##### 17 #####
...เราช่วยได้เท่าที่ช่วยนะเคตะ เราเคยบอกแล้วว่าความรู้สึกคนเรามันก็มีขีดจำกัดที่จะรัก และพอถึงจุดนั้น...มันจะกลับกลายเป็นเกลียดได้อย่างที่สุด น้องชายเค้าคงไม่ปล่อยให้พี่เค้ากลับไปเจอกับความเจ็บปวดนั่นหรอก สัญญากับเรา...ว่าจะไม่ทำให้ชินยะเสียความรู้สึกอีก ไม่ใช่เสียน้ำตาเพราะชินยะก็เป็นผู้ชาย คนคนนั้นก็คิดว่าน้ำตาไม่ใช่สิ่งที่ช่วยอะไรได้เค้าถึงไม่เคยร้องไห้คร่ำครวญให้เคตะเห็น ไม่ใช่ไม่รัก...แต่ความรักไม่ใช่สิ่งที่แสดงออกด้วยน้ำตาเคตะ สัญญาแล้วนะ?...
ตอนนั้นเคตะพยักหน้ารับไปเพราะเค้ามั่นใจว่าจะไม่ทำให้มันเป็นอย่างนั้น และเค้าก็ต้องทำให้มันเป็นอย่างนั้นด้วยสินะ ความรู้สึกของเคตะกำลังจะกลับมาสู่เขาอีกครั้งหลังจากที่ปล่อยให้มันห่างไกลตัวมาอาทิตย์กว่า
...แค่นั้นก็มากเกินพอแล้ว...
“จะให้พี่ไปด้วยจริงเหรอ?”
ชินยะตื่นขึ้นมาด้วยคำสั่งของน้องชายที่ไปปลุกเค้าพร้อมกันร่างเล็กที่หลบอยู่ด้านหลังแต่เช้า เจตนาแน่วแน่ว่าจะให้เค้าไปดูงานด้วยกัน ความง่วงงุนมันโจมตีจนฟังไม่เป็นศัพท์แล้วก็เดินสะโหลสะเหลเข้าไปในห้องอีกครั้ง ทิ้งตัวลงบนที่นอนคลุมโปงจนมิดแล้วเรียวเฮก็เป็นคนขึ้นมานั่งบนเตียงเขย่าจนเขาไม่เป็นอันหลับอันนอนต่อลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวจนออกมาในชุดสูทสีขาวไทน์ สีเทาเรียบร้อย เดินเข้าไปหาน้องชายที่ห้องทำงานอีกคนนั่งอยู่หลังโต๊ะตัวใหญ่ด้วยสูทสีเทาทำให้ใบหน้าขาวจัดนั่นเด่นขึ้นไปอีก
“ผมล้อเล่น...พี่ไปนอนต่อเถอะ”
ตลกร้ายทั้งที่ยังไม่เงยหน้าขึ้นมาเหมือนเคยจนชินยะต้องจิ๊ปากให้อย่างไม่สบอารมณ์แล้วเดินเข้าไปนั่งตรงข้ามน้องชาย
“ทำไมต้องไป?”
“ศึกษางาน คุณตาบอกไว้”
“ไม่จริงน่ะ คุณตาไม่เคยให้พี่ยุ่งเรื่องงาน นึกครึ้มอะไรถึงได้พูดอย่างนั้น”
“ไม่เชื่อ?”
“ใช่ไม่เชื่อ...”
“ไปถามคุณตาสิ”
“อยู่ไหนล่ะ?”
“ห้องนอน”
ชินยะคิ้วกระตุกก่อนจะตบแฟ้มงานที่วางอยู่แถวนั้นลงกับโต๊ะกระจกดัง ๆ น้องเวร คุณตาอยู่ในห้องนอนก็ต้องพักผ่อนอยู่แล้วจะให้ไปถาม ไม่ด่าให้กูบุญแล้ว อย่านึกว่าจะได้ขึ้นเป็นหัวหน้าแล้วจะไม่กล้าประทุษร้ายนะ จะสั่งลูกน้องนายเนี่ยแหละยิงให้หัวแบะเลย!!
“ไปเถอะ อยากให้ไป”
เป็นอันว่าจบแค่นั้น ก็แค่อยากให้ไป...ทำไมต้องกวนประสาทด้วยเล่า!
