コンテントヘッダー

::Body Languages::08 [end]

Body Languages 08
===================================

.
.
.
จินกลับขึ้นมาบนห้องอีกทีก็เห็นว่าคนตัวเล็กยังนอนหลับตาอยู่บนเตียงเลยถือโอกาสเข้าไปซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน จากที่คิดว่าคาเมะหลับไปแล้ว แต่ความคิดจินก็ถูกเปลี่ยนทันทีทันใด เมื่อร่างบนเตียงนั้นขยับตัวเปลี่ยนท่าเป็นหันหน้ามาหาเค้าที่สอดตัวไว้ใต้ผ้าห่มเพียงครึ่งแล้วพิงศีรษะไว้กับหัวเตียง มือใหญ่สอดเข้าในเส้นไหมสีน้ำตาลเข้ม เสียงงึมงำถามมาจากคนที่ยังหลับตาถามจินได้ถึงสองครั้งสองครา

“ไม่นอนเหรอ?” จินเพียงแค่เลื่อนตัวลงไปใต้ผ้าห่มมากกว่าเดิมแล้วสอดแขนเข้ารองที่กลุ่มไหมนั่น ทำให้คาเมะเขยิบตัวเองขึ้นมาวางหัวอยู่บนไหล่กว้าง จินไม่ลืมที่จะดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มให้จนถึงไหล่ แม้ว่าตอนนี้จะเป็นเวลาบ่ายแก่ๆ ที่พระอาทิตย์ยิ้มแฉ่ง สาดแสงจ้าอยู่บนฟ้าก็ตาม แต่อากาศฤดูนี้มันไม่ใช่ว่าร้อนจนต้องนอนตากลมแล้วจะสบายตัวหรอกนะ ไข้ขึ้นน่ะสิไม่ว่า

“ไม่ล่ะ นอนเถอะ เมื่อคืนชั้นทำนายไม่ได้นอนนี่นา...วันนี้จะเฝ้ายามให้นะ” จินได้ยินเสียงคาเมะหัวเราะในคออยู่คนเดียวทำมาพูดเล่นให้คิดมากว่าไม่ได้นอนเพราะอะไร แล้วก็ซุกหลับไปกับตัวจินไม่นาน

...อยู่รอเค้าขึ้นมางั้นเหรอ?...

จินก้มลงมองร่างเล็กที่ท่านอนไม่ต่างจากเด็กติดหมอนข้างจนต้องก่ายขาจินเอาไว้ยิ้มๆ ปากแดงแต้มลงบนกลุ่มผมสีน้ำตาลเข้ม ถัดลงมาที่แก้มนิ่ม และเลยไปถึงปลายจมูกโด่งเล็กน่ารัก ปลายนิ้วเรียวขาวของคนที่ตื่นอยู่จับเอาปลายคางเล็กให้เงยขึ้นน้อยๆ ก่อนที่ดวงตาสีเข้มจะจับจ้องที่เรียวปากบางราวกับต้องการจะเป็นเจ้าของกลีบสีอ่อนนี้ด้วยริมฝีปากของตัวเองอย่างที่สุด เปลือกตาคมที่หรุบมองอยู่เป็นนานค่อยๆ เลื่อนใบหน้าตัวเองเข้าใกล้สิ่งที่ปรารถนามานานแสนนาน

แต่ก่อนที่จะได้สิ่งที่ปรารถนาคนที่ไม่มีบุญวาสนาอย่างจินก็ต้องถูกขัดขวางจนถึงที่สุดเหมือนกัน เมื่อสิ่งที่จินหมายปองขยับเอ่ยคำถามที่แสลงจิตทั้งที่ดวงตาเรียวสวยนั่นยังปิดสนิท

“นายจะขโมยจูบชั้นรึไง?” ระยะใกล้ชิดที่ได้จ้องเข้าไปในดวงตาเรียวสวยนั่นทำให้จินเผลอเม้มปากไปครั้งเพราะเห็นแววซุกซนและรู้ทันจากในดวงตาคู่นั้น

ปลายนิ้วเล็กยกขึ้นทาบลงบนปากอิ่มของจินแผ่วเบา เหมือนจะยั่วให้จินสติแตกหลังจากหลังจากจินกลายเป็นของคาเมะไปหมาดๆ ทำอย่างนี้ โดนจินจับกดจะหาว่าหล่อไม่เตือนนะครับคนดี แต่จินก็รู้ดีว่า...ไม่มีปัญญาหรอก คิดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจกับตัวเองก่อนจะหงายตัวแผ่ลงนอนกับพื้นเตียงแล้วหลับตาลงพร้อมทำปากยู่อย่างที่คิดว่าคาเมะคงจะเอ็นดูไม่มากก็น้อย

“ทำท่าแบบนั้นคิดว่ามันน่ารักน่าเอ็นดูนักรึไงจิน?” ร่างบางพลิกตัวขึ้นไปท้าวศอกทับบนตัวจิน ค้ำใบหน้าด้วยกำปั้นน้อยๆ ของตัวเองสองข้างเอียงคอมองหน้าจินอย่างนึกหมั่นไส้

“แล้วนายคิดว่าน่ารักมั้ยล่ะ?” มือใหญ่เอื้อมมาโอบเอวบางที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมผงกหัวขึ้นมาดูหน้าตาน่ารักที่อยู่ใกล้ไม่เกินคืบ หึ้ย! คิดว่าน่ารักแล้วจะทำร้ายจิตใจจินน้อยๆ ด้วยหน้าตาใสซื่อแฝงแววเจ้าเล่ห์อย่างนี้เหรอ? ใครสอนให้ทำกัน!!!

“หึ...ไม่เลยซักนิด” ปากบางบิดเบ้น้อยๆ คล้ายกับจะเยาะกับคำถามที่ได้ฟัง และคำตอบที่มีให้ก็แสดงออกชัดเจนว่าทั้งเยาะและเย้ยจินในทีเดียวสองระดับขั้นเลยแหละ

“งั้นนายก็สมควรจะโดนลงโทษอยู่เหมือนกันนะคาเมะ” ร่างเล็กเลื้อยลงจากคนตัวใหญ่ไปยืนอยู่ริมหน้าต่าง เอวบางพิงวั้บขอบหน้าต่างบานสูงสุดเพดาน ม่านสีสว่างกับแสงอาทิตย์ที่สาดเข้ามาจากทางด้านหลังทำให้ภาพที่จินเห็นเป็นเพียงกรอบเงาของร่างบางที่เมื่อตะเกี๊ยะ!!! ยังนอนอยู่บนตัวจินอยู่เลยน่ะ! แล้วทำไมตอนนี้มายืนยิ้มมีเลศนัยให้จินงี้ล่ะ?

“โทษฐานอะไร?” การต่อล้อต่อเถียงกำลังดำเนินไปอย่างเรื่อยเรียบ จินตอบคำถามคาเมะด้วยการลุกนั่งแล้วปัดเอาผ้าห่มผืนนุ่มไปกองไว้ปลายเตียง ก่อนจะเปลี่ยนมานั่งห้อยขาจ้องตาคนที่ถามความผิดตัวเองอยู่ตอนนี้

“โทษฐานที่คิดว่าชั้นจะแค่ขโมยจูบไง...เพราะชั้นคิดจะลักหลับนายต่างหากล่ะ” หน้าตากรุ้มกริ่มกับคำพูดชวนให้คิด แต่ถ้าจินคิดว่าคาเมะจะเขินจนทำอะไรไม่ถูกที่โดนประโยคนี้เข้าไปเต็มๆ หรือว่ายังไงกัน? ผิดเลยเหอะอคานิชิ...มือน้อยที่ล้วงอยู่ในกระเป๋ากางเกงตัวเอง แล้วยืนพิงกายกับขอบหน้าต่างบานสูง ท่วงท่าสบายตาสบายอารมณ์ เรียกให้จินก้าวเท้าเข้าไปหาด้วยความคิดที่หลากหลาย แต่เสียงเคาะประตูห้องที่ดังขึ้นก็ทำให้จินหงุดหงิดได้มหาศาล สีหน้าและอาการถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาพรูแบบนั้นทำให้คาเมะอดที่จะขำไม่ได้ คิ้วเรียวสวยของคนตัวเล็กเลิกขึ้นพยักเพยิดไปทางประตูให้จินที่หันกลับมามองทางเค้าอีกครั้งต้องส่ายหน้าน้อยๆ แล้วเดินไปที่ประตูด้วยอาการติดจะหัวเสียเล็กน้อย

จินหมายมั่นในใจว่าถ้าเป็นเด็กในบ้านมาเคาะเรียกจะตัดเงินเดือนโทษฐานที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่มีประสิทธิภาพเลยคอยดู ลงไปบอกแล้วว่าไม่ให้รบกวน แต่นี่ไม่รบกวนธรรมดา รบกวนเวลาคนจะสานต่อความสัมพันธ์นี่สิ แย่ที่สุด!!!

มือใหญ่บิดลูกบิดแกร๊กเดียวบานประตูหนักเปิดออกไม่เบานักแต่ก็ไม่แรงถึงกับกระชาก หวังให้เห็นหน้าคนขัดใจก่อนเพื่อจะต่อว่า แต่แค่อ้าปากจะพูดเท่านั้นก็ต้องหุบปากจนแทบจะงับเอากระพุ้งแก้มตัวเอง ดวงตาคมเหลือกโพนขึ้นน้อยๆ ให้คาเมะที่ยืนอยู่ในห้องขำเข้าไปใหญ่

“แม่!! มีอะไรเหรอครับ?” คนมาเคาะไม่ใช่เด็กในบ้านอย่างที่คิดไว้ว่าจะต่อว่าให้สาแก่ใจการถูกขัดจังหวะ นอกจากจะไม่ใช่เด็กในบ้านยังไม่พอ ยังเป็นเจ้าของบ้านที่คุ้มกะลาหัวจินอยู่ทุกวันนี้ด้วยสิ คำพูดมากมายที่เตรียมไว้เลยต้องกระเดือกลงคอไปแทบไม่ทัน

“อะไรของแก ทำหน้าตาอย่างนั้น จะต่อว่าอะไรชั้นรึไง?” จินส่ายหน้าเบาๆ ไม่อยากขัดคุณท่าน เพราะคุณท่านเธอฤทธิ์เดชเยอะจะตายไป ไม่อยากมีเรื่องด้วยหรอก เมื่อกลางวันนั่นก็ทีนึงแล้ว...วันนี้ก็พอแค่นี้เถอะ จินบอบบางและเหนื่อยมาก สู้ไม่ไหวหรอก

“มีอะไรเหรอครับคุณแม่?” เสียงเล็กแหบถามขึ้นหลังจากที่เดินเข้ามาสมทบกับจินที่บานประตู แก้มนิ่มแนบอยู่กับท่อนแขนกำยำ อาการคลอเคลียที่แทบจะไม่เคยทำต่อหน้าคนอื่น...แต่ตอนนี้คาเมะกำลังแสดงออกนอกหน้านอกตาต่อหน้าแม่ของจิน!!! อุแม่เจ้า...คุณแม่ครับ ได้ลูกสะใภ้แน่ๆ วันนี้น่ะ!!

“อืม แม่ใช้ให้เด็กขึ้นมาตามไอ้บ้านี่ แต่เด็กก็บอกว่าคุณชายเธอสั่งไว้ว่าไม่ให้กวน แม่เลยต้องขึ้นมาเองนี่ไง” ไอ้บ้านี่ที่ว่ายืนหน้าเป็นปลาเก๋าถูกทอดเพราะโดนแม่ตัวเองโยนความผิดความบาปมากองไว้แทบเท้าจนกลายเป็นว่าแทนที่มีเด็กรับใช้ไว้ให้ได้ใช้ แต่จินกลายเป็นคนที่ทำให้แม่ต้องลำบากเดินขึ้นมาถึงบนนี้เพื่อตามเค้าแค่นั้นเอง

ดวงตาเรียวสวยที่มีร่องรอยของวัยที่เพิ่มขึ้นปรายตกลงมอง ทั้งที่ใบหน้าเชิดขึ้นอย่างสมใจที่ ...คุณนายเธอสมใจที่ได้ด่าลูกชายต่อหน้า “ว่าที่ลูกสะใภ้” น่ะ...

“แล้วมีอะไรสำคัญรึเปล่าครับ?” โอเคว่าคาเมะน่ารัก และคาเมะก็ช่างเอาใจ...แต่ตอนที่เพิ่งรู้จักกันน่ะ แม่จินกับคาเมะแทบจะไม่คุยกันเลยไม่ใช่หรอ? แถมยังตั้งท่าจะเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันด้วยสิน่า!! แล้วไหงตอนนี้คุณหนูตัวเล็กเธอถึงได้เข้าไปกอดแขนแม่จินแล้วตัดหน้าแย่งความดีความชอบ เหลือไว้แต่ความชั่วความเลวให้จินอย่างนี้ล่ะ??

“แม่จะให้เด็กมาบอกให้ลงไปรับของว่างด้วยกัน เพิ่งไปธุระมา ซื้อขนมมาฝากหลายอย่างเลยนะไม่รู้ว่าคาซึยะจะชอบทานแบบไหน” แหม แม่ครับ ได้ลูกใหม่ไม่คิดถึงไอ้อ้วนปากแดงนี่เลยเนาะคนเรา ซื้อมาฝากแต่คาซึยะ สนิทกันตั้งแต่ตอนไหนน่ะ? ถึงได้เรียกชื่อเรียกนามเค้าซะสนิทเชียว

“ผมทานได้หมดแหละครับ ที่คุณแม่ซื้อมา เอาไว้วันไหนผมกลับบ้านจะให้คุณแม่ทำขนมมาฝากนะครับ แม่ผมทำอาหารอร่อยทุกอย่างเลยนะ...” และอีกมากมายที่คาซึยะเล่าให้แม่ของจินฟังเกี่ยวกับเรื่องที่บ้าน ไอ้เรื่องพวกนั้นจินก็ไม่อะไรมากหรอกนะ เพราะจินรู้หมดแล้วแหละ แต่...เสียงเล่าหวานจ๋อยคุณแม่ครับ คุณแม่อย่างนั้น คุณแม่อย่างนี้มันเงียบหายไปพร้อมกับร่างบางที่เดินประคองเกาะแขนแม่จินไปอย่างนั้นนั่นมันอะไร? แถมยังมีการหันมาลอบแย้มยิ้มนิสัยไม่ดีให้ขินอีกด้วย!! ทำอะไรไม่ได้นอกจากขัดใจ มือใหญ่เสยผมตัวเองแรงๆ ไปทีแล้วก็ต้องเดินตามอีกสองคนที่ล่วงหน้าลงมาก่อนแล้ว

.
.
.
มื้อเย็นวันนี้คุณหญิงเจ้าบ้านเธอเป็นคนชักชวนให้คนสำคัญของลูกชายอยู่ทานและค้างที่บ้านในคำชวนประโยคเดียวกัน แล้วก็ดูเหมือนว่าคนสำคัญของลูกชายนามคาเมนาชิ คาซึยะ จะออกอาการติดแม่ของลูกชายเจ้าของบ้านมากเกินความจำเป็นในความรู้สึกของลูกชายอย่างจินไปหน่อยแล้วล่ะ คือจะเอาใจกันจินไม่ว่าหรอก แต่แม่ไม่ต้องมาแขวะจินให้เจ็บไส้ติ่งเล่นได้มั้ยเล่า

“คาเมะจังนี่เอาใจเก่งจังเลยนะ แม่ล่ะอิจฉาแม่หนูจริงๆที่มีลูกชายน่ารักอย่างนี้ เพราะแม่มีลูกชาย...ไอ้ลูกเวรนั่นมันก็ไม่ได้อย่างใจซักอย่างเลยสิน่า” ประโยคนี้หลุดมาเพราะว่าคาเมะที่นั่งทานมื้อเย็นข้างแม่ของจิน นายหญิงยินดีที่มือน้อยจะคอยตักอาหารให้อย่างเอาใจ แล้วก็มีลืมฝากรักเอาไว้กับไตของลูกชายด้วยการทิ่มแทงทางคำพูดจนลูกชายที่ว่ามองกลับมาตาคว่ำตาหงาย

“ผมไม่ได้เอาใจเก่งหรอกครับก็แค่ทำอย่างที่ทำเวลาอยู่กับแม่ที่บ้าน แต่จินเค้าก็เอาใจเก่งนะครับ...ผมชอบอยู่กับจิน” ช้อนแทบร่วง!!! ร่างสูงที่กำลังก้มหน้าก้มตาตักข้าวเข้าปากเพราะขี้เกียจทนฟังคำแม่บังเกิดเกล้าขับไสไล่ส่งความชั่วร้ายให้มาเกาะกับตัว จินก็รู้สึกรักคาเมะเพิ่มขึ้นอีกจนจะทะลุขีดปรอทอยู่แล้ว นอกจากจะแก้ต่างให้จินยังไม่พอยังจะพูดให้จินใจเต้นแรงขึ้นจนความดันเลือดสูงขึ้นเท่าคนเป็นความดันแล้ว

มือใหญ่หยุดชะงักนิ่งทั้งที่ยังถือช้อนและส้อมในมือครบครัน ดวงตาคมเหลือบขึ้นมองทางคนพูดที่เหมือนกำลังสนุกสนานกับบทสนทนาที่พูดคุยอย่างไม่ขัดเขิน

“ชอบแล้วไม่รักมันเหรอน่ะ?” ดีมากครับแม่!! เป็นคำแรกที่จินนึกได้หลังจากที่เหลือบมองริมฝีปากบางที่ยิ้มให้จินทั้งที่คุยกับแม่จินตลอดเวลา ถามมาให้ตีขลุมแบบนี้ผมรักแม่ที่สุดเลยครับ คนตัวใหญ่เหมือนจะมีความอยากรู้อยากเห็นเพิ่มขึ้นมาทดแทนความหิวเป็นกอง มือขาวจึงเอื้อมไปยกเอาแก้วน้ำมาดื่มเงียบๆ ทำเหมือนไม่ได้ให้ความสนใจกับการสนทนาของอีกสองคนเท่าไหร่นัก แต่คาเมะรู้!!!ว่าจินกำลังตั้งใจฟัง คาเมะเลยตั้งใจตอบให้ได้ยินชัดๆ เน้นๆ

“ไม่หรอกครับ” คำตอบหนักแน่นที่ทำเอาคนกำลังดื่มน้ำแทบจะสำลักออกมาอย่างไม่กลัวเสียมารยาทจนต้องปิดปากเอาไว้แน่น เสียงไอเบาๆ เหมือนอะไรมาติดคอยิ่งเรียกรอยยิ้มร้ายกาจจากไอ้ตัวดีของจินให้กว้างขึ้น หวานขึ้น หวานจัดจนเสียวสันหลังกันเลยทีเดียว

“หืม?” ผู้ใหญ่ท่านก็ถามมาแค่เสียงตอบรับเบาๆ จะทำอะไรก็อย่านึกว่าลูกชายไม่เห็นนะแม่ ยิ้มอย่างนั้น...มันไม่ต่างจากคาเมะเลยซักนิด สนุกกันนักหรือไงน่ะ?

“ผมไม่ชอบบอกรักใครก่อนน่ะครับ...กลัวผิดหวัง เลยชอบที่จะฟังก่อนมากกว่า” ให้ตายสิ จินชอบหรอกนะเวลาคาเมะยิ้มน่ารักให้น่ะ แต่อย่างนี้ไม่ไหวหรอก หลังมื้อเย็นคงต้องเคลียร์กันยาวเลยแหละ ยิ้มอย่างนี้มากๆ เดี๋ยวจินคงต้องสอนวิธียิ้มหวานๆ ประกอบคำพูดให้ชื่นใจ แทนที่จะเป็นรอยยิ้มคมกริบแทบจะปาดคอกันตายอย่างนี้น่ะ

“ถ้าอย่างนั้นก็...คงจะไม่มีคนรักแล้วล่ะมั้งแม่ว่า” อคานิชิ จินถึงกับวางส้อมเล็กสำหรับทานผลไม้ลงแล้วพิงตัวลงกับพนักเก้าอี้แรงๆ แล้วถอนหายใจหนักๆ หน้าตาเหม้นบูดอย่างถึงที่สุดจนคนเป็นแม่ต้องหันจากคาเมะที่นั่งอยู่ด้านข้างแล้วคุยกันอย่างสนุกสนานมามอง ส่วนคาเมะเองก็มีแก่ใจพอที่จะถามความทุกข์หนักอกใหญ่ๆ ตอนนี้

“อิ่มแล้วเหรอจิน?” จินยกแก้วน้ำขึ้นดื่มอีกครั้งให้แม่เห็นชัดๆ ว่าอิ่มแล้วแน่ๆ ไม่เปลี่ยนใจ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินอ้อมโต๊ะไปรั้งเอาร่างบางลุกขึ้นยืน เอ่ยขอตัวกับแม่คำเดียวแล้วเดินขึ้นมาบนห้องนอนใหญ่ที่ยังมีร่องรอยยับย่นของผ้าห่มที่ใช้งานไปเมื่อช่วงบ่ายๆ เย็นๆ

หน้าต่างบานเดิมยังคงเปิดอยู่ และลมก็เย็นมากกว่าตอนบ่ายมากนัก ท้องฟ้าเริ่มมืดลงจนเห็นดวงจันทร์อยู่ที่ปลายขอบฟ้าไกลลิบ ร่างน้อยทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงนุ่มแล้วยกผ้าห่มขึ้นพันตัวขัดสมาธิคุยกับจินที่ขึ้นมานั่งบนเตียงเดียวกันแล้วจ้องตากันนิ่ง

“เป็นอะไรรึเปล่า?” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันน้อยๆ กับคำถามที่ได้รับ แขนสองข้างยกขึ้นมากอดอกเหมือนจะดูเชิงคนรักสนุก จินไม่คิดว่าการโดนทั้งแม่และคาเมะรุมในเวลาเดียวกันจะทำให้เค้าป่วนได้ขนาดนี้เลยล่ะนะ แต่...คาเมะถามก็ตอบให้ซะหน่อย

“สงสัยน่ะ”

“ว่า...?” คิ้วเรียวเลิกขึ้นประกอบการถาม

“ว่าทำไมถึงคิดว่าจะผิดหวังถ้าเกิดว่าบอกรักก่อน?” พอจบประโยคคำถามของจิน คาเมะก็เลิกคิ้วทำตาโตเหมือนจินถามคำถามที่โง่มากที่สุดออกมา แล้วก็ไม่วายชื่นชมจินให้ได้ยินอีกต่างหาก

“นายถามมาได้ยังไงกันจิน!! ชั้นไม่เคยรู้มาก่อนว่ารูมเมทชั้นโง่ขนาดนี้ ถ้าเกิดคนที่นายรักไม่เคยพูดคำว่ารักให้นายได้ยิน ถึงแม้ว่าการกระทำของเค้าจะชัดเจนมากแค่ไหน แต่มันก็ไม่ได้สร้างความมั่นใจให้กับคนที่รับความรู้สึกนั้นหรอกนะ ถึงแม้ว่าบางทีการกระทำมันจะเกิดจากการกลั่นกรองโดยสำนึกและความคิดความรู้สึกทั้งหมดที่มี แต่มันก็ไม่ชัดเจนเท่ากับคำพูดที่กลั่นกรองมาจากความคิดที่ต้องการจะผูกพันของคนเราหรอกนะ”

ร่างสูงใหญ่ที่ยังคงกอดอกอยู่เม้มปากแน่นเหมือนกำลังใช้ความคิดอย่างหนักหนาสาหัส เพราะจินไม่เข้าใจจริงๆนั่นแหละว่าทำไมถึงต้องพูด ในเมื่อทำให้เห็นมันดีกว่าพูดไปพล่อยๆ

“ถึงแม้ว่ามันจะเป็นคำพูดพล่อยๆ อย่างนั้นน่ะเหรอ?”

“แน่นอนว่าใช่ แต่ชั้นใช้คำว่า-ความรู้สึกที่ต้องการจะผูกพัน-นะจิน ฟังให้ครบก่อนแล้วค่อยกระเดียดสิ” เออ ด่าได้ด่าไป เดี๋ยวจะเก็บค่าพูดไม่เพราะวันนี้ให้ล้มละลายเลยคาเมนาชิ มือน้อยเอื้อมมาจับปกเสื้อของจินสองข้างยันตัวขึ้นจนอยู่ในระดับสายตาของกันและกันยื่นหน้าเข้ามาใกล้ คำพูดแผ่วเบาติดอยู่ที่ปลายคางสาก เปลือกตาบางที่หรี่ลงมองปลายจมูกโด่งของร่างสูง

“ชั้นก็แค่คิด ว่าความรู้สึกคนเรามันเปลี่ยนแปลงกันได้ และชั้นก็พร้อมที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงนั้นเสมอ แต่ก่อนที่มันจะเปลี่ยนแปลงไป ชั้นก็แค่ขอช่วงเวลาที่มันจะมั่นคงซักช่วงเวลาให้ชั้นรู้สึกว่าเค้าเคยมั่นคงกับชั้นในตอนนั้นบ้าง...แค่นั้นก็ยังดี”

“แล้วนายไม่คิดว่าตัวเองเห็นแก่ตัวไปหน่อยเหรอ?” สองมือใหญ่ไม่รอช้าที่จะคว้าเอวบางมาไว้ในมือ แต่มือน้อยก็ปล่อยจากปกเสื้อแล้วยันตัวเองเอาไว้ที่ไหล่กว้างอย่างรู้ทัน

“คิดเสมอเลยจิน ว่าชั้นน่ะคนเห็นแก่ตัว แต่คนที่มัวแต่คิดว่าการกระทำของตัวเองจะอธิบายทุกอย่างได้มันก็เห็นแก่ตัวเหมือนกันแหละน่า” เจอด่าในระยะประชิดไปจินก็ต้องตั้งหลักเหมือนกัน ตั้งแต่เข้ามาในห้องจนถึงตอนนี้ไม่รู้ว่าทั้งจินและคาเมะเปลี่ยนเป็นมาเล่นเกมจ้องตาระยะคืบเดียวไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่การเล่นเกมครั้งนี้คาเมะหมายมาดเอาไว้ถึงผลภายหลังเกมจบเพียงอย่างเดียว คาเมะไม่มีทางแพ้ เพราะฉะนั้นผลที่ออกมามันต้องเป็น คาเมนาชิ คาซึยะ ชนะ อคานิชิ จิน เท่านั้น!!

“ยังไง?”

“ตรงที่ในบางทีชั้นก็ไม่ได้เข้าใจความรู้สึกที่ออกมาเป็นการกระทำเลยไง ชั้นมันคนตรงไปตรงมา ไม่เคยที่จะมานั่งอ้อมโลกอ้อมพระจันทร์ให้คนอื่นเค้าคิดว่าโรแมนติกหรอกนะ”

“แล้วถ้าเค้าพูดเป็นคำพูดไป นายจะตอบรับเค้าด้วยคำพูดเหมือนกันน่ะหรอ?” โธ่...อยากให้เข้าทางนักใช่มั้ย? ได้เลยคาเมะจัดให้ก็ได้ จะได้ไม่เสียเปล่าที่วันนี้อุตส่าห์เปลืองเนื้อเปลืองตัว เปลืองจิตเปลืองใจไปหลายตลบ

“นายก็ลองพูดดูสิ” หลังจากบทสนทนาถามตอบยี่สิบคำถามที่ยาวนาน จินก็ได้คำตอบที่จะตอบคาเมะแล้วว่าคาเมะต้องการอะไร แรงยันจากแขนเล็กบางลดลงจนกลายเป็นคล้องที่รอบคอขาว จินเอนตัวลงนอนให้ร่างบางเกยทับอยู่ด้านบน เส้นไหมนุ่มตกลงมาเคลียทั้งแก้มจินและคนตัวเล็กในเวลาเดียวกัน คาเมะยังคงเลิกคิ้วมองได้อย่างน่าตี ใบหน้าเล็กเอียงมองจินด้วยความรู้สึกอยากท้าทาย ริมฝีปากบางยิ้มน้อยๆ ทั้งที่ดวงตาพราวระยับแฝงไปด้วยความท้าทาย มือใหญ่รั้งให้ร่างน้อยเข้ามาใกล้ก่อนจะ...

