
::Body Languages::08 [end]
Body Languages 08
===================================
.
.
.
จินกลับขึ้นมาบนห้องอีกทีก็เห็นว่าคนตัวเล็กยังนอนหลับตาอยู่บนเตียงเลยถือโอกาสเข้าไปซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน จากที่คิดว่าคาเมะหลับไปแล้ว แต่ความคิดจินก็ถูกเปลี่ยนทันทีทันใด เมื่อร่างบนเตียงนั้นขยับตัวเปลี่ยนท่าเป็นหันหน้ามาหาเค้าที่สอดตัวไว้ใต้ผ้าห่มเพียงครึ่งแล้วพิงศีรษะไว้กับหัวเตียง มือใหญ่สอดเข้าในเส้นไหมสีน้ำตาลเข้ม เสียงงึมงำถามมาจากคนที่ยังหลับตาถามจินได้ถึงสองครั้งสองครา
“ไม่นอนเหรอ?” จินเพียงแค่เลื่อนตัวลงไปใต้ผ้าห่มมากกว่าเดิมแล้วสอดแขนเข้ารองที่กลุ่มไหมนั่น ทำให้คาเมะเขยิบตัวเองขึ้นมาวางหัวอยู่บนไหล่กว้าง จินไม่ลืมที่จะดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มให้จนถึงไหล่ แม้ว่าตอนนี้จะเป็นเวลาบ่ายแก่ๆ ที่พระอาทิตย์ยิ้มแฉ่ง สาดแสงจ้าอยู่บนฟ้าก็ตาม แต่อากาศฤดูนี้มันไม่ใช่ว่าร้อนจนต้องนอนตากลมแล้วจะสบายตัวหรอกนะ ไข้ขึ้นน่ะสิไม่ว่า
“ไม่ล่ะ นอนเถอะ เมื่อคืนชั้นทำนายไม่ได้นอนนี่นา...วันนี้จะเฝ้ายามให้นะ” จินได้ยินเสียงคาเมะหัวเราะในคออยู่คนเดียวทำมาพูดเล่นให้คิดมากว่าไม่ได้นอนเพราะอะไร แล้วก็ซุกหลับไปกับตัวจินไม่นาน
...อยู่รอเค้าขึ้นมางั้นเหรอ?...
จินก้มลงมองร่างเล็กที่ท่านอนไม่ต่างจากเด็กติดหมอนข้างจนต้องก่ายขาจินเอาไว้ยิ้มๆ ปากแดงแต้มลงบนกลุ่มผมสีน้ำตาลเข้ม ถัดลงมาที่แก้มนิ่ม และเลยไปถึงปลายจมูกโด่งเล็กน่ารัก ปลายนิ้วเรียวขาวของคนที่ตื่นอยู่จับเอาปลายคางเล็กให้เงยขึ้นน้อยๆ ก่อนที่ดวงตาสีเข้มจะจับจ้องที่เรียวปากบางราวกับต้องการจะเป็นเจ้าของกลีบสีอ่อนนี้ด้วยริมฝีปากของตัวเองอย่างที่สุด เปลือกตาคมที่หรุบมองอยู่เป็นนานค่อยๆ เลื่อนใบหน้าตัวเองเข้าใกล้สิ่งที่ปรารถนามานานแสนนาน
แต่ก่อนที่จะได้สิ่งที่ปรารถนาคนที่ไม่มีบุญวาสนาอย่างจินก็ต้องถูกขัดขวางจนถึงที่สุดเหมือนกัน เมื่อสิ่งที่จินหมายปองขยับเอ่ยคำถามที่แสลงจิตทั้งที่ดวงตาเรียวสวยนั่นยังปิดสนิท
“นายจะขโมยจูบชั้นรึไง?” ระยะใกล้ชิดที่ได้จ้องเข้าไปในดวงตาเรียวสวยนั่นทำให้จินเผลอเม้มปากไปครั้งเพราะเห็นแววซุกซนและรู้ทันจากในดวงตาคู่นั้น
ปลายนิ้วเล็กยกขึ้นทาบลงบนปากอิ่มของจินแผ่วเบา เหมือนจะยั่วให้จินสติแตกหลังจากหลังจากจินกลายเป็นของคาเมะไปหมาดๆ ทำอย่างนี้ โดนจินจับกดจะหาว่าหล่อไม่เตือนนะครับคนดี แต่จินก็รู้ดีว่า...ไม่มีปัญญาหรอก คิดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจกับตัวเองก่อนจะหงายตัวแผ่ลงนอนกับพื้นเตียงแล้วหลับตาลงพร้อมทำปากยู่อย่างที่คิดว่าคาเมะคงจะเอ็นดูไม่มากก็น้อย
“ทำท่าแบบนั้นคิดว่ามันน่ารักน่าเอ็นดูนักรึไงจิน?” ร่างบางพลิกตัวขึ้นไปท้าวศอกทับบนตัวจิน ค้ำใบหน้าด้วยกำปั้นน้อยๆ ของตัวเองสองข้างเอียงคอมองหน้าจินอย่างนึกหมั่นไส้
“แล้วนายคิดว่าน่ารักมั้ยล่ะ?” มือใหญ่เอื้อมมาโอบเอวบางที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมผงกหัวขึ้นมาดูหน้าตาน่ารักที่อยู่ใกล้ไม่เกินคืบ หึ้ย! คิดว่าน่ารักแล้วจะทำร้ายจิตใจจินน้อยๆ ด้วยหน้าตาใสซื่อแฝงแววเจ้าเล่ห์อย่างนี้เหรอ? ใครสอนให้ทำกัน!!!
“หึ...ไม่เลยซักนิด” ปากบางบิดเบ้น้อยๆ คล้ายกับจะเยาะกับคำถามที่ได้ฟัง และคำตอบที่มีให้ก็แสดงออกชัดเจนว่าทั้งเยาะและเย้ยจินในทีเดียวสองระดับขั้นเลยแหละ
“งั้นนายก็สมควรจะโดนลงโทษอยู่เหมือนกันนะคาเมะ” ร่างเล็กเลื้อยลงจากคนตัวใหญ่ไปยืนอยู่ริมหน้าต่าง เอวบางพิงวั้บขอบหน้าต่างบานสูงสุดเพดาน ม่านสีสว่างกับแสงอาทิตย์ที่สาดเข้ามาจากทางด้านหลังทำให้ภาพที่จินเห็นเป็นเพียงกรอบเงาของร่างบางที่เมื่อตะเกี๊ยะ!!! ยังนอนอยู่บนตัวจินอยู่เลยน่ะ! แล้วทำไมตอนนี้มายืนยิ้มมีเลศนัยให้จินงี้ล่ะ?
“โทษฐานอะไร?” การต่อล้อต่อเถียงกำลังดำเนินไปอย่างเรื่อยเรียบ จินตอบคำถามคาเมะด้วยการลุกนั่งแล้วปัดเอาผ้าห่มผืนนุ่มไปกองไว้ปลายเตียง ก่อนจะเปลี่ยนมานั่งห้อยขาจ้องตาคนที่ถามความผิดตัวเองอยู่ตอนนี้
“โทษฐานที่คิดว่าชั้นจะแค่ขโมยจูบไง...เพราะชั้นคิดจะลักหลับนายต่างหากล่ะ” หน้าตากรุ้มกริ่มกับคำพูดชวนให้คิด แต่ถ้าจินคิดว่าคาเมะจะเขินจนทำอะไรไม่ถูกที่โดนประโยคนี้เข้าไปเต็มๆ หรือว่ายังไงกัน? ผิดเลยเหอะอคานิชิ...มือน้อยที่ล้วงอยู่ในกระเป๋ากางเกงตัวเอง แล้วยืนพิงกายกับขอบหน้าต่างบานสูง ท่วงท่าสบายตาสบายอารมณ์ เรียกให้จินก้าวเท้าเข้าไปหาด้วยความคิดที่หลากหลาย แต่เสียงเคาะประตูห้องที่ดังขึ้นก็ทำให้จินหงุดหงิดได้มหาศาล สีหน้าและอาการถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาพรูแบบนั้นทำให้คาเมะอดที่จะขำไม่ได้ คิ้วเรียวสวยของคนตัวเล็กเลิกขึ้นพยักเพยิดไปทางประตูให้จินที่หันกลับมามองทางเค้าอีกครั้งต้องส่ายหน้าน้อยๆ แล้วเดินไปที่ประตูด้วยอาการติดจะหัวเสียเล็กน้อย
จินหมายมั่นในใจว่าถ้าเป็นเด็กในบ้านมาเคาะเรียกจะตัดเงินเดือนโทษฐานที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่มีประสิทธิภาพเลยคอยดู ลงไปบอกแล้วว่าไม่ให้รบกวน แต่นี่ไม่รบกวนธรรมดา รบกวนเวลาคนจะสานต่อความสัมพันธ์นี่สิ แย่ที่สุด!!!
มือใหญ่บิดลูกบิดแกร๊กเดียวบานประตูหนักเปิดออกไม่เบานักแต่ก็ไม่แรงถึงกับกระชาก หวังให้เห็นหน้าคนขัดใจก่อนเพื่อจะต่อว่า แต่แค่อ้าปากจะพูดเท่านั้นก็ต้องหุบปากจนแทบจะงับเอากระพุ้งแก้มตัวเอง ดวงตาคมเหลือกโพนขึ้นน้อยๆ ให้คาเมะที่ยืนอยู่ในห้องขำเข้าไปใหญ่
“แม่!! มีอะไรเหรอครับ?” คนมาเคาะไม่ใช่เด็กในบ้านอย่างที่คิดไว้ว่าจะต่อว่าให้สาแก่ใจการถูกขัดจังหวะ นอกจากจะไม่ใช่เด็กในบ้านยังไม่พอ ยังเป็นเจ้าของบ้านที่คุ้มกะลาหัวจินอยู่ทุกวันนี้ด้วยสิ คำพูดมากมายที่เตรียมไว้เลยต้องกระเดือกลงคอไปแทบไม่ทัน
“อะไรของแก ทำหน้าตาอย่างนั้น จะต่อว่าอะไรชั้นรึไง?” จินส่ายหน้าเบาๆ ไม่อยากขัดคุณท่าน เพราะคุณท่านเธอฤทธิ์เดชเยอะจะตายไป ไม่อยากมีเรื่องด้วยหรอก เมื่อกลางวันนั่นก็ทีนึงแล้ว...วันนี้ก็พอแค่นี้เถอะ จินบอบบางและเหนื่อยมาก สู้ไม่ไหวหรอก
“มีอะไรเหรอครับคุณแม่?” เสียงเล็กแหบถามขึ้นหลังจากที่เดินเข้ามาสมทบกับจินที่บานประตู แก้มนิ่มแนบอยู่กับท่อนแขนกำยำ อาการคลอเคลียที่แทบจะไม่เคยทำต่อหน้าคนอื่น...แต่ตอนนี้คาเมะกำลังแสดงออกนอกหน้านอกตาต่อหน้าแม่ของจิน!!! อุแม่เจ้า...คุณแม่ครับ ได้ลูกสะใภ้แน่ๆ วันนี้น่ะ!!
“อืม แม่ใช้ให้เด็กขึ้นมาตามไอ้บ้านี่ แต่เด็กก็บอกว่าคุณชายเธอสั่งไว้ว่าไม่ให้กวน แม่เลยต้องขึ้นมาเองนี่ไง” ไอ้บ้านี่ที่ว่ายืนหน้าเป็นปลาเก๋าถูกทอดเพราะโดนแม่ตัวเองโยนความผิดความบาปมากองไว้แทบเท้าจนกลายเป็นว่าแทนที่มีเด็กรับใช้ไว้ให้ได้ใช้ แต่จินกลายเป็นคนที่ทำให้แม่ต้องลำบากเดินขึ้นมาถึงบนนี้เพื่อตามเค้าแค่นั้นเอง
ดวงตาเรียวสวยที่มีร่องรอยของวัยที่เพิ่มขึ้นปรายตกลงมอง ทั้งที่ใบหน้าเชิดขึ้นอย่างสมใจที่ ...คุณนายเธอสมใจที่ได้ด่าลูกชายต่อหน้า “ว่าที่ลูกสะใภ้” น่ะ...
“แล้วมีอะไรสำคัญรึเปล่าครับ?” โอเคว่าคาเมะน่ารัก และคาเมะก็ช่างเอาใจ...แต่ตอนที่เพิ่งรู้จักกันน่ะ แม่จินกับคาเมะแทบจะไม่คุยกันเลยไม่ใช่หรอ? แถมยังตั้งท่าจะเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันด้วยสิน่า!! แล้วไหงตอนนี้คุณหนูตัวเล็กเธอถึงได้เข้าไปกอดแขนแม่จินแล้วตัดหน้าแย่งความดีความชอบ เหลือไว้แต่ความชั่วความเลวให้จินอย่างนี้ล่ะ??
“แม่จะให้เด็กมาบอกให้ลงไปรับของว่างด้วยกัน เพิ่งไปธุระมา ซื้อขนมมาฝากหลายอย่างเลยนะไม่รู้ว่าคาซึยะจะชอบทานแบบไหน” แหม แม่ครับ ได้ลูกใหม่ไม่คิดถึงไอ้อ้วนปากแดงนี่เลยเนาะคนเรา ซื้อมาฝากแต่คาซึยะ สนิทกันตั้งแต่ตอนไหนน่ะ? ถึงได้เรียกชื่อเรียกนามเค้าซะสนิทเชียว
“ผมทานได้หมดแหละครับ ที่คุณแม่ซื้อมา เอาไว้วันไหนผมกลับบ้านจะให้คุณแม่ทำขนมมาฝากนะครับ แม่ผมทำอาหารอร่อยทุกอย่างเลยนะ...” และอีกมากมายที่คาซึยะเล่าให้แม่ของจินฟังเกี่ยวกับเรื่องที่บ้าน ไอ้เรื่องพวกนั้นจินก็ไม่อะไรมากหรอกนะ เพราะจินรู้หมดแล้วแหละ แต่...เสียงเล่าหวานจ๋อยคุณแม่ครับ คุณแม่อย่างนั้น คุณแม่อย่างนี้มันเงียบหายไปพร้อมกับร่างบางที่เดินประคองเกาะแขนแม่จินไปอย่างนั้นนั่นมันอะไร? แถมยังมีการหันมาลอบแย้มยิ้มนิสัยไม่ดีให้ขินอีกด้วย!! ทำอะไรไม่ได้นอกจากขัดใจ มือใหญ่เสยผมตัวเองแรงๆ ไปทีแล้วก็ต้องเดินตามอีกสองคนที่ล่วงหน้าลงมาก่อนแล้ว
.
.
.