“ไปก่อนนะ...อย่าลืมสัญญาของเราล่ะ”
ร่างเล็กบางมายืนส่งอากิระที่หน้าบ้านแตะริมฝีปากเบา ๆ แล้วพยักหน้ารับที่อีกคนบอกอย่างเรียบร้อย มือเล็กยกขึ้นลาให้ชินยะที่พยักหน้ารับแล้วขึ้นรถคันเดียวกันไป มุ่งหน้าสู่ตึกสำนักงานใหญ่ของกลุ่มที่จะใช้เป็นที่ต้อนรับ
การ์ดเข้าสำรวจพื้นที่ในลิฟต์ให้เจ้านายทั้งสองคนได้ขึ้นไปบนชั้นบนสุดของอาคาร ห้องกว้างขวางถูกจัดเป็นที่รับรองผู้มาเยือนคนสำคัญ อากิระเดินนำหน้าพี่ชายเข้าไปยังห้องทำงานส่วนตัวรอให้คนติดตามด้านนอกส่งสัญญาณว่าคู่เจรจามาแล้ว ร่างขาวสูงลุกขึ้นหยิบเอกสารให้ชินยะที่ลุกขึ้นพร้อมกัน
“อะไร?”
“เอกสารประกอบการพิจารณา”
“แล้ว?”
“ให้พี่ดู...เข้าไปก่อนนะ เดี๋ยวจะตามไป ลองอ่านดูระหว่างที่รอ ถ้าเค้าถามอะไรก็ตอบเท่าที่ตอบได้ ถ้าผมยังไม่ไปก็เซ็นชื่อไปเลย เอาตามที่เห็นว่าสมควร...”
“เดี๋ยว!!อากิระ...!”
ไม่ทันแล้ว อากิระเดินออกไปจากห้องอย่างที่ไม่ทันจะทัดทานอะไรได้ พอทำท่าว่าจะเดินตามน้องชายไปด้วยความกังวลใจก็ถูกการ์ดที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้ปราดเข้าโค้งอย่างให้ความเคารพแล้วต่อด้วยประโยคที่ทำให้เขาต้องเปลี่ยนทิศทางการเดินอย่างไม่เต็มใจนัก
“ทางโน้นรออยู่ครับคุณชินยะ”
ความประหม่าที่มีเพราะไม่เคยที่จะได้ทำอะไรอย่างนี้ทำเอาเขาก้าวขาแทบไม่ออก ก็อากิระบอกว่าเป็นการเจรจาครั้งสำคัญ แล้วไหงถึงให้เขามาทำแทนล่ะเนี่ยแทนที่จะเป็นตัวเองที่เป็นว่าที่หัวหน้ารุ่นต่อไปน่ะ นึกแล้วมันทั้งโมโหทั้งกลัว ประตูห้องกว้างถูกเปิดออกโดยคนติดตามที่ดูแลมาตั้งแต่ตอนที่อยู่ในห้องทำงานน้องชายตอนที่ไอ้เจ้าของห้องมันหายตัวไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยให้ตามเจอ
เมื่อเผชิญหน้ากับคนที่นั่งอยู่จากที่แขนขามี่แรงอยู่แล้ว...มันยิ่งหมดแรงลงไปจนแทบจะไปนั่งกองอยู่ที่พื้น แต่ก็ต้องทำเป็นมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือแล้วเดินเข้าไปนั่งตรงข้ามทั้งที่รู้ตัวว่าอีกฝ่ายจ้องมาไม่วางอย่างนี้
เงียบไปอยู่นานจนเมื่อคนติดตามก้มลงมากระซิบเรียกสติชินยะให้รู้ว่าค่อนข้างจะเสียมารยาทที่ไม่ทักทายอะไรออกไป จึงได้แต่สูดลมหายใจลึกแล้วแค่นยิ้มออกมาพร้อมทั้งยื่นมือออกไปเพื่อทักทายตามแบบฉบับสากล
“สวัสดีครับ...คุณทาจิบานะ”
“สวัสดีชินยะ”
“..................ครับ....”
