจ๊ะที่เลิฟ
ตอนนี้เพื่อนกำลังเผชิญกับปัญหาชีวิตครั้งยิ่งใหญ่
กำลังฝ่าฟันอยู่นะ ถ้ามีชีวิตรอดกลับไปได้คงได้เจอกันซักครั้ง(หวังว่านะ)
เหนื่อยจังทำงานกับคนไม่เข้าใจงานเนี่ย
อ่านเถอะ
ปล...ลงฟิคคลายความเครียดค่ะ อะไรไม่ถูกใจก็ทิ้งไว้ละกันนะ
ค่อนข้างป่วนพอสมควร
::*::Hana no tsutae koto 05::*::
ความ เงียบสงบของสวนญี่ปุ่นกว้างขวาง แสงอาทิตย์สีส้มสาดทอทับยอดไม้พุ่มยาวเลยไปถึงบ่อน้ำใสให้สะท้อนประกายทอง ระยับ เรียกสายตาคมให้จับจ้องนิ่งตรงประกายเจิดจ้าแสนน่ามอง ร่างสันทัดของนิชิกิโด เรียว ยืนกอดอกพิงต้นไม้ใหญ่ชื่นชมความงามที่แม้แต่เสียงรบกวนเรียวก็ไม่อยากให้มา พรากความงามที่ตรึงใจนี้ไป
“มีอะไรหรือ จิน?” เรียวดันร่างตัวเองออกจากต้นไม้ใหญ่เมื่อครู่หันมาเผชิญหน้ากับนายใหญ่ที่ ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่อีกต้นห่างไปไม่มาก เสียงฝีเท้าเงียบกริบแต่กลิ่นที่คุ้นเคยบวกกับลักษณะของการเคลื่อนไหวที่ รู้จักมานานเป็นเหตุให้เรียวไม่ต้องเสียเวลานึกว่าใครที่เข้ามาทำลายความสงบ ที่สร้างขึ้นเมื่อครู่
“คุยกันหน่อยสิ” นายใหญ่เดินนำเพื่อนรักไปยังศาลาริมน้ำที่มียูอิจิและโคคิคอยอยู่ก่อนแล้ว และไม่รอให้เวลาเสียเปล่า จินเป็นฝ่ายเริ่มการสนทนาขึ้นทันทีที่ทุกคนอยู่ในสภาพพร้อมฟัง
“เมื่อ วานฉันแวะไปหาฮิโรกิและคาซึยะที่ร้าน ฮิโรกิบอกว่าคาซึยะออกมาทำธุระข้างนอก แต่ยูอิจิรายงานว่าพบคนแปลกหน้าที่รู้สังกัดว่าเป็นนางาเสะฉันเลยตามไปกับโค คิและเจอคาซึยะที่ระหว่างทางกลับบ้าน ...” รายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับเรื่องเมื่อวานว่าคาซึยะไปเห็นเอกสารในการวาง แผนจะเผาไล่ที่เพื่อกดดันและกว้านซื้อที่ดินแถบนั้นได้ในราคาต่ำ และสิ่งที่ยูอิจิกับโคคิจัดการไปเมื่อวานถูกถ่ายทอดให้เรียวรับรู้ทั้งหมด
โชค ดีเป็นของจินที่ว่าเรียวเป็นคนใจเย็น มีเหตุผล และจินก็หวังเป็นอย่างยิ่งให้สิ่งนี้อยู่กับเรียวตลอดเวลา เพราะหากเป็นเรื่องของคนสำคัญสองคนในชีวิตเรียวตอนนี้แล้ว จินไม่แน่ใจเลยว่าเรียวจะควบคุมตัวเองได้ดีเพียงไร เพราะคนอย่างเรียวถึงแม้กำลังยิ้มแต่ก็ยังกล้าปักมีดปลิดชีวิตเป้าหมายได้ สบายๆ และก็เช่นกัน ถึงแม้เรียวจะทำเป็นเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเหมือนจะรับฟังด้วยอาการสงบ แต่ก็ใช่ว่าเรียวจะอยู่นิ่งเฉยเหมือนอย่างตอนนี้ในภายหลัง
“แล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป?” ดวงตาไร้แววอารมณ์จ้องตรงกลับมาที่จินอีกครั้งหมายมาดให้ได้คำตอบสำหรับคำถามอย่างตรงจุด
“พรุ่งนี้นายต้องไปทำงานที่นอร์เวย์” ใบสั่งตายถูกเลื่อนมาตรงหน้าโดยยูอิจิที่นั่งอยู่ไม่ไกล
“หนึ่ง อาทิตย์ เวลานายมีแค่นั้นจิน” เรียวหยิบกระดาษแผ่นเดียวบนโต๊ะเตี้ยที่ศาลาริมน้ำขึ้นมาพับสอดเข้าไปในยูคา ตะสีเข้มแล้วเดินจากไป หน่วยตาสีเข้มจัดมองตามแผ่นหลังเพื่อนรักไปไม่วาง ปลายนิ้วเรียวลากลงบนโต๊ะตัวเตี้ยตรงหน้าเป็นเส้นหนึ่งเส้น
“เรา มีเวลาแค่หนึ่งอาทิตย์เท่านั้นยูอิจิ โคคิ” ปากอิ่มเม้มเข้าหากัน ดวงตาคมทอประกายวูบหนึ่งก่อนที่เปลือกตาหนาจะหรี่พับมองดูปลายนิ้วตัวเองที่ เพิ่งลากเส้น หนึ่งอาทิตย์เท่านั้น...หวังว่าจินจะทำให้ทุกอย่างจบลงด้วยดีได้ เพราะหนึ่งอาทิตย์ที่เรียวว่าคือหนึ่งอาทิตย์ก่อนที่เรียวจะเริ่มหาทางกำจัด โทโมยะ นางาเสะ ด้วยตัวของตัวเอง
.
.
.
วันนี้ สองเพื่อนรักมีนัดไปงานดอกไม้ไฟที่ริมทะเลและตัดสินใจกันว่าจะปิดร้านเร็ว ขึ้นกว่าเดิม คนหนึ่งจึงอาสาอยู่หน้าร้านให้อีกคนได้ไปทำอาหารเตรียมไว้สำหรับการปิคนิคใน ครั้งนี้ในช่วงที่ร้านยังไม่ยุ่งเนื่องจากยังเช้าอยู่มาก มีลูกค้าทั้งเจ้าประจำและขาจรแวะเวียนมาเป็นครั้งคราวตามปกติที่เป็น กระดิ่งหน้าร้านที่ดังขึ้นอีกครั้งเรียกให้คาซึยะที่นั่งท้าวคางอยู่กับโต๊ะ กลางร้านหลังจากเพิ่งจัดดอกไม้ลงบนแจกันใบใหญ่เสร็จไม่นานกระวีกระวาดออกมา ต้อนรับลูกค้าคนใหม่
“สวัสดีครับ รับดอกไม้เนื่องในโอกาสอะไรดีครับ” ชายแปลกหน้ารูปร่างสูงโปร่ง เดินเข้ามาในร้านพร้อมผู้ชายชุดดำอีกคนหนึ่งหยุดอยู่ตรงหน้าเจ้าของร้านตัว เล็ก คาซึยะอดจะแปลกใจไม่ได้เมื่อเหตุการณ์นี้เหมือนจะเป็นเดจาวูอยู่นิดหน่อย เมื่อครั้งที่เขาเจอคุณจินครั้งแรก ผู้ชายท่าทางน่ากลัวกับคนติดตาม ถูกโฉลกกับผู้ชายชุดดำมากนักหรืออย่างไรไม่รู้ได้คาซึยะเลยได้แต่ปล่อยความ คิดนั้นให้ผ่านไป มองเลยเข้าไปในตัวร้านแล้วมาหยุดสายตาที่คนตรงหน้า ดวงตาคมกริบคล้ายจะมีแสงวูบขึ้นมาแล้วเปลี่ยนแววตาเป็นสุกใสในฉับพลัน ทำเอาคาซึยะถึงกับนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนที่ชายตรงหน้าจะแย้มริมฝีปากยิ้มเบาๆ
“สวัสดี ฉันอยากได้ดอกไม้ไปเยี่ยมเพื่อนสักช่อ รบกวนช่วยเลือกให้ทีได้ไหม?”
“ได้ ครับ เอ่อคือ...เพื่อนแบบไหนหรือครับ?” คาซึยะทำสีหน้าเหมือนเกรงที่จะถามรายละเอียดเพราะอาจเป็นการละลาบละล้วงเกิน ไปแต่คุณลูกค้าท่าทางไม่น่าคบหาคนนั้นก็ยังยิ้มกลับมาอีกครั้ง
“เพื่อน ผู้จากไปชั่วนิรันดร์น่ะ” น้ำเสียงแสดงออกถึงความอาวรณ์แด่เพื่อนผู้จากลาทำให้คาซึยะนึกถึงผู้ชายคน หนึ่งที่เคยมาหาเขาที่ร้านและพูดประโยคคล้ายกันเมื่อหลายเดือนก่อนแล้วยิ้ม ให้พร้อมคำตอบรับเป็นอย่างดี
“ได้ครับ ถ้าเป็นดอกแฟนซี่คุณคงไม่ขัดข้องใช่ไหมครับ?” มือเล็กหยิบจับดอกไม้ดอกใหญ่กลีบดอกหกกลีบออกมาจากถังดอกไม้ที่แช่อยู่ในตู้ ใหญ่ด้านข้าง
“ได้ ไม่ขัดข้องเลย ขอบใจมาก” คาซึยะรู้สึกไม่ชอบใจตัวเองในวันนี้เอาเสียเลย เพราะถึงแม้ลูกค้าตรงหน้าจะยิ้มแย้มให้สักเท่าไหร่ แต่ใจมันก็ไม่ได้คิดไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งที่เขายิ้มให้อย่างไม่ถือสาในความละลาบละล้วง แถมยังขอบใจที่เลือกดอกไม้ให้ทั้งที่เป็นลูกค้า แต่ความเคลือบแคลงสงสัยในรอยยิ้มนั้นก็ทำให้คาซึยะคิดว่าตัวเองเป็นคนไม่ดี เอาเสียเลย
“ขอบคุณมากนะครับ” ร่างเล็กโค้งต่ำเป็นการขอบคุณเมื่อมอบช่อดอกไม้และนับเงินทอนให้อย่างครบ ถ้วน คิดไว้ว่าเมื่อตอนพวกเขาไปหาเรียวจังหวังว่าผู้ชายคนนั้นคงจะกลับไปแล้ว อย่าให้ได้เจอกันอีกเลยดีกว่า เพราะคาซึยะไม่อยากมีอคติกับใครโดยไม่มีเหตุผล หันไปมองช่อแวนดาร์ที่ฮิโรกิเตรียมไว้ให้เรียวจังแล้วเดินไปห่อกระดาษแก้วใส ให้ดอกไม้สีม่วงสดทั้งที่หน้ายังขมวดคิ้วไม่จาก
.
.
.
เสียงกระดิ่ง หน้าร้านดังเป็นรอบที่เท่าไหร่ของวันคาซึยะไม่ได้นับ แต่จากเมื่อครู่ที่คิดว่าร้านนี้คงถูกโฉลกกับผู้ชายตัวสูงชุดดำก็คงมีส่วน จริงอยู่บ้าง เพราะตอนนี้ผู้ชายชุดดำอีกสองคนมายืนอยู่ในร้านทักทายเขาก่อนที่เขาจะได้ทัก ออกไปเสียอีก
“สวัสดีคาซึยะ”
“สวัสดีครับคุณ จิน คุณ...ให้ตายสิน่า ผมรู้จักคุณมาตั้งเกือบครึ่งปีคุณไม่คิดจะให้ผมรู้ชื่อคุณจริงหรือครับ?” เจ้าตัวบ่นอย่างหัวเสียเมื่อต้องการทักทายคนติดตามของจินแต่ไม่สามารถทำได้ อย่างที่ใจอยากเพราะไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนาม ทานากะ โคคิเหลือบสายตามองแผ่นหลังเจ้านายก่อนคล้ายจะลังเล แต่เมื่อเจ้านายไม่มีความเคลื่อนไหวใดปรากฏจึงก้มศีรษะน้อยๆ แล้วเอ่ยประโยคแนะนำตัวขั้นพื้นฐานตามมารยาทให้เจ้าถิ่นร่างเล็กยิ้มอย่าง ถูกใจ
“ทานากะ โคคิครับ ยินดีที่ได้รู้จักคุณคาซึยะ”
“ยินดี เช่นกันครับ แต่คำว่ายินดีที่ได้รู้จักน่ะ เก็บคืนไปเถอะครับ ผมรู้จักคุณมาเกือบครึ่งปี มีที่ไหนเพิ่งรู้จักชื่อ เจ้านายดุหรือไงกัน?” คนช่างว่าทิ้งคำถามด้วยวาจาและสายตาให้เจ้านายเลิกคิ้วมองแล้วส่ายหน้า ปฏิเสธเบาๆ
“ผมเปล่า” จินหันไปพยักหน้าให้โคคิเบาๆ และปฏิเสธคาซึยะด้วยคำพูดในเวลาเดียวกันเมื่อโคคิขอตัวออกไปอยู่ด้านนอกเหมือนปกติที่เคยทำ
“เชื่อ ครับ” คาซึยะเชื่อจินด้วยการหันหน้าหนีแล้วตะโกนเรียกฮิโรกิให้ออกมาจากครัวเสียที นึกอีกทีว่าท่าทางกระเง้ากระงอดนี้ถ้าเป็นเรียวได้เห็นคงอยากประเคนฝ่ามือลง กระหม่อมไม่มากก็น้อย และถึงแม้จะเป็นจินคาซึยะก็ไม่คิดว่าการกระทำนั้นเป็นสิ่งดี เลยได้แต่เสทำอย่างอื่นต่อไปเป็นเรื่องปกติ ตำหนิตัวเองในใจว่าคงติดนิสัยจากตอนที่อยู่กับเรียวและฮิโรกิ คิดเรื่องอะไรให้พ้นจากเรื่องนี้ไม่ออกคนตัวเล็กจึงเลือกคำชักชวนให้เป็น ประเด็นใหม่ขึ้นมาแทนที่
“วันนี้มีงานที่ริมทะเล ไปด้วยกันไหมครับ”
“งานอะไรทำไมถึงไปจัดอยู่ริมทะเล?” คิ้วเรียวเลิกขึ้นสูงมองจ้องคนตรงหน้าอย่างใช้ความคิด
“งาน ดอกไม้ไฟครับ ถ้าไม่จัดที่โล่งอย่างทะเลเปลี่ยนไปจัดบนเขาคงไม่ค่อยเข้าท่าคุณว่าไหม?” จินพยักหน้ารับเบาๆ ได้ยินหางเสียงบ่นอุบอิบเหมือนพูดคนเดียวว่า ...คนอะไร ทำอย่างกับไม่เคยไปงานดอกไม้ไฟอย่างนั้น...
“ใช่ ผมไม่เคยไปงานดอกไม้ไฟอย่างที่คุณว่า” เห็นคาซึยะรีบงับปากตัวเองไว้ก็ได้แต่ยิ้มแล้วเชิญตัวเองนั่งลงที่เก้าอี้ ใกล้ๆ คาซึยะหันไปรับแก้วน้ำจากฮิโรกิมาวางไว้บนโต๊ะเพื่อรับรองแขกทั้งสองคนที่ แก้วหนึ่งเป็นหม้ายตั้งแต่ยังไม่ทันแต่งเพราะโคคิออกไปรอด้านนอกเรียบร้อย แล้ว คนชวนนึกไม่ชอบใจเวลาจินยิ้มอยู่ครามครัน
“คาซึยะชวนคุณจินไปงานดอกไม้ไฟด้วยหรือ?”