ปากอุ่นที่จินแต้มลงที่หน้าผากคงทำให้ใบหน้าเล็กเงยขึ้นรับสัมผัสทั้งที่ยังหลับตาพริ้มเหมือนรับรู้ว่าจินอยากบอกคาเมะเหลือเกินว่า...จินรัก และอยากจะถนอมคาเมะไว้กับจินมากแค่ไหน จินยังคงแต้มจูบไปแก้มใสที่เย็นน้อยๆ เพราะลมจากภายนอกที่พัดเข้ามาในห้อง และอยากบอกให้อีกคนรู้ว่าต้องการคาเมะมากแค่ไหน ความอุ่นฝังลงที่ฐานคอขาวจนเป็นรอย แก้มนิ่มที่แนบอยู่กับซอกคอจินมันร้อนจนต้องถอยออกมาเพื่อมองใบหน้าน่ารักที่กำลังแดงเรื่ออย่างน่ารักใคร่ ก่อนที่ปากอุ่นจะแต้มแผ่วเบาลงไปที่เปลือกตาทั้งสอง ใครที่เคยบอกว่าดวงตาเป็นเหมือนสื่อที่แสดงออกถึงความรู้สึกภายในจิตใจ คาเมะก็ได้รับรู้ในวันนี้ว่ามันจริงอย่างเหลือเชื่อ ดวงตาคมที่มองมาทำให้คาเมะสะท้านในอกจนร้อนไปทั้งหน้า ปลายนิ้วเรียวแตะที่ขอบเสื้อเชิ๊ตสีขาวด้านในจนขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง มือใหญ่อีกข้างที่เอื้อมลงไปสัมผัสถูกความเย็นของแหวนบนนิ้วเล็กจึงกอบกุมเอามือน้อยขึ้นมาจูบแผ่วเบาที่ความเย็นนั้น มิตรภาพที่กลายมาเป็นความรักของจินและคาเมะกำลังจะลุล่วง และคาเมะจะต้องเป็นของจินคนเดียวตลอดไป เหมือนกับที่จินจะต้องเป็นของคาเมะคนเดียวตลอดไปเช่นกัน ที่พูดเอาไว้ว่ายอมรับการแปลี่ยนแปลงของความรู้สึกน่ะ คาเมะโกหกทั้งเพนั่นแหละ ถ้าเกิดว่าในอนาคตข้างหน้าจินเกิดอยากจะเปลี่ยนความรู้สึกที่มีให้จากคาเมะไปล่ะก็...คอยดูก็แล้วกัน!

มือน้อยพลิกออกจากฝ่ามือใหญ่เปลี่ยนเป็นฝ่ายกุมมือนั้นแทน ปลายนิ้วเล็กคลึงเบาๆ ที่นิ้วเรียวขาวของจินอย่างซุกซน ในขณะที่ดวงตาสบประสานตลอดเวลา

“อย่าทำอย่างนี้...” เหมือนจินจะขาดใจตายให้ได้เพราะเสียงที่พูดออกมามันแหบและพร่าเหลือเกิน เหมือนมีใครมาอัดลมเข้าไปในปอดจนอึดอัดและหายใจลำบาก แล้วไอ้ก้อนเนื้อที่เต้นแรงจนอกสะเทือนนี่อีก เหมือนเป็นสัญญาณให้คาเมะได้แกล้งจินมากขึ้น...มากขึ้น

“ทำไม?...อยากจูบนาย ไม่ได้เหรอ?” ใช่คาเมะรู้ว่าความต้องการที่ถ่ายทอดผ่านภาษาของร่างกายเป็นสิ่งที่ทำให้จินเสียงพร่าได้ขนาดนั้น แต่ในเมื่อจินยังไม่คิดจะบอกก็ทรมานต่อไปเถอะ คาเมะแกล้งยื่นหน้าเข้าไปใกล้กว่าเดิมจนปากแทบชิดปากอิ่มแต่ก็เลื่อนมืออีกข้างแตะลงที่กลีบปากสีสวยคู่นั้นแผ่ว...และเบา คลึงเคล้าปลายนิ้วกับความนุ่มอุ่นลอกเลียนสัมผัสจากริมฝีปากจนฟันคมต้องแกล้งงับเอาปลายนิ้วเล็กเข้าอย่างมันเขี้ยว

“แต่เราต้องแลกกันแหละจิน...ชั้นไม่ยอมเสียเปรียบนายก็รู้” ร่างสูงที่นอนเป็นเบาะนุ่มให้คนตัวเล็กได้นอนทับและกลั่นแกล้งอย่างสนุกสนานหัวเราะออกมาเบาๆ ลูกแก้วสีจัดจ้องที่กลีบอ่อนนุ่มสีสวยตรงหน้าไม่จางหายและจินยังคงปากแข็งเหมือนที่ผ่านมา

“..........................”

“ถ้านายจะเงียบต่อ ชั้นก็จะนอนแล้วแหละนะ” คนตัวเล็กผละออกห่างยังไม่ทันเกินฟุต คนที่เงียบแข่งกับเสียงลมที่หวีดหวิวผ่านยอดไม้สูงเข้ามาในห้องนอนกว้างขวางก็รั้งข้อมือบางให้หยุดอยู่กับที่

“ถ้านายเกิดจะง่วงตอนนี้...นายก็แพ้เท่านั้นแหละคาเมะ” แหม...อย่างกับรู้จักกันมาซักชาตินึงแน่ะ รู้อีกว่าวันนี้คาเมะต้องชนะ แล้วถ้าไม่สู้จะชนะได้ยังไง แต่จะให้งัดเอาแรงมาสู้กับไอ้หมูพิการทางเม็ดสีผิวนี่ก็คงจะไม่ไหวหรอก คาเมะมีอาวุธไว้ให้สู้อย่างเดียว...อย่างเดียวจริงๆ

“ชั้นก็จะยอมแพ้แหละ ถ้ามันเลยเวลานอนของชั้นแล้ว” เหลือบมองไปบนหัวเตียงที่มีนาฬิกาตั้งโต๊ะวางอยู่ก็เห็นว่าเข็มชี้บอกเวลามันกำลังชี้ว่าเวลาเด็กอนามัยที่อดตาหลับขับตานอนมาเมื่อคืนสมควรแก่เวลานอนมากแล้ว อ้าปากหาวย้ำให้อีกทีว่าถ้าไม่พูดตอนนี้จินก็นอนตายไปเถอะ

“คาเมะ...” อย่ามาเสียงอ่อนซะให้ยาก ไม่พูดก็ไม่พูด บอกมาคำเดียวคาเมะจะหลับฝันหวานให้ดูต่อหน้าจินเลยเอ้า!

“...................”

“อย่าทำอย่างนี้สิ...ไม่เห็นจำเป็นเลยนี่นา แค่นี้ยังไม่รู้อีกเหรอว่าชั้นคิดยังไง? ทำไมต้องพูดด้วย...ไม่เห็นใช่เรื่องเลยนี่นา...” แค่คำว่าไม่จำเป็นหลุดออกมาจากปากเท่านั้นแหละ จินก็แทบจะตายด้วยสายตาคมกริบที่ตวัดมองอย่างเอาเรื่อง

“พูดอย่างนี้ท้าต่อยเลยดีกว่ามั้ยจิน? ไอ้ที่นายอมพะนำอยู่น่ะไม่ได้เรียกว่าคำพูดพล่อยๆ แต่ไอ้ที่นายพ่นออกมานี่แหละ พล่อยสุดๆเลยล่ะ” ซวยล้วจินเอ๋ย แม่กาลีลงองค์อย่างนี้ ไม่ตายดีก็ไมได้เกิดแน่วะ แต่ทำไงได้ล่ะ!! ก็มัน...นี่หว่า

“..............................” โชคดีเป็นของจินที่ยังคงความมือไวเป็นศรีแก่ตัวได้เสมอ ตอนนี้คาเมะเลยยังนอนอยู่บนตัวจินนี่แหละ แต่โชคไม่ดีซักหน่อยที่ตอนบอกรักอาจจะเป็นตอนที่ไมได้มองจ้องตาของคนที่จินรักก็เป็นได้ ปฏิบัติการขั้นเด็ดขาดคือปลายนิ้วแข็งแรงยกขึ้นจับปลายคางแหลมให้หันมามองกันเหมือนเดิมก่อนจะกระซิบแผ่วผ่าน ลมอุ่นที่ออกจากปากร่างสูงพัดเอาผมเส้นเล็กปลิวน้อยๆ เมื่อจินเอ่ยคำนั้นออกมาใกล้ๆ ให้ได้ยินชัดเจนจากใจ...ถึงใจ

“โอเค...ชั้นยอมก็ได้” เหมือนจะง่ายดาย แต่ยอมรับก็ได้ว่าที่เล่นตัวที่ผ่านมาทั้งหมด จินก็แค่อยากจะชนะคนตัวเล็กนี่ ก็แค่อยากจะให้คาเมะเป็นฝ่ายทำให้จินรับรู้และรู้สึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเราสองคนบ้าง แต่พอนานไปจินก็ได้รู้ว่าคาเมะก็เฝ้ารอในสิ่งเดียวกันและก็ไม่ใช่แค่จินที่รอคอย แต่คาเมะก็รอคอยไม่ต่างจากจิน นกจากจะรอคอยคำสำคัญที่จะยินยันความสัมพันธ์ระหว่างเราสองคนแล้ว คาเมะยังเรียนรู้ที่จะให้การสัมผัสและการกระทำบอกความรู้สึกของตัวเองอย่างที่จินชอบทำด้วยเหมือนกัน ดูจากหลายๆ ครั้ง ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา เหมือนคาเมะจะคุ้นชินกับมันมากจนไม่มีอาการเขินอายอย่างที่เป็นช่วงแรก ในเมื่อรอคอยในสิ่งเดียวกันทั้งคู่...จินก็ไม่คิดจะเสียเวลารอต่อไปหรอกนะ และที่สำคัญเพราะความกระดากเขินที่ผู้ชายตัวโตๆ ที่ถึงแม้จะทำหน้าด้านหน้าทนต่อหน้าชาวบ้านเป็นก่ายเป็นกองก็แค่ “อาย” เท่านั้นแหละ

และเพราะคาเมะเองก็รู้ ถึงได้ยอมเสียเวลางัดปาดเอาให้ได้กันภายในวันนี้ เพราะถ้าเป็นพรุ่งนี้ที่ไม่มีสถานการณ์อย่างเมื่อเช้า หรือบรรยากาศกดดันแบบเมื่อครู่ จินก็จะรื่นไปเรื่อยจนคาเมะขี้เกียจจะตามมาจ้องตาตอบก็แค่นั้นเอง

“ชั้นรักนาย...คาซึยะ” ใบหน้าคมเอื้อมขึ้นไปใกล้ใบหูบางมากขึ้นจนชิด กระซิบถ้อยคำหวานหูที่ทำให้ร่างน้อยนั่นเสียวปราบไปถึงปลายเท้าเมื่อมือใหญ่ยังคงไล้อยู่ที่ขอบกางเกงขายาวและแผ่นหลังเนียน

คำพูดที่เหมือนสายลมแผ่วเบา สมหายใจอุ่นร้อนที่กระทบใบหูบางทำให้คนด้านบนต้องจิกปลายนิ้วลงที่อกเสื้อของเบาะรองเนื้อตัวอุ่นๆ แน่นจนแทบขาด ปากบางแย้มกลีบสีอ่อนให้อย่างน่ารักและน่ารัดเข้าให้จมหายไปกับอกซะเหลือเกิน แต่ก่อนที่จินจะได้ทำอะไรตามใจอยาก สิ่งที่เฝ้าฝันหาว่าคาเมะจะเป็นคนบอกเค้าด้วยเหมือนกันก็มาประเคนถึงปาก

ใบหน้าเรียวเลื่อนเข้ามาใกล้แล้วกลีบปากบางก็แตะลงที่ปากอิ่มสีจัด ก่อนจะกระชับแน่นโดยมีมือหนาประคองศีรษะเล็กให้รับสัมผัสที่เฝ้าฝันหาและรอคอยมานานตั้งแต่ได้รู้จักกัน จนมาถึงวันนี้จินสอนภาษากายให้คาเมะไปกี่อย่างแล้วก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ...จินคิดว่าจินคงเป็นคูณครูให้คุณคนตัวเล็กเค้าได้อย่างดีเลยแหละ แล้วก็ไม่คิดจะไปสอนให้ใครด้วย ในเมื่อลูกศิษย์เชื่อฟังและเรียนรู้เร็วอย่างนี้ จะไปสอนคนอื่นให้เกรดเด็กดีตกทำไมล่ะ

ปลายลิ้นร้อนยังคงตามติด มือไม้ไม่ได้ถอยห่างจากผิวขาวเนียนเลยแม้แต่น้อย เสื้อผ้าไม่จำเป็นสำหรับช่วงเวลานี้ของจินอีกต่อไปเมื่อจินจัดการให้มันลงไปนอนกองสะเปะสะปะอยู่ไม่ไกลจากปลายเตียง และเมื่อจินแต้มจูบลงที่คอขาวนับครั้งไม่ถ้วน แต่กลับกันตรงที่บนคอจินมีเพียงรอยเดียวที่เกิดจากปากเล็กและฟันของเต่าตัวน้อยได้สร้างรอยไว้ให้จินจะต้องเป็นของคาเมะ

ร่างสองร่างที่ถ่ายทอดความรักทั้งคำพูดและการกระทำที่เรียกว่าภาษาของร่างกายดำเนินมาจนถึงที่สุด แรงกดย้ำที่ทำให้รู้ว่าไม่ได้ฝันไป จินมีความสุขมากมายและคาเมะเป็นคนทำให้จินมีความสุขมากมายอีกเช่นกัน อ้อมกอดกว้างขวางของคนที่พูดว่ารัก กับอ้อมกอดเล็กๆ ของคนที่จูบได้อย่างน่ารักที่สุดกำลังมอบความอบอุ่นเพื่อให้ความเย็นที่รายล้อมหมดไป คนตัวเล็กถูกรั้งเข้ามากอดแน่นภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน ใบหน้าคมคายก้มลงไปกัดปากบางน่าจูบนั่นนับครั้งไม่ถ้วนก่อนจะโดนแย้งด้วยฝ่ามือบางที่ตีลงบนอกกว้างแรงๆ

“ทีนี้รู้รึยังว่า...รัก...มากแค่ไหน?” ดวงตาเรียวสวยนั่นขึ้งโกรธไปชั่วพริบตา แล้วกลับมาสดใสดังลูกแก้วสีนิลก่อนจะยืดตัวขึ้นจูบปากแดงๆ นั่นอีกครั้ง

“รู้แล้ว...แต่ตอนนี้ก็ง่วงแล้วเหมือนกัน” ตาเรียวปรือลงให้รู้ว่าง่วงจริงจัง

“จะนอนทั้งอย่างนี้เหรอ?” ใบหน้าเรียวสวยที่แนบอยู่กับหมอนนุ่มพยักน้อยๆ อีกครั้ง

“ไม่อาบน้ำเหรอ?” จินคงถามมากไป อีกคนเลยปิดตาแน่นเป็นการปฏิเสธทั้งการตอบและคำสั่งที่อาจจะตามมาให้คาเมะไปอาบน้ำในไม่ช้า จินเลยได้แต่ปลดผ้าห่มลงจากตัวเพื่อจะไปปิดหน้าต่างบานสูงที่ยังคงต้อนรับลมเย็นจากภายนอกให้เข้ามาในห้องเพราะถ้านอนทั้งอย่างนี้กลัวว่าเต่าตัวน้อยนี่จะไม่สบายเอา แต่พอจินจะลุกดวงตาที่กำลังจะปิดอยู่เมื่อครู่ก็เปิดโพลงขึ้นจนต้องชะงักตัวเองเอาไว้

“ไปไหน?” มือใหญ่ลูบลงบนผมนุ่มที่ปลิวไปตามแรงลมน้อยๆ

“ปิดหน้าต่าง...เดี๋ยวไม่สบายนะถ้านอนตากลมแบบนี้”

“ไม่เอา นอนอย่างนี้แหละแค่นี้ก็อุ่นแล้ว” โอเคจินยอมแพ้ก็ได้ เมื่อร่างเล็กส่ายหน้าไปมาแล้วรั้งให้จินนอนลงที่เดิมแล้วซุกเข้าหาตัวอุ่นๆ ไม่ลืมที่จะรั้งผ้าห่มขึ้นมาปิดจนถึงคอ จนเห็นแค่ผมเส้นเล็กที่โผล่พ้นออกมา แขนเล็กพาดโอบรอบเอวหนาคล้ายเด็กติดหมอนข้าง แต่จินก็ยินดีจะเป็นหมอนข้างใบใหญ่ให้แหละนะ ก่อนนอนไม่ลืมจูบราตรีสวัสดิ์ให้คนรักตัวน้อยที่เพิ่งเป็นคนรักอย่างสมบูรณ์แบบหมาดๆให้ฝันดีตลอดคืนนี้ แล้วจินก็จะรักการเอ่ยความรู้สึกมากขึ้นอีกหลายเท่าเพราะจะได้ร่วมเรียงเคียงหมอนอย่างวันนี้อีกหลายครั้ง

“ฝันดีนะคาซึยะ”

ดวงจันทร์ที่ลอยสูงขึ้นจนเกือบพ้นขอบหน้าต่าง แต่ก็ยังส่องแสงสว่างเพราะคืนเดือนหงายที่จันทร์เกือบเต็มดวง แต่เป็นวันที่จินได้รับหัวใจดวงน้อยทั้งดวงของคนตรงหน้าอย่างสมบูรณ์แบบ ชาตินี้จินไม่บริจาคหัวใจนะ เพราะถ้าจะทำอย่างนั้นต้องไปขอคาเมะเค้าแหละ ตอนนี้หัวใจจินไม่ได้เป็นของจินคนเดียวอีกต่อไปแล้ว^^

จูบที่มือหมายถึงมิตรภาพ
จูบที่จมูกหมายถึงคุณน่ารักมาก
จูบที่แก้มหมายถึงฉันต้องการคุณ
จูบที่คอหมายถึงคุณต้องเป็นของฉัน
จูบที่ริมฝีปากหมายถึงฉันรักเธอ
จูบที่เปลือกตาหมายถึงฉันกำลังหลงรักเธอ
จูบที่หน้าผาก.....เอ็นดู รักและถนอมเรา
เอาแหวนของคุณไปใส่หมายถึงคุณต้องเป็นของเขาคนเดียวตลอดไป
ให้ของขวัญคุณเป็นประจำหมายถึงเค้าเอาใจใส่คุณและคิดถึงคุณตลอดเวลา
จับมือหมายถึงเขาชอบคุณ
มองเข้าไปในตาของคุณหมายถึงเธอรักฉันรึเปล่า
บีบนิ้วของคุณหมายถึงฉันอยากจูบเธอ
ลูบไล้เบาที่หัวไหล่หมายถึงอยากจะเอาใจเธอ
กัดริมฝีปาก หมายถึงฉันหึงนะ
ขยิบตาให้หมายถึงขอฉันไปกับเธอนะ
เล่นผมของคุณหมายถึงฉันชื่นชมเธอ
เหยียบเท้าคุณฉันเกลียดเธอ
พูดว่า “คิดถึงคุณ” หมายถึงฉันใส่ใจเธอเสมอ
พูดว่า “คืนนี้จะฝันถึงคุณ” หมายถึงคุณคือคนพิเศษ
พูดว่า “อยากจะอยู่กับคุณตลอดเวลา” หมายถึงคิดถึงคุณทุกลมหายใจ
แอบหอมคุณ หมายถึงเค้าคนนั้นเป็นคนที่สวีตสุดๆ
==============================

แถมนิดหน่อย...

.
.
.
ร่างเล็กและร่างสูงเดินเรื่อยมาตามทางเส้นเดิมที่คาเมะยังจำรายละเอียดได้ไม่มากนัก ถึงแม้ว่าจะเคยมาแล้วสองครั้งก็ตาม ลมยังเย็นเหมือนเดิมหลังจากลงจากรถไฟ จินกับคาเมะก็เดินมาตามทางที่จำได้แม่นยำว่าเป็นเส้นทางที่จะกลับสู่หอพักของทั้งคู่ คิ้วเรียวกำลังมุ่นน้อยๆให้คนตัวโตที่เดินข้างกันต้องก้มลองมองวงหน้าขาวใส

“คิดอะไร?” มือน้อยยกขึ้นยันหน้าจินออกห่างจนจินหน้าเบ้ แต่เท้าทั้งสองคู่ก็ยังก้าวไปข้างหน้าด้วยจังหวะเดิม ไม่ช้าและไม่เร็วเกินไป แต่สีหน้าไม่สบอารมณ์ของคาเมะก็ทำให้จังหวะการก้าวเดินต้องหยุดลงเพราะมือใหญ่รั้งแขนบอบบางไว้ให้หันมาสบตากัน

“เป็นอะไร? จะคิดไปทำไมเรื่องอย่างนั้น?” จินเป็นอับดุลใช่มั้ย? หรือแท้จริงแล้วชื่อจินมาจากจินนี่ที่เป็นชื่อของยักษ์ในตะเกียงวิเศษที่ดันรู้มันซะทุกเรื่อง คาเมะเกลียดเกมจ้องตาก็อย่างนี้แหละ มันทำให้จินรู้หมดว่าคาเมะกำลังคิดอะไร แต่ก็ชอบอยู่บ้างแหละที่แทบจะไม่ต้องพูดอะไรจินก็ค้นหาได้เองเหมือนมีเซิร์ชเอนจิ้นเป็นของตัวเอง

“ก็...ไม่ทำไม”

“เค้ารู้แล้วเป็นอะไรล่ะ?”

“เปล่า ก็แค่...เหมือนมัน ทำตัวไม่ถูกน่ะ”

“ก็ทำอย่างที่เป็นปกตินี่แหละ เป็นคาเมะที่น่ารักของชั้น เป็นคาซึยะของเพื่อนๆเหมือนเดิม มันยากนักเหรอ?” จินถามคำถามที่ง่ายโคตร แต่คาซึยะก็ตอบง่ายโคตรเหมือนกันว่า

“ไม่ยากแต่ทำไม่ได้” ถ้าเป็นเวลาอื่นจินคงอยากจะหยุดชมนกชมไม้แถวนี้อีกซักพักเพราะคาเมะที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาคิดอะไรอยู่คนเดียว แต่ตอนนี้จินขอเคลียร์หน่อยเถอะ ทไมเหรอ? มีจินเป็นแฟนมันน่าอายมากจนไม่กล้าบอกใครเลยหรือไง?

“โอเค...ไม่ได้ก็ไม่ได้ ไม่บอกก็ตามใจ” พระเจ้า จินไม่ได้โกรธหรืองอนหรอกนะที่คาเมะจะไม่อยากบอกเพื่อนว่าคบกันอยู่ในฐานะที่มากขึ้นกว่ารูมเมท แต่เป็นฮาร์ทเมทไปแล้ว แต่จะไม่ให้คิดเลยก็ตายด้านไปหน่อยเหอะ พอทำท่าจะเดินต่อมือเล็กเจ้ากรรมก็ดึงเอาไว้อีก ใบหน้าคมหันไปมองด้วยคำถามเต็มสีหน้า

“...อย่าโกรธนะ สัญญาว่าชั้นจะบอกพวกนั้นเอง แต่นายอย่าเพิ่งบอกนะ” ดวงตาคมมองเลยไปทางต้นไม้ข้างทางเหมือนกำลังคิดหาคำตอบที่เหมาะที่สุดสำหรับคำถามนี้ จินอมลมไว้ข้างแก้มข้างหนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมาดังๆ

“ตามใจเถอะ จะทำอะไรก็ทำ...ชั้นก็แค่คนที่บอกความรู้สึกที่มั่นคงให้นายไปเมื่อวานเองนี่นา” จะบอกอีกทีก็แค่คนที่บอกรักนายไปทั้งการกระทำและคำพุดนั่นแหละน่า!

ลมเย็นๆ ที่พัดไม่ได้หยุด ตลอดทางเดินที่ทอดยาวกับร่างสูงที่เดินอยู่ด้านหลังทำให้คาเมะต้องคอยหันมามองอยู่เรื่อย พอคาเมะชะลอฝีเท้าให้เดินทันกันก็เป็นอีกฝ่ายที่ก้าวเท้ายาวขึ้น เป็นอย่างนี้ตลอดทางจนเลิกคิดที่จะเดินเคียงข้างกัน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะต้องคอยหันมามองจนเมื่อเห็นประตูหออยู่ไม่ไกลคาเมะเลยหยุดอยู่กับที่แล้วคล้องเอาแขนหนาให้เดินไปด้วยกันถึงแม้ง่าจะต้องออกแรงลากจนแทบหอบอย่างตอนนี้ก็เถอะ

ดวงตาเรียวลอบมองซีกหน้าคมคายที่มองตรงไปแค่ด้านหน้าอย่างเดียว ให้ตายสิ อคานิชิ นายขี้งอนตั้งแต่ตอนไหนกันชั้นจำไม่ได้!! มือเล็กล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบเอากุญแจประตูหอมาเปิดออก แต่ภาพที่อยู่ตรงหน้าก็ทำให้ต้องขมวดคิ้วอีกรอบของวัน ทำไมมันเงียบอย่างนี้ล่ะ?? สงสัยกับสิ่งที่พบเจออยู่ตรงหน้าเลยได้แต่หันไปมองคนที่ยืนอยู่ข้างกัน แต่ขายาวนั่นก็ก้าวนำเข้าไปในหอพักอย่างไม่ติดใจสงสัยอะไรกับความเงียบที่ผิดปกติอย่างมากกับหอพักที่มีแต่ไอ้พวกนั้นอาศัยอยู่ มันต้องมีคนอยู่เต็มโถงกลางแล้วก็เสียงหัวเราะเฮฮาของไอ้พวกนั้นสิถึงจะถูก

คนตัวเล็กมองซ้ายทีขวาทีก็ไม่เห็นอะไรมากไปกว่าเครื่องเรือนที่วางอยู่ประจำที่ของมันเลยก้าวตามจินเข้าไปจนถึงห้องของตัวเอง คนตัวสูงกำลังไขกุญแจห้องอยู่ แล้วเมื่อประตูห้องพักของเค้าทั้งสองคนถูกเปิดออก คาเมะก็แทบชอคตาตั้งไปตรงนั้น

เสียงพลุมือที่ถูกดึงออกจนสายรุ้งกระจายลอยอยู่กลางอากาศและตกลงบนพื้นห้อง ลูกบอลที่มีป้ายแสดงความยินดีถูกดึงให้แยกออกจากกัน ไอ้พวกบ้าพวกนั้น!!! หน้าเล็กร้อนเห่อขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ดวงตาเรียวสวยหันไปมองคนตัวสูงที่แกล้งทำหน้านิ่งด้วยสีหน้าตกใจปนสงสัย ปากเล็กสีสวยอ้าออกเหมือนอยากจะต่อว่าจินให้เต็มที่แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่าการอ้าค้าวและยกนิ้วขึ้นชี้หน้าขาวๆที่ลอยอยู่ไม่ไกล อยากจะกระทืบเท้าเร่าๆ ให้มันสาแก่ใจกับการที่ทำอะไรไม่ได้ แต่คาเมะก็ไม่ได้ทำ เสียงเฮฮาที่ตะโกนแสดงความยินดี ที่เมื่อคาเมะหันกลับไปมองป้ายที่คลี่ม้วนกระดาษลงมาจากลูกบอลพร้อมกระดาษสายรุ้งหลากสีก็ยิ่งอยากจะเข้าไปรัดคอไอ้อ้วนที่มันยืนกลั้นขำให้ตายไปนัก!! --ยินดีต้อนรับคู่ข้าวใหม่ปลามัน--

“อคานิชิ จิน!!” ร่างน้อยกระโดดเข้าไปโอบรัดรอบคอหนาอย่างที่คิดไว้ในใจแต่คนตัวสูงก็รับเอาให้คาเมะขึ้นไปขี่อยู่บนหลังตัวเองได้ไม่ยากเย็น

“เฮ้ย ใจเย็นน่าคาเมะ ไม่ต้องรีบเข้าหอตั้งแต่หัววันหรอกน่า” เสียงทานากะ โคคิ

“ใช่ที่ไหนไอ้คิ เค้าเข้ากันไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว” ทากุจิ จุนโนะสุเกะ

“มีลูกเร็วๆนะ ชั้นอยากเห็นหน้าหลานว่ะ” ตามด้วยเสียงหัวเราะของฮาเซกาว่า จุน และอีกหลายหน่อที่นั่งกองอยู่กับพื้นบ้าง ยืนมองเค้าสองคนอยู่บ้าง

“พวกมึงทั้งหลายก็ระวังระเบิดลงห้องมึงนะ อยากแกล้งไอ้จินไม่ใช่เหรอไงถึงถ่อมาถึงนี่ ที่จริงก็ไม่ได้อยากแสดงหรอก ไอ้ความยินดีทั้งหลายเนี่ย” อ้อ ขอบคุณมากนิชิกิโด เรียว ที่เฉลยความคิดสุดแสบของไอ้พวกบ้านี่ให้หมด

“ใช่ที่ไหน...งานนี้กูทำเพื่อไอ้จินมันเลยนะเว้ย เมื่อวานมันบอกว่าจะไม่กลับหอ พอกูถามว่าไปไหน มันก็บอกว่าพาลูกสะใภ้ไปให้แม่รู้จัก มันบอกเองกับปากน่ะ!” โยโกยาม่า ยู เป็นคนแถลงไขในข้อนี้ให้คาเมะกระจ่างมากขึ้น ที่ทำท่าหงอยเมื่อกี้นี่แกล้งกันทั้งนั้นเลยใช่มั้ย!!