แล้วก็เงียบไปอีกนาน จนเมื่อเคตะเป็นคนหยิบแฟ้มตรงหน้าขึ้นมาเปิดอ่านก่อนชินยะจึงคิดได้ว่าเขาควรที่จะรีบ ๆ ทำหน้าที่บ้าบอนี่ให้เสร็จเร็ว ๆ จะได้พ้นไปจากสภาวะน่าอึดอัดแบบนี้เสียที
“คิดว่ายังไง?กับข้อเสนอ”
ร่างสูงวางแฟ้มลงหลังจากที่อ่านได้ไปพักใหญ่ ชินยะใช้สายตาสำรวจเอกสารอย่างละเอียดอีกครั้งก่อนจะวางแฟ้มเอกสารลงบ้างแล้วเงยหน้าขึ้นมองสบสายตาคมที่จ้องมาอย่างไม่เกรงใจ เอาเถอะ...จะกลัวอะไรมากมายชินยะ แค่นี้ก็มากเกินพอแล้ว
“...ลดลงมาหน่อยดีมั้ยครับ ผมว่าทางฝ่ายผมเสียผลประโยชน์อยู่มากไปซักหน่อย ถึงคุณจะบอกว่าคุณดูแลผลประโยชน์และควบคุมอยู่ที่ญี่ปุ่น แต่การทำงานที่นี่ค่อนข้างเสี่ยงกว่า...”
“แล้วคิดว่าทางชั้นไม่เสี่ยงรึไง?”
“ทั้งสองฝ่ายเสี่ยงครับ...แต่ทางผมถ้าจะทำอะไร ที่นี่ลำบากกว่ามาก ถึงยังไงที่ญี่ปุ่นก็มีหูตาสอดส่องดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ?”
“...........มาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ครับ??”
ชินยะหูฝาดหรือทำเป็นไมได้ยินเคตะไม่รู้ เคตะเลยถามกลับไปอีกครั้ง
“มาที่ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“อาทิตย์ก่อนครับ...”
“ทำไมถึงไม่บอก?”
“ต้องบอกด้วยหรือครับ?”
“จำเป็นอย่างมาก!...”
“ผมว่าเรื่องข้อตกลงนี่เอาเป็นแฟร์ ๆ ดีกว่าครับ ผมก็ไม่อยากให้ทางคุณลำบากใจ ผมจะแล้วแต่คุณว่าจะเลือกยังไงครับ แต่ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นทางคุณต้องรับผิดชอบในส่วนของความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทางเราด้วย...ตกลงตามนี้นะครับ ขอบคุณสำหรับการเสียเวลามาวันนี้ครับ”
ก่อนที่เคตะจะไดต่อประโยคอะไรที่มันเป็นการสั่นคลอนหัวใจของชินยะมากไปกว่านี้ ร่างผิวสีน้ำผึ้งก็ขัดขึ้นจนเคตะคิ้วกระตุก พอเห็นอีกฝ่ายกำลังลุกขึ้นและก้าวเดินออกไปจากห้องนี้ก็เหมือนว่าความรู้สึกและหัวใจมันกำลังจะบินหนีไปไกลจากมือเขาอีกรอบ ทำให้ร่างสูงรีบเข้าไปคว้าเอาท่อนแขนสีน้ำผึ้งนั้นไว้ พร้อมกับเสียงอาวุธที่ถูกชักออกจากที่ซ่อนด้านในของทั้งการ์ดเคตะและการ์ดของชินยะที่ยืนอยู่รอบห้อง
ใบหน้าตื่นตระหนกด้วยไม่คุ้นชินกับอาวุธร้ายแรง คนที่ถูกกุมท่อนแขนไว้จึงหันไปสั่งให้ลูกน้องตนเองเก็บอาวุธ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีใครฟังเขาเพราะ เคตะยังแสดงอาการคุกคามเขาอยู่อย่างนี้
“ปล่อยแขน...ผมไม่อยากให้เป็นเรื่องราว”
“ก็ถ้าไม่คิดจะคุยกันดี ๆ ชั้นก็ว่าสู้มีเรื่องไปเลยดีกว่า”
“คุณ...ปล่อยครับ เราจะไม่คุยกันถ้ายังไม่มีใครฟังกันอย่างนี้”
“ก็ฟังกันหน่อยสิเล่า ชั้นก็แค่อยากคุย”
อาการอ้อนวอนอย่างไม่เคยเป็นของเคตะทำเอาชินยะหันมามองด้วยความสงสัย พยายามจะให้เหตุผลว่าเค้าควรจะใจเย็นอย่างที่สุด ไม่ควรจะทำให้เรื่องไม่เป็นเรื่องมาทำงานเสีย
“ครับ...คุยเรื่อง?”