“อื้อ แต่ท่าทางว่าคงปฏิเสธอีกตามเคยล่ะ” เจ้าตัวที่พูดคงไม่รู้ว่าที่พูดไปมันเจือความน้อยใจอยู่ในคำพูด แต่คนฟังก็ยังยิ้มเยื้อนเหมือนไม่รู้สึกอะไรกับคำพูดกึ่งประชดนั้นถ้าเป็น เด็กจะหยิกให้แก้มบวม
“ก็คนเขามีงานมีการทำ หน้าที่การงานเขาก็ท่าทางจะใหญ่โตคงไม่ว่างมาพาเด็กไปวิ่งเล่นหรอก” ฮิโรกิวางมือลงบนผมนิ่มของเพื่อนตัวเล็กแล้วขยี้เล่นเบาๆ ให้พอได้ยินเสียงโวยวาย
“ฮิโรกิ คนนะไม่ใช่หมา จะได้ต้องพาไปเดินเล่นน่ะ”
“ฮะๆ จะไปรู้หรือ เห็นชอบงับชอบกัดคุณจินเขานักนี่ โอ๊ย!” ถึงแม้จะร้องโอยออกมาไม่เบาแต่ฮิโรกิก็ยังมีแก่ใจยิ้มหวานให้เพื่อนถลึงตา ใส่ท่าทางเอาเรื่อง
“ถ้าครั้งนี้ไม่ปฏิเสธคาซึยะคงไม่ รังเกียจเพื่อนร่วมทางที่เพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่ง...?” เสียงนุ่มๆของจินแทรกเข้ามาระหว่างสงครามมิตรสหายที่เกือบจะกลายเป็นความ บาดหมางในไม่ช้า
“จริงหรือครับ?” คนตัวเล็กรีบหันกลับมาคว้ามือเขาไปกุมไว้โดยไม่ทันคิด และเมื่อดวงตาคมหรุบลงมองมือเล็กยิ้มๆจึงค่อยคลายแรงมือลงจนปล่อยมือจินลง ที่เดิม แต่จินก็ยังยิ้มก่อนจะเป็นฝ่ายกุมมือน้อยนั่นขึ้นมาเองอีกครั้ง
“จริง เป็นครั้งแรกที่ได้ดูดอกไม้ไฟ ได้ดูกับคาซึยะคงดี...หรือเปล่า?” วันนี้คาซึยะต้องงับปากตัวเองไม่ให้แสดงกิริยาอาการโวยวายออกไปกี่ครั้งแล้ว ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ฮิโรกิเยาะเย้ยเขาด้วยการหัวเราะใส่มาสี่รอบแล้วตั้งแต่เดินออกจากครัวมา ถ้าไม่ติดว่าเป็นคนทำอาหารอร่อยคาซึยะอยากจะกระโดดงับคอแล้วแว้งกัดให้หาย สะใจ แต่ก็คิดได้ว่าฮิโรกิคงจะหันมาคว้าไม้ตีเขาตายก่อนจะทันได้แก้แค้น ภาพความคิดที่ออกมาเป็นฉากเลยต้องพับเก็บลงกระเป๋าความคิดไปเสีย แล้วหัวทุยสวยนั่นก็คิดเรื่องที่น่าสนุกกว่าการโดนเอาคืนจากฮิโรกิได้ว่ามี เพื่อนร่วมทางเพิ่มอีกคน น่าสนุกดีออก
“ทำไมคุณจินถึงไม่เคย ไปดูดอกไม้ไฟเลยล่ะครับ?” มือใหญ่ที่แตะๆจับๆอยู่ที่กลีบดอกไม้สีม่วงบนโต๊ะละความสนใจมาให้คนตัวเล็ก ที่นั่งจ่อมลงตรงข้ามกันท้าวคางมองสบด้วยสายตาแวววาว
“ไม่มี โอกาสได้ดูเลย ยุ่งมาก” เมื่อริมฝีปากหนาเอ่ยคำตอบคนถามก็ไม่คิดจะปิดบังร่องรอยความสนใจในตัวชาย หนุ่ม ริมฝีปากบางแย้มยิ้มให้กับคำตอบนั้นถึงแม้จะเป็นเพียงคำตอบธรรมดาที่ไม่ได้ หวือหวาหรือน่าสนใจอะไรมากมาย คาซึยะคงคิดไปเองว่าถึงแม้คุณจินจะใส่สูทดำ มีคุณคนติดตามใส่ชุดดำแว่นตาดำเหมือนกับคุณลูกค้าคนเมื่อครู่ แต่คุณจินดูน่ามองกว่าเยอะในสายตาคาซึยะ ถึงแม้ครั้งจะเป็นครั้งแรกที่เจอกันแต่ร่างบางก็รู้สึกถูกใจกับคนตรงหน้า มากกว่าคุณลูกค้าเมื่อครู่หลายเท่า และคุณจินก็ไม่ได้ทำให้คาซึยะรู้สึกเหมือนมีอันตรายอยู่รอบตัวอีกด้วย
“ธุระ อะไรถึงยุ่งขนาดนั้นครับ?” ครั้งนี้คงเป็นครั้งแรกที่คาซึยะได้นั่งคุยกับจินอย่างจริงจังโดยไม่ต้องทำ อะไรอย่างอื่นไปด้วยในเวลาเดียวกัน เพราะโดยมากเวลาที่จินมาจะมีลูกค้าเข้าออกร้านเยอะกว่าวันนี้ คงเพราะวันนี้เป็นวันงานประจำปี ลูกค้าถึงได้หายหน้าหายตาไปเตรียมตัวเตรียมการสำหรับเย็นนี้กันหมด
“ธุระทางบ้าน ต้องจัดการหลายเรื่อง”
“ตอนเด็กก็ไม่เคยสักครั้งหรือครับ?” คนถามจ้องตาแป๋วท้าวคางถามอย่างสงสัยใคร่รู้จริงจัง
“ไม่” ความสงสัยของคาซึยะได้รับการย้ำชัดเป็นคำพูดและการส่ายหน้าจินยังคงยิ้มให้ ทุกคำพูด คาซึยะจึงพยักหน้ารับยิ้มๆ คาซึยะรู้สึกถูกใจและชอบพูดคุยกับจินเพราะจินเป็นคนฉะฉาน เมื่อถามคำถามจะได้รับคำตอบ ไม่เคยเฉไฉไปเรื่องอื่นอย่างคนบางประเภท คงให้ความรู้สึกเหมือนพี่ชายก็เป็นได้ เพราะเรียวเป็นคนตรงไปตรงมา อยากตอบคือตอบ ไม่อยากตอบเรียกร้องให้ตายก็ไม่มีทางตอบ และไม่เคยลังเลที่จะตอบคำตอบของคำถามที่ได้รับแม้แต่น้อย ไม่ต้องคิดเพราะทุกคำตอบที่ตอบมาไม่มีการบิดเบือนหรือโกหกให้ขุ่นข้องหมองใจ
“น่า เสียดาย ชีวิตวัยเด็กคงไม่น่าสนุกเอาเสียเลย ไม่เบื่อหรือครับ?” ร่างเล็กยังคงปักหลักจ้องตาเล่นเกมถาม-ตอบกับจินได้อย่างสนุกสนาน
“เบื่อ แต่มันเป็นสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ บ่ายเบี่ยงไปก็เท่านั้น...สู้เผชิญกับความจริงตรงหน้าให้มันชินชาเสียดีกว่า มาทรมานใจทีหลัง” ใบหน้าเล็กพยักหน้ารับหงึกหงักอย่างเข้าใจ
“นาย เล่นเกมยี่สิบคำถามกับคุณจินอยู่หรือคาซึยะ?” ฮิโรกิที่ยืนเงียบฟังคำถามคำตอบมาได้พักใหญ่ได้ขัดคอเพื่อนตัวเล็กให้สักที แม้มือจะกำลังผูกผ้าห่ออาหารที่จัดใส่กล่องไว้อย่างดี และได้รับรางวัลใหญ่เป็นหางตาที่เหวี่ยงเป็นสายฟ้าฟาดผ่าตรงมาหาเขาจนต้อง ลอบยิ้ม
“ฉันจะบอกว่านี่ก็เกือบบ่ายสามแล้ว คาซึยะเก็บร้านดีไหม? จะได้ไปกันเร็วๆ” ฮิโรกิใช้เสียงอ่อนหวานเข้าล่อ คาซึยะก็ติดกับได้ง่ายๆ ดวงตาเรียวเหลือบขึ้นไปมองนาฬิการูปเต่าที่แขวนตัวเองอยู่บนผนังร้านด้าน หนึ่ง เข็มสั้นเกือบชี้เลขสามแล้วก็ได้แต่พยักหน้าเร่งรีบเก็บร้านตามที่เพื่อนบอก ผู้มาเยือนยินดีจะทำตัวเป็นผู้ช่วยเจ้าของร้านให้อีกแรง
ของ หน้าร้านถูกเคลื่อนย้ายเข้าไปไว้ในร้านในเวลาไม่นานโดยเจ้าของร้านตัวจริง และแขกผู้มาเยือนรวมไปถึงคนติดตาม การเก็บร้านครั้งนี้จึงเร็วกว่าปกติอยู่มาก คนสามคนยืนรอร่างเล็กที่เดินขึ้นไปหยิบของที่ด้านบนของร้าน เสียงวิ่งตึงตังจากชั้นบนลงมาถึงบันไดเรียกให้ฮิโรกิหันไปยิ้มให้จินที่อยู่ ไม่ไกลกัน ร่างสูงจึงขยับเข้าใกล้บานประตูแล้วเปิดออกรอรับร่างเล็กที่วิ่งตัวปลิวลงมา จากด้านบน เจ้าของร่างบอบบางในชุดยูคาตะสำหรับหน้าร้อนและงานอย่างนี้เป้นของคู่กันที่ ขาดไม่ได้ คนตัวเล็กฉีกยิ้มกว้างให้คนมีน้ำใจมือเล็กเอื้อมปิดไฟในร้านและกดล๊อคประตู พร้อมกุญแจและไม่ลืมพลิกป้ายไม้ติดตัวอักษรสีสันสวยงามร้านเปลี่ยนเป็นคำว่า “ปิด” อย่างที่ทำประจำ
ฮิโรกิเดินตามโคคิไปที่รถตั้งแต่ ตอนที่จินใจดีเดินไปเปิดประตูให้และยึดที่นั่งข้างคนขับไปเรียบร้อย เมื่อจินและคาซึยะเดินไปถึงพาหนะที่จะนำพาทุกคนไปยังทะเลสถานที่จัดงานจึง ออกอาการชะงักเล็กน้อย จินดันคนตัวเล็กให้เข้าไปนั่งด้านในและตามติดตัวเองเข้าไปด้วยกัน ฮิโรกิลอบมองมือใหญ่ที่เบื่อนขึ้นกุมมือบางของเพื่อนตัวเล็กแล้วก็ต้องยิ้ม กับตัวเองคนเดียวเพราะโคคิกำลังทำหน้าที่คนขับรถพารถยนต์คันใหญ่ทะยานออกจาก ถนนเส้นเล็กนี้มุ่งตรงไปยังถนนใหญ่เลียบชายทะเล แม้จะเป็นเวลาเพียงสี่โมงเย็นแต่ทุกคนเห็นด้วยว่าควรจะออกจากร้านให้เร็ว เข้าไว้เพราะจะได้ไม่เจอปัญหารถติด ถนนเส้นเล็กที่ปกติผู้คนจะเดินพลุกพล่านในตอนเย็นเพื่อจับจ่ายซื้อของก่อน กลับบ้านร้างรามากพอสมควรเนื่องจากงานเทศกาล ลมเย็นทิ้งตัวผ่านความว่างเปล่าหลังจากที่รถยนต์คันใหญ่แล่นออกจากหน้าร้าน ดอกไม้มุมถนนแห่งนี้ไปทางสุสานแห่งเดียวของเมืองและมุ่งตรงไปยังทะเลสถานที่ จัดงาน
.
.
.
รถยนตร์คันสีดำมันปลาบแล่นฉิวไปบนถนนเส้นเดียวที่มุ่งตรงไปยังสุสานแห่งเดียวของเมืองนี้
“คน นี้หรือเปล่าที่มึงเคยเจอ?” ลูกค้าของร้านดอกไม้มุมถนนยกช่อดอกขึ้นดูแล้วนึกตามคำบอกเล่าของคนจัดช่อว่า –ดอกแฟนซี่- ความระลึกถึงเพื่อนเก่าเสมอมา ...แล้วกระตุกยิ้มเหยียด ถามเอากับคนที่ทำหน้าที่ขับรถ
“ใช่ครับนาย”
“ดี... ไอ้หลานรักกูมันคงกางปีกปกป้องเต็มที่ กูจะได้ป่วนให้สนุกไปเลย ทั้งพ่อทั้งพี่ไอ้เด็กร้านดอกไม้มันทำกูแสบ กูนึกว่ากำจัดพ่อมันไปได้กูจะได้ขึ้นมือหนึ่ง...พี่กูแม่งก็เลว เสือกไปคว้าไอ้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมมาเป็นมือหนึ่ง กูจะทำลายให้สิ้นไปทั้งองค์กรเลย!” มือใหญ่ที่กำรอบช่อดอกไม้กลีบอ่อนบางขยำแน่นจนก้านดอกหักคามือ ดวงตามาดร้ายจ้องดอกไม้ในมือด้วยความสาแก่ใจ และเมื่อรถที่โดยสารมาจอดลงที่หน้าสถานที่อันเงียบสงบ คติดตามอีกหนึ่งคนลงมาเปิดประตูให้เจ้านายแล้วเดินนำไปยังป้ายสลักที่เขียน ชื่อเรียว และคาเมนาชิคนพ่อและแม่ตั้งอยู่ ร่างสูงใหญ่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงข้างหนึ่ง อีกมือหนึ่งยังมีช่อดอกไม้ที่สภาพไม่สวยงามคามือติดอยู่
“สวัสดี ไอ้คุณพ่อผู้แสนดี หลับสบายดีไหมไอ้เพื่อนยาก? นี่ถึงขนาดทำป้ายไว้รอลูกมึงมาอยู่เชียวหรือ? ไม่นานหรอกมึงได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาแน่ กูเอาดอกไม้มาฝาก...ความระลึกถึงจากเพื่อนน่ะ รับไว้สิ” มือใหญ่ที่กำช่อดอกไม้ไว้ในมือปาเข้าใส่แผ่นหินสลักเต็มแรงจนกลีบดอกช้ำไม่ เหลือสภาพความงดงามแห่งดอกไม้และคนทำยังบิดปากยิ้มสมใจ ดวงตาคมเหลือบมองทางแผ่นป้ายที่เขียนชื่อเรียวด้วยดวงตาเหยียด “แล้วเจอกันนะไอ้เด็กเวร”
โทโมยะ นางาเสะเหยียดยิ้มแล้วกระซิบกับแผ่นป้ายหินสลักชื่อหน้าหลุมศพราวกับเจ้าของ ชื่อจะปรากฏกายตรงหน้าและรับรู้ความเคียดแค้นที่เจ้าตัวมีให้เต็มขั้น ดวงตาที่จ้องมองภาพตรงหน้าราวกับจะเผาไหม้ให้วอดวายไปคาสายตาละไปพร้อมกับ เจ้าตัวที่หันกลับไปทางเดิมที่เดินมา ทิ้งภาพของสุสานอันเงียบสงบและดอกไม้ที่บอบช้ำไว้เบื้องหลัง
.
.
.
ฮิ โรกิประคองวางช่อดอกไม้สีม่วงสดในมือลงหน้าป้ายหินสลักของเรียวและคาซึยะวาง ลงหน้าป้ายหินสลักของผู้เป็นพ่อ ร่างสูงของจินยืนอยู่ด้านหลัง สายตาคมมองไปที่ด้านข้างของป้ายหน้าหลุมศพแล้วพบกับกองดอกไม้ช่อเล็ก รองเท้าหนังชั้นดีย่ำลงบนใบไม้แห้งไปทางเป้าหมายเงียบเชียบก้มตัวลงหยิบช่อ ดอกไม้ขึ้นมาดูเป็นเวลาเดียวกับที่คาซึยะหันมามองเพื่อจะชวนกันออกเดินทางไป ทะเลเสียที ตาเรียวเหลือบไปเห็นวัตถุในมือก่อนที่จินจะซ่อนมันได้ทัน
“เอ๊ะ นั่นมัน...” ร่างสูงมองของที่อยู่ในมือตามสายตาของคาซึยะแล้วยื่นไปตรงหน้าร่างบางให้ดูสภาพปัจจุบันของมันได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
“ของที่ร้าน?”
“ใช่ครับ ของผู้ชายคนนั้น...” จินวางมันลงกับพื้นอีกครั้งด้วยสภาพยับย่นแทบป่นคามือ
“ใครหรือ?” เสียงทุ้มถามต่อเพื่อให้รู้ถึงรายละเอียดของบุคคลที่ดูจากสภาพช่อดอกไม้แล้วคงเรียกได้ว่ากำมาโยนใส่ก็ว่าได้
“ลูกค้า ที่ร้านครับ ตัวสูงใส่ชุดดำเหมือนคุณจินเลย ผมยังแซวในใจเลยว่าร้านผมถูกโฉลกกับคนชุดดำจริงนะ...แต่ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะ” คิ้วเรียวย่นจนเป็นขีดกลางหน้าผากด้วยความสงสัยถึงสภาพของมันที่ไม่น่ามอง เหมือนตอนออกจากร้านมา
“สงสัยแมวจรจัดคงเอาไปขย้ำเล่นล่ะ มั้ง” เสียงสูงขึ้นตามความสงสัยก่อนจะละความสนใจไปสู่การเดินทาง คนตัวเล็กเรียกจินอีกครั้งให้เดินตามกันไป ร่างสูงก้าวตามมาโดยทิ้งช่อดอกไม้ที่น่าสงสารไว้เบื้องหลัง โคคิยืนรออยู่ก่อนพร้อมกับร่างเล็กสองร่างที่เข้าไปนั่งในรถแล้ว ร่างสูงเดินเข้าไปใกล้สั่งงานให้คนติดตามตอบรับเพียงคำเดียวแล้วโคคิจึงถอย ตัวออกห่างจากรถสองก้าวแล้วโค้งให้เจ้านาย คนตัวสูงเปิดประตูรถเข้าไปนั่งในที่คนขับแทน คนในรถร้องอ้าวเสียงดังอยู่คนเดียวแล้วถามหาเพื่อนร่วมทางอีกคนหนึ่ง
“คุณ โคคิล่ะครับ?” มือใหญ่บิดกุญแจและคาดเข็มขัดปลายสายตาเห็นมือเรียวของฮิโรกิสะกิดแขนคนตัว เล็กคล้ายพยักเพยิดให้ไปนั่งด้านหน้าคนตัวเล็กก็ไม่ปฏิเสธ
“มีงานด่วนน่ะ เลยฝากไปจัดการให้แทน” หน้าผากสวยย่นเป็นเลขสิบเอ็ดด้วยความสงสัย
“น่าสงสารแย่”
“สงสารทำไมหรือ?”
“อุตส่าห์ จะได้ดูดอกไม้ไฟทั้งที...ยังมีงานอีก แล้วคุณจินไม่มีงานหรือ?” ทำไมจินไม่รู้ว่าคาซึยะช่างพูดขนาดนี้หนอ? พักหลังมานี้รู้สึกว่าคนตัวเล็กจะพูดเยอะขึ้นหลายเท่า
“ถ้า มีงานก็ไม่ได้ดูดอกไม้ไฟอีก ขอเบี้ยวงานสักวันเพื่อไปดูดอกไม้ไฟกับคาซึยะ...ไม่ได้เชียวหรือ?” ถามเหมือนเป็นเรื่องปกติที่หากจินจะทำอะไรต้องขออนุญาตร่างจ้อยข้างๆ แต่ก็ดูเหมือนจะเรียกเลือดขึ้นสีหน้าได้มากพอดูกับคำถามคล้ายจะอ้อนจนคนฟัง ต้องเสมองไปนอกหน้าต่างอย่างไม่รู้จะทำอะไร เพราะเมื่อมองไปด้านหลังก็เห็นเพียงฮิโรกินั่งกอดอกหลับตายิ้มพิงศีรษะกับ ขอบกระจก
.
.
.