วงแขนเล็กจ้อยแกล้งรัดคอร่างสูงแน่นขึ้นพร้อมกับโถมน้ำหนักตัวเองให้กดลงบนคนตัวโตขึ้นอีกเท่า แต่จินก็แรงมากพอที่จะทนรับน้ำหนักคนตัวเล็กที่อยู่บนหลังเค้าตอนนี้ได้ ปลายจมูกโด่งสูดเอาความหอมจากแก้มนิ่มเข้าปอดจนชื่นใจ แล้วด้วงหน้าเล็กก็แดงเห่อพร้อมกับรอยยิ้มกว้างจนตาหยีเป็นขีดเดียว ไม่ลืมที่จะทำอย่างเดียวกับจินบ้าง และก็ไม่พลาดอีกเหมือนกันที่เพื่อนในห้องจะตะโกนบอกกันว่าอิจฉาบ้างล่ะ ลุ้นมานานว่าจะลงเอยกันอย่างไรบ้างล่ะ

...ไอ้บ้าจิน หลอกให้กังวลตั้งนาน ที่แท้ก็บอกไอ้พวกนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วเหรอ...

“จะกังวลทำไม เรื่องอย่างนี้ไอ้พวกนี้มันเข้าใจหรอกน่า ตอนเกิดมามันเลือกกันไมได้นี่ว่าจะเป็นเพศไหน จริงมั้ย?...เพื่อนกันยังไงก็เข้าใจกันอยู่ดีแหละคาซึยะ แล้วถ้าเกิดมันจะไม่ชอบจริง...มันคงไม่คิดจะยุ่งกับพวกเราต่อตั้งแต่ตอนเข้าหอมาแล้วแหละ ไหนจะเรื่องเรียวกับฮิโรกิอีก...” จินเอี้ยวหน้ามากระซิบประโยคยาวยืดให้คาเมะเข้าในก่อนจะแตะแต้มความอุ่นลงที่แก้มใสอีกครั้ง พร้อมกับเสียงประตูห้องที่ถูกเปิดออกอีกครั้ง...

“หวัดดีคาเมะ...ขอจินจูบอย่างที่ชั้นบอกเลยใช่มั้ยล่ะ?” ฮิโรกิ อุจิ แสบเหมือนใครกัน!!! ไม่มีคำตอบจากคาเมะแต่เป็นจินที่ยืนยันด้วยการพยักหน้าแรงๆ ทั้งที่ยังแบกคาเมะเอาไว้บนหลังตัวเองให้เพื่อนได้แซวกันเกรียวอีกรอบ
.
.
.
ขอบใจนะ...เพื่อน

…Happy Ending Body Languages…


จบแล้วค่ะ!!!!!!!!!!
มันจบแล้วนะ ไม่รู้ว่าเป็นไงมั่ง แต่ยังไงก็ขอบคุณที่อ่านกันจนจบ
ถึงแม้อีกเรื่องที่แต่งก่อนจะยังไม่จบ”- -ก็ตามทีค่ะ
อาจจะแปลกๆไปสำหรับตอนสุดท้าย
ขัดใจยังไงก็ขออภัยมา ณ ที่นี้แล้วกันนะคะ
ฟิคเรื่องนี้เป็นพลอทที่เกิดจากฟอร์เวิร์ดเมลล์ค่ะ แต่งไว้นานแล้ว...แต่ไม่ได้เอามาลง
พอเอามาลงก็รู้สึกจะมีช่วงที่ทำให้ต้องห่างหายไปเป็นเวลานาน(มาก)ทีเดียว
แต่ก็ฮึดเอามาลงจนจบได้แหละนะคะ ยังไงก็ขอบคุณจริงๆที่คอมเม้นท์และติดตามกันมาถึงแม้เราจะเป็นคนเขียนมือใหม่อะไรทำนองนั้น
ยังไงก็จะพัฒนาการเขียนต่อไปนะคะ เพราะคิดว่ายังห่างชั้นกันอีกไกลกับพี่ๆหลายคน
ปล...ถึงคนสำคัญ นกคะ เราจบเรื่องนี้แล้วนะคะ
แล้วเราก็คิดว่าจะเอาเรื่องนี้ทำแรร์ไอเท็มด้วยนะ อาจจะแต่งตอนพิเศษเพิ่มไปอีกสองสามตอนเอาให้หวานตายกันไปข้างเลยเอ้า
ฮ่าๆ แต่เราคงไม่ทำขายหรอกนะ เพราะคิดว่าคงไม่มีคนซื้อ(กร๊ากกกกกกกกกก)
เรายังรอฟิคของนกอยู่นะคะ^____________^
ตอนหนึ่งลงไปแล้ว...เอาตอนสองมาเซ่นด้วยนะคะ^^(ในที่สุดเราก็ชนะนกเมื่อคืนนั้น...อารมณ์ดีเชียว) ฮ่าๆๆๆๆ
แล้วก็...ขอตัวไปทำทีซิสต่อแล้วนะคะ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕
ไม่เจียมเลยจริงๆนะคนเรา”- -





コンテントヘッダー

::Body Languages::07

Body Languages 07
==================================

ถนนที่ทอดยาวเหมือนกับกำลังรอต้อนรับการมาเยือนของร่างบอบบางที่เดินตัวปลิวนำหน้าคนตัวสูงหลังจากที่บอกให้จินรอเพื่อจะทำธุระส่วนตัวยามเข้า คาเมะออกนอกหอมาพร้อมกับเสื้อโค้ทตัวยาวที่ไม่ได้หนามากมาย ก็แค่กันลมเย็นๆของต้นฤดูหนาวได้เท่านั้น ไม่สนใจคำทัดทานที่พยายามจะบอกจนคอแทบแตกว่าให้เอาผ้าพันคอมาด้วย เท้าเล็กเดินนำหน้าร่างสูงอย่างอารมณ์ดี ดูเหมือนคาเมะจะอารมณ์ดีได้ด้วยการทำให้จินขัดใจซะล่ะมั้ง?

เสียงฮัมเพลงเบาๆ จากคนที่เดินนำอยู่ทำเอาจินคันไม้คันมือยุบยิบ อยากจะเข้าไปลากมากัดปากให้เจ่อซะให้เข็ด หนอย ไอ้ตัวดี เมื่อเช้าล่ะทำเป็นงอน แถมยังแอบด่าตามน้ำว่าจินไปค้างบ้านสาว พออาบน้ำเสร็จก็รู้ว่าอากาศมันเย็น บอกให้เอาผ้าพันคอมาด้วยยังจะมีหน้ามาฮัมเพลงอารมณ์ดี เดี๋ยวเถอะ...จะเอาให้ครางไม่เป็นเพลงเลย!! แต่ก็ได้แค่คิดล่ะนะจิน ไปบ้านครั้งนี้ยังไม่รู้ว่าจะลูกผีหรือลูกคนเลยนี่สิ

ที่หมายอยู่ไม่ไกลเมื่อคาเมะอารมณ์ดีแล้วเดินเรื่อยมาตั้งแต่สถานีจนถึงหน้ารั้วบ้านอคานิชิ ไม่มีคำถามถึงที่หมายปลายทางว่าเมอื่ไหร่จะถึงเหมอืนครั้งที่แล้ว แล้วไหนบอกว่าบ้านจินไกล?? แล้วไหนบอกว่าไปไม่ถูก?? แล้วไหนบอกว่าไม่ชินกับที่กว้าง?? แล้วที่มายืนอยู่หน้าบ้านจินอย่างนี้หมายถึงอะไร? เดินมาอย่างกับคนจำขึ้นใจว่าบ้านจินอยู่ตรงไหน...เดี๋ยวเข้าบ้านได้ก่อนเถอะ จะพาขึ้นห้องแบบไม่ต้องเดินแล้วให้จำทางมาห้องจินได้ห้องเดียวเลย!!!

ปากอิ่มยู่อย่างขัดใจ หลังจากที่พยายามจะให้คาเมะพันผ้าพันคอเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผลซักที เดี๋ยวเป็นหวัดมาจะมาอ้อนให้ป้อนยาแบบไม่ขมให้อีกจินจะป้อนด้วยปากเลยเถอะ นิ้วเล้กจิ้มกดออดหน้าบ้านไม่ต้องรอใครบอก ไม่นานเด็กในบ้านก็ออกมาต้อนรับคุณชายของบ้านที่เพิ่งจะกลับไปเมื่อเช้า ที่กลับมาอีกครั้งพร้อมเพื่อนคุณชายที่เคยมาเมื่อวันก่อน

“สวัสดีค่ะ...คุณผู้หญิงรออยู่ที่สวนหลังบ้านค่ะ” ชุดแม่บ้านแบบญี่ปุ่นโบราณมันไม่ได้ขัดกับบ้านที่เหมือนจะมีความเป็นสมัยใหม่อยู่ด้วยเลยซักนิด ประตูบ้านถูกเปิดออกเชิญให้ลูกชายเจ้าของบ้านและแขกผู้มาเยือนเข้าไปในตัวบ้าน และไม่ต้องมีใครเดินนำในเมื่อจินเป็นคนมากับคาเมะจะต้องมีคนนำทางไปทำไมกัน

“อืม...ขอบใจ เดี๋ยวชั้นไปเอง ไปทำงานต่อเถอะ” หล่อนรับคำเบาๆ แล้วเดินแยกไปอีกทางหนึ่ง มืออุ่นเอื้อมมาจับมือเล็กเอาไว้เบาๆ แล้วออกแรงดึงให้เดินตามมาไม่ห่างกัน

อ้อมตัวตึกใหญ่ของบ้านไปด้านหลัง สวนไม้ใหญ่ร่มรื่นโดยไม่ต้องตกแต่งให้เรียบร้อย แต่มันสวยด้วยความเป็นธรรมชาติในตัวมันเอง ถึงจะไม่ได้สะอาดสะอ้านเหมือนที่บ้านอื่นนิยมจัดสวนด้วยไม้ดัดแล้วคอยตัดให้มันเป้นทรง แต่สวนบ้านนี้ก็ไม่ได้ดูแย่ที่ตรงไหนในความคิดของคาเมะ หญิงที่ใบหน้าท่าทางไม่ได้ต่างจากถ้าจับเอาอคานิชิ จิน มาแต่งหน้าทำผมเป็นผู้หญิงกำลังนั่งจิบชาอยู่ที่ศาลากลางสวนร่มรื่น

จินหยุดยืนมองแม่ตัวเองจนคาเมะต้องหยุดมองตาม...แล้วคนตัวเล็กก็เหมือนว่ามีทักษะในการตัดสินใจได้เด็ดขาดกว่าไอ้อ้วนตัวโตที่มัวแต่ยืนบื้อไม่เป็นเรื่องจนต้องกระตุ้นต่อมความรักใคร่ให้ซักที

“ไม่เดินทางไหนซักทางก็หลบไปให้พ้นทางเลยไป คนมีธุระ บอกแล้วไม่ใช่เหรอ?” มือเล็กออกแรงผลักไหล่หนาให้หลบไปให้พ้นทาง โถ...ไม่รู้เลยคนดี ใครเค้าคิดจะขวางทางรักตัวเองกัน ที่ที่ยืนชั่งใจอยู่น่ะ กำลังนึกว่าจะเอาไงดีวะ? ระหว่างรอดูเฉยๆ กับรอเลิกกับคาเมะเพราะคุณแม่ไม่ปลื้มน่ะ แต่อย่างว่า...อีกใจนึงมันลุ้นจะตายว่าคาเมะจะพกคำตอบอะไรมาให้คุณผู้หยิงอคานิชิได้ฟังกัน จะเป็นคำตอบที่ถูกต้องนะครับ!!! ได้เงินหนึ่งล้าน หรือจะเป็นคำตอบที่ผิดครับ...อนาคตรักจินดับวูบก็ไม่รู้สิ ...คิดแล้วก็ขอถอนหายใจให้เตี้ยตายไปข้างไอ้เรียว...

ก่อนที่เท้าเล็กจะก้าวเข้าไปถึงบริเวณสวนกว้างร่มรื่นนั่นจินก็คว้ามือน้อยรั้งให้เจ้าตัวหยุดเดินอีกครั้ง คิ้วเรียวหันมาขมวดให้แน่น เอียงคอมองด้วยความสงสัย...อะไรอีก?

“เตรียมคำตอบไว้ดีแน่แล้วเหรอ?” คาเมะครางเสียงรับในคอหนักแน่น

“อื้อ...แน่สิ ถ้าชั้นไม่มีคำตอบให้แม่นาย นายคิดว่าชั้นจะมาที่นี่ทำไม? ให้แม่นายไล่กลับไปอีกเพราะไม่สมควรจะตอบรับความรู้สึกของลูกชายคุผู้หญิงเธอได้อย่างนั้นเหรอ? ฝันเถอะจิน” ได้ฟังคำตอบหนักแน่นอย่างนั้นมันก็ใจชื้นล่ะนะ อย่างนี้ก็คงหมดห่วงได้แล้วล่ะ

“ต้องติวก่อนสอบมั้ย?” วงแขนกว้างสอดเข้ารอบเอวบางรัดเข้ามาอยู่ใกล้กันจนชิด กลีบปากบางเชิดขึ้นเพราะอารมณ์หมั่นไส้คนถาม

“ไม่ต้องล่ะ ชั้นว่าชั้นฉลาดพอจะคิดหาคำตอบเองได้” เหมือนจะไม่ได้คล้อยตามจิน แต่กลีบปากบางนุ่มก็แตะเข้าที่ข้างแก้มขาวของคนตัวสูงที่ถึงกับทำหน้ามึนไปชั่วขณะจิต เสียงจุ๊บเบาๆเกิดขึ้นย้ำเตือนให้จินรู้ตัวว่าที่ยืนอยู่ตรงนี้ไมได้ฝันไป และความจริงตรงหน้าก็คือการที่คนตัวเล็กนี่เงยหน้าขึ้นจ้องเขาท่าทางเหมอืนจะเอาเรื่องพร้อมกับแก้มแดงๆที่มันเรื่อขึ้นจนระอุ ถามหาคำตอบของคำบอกเล่าเมื่อครู่

“คำตอบล่ะ?” ท่าทางเอียงคอเหมือนจะหาเรื่องที่ยังไม่ได้ยินสิ่งที่ต้องการ หลังจากที่คาเมะบอกจินไปแล้วว่า...ฉันต้องการคุณ... คาเมะต้องการจินนะ

เหมือนจะกล้าหาญและเด็ดเดี่ยว แต่ช่วงเวลาที่ต้องการกำลังใจและคนที่คอยอยู่เคียงข้างมันก็ต้องเกิดขึ้นบ้างแหละ คนนี่ ไม่ใช่เทวดา จะได้พกความมั่นใขมาเต็มเปรี่ยมตลอดกาลปาวสาน

คำตอบของจินคือปากอิ่มที่แนบลงกับแก้มนิ่มเน้นๆ นานๆ ลามเลยไปถึงซอกคอหอมกรุ่น กระซิบถามให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายรับรู้แล้วในสิ่งที่จินบอกไป

“อืม...รู้แล้วใช่มั้ย? ชั้นก็ต้องการนาย คาเมะ...” จินไม่เห็นหรอกว่าคาเมะยิ้มก่อนที่จะตีหน้านิ่งออกมายืนมองคนที่พร่ำบอกอยู่เมื่อครู่ ก่อนที่เสียงกระแอมจะดังขึ้นจากทางด้านหลังซึ่งจินไม่แปลกใจนักหรอกที่แม่ตัวเองจะมายืนกอดอกมองเหมอืนอดทนรออะไรซักอย่าง

“เด็กมารายงานบอกว่ามีแขกมาขอพบ...ไม่คิดว่าจะเป็นเธอ คาเมนาชิ” เสียงเรียบเรื่อยเอ่ยขึ้นพร้อมกับสายตาที่กดตกลงที่ปลายหางตา มองมาที่คนตัวเล็กโดยมีจินยืนอยู่ไม่ห่าง

“ครับ...ผม มีเรื่องจะคุยกับคุณ...แม่” ปลายเสียงออกจะแผ่วไปนิด แต่เมื่อจินกระชับมือแน่นเข้าคำสุดท้ายที่หลุดจากปากบางก็ทำให้ได้ยินทั้งเสียงหัวเราะหยันและเสียงลอบสูดลมหายใจลึก แน่นอนว่าที่มาของั้งสองเสียงนั่นไม่ต้องเดาให้ถูกว่าใครเป็นใคร

“นั่งสิ...ยืนอยู่อย่างนั้น รึว่าธุระที่ว่ามันจะจบเร็วจนไม่ต้องนั่ง เพราะยืนก็คงไม่เมื่อยไปกว่ากัน?” เธอยอบตัวลงนั่งด้วยท่าทางสง่าแต่คำชวนนั้นไม่น่าสนทนาต่อเลยให้ตายเถอะ ถึงจะเป็นแม่จิน...แต่ก็นึกขอโทษไปในใจแล้วว่าอคติเบื้องต้นที่มีมันจะสร้างบาปสร้างกรรมให้เค้าในเวลาอันใกล้รึเปล่าน่ะ??

“ขอบคุณครับ”

“จิน...แม่วานไปหยิบของให้หน่อยได้มั้ย?”

“ใช้เด็กไปก็ได้นี่ครับ...”

“แม่จะให้แกไป...”

“โธ่...แม่”

“จะไป...หรือไม่ไป?” ยังโอดครวญไม่ทันจบประโยคก็โดนประโยคคำถามขั้นเด็ดขาดเข้าไปทำให้ร่างสูงต้องลุกจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่ข้าง “เพื่อนร่วมห้อง” ที่กำลังจะชี้เป็นชี้ตายว่าจะได้เลื่อนขั้นให้เป็น “เพื่อนร่วมเตียงเคียงหมอนเคียงผ้าห่ม” กันอย่าง ที่อยากมานานรึเปล่า ท่าทางที่มันสะบัดสะบิ้งจนคาเมะคิดเอาเองว่าถ้าคาเมะเป็นแม่ของจินคงจะเอาถ้วยชาในมือปาเข้าที่หัวซักทีเหมือนกันนะ แล้วเสียงอ่อนๆ ที่บอกตามหลังลูกชายไปว่าของที่ว่านั่นอยู่บนโต๊ะในห้องทำงานนะก็ทำให้คาเมะหันมามองที่เจ้าของบ้านอีกครั้ง

“ถ้าเจ้านั่นมันคิดจะอยู่คอยเป็นพรายกระซิบคำตอบล่ะก็...ฝันไปแล้วล่ะไอ้ลูกชาย แล้วตกลงว่า...ไปนอนคิดมาคืนนึง มีอะไรโผล่เข้ามาในหัวเธอที่พอจะเป็นคำตอบเพื่อแลกกับแหวนที่ชั้นให้ลูกชายไปได้บ้างมั้ยล่ะ?” ประโยคแรกริมฝีปากอิ่มเคลือบสีสดด้วยเครื่องสำอางยี่ห้อโด่งดังจากต่างประเทศยกยิ้มอย่างสมอารมณ์หมายที่ไล่ผีพรายตัวยักษ์ให้ออกไปจากอาณาเขตได้ แล้วก็มาไล่เบี้ยเอากับคนที่ได้ชื่อว่าแขกทันทีทันใดเช่นกัน

“ครับ...แต่ผมอยากถามคุณเหมอืนกันว่าไม่เคยเชื่อใจใครเลยเหรอครับ?” ร่างบางที่นั่งหันหน้าเข้าหานายหญิงอคานิชิจับจ้องที่หน่วยตาสวยคมแลดูมีอำนาจในทีอย่างไม่วางตา

“ไม่เชื่อใจ...ใคร?” หล่อนออกจะแสดงอาการสงสัยมากจนคาเมะเองต้องอธิบายถึงคำถาม ก็พูดมาอย่างนั้น แสดงว่าคุณผู้หญิงเธอไม่ไว้ใจคาเมะล่ะสิว่าจะหวังให้ลูกชายคุณผู้หญิงเธอกระซิบคำตอบที่คาเมะเฝ้าหามาทั้งคืน

“ผม...”

“ผิดแล้วล่ะ ถ้าเธอคิดว่าชั้นไม่เชื่อใจเธอ คนที่ชั้นไม่เชื่อใจน่ะ...ไอ้ลูกชายนั่นต่างหาก ชั้นรู้ว่าเธอแฟร์พอที่จะเล่นเกมกับชั้น แต่ไอ้อ้วนนั่น...มันไม่ยอมให้เธอแพ้หรอก มันรอวันที่เธอจะชนะมันจนใจจะขาดตายแต่เธอก็ไม่ยอมชนะมันซักที แล้วชั้นก็ไม่อยากเห็นเธอชนะมันด้วย ชั้นไม่ชอบรอยยิ้มอารมณ์ดีของมันเลยซักนิดเดียว เห็นแล้วหมั่นไส้!”

คาเมะเองก็ไม่รู้ว่าจะขำ? จะงง? จะสงสัย? หรือจะแสดงอารมณ์อะไรออกไปบนสีหน้าดี ในเมื่ออะไรที่คิดเอาไว้มันผิดซะหมด สีหน้าที่ทำอยู่ตอนนี้มันเลยกลายเป็นไม่ออกไปซักอารมณ์นึง แล้วก็แทบจะหน้าเหวอเพราะอยู่ๆ พระมารดาของจินก็เล่นเข้าเรื่องซะจนเบรกความคิดเรื่อยเปื่อยแทบไม่ทัน

“แล้วคำตอบล่ะ?”

“ผมไม่ตอบจนกว่าจินจะมาครับ”

“สร้างเงื่อนไข?” มือบางที่กำลังยกถ้วยชาขึ้นดื่มชะงักทันทีที่ได้คำตอบจากปากร่างน้อย แล้วผินหน้ามามองในทันที สีหน้าคงไม่พอใจเท่าไหร่นัก ใบหน้าเรียวเชิดขึ้นเล้กน้อยอย่างข่มอารมณ์ ไหล่บอบบางหยัดเกร็ง

“เปล่าครับ ผมแค่ไม่อยากให้จินผิดสัญญา” มือที่ถือถ้วยชาอยู่วางลงกับจานรองแล้วเงียบรอฟังคำตอบ “เมื่อกี๊จินสัญญาว่าจะอยู่ข้างผม เพราะผมบอกว่าผมต้องการจิน...”

“ด้วย?” ประโยคคำถามสั้นๆที่ตามมาหลังจากที่ร่างบางเว้นว่างไปไม่ถึงอึดใจ ทำให้คาเมะตาโตขึ้นมาหน่อย จะให้ตอบจริงเหรอ เห็นผมอย่างนี้ผมก็ไม่ได้หน้าหนาเท่าถนนคอนกรีตเหมอืนลูกชายคุณผู้หญิงนะครับที่จะได้ป่าวประกาศกับโลกว่าไปกอดไปหอมใครตรงไหนไว้บ้างน่ะ

“ด้วย...ผมต้องตอบด้วยเหรอครับ?” เหมือนจะคล้อยตามในคราแรก แต่คาเมะก็ยับยั้งอาการหน้าร้อนเห่อของตัวเองไว้ได้ทันแล้วถามกลับไปด้วยสีหน้าฉงนสงสัย

“ไม่จำเป็นหรอก ชั้นก็ถามไปอย่างนั้น” โอย...แม่ลูกคู่นี้ ให้มันได้อย่างนี้สิ!!! ตามไม่ทันแล้วมันโมโหนะรู้มั้ย!!

“มาได้ซักที...หาห้องแม่ไม่เจอรึไงจิน?” มือขาววางซองกำมะหยี่สีดำสนิทลงบนโต๊ะกลางสวน ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงเขยิบเก้าอี้จนชิดเก้าอี้ของคาเมะ ก้มลงหาใบหน้าเรียวเล็กแล้วกระซิบถามด้วยปริมาณเสียงที่คาเมะคิดแล้วว่ากระซิบไปอย่างนี้ก็มีแต่คนทั้งโลกรู้เท่านั้นแหละว่าพูดอะไรออกมา

“ชั้นไม่ได้ผิดสัญญาใช่มั้ย?” ใบหน้าเรียวสวยพยักเป็นคำตอบก่อนที่จินจะแต้มริมฝีปากเบาๆที่ปลายจมูกโด่งรั้นนั่น

“พอได้แล้วจิน เอาล่ะ พูดๆมาได้แล้วจะได้จบๆ” เธอออกอาการคล้ายรำคาญไอ้ลูกชายตัวดีที่นัวเนียไม่เลิกให้คาเมะผลักใบหน้าหล่อนั่นออกห่างก่อนที่อะไรมันจะมากไปกว่านี้ ไอ้นี่ก็ไม่วาย ต่อหน้าต่อตาแม่ มันยังทำนัวเนียกับผู้ชายได้ไม่สงสารแม่ที่อุตส่าห์มีลูกชายมาสืบสกุล

“ครับ...แหวนวงนั้น มันเป็นสิ่งที่จะแสดงว่าผมเป็นเจ้าของจินคนเดียว...ตลอดไป” ทุกคำที่พูดออกไปคาเมะสบตากับสายตาคมกริบนั่นเสมอ แต่มือน้อยที่กุมแน่นกับมือใหญ่ที่เจ้าของมือมันแทบจะตะโกนโห่ร้องทั้งที่เมื่อกี๊ยังนั่งลุ้นจนเมื่อยก้นเพราะเกร็งตั้งแต่กล้ามเนื้อปลายขาขึ้นมาจนถึงน่อง ก็คำตอบที่ได้มันน่าจะให้คะแนนซักพันจากคะแนนเต็มร้อย ส่วนที่เกินจำนวนเต็มมานั้น...จากใจจินล้วนๆ!!!

ความเงียบชั่วขณะหลังจากที่คาเมะให้คำตอบไปเป็นสิ่งที่ยังสร้างความกดดันให้กับร่างบาง เพราะในมือของคุณผู้หญิง อคานิชิยังครอบครองถุงกำมะหยี่สีดำนั่นไว้ไม่ปล่อย ของสำคัญของคาเมะอยู่ในนั้น...และคาเมะต้องได้มันกลับคืนมาในวันนี้ เพราะคาเมะจะไม่ทนกับอาการใจหายทุกครั้งที่เมื่อกำมือแล้วไม่เจอแหวน มันเหมอืนอะไรในชีวิตที่ขาดหายไป...

“แค่นี้เหรอ?” เธอเชิดหน้าขึ้นมอง ปรายสายตามาทางทั้งคาเมะและจิน แสดงออกให้รู้ว่าคำตอบที่ได้มันยังไม่เพียงพอกับความอยากรู้ของคนเป็นเจ้าของแหวนตัวจริงหรอก

“ครับ...ตอนนี้ผมตอบในสิ่งที่ถูกต้องไปแล้ว แหวนที่อยู่บนมือจิน...ก็เป็นสิ่งแสดงว่าจินก็เป็นของผมเหมือนกัน เพราะนั่นคือแหวนของผม แต่คำคำนั้นผมจะยังไม่พูดมันตอนนี้ และมันขึ้นอยู่กับลูกชายของคุณผู้หญิงว่าจะทำยังไงกับชีวิตที่เป็นของกันและกันต่อไป”

คาเมะยิ้มให้แม่จินอย่างสวยงาม ร่างบางลุกขึ้นก่อนจะเอื้อมมือไปรับถุงผ้านั้นมาจากมือบางที่เคลือบสีเล็บไว้สวยงาม ของสำคัญ...ของคนสำคัญ คาเมะรู้ว่ามันสำคัญแค่ไหนต่อความรู้สึก แต่เรื่องบางเรื่อง...มันก็ต้องเอาเรื่องให้ถึงที่สุด!!!