มื้อเย็นวันนี้คุณหญิงเจ้าบ้านเธอเป็นคนชักชวนให้คนสำคัญของลูกชายอยู่ทานและค้างที่บ้านในคำชวนประโยคเดียวกัน แล้วก็ดูเหมือนว่าคนสำคัญของลูกชายนามคาเมนาชิ คาซึยะ จะออกอาการติดแม่ของลูกชายเจ้าของบ้านมากเกินความจำเป็นในความรู้สึกของลูกชายอย่างจินไปหน่อยแล้วล่ะ คือจะเอาใจกันจินไม่ว่าหรอก แต่แม่ไม่ต้องมาแขวะจินให้เจ็บไส้ติ่งเล่นได้มั้ยเล่า
“คาเมะจังนี่เอาใจเก่งจังเลยนะ แม่ล่ะอิจฉาแม่หนูจริงๆที่มีลูกชายน่ารักอย่างนี้ เพราะแม่มีลูกชาย...ไอ้ลูกเวรนั่นมันก็ไม่ได้อย่างใจซักอย่างเลยสิน่า” ประโยคนี้หลุดมาเพราะว่าคาเมะที่นั่งทานมื้อเย็นข้างแม่ของจิน นายหญิงยินดีที่มือน้อยจะคอยตักอาหารให้อย่างเอาใจ แล้วก็มีลืมฝากรักเอาไว้กับไตของลูกชายด้วยการทิ่มแทงทางคำพูดจนลูกชายที่ว่ามองกลับมาตาคว่ำตาหงาย
“ผมไม่ได้เอาใจเก่งหรอกครับก็แค่ทำอย่างที่ทำเวลาอยู่กับแม่ที่บ้าน แต่จินเค้าก็เอาใจเก่งนะครับ...ผมชอบอยู่กับจิน” ช้อนแทบร่วง!!! ร่างสูงที่กำลังก้มหน้าก้มตาตักข้าวเข้าปากเพราะขี้เกียจทนฟังคำแม่บังเกิดเกล้าขับไสไล่ส่งความชั่วร้ายให้มาเกาะกับตัว จินก็รู้สึกรักคาเมะเพิ่มขึ้นอีกจนจะทะลุขีดปรอทอยู่แล้ว นอกจากจะแก้ต่างให้จินยังไม่พอยังจะพูดให้จินใจเต้นแรงขึ้นจนความดันเลือดสูงขึ้นเท่าคนเป็นความดันแล้ว
มือใหญ่หยุดชะงักนิ่งทั้งที่ยังถือช้อนและส้อมในมือครบครัน ดวงตาคมเหลือบขึ้นมองทางคนพูดที่เหมือนกำลังสนุกสนานกับบทสนทนาที่พูดคุยอย่างไม่ขัดเขิน
“ชอบแล้วไม่รักมันเหรอน่ะ?” ดีมากครับแม่!! เป็นคำแรกที่จินนึกได้หลังจากที่เหลือบมองริมฝีปากบางที่ยิ้มให้จินทั้งที่คุยกับแม่จินตลอดเวลา ถามมาให้ตีขลุมแบบนี้ผมรักแม่ที่สุดเลยครับ คนตัวใหญ่เหมือนจะมีความอยากรู้อยากเห็นเพิ่มขึ้นมาทดแทนความหิวเป็นกอง มือขาวจึงเอื้อมไปยกเอาแก้วน้ำมาดื่มเงียบๆ ทำเหมือนไม่ได้ให้ความสนใจกับการสนทนาของอีกสองคนเท่าไหร่นัก แต่คาเมะรู้!!!ว่าจินกำลังตั้งใจฟัง คาเมะเลยตั้งใจตอบให้ได้ยินชัดๆ เน้นๆ
“ไม่หรอกครับ” คำตอบหนักแน่นที่ทำเอาคนกำลังดื่มน้ำแทบจะสำลักออกมาอย่างไม่กลัวเสียมารยาทจนต้องปิดปากเอาไว้แน่น เสียงไอเบาๆ เหมือนอะไรมาติดคอยิ่งเรียกรอยยิ้มร้ายกาจจากไอ้ตัวดีของจินให้กว้างขึ้น หวานขึ้น หวานจัดจนเสียวสันหลังกันเลยทีเดียว
“หืม?” ผู้ใหญ่ท่านก็ถามมาแค่เสียงตอบรับเบาๆ จะทำอะไรก็อย่านึกว่าลูกชายไม่เห็นนะแม่ ยิ้มอย่างนั้น...มันไม่ต่างจากคาเมะเลยซักนิด สนุกกันนักหรือไงน่ะ?
“ผมไม่ชอบบอกรักใครก่อนน่ะครับ...กลัวผิดหวัง เลยชอบที่จะฟังก่อนมากกว่า” ให้ตายสิ จินชอบหรอกนะเวลาคาเมะยิ้มน่ารักให้น่ะ แต่อย่างนี้ไม่ไหวหรอก หลังมื้อเย็นคงต้องเคลียร์กันยาวเลยแหละ ยิ้มอย่างนี้มากๆ เดี๋ยวจินคงต้องสอนวิธียิ้มหวานๆ ประกอบคำพูดให้ชื่นใจ แทนที่จะเป็นรอยยิ้มคมกริบแทบจะปาดคอกันตายอย่างนี้น่ะ
“ถ้าอย่างนั้นก็...คงจะไม่มีคนรักแล้วล่ะมั้งแม่ว่า” อคานิชิ จินถึงกับวางส้อมเล็กสำหรับทานผลไม้ลงแล้วพิงตัวลงกับพนักเก้าอี้แรงๆ แล้วถอนหายใจหนักๆ หน้าตาเหม้นบูดอย่างถึงที่สุดจนคนเป็นแม่ต้องหันจากคาเมะที่นั่งอยู่ด้านข้างแล้วคุยกันอย่างสนุกสนานมามอง ส่วนคาเมะเองก็มีแก่ใจพอที่จะถามความทุกข์หนักอกใหญ่ๆ ตอนนี้
“อิ่มแล้วเหรอจิน?” จินยกแก้วน้ำขึ้นดื่มอีกครั้งให้แม่เห็นชัดๆ ว่าอิ่มแล้วแน่ๆ ไม่เปลี่ยนใจ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินอ้อมโต๊ะไปรั้งเอาร่างบางลุกขึ้นยืน เอ่ยขอตัวกับแม่คำเดียวแล้วเดินขึ้นมาบนห้องนอนใหญ่ที่ยังมีร่องรอยยับย่นของผ้าห่มที่ใช้งานไปเมื่อช่วงบ่ายๆ เย็นๆ
หน้าต่างบานเดิมยังคงเปิดอยู่ และลมก็เย็นมากกว่าตอนบ่ายมากนัก ท้องฟ้าเริ่มมืดลงจนเห็นดวงจันทร์อยู่ที่ปลายขอบฟ้าไกลลิบ ร่างน้อยทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงนุ่มแล้วยกผ้าห่มขึ้นพันตัวขัดสมาธิคุยกับจินที่ขึ้นมานั่งบนเตียงเดียวกันแล้วจ้องตากันนิ่ง
“เป็นอะไรรึเปล่า?” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันน้อยๆ กับคำถามที่ได้รับ แขนสองข้างยกขึ้นมากอดอกเหมือนจะดูเชิงคนรักสนุก จินไม่คิดว่าการโดนทั้งแม่และคาเมะรุมในเวลาเดียวกันจะทำให้เค้าป่วนได้ขนาดนี้เลยล่ะนะ แต่...คาเมะถามก็ตอบให้ซะหน่อย
“สงสัยน่ะ”
“ว่า...?” คิ้วเรียวเลิกขึ้นประกอบการถาม
“ว่าทำไมถึงคิดว่าจะผิดหวังถ้าเกิดว่าบอกรักก่อน?” พอจบประโยคคำถามของจิน คาเมะก็เลิกคิ้วทำตาโตเหมือนจินถามคำถามที่โง่มากที่สุดออกมา แล้วก็ไม่วายชื่นชมจินให้ได้ยินอีกต่างหาก
“นายถามมาได้ยังไงกันจิน!! ชั้นไม่เคยรู้มาก่อนว่ารูมเมทชั้นโง่ขนาดนี้ ถ้าเกิดคนที่นายรักไม่เคยพูดคำว่ารักให้นายได้ยิน ถึงแม้ว่าการกระทำของเค้าจะชัดเจนมากแค่ไหน แต่มันก็ไม่ได้สร้างความมั่นใจให้กับคนที่รับความรู้สึกนั้นหรอกนะ ถึงแม้ว่าบางทีการกระทำมันจะเกิดจากการกลั่นกรองโดยสำนึกและความคิดความรู้สึกทั้งหมดที่มี แต่มันก็ไม่ชัดเจนเท่ากับคำพูดที่กลั่นกรองมาจากความคิดที่ต้องการจะผูกพันของคนเราหรอกนะ”
ร่างสูงใหญ่ที่ยังคงกอดอกอยู่เม้มปากแน่นเหมือนกำลังใช้ความคิดอย่างหนักหนาสาหัส เพราะจินไม่เข้าใจจริงๆนั่นแหละว่าทำไมถึงต้องพูด ในเมื่อทำให้เห็นมันดีกว่าพูดไปพล่อยๆ
“ถึงแม้ว่ามันจะเป็นคำพูดพล่อยๆ อย่างนั้นน่ะเหรอ?”
“แน่นอนว่าใช่ แต่ชั้นใช้คำว่า-ความรู้สึกที่ต้องการจะผูกพัน-นะจิน ฟังให้ครบก่อนแล้วค่อยกระเดียดสิ” เออ ด่าได้ด่าไป เดี๋ยวจะเก็บค่าพูดไม่เพราะวันนี้ให้ล้มละลายเลยคาเมนาชิ มือน้อยเอื้อมมาจับปกเสื้อของจินสองข้างยันตัวขึ้นจนอยู่ในระดับสายตาของกันและกันยื่นหน้าเข้ามาใกล้ คำพูดแผ่วเบาติดอยู่ที่ปลายคางสาก เปลือกตาบางที่หรี่ลงมองปลายจมูกโด่งของร่างสูง
“ชั้นก็แค่คิด ว่าความรู้สึกคนเรามันเปลี่ยนแปลงกันได้ และชั้นก็พร้อมที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงนั้นเสมอ แต่ก่อนที่มันจะเปลี่ยนแปลงไป ชั้นก็แค่ขอช่วงเวลาที่มันจะมั่นคงซักช่วงเวลาให้ชั้นรู้สึกว่าเค้าเคยมั่นคงกับชั้นในตอนนั้นบ้าง...แค่นั้นก็ยังดี”
“แล้วนายไม่คิดว่าตัวเองเห็นแก่ตัวไปหน่อยเหรอ?” สองมือใหญ่ไม่รอช้าที่จะคว้าเอวบางมาไว้ในมือ แต่มือน้อยก็ปล่อยจากปกเสื้อแล้วยันตัวเองเอาไว้ที่ไหล่กว้างอย่างรู้ทัน
“คิดเสมอเลยจิน ว่าชั้นน่ะคนเห็นแก่ตัว แต่คนที่มัวแต่คิดว่าการกระทำของตัวเองจะอธิบายทุกอย่างได้มันก็เห็นแก่ตัวเหมือนกันแหละน่า” เจอด่าในระยะประชิดไปจินก็ต้องตั้งหลักเหมือนกัน ตั้งแต่เข้ามาในห้องจนถึงตอนนี้ไม่รู้ว่าทั้งจินและคาเมะเปลี่ยนเป็นมาเล่นเกมจ้องตาระยะคืบเดียวไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่การเล่นเกมครั้งนี้คาเมะหมายมาดเอาไว้ถึงผลภายหลังเกมจบเพียงอย่างเดียว คาเมะไม่มีทางแพ้ เพราะฉะนั้นผลที่ออกมามันต้องเป็น คาเมนาชิ คาซึยะ ชนะ อคานิชิ จิน เท่านั้น!!
“ยังไง?”
“ตรงที่ในบางทีชั้นก็ไม่ได้เข้าใจความรู้สึกที่ออกมาเป็นการกระทำเลยไง ชั้นมันคนตรงไปตรงมา ไม่เคยที่จะมานั่งอ้อมโลกอ้อมพระจันทร์ให้คนอื่นเค้าคิดว่าโรแมนติกหรอกนะ”
“แล้วถ้าเค้าพูดเป็นคำพูดไป นายจะตอบรับเค้าด้วยคำพูดเหมือนกันน่ะหรอ?” โธ่...อยากให้เข้าทางนักใช่มั้ย? ได้เลยคาเมะจัดให้ก็ได้ จะได้ไม่เสียเปล่าที่วันนี้อุตส่าห์เปลืองเนื้อเปลืองตัว เปลืองจิตเปลืองใจไปหลายตลบ
“นายก็ลองพูดดูสิ” หลังจากบทสนทนาถามตอบยี่สิบคำถามที่ยาวนาน จินก็ได้คำตอบที่จะตอบคาเมะแล้วว่าคาเมะต้องการอะไร แรงยันจากแขนเล็กบางลดลงจนกลายเป็นคล้องที่รอบคอขาว จินเอนตัวลงนอนให้ร่างบางเกยทับอยู่ด้านบน เส้นไหมนุ่มตกลงมาเคลียทั้งแก้มจินและคนตัวเล็กในเวลาเดียวกัน คาเมะยังคงเลิกคิ้วมองได้อย่างน่าตี ใบหน้าเล็กเอียงมองจินด้วยความรู้สึกอยากท้าทาย ริมฝีปากบางยิ้มน้อยๆ ทั้งที่ดวงตาพราวระยับแฝงไปด้วยความท้าทาย มือใหญ่รั้งให้ร่างน้อยเข้ามาใกล้ก่อนจะ...
ปากอุ่นที่จินแต้มลงที่หน้าผากคงทำให้ใบหน้าเล็กเงยขึ้นรับสัมผัสทั้งที่ยังหลับตาพริ้มเหมือนรับรู้ว่าจินอยากบอกคาเมะเหลือเกินว่า...จินรัก และอยากจะถนอมคาเมะไว้กับจินมากแค่ไหน จินยังคงแต้มจูบไปแก้มใสที่เย็นน้อยๆ เพราะลมจากภายนอกที่พัดเข้ามาในห้อง และอยากบอกให้อีกคนรู้ว่าต้องการคาเมะมากแค่ไหน ความอุ่นฝังลงที่ฐานคอขาวจนเป็นรอย แก้มนิ่มที่แนบอยู่กับซอกคอจินมันร้อนจนต้องถอยออกมาเพื่อมองใบหน้าน่ารักที่กำลังแดงเรื่ออย่างน่ารักใคร่ ก่อนที่ปากอุ่นจะแต้มแผ่วเบาลงไปที่เปลือกตาทั้งสอง ใครที่เคยบอกว่าดวงตาเป็นเหมือนสื่อที่แสดงออกถึงความรู้สึกภายในจิตใจ คาเมะก็ได้รับรู้ในวันนี้ว่ามันจริงอย่างเหลือเชื่อ ดวงตาคมที่มองมาทำให้คาเมะสะท้านในอกจนร้อนไปทั้งหน้า ปลายนิ้วเรียวแตะที่ขอบเสื้อเชิ๊ตสีขาวด้านในจนขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง มือใหญ่อีกข้างที่เอื้อมลงไปสัมผัสถูกความเย็นของแหวนบนนิ้วเล็กจึงกอบกุมเอามือน้อยขึ้นมาจูบแผ่วเบาที่ความเย็นนั้น มิตรภาพที่กลายมาเป็นความรักของจินและคาเมะกำลังจะลุล่วง และคาเมะจะต้องเป็นของจินคนเดียวตลอดไป เหมือนกับที่จินจะต้องเป็นของคาเมะคนเดียวตลอดไปเช่นกัน ที่พูดเอาไว้ว่ายอมรับการแปลี่ยนแปลงของความรู้สึกน่ะ คาเมะโกหกทั้งเพนั่นแหละ ถ้าเกิดว่าในอนาคตข้างหน้าจินเกิดอยากจะเปลี่ยนความรู้สึกที่มีให้จากคาเมะไปล่ะก็...คอยดูก็แล้วกัน!