ต่อตอนหน้าค่ะ
::*::*::*:: Hana no Tsutae Koto Part 04::*::*::*::
รถยนต์คันใหญ่แล่นมาถึงร้านดอกไม้มุมถนนเส้นแล็ก เจ้าของร้านลงมาจากรถคนนั้นไม่นานคนขับกิตติมศักดิ์ก็ตามมา อุจิ ฮิโรกิที่อยู่เฝ้าร้านตั้งแต่ช่วงสายของวันเดินเร็วๆ ออกมาต้อนรับเพื่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนรักยืนอยู่หน้าร้านไม่ยอมเข้าร้านเสียที แต่คำตอบก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าโดยที่ร่างสูงยิ้มทักทายอย่างที่เคยทำ
“สวัสดีครับคุณจิน...แล้วทำไมถึง?” ฮิโรกิไม่รู้จะถามอย่างไร ไม่รู้ว่าอะไรเป็นคำถามที่เหมาะที่ควรเมื่อพบผู้ชายตัวสูงใหญ่เป็นคนขับรถมาส่งเพื่อนเขา ทั้งที่ปกติแล้วจะต้องมีคนขับรถมาส่งให้ทุกครั้ง
“สวัสดี ฮิโรกิ” ฮิโรกิกล่าวเชิญให้แขกผู้มาเยือนเข้าไปในร้านแล้วเดินนำเข้าไป คาซึยะหยุดรอจนเมื่อร่างสูงเดินมาเทียบกันแล้วจังก้าวเดินต่อ สีหน้าของคาซึยะหลุดพ้นจากความหวาดกลัวได้พักใหญ่หลังจากที่จินยอมจอดรถเพื่อรับรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้คาซึยะรู้ว่าผู้ชายคนนั้นอันตราย จินรับรู้เอาไว้ในใจ และหลังจากนั้นคาซึยะก็ดูจะร่าเริงขึ้นเรื่อยๆ จนตอนที่มาถึงร้านร่างบางมีสีหน้าปกติให้เพื่อนรักเห็น
“ยิ้มหน่อยดีไหม เดี๋ยวฮิโรกิเป็นห่วงเอาหรอก” เมื่อร่างสูงเดินมาเคียงไหล่คนตัวเล็กก็ออกเดินตามกันมา จินก้มตัวลงมากระซิบข้างใบหูบางในขณะที่ฮิโรกิกำลังเดินเข้าไปทางโต๊ะสำหรับจัดดอกไม้ที่มุมร้าน คาซึยะเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะคลี่ยิ้มบางเบาอย่างที่ชอบทำ
“ขอบคุณครับ” จินยิ้มรับคำขอบคุณนั้นพร้อมกับมือใหญ่ที่วางลงบนกลุ่มผมที่หอมกลิ่นแดด คาซึยะหันมายิ้มให้จินอีกครั้งแล้วเดินหนีมือใหญ่ไปทางหลังร้าน จินเดินไปดูดอกไม้สีเหลืองดอกใหญ่ที่กลีบดอกถูกห่อด้วยกนะดาษบางอย่างสนใจ ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนกลีบบางเบาอย่างนุ่มนวล ไม่นานนักที่ทั้งฮิโรกิและคาซึยะจะออกมาจากด้านในพร้อมน้ำและขนมที่เตรียมาต้อนรับแขกประจำ
เรื่องราวเมื่อครู่ถูกถ่ายทอดให้เพื่อนรักฟังเพียงบางส่วนโดยการเล่าของคาซึยะ จินเพียงแต่นั่งฟังอยู่ข้างๆ ด้วยท่าทีเรียบเฉยแต่ใบหน้าหล่อเหลาก็ยังปรากฎรอยยิ้มติดที่ริมฝีปากอิ่มเสมอ บางครั้งบางเรื่องที่คาซึยะจะเล่าแต่เกิดความลังเลที่จะให้เพื่อนรับรู้เพราะอาจมีผลต่อความไม่สบายใจของฮิโรกิได้ จินจะเป็นฝ่ายแทรกคำถามเพื่อชวนเปลี่ยนเรื่องได้อย่างแนบเนียนจนคาซึยะนึกขอบคุณและคิดว่าจินเป็นคนที่มีทักษะทางการเจรจาชั้นยอดเลยก็ว่าได้
“แล้วคุณจินก็บังเอิญมาพบเข้าพอดี ขอบคุณอีกครั้งนะครับที่เข้ามาช่วยไว้ ไม่อย่างนั้นผมคง...” จินหยุดผลลัพธ์หากจินไม่มาพบคาซึยะเข้าเสียก่อนไว้ด้วยรอยยิ้มอีกเช่นเคย บางครั้งคาซึยะเองก็แปลกใจที่ดูเหมือนจินจะได้ทุกสิ่งที่ต้องการเพียงแค่แย้มยิ้มบางเบา อย่างครั้งนี้ที่จินต้องการให้เขาหยุดพูดถึงเรื่องร้ายแรงที่จะตามมาด้วยรอยยิ้มแบบนี้
“ผ่านมาได้ก็ดีแล้ว อย่าคิดมากเลย ต่อไปนี้ก็ระวังบ้างเพราะคนแปลกหน้าแปลกตา นิสัยก็ไม่ใช่อย่างที่คุ้นเคย คาซึยะอาจจะต้องเจอเรื่องอย่างนี้อีกเมื่อไรก็ไม่รู้ได้” ร่างสูงเผยยิ้มกว้างมากขึ้นเมื่อคนที่เขาเตือนก้มหน้าลงด้วยสีหน้าสลด มือใหญ่วางลงบนกลุ่มผมนุ่มหอมอีกครั้งให้กำลังใจ
“ขอบคุณแทนคาซึยะอีกครั้งนะครับ เจ้านี่ล่ะซุ่มซ่ามไม่เคยระวังตัวเลยสักนิด ให้ตายสินายน่ะ...ถ้าหากไม่ได้คุณจินฉันคงต้องไปตามหาเพื่อนแถวก้นทะเลลึกเสียล่ะ” ฮิโรกิถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วติเตียนเพื่อนด้วยคำพูดก้ำกึ่งจะให้ขำขันแต่ก็เจือความเป็นห่วงจริงจังมาให้คาซึยะได้ค้อนเอาวงใหญ่แถมทำปากบู้ใส่ฮิโรกิกับจินอย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
“นานครั้งหรอกที่จะซุ่มซ่าม” คนถูกว่าเองก็ไม่วายแก้ต่างให้ตัวเองอีกนิดเมื่อฮิโรกิลุกจากโต๊ะกลางร้านที่นั่งคุยกันแล้วหันไปทำงานต่อ
“อย่างนั้นหรือ? แต่นานครั้งนี่...เกือบตายเลยนะ คาซึยะ” ใบหน้าเรียวหันมาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบสนิทแต่กลับเรียกความรู้สึกผิดที่ทำให้เพื่อนเป็นห่วงจนต้องออกปากว่าให้รู้สึก
เมื่อรู้ตัวว่าโดนฮิโรกิโมโหแน่แล้วคาซึยะจึงเลือกที่จะหันหน้าเข้าหาที่พึ่งสุดท้ายในตอนนี้ ดวงตาเรียวสวยหม่นประกายลงช้อนมองร่างสูงใหญ่ที่อยู่ข้างกันอย่างขอความเห็นใจ จินเหลือบเห็นมือเล็กกำลังกำแน่นอยู่บนหน้าตักจึงเอื้อมไปกอบกุมความเย็นเฉียบนั่นมาใว้ในอุ้งมือบีบเบาๆ พอรู้สึก
“ฮิโรกิเป็นห่วงหรอกถึงว่าให้อย่างนั้น ก็คาซึยะทำเหมือนไม่ห่วงตัวเองอย่างนั้นเป็นใครก็โมโห แค่ขอโทษเพื่อน...คงไม่ลำบากใช่ไหม?” จินก้มลงมาจนใบหน้าอยู่ในระดับเดียวกันเพื่อมองดวงตาเรียวสวยนั้นด้วยรอยยิ้มเช่นเคย
เหมือนในใจดวงน้อยมันมีกำลังใจเพิ่มขึ้นมาอีกกองใหญ่เมื่อได้รอยยิ้มเรียกกำลังใจจากคนตรงหน้า ใบหน้าเรียวพยักรับสองครั้งอย่างแข็งขัน จินจึงปล่อยมือนุ่มให้เป็นอิสระแล้วส่งสายตาไปทางที่ฮิโรกิยืนอยู่ คาซึยะมองตามสายตานั้นไปแต่ไม่ได้ลุกขึ้นไปในทันทีทำให้จินต้องกลับมาจ้องมองคนที่นั่งนิ่งตรงหน้าด้วยความสงสัย แต่ก่อนจะได้พูดหรือถามอะไรมือนุ่มที่เพิ่งได้อิสระคืนไปก็กำแน่นที่ชายเสื้อสูทตัวสวยของจินจนย่นทั้งที่ยังก้มหน้าอยู่อย่างนั้น
“เป็นอะไร?”
“ผมขอ...” ริมฝีปากสีสวยถูกเม้มจนแน่นเหมือนคนขาดความมั่นใจ แก้มใสแดงปลั่งอย่างน่ามองกับเสียงกระซิบที่ทำให้ร่างสูงต้องขยับตัวเองเข้าใกล้มากกว่าเดิมเพื่อจะฟังสิ่งที่คาซึยะกำลังจะพูด มือใหญ่ไม่ได้ขัดเขินเมื่อเลื่อนเข้าประคองเอวบางโดยที่เจ้าของร่างนั้นไม่ได้รู้ตัวแม้แต่น้อย
“อะไรหรือ?” คำตอบมีเพียงเสียงสูดลมหายใจลึกจนจินแทบเกร็งตามคนตื่นเต้น แขนเล็กสองแขนสอดเข้าหาลำตัวใหญ่โตจากแผ่วเบาจนกลายเป็นกอดแน่นและมือบางก็กำเนื้อผ้าชั้นดีที่กลางแผ่นหลังกว้างจนย่นเป็นรอย คางเล็กวางเกยอยู่ที่ไหล่หนาเปลือกตาบางหรี่พับลงเพื่อซึมซับความรู้สึกอบอุ่นในขณะนี้ด้วยหัวใจและร่างกาย มือใหญ่ไล้ไปตามแผ่นหลังแบบบางแผ่วเบา ปลอบประโลมให้หายจากอาการตื่นกลัวและให้กำลังใจคนตัวเล็กที่คงอยากได้ความมั่นใจว่าเมื่อเข้าไปขอโทษเพื่อนรักแล้วจะไม่โดนปฏิเสธกลับมาให้หมดกำลังใจจะพูดคุย เสียงขอบคุณที่งึมงำอยู่ข้างหูทำให้จินยิ่งรัดร่างเล็กกว่าเข้ามาอยู่ในวงแขนแน่นขึ้นไปอีก
...ก็แค่รู้สึกไว้ใจและอยากอยู่ใกล้ คาซึยะคงไม่ผิดที่อยากไว้ใจใครสักคนบ้าง...?
“ไม่เป็นไร ฉันยินดีเป็นเครื่องเติมความมั่นใจให้คาซึยะเสมอนะ” ริมฝีปากนุ่มแต้มจูบลงข้างขมับและผมหอมกลิ่นแดดอย่างย่ามใจ คาซึยะผงกหัวหงึกหงักสองสามครั้งและดันตัวเองออก ความเสียดายในสัมผัสนี้ทำให้จินอยากจะอิดเอื้อนกอดร่างบางไว้อีกสักนิดแต่ก็ปล่อยร่างนั้นไปตามใจ
“ครับ” รอยยิ้มขัดเขินน่ามองเป็นที่สุดสำหรับจิน ไม่เคยมีสักครั้งที่จะนึกชื่นชมใครจากใจและไม่เบื่อที่จะมอง แม้ที่ผ่านมาผู้คนมากมายที่ส่งยิ้มให้น่ามองเพียงไรจินก็ไม่คิดจะสนใจ เขาออกจะเบื่อหน่ายเสียด้วยซ้ำกับการที่ต้องมานั่งมองรอยยิ้มเหล่านั้น แต่ครั้งนี้ความชุ่มชื่นในหัวใจที่เกิดขึ้นคงทำให้ผู้ชายตัวโตอย่างจินอยากจะมองคนตรงหน้าให้นานที่สุด
ดูเหมือนช่วงเวลาแห่งความเงียบที่ผ่านเข้ามาจะทำให้ฮิโรกิที่ออกมาเห็นภาพเมื่อครู่ได้พักใหญ่จะอดรนทนไม่ไหวจึงต้องขัดคอออกมา
“หาคนอ้อนใหม่ได้แล้วหรือ?” ร่างโปร่งบางวางกล่องโอเอซิสลงบนโต๊ะที่คาซึยะและจินนั่งอยู่ มือสองข้างยกขึ้นท้าวเอวมองคล้ายจะหาเรื่องอยู่กลายๆ
“เปล่าอ้อนเสียหน่อย” ปฏิเสธฉับไวจนเพื่อนยังต้องหลุดหัวเราะ
“เวลาเขินนี่สติดีจังเลยแฮะ” ทันทีที่กระเซ้าออกไปอย่างนั้นคนถูกแซวเองก็ไม่รู้จะทำอะไรได้มากไปกว่าเดินเข้าไปหาคนช่างแซวแล้วกอดเอาไว้โดยไม่พูดไม่จา ฮิโรกิหรุบตามองกลุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนที่ซบอยู่บนไหล่แล้วสบตากับคนที่มองอยู่ด้วยรอยยิ้ม มือบางยกขึ้นลูบศีรษะเล็กนั่นแผ่วเบาแทนคำว่าให้อภัย
“ขอโทษ...ที่ทำให้เป็นห่วง แล้วก็ขอโทษที่เมื่อกี้พูดไม่ดีออกไป” ฮิโรกิแกล้งรัดร่างเล็กแน่นๆ จนเจ้าตัวร้องออกมาเบาๆ “ไม่ต้องมาตีหน้าเศร้า ถ้าคนเขาไม่ห่วงเขาก็คงไม่ว่า ทีนี้เข้าใจแล้วนะ อย่าทำอะไรที่มันจะพรากนายไปจากฉันอีกคน แค่เรียวคนเดียวหัวใจฉันก็ไม่แทบไม่เหลืออะไรแล้ว...”
ฮิโรกิยังคงยิ้มให้คาซึยะเสมอ ความเป็นห่วงของเพื่อนที่ส่งผ่านมาคาซึยะรับรู้เป็นอย่างดี พวกเขาอยู่ด้วยกันจนกลายเป็นคนในครอบครัว ความสนิทสนมที่มีมันมากกว่าเพื่อนสนิทที่คนอื่นเข้าใจหลายเท่า ความห่วงใยที่มีมันจึงมากขึ้นตามลำดับ คนตัวเล็กไม่รีรอที่จะรับคำอย่างแข็งขันเพื่อให้ฮิโรกิยิ้มให้อีกครั้งแม้ว่าประโยคท้ายของการสนทนาเมื่อครู่จะเรียกรอยรื้นขึ้นมาที่ดวงตาของคนพูดก็ตาม แต่คนที่ยืนมองอยู่อีกคนหนึ่งนั้นถึงกับต้องเบือนหน้าหนีความรู้สึกที่กำลังโจมตีหัวใจอย่างร้ายกาจ “รู้สึกผิด”
.
.
.
เพื่อนรักสองคนที่ผลัดกันต้อนรับลูกค้าอย่างขยันขันแข็งเป็นภาพที่จินไม่เคยเบื่อที่จะมอง ยิ่งคนตัวเล็กที่หัวเราะร่าคุยกับลูกค้าเจ้าประจำทั้งหลายยิ่งทำให้จินมองไม่วางตา ดอกไม้ช่อแล้วช่อเล่าถูกจัดอย่างปราณีต สวยงาม สมกับเป็นสิ่งแสดงความยินดีในโอกาสแตกต่างกันไปตามความต้องการของลูกค้า
จินนั่งมองภาพตรงหน้าได้ครู่ใหญ่แล้วประตูร้านก็เปิดขึ้นอีกครั้ง แต่ผิดจากปกติที่ไม่มีฮิโรกิหรือคาซึยะต้อนรับลูกค้าอย่างที่ควรเป็นร่างสูงจึงหันไปมองทางหน้าร้านแล้วลุกขึ้นเดินเข้าไปหาคนมาใหม่สองคนที่โค้งให้น้อยๆ ทั้งสามคนยังไม่ได้พูดอะไรกันเนื่องจากเสียงความเคลื่อนไหวที่กำลังเคลื่อนที่มาทางพวกเขาทั้งสามจากทางหลังร้านทำให้จินตัดสินใจจะคุยเรื่องนี้เมื่อออกไปจากร้านดอกไม้แห่งนี้แล้ว
“อ้าว...สวัสดีอีกรอบครับ ผมกำลังนึกอยู่เชียวว่าคุณจินจะต้อนรับลูกค้าผมด้วยความเงียบหรือเปล่า” ผู้ชายสองคนตัวโตพอๆ กับจินทักทายกลับด้วยสีหน้าท่าทางเรียบเฉยแบบที่จินชอบทำแต่คนตัวเล็กก็ยังยิ้มให้อย่างอารมณ์ดี
“อ้อ...คุณสองคนที่ช่วยจัดการเรื่องของคาซึยะให้ใช่ไหมครับ?” ทั้งโคคิและยูอิจิโค้งให้เป็นการทักทายฮิโรกิที่เพิ่งเดินตามหลังคาซึยะออกมา “ขอบคุณมากนะครับ” คนของร้านดอกไม้แห่งนี้ช่างยิ้มง่ายเหลือเกิน แม้แต่กับคนแปลกหน้าอย่างโคคิและยูอิจิก็ยังยิ้มให้อย่างง่ายดาย
“ไม่เป็นไรครับ ผมยินดี” เป็นคนคุ้นหน้าที่ฮิโรกิและคาซึยะคุ้นเคยเป็นอย่างดีที่ตอบกลับมา ส่วนอีกคนนั้นยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูแล้วส่งสายตาหาเจ้านายเงียบๆ ให้จินเป็นฝ่ายกล่าวลาการพบปะในวันนี้ลง
“ผมมีงานต้องกลับไปจัดการ คงต้องขอตัวก่อน แล้วอาทิตย์หน้าจะมาหานะ” แค่ประโยคที่จินพูดขึ้นคำแรกก็เรียกเสียงอ้าวดังๆ จากเจ้าของร้านดอกไม้ทั้งสองได้เป็นอย่างดี
“คิดว่าจะอยู่ทานมื้อเย็นด้วยกันเสียอีก ผมกับคาซึยะอุตส่าห์นั่งนึกเมนูกันอยู่นาน” เป็นฮิโรกิที่ทำหน้าเสียดายโอกาสของมื้อเย็นอีกครั้ง แต่อีกคนที่ช่วยกันนั่งนึกเมนูกำลังขมุบขมิบบ่นอยู่คนเดียวจนคนเห็นยังนึกมันเขี้ยวขึ้นมาอย่างอดไม่อยู่ ปลายนิ้วเรียวขาวจึงเอื้อมไปคีบเอาเนื้อที่ข้างแก้มบวมๆ เข้าให้ได้ร้องกันสักโอย
“เจ็บนะครับ เล่นอะไรก็ไม่รู้” ว่าเข้าให้แล้วก็เดินไม่สนใจใครไปที่ตู้ดอกไม้ ถ้าจำไม่ผิดดอกนั้นแหละที่จินยืนจ้องมันอยู่เมื่อตอนที่มาส่งคาซึยะใหม่ๆ
-ดอกเบญจมาศสีเหลืองอ่อน-
“จะกลับแล้วก็อย่าแกล้งคนอื่นสิครับ” มือเล็กหยิบก้านดอกสีเขียวสดออกมาจากถังแช่จำนวนหนึ่งพร้อมกันที่อีกมือหนึ่งแกะห่อกระดาษบางที่ฮิโรกิจัดการห่อกลีบดอกสำหรับกันช้ำเดินไปที่เคาเตอร์ กระดาษสาสำหรับจัดช่อถูกตัดอย่างคล่องมือ สำลี อลูมิเนียมฟอล์ย อุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบกันเป็นช่อดอกง่ายๆ แต่ดูดี ยิ่งรวมกับความรู้สึกของคนให้ยิ่งทำให้คนรับที่ยืนรออยู่ชื่นชมมันมากขึ้นอีกหลายเท่า
“ขอบคุณสำหรับดอกไม้” คล้ายจะเป็นสิ่งที่ปฏิบัติจนเป็นนิสัย ทุกครั้งที่จินมาหาเรียวโดยแวะมาที่ร้านดอกไม้แห่งนี้ ก่อนกลับผู้ชายตัวโตจะได้ช่อดอกไม้ติดมือกลับไปจากเจ้าของร้านตัวเล็กที่ยิ้มง่าย วันนี้ก็เช่นกัน ช่อดอกไม้ในปอถักสวยงามถูกมอบให้คนตัวใหญ่เพื่อนพี่ชายที่ยืนอยู่ขางรถคันที่นั่งมาเมื่อเช้าพร้อมคนติดตามอีกสองคนที่หน้าร้านดอกไม้เล็กๆ มุมถนนเส้นที่ทอดยาวไปจนสุดสายตา บรรยากาศช่วงบ่ายอากาศสดใสแม้สายลมที่พัดมาจะเย็นขึ้นจากเมื่อหลายเดือนก่อนอยู่มากแต่ก็ไม่ได้รู้สึกลำบากอะไรที่จะยิ้มรับ และยืนส่งจนรถคันนั้นลับหายไปจากสายตา
.