“แล้วเธอจะได้ยินคำนั้นจากปากมันหรือไง?” เธอยิ้มให้คาเมะที่มองรอยยิ้มนั้นว่าแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ไม่แพ้ลูกชาย เหล่สายตาไปทางคนที่ถูกตัดออกจากวงสนทนาไปนานพอสมควรด้วยอาการที่เรียกได้ว่าคล้าย “สะใจ” อยู่มาก

“ผมไม่รู้ว่าเค้าจะบอกเมื่อไหร่ แต่ตอนนี้ผมเรียนรู้ที่จะรับรู้ความรู้สึกผ่านการกระทำอย่างที่เค้าชอบทำ...เพราะฉะนั้น เพื่อความแฟร์ ตัวเค้าเองก็ควรจะเรียนรู้ที่จะเอ่ยคำที่แสดงความรู้สึกอย่างที่ผมชอบบ้าง มันก็ไม่เลวใช่มั้ยครับ? คุณ...”

“แม่...เอาล่ะ เดี๋ยวชั้นมีธุระ จะออกไปข้างนอก พวกเธอสองคนคืนนี้ก็ค้างที่นี่สิ ทานมื้อเย็นด้วยกันก่อน” คำว่าคุณผู้หญิงถูกตัดทอนเหลือแค่คำว่าแม่ที่เจ้าของบ้านเติมให้ เรียกรอยยิ้มจากวงหน้าสวยให้กว้างขึ้นกว่าเดิมและที่ยิ้มได้กว้างกว่าคาเมะก็คงไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นปลิงตัวเท่าญาติกระทิงที่เกาะอยู่ไม่ปล่อยไปไหน

“...มองหน้าชั้น มีปัญหาอะไรเหรอจิน?” หลังจากเงียบกันไปเป็นพัก ขนมที่ถูกยกมาวางให้ที่ตะนั่งเล่นหลังจากเจ้าของบ้านหลังใหญ่โตออกไปทำธุระอย่างที่บอก คาเมะเลยถือโอกาสหยิบขนมเข้าปากเคี้ยวรองท้องซะก่อนที่กระเพาะจะยุ่ยเพราะน้ำย่อยกัด แล้วไอ้คนตรงข้ามมันก็นั่งมองไม่เลิก มองไปเหล่ไป...ตากลับเพราะคาเมะเผลอเอามือไปกระแทกโดนก็อย่าโทษกันเลย

“ก็...จะว่ามีมันก็มีแหละ” มือขาวเอื้อมมาหยิบขนมจากมือคาเมะที่กำลังจะเข้าปากอยู่รอมร่อไปเข้าปากตัวเองหน้าตาเฉย ชวนให้คนตัวเล็กต้องเหวี่ยงหางตาไปมองแล้วต้องหยิบชิ้นใหม่ขึ้นมากัดแทน

“ถ้าต้องให้ชั้นตอบอีกคำถามชั้นจะโยนแหวนแม่นายทิ้งแม่น้ำเลยคอยดู” โอเค...คาเมะไม่ได้ทำเสียงดุเลย...ไม่เลยจริงๆ น้ำเสียงราบเรียบรื่นหูและน่าฟัง แต่ประโยคมันไม่ชวนฟังเลยมันกระเทือนไปถึงเครื่องในจินเลยแหละ!

“ถ้าจะโยนทิ้ง นายก็คงต้องเตรียมหาทางออกมาเจอแสงสว่างนอกห้องหลังจากนั้นเลยล่ะ” โถ ไอ้อ้วน...ทำมาขู่ ชีวิตอยู่ในกำมือคาเมะยังไม่รู้ตัว มีหน้ามาขู่ เดี๋ยวได้ชอคหรอก

“แล้วมองทำไม?” พูดยากต้องง้างปาก เดี๋ยวเดินไปขอยืมแชลงจากลุงคนงานมาง้างปากมันให้อ้าออกซักทีก็คงดีไม่หยอกล่ะนะ

“ก็ไม่ทำไม...แต่ นายจะบอกแม่แค่นั้นจริงๆเหรอ?”

ใช่ คาเมะรู้ว่ายังไม่ได้บอกอะไรที่สำคัญไปอีกอย่างนึง อะไรที่คาเมะรู้ แต่ก็อย่างที่บอกว่ามันยังไม่ถึงเวลา และคาเมะก็ต้องการที่จะได้ยินมันจากจินก่อน อะไรบางอย่าง คำบางคำที่คาเมะไม่อยากจะเป็นคนพูดก่อน เพราะไอ้เรื่องจะให้คาเมะพูดน่ะมันง่ายอยู่แล้ว ในเมื่อคาเมะชอบที่จะบอกความรู้สึกผ่านคำพูดมากกว่าการกระทำ แต่กลับกัน...จินชอบจะเป็นคนที่ให้การกระทำบอกความรู้สึกมากกว่าคำพูด แล้วคนสองคนที่วนมาเจอกันด้วยพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามอย่างนี้ การเรียนรู้ซึ่งกันและกันเป็นสิ่งจำเป็น และถึงแม้จินจะแสดงออกในทุกทาง ทุกการกระทำ แต่จินไม่เคยเรียนรู้ที่จะพูดเหมือนที่คาเมะเรียนรู้ที่จะใช้การกระทำบอกกับจิน

จนอดคิดด่าในใจไม่ได้ว่า ...ไอ้บ้านั่นมันซื่อบื้อหรือไงวะ ถึงได้เข้าใจอะไรยากเย็น อุตส่าห์ทำให้เห็นให้ดูเป็นตัวอย่าง ยอมอายก็แล้ว ยอมเขินก็แล้ว ไม่รู้จะทำยังไงให้มันบอกออกมา ถึงจะเป็นคำเดียวสั้นๆ...แต่มันก็เป็นอะไรที่เพิ่มความมั่นใจให้กับคนที่ชอบคำพูดตรงไปตรงมากกว่าที่จะมาท่ามากคอยสัมผัสแตะต้อง ถึงแม้จะยอมรับว่ามันอบอุ่นก็เถอะ...แต่ไม่มีใครในโลกที่จะเชื่อการกระทำมากกว่าคำพูดหรอก

ก็แค่คนดังของมหาวิทยาลัยที่ใครๆก็ฝันถึง ก็แค่...คนที่คาเมะ “รัก” และคาเมะก็อยากได้คำรันั้นมาไว้กับตัวบ้าง...ก็เท่านั้นเอง

“คาเมะ?” หน่วยตาสวยกระพริบปริบหลังจากที่จินเรียกให้สติกลับเข้าร่างแล้วหันมามองคนเรียกที่ยื่นหน้ามามองซะชิดจนต้องเอามือดันแก้มตุ่ยๆ นั่นออกห่าง

“อืม...แค่นั้นแหละ ง่วงจังเลยจิน...” คาเมะลุกขึ้นพรวดเดียวจนเสียงเก้าอี้ครูดไปกับพื้นหญ้าจนเป็นทางยาวแล้วบิดขี้เกียจครั้งใหญ่โต หวังจะให้ตัวขี้เกียจที่เกาะอยู่ตามเนื้อตามตัวกระเด็นหลุดออกมาบ้าง แต่มันก็คงไม่หลุดกระเด็นออกมาง่ายๆหรอก ในเมื่อกว่าจะได้นอนเมื่อคืนก็ไม่ใช่เรียกว่าดึกหรอก ใกล้สว่างแล้วล่ะ...นึกแล้วยิ่งแค้น

คาเมะเลยแก้แค้นด้วยการยึดห้องนอนของคนตัวสูงที่มีเตียงนุ่มๆอุ่นๆไว้ให้พักผ่อนกายาในยามเหนื่อยล้า สุขใจยิ่งนัก จินถามก่อนที่คาเมะจะสอดตัวเองเข้าในผ้าห่มผืนอุ่นอย่างถือวิสาสะว่าจะเปลี่ยนเสื้อผ้ามั้ยจะได้สบายตัว แต่เจ้าตัวก็ส่ายหัวเกลือกไปกับหมอนนุ่มเป็นคำตอบว่าไม่ให้เจ้าของห้องผู้หวังดี

จินเปิดประตูห้องอีกครั้ง ทำให้คนที่นอนหลับตาอยู่บนเตียงปรือตาขึ้นมามองก่อนจะถามเสียงแผ่วเหมือนใกล้หลับเต็มทน

“ไปไหน...?” วงหน้าที่โคตรจะดูดีให้สาวกรี๊ดกันทั้งเมืองหันมาเพ่งมองว่าคนถามตื่นหรือละเมอถามกันแน่แล้วตอบไปว่าจะลงไปบอกเด็กว่าไม่ให้ใครมากวน เพราะคาเมะกำลังหลับอยู่ คาเมะตอบรับด้วยการพยักหน้าสองสามครั้งแล้วซุกตัวต่ำลงไปใต้ผ้าห่มผืนหนาจนเหลือแค่ใบหน้าขาวเนียนที่โผล่พ้นออกมา สังเกตลมหายใจที่สม่ำเสมอและเปลือกตาบางที่ปิดสนิทไปแล้ว จินถึงได้เปิดประตูออกไปจากห้องทั้งรอยยิ้มจางๆ


..........................


ตอนหน้าจบค่ะ
コンテントヘッダー

::Body Languages::06

พอก่อนเนอะ พอดีว่าเหนื่อยฮ่าๆ ไม่ได้แต่งนานเลยลืมกันไปแล้วแน่ๆ
ขอโทษค่ะที่หายไปนานมากแต่ก็จะพยายามต่อไปค่ะ
คิดว่าตอนหน้าคงจะจบลง(เหรอ?)แต่เรื่องนี้ก็คงไม่ยาวค่ะ
เรื่องของเรื่องคือทำทิสอยู่ตอนนี้ เลยเครียดนิดหน่อยอยากแต่งมานานมากแล้วล่ะค่ะ
แต่ก็ไม่ได้แต่งซักทีเพราะไม่มีโอกาสและเวลารวมทั้งหัวมันตันไปหมด
ไม่รู้จะพูดยังไงดีไม่รู้ว่าอารมณ์ในฟิคมันจะเหมือนเดิมอยู่รึเปล่า
หรือมันวูบๆโหวงๆก็ไม่รู้นะคะ(หัวเราะฝืดๆ) พยายามแล้วได้แค่นี้
รู้สึกยังไง มันประหลาดตรงไหนบอกกันได้นะคะจะปรับปรุงต่อไปค่ะ(มือใหม่หัดแต่งค่ะ^^)
แล้วเจอกันตอนหน้าค่ะ





Body Languages6



“คา เมะ...เดี๋ยวคาเมะ!!” เท้าเล็กกำลังเร่งฝีเท้าออกมาให้พ้นอาณาเขตบ้านอาคานิชิโดยเร็วหลังจากที่ กล่าวลาเจ้าบ้านพร้อมกับทิ้งแหวนวงนั้นเอาไว้


...แหวนที่จินให้...


แล้วไอ้บ้าคนให้ที่ไม่คิดจะพูดจะบอกอะไรซักคำ หนำซ้ำยังมีหน้ามาโกหกว่าแหววงนั้นมันซื้อมาอีกแน่ะ
แล้วพอโดนแม่เค้าว่าว่าไปเอาของลูกเค้ามา...แล้วไงล่ะ? หน้าแตกสิคาซึยะ!
คิดแล้วยิ่งอยากจะลองเหยียบเท้ามันดูอีกซักทีแสดงความเกลียดให้มันได้เห็น

อารมณ์เสียสุดๆ!!!


“ปล่อย”


“ฟังชั้นก่อน...นะ”


“ไม่ฟัง!”


“แต่ชั้นอธิบายเรื่องทั้งหมดได้นะ...”


“...ชั้น ไม่ ฟัง...มันไม่ใช่ตอนนี้แน่จินถ้านายคิดจะอธิบายอะไรต่อมิอะไรของนายให้ชั้นฟัง”
คนตัวเล็กกดเสียงต่ำ ย้ำให้ลูกผู้ชายหน้าไม่อายอย่างอาคานิชิ จินได้ยินได้ฟังชัดๆ
แล้วปลดแขนตัวเองจากมืออุ่นที่ความเย็นของแหวนบนนิ้วจินยังนาบกับผิวเนื้อขาวนวลจนเย็นไปถึงปลายนิ้ว


จินพยายามจะรั้งจะเรียก แต่คาเมะเองก็ไม่ได้หันกลับมามองคนที่แสดงออกถึงความหัวเสียที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก
เพราะ คนบ้าอย่างจินไม่เคยหัวเสียกับอะไรง่ายๆ อยู่แล้วนี่นา ถ้าเป็นเวลาอื่นคาเมะคงคิดว่าโลกใกล้ถึงกาลอวสานเพราะคนที่ยิ้มมันกับ ทุกอย่างบนโลกแม้กระทั่งถูกเพื่อนถีบลงน้ำก็ยังไม่วายหันมายิ้มชูสองนิ้วให้ คาเมะที่หน้าเหรอไปแล้ว
แต่ตอนนี้...ช่างมันเถอะ ไม่มีเวลาจะสนใจ จะมาเล้งอะไรใส่เค้าอีกก็หน้าด้านเกินลิมิตแล้วล่ะ เพราะคาเมะต่างหากที่ควรจะเล้งใส่


.....................
...............................


เพราะพรุ่งนี้เช้าคาเมะมีสอบ และถึงแม้ว่าจะกลับบ้านแล้วมาเรียนโดยที่ไม่เดือดร้อนในตอนเช้าได้ก็ตาม
แต่คาเมะก็เลือกที่จะกลับมานอนที่หอแทนที่จะกลับบ้านอย่างที่บอกจินเอาไว้ อยู่กดดันมันไปด้วยในตัวนี่แหละ สนุกดี...


หนังสือเล่มเล็กในมือที่ดวงตาเรียวจับจ้องอยู่ภายใต้แสงไฟสีนวลสบายตาถูกทาบทับด้วยเงาทึบ
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใคร เข้าห้องได้โดยมีกุญแจไขเข้ามาก็มีคนเดียว
ดวงตาเรียวเหลือบขึ้นมองแล้วก็ก้มลงมาอ่านหนังสือต่อโดยไม่สนใจคนที่ทำท่าเหมือนหมาที่บ้านตายแล้วจิตใจจะวายปราณประมาณนั้น
มือใหญ่ก็ยื่นมาคว้าหนังสือเล่มนั้นไปพับเก็บไม่ลืมคั่นหน้าให้ด้วยแล้วนั่งลงที่พื้นข้างเตียงที่คาเมะนอนเอกเขนกอยู่


“ยังโกรธชั้นอยู่เหรอ?” แหม่ ถามได้ไม่อายควายเลยนะจิน เมินกันขนาดนี้คงอยากคุยอยากเห็นหน้าอยู่หรอกนะ!
ใบหน้าเรียวมองเปลี่ยนทางไปที่กรอบหน้าต่างจนกลายเป็นว่าจินได้เห็นแค่กลุ่มผมนุ่มๆวางกองอยู่บนหมอนแทนที่จะเป็นใบหน้าสวยๆของรูมเมท


“ชั้นขอโทษ...ชั้นก็แค่ แค่...อยากขอโทษ” มือที่เอื้อมไปกุมเอาไว้ก่อนหน้านั้นก็ถูกปล่อยลงอย่างง่ายดาย
แล้วการจากไปด้วยคำขอโทษของจินก็ทำให้คาเมะต้องหันกลับมามองแล้วก็ถอนใจออกมาเฮือกใหญ่เท่าบ้าน


“อืม...ชั้นก็ขอโทษ แต่ชั้นแค่ขอเวลาจิน เพราะงั้น มันถึงไม่ใช่ตอนนี้ ชั้นหวังว่านายคงจะเข้าใจความรู้สึกชั้น”
ร่างสูงตรงหน้าหันกลับมาจ้องตา สาบานให้โลกพินาศเลยนะว่าชาตินี้ทั้งชาติคาเมะไม่เคยเจอจินที่หุบปากเงียบกริบและรอฟังขนาดนี้มาก่อน
พอเจอเข้าแล้วหัวใจมันเหมือนทำงานไม่ปกติ


“ชั้นเข้าใจ” จินยังยิ้มให้คาเมะเหมือนเดิมหลังจากที่พยักหน้ารับรู้ไปเรียบร้อย
แต่...มันขัดใจคาเมะอยู่ดีนั่นแหละ!!! ไหนบอกว่าเข้าใจไงวะ!!!! แล้วทำไมเดินหนีไปอย่างนั้นเล่า!!!
ไอ้บ้าจินเอ๊ย อย่าให้ชั้นหาคำตอบให้แม่นายได้นะ ไม่งั้นชั้นจะด่าให้ลืมโลกเลย!

แล้วก็ต้องถอนหายใจออกมาครั้งใหญ่เท่าบ้านอีกรอบ ร่างบางทิ้งตัวลงนอนกับพื้นเตียง
แขนเล็กถูกยกขึ้นมาก่ายหน้าผากเหมือนคนคิดไม่ตก สรุปว่าวันนี้...จากที่กลายเป็นว่าจะกดดันจินให้ปริปากบอกอะไรกันบ้าง
แต่เปล่าเลย กลายเป็นคาเมะที่ขุดหลุม แล้วถีบตัวเองลงหลุม กลบหลุม แล้วก็ไม่ลืมที่จะกระทืบดินปากหลุมด้วยตัวเองอย่างเคย


หลับไปตอนไหนไม่รู้ได้ รู้แค่ว่าตื่นเช้ามาสมองโล่งสนิทแบบไม่ต้องคิดเลยว่าสอบวันนี้จะเป็นยังไง
เพราะมัวแต่คิดเพลินจนลืมไปว่ามีสอบในตอนเช้า สภาพคาเมะหลังจากที่ออกจากห้องสอบถึงเป็น...


เป็นอย่างตอนนี้


ที่โต๊ะไม้ใต้ต้นไม้ใหญ่ อากาศเย็นสบาย ร่มไม้ร่มรื่น เสียงเพื่อนเฮฮาอยู่ไม่ขาด
ทั้งตัวป่วนตัวกวนที่มันกวนกันตั้งแต่หอยันห้องสอบก็ไม่เว้น แต่สภาพคาเมะตอนนี้คงขำไม่ออกกับความตลกที่มีอยู่
ใบหน้าเรียวซุกอยู่กับท่อนแขนตัวเอง ถอนหายใจแล้วถอนหายใจอีก
จนโยโกยาม่า ยู ตีเข้าที่ไหล่บางอย่างไม่คำนึงถึงความวัวความควายในแรงตัวเอง


“โอ้ย!!! ไอ้บ้า ตีมาได้!!” ร่างเล็กโอดเสียงหนักแถมด่าให้ตามระรอก


“อ่าว เห็นเหม่อๆ...ไอ้เรียวมันเลยให้ลองตีดู จะได้รู้สึกตัว” เอาซะน้ำขุ่นคลักเลยนะมัน แก้ตัวหน้าด้านๆอย่างนี้ ไม่ใช่เพื่อนจินแล้วจะเพื่อนใคร


“อย่ามาโทษกู ไอ้ยู” เรียวที่เพิ่งเดินมาได้ยินบาปกรรมที่ถูกเพื่อนยัดเยียดให้เต็มรูหูก็ยกมือ ขึ้นตีเบาๆลงบนหัวคนบาปอย่างยูโยโกไป
ให้เพื่อนทั้งวงได้ยินเสียงเสนาะ เพราะหูนั่นทั้งวงก็เท่านั้น ไม่มีอะไรมาก เพราะเรียวไม่ชอบทำร้ายร่างกายและจิตใจใคร ก่อนจะมองเลยไปที่คาเมะแล้วยักคิ้วให้ เดินไปหย่อนก้นนั่งอยู่ไม่ไกล


“หวัดดี...ทำไมหน้าเป็นเต่าถูกเหยียบกระดองงั้นล่ะ?” บอกแล้วว่าเพื่อนกันฆ่ามันไม่ตาย
ไอ้แก๊งปากโดเบอร์แมนนี่มันน่าเอาก้อนหินยัดปากแล้วพาไปถ่วงปากปล่องภูเขาไฟชะมัด


“สวัสดีคาเมะ...ไม่สบายเหรอ?” เออ ดีแฮะ คนปากหมาดันได้แฟนโคตรดีอย่างนี้...อิจฉามันจับจิตเลยว่ะ
ได้แต่คิดในใจยู่คนเดียว พอเห็นท่าว่าคงจะดีขึ้นหน่อยที่มีผู้มีคนให้คาเมะได้พึ่งพิงทางจิตได้บ้าง
เลยถืโอกาสโงหัวขึ้นมาจากโต๊ะแล้วยิ้มรับคำทักทายของอุจิ ฮิโรกิ ที่เรียวลากมานั่งที่โต๊ะด้วยกัน


“สวัสดี ฮิโระ” ทักทายเฉพาะคนที่อยากพูดด้วย...ก็เลยทักแต่ฮิโรกินี่แหละ


“สีหน้าไม่ดีเลยนะ ไม่ได้นอนรึไงเมื่อคืน?” ใบหน้าเรียวพยักหงึกรับคำ


“อ้าว อ่านหนังสือเหรอ?” คาเมะส่ายหน้าปฏิเสธจนฮิโรกิต้องส่งเสียงด้วยความประหลาดใจออกมาอีกรอบ


“แล้วยังไงล่ะ? จินก็อีกคน เป็นอะไรก็ไม่รู้ หน้าซึมเป็นหมาถูกทิ้งแล้วไม่มีใครรับเลี้ยงน่ะ”
ฮิ โรกิบ่นตามมาเป็นสายไม่ได้หยุดเว้นให้ใครแทรก มือบางยังเอื้อมไปรั้งให้คาเมะขึ้นมานั่งตัวตรงเมื่อเห็นว่าใบหน้าเรียวทำ ท่าว่าจะซบลงกับโต๊ะอีกครั้ง


ถึงใครจะไม่มีความสามารถแทรกฮิโรกิ ได้ ณ ตอนนั้น แต่หลังจากนั้น คนที่จะแทรกฮิโรกิได้คงมีคนเดียว เรียว ไอ้เรียว ไอ้เชี่ยเรียว
หรือไอ้ใบ้นี่แหละ ต่อหน้าคนอื่นล่ะมันใบ้ได้ใบ้ดี แต่ต่อหน้าคนดีที่รักมันก็ช่างพูดได้อย่างกับหมาในปากมันหิวนมแน่ะ อย่างเช่นตอนนี้เป็นต้น


“ก็มันจะเป็นอะไรกัน ไอ้สองคนนี้น่ะ โรคซึมเศร้าเพราะเราไม่เข้าใจกันไง” อ่า...ตอนแรกคาเมะก็สงสัยออยู่แหละ
ว่าถ้าลองฮิโรกิเปิดประเด็นเรื่องจินซึมเศร้าขึ้นมาแล้วไอ้ลูกสมุนทั้งหลายมันจะไม่สนใจ
มันต้องหาข้อมูลเก็บไว้ซ้ำเติมเมื่อยามเพื่อนเผลออยู่แล้วแน่ๆ แต่ก็เห็นคุยกันโหวกเหวกปกติ
มา ตอนที่เรียววินัจฉัยโรคของเค้าและจินไอ้พวกนี้มันเงียบกริบชนิดเป่าสากยัง ดังกว่าก็เลยได้ข้อสรุปว่า...พวกมันนี่แหละเพื่อนเลวตัวจริงเลย...


“หุบ ปากได้มั้ยเรียว ไปซื้อกาแฟกินหน่อยมั้ยคาเมะ?” ความคิดปรากฎขึนในหัวอีกครั้งว่านางฟ้าที่ตกยากเพราะต้องมาคู่กับซาตานอย่าง เรียวก็มีอยู่ ชาติที่แล้วฮิโรกิคงทำบุญมาไม่ดีพอจะเจอคนดีกว่าเรียวแหงม ได้ข้อสรุปในใจว่าอย่างนั้น คาเมะก็พยักหน้ารับคำชวนของฮิโรกิเพื่อเดินไปเพิ่มพลังชีวิตด้วยคาเฟอีนหอมๆ ก็คงจะช่วยให้ตามันลืมขึ้นได้มากกว่านี้บ้าง


ฮิโรกิลากเอาสังขารที่ไม่เที่ยงของคาเมะมานั่งหย่อนขาที่ศาลาริมสระน้ำกว้างขวางของมหาวิทยาลัย
เหมือนฮิโรกิจะรู้ว่าคาเมะอยากอยู่เงียบๆ เพื่อใช้ความคิด ลมเย็นๆพัดมาเรื่อยๆ
อากาศไม่ร้อนไม่หนาวเกินไปที่จะจมจ่อมความคิดตัวเองอยู่กับเรื่องบ้าๆที่ติดหัวมาตั้งแต่เมื่อวาน
หัวคิ้วขมวดบ้างคลายบ้าง ถ้าเป็นคนอื่นคงคอยถามเซ้าซี้ว่าเค้าเป็นอะไร แต่เพื่อนที่หอ...ไม่เคยคิดจะถาม
ไม่ใช่ไม่ใส่ใจ แต่ไม่อยากถามให้เกิดความรำคาญ เพราะคงรู้ว่านิสัยอย่างคาเมะอยากบอกก็บอกเอง


ก็ไอ้พวกนี้มันนกรู้กันทั้งนั้น เห็นทำเป็นไม่สนใจไปอย่างนั้น แต่ทุกเรื่องในหอ เพื่อคนไหนเป็นอะไรพวกมันรู้กันหมดหอนั่นแหละ
ตอนแรกคาเมะไม่ได้คิดจะมายุ่งสุงสิงกับเพื่อนที่หอมากนัก เพราะไม่ใช่คนชอบความรื่นเริงจนต้องมีเพื่อนตลอดเวลา
แต่พออยู่กับจิน...เป็นอันต้องโดนลากเข้ามาเอี่ยวด้วยตลอด จนกลายเป็หนึ่งในสมาชิกจินแอนด์เดอะแก๊งไปโดยไม่รู้ตัว


มือน้อยกุมแก้วกระดาษที่มีกาแฟบรรจุให้ความอุ่นอยู่ในมือ ไม่มีใครพูดอะไรจนเกรงว่าฮิโรกิอาจจะรู้สึกไม่ดี
เพราะทั้งเค้าและฮิโรกิไม่ได้สนิทกันโดยตรง จะได้คุยกันบ้างก็เวลาที่เรียวพาฮิโรกิไปที่หอหรือมานั่งคุยเล่นอย่างวันนี้บ้าง
คาเมะถึงได้เงยหน้าขึ้นไปมองแต่ก็ไม่เห็นความอึดอัดบนในหน้าสวยนั่นเลยซักนิด
กลายเป็นว่าฮิโรกิเอาแต่นั่งจ้องแหวนบนนิ้วก้อยของตัวเองอมยิ้มอยู่อย่างนั้น
แหวน...ที่สะท้อนอยู่บนนิ้วมือของฮิโรกิ ถ้าจำไม่ผิด มันของ...เรียว ไม่ใช่เหรอ?