มือน้อยพลิกออกจากฝ่ามือใหญ่เปลี่ยนเป็นฝ่ายกุมมือนั้นแทน ปลายนิ้วเล็กคลึงเบาๆ ที่นิ้วเรียวขาวของจินอย่างซุกซน ในขณะที่ดวงตาสบประสานตลอดเวลา
“อย่าทำอย่างนี้...” เหมือนจินจะขาดใจตายให้ได้เพราะเสียงที่พูดออกมามันแหบและพร่าเหลือเกิน เหมือนมีใครมาอัดลมเข้าไปในปอดจนอึดอัดและหายใจลำบาก แล้วไอ้ก้อนเนื้อที่เต้นแรงจนอกสะเทือนนี่อีก เหมือนเป็นสัญญาณให้คาเมะได้แกล้งจินมากขึ้น...มากขึ้น
“ทำไม?...อยากจูบนาย ไม่ได้เหรอ?” ใช่คาเมะรู้ว่าความต้องการที่ถ่ายทอดผ่านภาษาของร่างกายเป็นสิ่งที่ทำให้จินเสียงพร่าได้ขนาดนั้น แต่ในเมื่อจินยังไม่คิดจะบอกก็ทรมานต่อไปเถอะ คาเมะแกล้งยื่นหน้าเข้าไปใกล้กว่าเดิมจนปากแทบชิดปากอิ่มแต่ก็เลื่อนมืออีกข้างแตะลงที่กลีบปากสีสวยคู่นั้นแผ่ว...และเบา คลึงเคล้าปลายนิ้วกับความนุ่มอุ่นลอกเลียนสัมผัสจากริมฝีปากจนฟันคมต้องแกล้งงับเอาปลายนิ้วเล็กเข้าอย่างมันเขี้ยว
“แต่เราต้องแลกกันแหละจิน...ชั้นไม่ยอมเสียเปรียบนายก็รู้” ร่างสูงที่นอนเป็นเบาะนุ่มให้คนตัวเล็กได้นอนทับและกลั่นแกล้งอย่างสนุกสนานหัวเราะออกมาเบาๆ ลูกแก้วสีจัดจ้องที่กลีบอ่อนนุ่มสีสวยตรงหน้าไม่จางหายและจินยังคงปากแข็งเหมือนที่ผ่านมา
“..........................”
“ถ้านายจะเงียบต่อ ชั้นก็จะนอนแล้วแหละนะ” คนตัวเล็กผละออกห่างยังไม่ทันเกินฟุต คนที่เงียบแข่งกับเสียงลมที่หวีดหวิวผ่านยอดไม้สูงเข้ามาในห้องนอนกว้างขวางก็รั้งข้อมือบางให้หยุดอยู่กับที่
“ถ้านายเกิดจะง่วงตอนนี้...นายก็แพ้เท่านั้นแหละคาเมะ” แหม...อย่างกับรู้จักกันมาซักชาตินึงแน่ะ รู้อีกว่าวันนี้คาเมะต้องชนะ แล้วถ้าไม่สู้จะชนะได้ยังไง แต่จะให้งัดเอาแรงมาสู้กับไอ้หมูพิการทางเม็ดสีผิวนี่ก็คงจะไม่ไหวหรอก คาเมะมีอาวุธไว้ให้สู้อย่างเดียว...อย่างเดียวจริงๆ
“ชั้นก็จะยอมแพ้แหละ ถ้ามันเลยเวลานอนของชั้นแล้ว” เหลือบมองไปบนหัวเตียงที่มีนาฬิกาตั้งโต๊ะวางอยู่ก็เห็นว่าเข็มชี้บอกเวลามันกำลังชี้ว่าเวลาเด็กอนามัยที่อดตาหลับขับตานอนมาเมื่อคืนสมควรแก่เวลานอนมากแล้ว อ้าปากหาวย้ำให้อีกทีว่าถ้าไม่พูดตอนนี้จินก็นอนตายไปเถอะ
“คาเมะ...” อย่ามาเสียงอ่อนซะให้ยาก ไม่พูดก็ไม่พูด บอกมาคำเดียวคาเมะจะหลับฝันหวานให้ดูต่อหน้าจินเลยเอ้า!
“...................”
“อย่าทำอย่างนี้สิ...ไม่เห็นจำเป็นเลยนี่นา แค่นี้ยังไม่รู้อีกเหรอว่าชั้นคิดยังไง? ทำไมต้องพูดด้วย...ไม่เห็นใช่เรื่องเลยนี่นา...” แค่คำว่าไม่จำเป็นหลุดออกมาจากปากเท่านั้นแหละ จินก็แทบจะตายด้วยสายตาคมกริบที่ตวัดมองอย่างเอาเรื่อง
“พูดอย่างนี้ท้าต่อยเลยดีกว่ามั้ยจิน? ไอ้ที่นายอมพะนำอยู่น่ะไม่ได้เรียกว่าคำพูดพล่อยๆ แต่ไอ้ที่นายพ่นออกมานี่แหละ พล่อยสุดๆเลยล่ะ” ซวยล้วจินเอ๋ย แม่กาลีลงองค์อย่างนี้ ไม่ตายดีก็ไมได้เกิดแน่วะ แต่ทำไงได้ล่ะ!! ก็มัน...นี่หว่า
“..............................” โชคดีเป็นของจินที่ยังคงความมือไวเป็นศรีแก่ตัวได้เสมอ ตอนนี้คาเมะเลยยังนอนอยู่บนตัวจินนี่แหละ แต่โชคไม่ดีซักหน่อยที่ตอนบอกรักอาจจะเป็นตอนที่ไมได้มองจ้องตาของคนที่จินรักก็เป็นได้ ปฏิบัติการขั้นเด็ดขาดคือปลายนิ้วแข็งแรงยกขึ้นจับปลายคางแหลมให้หันมามองกันเหมือนเดิมก่อนจะกระซิบแผ่วผ่าน ลมอุ่นที่ออกจากปากร่างสูงพัดเอาผมเส้นเล็กปลิวน้อยๆ เมื่อจินเอ่ยคำนั้นออกมาใกล้ๆ ให้ได้ยินชัดเจนจากใจ...ถึงใจ
“โอเค...ชั้นยอมก็ได้” เหมือนจะง่ายดาย แต่ยอมรับก็ได้ว่าที่เล่นตัวที่ผ่านมาทั้งหมด จินก็แค่อยากจะชนะคนตัวเล็กนี่ ก็แค่อยากจะให้คาเมะเป็นฝ่ายทำให้จินรับรู้และรู้สึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเราสองคนบ้าง แต่พอนานไปจินก็ได้รู้ว่าคาเมะก็เฝ้ารอในสิ่งเดียวกันและก็ไม่ใช่แค่จินที่รอคอย แต่คาเมะก็รอคอยไม่ต่างจากจิน นกจากจะรอคอยคำสำคัญที่จะยินยันความสัมพันธ์ระหว่างเราสองคนแล้ว คาเมะยังเรียนรู้ที่จะให้การสัมผัสและการกระทำบอกความรู้สึกของตัวเองอย่างที่จินชอบทำด้วยเหมือนกัน ดูจากหลายๆ ครั้ง ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา เหมือนคาเมะจะคุ้นชินกับมันมากจนไม่มีอาการเขินอายอย่างที่เป็นช่วงแรก ในเมื่อรอคอยในสิ่งเดียวกันทั้งคู่...จินก็ไม่คิดจะเสียเวลารอต่อไปหรอกนะ และที่สำคัญเพราะความกระดากเขินที่ผู้ชายตัวโตๆ ที่ถึงแม้จะทำหน้าด้านหน้าทนต่อหน้าชาวบ้านเป็นก่ายเป็นกองก็แค่ “อาย” เท่านั้นแหละ
และเพราะคาเมะเองก็รู้ ถึงได้ยอมเสียเวลางัดปาดเอาให้ได้กันภายในวันนี้ เพราะถ้าเป็นพรุ่งนี้ที่ไม่มีสถานการณ์อย่างเมื่อเช้า หรือบรรยากาศกดดันแบบเมื่อครู่ จินก็จะรื่นไปเรื่อยจนคาเมะขี้เกียจจะตามมาจ้องตาตอบก็แค่นั้นเอง
“ชั้นรักนาย...คาซึยะ” ใบหน้าคมเอื้อมขึ้นไปใกล้ใบหูบางมากขึ้นจนชิด กระซิบถ้อยคำหวานหูที่ทำให้ร่างน้อยนั่นเสียวปราบไปถึงปลายเท้าเมื่อมือใหญ่ยังคงไล้อยู่ที่ขอบกางเกงขายาวและแผ่นหลังเนียน
คำพูดที่เหมือนสายลมแผ่วเบา สมหายใจอุ่นร้อนที่กระทบใบหูบางทำให้คนด้านบนต้องจิกปลายนิ้วลงที่อกเสื้อของเบาะรองเนื้อตัวอุ่นๆ แน่นจนแทบขาด ปากบางแย้มกลีบสีอ่อนให้อย่างน่ารักและน่ารัดเข้าให้จมหายไปกับอกซะเหลือเกิน แต่ก่อนที่จินจะได้ทำอะไรตามใจอยาก สิ่งที่เฝ้าฝันหาว่าคาเมะจะเป็นคนบอกเค้าด้วยเหมือนกันก็มาประเคนถึงปาก
ใบหน้าเรียวเลื่อนเข้ามาใกล้แล้วกลีบปากบางก็แตะลงที่ปากอิ่มสีจัด ก่อนจะกระชับแน่นโดยมีมือหนาประคองศีรษะเล็กให้รับสัมผัสที่เฝ้าฝันหาและรอคอยมานานตั้งแต่ได้รู้จักกัน จนมาถึงวันนี้จินสอนภาษากายให้คาเมะไปกี่อย่างแล้วก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ...จินคิดว่าจินคงเป็นคูณครูให้คุณคนตัวเล็กเค้าได้อย่างดีเลยแหละ แล้วก็ไม่คิดจะไปสอนให้ใครด้วย ในเมื่อลูกศิษย์เชื่อฟังและเรียนรู้เร็วอย่างนี้ จะไปสอนคนอื่นให้เกรดเด็กดีตกทำไมล่ะ
ปลายลิ้นร้อนยังคงตามติด มือไม้ไม่ได้ถอยห่างจากผิวขาวเนียนเลยแม้แต่น้อย เสื้อผ้าไม่จำเป็นสำหรับช่วงเวลานี้ของจินอีกต่อไปเมื่อจินจัดการให้มันลงไปนอนกองสะเปะสะปะอยู่ไม่ไกลจากปลายเตียง และเมื่อจินแต้มจูบลงที่คอขาวนับครั้งไม่ถ้วน แต่กลับกันตรงที่บนคอจินมีเพียงรอยเดียวที่เกิดจากปากเล็กและฟันของเต่าตัวน้อยได้สร้างรอยไว้ให้จินจะต้องเป็นของคาเมะ
ร่างสองร่างที่ถ่ายทอดความรักทั้งคำพูดและการกระทำที่เรียกว่าภาษาของร่างกายดำเนินมาจนถึงที่สุด แรงกดย้ำที่ทำให้รู้ว่าไม่ได้ฝันไป จินมีความสุขมากมายและคาเมะเป็นคนทำให้จินมีความสุขมากมายอีกเช่นกัน อ้อมกอดกว้างขวางของคนที่พูดว่ารัก กับอ้อมกอดเล็กๆ ของคนที่จูบได้อย่างน่ารักที่สุดกำลังมอบความอบอุ่นเพื่อให้ความเย็นที่รายล้อมหมดไป คนตัวเล็กถูกรั้งเข้ามากอดแน่นภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน ใบหน้าคมคายก้มลงไปกัดปากบางน่าจูบนั่นนับครั้งไม่ถ้วนก่อนจะโดนแย้งด้วยฝ่ามือบางที่ตีลงบนอกกว้างแรงๆ
“ทีนี้รู้รึยังว่า...รัก...มากแค่ไหน?” ดวงตาเรียวสวยนั่นขึ้งโกรธไปชั่วพริบตา แล้วกลับมาสดใสดังลูกแก้วสีนิลก่อนจะยืดตัวขึ้นจูบปากแดงๆ นั่นอีกครั้ง
“รู้แล้ว...แต่ตอนนี้ก็ง่วงแล้วเหมือนกัน” ตาเรียวปรือลงให้รู้ว่าง่วงจริงจัง
“จะนอนทั้งอย่างนี้เหรอ?” ใบหน้าเรียวสวยที่แนบอยู่กับหมอนนุ่มพยักน้อยๆ อีกครั้ง
“ไม่อาบน้ำเหรอ?” จินคงถามมากไป อีกคนเลยปิดตาแน่นเป็นการปฏิเสธทั้งการตอบและคำสั่งที่อาจจะตามมาให้คาเมะไปอาบน้ำในไม่ช้า จินเลยได้แต่ปลดผ้าห่มลงจากตัวเพื่อจะไปปิดหน้าต่างบานสูงที่ยังคงต้อนรับลมเย็นจากภายนอกให้เข้ามาในห้องเพราะถ้านอนทั้งอย่างนี้กลัวว่าเต่าตัวน้อยนี่จะไม่สบายเอา แต่พอจินจะลุกดวงตาที่กำลังจะปิดอยู่เมื่อครู่ก็เปิดโพลงขึ้นจนต้องชะงักตัวเองเอาไว้
“ไปไหน?” มือใหญ่ลูบลงบนผมนุ่มที่ปลิวไปตามแรงลมน้อยๆ
“ปิดหน้าต่าง...เดี๋ยวไม่สบายนะถ้านอนตากลมแบบนี้”
“ไม่เอา นอนอย่างนี้แหละแค่นี้ก็อุ่นแล้ว” โอเคจินยอมแพ้ก็ได้ เมื่อร่างเล็กส่ายหน้าไปมาแล้วรั้งให้จินนอนลงที่เดิมแล้วซุกเข้าหาตัวอุ่นๆ ไม่ลืมที่จะรั้งผ้าห่มขึ้นมาปิดจนถึงคอ จนเห็นแค่ผมเส้นเล็กที่โผล่พ้นออกมา แขนเล็กพาดโอบรอบเอวหนาคล้ายเด็กติดหมอนข้าง แต่จินก็ยินดีจะเป็นหมอนข้างใบใหญ่ให้แหละนะ ก่อนนอนไม่ลืมจูบราตรีสวัสดิ์ให้คนรักตัวน้อยที่เพิ่งเป็นคนรักอย่างสมบูรณ์แบบหมาดๆให้ฝันดีตลอดคืนนี้ แล้วจินก็จะรักการเอ่ยความรู้สึกมากขึ้นอีกหลายเท่าเพราะจะได้ร่วมเรียงเคียงหมอนอย่างวันนี้อีกหลายครั้ง
“ฝันดีนะคาซึยะ”
ดวงจันทร์ที่ลอยสูงขึ้นจนเกือบพ้นขอบหน้าต่าง แต่ก็ยังส่องแสงสว่างเพราะคืนเดือนหงายที่จันทร์เกือบเต็มดวง แต่เป็นวันที่จินได้รับหัวใจดวงน้อยทั้งดวงของคนตรงหน้าอย่างสมบูรณ์แบบ ชาตินี้จินไม่บริจาคหัวใจนะ เพราะถ้าจะทำอย่างนั้นต้องไปขอคาเมะเค้าแหละ ตอนนี้หัวใจจินไม่ได้เป็นของจินคนเดียวอีกต่อไปแล้ว^^
จูบที่มือหมายถึงมิตรภาพ
จูบที่จมูกหมายถึงคุณน่ารักมาก
จูบที่แก้มหมายถึงฉันต้องการคุณ
จูบที่คอหมายถึงคุณต้องเป็นของฉัน
จูบที่ริมฝีปากหมายถึงฉันรักเธอ
จูบที่เปลือกตาหมายถึงฉันกำลังหลงรักเธอ
จูบที่หน้าผาก.....เอ็นดู รักและถนอมเรา
เอาแหวนของคุณไปใส่หมายถึงคุณต้องเป็นของเขาคนเดียวตลอดไป
ให้ของขวัญคุณเป็นประจำหมายถึงเค้าเอาใจใส่คุณและคิดถึงคุณตลอดเวลา
จับมือหมายถึงเขาชอบคุณ
มองเข้าไปในตาของคุณหมายถึงเธอรักฉันรึเปล่า
บีบนิ้วของคุณหมายถึงฉันอยากจูบเธอ
ลูบไล้เบาที่หัวไหล่หมายถึงอยากจะเอาใจเธอ
กัดริมฝีปาก หมายถึงฉันหึงนะ
ขยิบตาให้หมายถึงขอฉันไปกับเธอนะ
เล่นผมของคุณหมายถึงฉันชื่นชมเธอ
เหยียบเท้าคุณฉันเกลียดเธอ
พูดว่า “คิดถึงคุณ” หมายถึงฉันใส่ใจเธอเสมอ
พูดว่า “คืนนี้จะฝันถึงคุณ” หมายถึงคุณคือคนพิเศษ
พูดว่า “อยากจะอยู่กับคุณตลอดเวลา” หมายถึงคิดถึงคุณทุกลมหายใจ
แอบหอมคุณ หมายถึงเค้าคนนั้นเป็นคนที่สวีตสุดๆ
==============================
แถมนิดหน่อย...