.
.
“หาคนอ้อนใหม่ได้ก็ลืมเพื่อนเลยนะ ไอ้เต่า” ไอ้เต่าที่ถูกว่าค้อนฉับเข้าให้ แต่ฮิโรกิก็ได้แต่หัวเราะเบาๆ ที่เกือบจะโดนเต่างับคอให้
“ไม่ได้อ้อน พูดไม่รู้ฟังฮิโรกิน่ะ” แกล้งเสไปทำอย่างอื่นให้เพื่อนมองตามหลังคนที่เพิ่งเดินนำก้านดอกเบญจมาศที่เพิ่งจัดช่อเมื่อครู่ไปทิ้งลงถังขยะ ตาวาวด้วยความสนุก
“อย่างนั้นหรือ?” คนถามย้ำเดินกลับมานั่งเท้าคางรอฟังคำตอบอย่างอารมณ์ดีอยู่ที่โต๊ะตัวเดิมที่นั่งคุยกับจินมาเกือบครึ่งวัน คนถูกถามออกอาการกระฟัดกระเฟียดนิดหน่อยแล้วเดินมานั่งเท้าคางจ้องตาสู้กับเพื่อนที่ยิ้มไม่จางจนอดสงสัยไม่ได้ว่าอารมณ์ดีอะไรหนักหนาถึงได้ยิ้มไม่หยุด เพราะเท่าที่จำได้ ฮิโรกิแม้จะไม่ใช่เสือยิ้มยากเหมือนเรียว แต่ก็เป็นเสือที่ประหยัดรอยยิ้มพอตัวเหมือนกัน
“ใช่แล้ว! ก็ไม่ได้อ้อนจริงนั่นแหละ เพียงแต่ตอนนั้นมันอยาก...อยากได้ความมั่นใจจากใครสักคน แล้วคิดว่าคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าตอนนั้นก็...ไม่เลวหรอก ใช่ไหมล่ะ” ฮิโรกิพยักหน้าเห็นด้วยกับเสียงอุบอิบในลำคอที่อธิบายเหตุผลให้ต้องหรี่ตามองตามแผ่นหลังเล็กที่เดินไปทางตู้ดอกไม้ด้านหน้าร้านและต่างคนจะต่างเงียบเพื่อจมอยู่ในความคิดของตนเอง
คาซึยะไม่ได้คิดจะอ้อนหรือทำอะไรอย่างที่ถูกเพื่อนกล่าวหา เพียงแต่เหตุผลมันจะเป็นอย่างที่บอกฮิโรกิไปว่าอยากได้ความมั่นใจจากใครสักคน ในช่วงเวลาที่เพิ่งผ่านความหวาดหวั่นมาไม่นาน และมาโดนเพื่อนโกรธใส่อีก ตอนนั้นใจมันโหวงจนทำอะไรไม่ถูก มือไม้เย็นเยียบและสั่นระริก แล้วก็เป็นจินที่อยู่ตรงนั้นและดูเหมือนจะเข้าใจเขาในช่วงเวลานั้นที่สุด แต่ไม่รู้ว่าอะไรที่เป็นตัวผลักดันให้คาซึยะคว้าจินเข้ามากอดจนแน่นขนาดนั้น แต่พอได้กอดแล้วมันก็หยุดไม่ได้จนต้องกระชับวงแขนให้แน่นมากขึ้นไปอีกเมื่อจินกอดตอบ ความอบอุ่นที่แทรกซึมมาถึงหัวใจที่เต้นระรัวอยู่ตอนนี้ คิดแล้วเขินชะมัด แต่ไม่ได้รู้สึกแย่เพราะคนนั้นคือจิน แม้จะไม่ได้รู้จักกันมานาน แต่จินก็เข้าใจคาซึยะเป็นอย่างดี สิ่งนี้คืออะไรที่นอกเหนือจากความเข้าใจกันโดยไม่ต้องอธิบายเป็นคำพูดคาซึยะก็ยังไม่อยากเดา เพียงแค่คาซึยะฝากความรู้สึกนั้นไปกับดอกไม้ดอกใหญ่สีเหลืองอ่อนช่อนั้นไปให้จินแล้ว ไม่อยากให้มันเป็นสิ่งฉาบฉวย จึงเลือกที่จะเริ่มจากน้อย...ไปหามาก
เบญจมาศสีเหลืองอ่อน...รักนิดหน่อย
.
.
.
2 be cont.
เรื่องมันจะเป็นยังไงต่อไปน๊อออออออ
รู้สึกปมจะเขื่อง แอบหวั่นๆว่าจะแก้ปมไม่หมดไม่เคลียร์ กร๊ากกกกกกกกก
ไปดีกว่า หนีความผิด
แหม่...โคตรฟิตเลยเรื่องนี้
ปั่นใหญ่ กร๊าก
แต่เปล่าหรอก เป็นช่วงว่างพอดี
อาจจะหายไปซักพักกกกกกกก ใหญ่ๆ(นี่ยังไม่ช้า?)
ก็นะ...แก้ตัวไปต่างๆ นานา
คือที่จริงฟิคเราก็ไม่ค่อยมีคนอ่านใช่ม๊า...เพราะฉะนั้นก็อยากจะขอให้ทำใจอะไรไว้บ้าง
ช้าบ้าง เร็วบ้างก็อย่าว่ากันเลย
กร่นด่าสาปแช่งกันไป...ก็ไม่ได้มาลงเร็วขึ้น(?? บอกทำไม?)
๕๕๕๕๕๕๕๕๕
อ่านเถอะ งงหรือสับสนอะไร ทิ้งคำถามไว้
อยากเดา เดาเลย (เดี๋ยวแต่งตามที่คนอ่านเดาให้หมด ๕๕๕ ออกแนวไร้สมอง)
ฟิคเรื่องนี้ยังหาจุดจบไม่ไ่ด้เลย(เฮ้ย!) แต่ก็คิดๆเอาไว้แล้วว่าคงไม่ยาวมาก(ยาวมากไม่ได้ จมน้ำตายตลอด)
ยังไงก็ขอบคุณมา ณ ที่นี้ สำหรับคอมเม้น
ในบลอคคงไม่ค่อยมีคนอ่านเนาะ^^
อ่านเถอะ
::*::*::*:: Hana no Tsutae Koto Part 03::*::*::*::
เรือนญี่ปุ่นกว้างขวางในยามค่ำคืนเปิดประตูต้อนรับการกลับมาของนายใหญ่ รถยนต์คันใหญ่แล่นผ่านเข้ามาในตัวที่พักด้วยก่อนจะชะลอแล้วหยุดลงที่ทางขึ้นเรือนที่แสงไฟส่องสว่างมาจากด้านในเรือน ชายร่างสูงใหญ่สองคนในชุดยูคาตะกระวีกระวาดมาเปิดประตูรถให้เจ้านายคนหนึ่ง อีกคนหนึ่งรอจนนายเดินพ้นไปแล้วจึงตามเข้าไปเก็บกองเอกสารและของส่วนตัวของเจ้านายที่วางอยู่ในรถ
“เรียวล่ะ?” ร่างสูงของผู้เป็นนายเดินผ่านชายอีกคนหนึ่งที่ก้มศีรษะให้เป็นการทักทายพร้อมคำกล่าวต้อนรับกลับเบาๆ
“รออยู่ที่หอกลางครับ คุณจินจะรับมื้อเย็นเลยไหมครับ?”
“ไม่ต้อง” จินบอกแค่นั้นเมื่อได้ยินเสียงรับคำของยูอิจิแล้วจึงเดินเลยไปทางที่เชื่อมต่อไปหอกลาง
.
.
.
“ไงโคคิ หน้าเหนื่อยเป็นอะไร?” ยูอิจิที่เดินผ่านมาจนถึงส่วนหน้าของเรือนพักก็พบกับคนติดตามของนายใหญ่ที่นั่งหน้าเมื่อยจนลูกน้องคนอื่นไม่กล้าเข้าใกล้พอกับคนเป็นเจ้านายให้ต้องได้ทักทาย
“คุณจินไปหาคุณเรียวใช่ไหม?” ยูอิจิพยักหน้ารับแล้วนั่งลงข้างกันก่อนจะขำออกมาเมื่อหันไปเห็นสีหน้าของเพื่อนร่วมงานคนสนิทที่ลูบศีรษะตัวเองไปมาอย่างคนหงุดหงิดใจ
“เป็นอะไรของแก...ประสาทจะกินหรือไง?”
“ไม่มีอะไร แค่สงสารนาย...” คำว่าไม่มีอะไรของโคคิแล้วตามด้วยประโยคที่ต่อมาเรียกสีหน้าฉงนให้เกิดขึ้นบนหน้ายูอิจิไม่น้อย คิ้วทั้งสองข้างถูกยกจนสูงแทนคำถาม
“สงสารนาย?” โคคิพยักหน้ารับคำถามอีกครั้งเป็นการย้ำชัดว่าที่ได้ยินนั้นไม่ผิด
“เรื่อง?”
“...บางทีคนอย่างพวกเราก็ควรจะอยู่ในโลกที่มืดมิดและหนาวอย่างนี้ ไม่ควรจะออกไปสู่ความสว่างและอบอุ่นเท่าไหร่นักหรอก...มั้ง” คนตอบคำถามถอนหายใจหนักก่อนจะมองฝ่าความมืดมิดขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อจะพบกับดวงดาวที่อยู่ไกลลิบ คำตอบของโคคิคงทำให้ยูอิจิเข้าใจได้ไม่ยากแต่ยูอิจิก็ยังยิ้มและมองตามขึ้นไป
“เรื่องนั้นหรือ? ฮะ ฮะ ชีวิตมันเป็นวัฎจักร แม้จะอยู่ในความมืดมิดมานานแค่ไหนสักวันความสว่างก็ต้องตามมาจนเจออยู่ดีล่ะ เพราะความสว่างอยู่ใกล้กับความมืดมากแค่โลกหมุนเท่านั้น”
ถ้าเพียงแค่โลกหมุนต่อไปอีกวินาทีหนึ่ง...จุดที่มืดอยู่ก็ขยับเข้าใกล้ความสว่างอีกวินาทีหนึ่ง หากโลกหมุนไปชั่วโมงหนึ่ง...ความสว่างก็เข้ามาใกล้เราอีกชั่วโมงหนึ่ง หากไม่มัวแต่หนีแสงสว่างที่ตามหา...ความอบอุ่นก็จะตามมาพร้อมแสงสว่างเข้าสักวันหนึ่ง
ยูอิจิตบไหล่เพื่อนเบาๆเป็นสัญญาณให้ลุกขึ้นเลิกตากน้ำค้างเพราะสงสารนาย เดี๋ยวจะได้ปวดหัวเพราะไม่สบายและนายด่า แล้วเดินนำเข้าเรือนไปทางห้องอาหารที่เตรียมสำรับไว้พร้อมสำหรับทั้งสองคนแล้ว
.
.
.
“ยินดีต้อนรับกลับ” เสียงบานประตูที่เลื่อนเปิดเรียกให้คนที่นั่งรออยู่ที่หอกลางเงยหน้าขึ้นจากกระดาษที่มีตัวหนังสือละเอียดยิบแล้วกล่าวคำต้อนรับตามมารยาท
“อืม...งานเรียบร้อยดีหรือ?” ชายตรงหน้าจินพยักหน้ารับเพียงครั้งหนึ่งแล้วเก็บเอกสารที่อ่านอยู่เมื่อครู่เข้าซองที่วางอยู่ใกล้กัน
“เรียบร้อย งานอย่างนั้นให้ยูอิจิก็ได้ทำไมต้องฉัน” เป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบเพราะงานที่ว่าคือการที่เรียวไปส่องสไนปเปอร์เข้าที่กลางกระหม่อมของอดีตนักการเมืองเบื้องหลังไม่สวยงามจนต้องเจอใบสั่งจากหน่วยเหนือ หากเป็นประเทศอื่นงานพวกนี้คงตกอยู่ในมือของกองทัพหรือกรมตำรวจ แต่ญี่ปุ่นไม่มีกองทัพและไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธร้ายแรงในครอบครอง งานพวกนี้จึงกลายเป็นงานของกลุ่มใต้ดินอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้
เหตุผลอันดับแรกที่กลุ่มของจินเป็นมีอิทธิพลมากที่สุดในตอนนี้ก็เพราะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นและรัฐบาลต่างชาติในการล่าพวกไม่น่าคบหาพวกนี้หรือพวกไม่น่าคบหาแบบข้ามชาติด้วยหนึ่งประการ แต่อีกเหตุผลที่เลี่ยงไม่ได้คือฝีมือของคนที่เป็นมือสังหารนั้นไว้ใจได้อย่างไม่ต้องคิดมาก
“จัดการเรื่องนั้นเรียบร้อยหรือยัง?” คำถามที่ได้ยินแม้จะไม่เหมือนคำถามที่ลูกน้องถามกับเจ้านายด้วยความเหมาะสมของสำนวนและน้ำเสียงที่ราบสนิทแต่ก็ไม่ได้ทำให้จินมีอารมณ์หรือความรู้สึกใดมากไปกว่าการตอบรับด้วยการพยักหน้า
“เรียบร้อย” เรียวหัวเราะหึในคอหลังจากที่ได้ยินคำตอบที่คิดว่าเขาพอใจ
“เบื่อหรือยัง?” เรียวที่ก้มหน้ามองหน้าซองเอกสารสีน้ำตาลในมือด้วยสายตาใช้ความคิดถามขึ้นให้จินเงยหน้าขึ้นมองตาม “เบื่อร้านดอกไม้หรือยัง?”
“อาทิตย์หน้าก็ไปอีก สัญญาไว้แล้ว” เรียวพยักหน้ารับรู้ก่อนจะเลื่อนซองเอกสารให้มาอยู่ตรงหน้า สายตาดุเข้มมองผ่านหน้าซองที่เขียนไว้ไม่กี่ตัวแล้วก็ได้แต่นึกในใจ ...ยังไม่หมดอีกหรือ?...
“ยังไม่หมด” เหมือนเรียวจะรู้คำถามที่จินคิดขึ้นในใจ “มันยังมีพวกที่คิดว่าตัวเอง “เจ๋ง” อยู่อีกเยอะเจ้านาย...”
มือเรียวเลื่อนมาหยิบซองนั้นไปเปิดอ่าน “นางาเสะ” แค่เห็นหัวกระดาษจินก็เลื่อนกลับเข้าซองแล้วเงยหน้ามองเรียวที่ยิ้มให้ทั้งที่ดวงตายังมองตรงแน่นิ่งที่ซองในมือจิน ชื่อของกลุ่มที่ปรากฎบนหน้าซองทำให้จินนึกถอนหายใจพลางนึกไปว่าหากเรียวทำอะไรลงไปครั้งนี้คงจะยั้งไม่อยู่เลยทีเดียว
“นายจะจัดการเองหรือจะให้ใครทำอะไรก็แล้วแต่ ตอนนี้ฉันจะไม่เข้าไปยุ่งเพราะถือว่ามันเป็นอาของนาย...แต่ถ้ามันยังดึงดันอีกเมื่อไหร่ ฝากบอกโทโมยะด้วยว่าคิดคำกล่าวสวัสดียมบาลไว้ได้เลย จะทำอะไรก็รีบทำก่อนที่ฉันจะทำ...” ริมฝีปากบางเฉียบกระตุกยิ้มให้ลมให้ฟ้าพร้อมแววตาวาววับที่รอคอยการท้าทายจนจินต้องถอนใจ น่าสงสารก็แต่ไอ้กลุ่มที่คิดว่าตัวเองเจ๋งกลุ่มนี้...คิดว่าเคยเป็นคนสนิทของพ่อ คิดว่าเป็นเชื้อเป็นสายแล้วจะทำอะไรก็ได้ กำเริบจนแยกออกไปตั้งกลุ่มใหม่ รู้จุดอ่อนของกลุ่มจินเป็นอย่างดี และจินสาบานได้เลยว่าหากไม่มีเหตุการณ์คราวนั้นเกิดขึ้นคนที่ไม่เคยสนใจอะไรนอกจากตัวเองและคนรอบตัวอย่างเรียว ไม่มีทางที่จะเดือดจนถึงกับจะลงมือโดยไม่รอคำสั่งแน่นอน หากโทโมยะไม่ใช่คนที่ทำให้พ่อของเรียวต้องตายเพราะความอวดดีในครั้งนั้นเป็นผลให้พ่อของเรียวต้องจากไป
“ไปพักก่อนเถอะเรียว แล้วฉันจะจัดการให้ไม่ต้องห่วง” เหตุผลที่ไม่อยากให้เรียววู่วามก็เพราะความบาดหมางจะไม่ได้เกิดแค่สองกลุ่ม มันมีพวกที่คอยจะสอดแทรกอยู่ตลอดเวลาไม่ใช่เพราะเห็นแกเลือดเนื้อหรือเชื้อญาติตรงไหน อย่างน้อยก็ให้จินได้จัดการในแบบที่คิดว่าดีที่สุดก่อนแล้วกัน
“ราตรีสวัสดิ์” เรียวลุกขึ้นกล่าวลาทันทีหลังจากจินสรุปความคิดได้ โทรศัพท์ภายในถูกยกหูขึ้นทันทีที่เรียวเดินจากไป ชื่อยูอิจิและโคคิถูกเอ่ยขึ้นพร้อมกับสำรับอาหารที่ร่างสูงไม่นึกอยากขึ้นมาเลยสักนิด
.
.
.