ไม่รู้ตัวหรอกที่เอื้อมมือไปจับมือฮิโรกิมาดูใกล้ๆ เพื่อย้ำให้แน่ใจว่านั่นมันของเรียวจริงๆ
ถึง แม้ตอนนี้คาเมะจะมองฮิโรกิด้วยสายตาตื่นๆ แต่ฮิโรกิแฟนเรียวก็ยังยิ้มรื่นชื่นใบหน้าอยู่อย่างนั้น แถมยังหัวเราะใส่คาเมะซะอีกแน่ะ


“แหวน...เรียว?” คิ้วเรียวเลิกขึ้นมองเป็นคำถาม ฮิโรกิก็ย้ำคำตอบชัดเจนด้วยการพยักหน้าและยิ้มแก้มบาน


ถ้า คาเมะขอถอนคำพูดเมื่อกี๊ที่ว่าฮิโรกิเป็นคนดีจนไม่น่าได้แฟนเป็นเรียว เปลี่ยนมาเป็นฮิโรกิเป็นคนอย่างนี้สิ ถึงได้มีแฟนเป็นเรียวได้
คงจะถูก ต้องกว่า เพราะนิสัยไม่ดีเหมือนเรียวนี่แหละถึงได้คบเรียวเป็นแฟนได้น่ะ รู้ทั้งรู้ว่าคาเมะอยากรู้ว่ามันมาอยู่บนนิ้วฮิโรกิได้ยังไงยังจะมารอให้ เค้าถามอยู่ได้ อีโด่ คาเมะไม่อยากรู้ก็ได้นะ มือป้อมปล่อยมือบางของแฟนเรียวทิ้งอย่างไม่ใยดี


ร่างโปร่งบางข้างคาเมะหลุดหัวเราะออกมา ถ้ามองเวลาปกติคงรู้สึกดีที่คนหน้าตาดีมานั่งยิ้มอยู่ข้าง ๆ
แต่ตอนนี้คาเมะไม่สบอารมณ์เลยล่ะ หัวคิ้วเรียวยิ่งชี้ชนกันแน่นเข้าไปอีก


“อ้าว... โกรธอะไรกันล่ะ? ก็คาเมะไม่ถาม แล้วชั้นจะบอกทำไม ถ้าเกิดคาเมะไม่ได้อยากรู้ชั้นไม่หน้าแตกหรอ?” ฮิโรกิยังคงยิ้มได้หน้าตาเฉยเมื่อเห็นดวงตาเรียวเหลือบมองมาแว่บนึง ร่างบางล้มตัวลงนอนข้างคาเมะซ้อนแขนสองข้างต่างหมอนหนุนมองไปยังใบหน้าน่า มองของอีกคนที่เริ่มคลายหัวคิ้วลงมาหน่อย ก่อนจะพูดต่อ


“แหม... ล้อเล่นน่ะ เรื่องอย่างนี้คาเมะไม่น่าสงสัยเลยนะ ความสัมพันธ์ของชั้นกับเรียวไม่เห็นต้องสงสัยที่แหวนของเรียวจะมาอยู่บนนิ้ว ของชั้นเลย จริงมั้ยล่ะ?” ฮิโรกิยังคงพูดไปเรื่อย ทั้งที่ในหน้ายังยิ้มไม่จาง คาเมะเริ่มเห็นว่าตัวเองเกลียดคนช่างยิ้มก็ตอนที่มันมักจะทำเป็นไม่รู้ เรื่องอะไรเก่งนักล่ะ คิดแล้วยิ่งนึกไปถึงไอ้คนช่างยิ้มอีกคนนึง...หายหัวไปเลยนะ...อาคานิชิ จิน


“นาย กับเรียว...ใครเป็นคนบอกรักก่อน?” หลังจากที่เงียบไปนานให้ฮิโรกินอนมองหน้ายิ้มเล่นอยู่อย่างนั้น คาเมะถึงได้ตัดสินใจถอนหายใจออกมาก่อนจะถามคำถามที่คิดดีแล้วว่าควรจะถาม แต่ไม่รู้ว่าคำตอบที่ฮิโรกิมีให้...จะน่าพอใจสำหรับคาเมะแค่ไหน


“ไม่มีใครบอก...ไม่มีเลย”


“ไม่มีเลย?” ฮิโรกิพยักหน้าแข็งขันพร้อมกับดวงตาใสไร้พิรุทใดๆ


“ซักคน?” คราวนี้พยักหน้าเร็วขึ้นอีกเท่าตัวนึงเลยเอ้า!


“โอย...พวกนาย ทำชั้นปวดหัวไปหมดแล้วนะ แล้วพวกนายเป็นแฟนกันได้ยังไงถ้าไม่มีใครบอกรักกันเลยล่ะ?”
คาเมนาชิ คาซึยะโอดเบาๆ ก่อนจะล้มตัวลงไปนอนข้างฮิโรกิทั้งที่เท้ายังจ่อมอยู่ในน้ำเย็นเฉียบ


“ปวด หัวยังไงกันล่ะ? เรื่องบางเรื่องมันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ปากพูดเสมอไปก็ได้นี่นา การกระทำอย่างอื่น ถ้าเราสังเกตดีๆ มันอาจจะมีอะไรซ่อนอยู่มากกว่าการที่เราจะบอกกันตรงๆก็ได้นะ”

ดวง ตาของคาเมะยังคงแสดงความสงสัยออกมาอย่างชัดเจนมากถึงมากที่สุด ฮิโรกิจึงเอื้อมมือไปคว้าเอามือน้อยมาถือไว้ ปลายนิ้วเรียวที่เย็นหน่อยๆ นั่นลูบแผ่วๆบริเวณนิ้วก้อยที่มีรอยขาวเป้นวง เพราะตรงนั้นเคยมีแหวน “ของจิน” อยู่


“แหวนไปไหนล่ะคาเมะ?” คาเมะเลิกคิ้วขึ้นตามคำถามที่ฮิโรกิถามมา


“นายสังเกตด้วยเหรอว่าชั้นไม่ได้ใส่แหวน?”


“มี ปัญหาอะไรกับจินรึเปล่า?” นอกจากฮิโรกิจะไม่ตอบคำถามแล้ว ยังถามกลับมาให้คาเมะคิดว่าฮิโรกิเป็นหมอดูหรือไงถึงได้ทายแม่นกันขนาดนี้


“ชั้น ไม่ได้มีญาณวิเศษอะไรหรอก แต่ก็อย่างที่บอก ว่าเรื่องบางเรื่อง ไม่ต้องบอก ไม่ต้องพูด เราก็รู้ได้ ถ้าเราคิดจะสังเกตน่ะนะ นายอาจจะคิดว่าชั้นไม่ได้สนิทกับนายมากขนาดที่จะมาเอาใจใส่กันตลอดเวลาอย่าง ที่เพื่อนสนิทเค้าทำกัน...แต่ถึงอย่างนั้นชั้นก็เป็นห่วงนายเสมอนั่นแหละ บางที เราอาจจะสนิทกันโดยไม่รู้ตัวก็ได้นะ” ฮิโรกิปล่อยมือคาเมะลงกับพื้นเบาๆ เพื่อจะเอื้อมมือไปดึงเอาเศษใบไม้ออกจากเส้นผมของตัวเอง


“การ สังเกตกันและกันน่ะ มันก็เป็นสิ่งที่แสดงออกทางความรู้สึกอย่างนึงนะ อย่างเช่น...เวลาที่ชั้นโมโห เรียวจะรั้งชั้นเข้าไปกอดแล้วลูบที่หัวไหล่ชั้นเบาๆ เรียวไม่เคยบอกความหมายของมันหรอก แต่ว่า...ชั้นก็รู้ว่ามันคือช่วงเวลาที่เรียวต้องการจะเอาใจชั้น ครั้งแรกที่เจอกัน เรียวก็เข้ามาบอกว่าจะขอมิตรภาพของชั้นให้เป็นของเรียวคนเดียวตลอดไปได้มั้ย ตอนนั้นชั้นไม่รู้อะไรหรอก แต่ก็พยักหน้าตอบกลับไป เรียวถึงได้จูบลงที่หลังมือของชั้น แล้วชั้นก็ได้รู้ว่าจูบนั่น...ไม่ใช่แค่เป้นการขอมิตรภาพของชั้นไป...แต่มัน เป็นการขอมิตรภาพของชั้นให้เป้นของเรียว เพื่อจะให้มันกลายเป็นความรักในอนาคต เรียวไม่เคยถามว่าชั้นรักเรียวมั้ย ชั้นก็ไม่เคยถามเรียวเหมือนกันนะ...แต่ชั้นกับเรียวชอบที่จะนอนมองตากัน เงียบๆมากกว่าที่จะมาพร่ำบอกคำว่ารักให้เปลืองน้ำลาย ถ้าเกิดวันนึงเราเลิกรักกันไป มันรู้สึกดีกว่ากันเยอะนะถ้าเราได้รับรู้ความรู้สึกด้วยความรู้สึกน่ะ”


เมื่อคำอธิบายยืดยาวของฮิโรกิเงียบลง คาเมะถึงได้กระพริบตาปริบกับความหมายต่างๆของการกระทำที่ฮิโรกิบอกเล่า
นึกไปถึงวันที่ได้คุยกับเรียว วันนั้นที่เรียวบอกว่าการกระทำของจิน ก็แค่สิ่งที่จินอยากบอกแต่ไม่ได้อยากบอกด้วยคำพูด
แต่มันเป็นการกระทำที่สื่อความหมายให้อีกฝ่ายรับรู้ คิดแล้วก็นึกได้ว่าขอถามอีกคำถามเดียวได้มั้ย...ฮิโรกิ
จะหาว่าคาเมะโง่ก็เอาเถอะ แต่ว่าคาเมะไม่เคยชินกับการที่จะมีใครมาบอกความรู้สึกด้วยการกระทำ
ตัวเค้าไม่คุ้นชินกับการรับอะไรต่อมิอะไรจากใครโดยปราศจากการบอกเล่า มันทำให้คาเมะไม่แน่ใจ
แต่ตอนนี้คาเมะแค่ไม่อยาก...ไม่อยากให้หัวใจมันวูบโหวงบ่อยๆ
เวลาที่ลมพัดผ่านฝ่ามือไปโดยไม่มีความเย็นเยียบของแหวนวงนั้นให้ได้รู้สึกอยู่ตลอดเวลา
แค่ตอนนั้นที่แม่ของจินขอดู คาเมะยังมือสั่นได้มากมายขนาดนั้น ยิ่งนึกก็ยิ่งอยากด่าตัวเองไม่หาย
ตั้งสองวันเชียวนะ กว่าที่จะคิดได้ว่าควรจะทำยังไงให้จิตใจมันกลับมาอยู่กับตัว ใจมันจะได้เลิกสั่นเป็นกระดิ่งลั่นซะที


“มีอะไรจะถามชั้นอีกมั้ย?” ฮิโรกิลุกขึ้นนั่ง ปัดเสื้อผ้าจนเรียบร้อยแล้วหันมาถามคนที่ลุกขึ้นนั่งตาม


“แล้วพวกนายบอกรักกันยังไง?” เสียงออดอ่อยถามออกไปให้เพื่อนได้ยิ้มกว้างอีกครั้ง ก่อนที่ฮิโรกิจะก้มลงมามองคาเมะจนชิด
ดวงตาเรียวสวยหลุบลงมองกลีบปากบาง คาเมะที่ท้าวแขนไปด้านหลังนิ่งอยู่กับที่เหมือนถูกสะกด
กลีบปากอิ่มแย้มเยื้อนรอยยิ้มให้เบาๆ คิดในใจว่า...ไอ้รอยยิ้มอย่างนี้มัน ปิศาจชัดๆ!!! เหมือนจินไม่มีผิดล่ะ


“ลองขอจินจูบดูสิ” จบประโยคดวงตาเรียวก็เบิกกว้างหลังจากที่ฮิโรกิจูบแรงๆ ที่แก้มนิ่มของคาเมะแล้วเดินจากไป
กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็ตอนที่ฮิโรกิเดินไปหาเรียวที่นั่งอ่านหนังสือการ์ตูนเล่มใหม่ที่เพิ่งซื้อมา
พอ เรียวเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ ริมฝีปากอุ่นของฮิโรกิก็แตะลงเบาๆ ที่กลีบปากของเรียว คาเมะเลยได้แต่นั่งหน้าเปลี่ยนสีอยู่ที่ศาลาริมน้ำคนเดียว


...............................
....................


กว่าจะตั้งสติให้กลับหอได้ก็เล่นเอานานพอดู มือเล็กกำลังจะไขกุญแจเข้าไปประตูห้องก็เปิดออกก่อนที่คาเมะจะควานหากุญแจในกระเป๋าเจอ
คนที่เพิ่งเปิดประตูออกมาชะงักค้างไม่ต่างจากคาเมะที่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตู แล้วก็เป็นจินที่เอ่ยทักทายออกมาก่อน


“เป็น ไงสอบวันนี้ทำได้รึเปล่า?” โอเคว่าคาเมะไม่ชอบคำพูดของจินเวลานี้เลย! ทำมาเป็นห่างเหินเหรอ เดี๋ยวโดนเหินห่างแล้วจะมาครางไม่ได้นะ!!!


“ก็ไม่เป็นไง แค่ทำไม่ได้...ช่างมันเถอะ” ดูเหมือนจินจะสะดุ้งนิดนึงตอนที่คาเมะก้าวเข้ามาใกล้ “ถอยสิ จะเข้าห้อง”


ร่างสูงใหญ่ก้าวหลบให้เจ้าของห้องอีกคนนึงได้เข้าห้องอย่างที่ปรารถนา มือน้อยโยนกระเป๋าหล่นปุลงบนที่นอน
และก่อนที่จินจะหายหัวไปอีกรอบของวัน คาเมะก็ตวัดตามองคนที่ประตูให้ยืนนิ่งอยู่กับที่


“จะ ไปไหน?” ลิ้นสีสดเลียริมฝีปากตัวเองก่อนจะตอบคำถามเพื่อนร่วมห้องที่ใจมันร่ำร้อง อยากจะให้เลื่อนตำแหน่งมาเป็นเพื่อนร่วมเตียงอย่างที่เคยลั่นปากไว้...แต่ ไม่ มันยังไม่ใช่ตอนนี้ จิน! ลูกตาดำๆ มันกรอกวนจนแทบจะเป็นวงกลมคิดหาคำตอบ ...ไปไหนดีหว่า...


“ถ้าไม่ ตอบก็ไปเถอะ...เชิญ” เท้าบางก้าวเข้าไปหา คว้าลูกบิดประตูมากระแทกประตูปิดใส่หน้าให้รู้แล้วรู้แรดไปเลย แต่เบื้องหลังประตูนั้นใครจะรู้ว่าไอ้จินน้อยๆของผองเพื่อนกำลังมีสีหน้ายัง ไง


..................................
.........................


คืนนั้นคาเมะนั่งรอจินจนลืมเวลาไปแล้วว่าเข้าวันใหม่ไปกี่ชั่วโมง ร่างน้อยนั่งชันเข่าอยู่บนที่นอนของตัวเอง
สองแขนกอดเข้าที่เข่าแล้ววางแนบใบหน้าลงกับท่อนแขนอีกทอดหนึ่ง
พิงหลังกับผนังห้องคอยจ้องมองอยู่ที่ประตูว่าเมื่อไหร่ไอ้รูมเมทตัวดีจะโผล่หางโผล่หัวมา
แต่ก็ไม่มีวี่แววใดๆ จนหลับไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้หรอก แต่พอตื่นมาอีกทีถึงได้เห็นว่าจินเพิ่งเปิดประตูเข้าห้องมา
มองไปที่ท้องฟ้าก็เห็นว่ามันสว่างโล่ง แสงแดดส่องเข้ามาแยงตาจนต้องหยีหลบเพราะความจัดจ้า
ดวงอาทิตย์กับจินก็ไม่ต่างกันหรอก...จัดจ้าซะจนคาเมะนึกเกลียด


“อรุณสวัสดิ์” จินคงอารมณ์ดีที่เข้าห้องมาแล้วยังเจอคาเมะอยู่ แต่คาเมะไม่อารมณ์ดีด้วยซักนิดกับการรอคอยมาทั้งคืน
ใช่...คาเมะไม่บอกเองแหละว่ามีเรื่องจะพูดกับจิน แต่มันไม่มีปากรึไงล่ะถึงไม่บอกวซักคำว่าจะไม่กลับ
ยอมรับเลยก็ได้ว่าเป็นห่วง แต่ตอนนี้มันก็สับสนเกินกว่าจะแสดงความห่วงใยออกไปให้แลดูเป็นห่วงใย ความเกรี้ยวกราดมันมากกว่าเป็นไหนๆ
จนเรียกว่าพาลก็ถูกเผง


“...........................” ดวงตาเรียวตอบรับคำอรุณสวัสดิ์นั้นด้วยการตวัดตามองดุแล้วทิ้งตัวลงนอนกับ เตียงไม่ลืมดึงผ้าห่มจนชิดคอ
ทำให้จินต้องรีบเดินเข้ามาหาถึงเตียงด้วยความงุนงง เพราะตอนนี้เช้าแล้ว และคาเมะก็มีเรียนตอนเช้าด้วยเหมือนกัน
มือหนาสอดเข้าไปในผมนิ่ม ปลายนิ้วกดลงบนหนังศรีษะเบาๆให้ผ่อนคลาย


“คาเมะ...เป็นอะไร?” ดวงตารียาวที่ปิดไปเมื่อครู่เปิดขึ้นอีกครั้งแล้วจ้องนิ่งอยู่นาน เมื่อเห็นจินไม่พูดอะไรคาเมะเลยพูด


“เป็น ไงล่ะ? มองตาชั้นแล้วนายเห็นอะไรบ้างมั้ย? ชั้นคิดยังไง ชั้นรู้สึกยังไง? รู้รึยังล่ะ...เฮงซวยเอ๊ย” กำลังจะพลิกตัวหนี มือหนาก็คว้าเอาไหล่เล็กเอาไว้ได้


“ขอโทษ...ชั้นรู้ว่าคาเมะเป็น ห่วง แต่...แต่ตอนนั้นคาเมะบอกว่าขอเวลาคิด ชั้นเลยยังไม่อยากเอาตัวเองเข้าไปทำให้คาเมะห่งมากกว่าเดิม...”


“ก็เลยหายหัวไปทั้งคืนงั้นสิ! ถ้าคิดอย่างนั้นนายก็ยังไม่เข้าใจชั้นเลยซักนิดจิน แหวนของนายก็ปล่อยให้แม่นายเก็บไว้เถอะ
เพราะชั้นคงไม่คู่ควร เพราะชั้นคงไม่ใช่คนที่นายจะเข้าใจได้ และนายก็ไม่ได้เข้าใจชั้น”
คา เมะผุดลุกนั่งพิงหัวเตียงแต่ก็มีจินที่ตามเขยิบเข้ามาจนชิด แถมมันยังสอดมือเข้าไปรั้งเอวบางเข้ามาใกล้กว่าเดิมจนกลายเป็นกอดกันไปซะได้


“ขอโทษ...ยกโทษให้ชั้นนะ เครียดเรื่องอะไรอยู่รึเปล่า? ถ้าเป็นเรื่องนั้น นายถามชั้นก็ได้นี่นา”
คางเล็กวางไว้บนไหล่กว้างเพราะถูกรั้งให้ซบลง มือใหญ่ลูบศีรษะทุยสวยเบาๆ ก่อนจะเลื่อนลงมาลูบที่ไหล่บางอย่างที่ชอบทำ...
คาเมะหลับตานิ่งกับการกระทำของจิน ลองนึกถึงคำพูดของฮิโรกิว่าการกระทำทั้งหมดมันมีความหมาย
ไม่ต้อรอให้ใครมาบอกก็รับรุ้ได้ด้วยความรู้สึก จินกำลังอยากเอาใจให้คาเมะหายโกรธและเลิกกังวล


“ได้...ชั้นยกโทษให้ แต่เรื่องนั้นชั้นจะไม่ถามนาย เพราะชั้นอยากได้ของของชั้นคืน ชั้นเลยต้องหาคำตอบด้วยตัวเอง”
จินดันไหล่บางออกห่างเพื่อจะมองดวงตาเรียวคู่นั้นว่ามันซ่อนอะไรไว้อยู่
แต่คาเมะก็รั้งให้จินอยู่ในท่าเดิมก่อนจะฝังริมฝีปากอุ่นของตัวเองลงไปบนฐานคอหนาแรง ๆ ทีนึง


“นายต้องเป็นของชั้น” เสียงงึมงำจากซอกคอจินทำให้จินนึกอยากจะรัดร่างในอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีกหลายเท่า
ถ้าไม่เกรงว่าร่างน้อยนี้จะแตกคาอกไปซะก่อน อยากจะทำให้มากกว่ากอดชะมัด!! แต่ก็ทำได้แค่ครางเสียงตอบไป

...ยัง อย่าเพิ่ง จิน ยังไม่ใช่ตอนนี้... ได้แต่ย้ำกับตัวเองด้วยประโยคนี้


“แล้ววันนี้จะไปเรียนมั้ย?” คาเมะผละออกมาจากอกกว้างแล้วนั่งช้อนตามองอยู่ตรงหน้าก่อนจะส่ายหน้าตอบ
ทำเอาจินเสียดายอยู่หลายหยดที่อดแอ้มอีกแล้ว


“เพลียหรอ?”


“อืม เมื่อคืนนั่งรอหมามันกลับบ้าน แต่มันดันทรยศหนีไปติดสัตว์อยู่บ้านอื่นซะได้”


“เฮ้ย! แรงไปแล้วไอ้ตัวดี ชั้นไปไหนซะที่ไหนเล่า ไปบ้านมา...” พูดถึงบ้านจิน คาเมะก็เงียบขึ้นมากระทันหันจนจินหัวใจจะวายตาย
กรูจะตายเพราะน้ำมือแม่มั้ยวะเนี่ย?!


“แล้วกลับ มาทำไม?” มองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง จินเองก็ตั้งหลักไม่ทันเหมือนกันคนดีอย่าเปลี่ยนแปลงรวนเรง่ายนักซี จินน้อยๆคนนี้ใจหาย


“ก็...เอ่อ...กลับมา มาหาคาเมะไง” หมาเลยจิน บอกมาได้ว่ากลับมาหาเค้า ไอ้พวกนั้นได้ยินมันคงด่าถึงพ่อที่อยู่ไกลถึงเมืองนอกเมืองนาว่าเมื่อวานหลบ หน้าเค้าอย่างกับหมูติดรางข้าว วันนี้มาบอกว่าอยากกลับมาหา เอาเถอะ รื่นอยู่แล้ว จินซะอย่าง ไม่เจ๋งจริงปีใหม่ที่แล้วไอ้พวกนั้นมันไม่ทำโล่ตอแหลระดับโลกให้หรอก...เน อะ^^


“หึ...งั้นก็กลับไปอีกรอบเลยไป เพราะชั้นจะไปเอาของที่ฝากไว้ที่แม่นายคืน”


“คาเมะ!!” อะไรกันเล่า จะหวานให้นานกว่านี้หน่อยก็ไม่ได้ จินเป็นเบาหวานนะ ขาดความหวานนานๆร่างกายมันทำงานไม่ปกตินะเออ


แต่เอ๊ะ!!!จะไปเอาของคืน...หรือว่า...?


“รอเดี๋ยวชั้นอาบน้ำก่อน บ้านนายไกล ไปไม่ถูก...ชั้นไม่ชินกับที่กว้างน่ะ”
ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไปยังมีการหันมาบอกเหตุผลที่ต้องลากจินกลับบ้านไปอีกรอบด้วยว่าบ้านไกลไปไม่ถูก ไม่ชินกับที่กว้าง...
เดี๋ยวปั๊ด!!! ขังลืมไว้ในห้องใจแคบๆของจินซะดีมั้ยน่ะ!!!

...........................
..............
2 b con



ตาย...ตีสามครึ่งพอดีกว่าจะได้ลงนอนละค่ะ^^


コンテントヘッダー

::Body Languages:: 05

Body languages. for who has love and who is the lover V
แหวนที่นิ้วของคุณมีความสำคัญอย่างไร?

::#:: ::#:: ::#:: ::#:: ::#:: ::#:: ::#:: ::#:: ::#:: ::#:: ::#::

ห้องห้องเดิม บรรยากาศเดิมๆ ตะวันที่มาเยือนเหมือนเดิม แทบจะไม่มีอะไรที่ผิดแผกแปลกไปจากเดิม แต่ที่จะเรียกความสนใจจากเจ้าของห้องร่างสูงที่ชอบยืนแอ่นจนกลายเป็นว่ามีพุงไปยิ้มได้มากกว่าทุกเช้าที่ตื่นมาแล้วเจอรูมเมทนอนอยู่ในห้องเดียวกันนั่นก็คือรอยยิ้มที่อยู่บนใบหน้าสวยนั่น

จากตอนแรกที่ตั้งใจว่าจะเดินเข้าไปล้างหน้าแปรงฟันให้เรียบร้อย จินเลยเปลี่ยนใจมานั่งลงที่ข้างเตียงของคาเมะแทน แขนใหญ่วางพาดเหนือศีรษะทุยใช้ปลายนิ้วขาวเกลี่ยใบหน้าเรียวอย่างรักใคร่พร้อมรอยยิ้ม และยิ่งยิ้มกว้างมากขึ้นเมื่อมือน้อยถูกเจ้าของมันที่ยังไม่ตื่นยกขึ้นมาปัดคล้ายจะรำคาญ จินเลยเปลี่ยนเป็นสอดปลายนิ้วเข้าไปในเรือนผมนิ่มแล้วเสยให้เบาๆ ก้มลงไปพูดอยู่ข้างใบหูบางที่ถ้าจับดูก็คงแข็งน่าดูล่ะ เพราะดื้อขนาดนี้

“ตื่นได้แล้ว ฝันดีไม่ยอมตื่นเลยหรือไง?” มือน้อยดึงรั้งผ้าห่มขึ้นห่มจนถึงคอตั้งท่าจะพลิกหนีเสียงรบกวนฝันอันแสนหวานนั่น แต่ติดที่ว่ามือของจินก็ไวพอที่จะรั้งผ้านวมผืนอุ่นนั่นไว้เหมือนกัน รอยยิ้มเมื่อครู่บนใบหน้าหวานก็ต้องแปรเปลี่ยนเป็นรอยย่นนิ่วเข้าหากันของคิ้วเรียว ปากบางเฉียบนั่นยื่นออกมาอย่างขัดใจก่อนจะปรือตาขึ้นแล้วถอนหายใจออกมารับอรุณ ดื่มไปไม่ได้เยอะเลยนะ แฮงค์ได้ยังไงกัน

สงสัยตัวเองอยู่ได้ไม่นานก็ต้องกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งเหมือนตกใจอะไรซักอย่างก่อนจะหันมามองทางจินตื่นๆ ให้อีกคนที่นั่งอยู่ข้างเตียงสงสัยเล่น

“เป็นอะไรน่ะ?” หน้าตาจินดูจะงงไม่น้อยกับอาการของคนตัวเล็ก เพื่อนร่วมห้องอย่างคาเมะที่ตื่นมาตอนเช้าแทนที่จะรักกันจี๋จ๋า มอร์นิ่งคิสรับอรุณให้จินได้ชื่นจิตชื่นใจ ที่ไหนได้มาทำหน้าเหมือนเห็นผีตอนที่มองหน้าจินอย่างนี้ ถ้าไม่ติดว่าลองยื่นมือไปแตะที่ข้างแก้มแล้วรู้สึกว่ามันร้อนนะ จินจะลงไปประกาศแต่งงานเลยคอยดู เพราะเห็นว่าเขินอยู่หรอกถึงทำเฉยอย่างนี้ น่ารักที่สุดล่ะคาเมะน่ะ ยิ่งเวลาเขินจินล่ะยิ่งอยากจะฟัดแก้มร้อนๆที่มันแดงเรื่ออยู่ตอนนี้ชะมัดเลย

เห็นเงียบอยู่อย่างนั้นจินคิดว่าเมื่อคืนที่ทำแต้มมาอาจจะเสียเปล่าได้ถ้าเกิดว่าคาเมะแกล้งเนียนทำลืมไปซะว่าจินบอกรักในสถานที่ที่โคตรจะโรแมนติกและคิดว่าคงไม่มีใครกล้าทำอย่างจิน ด้วยการง้อเพื่อนร่วมห้องให้มาเป็นแฟนกันในห้องน้ำในผับ เลยต้องรีบสานต่อความสัมพันธ์ให้มากกว่าเพื่อนร่วมห้องโดยด่วน

“ฝันดีเหรอเมื่อกี้น่ะ” เขยิบก้นตัวเองขึ้นมานั่งบนเตียงอีกครึ่งที่ว่างอยู่แล้วรั้งเอวบางให้เขยิบเข้ามานั่งซ้อนอยู่ด้านหน้าพิงหัวทุยๆนั่นไว้กับอกกว้างของตัวเองอย่างไม่ติดขัด มาขัดตอนนี้ก็เท่ากับขัดลาภตัวเองเท่านั้นแหละ ใครจะโง่ล่ะ