.
.
.
ร่างเล็กและร่างสูงเดินเรื่อยมาตามทางเส้นเดิมที่คาเมะยังจำรายละเอียดได้ไม่มากนัก ถึงแม้ว่าจะเคยมาแล้วสองครั้งก็ตาม ลมยังเย็นเหมือนเดิมหลังจากลงจากรถไฟ จินกับคาเมะก็เดินมาตามทางที่จำได้แม่นยำว่าเป็นเส้นทางที่จะกลับสู่หอพักของทั้งคู่ คิ้วเรียวกำลังมุ่นน้อยๆให้คนตัวโตที่เดินข้างกันต้องก้มลองมองวงหน้าขาวใส
“คิดอะไร?” มือน้อยยกขึ้นยันหน้าจินออกห่างจนจินหน้าเบ้ แต่เท้าทั้งสองคู่ก็ยังก้าวไปข้างหน้าด้วยจังหวะเดิม ไม่ช้าและไม่เร็วเกินไป แต่สีหน้าไม่สบอารมณ์ของคาเมะก็ทำให้จังหวะการก้าวเดินต้องหยุดลงเพราะมือใหญ่รั้งแขนบอบบางไว้ให้หันมาสบตากัน
“เป็นอะไร? จะคิดไปทำไมเรื่องอย่างนั้น?” จินเป็นอับดุลใช่มั้ย? หรือแท้จริงแล้วชื่อจินมาจากจินนี่ที่เป็นชื่อของยักษ์ในตะเกียงวิเศษที่ดันรู้มันซะทุกเรื่อง คาเมะเกลียดเกมจ้องตาก็อย่างนี้แหละ มันทำให้จินรู้หมดว่าคาเมะกำลังคิดอะไร แต่ก็ชอบอยู่บ้างแหละที่แทบจะไม่ต้องพูดอะไรจินก็ค้นหาได้เองเหมือนมีเซิร์ชเอนจิ้นเป็นของตัวเอง
“ก็...ไม่ทำไม”
“เค้ารู้แล้วเป็นอะไรล่ะ?”
“เปล่า ก็แค่...เหมือนมัน ทำตัวไม่ถูกน่ะ”
“ก็ทำอย่างที่เป็นปกตินี่แหละ เป็นคาเมะที่น่ารักของชั้น เป็นคาซึยะของเพื่อนๆเหมือนเดิม มันยากนักเหรอ?” จินถามคำถามที่ง่ายโคตร แต่คาซึยะก็ตอบง่ายโคตรเหมือนกันว่า
“ไม่ยากแต่ทำไม่ได้” ถ้าเป็นเวลาอื่นจินคงอยากจะหยุดชมนกชมไม้แถวนี้อีกซักพักเพราะคาเมะที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาคิดอะไรอยู่คนเดียว แต่ตอนนี้จินขอเคลียร์หน่อยเถอะ ทไมเหรอ? มีจินเป็นแฟนมันน่าอายมากจนไม่กล้าบอกใครเลยหรือไง?
“โอเค...ไม่ได้ก็ไม่ได้ ไม่บอกก็ตามใจ” พระเจ้า จินไม่ได้โกรธหรืองอนหรอกนะที่คาเมะจะไม่อยากบอกเพื่อนว่าคบกันอยู่ในฐานะที่มากขึ้นกว่ารูมเมท แต่เป็นฮาร์ทเมทไปแล้ว แต่จะไม่ให้คิดเลยก็ตายด้านไปหน่อยเหอะ พอทำท่าจะเดินต่อมือเล็กเจ้ากรรมก็ดึงเอาไว้อีก ใบหน้าคมหันไปมองด้วยคำถามเต็มสีหน้า
“...อย่าโกรธนะ สัญญาว่าชั้นจะบอกพวกนั้นเอง แต่นายอย่าเพิ่งบอกนะ” ดวงตาคมมองเลยไปทางต้นไม้ข้างทางเหมือนกำลังคิดหาคำตอบที่เหมาะที่สุดสำหรับคำถามนี้ จินอมลมไว้ข้างแก้มข้างหนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมาดังๆ
“ตามใจเถอะ จะทำอะไรก็ทำ...ชั้นก็แค่คนที่บอกความรู้สึกที่มั่นคงให้นายไปเมื่อวานเองนี่นา” จะบอกอีกทีก็แค่คนที่บอกรักนายไปทั้งการกระทำและคำพุดนั่นแหละน่า!
ลมเย็นๆ ที่พัดไม่ได้หยุด ตลอดทางเดินที่ทอดยาวกับร่างสูงที่เดินอยู่ด้านหลังทำให้คาเมะต้องคอยหันมามองอยู่เรื่อย พอคาเมะชะลอฝีเท้าให้เดินทันกันก็เป็นอีกฝ่ายที่ก้าวเท้ายาวขึ้น เป็นอย่างนี้ตลอดทางจนเลิกคิดที่จะเดินเคียงข้างกัน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะต้องคอยหันมามองจนเมื่อเห็นประตูหออยู่ไม่ไกลคาเมะเลยหยุดอยู่กับที่แล้วคล้องเอาแขนหนาให้เดินไปด้วยกันถึงแม้ง่าจะต้องออกแรงลากจนแทบหอบอย่างตอนนี้ก็เถอะ
ดวงตาเรียวลอบมองซีกหน้าคมคายที่มองตรงไปแค่ด้านหน้าอย่างเดียว ให้ตายสิ อคานิชิ นายขี้งอนตั้งแต่ตอนไหนกันชั้นจำไม่ได้!! มือเล็กล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบเอากุญแจประตูหอมาเปิดออก แต่ภาพที่อยู่ตรงหน้าก็ทำให้ต้องขมวดคิ้วอีกรอบของวัน ทำไมมันเงียบอย่างนี้ล่ะ?? สงสัยกับสิ่งที่พบเจออยู่ตรงหน้าเลยได้แต่หันไปมองคนที่ยืนอยู่ข้างกัน แต่ขายาวนั่นก็ก้าวนำเข้าไปในหอพักอย่างไม่ติดใจสงสัยอะไรกับความเงียบที่ผิดปกติอย่างมากกับหอพักที่มีแต่ไอ้พวกนั้นอาศัยอยู่ มันต้องมีคนอยู่เต็มโถงกลางแล้วก็เสียงหัวเราะเฮฮาของไอ้พวกนั้นสิถึงจะถูก
คนตัวเล็กมองซ้ายทีขวาทีก็ไม่เห็นอะไรมากไปกว่าเครื่องเรือนที่วางอยู่ประจำที่ของมันเลยก้าวตามจินเข้าไปจนถึงห้องของตัวเอง คนตัวสูงกำลังไขกุญแจห้องอยู่ แล้วเมื่อประตูห้องพักของเค้าทั้งสองคนถูกเปิดออก คาเมะก็แทบชอคตาตั้งไปตรงนั้น
เสียงพลุมือที่ถูกดึงออกจนสายรุ้งกระจายลอยอยู่กลางอากาศและตกลงบนพื้นห้อง ลูกบอลที่มีป้ายแสดงความยินดีถูกดึงให้แยกออกจากกัน ไอ้พวกบ้าพวกนั้น!!! หน้าเล็กร้อนเห่อขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ดวงตาเรียวสวยหันไปมองคนตัวสูงที่แกล้งทำหน้านิ่งด้วยสีหน้าตกใจปนสงสัย ปากเล็กสีสวยอ้าออกเหมือนอยากจะต่อว่าจินให้เต็มที่แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่าการอ้าค้าวและยกนิ้วขึ้นชี้หน้าขาวๆที่ลอยอยู่ไม่ไกล อยากจะกระทืบเท้าเร่าๆ ให้มันสาแก่ใจกับการที่ทำอะไรไม่ได้ แต่คาเมะก็ไม่ได้ทำ เสียงเฮฮาที่ตะโกนแสดงความยินดี ที่เมื่อคาเมะหันกลับไปมองป้ายที่คลี่ม้วนกระดาษลงมาจากลูกบอลพร้อมกระดาษสายรุ้งหลากสีก็ยิ่งอยากจะเข้าไปรัดคอไอ้อ้วนที่มันยืนกลั้นขำให้ตายไปนัก!! --ยินดีต้อนรับคู่ข้าวใหม่ปลามัน--
“อคานิชิ จิน!!” ร่างน้อยกระโดดเข้าไปโอบรัดรอบคอหนาอย่างที่คิดไว้ในใจแต่คนตัวสูงก็รับเอาให้คาเมะขึ้นไปขี่อยู่บนหลังตัวเองได้ไม่ยากเย็น
“เฮ้ย ใจเย็นน่าคาเมะ ไม่ต้องรีบเข้าหอตั้งแต่หัววันหรอกน่า” เสียงทานากะ โคคิ
“ใช่ที่ไหนไอ้คิ เค้าเข้ากันไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว” ทากุจิ จุนโนะสุเกะ
“มีลูกเร็วๆนะ ชั้นอยากเห็นหน้าหลานว่ะ” ตามด้วยเสียงหัวเราะของฮาเซกาว่า จุน และอีกหลายหน่อที่นั่งกองอยู่กับพื้นบ้าง ยืนมองเค้าสองคนอยู่บ้าง
“พวกมึงทั้งหลายก็ระวังระเบิดลงห้องมึงนะ อยากแกล้งไอ้จินไม่ใช่เหรอไงถึงถ่อมาถึงนี่ ที่จริงก็ไม่ได้อยากแสดงหรอก ไอ้ความยินดีทั้งหลายเนี่ย” อ้อ ขอบคุณมากนิชิกิโด เรียว ที่เฉลยความคิดสุดแสบของไอ้พวกบ้านี่ให้หมด
“ใช่ที่ไหน...งานนี้กูทำเพื่อไอ้จินมันเลยนะเว้ย เมื่อวานมันบอกว่าจะไม่กลับหอ พอกูถามว่าไปไหน มันก็บอกว่าพาลูกสะใภ้ไปให้แม่รู้จัก มันบอกเองกับปากน่ะ!” โยโกยาม่า ยู เป็นคนแถลงไขในข้อนี้ให้คาเมะกระจ่างมากขึ้น ที่ทำท่าหงอยเมื่อกี้นี่แกล้งกันทั้งนั้นเลยใช่มั้ย!!
วงแขนเล็กจ้อยแกล้งรัดคอร่างสูงแน่นขึ้นพร้อมกับโถมน้ำหนักตัวเองให้กดลงบนคนตัวโตขึ้นอีกเท่า แต่จินก็แรงมากพอที่จะทนรับน้ำหนักคนตัวเล็กที่อยู่บนหลังเค้าตอนนี้ได้ ปลายจมูกโด่งสูดเอาความหอมจากแก้มนิ่มเข้าปอดจนชื่นใจ แล้วด้วงหน้าเล็กก็แดงเห่อพร้อมกับรอยยิ้มกว้างจนตาหยีเป็นขีดเดียว ไม่ลืมที่จะทำอย่างเดียวกับจินบ้าง และก็ไม่พลาดอีกเหมือนกันที่เพื่อนในห้องจะตะโกนบอกกันว่าอิจฉาบ้างล่ะ ลุ้นมานานว่าจะลงเอยกันอย่างไรบ้างล่ะ
...ไอ้บ้าจิน หลอกให้กังวลตั้งนาน ที่แท้ก็บอกไอ้พวกนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วเหรอ...
“จะกังวลทำไม เรื่องอย่างนี้ไอ้พวกนี้มันเข้าใจหรอกน่า ตอนเกิดมามันเลือกกันไมได้นี่ว่าจะเป็นเพศไหน จริงมั้ย?...เพื่อนกันยังไงก็เข้าใจกันอยู่ดีแหละคาซึยะ แล้วถ้าเกิดมันจะไม่ชอบจริง...มันคงไม่คิดจะยุ่งกับพวกเราต่อตั้งแต่ตอนเข้าหอมาแล้วแหละ ไหนจะเรื่องเรียวกับฮิโรกิอีก...” จินเอี้ยวหน้ามากระซิบประโยคยาวยืดให้คาเมะเข้าในก่อนจะแตะแต้มความอุ่นลงที่แก้มใสอีกครั้ง พร้อมกับเสียงประตูห้องที่ถูกเปิดออกอีกครั้ง...
“หวัดดีคาเมะ...ขอจินจูบอย่างที่ชั้นบอกเลยใช่มั้ยล่ะ?” ฮิโรกิ อุจิ แสบเหมือนใครกัน!!! ไม่มีคำตอบจากคาเมะแต่เป็นจินที่ยืนยันด้วยการพยักหน้าแรงๆ ทั้งที่ยังแบกคาเมะเอาไว้บนหลังตัวเองให้เพื่อนได้แซวกันเกรียวอีกรอบ
.
.
.
ขอบใจนะ...เพื่อน
…Happy Ending Body Languages…
จบแล้วค่ะ!!!!!!!!!!
มันจบแล้วนะ ไม่รู้ว่าเป็นไงมั่ง แต่ยังไงก็ขอบคุณที่อ่านกันจนจบ
ถึงแม้อีกเรื่องที่แต่งก่อนจะยังไม่จบ”- -ก็ตามทีค่ะ
อาจจะแปลกๆไปสำหรับตอนสุดท้าย
ขัดใจยังไงก็ขออภัยมา ณ ที่นี้แล้วกันนะคะ
ฟิคเรื่องนี้เป็นพลอทที่เกิดจากฟอร์เวิร์ดเมลล์ค่ะ แต่งไว้นานแล้ว...แต่ไม่ได้เอามาลง
พอเอามาลงก็รู้สึกจะมีช่วงที่ทำให้ต้องห่างหายไปเป็นเวลานาน(มาก)ทีเดียว
แต่ก็ฮึดเอามาลงจนจบได้แหละนะคะ ยังไงก็ขอบคุณจริงๆที่คอมเม้นท์และติดตามกันมาถึงแม้เราจะเป็นคนเขียนมือใหม่อะไรทำนองนั้น
ยังไงก็จะพัฒนาการเขียนต่อไปนะคะ เพราะคิดว่ายังห่างชั้นกันอีกไกลกับพี่ๆหลายคน
ปล...ถึงคนสำคัญ นกคะ เราจบเรื่องนี้แล้วนะคะ
แล้วเราก็คิดว่าจะเอาเรื่องนี้ทำแรร์ไอเท็มด้วยนะ อาจจะแต่งตอนพิเศษเพิ่มไปอีกสองสามตอนเอาให้หวานตายกันไปข้างเลยเอ้า
ฮ่าๆ แต่เราคงไม่ทำขายหรอกนะ เพราะคิดว่าคงไม่มีคนซื้อ(กร๊ากกกกกกกกกก)
เรายังรอฟิคของนกอยู่นะคะ^____________^
ตอนหนึ่งลงไปแล้ว...เอาตอนสองมาเซ่นด้วยนะคะ^^(ในที่สุดเราก็ชนะนกเมื่อคืนนั้น...อารมณ์ดีเชียว) ฮ่าๆๆๆๆ
แล้วก็...ขอตัวไปทำทีซิสต่อแล้วนะคะ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕
ไม่เจียมเลยจริงๆนะคนเรา”- -
===================================
.