“คุณจินครับ” เสียงที่หน้าประตูบานเลื่อนเรียกให้จินขานรับแล้วพยักหน้าเป็นสัญญาณให้ผู้มาเยือนนั่งลงตรงข้ามกัน
“ส่งคนไปที่นั่นลงมือได้ต่อเมื่อมีคำสั่ง ถ้ามีอะไรอย่าให้เรียวรู้” คำว่า “ที่นั่น” คงไม่ต้องบอกว่าที่ไหนทั้งสองก็เหมือนจะเข้าใจเป็นอย่างดี แต่ที่ไม่ให้เรียวรู้เรื่องที่บ้านของเรียวคงจะแปลกไปสักหน่อยจนต้องแสดงออกทางสีหน้า
“โทโมยะ” จินตอบคำถามทางสายตาเพียงคำเดียวก็ได้ยินเสียงตอบรับอย่างแข็งขันสองเสียงทันที ตัวเขาเลือกที่จะออกคำสั่งให้ลูกน้องเฝ้าดูและลงมือเมื่อได้รับคำสั่งจากเขา เพราะเขาเชื่อว่าที่เรียวยอมเปิดโอกาสให้เขาได้จัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเองเป็นเพราะเรียวยังเห็นแก่ความเป็นเชื้อสายเครือญาติกันมาก่อน ร่างสูงใหญ่ที่นั่งหน้านิ่งอยู่ตอนนี้จึงเลือกที่จะปฏิบัติตามที่เรียวเว้นช่องว่างไว้ให้ และจินก็ภาวนาเป็นอย่างยิ่งว่าไม่ให้เรียวได้ลงมือเอง ...หวังว่าจินจะจัดการเรื่องของอาคนนี้ได้ก่อนที่เรียวจะทำอะไรก็แล้วกัน...
“ไปพักเถอะ” โคคิและยูอิจิโค้งให้เล็กน้อยเป็นการลาก่อนจะถอยออกไปหยุดรออยู่ที่หน้าห้องเมื่อจินเดินออกมาจากหอกลางเพื่อเตรียมตัวพักผ่อน
.
.
.
ท้องฟ้าสดใสของชานเมืองที่ไกลจากโตเกียวไม่มากนักยังคงครึกครื้นด้วยผู้คนที่ออกมาจับจ่ายใช้สอยหรือเดินเล่น ร้านดอกไม้เล็กๆ ที่หัวมุมถนนเส้นเล็กที่ทอดยาวไปสุดเนินกำลังเปิดกิจการในตอนสายของวัน ร่างเล็กของเจ้าของร้านออกมาเช็ดกระจกอยู่หน้าร้านพร้อมหูฟังและเครื่องเล่นขนาดพกพา ปากบางร้องเพลงสากลที่ชื่นชอบเบาๆ บนใบหน้าเรียวสวยปรากฎรอยยิ้มเสมอไม่จางหาย มือทำหน้าที่ได้ดีไม่แพ้กัน หันไปยิ้มบ้างหัวเราะบ้างหรือทักทายผู้คนที่ผ่านไปมาอย่างคุ้นเคยด้วยรอยยิ้มเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
“คาซึยะ...เสร็จแล้วนะ จะออกไปข้างนอกเลยหรือเปล่า?” เสียงเรียกจากร่างสูงโปร่งที่ชะโงกหน้าออกมาจากในร้านตะโกนถาม วันนี้คาซึยะต้องเข้าไปในเมืองเพื่อไปทำธุรกรรมทางการเงินของร้านเล็กน้อย เป็นผลให้ฮิโรกิตัดสินใจที่จะอยู่เฝ้าร้านให้อย่างที่เคย
“อีกนิดเดียวจะเสร็จแล้วล่ะฮิโระ” ตอบคำถามจบร่างบางก็โยนก้อนกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ใช้เช็ดกระจกลงถุงขยะที่วางอยู่ข้างเก้าอี้ที่ใช้ยืนแล้วกระโดดลงมาที่พื้นให้เพื่อนได้หวาดเสียวเล่น มือเล็กวุ่นวายกับกองขยะไม่นานนักก็ลากเอาถุงดำไปไว้หลังร้าน จัดการล้างมือล้างหน้าจนเรียบร้อยพร้อมหยิบเอกสารที่จำเป็นต้องใช้อีกไม่มากเดินออกมาหน้าร้านพบว่าฮิโรกิกำลังดูแลลูกค้าขาประจำกลุ่มหนึ่งอยู่จึงเดินเข้าไปสะกิด
“จะไปแล้วหรือ?” อีกฝ่ายหันมามองสภาพพร้อมออกเดินทางของคาซึยะแล้วก็ต้องถามให้แน่ใจอีกครั้งว่าจะไปในสภาพมอมแมมอย่างนี้แน่แล้วหรือ เสื้อเลอะเทอะไปด้วยฝุ่น กางเกงยีนซีดขาดแหว่งไปแหว่งมา มันก็ดูดีหรอกแต่ไปทำธุรกรรมทางการเงินแต่งตัวเหมือนคนไม่มีเงินไปถูกจับโยนออกมานอกธนาคารจะทำอย่างไร
“ใช่สิ เมื่อกี้ยังถามว่าจะไปหรือยัง พอมาตอนนี้มาถามว่าจะไปแล้วหรือ? ฮิโรกินี่ยังไง ฟั่นเฟือนหรือ?” มือบางกำมะเหงกขึ้นเคาะลงบนกระหม่อมบางไม่แรงนักแต่คนตัวเล็กก็ร้องโอดโอยเป็นว่าเล่น
“นี่แน่ะ ไอ้ตัวดี ปากเก่งอย่างนี้...มีคนมาปิดปากสักวันเถอะจะหัวเราะใส่หน้าให้เลย” ฮิโรกิว่าแล้วหันไปรับดอกไม้จากคุณแม่บ้านสองสามคนที่คุ้นเคยกันดีมาห่อให้ด้วยรอยยิ้ม
“คาซึยะอู้งานหรือจ๊ะวันนี้” แม่บ้านคนหนึ่งในกลุ่มถามขึ้นให้คนถูกถามยิ้มแก้มกลมใส่
“ขออู้หน่อยครับ น้อยใจเพื่อนใจร้ายครับ” คำตอบเรียกเสียงหัเราะจากหญิงเลยวัยกลางคนมาสักหน่อย แต่เรียกวงค้อนจากคนใกล้ตัวให้หางตากระตุกเล่นก่อนจะขอตัวออกจากร้านมา
“ไปดีมาดีนะ อย่าไปเหลวไหลที่ไหนล่ะ” เสียงฮิโรกิตะโกนตามหลังมาให้คาซึยะที่ปลดผ้ากันเปื้อนออกจากตัวโบกมือให้ทั้งที่หันหลังอยู่ ฮิโรกิมองตามไปก็ได้แต่ถอนหายใจพร้อมส่ายหน้าเบาๆ แล้วจัดการงานตรงหน้าต่อ
“ขอบคุณมากนะครับ โอกาสหน้าเชิญใหม่ครับ”
“ไม่ต้องเชิญก็มาประจำอยู่แล้วล่ะจ้ะ”
.
.
.
ร่างเล็กในชุดอยู่บ้านสบายๆ เดินอารมณ์ดีไปทำธุรกรรมทางการเงินเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตั้งใจว่าจะแวะผ่านตลาดเพื่อจะซื้อขนมขงโปรดฮิโรกิไปฝากเป็นค่าปิดปากเผื่อว่าเพื่อนตัวสูงของคาซึยะจะแอบค่อนขอดว่าไปเสียนานปล่อยให้เฝ้าร้านคนเดียว คาซึยะก็ขี้เกียจจะเถียงว่าชวนไปด้วยกันแล้วทำไมไม่ไป เอาทางเลือกสุดท้ายที่หยิบยกมาเป็นอันดับหนึ่งก็แล้วกัน
วันนี้เป็นวันธรรมดาที่มนุษย์เงินเดือนต้องทำงาน และเวลานี้ก็...คาซึยะยกข้อมือขึ้นดูเวลาจากหน้าปัดนาฬิกาดิจิตอลเรือนสีแดงยี่ห้อดังที่บอกเวลาเที่ยงกว่า จึงพบว่าสาเหตุที่ทำให้ผู้คนเดินกันขวักไขว่เหมือนภาพตรงหน้าคงเป็นเจ้าเวลามื้อกลางวันที่พนักงานบริษัทจะพากันออกมาหามื้อกลางวันใส่ท้องกันอย่างตอนนี้ ตัดสินใจว่าร้านเค้กตรงหัวมุมนี้คงไม่เหมาะเพราะอาจจะต้องรอกันนานซึ่งอาจมีผลกระทบโดยตรงกับสีหน้าบึ้งตึงของเพื่อนเขาได้ คิดอย่างนี้คาซึยะจึงกลั้นยิ้มขำกับตัวเองแล้วก้าวเท้าเดินเปลี่ยนเส้นทางไปยังร้านขนมเล็กๆ ที่เป็นทางผ่านเพื่อกลับบ้าน ร้านนั้นคงเหมาะกว่าเพราะคนคงไม่เยอะอย่างร้านในตัวเมืองนี้
ขณะที่เท้าบางพาเด็กหนุ่มเจ้าของร้านดอกไม้มุ่งตรงไปยังถนนเส้นเล็กที่แยกออกมาจากย่านผู้คนแน่นหนาแล้วคาซึยะจึงลดความเร็วในการก้าวเท้าลงเพื่อชื่นชมกับธรรมชาติรอบตัว ในหัวสวยๆคิดไปถึงดอกไม้ที่จะนอไปให้พี่ชายเย็นนี้แต่การชมนกชมไม้ครั้งนี้และการคิดถึงดอกไม้ของเรียวคงทำให้คาซึยะใช้ความคิดมากไปสักหน่อย ไหล่บอบบางจึงชนเข้ากับชายในชุดสูทสีดำรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าเครียดถมึงมองอย่างเอาเรื่อง แว่นกันแดดสีดำที่ปกปิดดวงตาดุดัน แต่คาซึยะก็รู้ในทันทีว่าชายคนนั้นคงไม่พอใจ ดูจากหัวคิ้วที่ขมวดมุ่นจนแน่น ซองเอกสารตกจากมือกร้านหยาบจนกระเด็นหลุดออกจากซอง คาซึยะสะดุ้งสุดตัวกับเสียงคำรามก้องในคอด้วยความตกใจ
“ขอโทษครับ!!!” คนตัวเล็กกล่าวคำขอโทษเสียงดังพร้อมกับกระวีกระวาดก้มลงช่วยเก็บเอกสารที่นอนนิ่งอยู่บนพื้น ในขณะที่ชายคนนั้นยืนท้าวเอวพร้อมสีหน้าไม่น่ามองเลยสักนิด
“........!!!” มือบางชะงักนิ่งไปครู่เมื่อเห็นเอกสารที่หลุดออกมาจากซองเป็นภาพลายเส้นคล้ายแผนที่ของพื้นที่แถบบ้านของเขาและย่านใกล้เคียง หัวคิ้วเรียวขมวดมุ่นก่อนจะสะดุ้งตัวอีกครั้งเพราะเสียงที่ดังมาจากด้านหลัง
“ดูอะไร!” มือบางรีบยัดกระดาษแผ่นนั้นเข้าไปในซองโดยไวแล้วส่งคืนเจ้าของอย่างรวดเร็ว แต่นั่นคงไม่ทำให้เข้าของมันพอใจหรืออารมณ์ดีขึ้นแม้ว่าคาซึยะจะเอ่ยขอโทษอีกครั้ง
“ขอโทษครับ พอดีผมไม่มองทางเลยชนคุณเข้า”
“เมื่อกี้แกเห็นอะไร?” คนตัวเล็กก้มหน้าหลบสายตาคาดคั้น ดวงตาเรียวเบิกกว้างอย่างตกใจแล้วรีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน
“เปล่า ผมไม่เห็นอะไรครับ ผมขอโทษ...ขอตัวนะครับ” เท้าเล็กกำลังจะก้าวผ่านไปอีกครั้งเลี่ยงทางเดินออกไปอีกสามศอกได้ แต่มือแข็งกร้านก็ออกแรกผลักเข้าที่ช่วงไหล่บอบบางจนร่างเล็กชะงักอยู่กับที่
“เห็นอะไร?...กูถามว่าเห็นอะไร?” คำถามแรกถูกปฏิเสธด้วยความเงียบร่างนั้นจึงกระชากเสียงถามห้วนจัด มือข้างหนึ่งจัดการยัดเอกสารในมือเข้าไปในเสื้อสูทด้านในก่อนที่อีกข้างหนึ่งจะออกแรงกดเข้าที่ลำคอเรียวระหง เป็นเวลาเดียวกับที่รถยนต์คันหนึ่งจอดเทียบเลยจากที่พวกเขาอยู่ไม่ไกล คาซึยะภาวนาอย่างยิ่งให้ใครก็ตามที่จอดรถอยู่นั้นเข้ามาให้ความช่วยเหลือเขาสักที เพราะตอนนี้อากาศที่เหลือให้หายใจถูกริดรอดด้วยการไม่ให้มีอากาศเข้าถึงปอดและส่งผลจนใบหน้าเรียวสวยซีดลงจนน่ากลัวว่าจะขาดอากาศหายใจ
เสียงปิดประตูรถพร้อมกับร่างสูงในชุดทำงานที่คาซึยะคุ้นตาก็ก้าวลงจากรถพร้อมคนขับรถคนเดิม และอีกคนที่เดินตามลงมาโดยที่โคคิยังนั่งอยู่ที่รถ ไอ้คนตรงหน้ามันรีบสะบัดมือออกจากลำคอเรียวพร้อมกับจ้องเขม็งไปที่กลุ่มผู้มาใหม่ด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
“คาซึยะ...มาทำอะไรที่นี่?” ร่างสูงสง่า ใบหน้าขาวจัดดวงตาสีจัดมองตรงมาที่เขาทั้งสองก่อนจะหยุดสายตาไว้ที่คนตัวเล็กแล้วเอ่ยถามหาสิ่งที่สงสัย
“เอ่อ...คุณจิน พอดีผม...” ดวงตาเรียวเหลือบมองไอ้อีกคนที่ยืนถลึงตาผ่านแว่นกันแดดสีดำคล้ายจะข่มขู่ในทีแล้วจึงตอบคำถามของร่างสูง “อุบัติเหตุน่ะครับ ผมชนคุณคนนี้แล้วก็...”
คาซึยะเว้นช่วงประโยคไปได้ไม่ถึงวินาทีมือเรียวก็เลื่อนมาแตะไหล่บางที่กำลังสั่นเทาให้เข้ามาใกล้ อาการสั่นเทาหยุดลงชะงัดเหมือนมีคนที่สามารถปกป้องดูแลได้อยู่ใกล้ คาซึยะรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กเหลือเกินเมื่อถูกจินรั้งเข้ามาใกล้จนได้รับไออุ่นที่เผื่อแผ่มาถึง ใบหน้าเล็กก้มงุดแต่ก็ยังเหลือบมองชายอีกคนที่นิ่งเงียบไปนาน
“ไม่เป็นไรนะ กลับกันเถอะ” แขนแข็งแรงออกแรงไม่มากก็พาคาซึยะหมุนตัวกลับให้เดินตามได้ไม่ยาก
“เฮ้ย อะไรวะ มึงเป็นใครถึงกล้ามาสอด...” มันสบถคำหยาบไม่ทันหมดแต่จินก็แทรกด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มกับกลุ่มผมนิ่มตรงหน้า
“แต่...” สีหน้าพะวงของคนตัวเล็กหยุดจินได้เพียงชั่ววินาทีที่จินจะหันไปสั่งคนติดตาม
“ยูอิจิ...จัดการเรื่องค่าเสียหายให้คุณคนนี้ด้วย ขอโทษแทนคนของผมด้วยนะครับ” จินยิ้มจางบนใบหน้าพร้อมคำขอโทษที่ส่งไปให้คนตรงหน้าแต่ก็ไม่ได้รับความพึงพอใจตอบกลับมา แต่สำหรับคาซึยะเพียงแค่จินพูดคำว่า –คนของผม- คาซึยะก็รู้สึกเหมือนความอุ่นมันแทรกซึมเข้าจากปลายเท้าขึ้นมาจนถึงปลายนิ้วได้ไม่ยาก ทดแทนความหนาวเยือกเมื่อครู่ที่ต้องเผชิญหน้ากับผู้ชายน่ากลัวเพียงลำพัง ร่างบางหันไปมองอีกครั้งก็พบว่าผู้ชายคนที่จินสั่งให้จัดการเรื่องแทนยังยืนนิ่งมองอีกคนด้วยสีหน้าเรียบเฉย
จินกลับมาที่รถและไม่ต้องบอกอะไรโคคิก็ลงจากรถและเดินอ้อมรถไปเปิดประตูฝั่งข้างคนขับให้คาซึยะที่จินพาไปถึงที่ได้เข้าไปนั่งในรถยนต์คันสวยและจินที่เข้านั่งแทนที่โคคิ
“โคคิ...” กระจกอัตโนมัตเลื่อนลง เสียงเจ้านายเรียกลูกน้องที่กำลังจะเดินไปสมทบกับเพื่อนอีกคนที่ยืนอยู่ไม่ไกล “จัดการให้เรียบร้อย อย่าให้เขามาว่ามาถึงคาซึยะได้”
โคคิเพียงแค่ก้มศีรษะรับคำสั่งผู้เป็นนายเบาๆ แล้วเดินจากไป จินพารถยนต์คันใหญ่มุ่งหน้าไปสู่เส้นทางที่คุ้นเคยดีในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา คำสั่งนั้นคาซึยะคงคิดว่าจินไม่ต้องการให้ใครมาว่าคาซึยะว่าประมาทจนเกิดเรื่อง และคงไม่ต้องการให้ตัวเองเสียชื่อเสียงในฐานะที่เข้ามารับผิดชอบความผิดแทนตัวเขา แต่สำหรับจินแล้วคงไม่ใช่ เพราะการจัดการโดยไม่ให้มีใครมาว่าได้นั้นคงมีแต่เก็บไปให้พ้นทางก็เท่านั้น ดวงตาสีจัดมองตรงไปยังทางข้างหน้าโดยมีคนตัวเล็กนั่งคล้ายพยายามจะทำตัวลีบและก่อเกิดความเงียบขึ้นทั่วทั้งคันรถ
ดวงตาคมเหลือบมองมาทางเพื่อนร่วมทางตัวน้อยแล้วส่งยิ้มบางเบาให้ ดวงตาเรียวเหลือบมองอย่างกล้าๆกลัวๆ ริมฝีปากบางถูกเม้นกัดจนกลายเป็นสีช้ำ มือใหญ่เลยเอื้อมไปรับมือน้อยมาไว้ในอุ้งมืออุ่น และนั่นทำให้จินยิ้มกว้างขึ้นเพราะมือของคาซึยะเย็นเฉียบชนิดที่ว่าเหมือนโดนจับไปอยู่ในห้องเย็นมาเลยทีเดียว
“กลัวหรือ?” คนชับรถปรายสายตามามองคนข้างตัวแล้วบีบมือใหญ่หนักๆ ให้อีกคนผ่อนคลาย คาซึยะพยักหน้ารับช้าๆเพียงครั้งเดียวแล้วปล่อยให้จินเป็นฝ่ายกดปลายนิ้วลงบนฝ่ามือบางผ่อนคลาย
“ไม่ต้องกลัว ผมให้พวกนั้นจัดการทุกอย่างให้แล้ว ทุกอย่างจะเรียบร้อย” คนตัวเล็กส่ายหน้าอีกครั้ง นั่นทำให้จินสงสัยจนต้องเลิกคิ้วมองแล้วหักพวงมาลัยเข้าข้างทางเพื่อฟังบางอย่างที่คาซึยะคงอยากพูด
“มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า?” ร่างบางรับคำแผ่วเบา
“ผมเห็นคนนั้น เขาไม่ใช่คนดี คุณไม่น่าไปยุ่งกับเขา ลูกน้องคุณด้วย...ผมกลัวพวกเขาเป็นอันตรายจากผู้ชายคนนั้น” จินแสร้งทำสีหน้าตกใจเมื่อคาซึยะบอกว่าผู้ชายคนนั้นเป็นคนอันตราย
“จริงหรือ? ถ้าอย่างนั้นผมจะบอกให้พวกนั้นระวังแล้วกัน คุณคงสบายใจได้มากกว่าเดิม” คนตัวเล็กเอียงคอมองเมื่อจินรับคำว่าจะเตือนลูกน้องตัวเองให้ระวังตัวและโทรหาคนทั้งสองทันทีทั้งที่มืออีกข้างยังไม่ปล่อยจากมือคาซึยะแม้แต่น้อย “โคคิ เป็นอย่างไรบ้าง? คาซึยะบอกว่าผู้ชายคนนั้นอันตราย...ช่วยทีนะ”
น้ำเสียงนุ่มทุ้มไม่ได้เร่งรีบหรือร้อนรน นั่นทำให้ดวงตาเรียวคลายแววความหวาดกลัวลงไปได้เยอะ เพราะจินดูใจเย็นและน่าจะจัดการทุกอย่างได้จนคาซึยะวางใจ เมื่อมือเรียววางสายโทรศัพท์แล้วหันกลับมามองสบดวงตาเรียวสวย มือข้างที่เคยจับมือน้อยเอาไว้จนชื้นเหงื่อปล่อยออกเพื่อจะลูบผมนิ่มเป็นการปลอบโยนพร้อมทั้งรอยยิ้ม
“ไม่ต้องกังวลแล้ว โคคิบอกว่าทุกอย่างเรียบร้อย คาซึยะไม่ต้องกลัวนะ คาซึยะมีผม...ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาทำร้ายได้” และเป็นครั้งแรกของวันตั้งแต่จินได้เจอคนตัวเล็กตรงหน้าแล้วคาซึยะยิ้มให้ ทั้งที่ปกติแล้วเมื่อใดก็ตามที่จินได้เจอคนคนนี้ ตั้งแต่วินาทีแรกแล้วที่จินจะได้รับรอยยิ้มที่อบอุ่น แต่วันนี้ไม่ใช่ ไอ้คนนั้นบังอาจทำให้ความอบอุ่นในใจจินมัวหมองขนาดนี้ ไม่สมควรที่จะอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างสงบสุข และตายไปซะคงจะดีที่สุด
.