“ปละ...เปล่า” เอ้อ แล้วอย่างนี้จะไม่ให้กลั้นยิ้มยังไงไหว เป็นไปได้อยากยิ้มกว้างเลยด้วยซ้ำ นานทีคาเมะจะอึกอักให้ได้เห็นอย่างนี้ ไม่ใช่เขินก็สาบานมาเถอะว่ารักจินเต็มหัวใจ แต่เดี๋ยวเกิดคนดีเค้าหันมาเห็นว่ายิ้มได้ใจจะไม่สงสารแล้วปัดคำพูดจินทิ้งแตกกระจายให้อายเพื่อนฝูงทั้งหอล่ะ ไม่สวยหรอกนะ

“หืม? เหรอ แล้ววันนี้จะไปไหนรึเปล่า?” อะ เห็นว่าเขินมากอยู่หรอกนะ เปลี่ยนเรื่องให้หน่อยก็ได้

“ก็ไม่นะ จะชวนไปไหนล่ะ?” น่ารักเป็นที่สุด รู้ใจอย่างนี้เพื่อนร่วมห้องอย่างเดียวไม่พอแล้วล่ะ มันต้องเลื่อนขั้นเป็นเพื่อนร่วมเตียงเคียงบ่าเคียงไหล่

จินยิ้มให้ก่อนจะกดปลายจมูกและริมฝีปากลงกับแก้มนิ่มโดยที่คาเมะได้แต่ร้องอื้อในคออย่างไม่สบอารมณ์ มือไม้ที่ยุ่มย่ามมากกว่าทุกวันเลื่อนปลายนิ้วขึ้นมาทัดผมเข้ากับใบหูบางก่อนจะเลื่อนลงไปแบมือแล้วสอดนิ้วเข้ากับมือน้อยไว้หลวมๆ

“แหวนนี่ใครซื้อให้คาเมะน้า...” คิ้วเรียวย่นลงอีกครั้งก่อนจะตอยออกมาอย่างฉะฉานกับคำถามที่ว่าแหวนทองคำขาวเกลี้ยงๆวงเดียวบนนิ้วก้อยนั้นใครเป็นคนซื้อให้

“ก็นายให้เป็นของขวัญวันเกิดชั้นไงล่ะ โดนเหยียบหัวแม่เท้าเมื่อคืนสมองเลยใช้การไม่ได้เลยหรอ?” จินไม่ได้โกรธอะไรกับคำตอบแกมด่าของว่าที่คนรักในอนาคตอันใกล้ แต่ยังคงยิ้มรับอย่างดีจนได้มาอีกคำว่าหน้าด้าน

“พูดอย่างนี้แสดงว่าเมื่อคืนจำได้ด้วยสิว่าชั้นพูดว่าอะไรน่ะ?” จะเรียกว่าคาเมะฝังตัวเองลงหลุมคงไม่ถูกนัก เรียกว่าเป็นตัวเองที่ไปยืนกระทืบดินบนปากหลุมเลยคงเข้าใจชัดเจนกว่า ลืมไปได้ยังไงว่าตอนนี้ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่จะไปพูดถึงเรื่องเมื่อคืนให้มันวกเข้าตัวได้อย่างตอนนี้กันนะคาเมะ

“พูดอะไร...จำไม่ได้” ยังไงก็ขอเบี่ยงไปก่อนล่ะ ใจมันเต้นแรงจนกลัวจะชอคตายเอานาทีใดนาทีหนึ่ง

“เหรอ?...ช่างเถอะ” บอกว่าช่างเถอะแต่จินก็ยังคงป้วนเปี้ยนอยู่กับนิ้วก้อยข้างนั้นไม่ปล่อย ก่อนจะเลื่อนถอดเอาแหวนอีกวงที่เป็นวงที่คาเมะใส่ติดนิ้วประจำเหมือนกับวงที่จินให้ออกมา ยกมันขึ้นมองในระดับสายตาอย่างพิจารณา

“มองหาเลขไปแทงหวยรึไงล่ะ” คาเมะกลายเป็นคนแปรปรวนอย่างนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ไม่อยากจะคิด ก็เพราะเวลาที่ไอ้เพื่อนร่วมห้องนี่มันมาทำให้เขินน่ะสิ แก้ขวยไปด้วยการเกลื่อนว่าโกรธอย่างนี้ตลอดแหละ

“อย่าเขินแล้วพาลสินายน่ะ ไปอาบน้ำไป...วันนี้ไปบ้านชั้นเป็นเพื่อนหน่อยสิ” จินไม่ได้คืนแหวนให้คาเมะ แต่กลับใส่แหวนวงนั้นที่นิ้วของตัวเองแทน คิ้วเรียวย่นเข้าหากันเหมือนไม่เข้าใจในการกระทำของจินเท่าไหร่ แต่ก็ยอมเดินเข้าห้องน้ำไปโดยดี

........................

......................................

“ตานายแล้วจิน” มือเล็กข้างหนึ่งยกขึ้นใช้ผ้าผืนเล้กศวับหยดน้ำจากผม อีกมือก็ไม่ลืมที่จะเอื้อมไปที่ราวตากผ้าใกล้ๆแถวนั้นหยับเอาผ้าเช็ดตัวของอีกคนมาส่งให้อย่างไม่คิดอะไร แต่ถึงบอกไปอย่างนั้นแต่อีกคนก็ยังเอาแต่นั่งจ้องแหวนของตัวเองที่เข้าไปอยู่บนนิ้วเรียวขาวที่คาเมะแอบจะอิจฉาเล็กๆ ว่ามือของจินเรียวสวยดี สวยกว่ามือคาเมะเยอะเลยล่ะ

“จิน...ไปอาบน้ำสิ มองอะไรอยู่ได้ แหวนชั้นไม่ขึ้นเลขให้นายแน่ๆ ล่ะ” ด่าเข้าให้ถึงได้เห็นอาการสะดุ้งเหมือนคนที่เพิ่งหลุดจากอาการเหม่อของจิน หันมามองมือที่ยื่นส่งผ้าให้แล้วรับไปนิ่งๆ

“ชั้นลงไปรอข้างล่างนะ”

“อืม”

“เป็นอะไรรึเปล่าจิน?” มือเล็กเอื้อมไปคว้าข้อศอกร่างสูงเอาไว้ แต่จินก็เปลี่ยนอารมณ์เพียงแค่พริบตาเดียวกลับมาทำทะเล้นเหมือนไม่มีอะไรเกินขึ้นได้ทันใจจนคาเมะแทบจะปล่อยมือไม่ทันแล้วเปลี่ยนเป็นยันด้วยเท้าแทน

“กำลังคิดว่าอยากได้ยินคำว่ารักจากปากคาเมะน่ะจ้ะ^^” คาเมะคำรามได้คำเดียวจินก็แร่นเข้าห้องน้ำไปเรียบร้อย ปล่อยให้ร่างน้อยยืนฮึดฮัดขัดใจอยู่ลำพัง ไม่น่าเลย!!! ไม่น่าไปถามให้อารมณ์เสียก่อนที่มื้อเช้าจะตกถึงท้องเลยให้ตายเถอะ!!!!

.............................

......................................

ทางเดินทอดยาวผ่านสวนสาธารณะร่มรื่นหลังจากที่ลงรถไฟมาหลายสถานีพอดูเหมือนกัน ไม่คิดมาก่อนว่าบ้านจินจะอยู่ย่านคนมีอันจะกินขนาดนี้ หน้าตาท่าทางที่ไม่เคยจริงจังกับอะไรและแทบจะไม่ใส่ใจกับอะไรแม้แต่ไตของตัวเองนั่นก็ไม่เคยทำให้คาเมะนึกถึงชาติตระกูลที่สูงส่งของจินเลยจริงๆ

“อีกไกลมั้ยจิน?” มือน้อยถูกเกี่ยวเอาไว้ด้วยมือใหญ่ ความเย็นของแหวนที่ถูกอีกคนเอาไปใส่มันสัมผัสอยู่ที่นิ้วก้อยของคาเมะ ให้ความรู้สึกประหลาดแต่ก็เหมือนจะยิ้มได้ตลอดเวลา

“ไม่ไกลหรอก...อมยิ้มอะไรน่ะ?” จินตอบคำถามแล้วก็ยังไม่ลืมที่จะถามกลับให้คาเมะได้หุบยิ้มลงทันตา

“เปล่า แล้วเอาแหวนชั้นไปทำไมล่ะน่ะ?” การเดินทางหยุดลงที่หน้าบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง ซึ่งให้เป็นให้ตายคาเมะก็ไม่คิดว่าคนที่ทำตัวเรื่อยเฉื่อยอย่างจินจะมาอยู่ที่บ้านหลังใหญ่โตที่มีรถจอดเป็นสิบแต่พาเค้าขึ้นรถไฟและเดินมาถึงบ้านหน้าตาเฉย แถมยังจิ้มนิ้วเข้าไปที่กริ่งหน้าบ้านนั้นอย่างไม่ต้องคิดมากอะไร และที่สำคัญ...ยังไม่ตอบคำถามคาเมะเลย

“บ้านใครเค้าน่ะ” คิ้วเรียวเลิกขึ้นถามทั้งที่จินยังไม่ยอมปล่อยมือเล็กนั้นเลย ความอุ่นจากมือใหญ่นั้นทำให้คาเมะยินดีที่จะให้จินกอบกุมมันมาตลอดทางเพราะอากาศตอนเข้าที่ยังเย็นอยู่มาก

“บ้านแม่ชั้นเองแหละ แล้วก็ที่เอาแหวนคาเมะมาใส่ก็เพราะ...อยากให้คาเมะเป็นของชั้นคนเดียว เชื่อชั้นนะ” คาเมะเองไม่ทันจะได้ตอบอะไรกลับไป เป็นเวลาเดียวกับที่คนของบ้านอาคานิชิมาเปิดประตูพร้อมด้วยเสียงต้อนรับอย่างนอบน้อม

“อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณหนู คุณแม่รออยู่ที่ห้องนั่งเล่นแล้วนะคะ” หญิงแม่บ้านออกมาโค้งต้อนรับลูกชายของเจ้าบ้านเข้าไพร้อมรายงานความเคลื่อนไหวภายในบ้านอย่างรู้หน้าที่ จนพยักหน้ารับส่งๆก่อนจะเดินเข้าไปในรั้วบ้านหลังใหญ่ ไม่ลืมที่จะรั้งมือน้อยเกี่ยวติดกันมาด้วย

“แม่อยู่แล้วยัยนั่นอยู่มั้ย?” คาเมะเดาเอาเองว่ายัยนั่นคงเป็นที่รู้กันของคนทั้งบ้านเมื่อจินเรียกหา แม่บ้านคนนั้นถึงได้ตอบกลับมาทันที

“อยู่บนห้องค่ะ” อีกครั้งที่จินแค่พยักหน้ารับแล้วเดินจูงคาเมะเข้าไปในบ้านหลังใหญ่โตจนคนที่ถูกพามาด้วยอดที่จะมองไปรอบๆ ไม่ได้ สวยจริงๆแหละ

ห้องโถงกลางเป็นห้องแรกที่จินหยุดยืนและมองเหมือนกำลังจะหาอะไรซักอย่าง ก่อนจะหันมากระตุกมือน้อยเบาๆให้เลิกสนใจรอบตัวแล้วเดินตามเข้าไปอีกห้องหนึ่ง คาเมะพบผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ที่เก้าอี้ไม้ฉลุลายบุเบาะนวมอย่างดี เบื้องหลังหนังสือพิมพ์ท่ถูกกางออก ดวงตาเรียวแต่เข้มลึก...นึกไปเองว่าเหมือนจินจังแฮะ ภายใต้แว่นตากรอบบางมองมาอย่างจับจ้องก่อนที่ใบหน้าเรียวที่ยังคงเค้าความสวยอยู่มากจะเงยเชิดขึ้นนิด แล้ววางหนังสือพิมพ์ในมือลงเพราะหมดความสนใจเปลี่ยนมาให้ความสนใจกับผู้มาเยือนในยามเช้าเช่นนี้

“มาได้แล้วเหรอ?” น้ำเสียงเรียบเย็นถามพร้อมกับปรายสายตามองมาทางจินและคาเมะที่ยืนนิ่งไม่พูดอะไร จะว่าไปลมหายใจก็แทบจะติดขัดเลยล่ะมั้ง คนอะไรทำตัวอย่างกับครูฝ่ายปกครองโรงเรียนมัธยมของคาเมะแน่ะ ดุได้อีก!

“ครับ” จินเหมือนจะไม่ได้สนใจอะไรมากไปกว่าการหาที่นั่งให้ตัวเอง ไม่ลืมที่จะรั้งมือบางให้เดินตามไปนั่งที่โซฟา ไม่ปล่อยมือยังไม่พอยังยกมือทั้งสองข้างที่เกี่ยวกันแน่นขึ้นมาวางยรหน้าขาที่ยกขึ้นไขว่ห้างเสียดิบดี จนคาเมะเห็นถึงสายตาสงสัยที่มองมาที่มือทั้งสองนั้นถึงได้พยายามจะบิดมือออก แต่เชื่อเถอะ บิดให้กลายเป็นนักแข่งมอเตอร์ไซคิ์บากก็ไม่หลุดจากมือจินหรอก แต่แค่คาเมะกัดฟันกระซิบบอกเบาๆ มือนั้นก็ปล่อยให้เป็นอิสระทันทีแถมยังมีหน้ามาเมินคาเมะไปทางอื่นอีกต่างหาก มันใช่เวลาจะมาให้ชั้นง้อมั้ยอาคานิชิ!!!!

“ปล่อยจิน...ไม่งั้นนายได้ไปนอนห้องเรียวแน่”

..........................

...............

ห้องรับแขกกว้างขวางที่ถ้าหากเป็นเวลาว่างมานั่งเล่นสบายๆ หรือเวลามีแขกมาบ้านแล้วพามาต้อนรับในห้องนี้คงอารมณ์ดีไม่หยอก แต่ตอนนี้คาเมะคิดได้แค่คำเดียวคือคำว่าโคตรอึดอัด ที่ต้องมานั่งอยู่ท่ามกลางความเงียบที่แม่ลูกเค้าสร้างขึ้น จะขยับตัวแต่ละทีก็ดูเหมือนจะยากลำบากไปหมด กลัวว่าเสียงความเคลื่อนไหวจะไปทำให้แม่ลูกเค้าสมาธิกระเทือนสร้างความหงุดหงิดให้ แล้วก็โชคดีรึเปล่าไม่ทราบได้แต่แม่ของจินที่ให้คาเมะนึกคำนำหน้าคงจะมีคำว่าคุณหญิงคุณนายติดท้ายมาด้วยอย่างไม่ต้องสงสัยก็ผินหน้ากลับมามองสบตาคาเมะให้นิ่งไปขณะที่กำลังจะอ้าปากคลายความเงียบนั้นลง

“จิน...ไปบอกเด็กให้เอาของว่างมาให้ –เพื่อน- สิ” โอ้ย...คาเมะอึดอัดจนขมับเต้นตุบๆ พูดกับจินแต่มองจิกเค้าอย่างนั้น แถมยังเน้นย้ำคำว่าเพื่อนอีก มีอะไรกับความเป็นเพื่อนของคาเมะและจินมากหรือไงกันน่ะ?!

“เดี๋ยวก็คงเอามา” จินหมายถึงว่าเดี๋ยวเด็กก็คงจะเอาของว่างมาให้ในไม่ช้า และพร้อมจะเมินหน้าหนีไปจากใบหน้าของแม่ตัวเองให้รู้ดำรู้แดง ไม่อยากมองหน้าแม่ตัวเองขนาดนั้นเลยรึไงกัน? คาเมะชักจะสงสัยว่าแม่ลูกคู่นี้เค้าไปทำอะไรกันมาตั้งแต่ชาติไหนปางไหนถึงได้แทบจะไม่มองหน้ากันอย่างนี้ จะว่าไปก็ไม่ใช่แม่ลูกหรอก จะเป็นจินเองซะมากกว่าที่พร้อมจะเมินแม่ตัวเองตลอดเวลา

“แม่บอกให้ไป...เดี๋ยวนี้” ใบหน้าเรียวที่เชิดขึ้นนั้นกดลงนิดแล้วมองผ่านแว่นสายตามาที่ลูกชายตัวเองพร้อมกับใบหน้าที่ดูเหมือนจะตึงขึ้นอีกหน่อยให้คาเมะสะกิดคนข้างตัวให้ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้ เพราะคาเมะไม่อยากอยู่กลางสงครามเย็นไปมากกว่านี้อีกแล้ว...ให้ตายเถอะ!!!...

“เดี๋ยวมานะ” คนที่คาเมะสะกิดให้ลุกหันมาย่นคิ้วใส่นิดๆ ทำหน้าตาไม่พอใจที่ถูกคาเมะสะกิดแล้วบอกเบาๆว่าเดี๋ยวมานะให้คาเมะพยักหน้ารับเบา ๆเหมือนกัน แล้วลุกออกไปจากห้องกว้างนั่นทันที

แค่คล้อยหลังจินไปไม่เท่าไหร่คนที่ออกคำสั่งกับจินเมื่อครู่ก็หันมาบอกกับคาเมะบ้างให้งงเล่น ก็นั่งกันมาตั้งนานไม่คิดจะถาม มาถามเอาตอนที่จินไม่อยู่ คาเมะก็ไม่รู้ด้วยสิว่าผู้ใหญ่ที่เนี้ยบทุกกระเบียดอย่างนี้จะรับมือได้ยังไงกัน

“มานี่สิ” เหมือนว่าดวงตาเรียวนั่นจะเบิกกว้างขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยอย่างสงสัย แต่ก็เดินไปนั่งตรงที่ว่าที่มีอยู่ไม่ไกลจากที่นั่งของเจ้าบ้านเล็กน้อย

“ครับ” ยอมรับไม่ได้ว่าแอบจะเกรงไม่น้อย มีคนเคยถามว่าตอนเจอเรียวนิ่งใส่ครั้งแรกอย่างนั้นไม่รู้สึกกลัวหรือเกรงบ้างเลยเหรอ? คาเมะตอบได้เตมปากเต็มคำว่าไม่กลัวเลยซักนิด เพราะให้ยังไงเรียวก็ยังเป็นคนที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน และตอนนั้นถึงจะมีเรื่องบาดหมางไม่พอใจเรียวคาเมะก็ไม่คิดจะสนใจอยู่แล้วในเมื่อไม่ได้สนิทชิดเชื้ออะไรด้วยเลย เพราะงั้นคาเมะเลยไม่เดือดร้อนเลยซักนิด

แต่ตอนนี้ คาเมะก็ยอมรับอย่างเต็มปากเต็มคำเหมือนกันว่าทั้งเกรงและกลัวผู้หญิงตรงหน้ามากเลยแหละ เพราะแม่ของคาเมะไม่ใช่ผู้หญิงที่เนี้ยบทุกกระเบียด และแม่ของคาเมะก็ไม่ใช่คนที่เหมือนจะมีคำนำหน้าชื่อว่าคุณหญิงเหมือนแม่ของจิน ความรู้สึกเวลาที่อยู่กับแม่ของตัวเองจึงไม่มีผุดโผล่มาเลยเวลาที่อยู่กับแม่ของจิน แค่โดนเรียกมานั่งใกล้กันก็หวั่นจนไตจะวายแทนหัวใจทั้งที่ไม่ชอบกินเค็มเลยด้วยซ้ำ

“ชื่ออะไรล่ะเรา” มือบอบบางของคุณนายอาคานิชิประสานกันบนหน้าตักของเธอแล้วเบี่ยงตัวหันมาหาคาเมะทั้งตัวก็ว่าได้

“เอ่อ...ขอโทษครับ คาเมนาชิ คาซึยะครับ” นึกแล้วอยากตายเพราะโดนเหยียบตาปลา เสียมารยาทขนาดไม่แนะนำตัวเองเลยเหรอเนี่ยเรา คงจะคิดว่าคาเมะเป็นเด็กไร้มารยาทมากพอดูล่ะถึงได้มองด้วยสายตาอย่างนั้น

“เป็นรูมเมทของจินเหรอ?” คำถามต่อมายังถูกถามด้วยน้ำเสียงคงเดิม

“ครับ” และคาเมะก็ยังตอบสั้นเหมือนเดิม

“แล้วแหวนนั่นหมายความว่ายังไง?” แหวนไหนล่ะ? สายตาลุ่มลึกของคุณนายอาคานิชิตกลงที่นิ้วก้อยข้างหนึ่งของคาเมะ คาเมะถึงได้มองตามและได้เข้าใจว่าแหวนนั่นคือแหวนที่จินซื้อมาให้วันเกิดคาเมะเมื่อตอนต้นปี

“แหวนนี่? จินซื้อให้ตอนวันเกิดน่ะครับ” มือบางแบลงตรงหน้าให้งงยิ่งกว่าเดิม

“ขอชั้นดูหน่อยได้มั้ย?” ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจอะไรมากนักแต่คาเมะก็ยินดีที่จะถอดแหวนวงนั้นให้แม่ของจินดูอย่างง่ายดาย แต่ก็ดูแค่ไม่นานก็แค่แหวนเกลี้ยงๆ ธรรมดาที่ไม่มีอะไรพิเศษ อ้อ...พิเศษหน่อยก็ตรงที่เม็ดคริสตัลใสที่ฝังอยู่ด้านในวงแหวนล่ะมั้ง ไม่เคยเห็นที่ไหนเหมือนกันที่ทำให้ข้างนอกเกลี้ยงสนิทแต่ข้างในประดับคริสตัลไว้ ตอนแรกคาเมะเองก็ไม่อยากรับไว้เพราะนึกว่าเป็นเพชร แต่พอจินบอกว่ามันคือคริสตัลถึงได้ยอมให้จินจับเอานิ้วสั้นๆของตัวเองมาสวมแหวนให้

“แหวนของจิน ให้เธอเหรอ?”

“ใช่ครับ คาเมะตอบรับพร้อมกับรับแหวนคืนมาสวมเหมือนเดิม ตอนที่แหวนวงนี้ถูกถอดออกไปอยู่บนมือแม่ของจินมันโล่งแปลกๆแฮะ หรือเพราะใส่มานานจนติดว่าจะต้องมีติดตัวติดมืออยู่เสมอกันนะถึงได้โหวงและเย็นไปถึงปลายนิ้วขนาดนี้ แต่ก็พยายามที่จะเก็บอาการไว้ให้มากที่สุด

“แต่จินบอกว่าจินซื้อมา”

“เปล่า...จินไม่ได้ซื้อ แหวนวงนั้นเป็นของจิน ชั้นให้เค้าตอนที่เค้าขึ้นม.ปลาย” แล้วบอกคาเมะอย่างนี้หมายความว่ายังไงกันล่ะ จะเอาคืน? อย่างนั้นเหรอ? แต่เดี๋ยวนะ แหวนของจิน แล้วทำไมจินต้องโกหกคาเมะว่าซื้อมาด้วยล่ะ? คิดไปคิดมาก็ให้นึกเคืองไอ้บ้าจิน...กลับไปล่ะก็คอยดูเหอะ!!!!

“คุยอะไรกันอยู่คาเมะ...แม่” มันมีหน้าเดินแชล่มเข้ามานะ ดวงตาเรียวปรายมองกะจะให้หางตามันจิ้มเข้าเบ้าให้สะดุดหน้าทิ่มเข้าซักที แล้วที่ตั้งเยอะไม่ไปนั่งต้องกระแดะมานั่งเบียดคาเมะบนเก้าอี้ตัวกลาง เดี๋ยวก็ได้แกล้งเผลอปัดมือไปโดนหน้าให้หงายซักทีสองทีหรอก

“คุยกันเรื่องความหมายของแหวนที่คาซึยะใส่อยู่” คุณนายอาคานิชิกดมุมปากยิ้มอย่างสมใจเมื่อเห็นจินหน้าตื่น นั่นยิ่งทำให้คาเมะงงหนักเข้าไปอีกว่าเป็นอะไรนักหนาแม่ลูกคู่นี้

“แม่!!! ผมบอกแล้วว่าอย่า...”

“แหวนวงนี้มีความหมายด้วยเหรอครับ?” คาเมะวางแหวนวงเดิมลงกับพื้นโต๊ะกระจกของชุดรับแขกหรูหรานั่นก่อนจะตบไปที่มือที่กำลังจะคว้ามือเค้าเอาไว้เต็มแรงจนจินสะดุ้ง

“มีสิจ๊ะ...สำคัญมากเสียด้วย” ประกายตาแพรวพราวนั่นไม่ได้ต่างจากตอนที่จินดีใจหรือสมใจเลยซักนิด เหมือนกันมากเกินไปแล้วแม่ลูกคู่นี้ แล้วถ้าถามว่าจินเจ้าเล่ห์เหมือนใครก็คงไม่พ้นว่าจะเป็นแม่ของจินเองนี่แหละ เสียวสันหลังชะมัด

“เหรอครับ...แล้วมันหมายความว่ายังไงล่ะครับ” บทสนทนาของทั้งตัวคาเมะเองและคุณนายอาคานิชิคอยจะถูกขัดด้วยจินตลอดเวลาจนต้องหันไปปรามให้รู้ซะบ้างว่าคนเค้าคุยกันอยู่จินถึงได้หุบปากลงไป

“ชั้นว่า...จินคงอยากบอกด้วยตัวเองมากกว่า เพราะงั้นเธอคิดว่าตัวเองพร้อมที่จะเป็นอย่างนั้นสำหรับจินแล้วเหรอ?” เห็นว่าคาเมะทำหน้างงเหมือนไม่เข้าใจถึงได้พูดต่อไปด้วยน้ำเสียงคงเดิม

“สำหรับอาคานิชิ ชั้นไม่ได้คาดหวังว่าคนที่คู่ควรกับลูกชั้นจะเป็นเพศไหน หลานชั้นเองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ชั้นเกิดมาในยุคที่เพศไม่ใช่เรื่องกีดขวางสำหรับการเป็นคู่กัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่จะคู่ควรกับจินจะเป็นใครก็ได้หรอกนะ...ถ้ากับแค่เรื่องความสำคัญของแหวนที่อยู่บนนิ้วตัวเองมาตลอด จนแค่เวลาถอดออกจากนิ้วไม่กี่นาทีเธอก็มือสั่นได้ขนาดนั้น ถึงเธอจะคิดว่ามันไม่สำคัญ...แต่มันก็สำคัญกับลูกชายชั้น ซึ่งนั่น หมายถึงแหวนวงนั้นมันสำคัญมาก ชั้นแค่อยากให้เธอรู้เอาไว้เท่านี้”

คาเมะไม่รู้ว่าจะตีความคำพูดยาวยืดเหล่านั้นว่าอะไรหรือยังไง เพราะความหมายที่แม่จินพูดเป็นนัยมาอย่างนั้นมันไม่ได้ต่างจากการบอกถึงความสำคัญของคนรักลูกตัวเองตรงไหน แล้วยังไง? จะหมายความว่าแหวนวงนี้ไม่ควรอยู่ที่คาเมะเพราะมันเป็นแหวนที่ควรจะอยู่ที่คนที่จินรักและรักจิน รวมไปถึงต้องเพรียบพร้อมและเพียงพอที่จะยืนเคียงข้างอาคานิชิลูกชายของคุณนายอย่างนั้นใช่หรือเปล่า?