.
.
จินกลับขึ้นมาบนห้องอีกทีก็เห็นว่าคนตัวเล็กยังนอนหลับตาอยู่บนเตียงเลยถือโอกาสเข้าไปซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน จากที่คิดว่าคาเมะหลับไปแล้ว แต่ความคิดจินก็ถูกเปลี่ยนทันทีทันใด เมื่อร่างบนเตียงนั้นขยับตัวเปลี่ยนท่าเป็นหันหน้ามาหาเค้าที่สอดตัวไว้ใต้ผ้าห่มเพียงครึ่งแล้วพิงศีรษะไว้กับหัวเตียง มือใหญ่สอดเข้าในเส้นไหมสีน้ำตาลเข้ม เสียงงึมงำถามมาจากคนที่ยังหลับตาถามจินได้ถึงสองครั้งสองครา
“ไม่นอนเหรอ?” จินเพียงแค่เลื่อนตัวลงไปใต้ผ้าห่มมากกว่าเดิมแล้วสอดแขนเข้ารองที่กลุ่มไหมนั่น ทำให้คาเมะเขยิบตัวเองขึ้นมาวางหัวอยู่บนไหล่กว้าง จินไม่ลืมที่จะดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มให้จนถึงไหล่ แม้ว่าตอนนี้จะเป็นเวลาบ่ายแก่ๆ ที่พระอาทิตย์ยิ้มแฉ่ง สาดแสงจ้าอยู่บนฟ้าก็ตาม แต่อากาศฤดูนี้มันไม่ใช่ว่าร้อนจนต้องนอนตากลมแล้วจะสบายตัวหรอกนะ ไข้ขึ้นน่ะสิไม่ว่า
“ไม่ล่ะ นอนเถอะ เมื่อคืนชั้นทำนายไม่ได้นอนนี่นา...วันนี้จะเฝ้ายามให้นะ” จินได้ยินเสียงคาเมะหัวเราะในคออยู่คนเดียวทำมาพูดเล่นให้คิดมากว่าไม่ได้นอนเพราะอะไร แล้วก็ซุกหลับไปกับตัวจินไม่นาน
...อยู่รอเค้าขึ้นมางั้นเหรอ?...
จินก้มลงมองร่างเล็กที่ท่านอนไม่ต่างจากเด็กติดหมอนข้างจนต้องก่ายขาจินเอาไว้ยิ้มๆ ปากแดงแต้มลงบนกลุ่มผมสีน้ำตาลเข้ม ถัดลงมาที่แก้มนิ่ม และเลยไปถึงปลายจมูกโด่งเล็กน่ารัก ปลายนิ้วเรียวขาวของคนที่ตื่นอยู่จับเอาปลายคางเล็กให้เงยขึ้นน้อยๆ ก่อนที่ดวงตาสีเข้มจะจับจ้องที่เรียวปากบางราวกับต้องการจะเป็นเจ้าของกลีบสีอ่อนนี้ด้วยริมฝีปากของตัวเองอย่างที่สุด เปลือกตาคมที่หรุบมองอยู่เป็นนานค่อยๆ เลื่อนใบหน้าตัวเองเข้าใกล้สิ่งที่ปรารถนามานานแสนนาน
แต่ก่อนที่จะได้สิ่งที่ปรารถนาคนที่ไม่มีบุญวาสนาอย่างจินก็ต้องถูกขัดขวางจนถึงที่สุดเหมือนกัน เมื่อสิ่งที่จินหมายปองขยับเอ่ยคำถามที่แสลงจิตทั้งที่ดวงตาเรียวสวยนั่นยังปิดสนิท
“นายจะขโมยจูบชั้นรึไง?” ระยะใกล้ชิดที่ได้จ้องเข้าไปในดวงตาเรียวสวยนั่นทำให้จินเผลอเม้มปากไปครั้งเพราะเห็นแววซุกซนและรู้ทันจากในดวงตาคู่นั้น
ปลายนิ้วเล็กยกขึ้นทาบลงบนปากอิ่มของจินแผ่วเบา เหมือนจะยั่วให้จินสติแตกหลังจากหลังจากจินกลายเป็นของคาเมะไปหมาดๆ ทำอย่างนี้ โดนจินจับกดจะหาว่าหล่อไม่เตือนนะครับคนดี แต่จินก็รู้ดีว่า...ไม่มีปัญญาหรอก คิดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจกับตัวเองก่อนจะหงายตัวแผ่ลงนอนกับพื้นเตียงแล้วหลับตาลงพร้อมทำปากยู่อย่างที่คิดว่าคาเมะคงจะเอ็นดูไม่มากก็น้อย
“ทำท่าแบบนั้นคิดว่ามันน่ารักน่าเอ็นดูนักรึไงจิน?” ร่างบางพลิกตัวขึ้นไปท้าวศอกทับบนตัวจิน ค้ำใบหน้าด้วยกำปั้นน้อยๆ ของตัวเองสองข้างเอียงคอมองหน้าจินอย่างนึกหมั่นไส้
“แล้วนายคิดว่าน่ารักมั้ยล่ะ?” มือใหญ่เอื้อมมาโอบเอวบางที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมผงกหัวขึ้นมาดูหน้าตาน่ารักที่อยู่ใกล้ไม่เกินคืบ หึ้ย! คิดว่าน่ารักแล้วจะทำร้ายจิตใจจินน้อยๆ ด้วยหน้าตาใสซื่อแฝงแววเจ้าเล่ห์อย่างนี้เหรอ? ใครสอนให้ทำกัน!!!
“หึ...ไม่เลยซักนิด” ปากบางบิดเบ้น้อยๆ คล้ายกับจะเยาะกับคำถามที่ได้ฟัง และคำตอบที่มีให้ก็แสดงออกชัดเจนว่าทั้งเยาะและเย้ยจินในทีเดียวสองระดับขั้นเลยแหละ
“งั้นนายก็สมควรจะโดนลงโทษอยู่เหมือนกันนะคาเมะ” ร่างเล็กเลื้อยลงจากคนตัวใหญ่ไปยืนอยู่ริมหน้าต่าง เอวบางพิงวั้บขอบหน้าต่างบานสูงสุดเพดาน ม่านสีสว่างกับแสงอาทิตย์ที่สาดเข้ามาจากทางด้านหลังทำให้ภาพที่จินเห็นเป็นเพียงกรอบเงาของร่างบางที่เมื่อตะเกี๊ยะ!!! ยังนอนอยู่บนตัวจินอยู่เลยน่ะ! แล้วทำไมตอนนี้มายืนยิ้มมีเลศนัยให้จินงี้ล่ะ?
“โทษฐานอะไร?” การต่อล้อต่อเถียงกำลังดำเนินไปอย่างเรื่อยเรียบ จินตอบคำถามคาเมะด้วยการลุกนั่งแล้วปัดเอาผ้าห่มผืนนุ่มไปกองไว้ปลายเตียง ก่อนจะเปลี่ยนมานั่งห้อยขาจ้องตาคนที่ถามความผิดตัวเองอยู่ตอนนี้
“โทษฐานที่คิดว่าชั้นจะแค่ขโมยจูบไง...เพราะชั้นคิดจะลักหลับนายต่างหากล่ะ” หน้าตากรุ้มกริ่มกับคำพูดชวนให้คิด แต่ถ้าจินคิดว่าคาเมะจะเขินจนทำอะไรไม่ถูกที่โดนประโยคนี้เข้าไปเต็มๆ หรือว่ายังไงกัน? ผิดเลยเหอะอคานิชิ...มือน้อยที่ล้วงอยู่ในกระเป๋ากางเกงตัวเอง แล้วยืนพิงกายกับขอบหน้าต่างบานสูง ท่วงท่าสบายตาสบายอารมณ์ เรียกให้จินก้าวเท้าเข้าไปหาด้วยความคิดที่หลากหลาย แต่เสียงเคาะประตูห้องที่ดังขึ้นก็ทำให้จินหงุดหงิดได้มหาศาล สีหน้าและอาการถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาพรูแบบนั้นทำให้คาเมะอดที่จะขำไม่ได้ คิ้วเรียวสวยของคนตัวเล็กเลิกขึ้นพยักเพยิดไปทางประตูให้จินที่หันกลับมามองทางเค้าอีกครั้งต้องส่ายหน้าน้อยๆ แล้วเดินไปที่ประตูด้วยอาการติดจะหัวเสียเล็กน้อย
จินหมายมั่นในใจว่าถ้าเป็นเด็กในบ้านมาเคาะเรียกจะตัดเงินเดือนโทษฐานที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่มีประสิทธิภาพเลยคอยดู ลงไปบอกแล้วว่าไม่ให้รบกวน แต่นี่ไม่รบกวนธรรมดา รบกวนเวลาคนจะสานต่อความสัมพันธ์นี่สิ แย่ที่สุด!!!
มือใหญ่บิดลูกบิดแกร๊กเดียวบานประตูหนักเปิดออกไม่เบานักแต่ก็ไม่แรงถึงกับกระชาก หวังให้เห็นหน้าคนขัดใจก่อนเพื่อจะต่อว่า แต่แค่อ้าปากจะพูดเท่านั้นก็ต้องหุบปากจนแทบจะงับเอากระพุ้งแก้มตัวเอง ดวงตาคมเหลือกโพนขึ้นน้อยๆ ให้คาเมะที่ยืนอยู่ในห้องขำเข้าไปใหญ่
“แม่!! มีอะไรเหรอครับ?” คนมาเคาะไม่ใช่เด็กในบ้านอย่างที่คิดไว้ว่าจะต่อว่าให้สาแก่ใจการถูกขัดจังหวะ นอกจากจะไม่ใช่เด็กในบ้านยังไม่พอ ยังเป็นเจ้าของบ้านที่คุ้มกะลาหัวจินอยู่ทุกวันนี้ด้วยสิ คำพูดมากมายที่เตรียมไว้เลยต้องกระเดือกลงคอไปแทบไม่ทัน
“อะไรของแก ทำหน้าตาอย่างนั้น จะต่อว่าอะไรชั้นรึไง?” จินส่ายหน้าเบาๆ ไม่อยากขัดคุณท่าน เพราะคุณท่านเธอฤทธิ์เดชเยอะจะตายไป ไม่อยากมีเรื่องด้วยหรอก เมื่อกลางวันนั่นก็ทีนึงแล้ว...วันนี้ก็พอแค่นี้เถอะ จินบอบบางและเหนื่อยมาก สู้ไม่ไหวหรอก
“มีอะไรเหรอครับคุณแม่?” เสียงเล็กแหบถามขึ้นหลังจากที่เดินเข้ามาสมทบกับจินที่บานประตู แก้มนิ่มแนบอยู่กับท่อนแขนกำยำ อาการคลอเคลียที่แทบจะไม่เคยทำต่อหน้าคนอื่น...แต่ตอนนี้คาเมะกำลังแสดงออกนอกหน้านอกตาต่อหน้าแม่ของจิน!!! อุแม่เจ้า...คุณแม่ครับ ได้ลูกสะใภ้แน่ๆ วันนี้น่ะ!!
“อืม แม่ใช้ให้เด็กขึ้นมาตามไอ้บ้านี่ แต่เด็กก็บอกว่าคุณชายเธอสั่งไว้ว่าไม่ให้กวน แม่เลยต้องขึ้นมาเองนี่ไง” ไอ้บ้านี่ที่ว่ายืนหน้าเป็นปลาเก๋าถูกทอดเพราะโดนแม่ตัวเองโยนความผิดความบาปมากองไว้แทบเท้าจนกลายเป็นว่าแทนที่มีเด็กรับใช้ไว้ให้ได้ใช้ แต่จินกลายเป็นคนที่ทำให้แม่ต้องลำบากเดินขึ้นมาถึงบนนี้เพื่อตามเค้าแค่นั้นเอง
ดวงตาเรียวสวยที่มีร่องรอยของวัยที่เพิ่มขึ้นปรายตกลงมอง ทั้งที่ใบหน้าเชิดขึ้นอย่างสมใจที่ ...คุณนายเธอสมใจที่ได้ด่าลูกชายต่อหน้า “ว่าที่ลูกสะใภ้” น่ะ...
“แล้วมีอะไรสำคัญรึเปล่าครับ?” โอเคว่าคาเมะน่ารัก และคาเมะก็ช่างเอาใจ...แต่ตอนที่เพิ่งรู้จักกันน่ะ แม่จินกับคาเมะแทบจะไม่คุยกันเลยไม่ใช่หรอ? แถมยังตั้งท่าจะเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันด้วยสิน่า!! แล้วไหงตอนนี้คุณหนูตัวเล็กเธอถึงได้เข้าไปกอดแขนแม่จินแล้วตัดหน้าแย่งความดีความชอบ เหลือไว้แต่ความชั่วความเลวให้จินอย่างนี้ล่ะ??
“แม่จะให้เด็กมาบอกให้ลงไปรับของว่างด้วยกัน เพิ่งไปธุระมา ซื้อขนมมาฝากหลายอย่างเลยนะไม่รู้ว่าคาซึยะจะชอบทานแบบไหน” แหม แม่ครับ ได้ลูกใหม่ไม่คิดถึงไอ้อ้วนปากแดงนี่เลยเนาะคนเรา ซื้อมาฝากแต่คาซึยะ สนิทกันตั้งแต่ตอนไหนน่ะ? ถึงได้เรียกชื่อเรียกนามเค้าซะสนิทเชียว
“ผมทานได้หมดแหละครับ ที่คุณแม่ซื้อมา เอาไว้วันไหนผมกลับบ้านจะให้คุณแม่ทำขนมมาฝากนะครับ แม่ผมทำอาหารอร่อยทุกอย่างเลยนะ...” และอีกมากมายที่คาซึยะเล่าให้แม่ของจินฟังเกี่ยวกับเรื่องที่บ้าน ไอ้เรื่องพวกนั้นจินก็ไม่อะไรมากหรอกนะ เพราะจินรู้หมดแล้วแหละ แต่...เสียงเล่าหวานจ๋อยคุณแม่ครับ คุณแม่อย่างนั้น คุณแม่อย่างนี้มันเงียบหายไปพร้อมกับร่างบางที่เดินประคองเกาะแขนแม่จินไปอย่างนั้นนั่นมันอะไร? แถมยังมีการหันมาลอบแย้มยิ้มนิสัยไม่ดีให้ขินอีกด้วย!! ทำอะไรไม่ได้นอกจากขัดใจ มือใหญ่เสยผมตัวเองแรงๆ ไปทีแล้วก็ต้องเดินตามอีกสองคนที่ล่วงหน้าลงมาก่อนแล้ว
.
.
.