.
.
ติดตามตอนต่อไป
pen1_50.gif สภาพตอนนี้ไร้คำบรรยายสุดใจ
งานงอกมหาโหดมาก บ้านไม่ได้อยู่ต้องมาค้างที่แลบ
ตอนนี้ก็...ยาวไปซักหน่อยแต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า
อ่านไปก่อนนะ ขอตั้งหลักก่อน
อีกไม่นานหรอกแล้วเราจะกลับมาฟื้นคืนชีพ
ให้ตายสิ วันๆนั่งเฝ้าแต่เครื่อง รันตัวอย่างวันๆนึงไม่ได้ไปไหนเฝ้าคอมอยู่เนี่ย pen1_04.gif
เหนื่อยจิต
อ่านเถอะ...
ปล...คนทวงอะ...เค้าไม่โทรไปทวงคอมเม้นท์ก็บุญแล้ว
(ที่ จริงแต่งตอนนี้เสร็จนานแล้วเหอะ แต่รอคนที่ค้างไว้มาเม้นให้เสร็จ จะได้ลงต่อ ไม่อยากอ่านคอมเม้นแบบสองตอนรวดได้ปะล่ะ!) ๕๕๕๕๕๕๕๕
เชิญจ้ะ
::*::*::*:: Hana no Tsutae Koto Part 02::*::*::*::
ร้าน ดอกไม้ในเมืองเล็กๆ หัวมุมถนนเส้นที่ทอดยาวจนลับสายตา ช่วงเย็นของวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุด ปกติแล้วลูกค้าจะเยอะเฉพาะช่วงเช้าและกลางวัน ช่วงเวลาที่แม่บ้านทั้งหลายออกมาหาซื้อของหรือจ่ายตลาด แต่ในเวลาเย็นอย่างตอนนี้ก็ได้เวลาเตรียมตัวเก็บร้านเท่านั้น ร่างเล็กของคาซึยะยังเดินวนเวียนเข้าออกระหว่างหน้าร้านกับหลังร้าน ริมฝีปากบางร้องเพลงหงุงหงิงเพลงเดียวกับฮิโรกิ สองเสียงประสานกันเมื่อยามที่เจ้าตัวเดินเข้ามาในระยะที่เสียงสองเสียจะสอด ประสานกันได้ บางครั้งก็หันมายิ้มให้กันบ้างด้วยความถูกใจที่เข้าคู่กันได้ไม่เคยขาด
เสียง ประสานอีกเสียงหนึ่งหายไปเมื่อร่างเล็กเดินหิ้วถุงขยะที่บรรจุก้านดอกไม้สด ที่เหลือจากการตัดกิ่งขณะจัดช่อเอาไปวางไว้ที่ทิ้งขยะ เสียงเพลงเงียบไปเหลือเพียงเสียงตัวฮิโรกิเองที่ร้องเพลงเดิมอยู่ และเสียงกระดิ่งหน้าร้านที่แขวนไว้ดังขึ้นให้ร่างโปร่งที่กำลังจัดม้วนโบว์ เข้าที่หันมามองและกล่าวคำทักทาย
“สวัสดีครับ ร้านดอกไม้คาเมนาชิยินดีต้อนรับครับ” ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งตะโกนคำต้อนรับลูกค้าทันทีที่ได้ยินเสียงกระดิ่งที่ หน้าร้านดังขึ้นก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปทำหน้าที่ต้อนรับลูกค้าอย่างเคย ผู้ชายตรงหน้าฮิโรกิเป็นผู้ชายที่คำว่าสมบูรณ์แบบเป็นคำเดียวที่นึกออกเพื่อ หาคำอธิบายถึงรูปร่างลักษณะของคนคนนี้ สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยเจอมาเลยก็ได้ ท่าทางการวางตัวและการแต่งกายบ่งบอกถึงฐานะและหน้าที่การงานได้ระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าพวกเขาอย่างแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย และไม่แปลกใจเลยสักนิดที่ทำไมผู้ชายท่าทางดูดีขนาดนี้ถึงมายืนนิ่งแต่สายตา คล้ายจะสอดส่ายหาอะไรหรือใครซักคน
“สวัสดีครับคุณจิน...วันนี้วันเสาร์แล้วหรือเนี่ย เร็วจัง” คนถูกทักเพียงแค่ยิ้มจางๆ มองร่างตรงหน้าก่อนจะทักทายตอบ
“สวัสดี ฮิโรกิ พูดเหมือนไม่อยากเจอกันอย่างนั้น” ชายหนุ่มถอดสูทตัวนอกออกพาดกับท่อนแขนมืออีกข้างเอื้อมไปคลายปมไทน์ออกเล็ก น้อยส่งไปให้คนที่ยืนรออยู่ด้านหลังซึ่งจินไม่เคยแนะนำว่าเป็นใครหรือชื่อ เสียงเรียงนามอะไร จินบอกกับทั้งคาซึยะและฮิโรกิว่าคนนั้นคือคนติดตาม ในเมื่อเจ้าตัวเขาต้องการให้รับรู้เพียงเท่านั้น ตัวเขาทั้งสองคนก็ไม่มีอะไรที่จะซักไซร้ให้มากไปกว่าที่ได้รับรู้ บทสนทนาอย่างเป็นกันเองของทั้งคู่คงแว่วให้คนที่อยู่หลังร้านได้ยิน ร่างเล็กในชุดผ้ากันเปื้อนสีเข้มเดินออกมาพร้อมรอยยิ้มที่มักจะมีติดมุมปาก เสมอกับดวงตาเรียวเล็กทอประกายสดใส
“อ้าว...คุณจิน ยินดีต้อนรับครับ ว่าแล้วเชียวว่าฮิโรกิคุยกับใคร คุณนี่เอง” มือเล็กสองข้างถือกระป๋องน้ำที่เตรียมมาเปลี่ยนให้ดอกไม้และสำหรับเช็ดทำ ความสะอาดหน้าร้านทำให้ร่างบางออกอาการเหมือนจะทรงตัวลำบากเล็กน้อยทั้งที่ ยังทักทายอย่างร่าเริง
“สวัสดีคาซึยะ” ไม่ทักเปล่ามือใหญ่เอื้อมไปอาสารับเอากระป๋องสแตนเลสที่ดูท่าคงหนักเอาการ เพราะใส่น้ำมาเสียเต็มถัง
“ขอบ คุณครับ สรุปว่าพวกผมจะได้เจอคุณจินทุกวันเสาร์แล้วสินะครับเนี่ย?” จินพยักหน้ารับเบาๆ แล้วหันมามองทางฮิโรกิพร้อมรอยยิ้มบางเบา
“คา ซึยะไม่อยากเจอฉันหรือ?” คำถามที่คล้ายกับที่ฮิโรกิเคยถามทำให้จินอดที่จะหันไปมองร่างโปร่งที่ยืน อยู่ไม่ไกลแล้วถามคาซึยะกลับบ้าง คนตัวเล็กส่ายหน้าพรืดจนผมปลิว ปากบางยื่นออก หัวคิ้วที่มุ่นสนิททำให้จินรู้โดยทันทีว่าคำถามของจินทำให้คนตอบไม่พอใจ ถ้าอย่างนั้นจินควรทำอะไร? เปลี่ยนคำถามใหม่ดีหรือไม่?
“ถ้าอย่าง นั้นให้ฉันมาทุกเสาร์ไม่ได้หรือ? อาทิตย์เดียวจะเจอกันแค่วันเดียวเท่านั้นเอง” ปลายเสียงทุ้มทอดอ่อนให้ดวงตาเรียวปรายมาสบกับตาคมที่มองมาไม่วางก่อนจะยิ้ม รับอย่างถูกใจ
“ได้สิครับ เนอะฮิโรกิ...มีคนมาเม้าเรียวจังให้ฟังเนี่ยทำไมจะไม่ชอบ ขอบคุณนะครับ” น้ำเสียงรื่นเริงกับข้อดีสำหรับการมาของจินทำให้คาซึยะหันไปขอความเห็นจาก เพื่อนอีกคนให้ฮิโรกิพยักหน้ารับและขอตัวไปหลังร้าน ก่อนที่นำเสียงนั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นคำขอบคุณเบาๆและสายตาที่แสนโศกเศร้า
เวลา ร่วมสองเดือนที่ผ่านมาจินมาที่ร้านดอกไม้แห่งนี้ นับตั้งแต่ครั้งแรกที่ก้าวเหยียบเข้าสู่ความอบอุ่นของบ้านหลังเล็กแห่งนี้ ก้าวเข้ามาร่วมรับรู้ความรู้สึกของคนทั้งสอง ร่างบอบบางที่ไม่คิดว่าจะสามารถทนแบกรับความรู้สึกที่หนักอึ้งอย่างการสูญ เสียได้มากมาย และยังสามารถมีรอยยิ้มที่สดใสเหมือนดวงอาทิตย์ แววตาที่อ่อนโยนเหมือนกลีบดอกไม้ได้อีก ช่วงเวลาที่จะเห็นความโศกเศร้าจากหน่วยตาน่ามองทั้งสองคู่ คือช่วงเวลาที่พวกเขาไปที่
...สุสาน... ที่ซึ่งคาซึยะและฮิโรกิมักจะไปนั่งพูดคุย เล่าเรื่องราวต่างๆมากมายให้กับแผ่นหินที่สลักเพียงชื่อคนที่ทั้งสองรักไว้ เพียงเท่านั้น ที่ที่คำปลอบโยนของทั้งสองคนมีให้กันและกัน ช่วงเวลาเพียงไม่ถึงสองชั่วโมงที่จะมีน้ำตาของอดีตที่แสนอบอุ่น หลังจากนั้น...ดวงตาแสนหวานทั้งสองคู่ก็จะกลับมาสดใสและร่าเริงเมื่อก้าว เดินกลับจากสุสานแห่งนั้น
และเป็นภาพที่ได้เห็นเมื่อใด คำถามที่เคยเกิดขึ้นในหัวครั้งแล้วครั้งเล่าก็จะเกิดขึ้นอีกและทำให้จิ นครุ่นคิดหนักกว่าเดิม ...ทำอย่างใรจินถึงจะทำให้คาเมะมีความสุขได้? ทำอย่างไรจินถึงจะนำพาความสุขที่แท้จริงมาให้ฮิโรกิได้?...
คำ ตอบมันยากเกินไปสำหรับจิน ตัวเขาเองไม่รู้ว่าจะเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างนี้ไปได้อีกนานเท่าใด แม้จะยืนอยู่เหนือผู้คนมากมายและสั่งเป็นสั่งตายคนมานักต่อนัก แต่ภาพที่เห็นตรงหน้าหลายครั้งหลายครามันก็ยากเกินกว่าที่จะทำเป็นนิ่งเฉย
...กับคนที่ตนเองรัก...และคนรักของเพื่อนรัก...
.
.
.
สอง เดือนก่อนหน้านี้ ร่างสูงของชายหนุ่มหน้าตาดีพร้อมคนติดตามหนึ่งคนเช่นเคยได้ก้าวเข้ามาที่ ร้านดอกไม้แห่งนี้เป็นหนที่สอง เจ้าของร้านทั้งสองคนต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี และยินดีเป็นอย่างยิ่งที่คนคนนี้มายืนอยู่ที่ร้านเขาอีกครั้ง
“จะไปหาเรียวจังหรือครับ?” เสี้ยวหน้าที่จัดว่าดูดีเบี่ยงหันมามองต้นเสียงของคำถามนั้นเพียงนิด มุมปากได้รูปกดลึกลงเป็นรอยยิ้มบางเบาก่อนจะพยักหน้ารับแล้วหันไปเลือก ดอกไม้ในตู้ต่อ เจ้าของร้านตัวเล็กเลือกที่จะเดินไปที่ตู้ฝั่งตรงข้ามกับที่ลูกค้ารูปหล่อ ยืนอยู่ เสียงเปิดประตูบานเลื่อนกระจกเรียกให้จินหันกลับมามอง
มือ เล็กเอื้อมเข้าไปหยิบเอาดอกไม้กลีบอ่อนบางสีส้มจางๆกลีบดอกที่ซ้อนอยู่ด้าน นอกเป็นสีเหลืองอ่อนดูสวยงามแต่ไม่อ่อนแอ เลือกหยิบออกจากถังที่ใส่ไว้ได้สองสามช่อแล้วจึงยื่นดอกไม้ในมือมาตรงหน้า ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่
“แดฟโฟดิล ดีไหมครับ?” จินทำท่าคล้ายจะคิดอะไรเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้มอย่างที่ทำ ประจำ คนตัวเล็กเดินไปที่โต๊ะเพื่อจัดช่อดอกไม้โดยไม่คลายรอยยิ้มและมีจินเดินตาม ไป ร่างสูงหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาจากสูทเนื้อดีที่ราคาคงไม่ใช่หยอก เป็นผลให้คนที่กำลังเลือกสีกระดาษสาต้องเงยหน้าขึ้นมองความเคลื่อนไหวตรง หน้า แล้วเลิกคิ้วถามถึงจุดประสงค์ของธนบัตรใบที่ยื่นมาตรงหน้า
“อะไรหรือครับ?”
“ค่าดอกไม้ไง...” ยังไม่ทันที่ที่จินจะพูดจบมือเล็กที่ชื้นน้ำจากการตัดก้านดอกไม้ใต้น้ำใน กระป๋องน้ำ เช็ดมือผ่านๆก่อนจะเลื่อนอย่างรวดเร็วเพื่อดันธนบัตรใบนั้นคืนสู่มือเจ้าของ
“เก็บไปเถอะครับ ถ้าพี่ชายผมรู้...คงไม่ดีใจเท่าไหร่” สีหน้าดุตอนแรกคล้ายกับเป็นคำขู่เข็นให้จินเก็บกระดาษมีมูลค่าใบนั้นลง กระเป๋าในทันทีซึ่งโดยปกติคงไม่มีใครได้เห็นการที่อคานิชิ จิน จะทำตามคำสั่งของคนอื่น เมื่อจินทำตามคำขออย่างว่าง่ายไม่อิดออด เพราะไม่รู้จะอิดออดให้ได้อะไรขึ้นมาในเมื่อเจ้าตัวเค้าแสดงเจตจำนงออกทาง สายตาชัดเจนคาซึยะจึงยิ้มอย่างพอใจ จินเกรงว่าการขัดใจคงไม่ก่อให้เกิดผลดีกับการพบหน้าในครั้งต่อไป อีกอย่าง จินไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้มีความคิดที่ว่าอยากลองเป็นฝ่ายตามใจคนตาดุดูบ้าง อาจจะติดใจการตามใจคนอื่น...ใครซักคน เพราะที่ผ่านมาเคยแต่บังคับให้คนอื่นตามใจ
“ไม่สงสัยหรือครับว่าทำไมผมถึงรู้ว่าคุณเป็นเพื่อนเรียวจัง?” คำถามที่คาซึยะเลือกมาถามเพื่อสร้างความคุ้นเคยเป็นคำถามที่จินไม่สงสัยแน่ นอนอยู่แล้ว ในเมื่อทุกเหตุการณ์ที่สุสานวันนั้น วันที่จินได้พบคาเมะและฮิโรกิเป็นครั้งแรกบันทึกไว้ในสมองจินทุกเหตุการณ์ แต่จินก็ยังพยักหน้าพร้อมคำตอบรับเบาๆ
“อืม สงสัยสิ” เจ้าของร้านดอกไม้ชูช่อดอกไม้ขึ้นเสมอระดับสายตาตรวจดูความเรียบร้อยทั้งที่ คิ้วข้างหนึ่งถูกเลิกขึ้นสูงแสดงอาการประหลาดใจ ...สงสัยแล้วไม่เห็นถาม?... สายตาคมกริบมองมือที่จัดการงานอย่างชำนาญในเวลาไม่นานหลังจากที่เงียบบ้าง คุยบ้าง พูดคุยกับฮิโรกิที่เดินเข้าเดินออกภายในร้านบ้างหลังร้านบ้าง ก่อนจะเอื้อมมือไปรับช่อดอกไม้ช่อเล็กมาถือไว้
“คุณมีธุระที่ไหนหรือเปล่าครับ?” คนตัวเล็กเท้าคางกับโต๊ะจัดดอกไม้มองไปที่ช่อดอกไม้ยิ้มๆเมื่อเห็นอีกฝ่ายแสดงสีหน้าพอใจกับผลงาน
“ไม่ ทำไมหรือ?” รอยยิ้มบนริมฝีปากบางแย้มกว้างขึ้นอย่างสมใจ จนแก้มกลม ดวงตายิบหยี
“รอไปหาเรียวจังพร้อมกันไหมครับ?”