ไอ้คนข้างๆนี้ก็เหลือเกิน ก่อนหน้านี้ล่ะสอดปากได้สอดปากดี ไม่ตีให้ปากหายเจ่อก็บุญแล้ว แต่พอตอนนี้คาเมะกำลังต้องการตัวช่วยอย่างหนักกลับมาหุบปากเงียบ โทษใครไมได้อีกนอกจากตัวเองที่สั่งให้หุบปากทางสายตาไปตอนนั้น แต่ถึงอย่างนั้นคาเมะก็อยากจะโง่ต่อไปอีกซักหน่อย

“หมายความว่ายังไงครับ?” จบคำถามคาเมะก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ จากคุณนายอาคานิชิที่กำลังลุกขึ้นยืน

“อะไรกันจิน ลูกไม่เคยบอกอะไรคาซึยะเลยเหรอไงกัน?” จินยังคงเงียบต่อไปให้คาเมะได้ขมวดคิ้วอย่างขัดใจเป็นที่สุด จนเมื่อคาเมะเบี่ยงตัวกลับมามองจินชัดๆอีกครั้งเพื่อขอคำตอบ

“กลับเถอะคาเมะ อย่าไปสนใจที่คุณหญิงแกพูดเลย” แต่จินก็ยังเป็นจินที่คาเมะเห็นว่าพร้อมที่จะเบี่ยงเบนประเด็นได้อยู่ตลอดเวลา ปลายนิ้วแข็งแตะที่ข้อศอกคาเมะแล้วเหมือนจะพาเดินออกจากห้องนั้นออกไปทั้งที่อะไรก็ยังไม่เคลียร์ซักอย่างอย่างนี้น่ะเหรอ? เสียใจ

คาเมะดึงแขนออกจากมือของจินแล้วหันมามองด้วยสายตาเรียบนิ่งเหมือนที่คาเมะขอบใช้เวลาต้องการให้จินรู้สึกและเลิกเล่นเสียที

“แม่นายกำลังพูดอยู่นะจิน...ฟังท่านบ้างสิ”

“เดี๋ยวเราไปคุยกันต่อที่หอเถอะ” ทำท่าว่าจะเข้ามารั้งแขนคาเมะอีกครั้งแต่รูมเมทคนดีคู่ชีวีของจินก็ยังไวไม่เปลี่ยนแปลง

“ชั้นคิดว่าเราอาจจะไม่ได้คุยกันที่หอหรอกนะจิน เพราะชั้นกำลังคิดว่าวันนี้ชั้นจะกลับบ้าน ขอตัวนะครับ...แล้วก็ขอโทษถ้ายังไม่ดีพอสำหรับลูกของคุณหญิง แต่ผมรับรองได้ว่าผมจะหาคำตอบที่ดีที่สุดเกี่ยวกับแหวนวงนั้นที่ผมใส่มาเป็นปีมาให้ได้ พอถึงวันนั้นผมจะมารับมันคืนในฐานะที่มันคือของของผมนะครับ”


TBC




コンテントヘッダー

::*:: body languages04::*::

::*:: body languages04::*::

หายไปนานเลยค่ะ ขอโทษด้วยจริงๆที่ไม่ได้มาต่อเลย

แต่ช่วงนี้คงมาต่อไม่ได้บ่อย(แล้งช่วงอื่นต่อบ่อย?)๕๕๕ แต่ก็พยายามมาต่อแล้วน๊า

นี่นั่งปั่นงานจนตีห้ามาสองวันแล้วอะ วันนี้เลยถือโอกาสพักผ่อนด้วยการแต่งฟิค

แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปรอดหรือไม่รอดอะนะ เป็นไงมั่งไม่รุ ชอบไม่ชอบบอกกันได้นะ

อีกไม่กี่ตอนแล้วล่ะค่ะ คิดว่าน่าจะได้เวลาที่เหมาะสมและไม่ยืดเยื้อเกินไป(กลัวไม่มีคนอ่านต่อ)

อ่านกันเถอะค่ะ



Body Languages. for who has love and who is the lover IV
ตอนที่ 4

ห้องโถงห้องเดิมที่ถูกใช้เป็นสถานที่ซ่องสุมกำลังอย่างที่โคคิเคยเรียกไว้ คาเมะเองไม่แน่ใจว่าไอ้คนตั้งชื่อมันจบม.ปลายมาจากโรงเรียนไหน...ไม่ได้อยาก รู้อะไร แต่จะไม่ส่งลูกส่งหลานไปเรียนโรงเรียนนั้น เพราะกลัวว่าจบมาจะเรียนเก่งอย่างเดียว แต่สมองทำงานไม่ครบทุกส่วน นึกไปแล้วก็ให้สงสารพ่อแม่จริงๆ เกิดมามีลูกที่อยู่คาบเกี่ยวระหว่างความเป็นอัจฉริยะกับความปัญญาอ่อน ที่ต่างกันเพียงเส้นแบ่งเท่านั้น

คาเมะเลือกที่นั่งตรงข้ามเรียวที่ยังคงนั่งอ่านหนังสือการ์ตูนให้เห็นจนชิน สายตา แล้วปฏิกิริยาเรียวก็เหมือนเดิมคือเหลือบขึ้นมามองนิดเดียวแล้วก้มลงไปอ่าน ต่อ สงสัยหนังสือเล่มนี้จะสนุกมาก...คาเมะถึงเห็นเรียวอ่านอยู่เล่มเดียว!!! ไม่เห็นจะเปลี่ยนเล่มใหม่เลย

“นายยังจำได้ไม่หมดทุกคำพูดอีกเหรอเรียว?” ใช่...คาเมะเคยถามเรียวว่าทำไมถึงได้อ่านเล่มเดียวเป็นเดือนๆขนาดนี้ คิดจะจำให้หมดทุกคำพูดเลยรึไงกัน? คำตอบของเรียวก็ทำให้คาเมะไม่อยากได้คำตอบเกี่ยวกับอะไรก็ตามจากเรียวอีก เลย เรียวตอบกลับมาว่า --ใช่สิ นายคิดว่าเสียเงินซื้อหนังสือการ์ตูนมาเป็นร้อยๆ เยนเพื่อจะอ่านรอบเดียวแล้วเก็บขึ้นหิ้งงั้นเหรอ?-- โอเค...คาเมะจะไม่สนใจเรียวว่าจะทำเหวอะไรที่ไหนอีกต่อไป

“คิดว่าอีกสองสามครั้งก็หมดแล้วล่ะ” มือเล็กท้าวคางอยู่และพยักใบหน้ารับหงึกๆ

“โคคิ!!! วันนี้จะที่ไหนล่ะ?” เสียงโยโกยาม่าตะโกนข้ามหัวเพื่อนฝูงในห้องไปเป็นสิบ ไม่เว้นแม้แต่หัวคาเมะที่นั่งอยู่

“ที่บาร์ถนนXXXไง เวลาเดิมนะเว้ย” ไอ้คนถูกถามก็มารยาทงาม เดี๋ยวปั๊ด ส่งไปเรียนที่ด่านกักกันสัตว์ซะหรอกมารยาทความเป็นคนไม่มีเลยจริงๆ!!

“เฮ้ย...วันเกิดไม่ต้องมีของขวัญนะเว้ย มีเพื่อนอยู่กินเหล้าด้วยกันพอแล้วเนอะ” จุนโนะสุเกะตะโกนอยู่ข้างหูทั้งที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องครัวดานในเพราะไป สอยของกินมาวางไว้บนโต๊ะที่มีป้ายแปะว่า “หัวหน้าแก๊ง” พระเจ้า!!! สาบานได้ว่านี่คือหอพักมหาวิทยาลัย!!??ไม่ใช่ห้องนอนโรงเรียนอนุบาลประจำ น่ะ?

ดวงตาเรียวปรายไปมองทางที่โหวกเหวกเมื่อครู่ก่อนจะเบือนหน้ากลับมา แต่เดี๋ยวนะ...วันเกิดใครเหรอ? มองหาที่พึ่งที่น่าจะช่วยไขปัญหาได้ ณ เวลานี้ ฝั่งตรงข้าม...เรียวอย่างนั้นเหรอ? ไม่ไหวล่ะมั้ง

คาเมะลังเลใจอยู่ครู่และคงจะคิดนานไปหน่อยจนเรียวเงยหน้าขึ้นมามองแล้วก้มลงไปอ่านหนังสือต่อ พร้อมกับปากที่ขยับตอบว่า...

“วันเกิดโคคิน่ะ...จินไม่บอกเหรอ?”

“ไม่นี่...แล้วจะไปฉลองที่ไหนกันล่ะ?” ถึงคาเมะจะไม่ค่อยอยู่ร่วมด้วยช่วยกันบ้าทุกครั้งทุกคราว แต่โอกาสพิเศษที่เกิดขึ้นคาเมะก็ไม่ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมหรอกนะ ก็ในเมื่ออยู่ที่นี่ อยู่ด้วยกันก็เหมือนเพื่อนร่วมบ้านกันไปแล้ว อีกอย่างก็แค่อยากจะขอบใจที่เกิดมาประสาทได้ขนาดนี้ เพราะบางทีมันก็เหมือนเป็นยาที่ทำให้คาเมะไม่เครียดเหมือนชาวบ้านในเวลาที่ ควรจะเป็น อย่างเช่นคราวที่ไปน้ำตกครั้งที่แล้ว

“ไอ้จินมันคงไม่อยากให้นายไปล่ะมั้ง”

“ทำไมล่ะ?” คาเมะยังคงสงสัยในคำพูดจองเรียวเรื่อยไป ก็พุดแต่ละอย่าง...น่าสงสัยแทบจะทุกคำ

“ก็...”

“ไอ้เรียวเว้ย!!” นากามารุตะโกนเรียกขัดจังหวะ เรียวเพียงแค่หันไปมองแล้วพับหนังสือลง

“เออ เดี๋ยวไป...ไอจินไม่อยู่เหรอ?” คาเมะพยักหน้ารับเนือยๆ ตั้งท่าว่าจะถามต่อว่าทำไมจินถึงไม่อยากให้ไป แต่เรียวก็ไม่อยู่ฟังเสียแล้ว เมื่อทำท่าว่าพร้อมจะเดินทางไปหาเพื่อนฝูงที่ยืนรออยู่หน้าปากประตู ยังไม่วาบอุตส่าห์หันมาบอกคาเมะ

“เดี๋ยวมันคงกลับมาแล้วมั้ง ไม่ได้บอกเหรอว่าไปไหน” คาเมะส่ายหน้าอีกครั้งแล้วมองเรียวเดินจากไปอย่างทำอะไรไมได้ ถ้าวันนี้มีคนมาถามอะไรคาเมะอีกจะต้องส่ายหน้าตอบหมดทุกคำถามมั้ยนะ? ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงคงคอเคล็ดแย่ แก้เครียดด้วยการเดินไปคว้าพุดดิ้งในตู้เย็นส่วนรวม เขียนป้ายติดไว้ว่าจินมากินให้สบายใจ ของจิน...ก็เหมือนของคาเมะ ไหนๆก็พูดกันทุกคนแล้ว คาเมะก็ไม่อยากให้คำพูดเป็นเพียงลมปาก...เรื่องได้ผลประโยชน์อย่างนี้ คาเมะเลยกินเป็นขวัญตาขวัญกระเพาะตัวเองซักหน่อย

ตื่นมาก็ไม่เห็นจินแล้ว...โทรหาก็ไม่เปิดเครื่อง ช่างเถอะ คนเราก็ต้องมีเวลาส่วนตัวกันบ้าง คาเมะก็ไม่บ้าจี้ไปนั่งโทรจิกทุกที่ทุกครั้งที่จินหายตัวไปหรอกนะ พุดดิ้งคำโตถูกตักออกมาค้างไว้ในขณะที่สมองคิดไปเรื่อยเปื่อย สรุปได้ในใจว่า...ไม่ควรจะคิดอะไรต่อไป ถึงได้ยกพุดดิ้งขึ้นเพื่อจะใส่เข้าปาก แต่มือก็ถูกคว้าเปลี่ยนทิศทางไปเข้าปากอีกคนที่มาใหม่

ไม่ต้องสงสัยเลยด้วยซ้ำ หันไปมองก็ไม่ต้อง คาเมะรู้ได้โดยทันทีว่าใคร... ไม่ใช่ว่ามีพลังจิตเป็นเดวิด คอปเปอร์ฟิลด์ แค่คาเมะรู้ว่าคนเดียวในหอ จะว่าไปคงเป็นคนเดียวในโลกที่กล้าเข้าถึงตัวคาเมะอย่างนี้

“เอาของคนอื่นมากินไม่ดีนะจ๊ะที่รัก” ยังมีหน้ามายิ้มตาปิด เดี๋ยวปั๊ดตบให้ตากลับแล้วหลับไม่ได้ตื่น

“ไปไหนมา?” อีกคนเดินอ้อมโต๊ะไปนั่งตรงข้ามพร้อมกับวางกระเป๋าลง คาเมะถึงได้ถามขึ้น ก็นานทีจะเห็นแต่งตัวซะพรอพฯครบขนาดนี้ แล้วก็นานทีด้วยที่จินจะมาอ้ำอึ้งเวลาตอบคำถาม ถ้าไม่แถจนสีข้างถลอกก็ตรงจนน่าถีบให้หน้าหงาย แต่ครั้งนี้อะไร...มาเอ่อ อ่า...เดี๋ยวได้ออกไปอยู่ข้างนอกเพราะคาเมะรำคาญนี่แหละ

“ตอบยากนักก็ไม่ต้องก็ได้...รำคาญ” สาบานได้ว่าคาเมะไม่ได้โกรธหรือโมโห แต่คาเมะก็แค่รู้สึกไม่อยากบังคับใครก็เท่านั้นเอง ไม่อยากตอบก็บอกมาสิว่าไม่อยากตอบ...ใครจะไปว่าอะไร มือน้อยวางช้อนเล็กลงในถ้วยที่ว่างเปล่าแล้วถอยเก้าอี้ออกเพื่อจะลุกขึ้นไป ทิ้งขยะ แต่จินก็กระเด้งตัวตามเหมือนใครเอาไฟไปช๊อตเข้าให้ จนต้องขมวดคิ้วสงสัยอีกรอบ

“คาเมะจะไปไหน!!” ถามว่าจะไปไหน อย่างกับคาเมะจะไปตายรึไงน่ะ

“เอาขยะไปทิ้ง ทำไม?นายมีปัญหาอะไรกับถังยะรึเปล่าจิน?”

“ปละ เปล่า...นายโกรธชั้นเหรอ?” วันนี้มันวันอะไรกันอีก? คาเมะจะต้องส่ายหน้าปฏิเสธอีกกี่คำถามกันเนี่ย? แล้วคาเมะก็เลือกที่จะเลิกส่ายหน้าแทนการปฏิเสธเพราะเกรงว่าถ้าส่ายหน้าตอบ ทุกคำถาม...คอคงเคล็ดแน่ๆล่ะวันนี้

“เปล่า ชั้นจะโกรธนายเรื่องอะไร?” คาเมะหมุนตัวกลับก่อนจะจิ๊ปากอย่างรำคาญใจที่เห็นจินยืนคิ้วขมวดไปมาอยู่ที่ โต๊ะตัวเดิม เดินเลยไปที่บันไดเพื่อจะขึ้นห้องไปหาอะไรทำให้หายเบื่อแต่ก็สงสาร บอกไว้หน่อยก็ดีในฐานะเพื่อนร่วมโลก

“ชั้นจะขึ้นห้องแล้ว...นายจะไปด้วยรึเปล่า?” จินพยักหน้ารับแล้วเดินตามไปจนถึงบันไดแล้วคาเมะถึงได้ออกเดิน แต่จินกลับเงียบทั้งที่คาเมะเองพยายามทำให้มันเป็นปกติ ทำให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็เพราะว่ามันไม่มีอะไรนี่แหละ แต่ทำไมจินต้องคิดมากเหมือนไปทำอะไรไว้

เมื่อประตูห้องปิดลง ความเงียบเข้าครอบคลุมห้องที่กว้างเพียงพอสำหรับคนสองคนอยู่ได้อย่างไม่อึด อัด คาเมะทิ้งตัวลงนอนหงายอยู่บนเตียงตัวเองเอาแขนรองหัวไว้ทั้งสองข้าง ดวงตาเรียวมองตรงไปบนเพดานแต่ถามคำถามออกมาให้จินได้ลงมานั่งข้างๆ กันพิงหัวเตียงเอาไว้

“นายเป็นวัวหรอจิน?” คาเมะหันมามองตามแรงยุบของเตียงเห็นว่าจินมานั่งอยู่ไม่ไกลถึงได้ขยับตัวลุก ขึ้นมานั่งพิงตัวจิน ก็จินตัวนิ่ม...ชอบ เบาะรองนั่งส่วนตัวยี่ห้อจินของคาเมะก็แสดงความสงสัยออกมาทั้งทางสีหน้าและ ท่าทางขมวดคิ้วงงงวย

“หมายถึงอะไรเหรอ?” ท่อนแขนใหญ่เอื้อมมากระชับเอวบางให้นั่งในท่าที่สบายกว่าเดิม พิงอกจินอยู่อย่างนั้น อีกมือก็กดเปิดโทรทัศน์รายการที่คาเมะชอบดู ได้ยินเสียงขอบคุณเบา ๆ ริมฝีปากเล็กก็พูดต่อให้หายสงสัย

“ก็นายกลัวชั้นโกรธอะไร? ทำอย่างกับวัวสันหลังหวะ...ไปทำอะไรมารึไงล่ะ?”

“เปล่านะ” ปฏิเสธทันทีอีกต่างหาก ให้ตายคาเมะก็คงต้องเชื่อว่าจินไม่ได้ไปทำอะไรมา

“ก็ดีแล้ว นั่นมันก็เรื่องของนาย...ชั้นไม่ได้ว่าอะไรซักหน่อย” ดูเหมือนว่าจินจะเงียบไปอีกครั้งแล้ว วันนี้เป็นอะไรของเค้านักนะ...เงียบจริงเชียว

“แล้วนายเป็นอะไร?”

“เป็นอะไร?” คาเมะไม่อยากด่าว่าจินโง่ทั้งที่เกรดเฉลี่ยสูงชะรูดหรอกนะ!! แต่...

“นายโง่เหรอจิน?...ชั้นถามว่านายเป็นอะไร? ตอบชั้นไม่ได้? ไม่ใช่วัวสงสัยเป็นควายล่ะมั้ง?!”

“อะ คาเมะ...ชั้นไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ”

“โอเค...นายไม่ได้เป็นอะไร นั่นมันเรื่องของนายแล้ว ชั้นถามเพราะชั้นห่วง คิดว่านายคงมีเรื่องกลุ้มใจอะไรซักอย่าง ที่ถามก็แค่อยากให้นายพูดออกมาเผื่อเครื่องในนายมันจะทำงานสะดวกขึ้นแล้วนาย จะได้ไม่ต้องมาทำหน้าเป็นอุ้งตีนหมีให้ชั้นเห็นอย่างนี้!! ชั้นก็ถามเพราะเหตุผลแค่นั้นจริงๆ แต่นายจะตอบหรือไม่ตอบมันก็เรื่องของนาย...ขอโทษแล้วกัน”

ร่างเล็กดันตัวออกห่างเป็นมานั่งอยู่กลางเตียงตัวเองแล้วร่ายยาวเหยียดให้จิ นได้นั่งฟัง คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นแล้วผุดลุกขึ้นจากเตียงเดินออกจากห้องทิ้งท้ายให้กับ เสียงเรียกของจินที่ตะโกนเรียกชื่อรูมเมทด้วยเสียงปิดประตูโครมใหญ่ใส่หน้า

จินจิ๊ปากอย่างไม่รู้จะทำยังไงดีกับสถานการณ์ตอนนี้...คาเมะโกรธไปไกลแล้ว น่ะสิ คราวซวยมาเยือนแล้วล่ะอคานิชิเอ๋ย...จะทำยังไงไม่ให้คาเมะไปงานวันเกิดโคคิ ดีล่ะเนี่ย? คิดไปคิดมาหาทางออกไม่เจอก็ต้องควานเอาโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกหาเรียวเพื่อน รัก แต่เสียงรับสายมันช่างทรมานได้ถึงม้ามลามปามได้ถึงหัวแม่เท้า ไอ้เวร...ตอบรับเหมือนนั่งฟังจินโดนคาเมะด่าอยู่เมื่อกี้เลยนะ

-ว่าไง...อยากโดนด่าว่าควายเหรอถึงโทรมาตอนนี้- ตอนนี้ที่ว่าคงไปขัดจังหวะการอยู่กับแฟนมันแน่ๆ ไอ้จินเอ๋ย...โง่ซ้ำซากจริงนะวันนี้ เพราะยัยนั่นคนเดียว...ป่วนซะฉิบหมด

“ไม่ต้องให้แกด่าหรอก โดนด่ามาแล้วคำนั้นน่ะ”

-แม่ด่าว่าควายมาเหรอ?” แม่ไหนไม่รู้ล่ะ แต่คาเมะด่าเห็นๆ ร่างหนานอนแผ่ไปกองอยู่บนเตียงของรูมเมทอีกครั้ง

“อย่ามัวแต่ด่าน่า...เก็บปากไว้ให้โคคิมันเอาหมาออกบ้างเถอะ”

-จะให้เค้าช่วยยังมีหน้ามาปากดี ยังไม่พูดอีกเหรอ?”

“พูดบ้าอะไรเล่า...มาถึงก็ถามว่าไปไหนมา มัวแต่อึ้งน่ะสิไม่คิดว่าจะเข้ามาเจอนั่งกินพุดดิ้งสบายใจอยู่คิดคำตอบไม่ ทันก็นึกว่าจะโกรธ...ตามขึ้นมาบนห้องยังโดนด่าอีกว่าเป็นวัวหรอ?...เหมือนไป ทำอะไรมาให้สันหลังหวะ เล่นพูดซะแทงทะลุขั้วปอดขนาดนั้น...”

ก่อนที่จินจะพล่ามถึงครั้งที่คาเมะด่าเอาไว้ว่าเป็นทั้งวัวทั้งควายเรียวก็ ตัดสินใจได้ว่าควรจะให้มันเล่ามาโดยเร็ว แน่นอนว่าไม่ใช่สิ่งสำคัญที่ว่าจินจะเปลืองค่าโทรศัพท์ บ้านมันรวยไม่เป็นไรหรอกอันนั้น แต่ที่สำคัญกว่าคือฮิโรกิรออยู่ต่างหาก

“เล่ามาซะที...ฮิโรกิรออยู่” เรียวไม่ต้องคิดว่าจินจะด่าว่าหลงแฟนจนไม่ห่วงเพื่อน เพราะจินไม่มีทางด่าอย่างนั้นแน่นอน ก็ตอนเวลามันหลงคาเมะ...ถึงจะยังไม่ได้เป็นแฟน แต่มันอาการหนักกว่าเรียวที่เป็นแฟนกับฮิโรกิไปแล้วหลายขุม

“โทรไปบอกคาเมะให้หน่อยสิ ชั้นยังไม่ได้บอกอะไรเลย เดินหนีออกไปแล้ว”

-ไม่มีปัญญาทำเองว่างั้น?-

โดนด่ากลับมาอย่างนี้จินก็โมโหเป็นนะ...วันนี้มันวันอะไรกันซวยแต่เช้า

“เออ ทำไม่ได้ รอแม่แกกลับมาก่อนสิไอ้เรียว อย่ากระเสือกกระสนมาให้ชั้นพูดกับฮิโระจังของแกบ้างก็แล้วกัน!” แหม...เรียวล่ะหมั่นไส้ อยากจะด่ากลับให้อีกซักรอบ แต่เอาไว้ก่อน รับปากไปว่าจะโทรหาคาเมะให้มัน แต่ก็ละไว้ในใจว่าไม่รู้จะได้ผลรึเปล่าล่ะนะ ใครๆก็รู้ว่าคาเมะน่ะ...ห้ามได้ซะที่ไหน รั้นพอๆกับไอ้จินนี่แหละ สมแล้วที่เลี้ยงดูปูเสื่อกันมา(?) นิสัยถอดกันมาเปี๊ยบ

........................

..............

....

“ห้ามไม่ให้ชั้นไปงานวันเกิดโคคิเหรอ อคานิชิ!”

ร่างโปร่งบางเดินเข้ามาในร้านที่เรียกได้ว่าเป็นที่ประจำของทโมนแห่งหอของ เค้าก็ว่าได้ เดินเข้ามาก้าวแรกก็มองหากลุ่มเพื่อนก็ทันที เห็นว่าป้วนเปี้ยนกันอยู่แถวเค้าเตอร์บาร์ก็เดินเข้าไปหา

“อ้าวคาเมะ!! มาได้ไงเนี่ย ชั้นนึกว่านายจะไม่มาจริงๆอย่างที่จินมันบอกซะแล้วนะเนี่ย” เสียงเจ้าของงานวันเกิดนี่แหละที่ทักมาเสียงแรก
คาเมะหันไปมองยิ้มๆ เหล่ไปอีกทางเห็นว่าเรียวนั่งอยู่ไม่ไกล คุยกับเจ้าภาพอีกสองสามคำแล้วหยิบเอาของในกระเป๋าเสื้อโค้ทตัวยาวออกมาให้

“สุขสันต์วันเกิด...นายไปสนุกกับเพื่อนนายต่อเถอะ” โคคิทำเสียงตื่นเต้นอย่างมากกับกล่องของขวัญเล็กๆที่ได้มาอยู่ในมือ ก่อนจะชูขึ้นตะโกนให้ก้องร้านว่าคาเมะให้ของขวัญ คาเมะยิ้มรับกับท่าทีที่ชอบของที่เค้าซื้อให้ สร้อยเงินเส้นใหญ่อย่างที่เห็นว่าชอบใส่ เจอก็เลยซื้อมาให้เป็นของขวัญวันเกิด แล้วเลี่ยงเดินไปนั่งถัดจากฮิโรกิไป


“มาจนได้สินะ” เรียวยกแก้วขึ้นดื่มแล้วถึงได้ทักขึ้น หันไปหาฮิโรกิแล้วแนะนำให้ได้รู้จักอย่างเป็นทางการ

“ฮิโรกิ...นี่คาเมนาชิ คาซึยะ แม่ไอจินมัน” ดวงตาเรียววาววาบอย่างขัดใจเรียวเลยต้องแก้ให้ถูกต้องตามความเป็นจริงที่ปรากฏ

“รูมเมทไอ้จินมันน่ะ” ฮิโรกิยิ้มรับแล้วแนะนำตัวให้คาเมะได้รู้จักบ้าง ท่าทางคนนิสัยดีอย่างนี้ไม่รู้ว่าไปอยู่กับคนที่มีปากเป็นสถานที่อนุเคราะห์ หมาวัยเยาว์ได้ไงนะ?

“นายคิดว่านายโทรไปบอกใครไม่ให้มาล่ะ?”

“ชั้นโทรไปเพราะมีคนบอกให้โทร แล้วชั้นก็ไม่คิดว่าชั้นจะห้ามนายได้อยู่แล้ว” ใช่ ตอนนี้ก็แค่รอ...ว่าจะได้เห็นไอ่จินซวยหรือใครอื่นที่จะซวย?

เวลาผ่านไปไม่เร็วนัก แต่คาเมะก็ยังคงนั่งดื่มไปเรื่อยๆ ไม่มีทีท่าว่าจะเมาแต่อย่างใด ก็จิบเรื่อยๆ นี่นะ ไม่ได้กระดกพรวดๆ อย่างไอ้พวกที่ยื่นแอ่นกันอยู่ข้างหลัง เพื่อที่จะรอดูคนที่กำลังรอคอย...ยังไม่โผล่หัวมาอีกเหรอ? อยากรู้นักว่าจะห้ามทำไม

ห้าทุ่มเศษ ประตูร้านที่คาเมะเฝ้ามองดูอยู่ตลอดถูกเปิดขึ้นอีกครั้งและปิดลงหลังจากที่ ร่างสองร่างของหญิงสาวและชายหนุ่มที่อายุของผู้หญิงดูท่าจะมากกว่าแต่ก็ไม่ ได้ห่างกันมากราวแม่ราวลูก หัวฟูๆแบบนั้น...สงสัยทำไมว่าใคร ยิ่งมาพร้อมเสียงเฮของเพื่อนๆ ทั้งฝูงด้วยแล้ว ยิ่งไม่ต้องสงสัยว่านั่นคือจิน รูมเมทของคาเมะแน่นอนที่สุด!!! ชีวิตนี้มั่นใจกว่าการตอบชื่อตัวเองก็ครั้งนี้แหละ

“คาเมะ...” เสียงอ่อน...เสียงอ่อย แอบเห็นว่าเหลือบไปมองทางเรียวที่เบือนหน้าหนีไปทางอื่นก่อนจะยกแก้วเหล้า ขึ้นดื่มอีกครั้ง จินเดินเข้ามาที่เค้าเตอร์เพราะเห็นเรียว แต่ไม่เห็นคาเมะเพราะฮิโรกินั่งบังไว้อยู่ อีกใจนึงก็คิดว่าคาเมะจงใจจะนั่งตรงนี้เพื่อไม่ให้ใครได้เห็นมากกว่า คิดแล้วอยากจะทึ้งหัวตัวเองให้ฟูหนักกว่าเดิม!! ไอ้จินเอ๊ย...โง่กว่าควายก็ครั้งนี้แหละ!!!