มื้อเย็นวันนี้คุณหญิงเจ้าบ้านเธอเป็นคนชักชวนให้คนสำคัญของลูกชายอยู่ทานและค้างที่บ้านในคำชวนประโยคเดียวกัน แล้วก็ดูเหมือนว่าคนสำคัญของลูกชายนามคาเมนาชิ คาซึยะ จะออกอาการติดแม่ของลูกชายเจ้าของบ้านมากเกินความจำเป็นในความรู้สึกของลูกชายอย่างจินไปหน่อยแล้วล่ะ คือจะเอาใจกันจินไม่ว่าหรอก แต่แม่ไม่ต้องมาแขวะจินให้เจ็บไส้ติ่งเล่นได้มั้ยเล่า
“คาเมะจังนี่เอาใจเก่งจังเลยนะ แม่ล่ะอิจฉาแม่หนูจริงๆที่มีลูกชายน่ารักอย่างนี้ เพราะแม่มีลูกชาย...ไอ้ลูกเวรนั่นมันก็ไม่ได้อย่างใจซักอย่างเลยสิน่า” ประโยคนี้หลุดมาเพราะว่าคาเมะที่นั่งทานมื้อเย็นข้างแม่ของจิน นายหญิงยินดีที่มือน้อยจะคอยตักอาหารให้อย่างเอาใจ แล้วก็มีลืมฝากรักเอาไว้กับไตของลูกชายด้วยการทิ่มแทงทางคำพูดจนลูกชายที่ว่ามองกลับมาตาคว่ำตาหงาย
“ผมไม่ได้เอาใจเก่งหรอกครับก็แค่ทำอย่างที่ทำเวลาอยู่กับแม่ที่บ้าน แต่จินเค้าก็เอาใจเก่งนะครับ...ผมชอบอยู่กับจิน” ช้อนแทบร่วง!!! ร่างสูงที่กำลังก้มหน้าก้มตาตักข้าวเข้าปากเพราะขี้เกียจทนฟังคำแม่บังเกิดเกล้าขับไสไล่ส่งความชั่วร้ายให้มาเกาะกับตัว จินก็รู้สึกรักคาเมะเพิ่มขึ้นอีกจนจะทะลุขีดปรอทอยู่แล้ว นอกจากจะแก้ต่างให้จินยังไม่พอยังจะพูดให้จินใจเต้นแรงขึ้นจนความดันเลือดสูงขึ้นเท่าคนเป็นความดันแล้ว
มือใหญ่หยุดชะงักนิ่งทั้งที่ยังถือช้อนและส้อมในมือครบครัน ดวงตาคมเหลือบขึ้นมองทางคนพูดที่เหมือนกำลังสนุกสนานกับบทสนทนาที่พูดคุยอย่างไม่ขัดเขิน
“ชอบแล้วไม่รักมันเหรอน่ะ?” ดีมากครับแม่!! เป็นคำแรกที่จินนึกได้หลังจากที่เหลือบมองริมฝีปากบางที่ยิ้มให้จินทั้งที่คุยกับแม่จินตลอดเวลา ถามมาให้ตีขลุมแบบนี้ผมรักแม่ที่สุดเลยครับ คนตัวใหญ่เหมือนจะมีความอยากรู้อยากเห็นเพิ่มขึ้นมาทดแทนความหิวเป็นกอง มือขาวจึงเอื้อมไปยกเอาแก้วน้ำมาดื่มเงียบๆ ทำเหมือนไม่ได้ให้ความสนใจกับการสนทนาของอีกสองคนเท่าไหร่นัก แต่คาเมะรู้!!!ว่าจินกำลังตั้งใจฟัง คาเมะเลยตั้งใจตอบให้ได้ยินชัดๆ เน้นๆ
“ไม่หรอกครับ” คำตอบหนักแน่นที่ทำเอาคนกำลังดื่มน้ำแทบจะสำลักออกมาอย่างไม่กลัวเสียมารยาทจนต้องปิดปากเอาไว้แน่น เสียงไอเบาๆ เหมือนอะไรมาติดคอยิ่งเรียกรอยยิ้มร้ายกาจจากไอ้ตัวดีของจินให้กว้างขึ้น หวานขึ้น หวานจัดจนเสียวสันหลังกันเลยทีเดียว
“หืม?” ผู้ใหญ่ท่านก็ถามมาแค่เสียงตอบรับเบาๆ จะทำอะไรก็อย่านึกว่าลูกชายไม่เห็นนะแม่ ยิ้มอย่างนั้น...มันไม่ต่างจากคาเมะเลยซักนิด สนุกกันนักหรือไงน่ะ?
“ผมไม่ชอบบอกรักใครก่อนน่ะครับ...กลัวผิดหวัง เลยชอบที่จะฟังก่อนมากกว่า” ให้ตายสิ จินชอบหรอกนะเวลาคาเมะยิ้มน่ารักให้น่ะ แต่อย่างนี้ไม่ไหวหรอก หลังมื้อเย็นคงต้องเคลียร์กันยาวเลยแหละ ยิ้มอย่างนี้มากๆ เดี๋ยวจินคงต้องสอนวิธียิ้มหวานๆ ประกอบคำพูดให้ชื่นใจ แทนที่จะเป็นรอยยิ้มคมกริบแทบจะปาดคอกันตายอย่างนี้น่ะ
“ถ้าอย่างนั้นก็...คงจะไม่มีคนรักแล้วล่ะมั้งแม่ว่า” อคานิชิ จินถึงกับวางส้อมเล็กสำหรับทานผลไม้ลงแล้วพิงตัวลงกับพนักเก้าอี้แรงๆ แล้วถอนหายใจหนักๆ หน้าตาเหม้นบูดอย่างถึงที่สุดจนคนเป็นแม่ต้องหันจากคาเมะที่นั่งอยู่ด้านข้างแล้วคุยกันอย่างสนุกสนานมามอง ส่วนคาเมะเองก็มีแก่ใจพอที่จะถามความทุกข์หนักอกใหญ่ๆ ตอนนี้
“อิ่มแล้วเหรอจิน?” จินยกแก้วน้ำขึ้นดื่มอีกครั้งให้แม่เห็นชัดๆ ว่าอิ่มแล้วแน่ๆ ไม่เปลี่ยนใจ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินอ้อมโต๊ะไปรั้งเอาร่างบางลุกขึ้นยืน เอ่ยขอตัวกับแม่คำเดียวแล้วเดินขึ้นมาบนห้องนอนใหญ่ที่ยังมีร่องรอยยับย่นของผ้าห่มที่ใช้งานไปเมื่อช่วงบ่ายๆ เย็นๆ
หน้าต่างบานเดิมยังคงเปิดอยู่ และลมก็เย็นมากกว่าตอนบ่ายมากนัก ท้องฟ้าเริ่มมืดลงจนเห็นดวงจันทร์อยู่ที่ปลายขอบฟ้าไกลลิบ ร่างน้อยทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงนุ่มแล้วยกผ้าห่มขึ้นพันตัวขัดสมาธิคุยกับจินที่ขึ้นมานั่งบนเตียงเดียวกันแล้วจ้องตากันนิ่ง
“เป็นอะไรรึเปล่า?” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันน้อยๆ กับคำถามที่ได้รับ แขนสองข้างยกขึ้นมากอดอกเหมือนจะดูเชิงคนรักสนุก จินไม่คิดว่าการโดนทั้งแม่และคาเมะรุมในเวลาเดียวกันจะทำให้เค้าป่วนได้ขนาดนี้เลยล่ะนะ แต่...คาเมะถามก็ตอบให้ซะหน่อย
“สงสัยน่ะ”
“ว่า...?” คิ้วเรียวเลิกขึ้นประกอบการถาม
“ว่าทำไมถึงคิดว่าจะผิดหวังถ้าเกิดว่าบอกรักก่อน?” พอจบประโยคคำถามของจิน คาเมะก็เลิกคิ้วทำตาโตเหมือนจินถามคำถามที่โง่มากที่สุดออกมา แล้วก็ไม่วายชื่นชมจินให้ได้ยินอีกต่างหาก
“นายถามมาได้ยังไงกันจิน!! ชั้นไม่เคยรู้มาก่อนว่ารูมเมทชั้นโง่ขนาดนี้ ถ้าเกิดคนที่นายรักไม่เคยพูดคำว่ารักให้นายได้ยิน ถึงแม้ว่าการกระทำของเค้าจะชัดเจนมากแค่ไหน แต่มันก็ไม่ได้สร้างความมั่นใจให้กับคนที่รับความรู้สึกนั้นหรอกนะ ถึงแม้ว่าบางทีการกระทำมันจะเกิดจากการกลั่นกรองโดยสำนึกและความคิดความรู้สึกทั้งหมดที่มี แต่มันก็ไม่ชัดเจนเท่ากับคำพูดที่กลั่นกรองมาจากความคิดที่ต้องการจะผูกพันของคนเราหรอกนะ”
ร่างสูงใหญ่ที่ยังคงกอดอกอยู่เม้มปากแน่นเหมือนกำลังใช้ความคิดอย่างหนักหนาสาหัส เพราะจินไม่เข้าใจจริงๆนั่นแหละว่าทำไมถึงต้องพูด ในเมื่อทำให้เห็นมันดีกว่าพูดไปพล่อยๆ
“ถึงแม้ว่ามันจะเป็นคำพูดพล่อยๆ อย่างนั้นน่ะเหรอ?”
“แน่นอนว่าใช่ แต่ชั้นใช้คำว่า-ความรู้สึกที่ต้องการจะผูกพัน-นะจิน ฟังให้ครบก่อนแล้วค่อยกระเดียดสิ” เออ ด่าได้ด่าไป เดี๋ยวจะเก็บค่าพูดไม่เพราะวันนี้ให้ล้มละลายเลยคาเมนาชิ มือน้อยเอื้อมมาจับปกเสื้อของจินสองข้างยันตัวขึ้นจนอยู่ในระดับสายตาของกันและกันยื่นหน้าเข้ามาใกล้ คำพูดแผ่วเบาติดอยู่ที่ปลายคางสาก เปลือกตาบางที่หรี่ลงมองปลายจมูกโด่งของร่างสูง
“ชั้นก็แค่คิด ว่าความรู้สึกคนเรามันเปลี่ยนแปลงกันได้ และชั้นก็พร้อมที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงนั้นเสมอ แต่ก่อนที่มันจะเปลี่ยนแปลงไป ชั้นก็แค่ขอช่วงเวลาที่มันจะมั่นคงซักช่วงเวลาให้ชั้นรู้สึกว่าเค้าเคยมั่นคงกับชั้นในตอนนั้นบ้าง...แค่นั้นก็ยังดี”
“แล้วนายไม่คิดว่าตัวเองเห็นแก่ตัวไปหน่อยเหรอ?” สองมือใหญ่ไม่รอช้าที่จะคว้าเอวบางมาไว้ในมือ แต่มือน้อยก็ปล่อยจากปกเสื้อแล้วยันตัวเองเอาไว้ที่ไหล่กว้างอย่างรู้ทัน
“คิดเสมอเลยจิน ว่าชั้นน่ะคนเห็นแก่ตัว แต่คนที่มัวแต่คิดว่าการกระทำของตัวเองจะอธิบายทุกอย่างได้มันก็เห็นแก่ตัวเหมือนกันแหละน่า” เจอด่าในระยะประชิดไปจินก็ต้องตั้งหลักเหมือนกัน ตั้งแต่เข้ามาในห้องจนถึงตอนนี้ไม่รู้ว่าทั้งจินและคาเมะเปลี่ยนเป็นมาเล่นเกมจ้องตาระยะคืบเดียวไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่การเล่นเกมครั้งนี้คาเมะหมายมาดเอาไว้ถึงผลภายหลังเกมจบเพียงอย่างเดียว คาเมะไม่มีทางแพ้ เพราะฉะนั้นผลที่ออกมามันต้องเป็น คาเมนาชิ คาซึยะ ชนะ อคานิชิ จิน เท่านั้น!!
“ยังไง?”
“ตรงที่ในบางทีชั้นก็ไม่ได้เข้าใจความรู้สึกที่ออกมาเป็นการกระทำเลยไง ชั้นมันคนตรงไปตรงมา ไม่เคยที่จะมานั่งอ้อมโลกอ้อมพระจันทร์ให้คนอื่นเค้าคิดว่าโรแมนติกหรอกนะ”
“แล้วถ้าเค้าพูดเป็นคำพูดไป นายจะตอบรับเค้าด้วยคำพูดเหมือนกันน่ะหรอ?” โธ่...อยากให้เข้าทางนักใช่มั้ย? ได้เลยคาเมะจัดให้ก็ได้ จะได้ไม่เสียเปล่าที่วันนี้อุตส่าห์เปลืองเนื้อเปลืองตัว เปลืองจิตเปลืองใจไปหลายตลบ
“นายก็ลองพูดดูสิ” หลังจากบทสนทนาถามตอบยี่สิบคำถามที่ยาวนาน จินก็ได้คำตอบที่จะตอบคาเมะแล้วว่าคาเมะต้องการอะไร แรงยันจากแขนเล็กบางลดลงจนกลายเป็นคล้องที่รอบคอขาว จินเอนตัวลงนอนให้ร่างบางเกยทับอยู่ด้านบน เส้นไหมนุ่มตกลงมาเคลียทั้งแก้มจินและคนตัวเล็กในเวลาเดียวกัน คาเมะยังคงเลิกคิ้วมองได้อย่างน่าตี ใบหน้าเล็กเอียงมองจินด้วยความรู้สึกอยากท้าทาย ริมฝีปากบางยิ้มน้อยๆ ทั้งที่ดวงตาพราวระยับแฝงไปด้วยความท้าทาย มือใหญ่รั้งให้ร่างน้อยเข้ามาใกล้ก่อนจะ...
ปากอุ่นที่จินแต้มลงที่หน้าผากคงทำให้ใบหน้าเล็กเงยขึ้นรับสัมผัสทั้งที่ยังหลับตาพริ้มเหมือนรับรู้ว่าจินอยากบอกคาเมะเหลือเกินว่า...จินรัก และอยากจะถนอมคาเมะไว้กับจินมากแค่ไหน จินยังคงแต้มจูบไปแก้มใสที่เย็นน้อยๆ เพราะลมจากภายนอกที่พัดเข้ามาในห้อง และอยากบอกให้อีกคนรู้ว่าต้องการคาเมะมากแค่ไหน ความอุ่นฝังลงที่ฐานคอขาวจนเป็นรอย แก้มนิ่มที่แนบอยู่กับซอกคอจินมันร้อนจนต้องถอยออกมาเพื่อมองใบหน้าน่ารักที่กำลังแดงเรื่ออย่างน่ารักใคร่ ก่อนที่ปากอุ่นจะแต้มแผ่วเบาลงไปที่เปลือกตาทั้งสอง ใครที่เคยบอกว่าดวงตาเป็นเหมือนสื่อที่แสดงออกถึงความรู้สึกภายในจิตใจ คาเมะก็ได้รับรู้ในวันนี้ว่ามันจริงอย่างเหลือเชื่อ ดวงตาคมที่มองมาทำให้คาเมะสะท้านในอกจนร้อนไปทั้งหน้า ปลายนิ้วเรียวแตะที่ขอบเสื้อเชิ๊ตสีขาวด้านในจนขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง มือใหญ่อีกข้างที่เอื้อมลงไปสัมผัสถูกความเย็นของแหวนบนนิ้วเล็กจึงกอบกุมเอามือน้อยขึ้นมาจูบแผ่วเบาที่ความเย็นนั้น มิตรภาพที่กลายมาเป็นความรักของจินและคาเมะกำลังจะลุล่วง และคาเมะจะต้องเป็นของจินคนเดียวตลอดไป เหมือนกับที่จินจะต้องเป็นของคาเมะคนเดียวตลอดไปเช่นกัน ที่พูดเอาไว้ว่ายอมรับการแปลี่ยนแปลงของความรู้สึกน่ะ คาเมะโกหกทั้งเพนั่นแหละ ถ้าเกิดว่าในอนาคตข้างหน้าจินเกิดอยากจะเปลี่ยนความรู้สึกที่มีให้จากคาเมะไปล่ะก็...คอยดูก็แล้วกัน!