“...ไปสิ” หลังคำตอบรับคาซึยะยิ้มกว้างสำหรับคำตอบที่เป็นที่พอใจและขณะเดียวกับที่ฮิโรกิเดินออกมาจากหลังร้านพร้อมจานขนมในมือ
“นี่ฮิโรกิ คุณอคานิชิจะไปหาเรียวจังด้วยแน่ะ” ฮิโรกิตอบรับคำบอกเล่าด้วยการยิ้มกว้างแล้ววางจานขนมในมือลงตรงหน้า สีหน้าแสดงความยินดีไม่ปิดบัง
“คุณอคานิชิ ทานขนมรองท้องหน่อยสิครับ ผมทำเอง เรียวจังชอบทาน” คุกกี้ชิ้นเล็กพอดีคำถูกจัดใส่จานมาวางไว้ตรงหน้าพร้อมคำเชิญ จินกำลังนั่งตัดสินใจว่าจะหยิบชิ้นขนมเข้าปากแต่เสียงเหมือนเนื้อกระทบเนื้อ ไม่เบานักดังขึ้นให้หันไปมองคนที่ร้องเสียงครวญ
“โอ๊ย ฮิโระตีเราทำไม?” มือขาวสะบัดเร่าเพราะความเจ็บ คิ้วย่นจนชนกันสีหน้ายุ่งยากใจเหมือนเด็กโดนดุ
“มือยังไม่ทันล้างมาหยิบขนมได้อย่างไร?! อยากกินก็ไปล้างมือโน่น” ร่างเล็กลุกออกจากโต๊ะตัวที่นั่งเท้าคางอยู่เดินไปที่อ่างล้างมือพร้อมเสียงบ่นปอดแปดไม่ได้ศัพท์
“สนิทกันดีนะครับ” จินยิ้มให้กับท่าทางและกิริยาคล้ายเด็กของคนตัวเล็กและอีกคนที่เห็นเค้าความ เป็นผู้ใหญ่กว่ามาก ทั้งที่ผู้ชายที่ไม่ใช่เด็กทำแต่จินกลับคิดว่ามันน่ามองดีไม่น้อยไปกว่ากัน
“เราสามคน...เรียวจังด้วยน่ะครับ สนิทกันมาก ถึงแม้ว่าเรียวจังจะเพิ่งมารู้จักกับเราสองคนทีหลัง สนิทกันมากจน...” คำพูดประโยคนั้นไม่ทันจบประโยคดีแต่ฮิโรกิก็เลือกที่จะเงียบลงและยิ้มเกลื่อนคำพูดนั้นไปเมื่อคาเมะกลับเข้าสู่วงสนทนาอีกครั้ง
“ดูสิฮิโระนี่...แดงเลยนะ” ยื่นหลังมือให้เห็นว่าแดงเป็นรอยนิ้วชัดเจนเพียงไร มือนั้นอยู่ตรงหน้าคุณลูกค้ารูปหล่อที่กลายสถานะเป็นแขกของเจ้าของร้านไปโดย ไม่รู้ตัว มือใหญ่ที่สีไม่ต่างแต่ขนาดต่างกันไกลเอื้อมมือจับพร้อมกับผ้าเช็ดหน้าในมือ ซับน้ำหยดเล็กบนหลังมือขาวให้เจ้าของมือรีบชักออกด้วยความตกใจ
“ไม่ต้องก็ได้ครับคุณอะ...”
“ไม่เป็นไรหรอก...แต่จะรู้สึกดีมากกว่าถ้าเรียกผมว่าจิน”
“เอ่อ...ขอบคุณครับ คุณจิน”
“ไม่เป็นไร ผมยินดี” มือของจินคงอุ่นมากพอที่จะทำให้คาซึยะหน้าร้อนตามไปด้วย ดวงตาเรียวเหลือบมองไปทางเพื่อนสนิทแล้วรีบปลดมือออกจากมือใหญ่ทันที จินมองตามสายตาร่างเล็กไปก็พบเห็นว่าฮิโรกิมองเมินไปทางอื่นแล้วอมยิ้มแล้ว หยิบถังน้ำใบสุดท้ายของขั้นตอนการเก็บร้านไปเก็บที่หลังร้านก็ให้ยิ้มออกมา อย่างไม่มีเหตุผล
“เขินหรือ?” ดวงตาเรียวเบิกกว้างอย่างตกใจสำหรับคำถามที่ได้รับ แล้วใบหน้าหล่อเหลายังติดรอยยิ้มคล้ายจะล้ออยู่ที่มุมปากไม่จางอีกต่างหาก
“...ก็ทำอย่างนั้น ใครจะไม่เขิน ผู้ชายด้วยกันนะครับ” น้ำเสียงตะกุกตะกักในคำแรกและกลายเป็นปกติในคำพูดต่อมาทำให้จินรู้สึกเหมือน ยิ่งให้ความสนใจกับร่างตรงหน้ามากขึ้นอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
คนที่ ทำท่าเหมือนจะเขิน และยอมรับว่าเขิน แต่กลับควบคุมน้ำเสียงและตัวเองให้กลับมามั่นใจดังเดิมได้ในเวลาไม่ถึงนาที และยังแสดงความคิดในใจออกมาได้ตรงไปตรงมาเสียด้วย ชีวิตนี้ผ่านมายี่สิบกว่าปี ชีวิตที่อยู่ท่ามกลางความแข็งกระด้างของสังคมรอบตัวมากมายทำให้จิตใจอยากรับ รู้ถึงความจริงใจและอ่อนโยนบ้าง
“ขอโทษที่ทำให้รู้สึกอย่างนั้น” มือใหญ่วางมือเล็กลงอย่างนิ่มนวลและคำขอโทษก็ถูกปฏิเสธในทันทีเช่นกัน
“จะขอโทษทำไมครับ? คุณชอบขอโทษขนาดนั้นเลยหรือ?” จินไม่ได้ตอบอะไรออกไปคาซึยะจึงเสริมต่อทันที
“แล้วขอโทษทำไมบ่อยนักล่ะครับ? คุณยังไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย” ใบหน้าเล็กแย้มยิ้มให้ ในมือเล็กมีพวกกุญแจพวงหนึ่งซึ่งคาดว่าคงเป็นกุญแจร้านและบ้านหลังเล็กนี้ เมื่อคาซึยะเห็นว่าฮิโรกิถอดผ้ากันเปื้อนแขวนที่ที่แขวนเรียบร้อยมือเล็กจึง ถอดของตัวเองส่งให้เพื่อนช่วยแขวนให้แล้วจัดการผมหน้าของตัวเองด้วยยางรัดผม ที่คล้องไว้ที่ข้อมือเล็ก ผมทรงจุกน้ำพุเล็กๆ กับใบหน้าน่ารัก เข้ากันอย่างลงตัว
.
.
.
ผู้ชายสามคนเดินไปตาม ทางเดินที่ทอดตัวยาวผ่านแนวเนินเตี้ยๆ ไปจนถึงจุดหมายที่ต้องการ เวลาสี่โมงเย็นเป็นเวลาประจำที่ทั้งคาซึยะและฮิโรกิจะมาที่แห่งนี้เพื่อพูด คุยกับพี่ชายและคนที่รักที่สุด จินเป็นคนถือดอกไม้ช่อที่คาเมะจัดให้ในมือฮิโรกิอาสาเป็นคนเปิดประตูรั้ว เหล็กดัดสีขาวสวยงามที่ขวางอยู่ตรงหน้าให้
ก้าวแรกที่ทั้งสามเหยียบ ลงบนผืนดินแห่งนี้พร้อมกัน สายลมเย็นอ่อนเบาก็พัดเข้ามาปะทะใบหน้าให้ความรู้สึกอบอุ่นมากกว่าจะหนาว เหน็บ ความรู้สึกบางอย่างที่โอบล้อมร่างกายเอาไว้ รู้สึกดีจนต้องหันมามองหน้ากันด้วยรอยยิ้มที่มีความหมายเดียวกันว่าเรียวรับ รู้การมาถึงของทุกคนในที่นี้
.
.
.
“คุณจินนั่งด้วยกันสิครับ” ฮิโรกิหันไปชวนให้จินนั่งลงที่ข้างกันกับคาซึยะหลังจากทำความสะอาดบริเวณป้ายหน้าหลุมศพเสร็จ
“ขอบคุณ” คาซึยะกับฮิโรกิช่วยกันคลี่ผ้าผืนไม่เล็กไม่ใหญ่ออกเพื่อรองนั่งไม่ให้เสื้อผ้าเลอะเทอะไปมากกว่าที่เป็นอยู่
“ไม่เป็นไรครับ” เจ้าของร้านดอกไม้ทั้งสองยิ้มให้จิน ฮิโรกินั่งโดยมีคาซึยะที่ทอดตัวนอนตามความยาวของผืนผ้าแล้วบิดขี้เกียจเสียยกใหญ่
“ทำอะไรไม่อายคุณจินเลยนะคาซึยะ”
“...ขอโทษครับ” ร่างบางยิ้มแหยแล้วซุกหน้าลงกับหน้าตักของเพื่อน
“ไม่เป็นไร ตามสบายเถอะ ผมรู้ว่าเหนื่อยกันมาทั้งวัน” เห็นเดินเข้าเดินออกหน้าร้านหลังร้านกันสองคนตั้งแต่ที่จินมาถึงยังไม่ได้ หยุด คิดว่าคงจะเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ตอนร้านเปิดแล้วล่ะมั้ง ตัวก็เล็กแค่นี้ อีกคนก็ร่างบางไม่แพ้ผู้หญิง แต่ทำงานทั้งวันแล้วยังยิ้มได้ทุกเวลา น่าอิจฉาเรียวที่มีคนข้างตัวเป็นเหมือนแสงอาทิตย์ที่คอยให้ความอบอุ่นแก่จิต ใจเสมอมา ผิดกับจิน...คนที่แสงสว่างไม่เคยเข้าถึงจิตใจ
“นี่เรียวจัง...วันนี้เพื่อนเรียวจังมากับฉันด้วยนะ ทักทายเพื่อนด้วยล่ะ” คาซึยะบอกกับป้ายหินสลักชื่อเสียงเรียงนามเอาไว้ยิ้มๆ ด้วยความคิดที่ว่าถ้าเกิดเรียวทักทายเพื่อนอย่างที่บอกจริงจะออกมาในรูปแบบ ไหนกัน จะเหมือนหนังสยองขวัญที่มีมือมาสะกิดให้จินรู้สึกโดยไม่มีแม้แต่มือโผล่ให้ เห็นไหมนะ?
“บอกให้เรียวมาทัก ถ้าเรียวมาจริงนายนั่นล่ะที่จะกลัวจนสั่นน่ะคาซึยะ” คนถูกติงทำหน้าคล้ายจะพูดไม่ออกพักนึงแล้วพยักหน้าเร็วๆ อย่างรับรู้ในสิ่งที่เพื่อนบอกแล้วรีบกลับคำพูดทันที “ไม่ต้องมาก็ได้นะ อยู่เงียบๆอย่างเดิมดีแล้วล่ะ” ฮิโรกิระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่นให้คาซึยะค้อนเข้าให้
“คุณจินเป็นเพื่อนกับเรียวจังมานานแล้วหรือครับ?” จินหันมาสนใจกับคำถามของฮิโรกิที่เป็นฝ่ายชวนคุย
“ก็...นานครับ ตั้งแต่เด็กเลย” ใช่ จินและเรียวเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก เพื่อนสนิทที่สนิทกันมาก ถ้าพูดกันตามจริง เรียวกับจินแทบจะอยู่ด้วยกันตลอดเวลา เรียวอาศัยอยู่ในบ้านจินเพราะพ่อของเรียวและคาซึยะทำงานให้บ้านของจิน ตอนนั้นแม่ของคาซึยะกับเรียวอาศัยอยู่ที่ร้านดอกไม้เพราะการหย่าร้าง คาซึยะได้พบกับเรียวเมื่อเรียวเรียนจบม.ต้นและกลับมาอยู่กับน้องชายเพราะแม่ ที่เสียชีวิตไป
“เพื่อนสมัยเด็กหรือครับ?” คาซึยะผุดลุกขึ้นนั่งจ้องหน้าจินจริงจังเหมือนต้องการความจริงอะไรบางอย่าง
“ใช่...เพื่อนที่โรงเรียน” ความจริงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องปกปิดทำให้ต้องโกหกออกไปด้วยสีหน้าที่เป็น ปกติ ไม่แสดงพิรุทใดให้คนทั้งสองสงสัย ด้วยความจริงที่ว่าบ้านจินเป็นนักสังหารและเป็นที่ที่ทำให้แม่ของคาซึยะและ เรียวไม่ได้อยู่กับพ่อ เป็นบ้านที่ทำให้ครอบครัวที่ควรจะสงบสุขและมีความสุขไม่เหลือแม้แต่ความ อบอุ่น เพราะแม่ของทั้งคู่ไม่อยากให้ผู้เป็นสามีต้องไปเข่นฆ่าใครด้วยหน้าที่หลัก คือนักสังหารตามใบสั่งนายใหญ่อย่างพ่อของจิน ร่างบางนอนลงไปอีกครั้งกับประโยคพึมพำเบาๆ
“อย่างนั้นหรือ” ปลายนิ้วของฮิโรกิสางเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนที่ท่าทางว่าจะนุ่มมือไม่น้อยเล่นไปมา คนถูกทำก็เพลินจนหลับตานอนนิ่ง
“แล้วคุณจินรู้ได้อย่างไรครับว่าเรียวจัง...” ปลายเสียงของฮิโรกิแผ่วลงเหมือนไม่อยากพูดถึงคำนี้ทำให้จินตัดสินใจที่จะตอบออกมาทั้งที่ประโยคคำถามยังไม่จบลง
“ทราบจากเพื่อนอีกทีครับ เพื่อนบอกมาว่าเรียวกำลังจะเดินทางไปต่างประเทศเพื่อทำงานอะไรบางอย่างแล้วประสบอุบัติเหตุ” ฮิโรกิพยักหน้ารับรู้ว่าสิ่งที่จินรู้มานั้นเป็นสิ่งที่ถูก เพราะทั้งเขาและคาซึยะก็รู้ตามที่จินบอกมา แต่ใครอื่นจะรู้นอกจากจินและคนสนิทว่าเรียวตายไปเพราะอะไร? จินเพิ่งรู้สึกว่าการมีความลับนี่ช่างน่ารำคาญจนไม่อยากจะทนเก็บมันไว้ แต่ให้อย่างไรก็ต้องทน ในเมื่อสัญญาระหว่างเขาและเรียวเป็นสิ่งที่ต้องรักษาให้เหมือนกับเรียวที่ รักษาสัญญาของตัวเองที่ว่า...จะยอมตายแทนจิน...
“คุณไม่รู้หรือว่าเรียวจังทำงานอะไร?” ใบหน้าหล่อเหลาส่ายเบาๆเป็นคำตอบให้คนที่นอนอยู่บนตักเพื่อนทำหน้ายู่อย่างไม่สบอารมณ์
“แล้วเรียวไม่บอกพวกคุณหรือว่าเขาทำงานอะไร?” เสียงนุ่มทุ้มถามเหมือนสนใจใคร่รู้ แต่ความจริงแล้วจินแทบจะไม่ต้องการรับฟังอะไรเลยในเมื่อเขารู้ทุกอย่าง เกี่ยวกับเรียวเป็นอย่างดี อยู่ด้วยกันแทบจะยี่สิบสี่ชั่วโมง และจินก็รู้ดีว่าเรียวทำอะไรถึงต้องปิดปากเงียบเรื่องของเรียวอย่างที่ทำ อยู่ตอนนี้ ทั้งฮิโรกิที่นั่งเป็นหมอนหนุนให้คาซึยะและตัวคาซึยะเองส่ายหน้ากันพัลวัน ถึงต้องำแกล้งถอนหายใจ
“เรียวก็ไม่ได้บอกผมเหมือนกัน เราเจอกันไม่บ่อยหรอกครับแค่เดือนละสองสามครั้งเท่านั้น เวลาที่เรียวเข้าไปที่โตเกียว” ใช่ ถึงจินจะมีตำแหน่งควบคู่เป็นทั้งหัวหน้าและเพื่อนของเรียว แต่จินก็เจอเรียวเพียงอาทิตย์ละครั้ง นี่เป็นหนึ่งในข้อตกลงที่เรียวจะรับตำแหน่งนักสังหารมือหนึ่งของกลุ่มไว้ เรียวจะกลับมารับคำสั่งของกลุ่มทุกอาทิตย์ อยู่เป็นที่ปรึกษาให้จินบ้างในบางครั้ง และจะไปทำงานตามสิ่งที่ได้รับมอบหมายตามแต่ระยะเวลาจะเป็นใจ
“ผม สงสัยมาตลอดว่าพี่ชายทำงานอะไร เรียวจังบอกแค่ว่าเป็นงานประจำแต่เอากลับมาทำที่บ้านได้ บางครั้งก็ต้องออกไปทำนอกสถานที่ ถามเท่าไรเรียวจังก็ไม่เคยคิดจะแง้มปากบอก แม้แต่ตอนนี้ก็ยัง...” น้ำเสียงกระเง้ากระงอดที่บ่นยืดยาวออกมาตอนแรกแผ่วเบาไปในประโยคสุดท้าย ใบหน้าเรียวสวยเงยขึ้นมองเจ้าของมือเรียวที่ลูบอยู่ที่แก้มเบาๆ คล้ายจะปลอบโยน คาซึยะกลั้นเสียงสะอื้นก่อนที่มันจะหลุดออกมาแล้วมือเล็กก็ยกขึ้นแตะแก้มของ อีกคน สายตาที่คนทั้งสองมองกันไม่ได้แตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย ปลอบโยนด้วยน้ำตา
“สัญญากันแล้วไง เช็ดออกให้หมดเดี๋ยวนี้เลย” ตัวตัวเล็กต่อว่าเพื่อนไปอย่างนั้นแต่ตัวเองก็ยังหลุดเสียงสะดุดลมหายใจตัวเองออกมาอยู่ดี
“คาเมะต่างหากที่เริ่มก่อน” ร่างเล็กผุดลุกขึ้นนั่งเร็วพยายามกระพริบตาไล่หยดน้ำที่คลออยู่ที่หน่วยตา ปลายนิ้วกลมเอื้อมไปแตะเอาหยดน้ำที่หางตาของฮิโรกิออกอย่างรวดเร็ว
“.............................” แม้ปลายจมูกจะยังแดงเรื่ออยู่แต่ริมฝีปากบางก็ฉีกยิ้มกว้างจนตาหยีอย่างเอาใจให้ฮิโรกิที่ส่งยิ้มจางๆมา
“เด็กดีต้องอย่างนี้สิ” สองร่างตรงหน้าจินกอดกันแน่นแต่จินก็ยังเห็นว่าฝ่ามือทั้งสองคู่กำแน่นเข้า ที่เสื้อของอีกฝ่ายคล้ายจะอดกลั้นกับความรู้สึกที่ไม่อยากเผชิญ “สัญญา...”