“เรื่องของเรา”
“ขอโทษครับคุณทาจิบานะ ในตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะคุยเรื่องส่วนตัว...”
“แล้วเมื่อไหร่?”
ชินยะยิ้มให้พร้อมกับเอื้อมมือมาปลดมือหนาที่จับแขนตัวเองไว้ออกจากการเกาะกุม
“ไม่มีครับ...มันจบไปแล้ว ผมไม่พร้อมที่จะคุยอะไรตอนนี้ทั้งนั้น”
“ชินยะ!!”
“อย่ามาขึ้นเสียงกับผม...ผมบอกว่ามันจบไปแล้วก็จบ!! ผมไม่อยากจะให้คุณมารื้อฟื้นไอ้เรื่องบ้าบออย่างนั้น เรื่องที่คุณทำเหมือนผมเป็นตัวอะไรซักอย่างที่คุณเล่นได้ตามใจชอบ ผมทุเรศตัวเอง แค่นั้นคุณยังไม่พอใจอีกรึไงครับ?...ต้องการอะไรอีก? ช่วงเวลาของคุณมันหมดไปแล้วคุณทาจิบานะเมื่อก่อนคุณอยากได้อะไรคุณคงได้อย่างใจต้องการ เพราะตอนนั้นผมทำอะไรไม่ได้ ผมเกรงใจพ่อผมและแม่คุณ แต่ตอนนี้ถึงคุณจะอยากให้ผมตายลงตรงหน้าคุณก็ไม่มีทางได้อย่างหวังรับรองเลย”
“ชินยะ!!”
“ถ้าคุณยังเรียกชื่อผมอีกประโยคเดียวผมจะสั่งให้ลูกน้องผมจัดการคุณเดี๋ยวนี้เลย!”
เริ่มขึ้นเสียงมาตั้งแต่เมื่อครู่ เพราะมันจะทนไม่ไหวที่ถูกอีกฝ่ายเรียกชื่อด้วยน้ำเสียงอย่างนั้น ทั้งเว้าวอนและแกมเหมือนจะออกคำสั่ง ขัดใจตัวเองทุกครั้งที่มันจะหันไปหาคนเรียกตลอดเวลา
“ชินยะ...”
“หยุด!!”
เคตะไม่หยุดอย่างที่เขาเตือนแถมยังก้าวเข้ามาอีกก้าว ร่นระยะห่างให้เข้ามาชิดมากขึ้น ชินยะหันไปมองหน้าการ์ดคนที่พาเขามาส่งที่ห้องนี้เพียงชั่วสายตาสบกัน อาวุธมันปลาบสีดำสนิทถูกวางลงบนโต๊ะกระจกตัวใหญ่ที่เพิ่งนั่งอยู่เมื่อครู่ มือเรียวคว้ามันขึ้นมาอย่างไม่ลังเลแม้จะไม่ค่อยชินกับมัน แต่ก็ไม่ถึงกับไม่เคยใช้ ถึงยังไงแต่ก่อนเข้าก็เป็นทายาทอันดับหนึ่งการฝึกฝนไว้ป้องกันตัวก็มีกันบ้าง แต่เพราะไม่ชอบเขาเลยเลือกที่จะอยู่กับพ่อมากกว่า
ปลายกระบอกปืนส่องตรงไปยังหน้าผากของคนตรงหน้าในระยะเพียงหนึ่งเมตร แน่ว...นิ่ง
“ออกไปจากที่นี่ซะเถอะครับ การเจรจาของเราทั้งสองฝ่ายจบลงด้วยดี เรายินดีจะรับข้อเสนอของคุณทุกอย่าง แต่ก็อย่างที่บอกว่าถ้ามันมากไปคุณต้องรับผิดชอบในส่วนของทางผมถ้าเกิดการเสียหายเกิดขึ้น...ผมไม่ชอบ และไม่อยากใช้มัน ถ้าคุณไม่บังคับ”
น้ำเสียงเรียบนิ่งอย่างกับไม่ใช่ชินยะคงที่เคตะเคยสัมผัส ความอ่อน นุ่มที่เคยมีมันเหือดหายไปไหนหมดเคตะรู้ดีแก่ใจ แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ เท้าใหญ่ก้าวเข้าหาอีกก้าว เสียงแกร๊กเบา ๆ บอกว่าชินยะง้างไกปืนไว้ในสถานะพร้อมยิง เท้าใหญ่ก้าวเข้าอีกก้าวหนึ่งดวงตาคมเข้มยังจ้องลึกลงไปในดวงตาที่เคยเรียวใสไร้พิษภัย นึกโทษตัวเองมากมายที่ทำให้มันก้าวร้าวขึ้นมาอย่างนี้
“ยิงสิ”
“ออกไป...คุณ!!!”