มือน้อยพลิกออกจากฝ่ามือใหญ่เปลี่ยนเป็นฝ่ายกุมมือนั้นแทน ปลายนิ้วเล็กคลึงเบาๆ ที่นิ้วเรียวขาวของจินอย่างซุกซน ในขณะที่ดวงตาสบประสานตลอดเวลา
“อย่าทำอย่างนี้...” เหมือนจินจะขาดใจตายให้ได้เพราะเสียงที่พูดออกมามันแหบและพร่าเหลือเกิน เหมือนมีใครมาอัดลมเข้าไปในปอดจนอึดอัดและหายใจลำบาก แล้วไอ้ก้อนเนื้อที่เต้นแรงจนอกสะเทือนนี่อีก เหมือนเป็นสัญญาณให้คาเมะได้แกล้งจินมากขึ้น...มากขึ้น
“ทำไม?...อยากจูบนาย ไม่ได้เหรอ?” ใช่คาเมะรู้ว่าความต้องการที่ถ่ายทอดผ่านภาษาของร่างกายเป็นสิ่งที่ทำให้จินเสียงพร่าได้ขนาดนั้น แต่ในเมื่อจินยังไม่คิดจะบอกก็ทรมานต่อไปเถอะ คาเมะแกล้งยื่นหน้าเข้าไปใกล้กว่าเดิมจนปากแทบชิดปากอิ่มแต่ก็เลื่อนมืออีกข้างแตะลงที่กลีบปากสีสวยคู่นั้นแผ่ว...และเบา คลึงเคล้าปลายนิ้วกับความนุ่มอุ่นลอกเลียนสัมผัสจากริมฝีปากจนฟันคมต้องแกล้งงับเอาปลายนิ้วเล็กเข้าอย่างมันเขี้ยว
“แต่เราต้องแลกกันแหละจิน...ชั้นไม่ยอมเสียเปรียบนายก็รู้” ร่างสูงที่นอนเป็นเบาะนุ่มให้คนตัวเล็กได้นอนทับและกลั่นแกล้งอย่างสนุกสนานหัวเราะออกมาเบาๆ ลูกแก้วสีจัดจ้องที่กลีบอ่อนนุ่มสีสวยตรงหน้าไม่จางหายและจินยังคงปากแข็งเหมือนที่ผ่านมา
“..........................”
“ถ้านายจะเงียบต่อ ชั้นก็จะนอนแล้วแหละนะ” คนตัวเล็กผละออกห่างยังไม่ทันเกินฟุต คนที่เงียบแข่งกับเสียงลมที่หวีดหวิวผ่านยอดไม้สูงเข้ามาในห้องนอนกว้างขวางก็รั้งข้อมือบางให้หยุดอยู่กับที่
“ถ้านายเกิดจะง่วงตอนนี้...นายก็แพ้เท่านั้นแหละคาเมะ” แหม...อย่างกับรู้จักกันมาซักชาตินึงแน่ะ รู้อีกว่าวันนี้คาเมะต้องชนะ แล้วถ้าไม่สู้จะชนะได้ยังไง แต่จะให้งัดเอาแรงมาสู้กับไอ้หมูพิการทางเม็ดสีผิวนี่ก็คงจะไม่ไหวหรอก คาเมะมีอาวุธไว้ให้สู้อย่างเดียว...อย่างเดียวจริงๆ
“ชั้นก็จะยอมแพ้แหละ ถ้ามันเลยเวลานอนของชั้นแล้ว” เหลือบมองไปบนหัวเตียงที่มีนาฬิกาตั้งโต๊ะวางอยู่ก็เห็นว่าเข็มชี้บอกเวลามันกำลังชี้ว่าเวลาเด็กอนามัยที่อดตาหลับขับตานอนมาเมื่อคืนสมควรแก่เวลานอนมากแล้ว อ้าปากหาวย้ำให้อีกทีว่าถ้าไม่พูดตอนนี้จินก็นอนตายไปเถอะ
“คาเมะ...” อย่ามาเสียงอ่อนซะให้ยาก ไม่พูดก็ไม่พูด บอกมาคำเดียวคาเมะจะหลับฝันหวานให้ดูต่อหน้าจินเลยเอ้า!
“...................”
“อย่าทำอย่างนี้สิ...ไม่เห็นจำเป็นเลยนี่นา แค่นี้ยังไม่รู้อีกเหรอว่าชั้นคิดยังไง? ทำไมต้องพูดด้วย...ไม่เห็นใช่เรื่องเลยนี่นา...” แค่คำว่าไม่จำเป็นหลุดออกมาจากปากเท่านั้นแหละ จินก็แทบจะตายด้วยสายตาคมกริบที่ตวัดมองอย่างเอาเรื่อง
“พูดอย่างนี้ท้าต่อยเลยดีกว่ามั้ยจิน? ไอ้ที่นายอมพะนำอยู่น่ะไม่ได้เรียกว่าคำพูดพล่อยๆ แต่ไอ้ที่นายพ่นออกมานี่แหละ พล่อยสุดๆเลยล่ะ” ซวยล้วจินเอ๋ย แม่กาลีลงองค์อย่างนี้ ไม่ตายดีก็ไมได้เกิดแน่วะ แต่ทำไงได้ล่ะ!! ก็มัน...นี่หว่า
“..............................” โชคดีเป็นของจินที่ยังคงความมือไวเป็นศรีแก่ตัวได้เสมอ ตอนนี้คาเมะเลยยังนอนอยู่บนตัวจินนี่แหละ แต่โชคไม่ดีซักหน่อยที่ตอนบอกรักอาจจะเป็นตอนที่ไมได้มองจ้องตาของคนที่จินรักก็เป็นได้ ปฏิบัติการขั้นเด็ดขาดคือปลายนิ้วแข็งแรงยกขึ้นจับปลายคางแหลมให้หันมามองกันเหมือนเดิมก่อนจะกระซิบแผ่วผ่าน ลมอุ่นที่ออกจากปากร่างสูงพัดเอาผมเส้นเล็กปลิวน้อยๆ เมื่อจินเอ่ยคำนั้นออกมาใกล้ๆ ให้ได้ยินชัดเจนจากใจ...ถึงใจ
“โอเค...ชั้นยอมก็ได้” เหมือนจะง่ายดาย แต่ยอมรับก็ได้ว่าที่เล่นตัวที่ผ่านมาทั้งหมด จินก็แค่อยากจะชนะคนตัวเล็กนี่ ก็แค่อยากจะให้คาเมะเป็นฝ่ายทำให้จินรับรู้และรู้สึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเราสองคนบ้าง แต่พอนานไปจินก็ได้รู้ว่าคาเมะก็เฝ้ารอในสิ่งเดียวกันและก็ไม่ใช่แค่จินที่รอคอย แต่คาเมะก็รอคอยไม่ต่างจากจิน นกจากจะรอคอยคำสำคัญที่จะยินยันความสัมพันธ์ระหว่างเราสองคนแล้ว คาเมะยังเรียนรู้ที่จะให้การสัมผัสและการกระทำบอกความรู้สึกของตัวเองอย่างที่จินชอบทำด้วยเหมือนกัน ดูจากหลายๆ ครั้ง ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา เหมือนคาเมะจะคุ้นชินกับมันมากจนไม่มีอาการเขินอายอย่างที่เป็นช่วงแรก ในเมื่อรอคอยในสิ่งเดียวกันทั้งคู่...จินก็ไม่คิดจะเสียเวลารอต่อไปหรอกนะ และที่สำคัญเพราะความกระดากเขินที่ผู้ชายตัวโตๆ ที่ถึงแม้จะทำหน้าด้านหน้าทนต่อหน้าชาวบ้านเป็นก่ายเป็นกองก็แค่ “อาย” เท่านั้นแหละ
และเพราะคาเมะเองก็รู้ ถึงได้ยอมเสียเวลางัดปาดเอาให้ได้กันภายในวันนี้ เพราะถ้าเป็นพรุ่งนี้ที่ไม่มีสถานการณ์อย่างเมื่อเช้า หรือบรรยากาศกดดันแบบเมื่อครู่ จินก็จะรื่นไปเรื่อยจนคาเมะขี้เกียจจะตามมาจ้องตาตอบก็แค่นั้นเอง
“ชั้นรักนาย...คาซึยะ” ใบหน้าคมเอื้อมขึ้นไปใกล้ใบหูบางมากขึ้นจนชิด กระซิบถ้อยคำหวานหูที่ทำให้ร่างน้อยนั่นเสียวปราบไปถึงปลายเท้าเมื่อมือใหญ่ยังคงไล้อยู่ที่ขอบกางเกงขายาวและแผ่นหลังเนียน
คำพูดที่เหมือนสายลมแผ่วเบา สมหายใจอุ่นร้อนที่กระทบใบหูบางทำให้คนด้านบนต้องจิกปลายนิ้วลงที่อกเสื้อของเบาะรองเนื้อตัวอุ่นๆ แน่นจนแทบขาด ปากบางแย้มกลีบสีอ่อนให้อย่างน่ารักและน่ารัดเข้าให้จมหายไปกับอกซะเหลือเกิน แต่ก่อนที่จินจะได้ทำอะไรตามใจอยาก สิ่งที่เฝ้าฝันหาว่าคาเมะจะเป็นคนบอกเค้าด้วยเหมือนกันก็มาประเคนถึงปาก
ใบหน้าเรียวเลื่อนเข้ามาใกล้แล้วกลีบปากบางก็แตะลงที่ปากอิ่มสีจัด ก่อนจะกระชับแน่นโดยมีมือหนาประคองศีรษะเล็กให้รับสัมผัสที่เฝ้าฝันหาและรอคอยมานานตั้งแต่ได้รู้จักกัน จนมาถึงวันนี้จินสอนภาษากายให้คาเมะไปกี่อย่างแล้วก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ...จินคิดว่าจินคงเป็นคูณครูให้คุณคนตัวเล็กเค้าได้อย่างดีเลยแหละ แล้วก็ไม่คิดจะไปสอนให้ใครด้วย ในเมื่อลูกศิษย์เชื่อฟังและเรียนรู้เร็วอย่างนี้ จะไปสอนคนอื่นให้เกรดเด็กดีตกทำไมล่ะ
ปลายลิ้นร้อนยังคงตามติด มือไม้ไม่ได้ถอยห่างจากผิวขาวเนียนเลยแม้แต่น้อย เสื้อผ้าไม่จำเป็นสำหรับช่วงเวลานี้ของจินอีกต่อไปเมื่อจินจัดการให้มันลงไปนอนกองสะเปะสะปะอยู่ไม่ไกลจากปลายเตียง และเมื่อจินแต้มจูบลงที่คอขาวนับครั้งไม่ถ้วน แต่กลับกันตรงที่บนคอจินมีเพียงรอยเดียวที่เกิดจากปากเล็กและฟันของเต่าตัวน้อยได้สร้างรอยไว้ให้จินจะต้องเป็นของคาเมะ
ร่างสองร่างที่ถ่ายทอดความรักทั้งคำพูดและการกระทำที่เรียกว่าภาษาของร่างกายดำเนินมาจนถึงที่สุด แรงกดย้ำที่ทำให้รู้ว่าไม่ได้ฝันไป จินมีความสุขมากมายและคาเมะเป็นคนทำให้จินมีความสุขมากมายอีกเช่นกัน อ้อมกอดกว้างขวางของคนที่พูดว่ารัก กับอ้อมกอดเล็กๆ ของคนที่จูบได้อย่างน่ารักที่สุดกำลังมอบความอบอุ่นเพื่อให้ความเย็นที่รายล้อมหมดไป คนตัวเล็กถูกรั้งเข้ามากอดแน่นภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน ใบหน้าคมคายก้มลงไปกัดปากบางน่าจูบนั่นนับครั้งไม่ถ้วนก่อนจะโดนแย้งด้วยฝ่ามือบางที่ตีลงบนอกกว้างแรงๆ
“ทีนี้รู้รึยังว่า...รัก...มากแค่ไหน?” ดวงตาเรียวสวยนั่นขึ้งโกรธไปชั่วพริบตา แล้วกลับมาสดใสดังลูกแก้วสีนิลก่อนจะยืดตัวขึ้นจูบปากแดงๆ นั่นอีกครั้ง
“รู้แล้ว...แต่ตอนนี้ก็ง่วงแล้วเหมือนกัน” ตาเรียวปรือลงให้รู้ว่าง่วงจริงจัง
“จะนอนทั้งอย่างนี้เหรอ?” ใบหน้าเรียวสวยที่แนบอยู่กับหมอนนุ่มพยักน้อยๆ อีกครั้ง
“ไม่อาบน้ำเหรอ?” จินคงถามมากไป อีกคนเลยปิดตาแน่นเป็นการปฏิเสธทั้งการตอบและคำสั่งที่อาจจะตามมาให้คาเมะไปอาบน้ำในไม่ช้า จินเลยได้แต่ปลดผ้าห่มลงจากตัวเพื่อจะไปปิดหน้าต่างบานสูงที่ยังคงต้อนรับลมเย็นจากภายนอกให้เข้ามาในห้องเพราะถ้านอนทั้งอย่างนี้กลัวว่าเต่าตัวน้อยนี่จะไม่สบายเอา แต่พอจินจะลุกดวงตาที่กำลังจะปิดอยู่เมื่อครู่ก็เปิดโพลงขึ้นจนต้องชะงักตัวเองเอาไว้
“ไปไหน?” มือใหญ่ลูบลงบนผมนุ่มที่ปลิวไปตามแรงลมน้อยๆ
“ปิดหน้าต่าง...เดี๋ยวไม่สบายนะถ้านอนตากลมแบบนี้”
“ไม่เอา นอนอย่างนี้แหละแค่นี้ก็อุ่นแล้ว” โอเคจินยอมแพ้ก็ได้ เมื่อร่างเล็กส่ายหน้าไปมาแล้วรั้งให้จินนอนลงที่เดิมแล้วซุกเข้าหาตัวอุ่นๆ ไม่ลืมที่จะรั้งผ้าห่มขึ้นมาปิดจนถึงคอ จนเห็นแค่ผมเส้นเล็กที่โผล่พ้นออกมา แขนเล็กพาดโอบรอบเอวหนาคล้ายเด็กติดหมอนข้าง แต่จินก็ยินดีจะเป็นหมอนข้างใบใหญ่ให้แหละนะ ก่อนนอนไม่ลืมจูบราตรีสวัสดิ์ให้คนรักตัวน้อยที่เพิ่งเป็นคนรักอย่างสมบูรณ์แบบหมาดๆให้ฝันดีตลอดคืนนี้ แล้วจินก็จะรักการเอ่ยความรู้สึกมากขึ้นอีกหลายเท่าเพราะจะได้ร่วมเรียงเคียงหมอนอย่างวันนี้อีกหลายครั้ง
“ฝันดีนะคาซึยะ”
ดวงจันทร์ที่ลอยสูงขึ้นจนเกือบพ้นขอบหน้าต่าง แต่ก็ยังส่องแสงสว่างเพราะคืนเดือนหงายที่จันทร์เกือบเต็มดวง แต่เป็นวันที่จินได้รับหัวใจดวงน้อยทั้งดวงของคนตรงหน้าอย่างสมบูรณ์แบบ ชาตินี้จินไม่บริจาคหัวใจนะ เพราะถ้าจะทำอย่างนั้นต้องไปขอคาเมะเค้าแหละ ตอนนี้หัวใจจินไม่ได้เป็นของจินคนเดียวอีกต่อไปแล้ว^^
จูบที่มือหมายถึงมิตรภาพ
จูบที่จมูกหมายถึงคุณน่ารักมาก
จูบที่แก้มหมายถึงฉันต้องการคุณ
จูบที่คอหมายถึงคุณต้องเป็นของฉัน
จูบที่ริมฝีปากหมายถึงฉันรักเธอ
จูบที่เปลือกตาหมายถึงฉันกำลังหลงรักเธอ
จูบที่หน้าผาก.....เอ็นดู รักและถนอมเรา
เอาแหวนของคุณไปใส่หมายถึงคุณต้องเป็นของเขาคนเดียวตลอดไป
ให้ของขวัญคุณเป็นประจำหมายถึงเค้าเอาใจใส่คุณและคิดถึงคุณตลอดเวลา
จับมือหมายถึงเขาชอบคุณ
มองเข้าไปในตาของคุณหมายถึงเธอรักฉันรึเปล่า
บีบนิ้วของคุณหมายถึงฉันอยากจูบเธอ
ลูบไล้เบาที่หัวไหล่หมายถึงอยากจะเอาใจเธอ
กัดริมฝีปาก หมายถึงฉันหึงนะ
ขยิบตาให้หมายถึงขอฉันไปกับเธอนะ
เล่นผมของคุณหมายถึงฉันชื่นชมเธอ
เหยียบเท้าคุณฉันเกลียดเธอ
พูดว่า “คิดถึงคุณ” หมายถึงฉันใส่ใจเธอเสมอ
พูดว่า “คืนนี้จะฝันถึงคุณ” หมายถึงคุณคือคนพิเศษ
พูดว่า “อยากจะอยู่กับคุณตลอดเวลา” หมายถึงคิดถึงคุณทุกลมหายใจ
แอบหอมคุณ หมายถึงเค้าคนนั้นเป็นคนที่สวีตสุดๆ
==============================
แถมนิดหน่อย...