“อ้าว...ว่าไงจิน นั่งก่อนสิ” เห็นสีหน้าเหมือนพะอืดพะอมแล้วก็เหมือนจะสะใจน้อยๆ แต่ที่มากไปกว่านั้น...ผู้หญิงคนนี้ใครกัน? ท่าทางไม่เหมือนคนธรรมดาทั่วไป แถมยังควงแขนออกหน้าออกตาซะขนาดนั้น ไม่ถามก็คงไม่ใช่ที่

“ใครเหรอ?” เหมือนจินจะลำบากใจที่จะตอบเหมือนเมื่อกลางวันที่คาเมะถามว่าจินไปไหนมา ท่าทางอาการเดียวกันอย่างนั้น...เมื่อกลางวันก็คงไปหาผู้หญิงคนนี้มาสินะ เถอะ จะเป็นจะตายที่ไหนก็ช่างเถอะ ตอนนี้ขอเอาให้ตายคาฝ่าเท้าก่อนแล้วจะให้อภัยทีหลังที่ปิดกันขนาดนี้ ที่ให้เรียวโทรไปบอกว่าไม่ให้มา หรือที่เคยบอกว่าจะไม่ให้มางานวันเกิดโคคิคืนนี้ก็เพราะเรื่องนี้ด้วยล่ะสิ คิดว่าจะปิดไปจนตายงั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ!!!

แล้วคาเมะโมโหอะไร?...

“เอ่อ...”

“สวัสดีค่ะ ชั้นชื่อเคโกะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ” ท่าทางกิริยาผู้ดีขนาดนั้น มือเรียวของสาวเจ้ายื่นออกมาเพื่อทักทายให้คาเมะได้ยื่นไปจับตอบ

“สวัสดีครับ คาเมนาชิ คาซึยะครับ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน...” คาเมะยิ้มรับบางๆ เหล่ตาไปมองอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ท่าทางหงุดหงิด เป็นบ้าอะไร? รอยยิ้มเปิดเผยที่เคโกะส่งมาให้คาเมะมันก็น่ามองดีนะ น่ามองกว่า...หน้าจินที่ยืนถัดไปนั่นเยอะพอดูเลยล่ะ ก่อนที่เจ้าหล่อนจะถือโอกาสเกาะเกี่ยวเอาแขนคาเมะไปไว้ในครอบครองจนคนตัว เล็กต้องหันมามองอย่างสงสัย

“คาเมะจัง...เรียกอย่างนี้ได้ใช่มั้ยคะ? แนะนำเครื่องดื่มให้ชั้นหน่อยสิ ไม่เคยมาที่นี่เลยน่ะค่ะ” ริมฝีปากสีหวานกับคำพูดเคลือบน้ำตาลไม่ได้ดูเสแสร้งแต่ดูจริงใจทำให้คาเมะ ยิ้มรับแล้วหันไปสั่งเครื่องดื่มจากบาร์เทนเดอร์ให้กับผู้มาใหม่ด้วยความ ยินดีและเต็มใจเป็นอย่างยิ่ง เห็นจินยืนเอาลิ้นดุนแก้มเล่นเฉยๆ ไม่เทคแคร์แขกของตัวเองก็ไมได้สนใจอะไร แต่จะมาสนใจก็ตอนที่เมื่อคาเมะยืนแก้วเครื่องดื่มส่งให้ ได้ยินเสียงคนจิ๊ปากเหมือนจะรำคาญถึงได้มองหาว่าใคร...

จินคว้าแก้วไปจากมือคาเมะก่อนที่เคโกะจะได้รับน้ำใจจากหนุ่มน้อยตรงหน้า ทั้งคู่ถึงได้หันไปเอ็ดจินด้วยสายตาและคำพูด ฟังดู...ไม่รู้ว่าจะเจ็บหรือจะแสบดี

“จิน...ทำไมทำอย่างนี้ล่ะ คาเมะจังอุตส่าห์สั่งมาให้ชั้นเลยนะ” ปรายตาค้อนให้จินโครมใหญ่พร้อมกับปลายนิ้วเรียวที่เอื้อมไปหยิกต้นแขนใหญ่ ที่โผล่พ้นเสื้อแขนสั้นมาให้จินได้ทำท่าสะดุ้งสะเทือน แต่...หนังจินคงหนาเกินไปสำหรับในความคิดของคาเมะ จินถึงได้ยืนทำหน้าเมื่อยอยู่ต่อไป

“ระหว่างคำว่ามารยาทกับคำว่าทรามมันต่างกันเยอะนะจิน” ว่าเข้าให้แล้วคาเมะก็ไม่ได้สนใจที่จะรอดูความสำเร็จหรือความล้มเหลวในการ ด่าคนอย่างจิน หันกลับมายกแก้วเครื่องดื่มขึ้นดื่มต่อ

เสียงเพลงในร้านยังคงดงกระหึ่มอย่างไม่คิดจะลดหรือเบสเสียงลง ที่จริงคาเมะไม่ได้ชอบการมาอยู่ในที่แบบนี้หรอก มันอึดอัด แต่นานทีจะมาครั้งก็ไม่เสียหาย วันเกิดเพื่อนทั้งที จะออกมาให้ประสาทหูได้รับรู้เสียงเกินมาตรฐานที่กรมมลพิษกำหนดก็คงไม่แย่นัก หรอก

“คาเมะจัง...ชั้นอยากดื่มอย่างที่คาเมะจังสั่งมาเมื่อกี๊น่ะ สั่งให้ชั้นใหม่นะ” เสียงกระเง้ากระงอดทั้งมือที่มาเกาะไหล่เขาให้เอาใจ เพราะโดนขัดใจไปเมื่อครู่...ให้ตายสิ ถ้าเกิดคาเมะมีแฟนเป็นแบบนี้คงปวดหัวตาย นี่มันแค่ครั้งเดียวแล้วคิดว่าจากกันยาวหรอกนะ แต่ถ้าเป็นทุกวันทุกครั้งนี่ก็ไม่ไหว รู้สึกได้เลยว่าตัวเองไม่เหมาะที่จะเอาใจใคร แต่คงเหมาะที่จะเป็นฝ่ายถูกเอาใจมากกว่า

“ครับ” เครื่องดื่มสีเดิมถูกส่งมาอีกครั้งและจินที่ยืนเงียบเป็นไบ้มาตั้งแต่แรกก็ กำลังจะทำให้ประวัติศาสตร์มันซ้ำรอยเดิมด้วยการเอื้อมมือออกมาจะคว้าแก้ว นั้นไป แต่คาเมะก็ไม่คิดที่จะให้จินได้สมปรารถนาเป็นครั้งที่สองหรอก

“หยุด...ชั้นขี้เกียจสั่งแก้วที่สามโดยที่เคโกะซังยังไม่ได้ดื่มเลยซักอึก” สะใจนักแลที่เห็นมือขาวๆ นั่นชะงักกับที่ไปทันที

“คาเมะ...ไม่เอาน่า ชั้นไม่อยากให้ยัยนี่ดื่มก็เท่านั้นเองนะ” เออ แล้วทำไมไม่บอกดีๆล่ะวะ มาคว้าไปอย่างงั้น คนสั่งก็ขี้เกียจเป็นนะเว้ย

“ทำไมถึงไม่อยากให้ชั้นดื่มล่ะจิน มาที่แบบนี้ใครไม่ดื่มก็ไม่รู้จะมาทำไมเหมือนกันล่ะน่า” เสียงสนับสนุนคาเมะและต่อต้านจินเสริมด้วยอีกแรง

“เงียบไปเลยเธอน่ะ...บอกแล้วไงว่าอย่ามาๆๆ จะมาทำไมก็ไม่รู้ เพื่อนตัวเองหรือก็เปล่า คาเมะ...นายเองก็เหมือนกัน ดื่มเยอะเดี๋ยวก็เวียนหัวหรอก พอได้แล้วนะ”

คาเมะไม่เคยรู้มาก่อนว่าพ่อคาเมะจะมีมากกว่าหนึ่งคน ว่าคู่ควงไปคนไม่วายหันมาหาคาเมะอีกคน ให้ตายเถอะ...ทำมาเป็นห้ามคนโนคนนี้ แล้วไอ้ที่มันมีกลิ่นติดตัวกลับห้องมาทุกวันนี้มันกินน้ำผักผลไม้รวมใช่ มั้ย? ไม่ใช่เหล้า!! คิดว่าตัวเองดื่มเป็นแล้วคอแข็งอยู่คนเดียวอย่างงั้นสิ??

คาเมะเมินหน้าหนีมาอีกทาง เลื่อนแก้วเครื่องดื่มของตัวเองที่ว่างเปล่าให้กับพนักงานเพื่อเติมใหม่ แล้วก็ทันเห็นว่ามือเล็กเอื้อมขึ้นแตะที่บ่าให้จินโน้มลงมาก่อนจะกระซิบอะไร ซักอย่างที่ทำให้จินถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“ครั้งเดียวเท่านั้นนะ”

“อื้ม...”

สาบานให้กระดองแตกตายเลยก็ได้ แต่คาเมะไม่ได้คิดอยากจะเห็นหรือรับรู้อะไรในตอนนี้ซักนิด ท่าทางสนิทสนมนั่นทำให้คาเมะมองผู้หญิงคนนี้ในแง่ดีลำบากขึ้น และมันก็ไม่เป็นผลดีต่อใครทั้งสิ้น คาเมะไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น แต่ที่แน่ๆ คนที่โดนหางเลขด้วยก็คือไอ้คนที่กำลังยกแกวเครื่องดื่มที่คาเมะสั่งเมื่อ ครู่ขึ้นจรดที่ริมฝีปากอิ่มตึงเคลือบสีหวานจ๋อยนั่น โดยที่ยังทำหน้าตายเหมือนโดนบังคับแต่การกระทำเหมือนเต็มใจ ขัดใจคาเมะชะมัด!!!

ริมฝีปากบางถูกเจ้าของมันกัดเบา ๆ อย่างขัดใจ สายตาคมดุยังคงมองจ้องไปที่คนสองคนที่กำลังแสดงกิริยาหวานปานจะกลืนสำหรับคน อื่น แต่คงจะน่าเกลียดเกินจะทนสำหรับคาเมะ โอบเอวป้อนกันขนาดนั้น...ทำไมไม่ป้อนผ่านปากไปเลยล่ะ!!!!

“อร่อยจังเลยค่ะคาเมะจัง ขอบคุณนะคะ” เคโกะหันมาหาคาเมะที่มองเลยผ่านไปทางจินด้วยอารมณ์ที่ไม่สามารถระบุอะไรได้ ในตอนนี้ เรพาะมันตีกันจนวุ่นอย่างกับเข้าไปอยู่ในเครื่องซักผ้าแล้ว ระดับแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดคงจะได้ที่ที่จะทำให้คาเมะมึนได้ล่ะมั้ง ตอนนี้หัวมันถึงหมุนติ้วแล้วก็สับสนจนต้องขมวดคิ้วแน่นอย่างนี้

“ครับ...” คาเมะจะบอกว่ายินดีและดีใจที่หล่อนชอบ แต่ไม่ทันจะได้พูดเธอก็เอื้อมปลายนิ้วมาแตะคราบน้ำที่ปากบางเข้า คำพูดทั้งหลายทั้งมวลถูกริบเข้าที่ไปอีกครั้งพร้อมกับดวงตาเรียวรีที่เบิก กว้างขึ้นอย่างตกใจ

“ฮิ...ตกใจอะไรเหอรคาเมะจัง?” คาเมะกระพริบตาปริบก่อนที่โคคิจะเดินเข้ามาทักทายจินและเคโกะที่เพิ่งมาถึง ไม่นานแต่ก็ป่วนอารมณ์คาเมะได้เหมือนโดนกวนมาเป็นชาติ

“เคโกะซัง!! ดีใจจริงๆที่เจอกัน ไม่ได้เจอกันนานมากเลยนะครับเนี่ย แล้วนี่เจ้าเรียวไปไหนแล้วล่ะครับ?” โคคิถามถึงเรียวที่คาเมะเองก็เพิ่งสังเกตว่าหายไปจากโต๊ะเมื่อไหร่ไม่รู้ ได้ เคโกะส่ายหน้าตอบปฏิเสธว่าไม่รู้ โคคิเลยมองเลยมาทางคาเมะ แล้วอยู่ด้วยกัน ถ้าเคโกะไม่รู้แล้วคาเมะจะรู้ได้ยังไงใครก็ได้ช่วยบอกที ทำไมโคคิชอบมีเรื่องให้คาเมะด่าได้เรื่อย คนยิ่งอารมณืไม่อยู่กับที่อยู่ด้วย...ถามอย่างนี้แถวบ้านเรียกว่า เป็นคนที่มีความฉลาดขั้นต่ำสุดหรือเรียกสั้นๆว่าโง่นะโคคิ!!!

“ไปทางโน้นกับผมมั้ยครับ เคโกะ” โคคิชวนเพื่อนเก่า? นั่นแหละ คงเป็นเพื่อนเก่าสำหรับโคคิแต่เป็นเพื่อนใหม่สำหรับคาเมะแล้วชี้ไปทางที่ เป็นพื้นที่ว่างสำหรับให้แขกมายืนสนุกสนานกันกลางฟลอร์

“ไปด้วยกันมั้ยคะ คาเมะจัง” คาเมะพยายามจะยิ้มแล้วตอบปฏิเสธ แต่มันก็คงดูไม่ต่างจากการกระตุกริมฝีปากเท่าไหร่นักหรอก

“ไม่เป็นไรครับ”

“ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวมาคุยกันนะคะ” เธอยิ้มทิ้งท้ายอีกครั้งหนึ่ง ให้คาเมะนึกในใจว่าช่างเป็นผู้หฯงที่ดูดีทุกกิริยาจริงๆ เลยนะ ถ้าไม่นับรวมไอ้ที่ทำเมื่อกี้ล่ะก็... นึกมาถึงตรงนี้ก็เหลือบไปมองไอ้ตัวต้นเหตุที่กวนตะกอนอารมณ์ในสมองเขาขึ้นมา จนขุ่นไปหมดอย่างนี้แล้วก็คิ้วกระตุก

“เอ่อ...คะ...”

“ชั้นจะไปห้องน้ำ” ร่างเล็กลุกจากเก้าอี้หน้าเค้าเตอร์บาร์ แล้วเดินไปทางที่ป้ายชี้ว่าห้องน้ำพอดี ถึงจะโมโหแค่ไหนแต่คาเมะก็ไม่น่าลืมความหน้าด้านของจินได้เลยจริง ๆ

เท้าเล็กก้าวจ้ำอย่างไม่คิดจะรอ เสียงฝีเท้าอีกคู่ที่เดินตามมาอยู่ไม่ไกลเลยจนเมื่อประตูห้องน้ำปิดลงพร้อม กับร่างของคาเมะที่มายืนหอบด้วยความเหนื่อยจากการรีบเร่งและร่างของจินที่ แทรกเข้ามาภายในพื้นที่ที่เรียกได้ว่าเงียบที่สุดของร้าน ช่วงเวลานี้คงเป็นเวลาที่ทุกคนกำลังเพลิดเพลินได้ที่กับเสียงเพลงและเครื่อง ดื่มละลายพฤติกรรมทั้งหลาย

“ตามมาทำไม?” เพราะไม่อยากให้มันเงียบเกินไปคาเมะถึงได้ถามขึ้นก่อน

“มาห้องน้ำ” ขอบใจ ตอบได้น่าเอาฝ่าเท้าแนบหน้าชะมัด!!!

แต่พอเห็นว่าคาเมะตั้งท่าจะเดินหนีจินก็เข้าไปลากเอาคนตัวเล็กมาซุกอยู่ กับตัวได้ทันทีเหมือนกัน จินไม่รู้จะบอกว่าแปลกใจหรือไม่แปลกใจดีที่คาเมะยืนนิ่งให้จินกอดอยู่อย่าง นี้ แต่ก็ดีกว่าไม่ฟังอะไรเลยล่ะนะ

“เป็นอะไรน่ะ?”

“ใครเป็น?”

“คาเมะไง...หึงเหรอ?” หึงบ้านแกสิ!! ในใจตะโกนก้องอย่างนั้นแต่เหมือนจินจะได้ยินความในใจของคาเมะล่ะมั้งถึงได้ ขำออกมาเบา ๆ มือขาวคว้าเอามือน้อยขึ้นมาบีบเบา ๆ

“ชั้นชอบคาเมะจัง”

“อะ!!” มาพูดบ้าอะไรตอนนี้วะ ใจยิ่งสั่นๆอยู่ ไอ้เมื่อกี้ยังไม่รู้เลยว่าเป็นอะไร หงุดหงิดเป็นบ้า แต่พอเห็นว่าเคโกะแยกไปกับโคคิความรู้สึกหงุดหงิดนั้นถึงได้จางลง จะบอกว่าคาเมะหงุดหงิดเพราะเห็นจินอยู่กับคนอื่นเหรอ?

“คาเมะหึงชั้นใช่มั้ยล่ะ?” ไอ้นี่!!! ยังเข้าข้างตัวเองได้ไม่เลิกนะ

“นายรู้ได้ไงว่าชั้นหึง?” ใบหน้าเรียวเงยขึ้นถามคนตัวสูงที่ยืนพิงสะโกพอยู่ที่ขอบอ่างล้างมือแล้วกอด เขาไว้หน้าตาเฉย ไม่ต้องคิดถึงเรื่องจะหลุดออกมาจากอ้อมแขนของจินด้วยแรงของคาเมะเองเลย... ไม่มีทาง!!! ตัวไม่ต่างจากหมีขาวขั้วโลกอย่างนั้น หลุดมาได้คาเมะคงกลายเป็นนินจาเต่าก่อนแหละถึงจะสามารถ แค่เงยหน้าจะถามมันก็ยังกดเอาหัวคาเมะให้ซบลงไปกับอกกว้างแล้วลูบกลุ่มผม นิ่มเบามือ

ก็...ชอบหรอกนะ สัมผัสของจินน่ะ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาที่จะมาเพลินมือเพลินใจนะไอ้อ้วน!!!

“จิน!” แค่ชื่อคำเดียวก็คงพอจะทำให้จินเร่งปากเพื่อจะตอบคำถามเมื่อกี้ได้อยู่พอสมควร

“ก็เพราะ...ร่างกายคนเราไม่เคยโกหกไงล่ะ” คิ้วเรียวย่นเข้าหากันแน่นอย่างสงสัย “เมื่อกี้นายกัดปาก”

โอเค..ชั้นกัดปาก...แล้วไงวะ?!

“นายนี่เข้าใจอะไรยากนะเนี่ย...สงสัยต้องเปิดครอสสอนภาษาร่างกายเป็น พิเศษสองคนซะแล้วล่ะมั้ง จะได้เข้าใจชั้นเร็วขึ้นโดยไม่ต้องอธิบายไง” คาเมะรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณที่จินอยากจะสอนภาษาร่างกายให้โดยไม่คิดซักแดง เดียวด้วยฝ่ามือน้อยๆที่ตบลงบนแผงอกหนาตรงหน้าเบา ๆ แค่เสียงตุ้บเท่านั้น จินแสร้งทำหน้าเหยเกแต่ก็ยิ้มกว้างปิดท้ายอีกครั้ง

“คาเมะไม่รู้เหรอ...ว่าเวลากัดปากแล้วมองคนอื่นด้วยสายตาอย่างเมื่อกี้ น่ะ มันอาการของคนหึงนะ แล้วชั้นก็...ออกจะดีใจมากด้วยที่คาเมะหึงชั้นน่ะ” เหมือนจะอึ้งจนทำอะไรไม่ถูกทำให้คาเมะต้องมาประมวลความรู้สึกนึกคิดอีกรอบ ...จริงเหรอ? เขาหึงจิน?!

ขณะที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดมือข้างที่ถูกจินกุมเอาไว้ก็ถูกยกขึ้น มาจูบเบาๆ คาเมะไม่รู้ว่าจินไม่ได้จูบที่หลังมือเขามานานแค่ไหน และจูบที่หลังมือถูกแทนที่ด้วยจูบที่ปลายจมูกอย่างที่จินกำลังทำอยู่ตอนนี้ นานเท่าไหร่ และมือข้างนี้ที่คาเมะจำได้ว่าครั้งแรกที่เจอกันจิบก็กุมมันเอาไว้จนคาเมะ อุ่นไปทั้งมือมันผ่านไปเท่าไหร่แล้ว แต่ที่แน่ๆ ริมฝีปากอุ่นที่กดลงที่ข้างแก้มมันทำให้ตัวคาเมะร้อนวาบขึ้นมาอย่างบอกไม่ ถูกเลยทีเดียว ปลายจมูกโด่งซุกลงที่ซอกคอหอมกลิ่นอ่อนเบา ๆ พร้อมกับคำกระซิบให้คาเมะยิ่งหน้าร้อนมากขึ้นไปอีก

“คาเมะรู้ความหมายของการจูบที่แก้มรึเปล่า?” จะมาถามอะไรตอนนี้เล่า!! แค่ยืนยังจะเอาไม่รอด ใครมันจะมีปัญญาไปคิดเรื่องความหมายของการกระทำทุกอย่างอย่างนายล่ะจิน ไอ้บ้าจิน ไอ้เฮงซวย...ทำคนใจสั่นมันบาปนะเว้ย หัวใจวายตายขึ้นมาทำไงล่ะ

จินถือเอาการที่คาเมะนิ่งนั่นคือคาเมะยินยอมที่จะฟังความหมายของการกระทำ เมื่อครู่แล้ว และตอนนี้จินก็อยากจะบอกใจจะขาดจนต้องจุ๊บลงที่ปลายจมูกเล็กอีกครั้ง เลยกลายเป็นว่าคาเมะซุกหน้าอยู่กับอกจินโดยไม่ต้องมีการบังคับใด ๆ เหมือนเมื่อครู่

“ชั้นต้องการคาเมะนะ...ที่ชั้นกุมมือคาเมะเสมอมาก็เพราะว่าชั้นชอบคาเมะ นะ ชั้นชอบที่จะได้อยู่ด้วยกันกับคาเมะ...และชั้นก็ดีใจมากที่คาเมะกัดริมฝีปาก พร้อมกับมองมาที่ชั้นตอนที่พี่สาวชั้นกวนประสาทอย่างนั้นน่ะ เพราะชั้นอยากให้คาเมะหึงชั้นบ้าง แล้วตอนนี้...ชั้นก็อยากจะพัฒนาเรื่องของเราสองคนให้มันไกลกว่ามิตรภาพอย่าง ที่ชั้นบอกไว้ตอนแรกนะ”

คำพูดยืดยาวของจินทำให้คาเมะเงียบฟังนิ่งอยู่อย่างนั้น จนเมื่อจินวางมือลงบนแก้มนิ่มอีกครั้ง ริมฝีปากอิ่มที่เลื่อนเข้ามาห่างไปไม่ไกล การรอคอยจากปากที่คาเมะไม่กล้าคิดเพราะอายกับตัวเองเกินไปจนต้องแสร้งทำเป็น เบือนหน้าหนีเพราะได้ยินเสียงคนมาพอดี

จินถอนหายใจเซ็งสุดจิต ไอ้เหลี่ยม!!!จะมาเวลาอื่นไมได้รึไงวะ!!!

“เฮ้ยไอ้จิน พี่สาวมึงจะกลับแล้ว!!!” ใช่สิ เคโกะ...แม่...เมื่อกี๊จินพูดถึงแม่แล้วบอกว่าคาเมะหึงจินกับพี่สาว ผู้หญิงคนนั้นน่ะนะพี่สาวจิน!!! แม่เจ้า...มีพี่สาวสวยขนาดนั้นคาเมะก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมจินถึงหน้าตาดีได้ จนถึงปัจจุบันอย่างนี้

“แล้วทำไมนายไม่บอกชั้นตั้งแต่แรก!!!” จินเลิกคิ้วมองคาเมะที่กดเสียงถามด้วยความสงสัยที่สร้างขึ้นมาจากต่อมตอแหลที่ข้างตับ

“เรื่องอะไรเหรอ?”

“เรื่องพี่นายไง!!” มันยังมีหน้ามายิ้มเผล่ให้อีกนะ ไม่ตบให้ตายคารองเท้าแตะเหมือนแมลงสาบที่บ้านกูบุญแล้วจิน!!!

“ชั้นก็มีภาษาร่างกายที่อยากจะให้นายรู้เหมือนกันนะจิน” คาเมะยิ้มหวานให้จินถึงกับต้องงไปใหญ่ คนขี้อายอย่างคาเมะเนี่ยนะจะนิยมการใช้ภาษาร่างกายด้วยเหมือนกัน? พระเจ้า!!! ลูกล่ะรักท่านจริงๆ แอบทำท่าถองลมในจินตนาการไปคนเดียวแต่จินตนาการที่สัมพันธ์กับความรู้ตามที่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เคยบอกไว้ก็ถูกสะกัดกั้นด้วยแรงที่เหยียบลงมาบนหลังเท้าจนต้อง ปล่อยมือจากเอวเล็กให้โคคิที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาได้งง

“เหยียบเท้านาย...แปลว่าชั้นเกลียดนายชะมัดเลยจิน!!!” ขอบใจนะจ๊ะที่รัก...แต่เรื่องอย่างนี้จินไม่นับว่าเป็นภาษากายหรอกนะ ร่างบางปลิวลมไปพร้อมกับโคคิที่เดินสวนเข้ามาถึงพอดี มองหน้ากันไปมางงๆก่อนจะบอกว่าพี่สาวจินจะกลับแล้ว ให้ไปส่งด้วยแล้วจินก็พยักหน้ารับแล้วถึงได้เดินกะเผลกน้อยๆ ออกมา

ชั้นอยากรู้จัก อยากเป็นเพื่อนกับนาย

ชั้นชอบนาย

ชั้นดีใจที่ได้อยู่กับนาย

นายน่ารักมาก

ชั้นต้องการนาย...คาเมะ

ร่างน้อยที่กลับมาถึงหอก่อนใครเพื่อนก็ขึ้นห้องมาซุกอยู่ในกองผ้าห่มแล้ว ก็รู้สึกว่าเหมือนตัวเองจะเป็นไข้รึเปล่าไม่แน่ใจ...หรือว่าเป็นเพราะฤทธิ์ แอลกอฮอล์ที่ดื่มไป...แต่ก็ไม่น่าจะมากขนาดนี้ หน้ามันร้อนจนไม่รู้จะทำยังไงให้หายดีแล้ว แต่ละคำพูดของจินมันดุเหมือนจะทำให้คาเมะเขินอายได้มากขึ้นทุกครั้ง จนเมื่อได้ยินเสียงประตูห้องเปิดและปิดลงอีกครั้งคาเมะจึงแกล้งซุกหน้าลงกับ หมอนทำเป็นว่าหลับให้รูมเมทของคาเมะเห็นว่าหลับ

ร่างสูงเดินมาหยุดลงที่ข้างเตียงแล้วก็ยิ้มกับท่านอนที่ซุกหน้าลงกับหมอน แก้มขาวๆที่โผล่ออกมาพ้นกองผ้าห่มมันแดงเรื่ออย่างน่ามอง น่ารักจนชวนให้กดปากกับจมูกลงไปเหลือเกิน

แล้วจินก็ไม่ยอมให้จินตนาการเกิดเพียงอย่างเดียว...สิ่งที่จะทำให้ชีวิต มีความสุขได้ดีที่สุดคือการลงมือทำ เพราะงั้น...จินเลยหอมแก้มนิ่มนั่นโดยไม่ต้องเสียเวลามาคิดอะไรอีก

“แอบหอมแก้มน่ะ...มันก็มีความหมายเหมือนกันนะคาเมะ”
^^

ต่อตอนหน้านะคะ
Profile

Author:::shunfeng015::
Welcome to FC2

Latest Entries
Latest Comments
Latest Trackbacks
Monthly Archive
Category
Search Form
RSS
Link
Powered By FC2 BLOG

Let's start blogging!!

Powered by FC2BLOG

Add Friend Form

Add this person to blog friend