“ไม่ต้องสัญญาหรอก...การร้องไห้มันไม่ใช่สิ่งไม่ดีตรงไหนนี่?” เสียงของบุคคลที่สามแทรกผ่านอ้อมกอดของร่างบางสองร่างเรียกให้หันไปมองอีกคนที่อยู่ร่วมสถานที่เดียวกัน “ผมไม่คิดว่ามันแย่หรอกถ้าจะร้องไห้เพื่อใครสักคน ดีเสียอีกที่พวกคุณร้องไห้ได้”
“ขอโทษด้วยนะครับพวกเราคงทำให้คุณรู้สึกไม่ค่อยดี” ฮิโรกิเป็นฝ่ายผละออกจากวงแขนเล็กของคาซึยะ ร่างโปร่งสูดลมหายใจลึกเพื่อคลายสะอื้นก่อนจะยิ้มบางเบาและเอ่ยคำขอโทษในท้ายที่สุด
“ไม่เป็นไร...ผมเข้าใจ” จินยิ้มรับในขณะที่ปลายสายตาเห็นว่าอีกคนฝ่ายแสดงสีหน้าเหมือนตอนที่อยู่ที่ ร้าน คาซึยะกำลังเขิน...มือใหญ่เอื้อมไปแตะลงบนกลุ่มผมนุ่มมือแล้วรั้งเบาๆ พร้อมกับเขยิบตัวเข้าใกล้ให้ศีรษะเล็กได้ซุกซบลงบนไหล่กว้าง คำพูดไม่กี่ประโยคของจินทำให้ตอนนี้บ่าเสื้อเชิ๊ตสีขาวของจินชุ่มไปด้วยหยาด น้ำร้อนจนฮิโรกิยังแสดงอาการตกใจแต่ก็ส่งยิ้มมาให้ในที่สุด
“ถ้า อยากร้องไห้แล้วไม่ร้อง...ก็เท่ากับไม่รู้จักความอ่อนแอ แล้วคนที่ไม่เคยอ่อนแอที่ไหนจะกลายเป็นคนเข้มแข็งได้ ถ้าเสียใจแล้วอยากร้องไห้ก็ทำเถอะ ถ้าเศร้าจนทนไม่ไหวก็ปลดปล่อยมันออกมา แล้วถ้าอยากจะหาที่ที่สามารถร้องไห้ได้อย่างเต็มที่...ผมเต็มใจนะ รับรองว่าเรียวไม่ว่าหรอก” จินส่งยิ้มให้ฮิโรกิที่มองมาทางเขาทั้งคู่ด้วยรอยยิ้มทั้งที่หน่วยตาสวยพราว ไปด้วยหยดน้ำ จินไม่ได้กอดปลอบฮิโรกิอย่างที่ทำกับคาซึยะ เพราะจินไม่คิดว่าเรียวจะชอบใจหากเขาจะเป็นคนปลอบโยนคนสำคัญของเรียวแม้แต่ ตัวฮิโรกิเองก็คงต้องการคนปลอบโยนด้วยอ้อมกอดอบอุ่นของคนอ่นซึ่งไม่ใช่จิ นแน่ แต่กับคาซึยะจินกล้าที่จะทำ...เพราะจินรู้สึกอยากจะปกป้องคนตรงหน้าให้มีที่ พึ่งพิงบ้างสักนิดก็ยังดี
เพราะคาซึยะเหงาและเดียวดายยิ่งกว่าฮิโร กิ ฮิโรกิยังเคยมีช่วงเวลาที่มีครอบครัวที่อบอุ่น มีญาติพี่น้องที่อยู่กันพร้อมหน้าแต่คาซึยะไม่เคย เพราะฮิโรกิเคยมีเรียวที่คอยปกป้องในฐานะพี่ชายและคนรัก แต่คาซึยะมีเพียงเรียวที่ปกป้องในฐานะพี่ชาย และฮิโรกิผ่านและพบกับหลายสิ่งบนโลกใบนี้มากมากกว่า เข้มแข็งพอที่จะอยู่กับความจริงตรงหน้าได้มากกว่าคาซึยะ จินถึงได้โอบอุ้มคาซึยะเอาไว้ในอ้อมกอด แต่จินก็ยังเต็มใจที่จะกางปีกปกป้องฮิโรกิด้วยเช่นกัน
ผ่านไปไม่นาน ร่างเล็กที่สั่นเทาก็หยุดนิ่งแล้วผละออกห่างก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาดังๆ รอยแดงบนแก้มเนียนทำให้จินรู้ได้ว่าคาซึยะกำลังเขินอีกแล้ว มือใหญ่ยกขึ้นปาดปลายนิ้วหัวแม่มือลงบนโหนกแก้มเกลี่ยเอาความชื้นที่เกาะ อยู่ให้จางลง อะไรดลใจให้ทำไม่รู้ได้ จินรู้แค่ว่าร่างกายมันเป็นไปเอง เมื่อจินโน้มใบหน้าเข้าใกล้คาซึยะก็พริ้มตาหลับลง ฮิโรกิเมินหน้าออกไปทางอื่นเมื่อจินแตะริมฝีปากเย็นฉ่ำลงบนแก้มนุ่มทั้งสอง ข้าง
“สบายใจก็ดีแล้ว ใกล้ค่ำแล้ว กลับกันเถอะ” ประโยคแรก จินบอกให้คนตรงหน้าฟัง แต่ประโยคหลังจินหันไปมองทางฮิโรกิที่เพิ่งหันกลับมาทางทั้งสองแล้วยิ้มรับ ครั้งนี้จินเป็นคนเก็บผ้าปูรองนั่งให้คาซึยะเดินนำไปเก็บไว้ที่ประจำ
เรื่อง ราวแห่งการโกหกยังคงดำเนินต่อไปด้วยการที่จินเลือกที่จะเอ่ยถึงเรื่องของ เรียวเมื่อทั้งคาซึยะและฮิโรกิถามถึง ความจริงบางส่วนยังคงถูกเก็บเอาไว้ เพราะสัญญาที่เคยให้ไว้ต่อกัน...สัญญาเพื่อแลกกับการที่เรียวจะเข้ามาเป็น มือสังหารและผู้ติดตามหมายเลขหนึ่งอย่างที่ถูกวางตัวไว้ตั้งแต่เรียวยังอยู่ ที่บ้านจิน
“พวก เขาจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและจะต้องไม่ได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมด ฉันจะตายจากพวกเขาไปเพราะฉันไม่อยากให้พวกเขาต้องมามีส่วนเกี่ยวข้อง นิชิกิโด เรียว จะตายจากน้องชายเพียงคนเดียวและเพื่อนของเขาไป คนที่จะต้องปกป้องเขาแทนฉันคือนาย...ในฐานะเพื่อนฉันคงฝากให้นายดูแลเขาได้ และในฐานะเจ้านาย...ผมจะทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายและทำเพื่อประโยชน์ของ กลุ่มให้ดีที่สุดครับ...ผมสัญญา”
.
.
.
เมื่อ สองเดือนก่อนเป็นฤดูที่กำลังเปลี่ยนเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงผู้มาเยือนยังจำได้ ถึงวันแรกที่ได้พบเจอกับทั้งคู่ บรรยากาศตอนนั้นไม่ต่างจากตอนนี้เท่าไรนัก เพียงแต่ความเย็นของอากาศโดยรอบจะมีมากขึ้น ใบไม้ที่เคยปลิดตัวร่วงจากกิ่งก้านก็กลายเป็นต้นไม้ที่แทบจะไม่มีใบติดต้น ไว้ให้เห็นเลย
เส้นทางเดิมที่เคยเดินมาเมื่อสองชั่วโมงก่อน ตอนนี้กำลังมืดลงเพราะดวงอาทิตย์ที่คล้อยไปอยู่ขอบฟ้าฝั่งตะวันตก ทั้งสามกำลังเดินกลับสู่หมู่บ้านด้วยความเร็วการก้าวเท้าที่สม่ำเสมอ เสียงพูดคุยที่แทรกผ่านความเงียบของบรรยากาศโดยรอบไปตามทางที่เดินผ่านไม่ ได้ทำให้ความสงบของพื้นที่หายไป สายลมเย็นยังคงทักทายตอบเป็นระยะๆให้คนที่เดินผ่านเย็นจนต้องห่อตัวเองเข้า แต่ในความรู้สึกก็ไม่หนาวเหน็บเหมือนช่วงที่กำลังเปลี่ยนอากาศอย่างเวลาทั่ว ไป
ประตูหน้าบ้านหลังเล็กหัวมุมถนนที่ทอดยาวเส้นเล็กของหมู่บ้านชาน เมืองถูกไขกุญแจโดยเจ้าของบ้านในเวลาเกือบมืด ร่างเล็กก้าวเข้าในบ้านโดยไม่ลืมหันมาเชิญแขกผู้มาเยือนที่มาตั้งแต่เมื่อ กลางวัน
“เข้ามาดื่มกาแฟก่อนไหมครับ?” รอยยิ้มสดใสบนแก้มกลมๆยังมีให้เห็นไม่จางสายตาทำให้จินคิดคำปฏิเสธไม่ออกจน ต้องก้าวเข้ามานั่งในห้องรับแขกบ้านหลังนี้เป็นครั้งแรก ร่องรอยของความอบอุ่นในแบบของครอบครัวยังหลงเหลือให้ได้สัมผัสเวลาที่มองไป ยังกรอบรูปที่แขวนอยู่ตามผนังบ้าน
“ขอบคุณมาก รบกวนสองครั้งเลย” ฮิโรกิที่เดินตามคาซึยะซึ่งวางแก้วกาแฟลงแล้วนั่งลงที่เบาะตรงข้ามวางจานขนมลงอีกใบหนึ่ง
“ไม่ เป็นไรครับ ถ้าไม่รังเกียจเชิญทานมื้อเย็นด้วยกันก่อนสิครับ” จินยกข้อมือขึ้นเพื่อมองนาฬิกาเรือนสีเงินมองเวลาแล้วก็ต้องตอบปฏิเสธอย่าง เกรงใจ
“ผมคงไม่รบกวนแล้วล่ะครับ อีกสักพักคงกลับ” ถึงแม้จะเป็นคำปฏิเสธแต่เจ้าบ้านทั้งสองก็ยังยิ้มรับ
“นั่น สิ...ขับรถกลางคืนลำบากแย่เลย ขอโทษนะครับที่ทำให้เสียเวลาจนมืดค่ำขนาดนี้ แล้ว...คนขับรถคุณอยู่ที่ไหนหรือครับ? ตั้งแต่วันนั้นแล้วไม่เคยได้คุยกันเลย” วันนั้นที่คาซึยะพูดถึงไม่ได้ทำให้จินต้องนึกนาน วันแรกที่เขาทั้งสองพบกัน จินออกจะสนใจในตัวคาเมะเพิ่มมากขึ้นอีกหลายเท่าหลังจากที่คนตัวเล็กสามารถจด จำรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเขาและคนรอบข้างได้ดีอย่างน่าทึ่ง
“ไม่เป็นไร ผมยินดีที่ได้ช่วยเหลือคุณบ้าง”
“ขอบคุณครับ”
ฮิ โรกิเอ่ยลาที่หน้าประตูบ้านแล้วขอตัวเข้าไปเตรียมมื้ออาหารเพื่อไม่เป็นการ เสียเวลา คาซึยะจึงเป็นคนมาส่งแขกเช่นหลายๆครั้ง โดยมากจะเป็นร่างเล็กที่ออกมาส่งคนตัวโตถึงหน้าประตูบ้าน รถคันใหญ่จอดเทียบหน้าบ้านหลังเล็กพร้อมกับคนขับรถที่แม้ฟ้าจะมืดจนเกือบ สนิทแต่ก็ยังคงใส่แว่นตาสีดำเอาไว้เสมอลงมายืนรอจินอยู่ข้างรถ คาซึยะโค้งให้เป็นการทักทายชายคนนั้นก็ผงกศีรษะเบาๆ เป็นการตอบรับแล้วเปิดประตูรถให้เจ้านายได้เข้าไปนั่ง กระจกรถที่เลื่อนลงหลังจากที่คนติดตามของจินเดินกลับไปประจำตำแหน่งได้ไม่ นานทำให้คาซึยะต้องก้มตัวลงมาให้ใบหน้าเสมอกับ
“แล้วเจอกันวันเสาร์หน้า คาซึยะ” มือเล็กที่ไขว้อยู่ด้านหลังยื่นดอกไม้หนึ่งดอกผ่านทางหน้าต่างรถมาอยู่ตรงหน้า -แดฟโฟดิล-
“ครับ คุณจินแล้วเจอกันนะครับ ขับรถดีๆ นะครับคุณคนขับรถ” จินเลื่อนกระจกปิดเมื่อคาซึยะยืดตัวตรงโบกมืออำลาให้ยังไม่วายมีแก่ใจจะ ตะโกนบอกคนของจินให้ขับรถดีๆ ทั้งที่ชื่อเสียงเรียงนามก็ไม่เคยรู้จัก มองผ่านกระจกมองหลัง บ้านหลังที่รถเพิ่งเคลื่อนตัวห่างออกมาเหลือเพียงแสงไฟเพราะร่างบางที่ยืน อยู่เมื่อครู่ล๊อคประตูหน้าบ้านแล้วเดินกลับเข้าบ้านไปก็ให้จินนึกยิ้ม เอ็นดู
“คุณจินครับ คุณเรียวโทรหาผมบอกว่ารอพบอยู่ที่หอกลางครับ” จินเอนตัวพิงเบาะ ศีรษะได้รูปหงายเงย ดวงตาคมปิดนิ่ง มีเพียงคำรับรู้เบาๆ ที่เป็นสัญญาณให้โคคิรับรู้ว่าเจ้านายฟังอยู่
ดวงตาคมมองไปที่ นั่งข้างตัวที่ว่างอยู่ ดอกไม้กิ่งหนึ่งวางอยู่ตรงนั้น แดฟโฟดิลสีเหลืองอ่อน -เกียรติยศแห่งอัศวิน- อบอุ่นราวกับได้โอบกอดแสงอาทิตย์ กลิ่นหอมของอ้อมกอดเล็ก กลุ่มผมนิ่มที่ซุกซบลงมาบนไหล่ กลิ่นแดดที่อบอุ่น จินอยากเหลือเกิน...อยากที่จะเก็บความอบอุ่นนั่นไว้ในอ้อมกอดตลอดไป
มือ ใหญ่เลื่อนไปไล้เบาๆที่กลีบดอกที่แสนบอบบาง อยากโอบกอดเก็บไว้กับตัว แต่สิ่งที่บอบบางราวกับกลีบดอกไม้อย่างนี้คนแข็งกระด้างอย่างจินจะรักษาไว้ ไม่ให้บอบช้ำได้หรือ? สิ่งเปราะบางอย่างความรัก และความบอบบางของ
คาซึยะจินจะโอบกอดไว้เพื่อให้ได้รับรู้ถึงความอบอุ่นได้หรือ?
อากาศ ที่เริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆตามนาฬิกาธรรมชาติ นิ้วเรียวกดปุ่มเลื่อนกระจกอัตโนมัติลงให้ลมภายนอกได้เข้ามา เส้นผมหยักศกปลิวไปตามแรงลมและทั่วทั้งคันรถได้รับลมแรงที่ยิ่งแรงขึ้นเมื่อ ความเร็วของรถยังทะยานไปบนถนนกว้างไม่ลดลง กลีบดอกบอบบางของแดฟโฟดิลปลิวจนแทบช้ำ ทำให้จินต้องเลื่อนดอกไม้นั้นออกห่าง...และสิ่งนี้ก็ทำให้ร่างสูงนิ่งไปเป็น ครู่กับความคิดของตัวเอง
“ถ้าไม่อยากให้บอบช้ำก็ควรจะทำให้อยู่ห่าง ฉันไว้สินะ เพราะถ้าอยู่ใกล้หรืออยู่ในอ้อมกอดของฉัน...ดอกไม้นี้ก็จะบอบช้ำเพราะอ้อม กอดที่รัดรึงและเจ็บปวด” เสียงทุ้มเปรยเหมือนจะพูดกับตัวเองขณะที่สายตาหรุบต่ำลงมองดอกไม้สีเหลือง ที่ถูกเลื่อนออกไปไกล
“มีคนเปรียบเทียบไว้ว่าการได้โอบกอดกอดช่อดอก แดฟโฟดิลไว้เต็มอ้อมแขนเสมือน ได้โอบกอดแสงอาทิตย์ไว้เลยทีเดียว แดฟโฟดิลทุกสายพันธุ์ล้วนมีกลิ่นหอม แต่แดฟโฟดิลสีเหลืองมีกลิ่นหอมที่สุด ซึ่งดอกไม้ชนิดนี้มีความหมายพิเศษที่ว่า "เกียรติยศแห่งอัศวิน" ดังนั้นการมอบกระถางแดฟโฟดิลจะดีกว่าการให้เป็นช่อดอกไม้ เพื่อที่ผู้รับจะได้มีโอกาสชื่นชมความงามของดอกแดฟโฟดิลได้นานกว่า”
IPB Image
--------------------