.
.
.
ร่างเล็กและร่างสูงเดินเรื่อยมาตามทางเส้นเดิมที่คาเมะยังจำรายละเอียดได้ไม่มากนัก ถึงแม้ว่าจะเคยมาแล้วสองครั้งก็ตาม ลมยังเย็นเหมือนเดิมหลังจากลงจากรถไฟ จินกับคาเมะก็เดินมาตามทางที่จำได้แม่นยำว่าเป็นเส้นทางที่จะกลับสู่หอพักของทั้งคู่ คิ้วเรียวกำลังมุ่นน้อยๆให้คนตัวโตที่เดินข้างกันต้องก้มลองมองวงหน้าขาวใส
“คิดอะไร?” มือน้อยยกขึ้นยันหน้าจินออกห่างจนจินหน้าเบ้ แต่เท้าทั้งสองคู่ก็ยังก้าวไปข้างหน้าด้วยจังหวะเดิม ไม่ช้าและไม่เร็วเกินไป แต่สีหน้าไม่สบอารมณ์ของคาเมะก็ทำให้จังหวะการก้าวเดินต้องหยุดลงเพราะมือใหญ่รั้งแขนบอบบางไว้ให้หันมาสบตากัน
“เป็นอะไร? จะคิดไปทำไมเรื่องอย่างนั้น?” จินเป็นอับดุลใช่มั้ย? หรือแท้จริงแล้วชื่อจินมาจากจินนี่ที่เป็นชื่อของยักษ์ในตะเกียงวิเศษที่ดันรู้มันซะทุกเรื่อง คาเมะเกลียดเกมจ้องตาก็อย่างนี้แหละ มันทำให้จินรู้หมดว่าคาเมะกำลังคิดอะไร แต่ก็ชอบอยู่บ้างแหละที่แทบจะไม่ต้องพูดอะไรจินก็ค้นหาได้เองเหมือนมีเซิร์ชเอนจิ้นเป็นของตัวเอง
“ก็...ไม่ทำไม”
“เค้ารู้แล้วเป็นอะไรล่ะ?”
“เปล่า ก็แค่...เหมือนมัน ทำตัวไม่ถูกน่ะ”
“ก็ทำอย่างที่เป็นปกตินี่แหละ เป็นคาเมะที่น่ารักของชั้น เป็นคาซึยะของเพื่อนๆเหมือนเดิม มันยากนักเหรอ?” จินถามคำถามที่ง่ายโคตร แต่คาซึยะก็ตอบง่ายโคตรเหมือนกันว่า
“ไม่ยากแต่ทำไม่ได้” ถ้าเป็นเวลาอื่นจินคงอยากจะหยุดชมนกชมไม้แถวนี้อีกซักพักเพราะคาเมะที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาคิดอะไรอยู่คนเดียว แต่ตอนนี้จินขอเคลียร์หน่อยเถอะ ทไมเหรอ? มีจินเป็นแฟนมันน่าอายมากจนไม่กล้าบอกใครเลยหรือไง?
“โอเค...ไม่ได้ก็ไม่ได้ ไม่บอกก็ตามใจ” พระเจ้า จินไม่ได้โกรธหรืองอนหรอกนะที่คาเมะจะไม่อยากบอกเพื่อนว่าคบกันอยู่ในฐานะที่มากขึ้นกว่ารูมเมท แต่เป็นฮาร์ทเมทไปแล้ว แต่จะไม่ให้คิดเลยก็ตายด้านไปหน่อยเหอะ พอทำท่าจะเดินต่อมือเล็กเจ้ากรรมก็ดึงเอาไว้อีก ใบหน้าคมหันไปมองด้วยคำถามเต็มสีหน้า
“...อย่าโกรธนะ สัญญาว่าชั้นจะบอกพวกนั้นเอง แต่นายอย่าเพิ่งบอกนะ” ดวงตาคมมองเลยไปทางต้นไม้ข้างทางเหมือนกำลังคิดหาคำตอบที่เหมาะที่สุดสำหรับคำถามนี้ จินอมลมไว้ข้างแก้มข้างหนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมาดังๆ
“ตามใจเถอะ จะทำอะไรก็ทำ...ชั้นก็แค่คนที่บอกความรู้สึกที่มั่นคงให้นายไปเมื่อวานเองนี่นา” จะบอกอีกทีก็แค่คนที่บอกรักนายไปทั้งการกระทำและคำพุดนั่นแหละน่า!
ลมเย็นๆ ที่พัดไม่ได้หยุด ตลอดทางเดินที่ทอดยาวกับร่างสูงที่เดินอยู่ด้านหลังทำให้คาเมะต้องคอยหันมามองอยู่เรื่อย พอคาเมะชะลอฝีเท้าให้เดินทันกันก็เป็นอีกฝ่ายที่ก้าวเท้ายาวขึ้น เป็นอย่างนี้ตลอดทางจนเลิกคิดที่จะเดินเคียงข้างกัน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะต้องคอยหันมามองจนเมื่อเห็นประตูหออยู่ไม่ไกลคาเมะเลยหยุดอยู่กับที่แล้วคล้องเอาแขนหนาให้เดินไปด้วยกันถึงแม้ง่าจะต้องออกแรงลากจนแทบหอบอย่างตอนนี้ก็เถอะ
ดวงตาเรียวลอบมองซีกหน้าคมคายที่มองตรงไปแค่ด้านหน้าอย่างเดียว ให้ตายสิ อคานิชิ นายขี้งอนตั้งแต่ตอนไหนกันชั้นจำไม่ได้!! มือเล็กล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบเอากุญแจประตูหอมาเปิดออก แต่ภาพที่อยู่ตรงหน้าก็ทำให้ต้องขมวดคิ้วอีกรอบของวัน ทำไมมันเงียบอย่างนี้ล่ะ?? สงสัยกับสิ่งที่พบเจออยู่ตรงหน้าเลยได้แต่หันไปมองคนที่ยืนอยู่ข้างกัน แต่ขายาวนั่นก็ก้าวนำเข้าไปในหอพักอย่างไม่ติดใจสงสัยอะไรกับความเงียบที่ผิดปกติอย่างมากกับหอพักที่มีแต่ไอ้พวกนั้นอาศัยอยู่ มันต้องมีคนอยู่เต็มโถงกลางแล้วก็เสียงหัวเราะเฮฮาของไอ้พวกนั้นสิถึงจะถูก
คนตัวเล็กมองซ้ายทีขวาทีก็ไม่เห็นอะไรมากไปกว่าเครื่องเรือนที่วางอยู่ประจำที่ของมันเลยก้าวตามจินเข้าไปจนถึงห้องของตัวเอง คนตัวสูงกำลังไขกุญแจห้องอยู่ แล้วเมื่อประตูห้องพักของเค้าทั้งสองคนถูกเปิดออก คาเมะก็แทบชอคตาตั้งไปตรงนั้น
เสียงพลุมือที่ถูกดึงออกจนสายรุ้งกระจายลอยอยู่กลางอากาศและตกลงบนพื้นห้อง ลูกบอลที่มีป้ายแสดงความยินดีถูกดึงให้แยกออกจากกัน ไอ้พวกบ้าพวกนั้น!!! หน้าเล็กร้อนเห่อขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ดวงตาเรียวสวยหันไปมองคนตัวสูงที่แกล้งทำหน้านิ่งด้วยสีหน้าตกใจปนสงสัย ปากเล็กสีสวยอ้าออกเหมือนอยากจะต่อว่าจินให้เต็มที่แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่าการอ้าค้าวและยกนิ้วขึ้นชี้หน้าขาวๆที่ลอยอยู่ไม่ไกล อยากจะกระทืบเท้าเร่าๆ ให้มันสาแก่ใจกับการที่ทำอะไรไม่ได้ แต่คาเมะก็ไม่ได้ทำ เสียงเฮฮาที่ตะโกนแสดงความยินดี ที่เมื่อคาเมะหันกลับไปมองป้ายที่คลี่ม้วนกระดาษลงมาจากลูกบอลพร้อมกระดาษสายรุ้งหลากสีก็ยิ่งอยากจะเข้าไปรัดคอไอ้อ้วนที่มันยืนกลั้นขำให้ตายไปนัก!! --ยินดีต้อนรับคู่ข้าวใหม่ปลามัน--
“อคานิชิ จิน!!” ร่างน้อยกระโดดเข้าไปโอบรัดรอบคอหนาอย่างที่คิดไว้ในใจแต่คนตัวสูงก็รับเอาให้คาเมะขึ้นไปขี่อยู่บนหลังตัวเองได้ไม่ยากเย็น
“เฮ้ย ใจเย็นน่าคาเมะ ไม่ต้องรีบเข้าหอตั้งแต่หัววันหรอกน่า” เสียงทานากะ โคคิ
“ใช่ที่ไหนไอ้คิ เค้าเข้ากันไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว” ทากุจิ จุนโนะสุเกะ
“มีลูกเร็วๆนะ ชั้นอยากเห็นหน้าหลานว่ะ” ตามด้วยเสียงหัวเราะของฮาเซกาว่า จุน และอีกหลายหน่อที่นั่งกองอยู่กับพื้นบ้าง ยืนมองเค้าสองคนอยู่บ้าง
“พวกมึงทั้งหลายก็ระวังระเบิดลงห้องมึงนะ อยากแกล้งไอ้จินไม่ใช่เหรอไงถึงถ่อมาถึงนี่ ที่จริงก็ไม่ได้อยากแสดงหรอก ไอ้ความยินดีทั้งหลายเนี่ย” อ้อ ขอบคุณมากนิชิกิโด เรียว ที่เฉลยความคิดสุดแสบของไอ้พวกบ้านี่ให้หมด
“ใช่ที่ไหน...งานนี้กูทำเพื่อไอ้จินมันเลยนะเว้ย เมื่อวานมันบอกว่าจะไม่กลับหอ พอกูถามว่าไปไหน มันก็บอกว่าพาลูกสะใภ้ไปให้แม่รู้จัก มันบอกเองกับปากน่ะ!” โยโกยาม่า ยู เป็นคนแถลงไขในข้อนี้ให้คาเมะกระจ่างมากขึ้น ที่ทำท่าหงอยเมื่อกี้นี่แกล้งกันทั้งนั้นเลยใช่มั้ย!!
วงแขนเล็กจ้อยแกล้งรัดคอร่างสูงแน่นขึ้นพร้อมกับโถมน้ำหนักตัวเองให้กดลงบนคนตัวโตขึ้นอีกเท่า แต่จินก็แรงมากพอที่จะทนรับน้ำหนักคนตัวเล็กที่อยู่บนหลังเค้าตอนนี้ได้ ปลายจมูกโด่งสูดเอาความหอมจากแก้มนิ่มเข้าปอดจนชื่นใจ แล้วด้วงหน้าเล็กก็แดงเห่อพร้อมกับรอยยิ้มกว้างจนตาหยีเป็นขีดเดียว ไม่ลืมที่จะทำอย่างเดียวกับจินบ้าง และก็ไม่พลาดอีกเหมือนกันที่เพื่อนในห้องจะตะโกนบอกกันว่าอิจฉาบ้างล่ะ ลุ้นมานานว่าจะลงเอยกันอย่างไรบ้างล่ะ
...ไอ้บ้าจิน หลอกให้กังวลตั้งนาน ที่แท้ก็บอกไอ้พวกนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วเหรอ...
“จะกังวลทำไม เรื่องอย่างนี้ไอ้พวกนี้มันเข้าใจหรอกน่า ตอนเกิดมามันเลือกกันไมได้นี่ว่าจะเป็นเพศไหน จริงมั้ย?...เพื่อนกันยังไงก็เข้าใจกันอยู่ดีแหละคาซึยะ แล้วถ้าเกิดมันจะไม่ชอบจริง...มันคงไม่คิดจะยุ่งกับพวกเราต่อตั้งแต่ตอนเข้าหอมาแล้วแหละ ไหนจะเรื่องเรียวกับฮิโรกิอีก...” จินเอี้ยวหน้ามากระซิบประโยคยาวยืดให้คาเมะเข้าในก่อนจะแตะแต้มความอุ่นลงที่แก้มใสอีกครั้ง พร้อมกับเสียงประตูห้องที่ถูกเปิดออกอีกครั้ง...
“หวัดดีคาเมะ...ขอจินจูบอย่างที่ชั้นบอกเลยใช่มั้ยล่ะ?” ฮิโรกิ อุจิ แสบเหมือนใครกัน!!! ไม่มีคำตอบจากคาเมะแต่เป็นจินที่ยืนยันด้วยการพยักหน้าแรงๆ ทั้งที่ยังแบกคาเมะเอาไว้บนหลังตัวเองให้เพื่อนได้แซวกันเกรียวอีกรอบ
.
.
.
ขอบใจนะ...เพื่อน
…Happy Ending Body Languages…
จบแล้วค่ะ!!!!!!!!!!
มันจบแล้วนะ ไม่รู้ว่าเป็นไงมั่ง แต่ยังไงก็ขอบคุณที่อ่านกันจนจบ
ถึงแม้อีกเรื่องที่แต่งก่อนจะยังไม่จบ”- -ก็ตามทีค่ะ
อาจจะแปลกๆไปสำหรับตอนสุดท้าย
ขัดใจยังไงก็ขออภัยมา ณ ที่นี้แล้วกันนะคะ
ฟิคเรื่องนี้เป็นพลอทที่เกิดจากฟอร์เวิร์ดเมลล์ค่ะ แต่งไว้นานแล้ว...แต่ไม่ได้เอามาลง
พอเอามาลงก็รู้สึกจะมีช่วงที่ทำให้ต้องห่างหายไปเป็นเวลานาน(มาก)ทีเดียว
แต่ก็ฮึดเอามาลงจนจบได้แหละนะคะ ยังไงก็ขอบคุณจริงๆที่คอมเม้นท์และติดตามกันมาถึงแม้เราจะเป็นคนเขียนมือใหม่อะไรทำนองนั้น
ยังไงก็จะพัฒนาการเขียนต่อไปนะคะ เพราะคิดว่ายังห่างชั้นกันอีกไกลกับพี่ๆหลายคน
ปล...ถึงคนสำคัญ นกคะ เราจบเรื่องนี้แล้วนะคะ
แล้วเราก็คิดว่าจะเอาเรื่องนี้ทำแรร์ไอเท็มด้วยนะ อาจจะแต่งตอนพิเศษเพิ่มไปอีกสองสามตอนเอาให้หวานตายกันไปข้างเลยเอ้า
ฮ่าๆ แต่เราคงไม่ทำขายหรอกนะ เพราะคิดว่าคงไม่มีคนซื้อ(กร๊ากกกกกกกกกก)
เรายังรอฟิคของนกอยู่นะคะ^____________^
ตอนหนึ่งลงไปแล้ว...เอาตอนสองมาเซ่นด้วยนะคะ^^(ในที่สุดเราก็ชนะนกเมื่อคืนนั้น...อารมณ์ดีเชียว) ฮ่าๆๆๆๆ
แล้วก็...ขอตัวไปทำทีซิสต่อแล้วนะคะ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕
ไม่เจียมเลยจริงๆนะคนเรา”- -