“ชั้นบอกให้ยิง ถ้าไม่คิดจะให้อภัยกินอีกก็ยิงสิ”
ปัง!!!
แกร๊ก…
“โอ๊ะโอ๋...พี่ ใจเย็นหน่อยสิ เอาปืนมาเล่นอย่างนี้มันอันตรายนะ...อ้าวคุณทาจิบานะ ขอโทษนะครับเล่นตำรวจจับผู้ร้ายอยู่หรอ?”
เสียงปืนดังขึ้นพร้อมกับเสียงประตูที่เปิดเข้ามาในห้องกว้างที่ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะตึงเครียดอย่างถึงที่สุด ทุกคนมีอาวุธพร้อมในมือยกเว้นเพียงคนเดียวคือเคตะ แต่อากิระที่เดินเข้ามาถึงยังมีสีหน้ายิ้มแย้มได้อย่างไม่น่าให้อภัยในความคิดของชินยะ
“อากิระ!! พี่จะกลับแล้วอย่ามาทำเป็นเล่นอยู่เลย ทำหน้าที่ของนายต่อไป”
ชินยะไม่ขำกับตลกร้ายที่อากิระเล่นซักนิด ดูก็รู้ว่าน้องชายเขาจงใจแค่ไหนที่จะให้เขาได้เผชิญหน้ากับเคตะเลยตวาดไปให้ใบหน้าขาวจัดนั่นหันมามองก่อนจะเดินออกไปโดยไม่สนใจอะไรอีกต่อไป
อากิระหัวเราะนิด ๆ เดินผ่านเคตะไปที่ผนังคอนกรีตเสริมเหล็กแล้วหยิบเอาหัวกระสุนที่เจาะลึกเข้าไปในกำแพงนั่นออกมาสำรวจดู
“ชินยะฝีมือตกลงไปนะเนชิ”
หันไปปรึกษากับการ์ดคนสนิทเหมือนไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไรกับการที่คนของคากิโมโตะกล้าลั่นปืนใส่คนของทาจิบานะที่มาเจรจาเรื่องขอบเขตและส่วนแบ่งรายได้ที่ค่อนข้างสำคัญ แต่ดูเหมือนชินยะจะทำให้อะไรไม่สำคัญไปเสียหมดนอกจากตัวเอง ก็ในเมื่อคนของทาจิบานะยังชะแง้ตามองตามหลังพี่ชายเขาที่เดินออกไปพร้อมกับการ์ดอีกคนอยู่เลย
“ชั้นอยากคุยกับพี่นาย”
“ก็บอกพี่สิมาบอกชั้นทำไม?”
“...ชั้นซีเรียส ชั้นแค่อยากจะคุยกับเค้าเท่านั้นแต่เค้าไม่เปิดโอกาสให้ชั้นเลยด้วยซ้ำ ทำไมเค้าถึงเป็นอย่างนี้...”
“ถามชั้น...ถามตัวเองน่าจะรู้ดีกว่า”
“คากิโมโตะ...”
“เนชิ เราจะเชิญคุณทาจิบานะไปทานมื้อเย็นที่บ้าน เตรียมรถด้วย”
อากิระหันไปมองคนสนิทที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่แล้วกวาดตามองการ์ดของเคตะทั้งหมดที่มี ให้เอาไปหมดนี่ก็ไปยิงกันตายที่บ้านเปล่า ๆ
“จะหิ้วไปด้วยมั้ย?...แต่ไม่รับรองความเป็นความตายนะ มีแต่พวกห่วยแต่กไม่ใช่เหรอ?”
เคตะหันไปมองลุกน้องตัวเองก่อนจะสั่งให้แยกย้ายกันกลับไปเพราะมั่นใจในการรักษาความปลอดภัยของคากิโมโตะว่าจะสามารถคุ้มครองลูกกระสุนแทนการ์ดพวกนั้นได้เป็นอย่างดี
“ขอบใจ”
“อย่ามาขอบใจชั้นเลย ถ้าไม่ใช่เพราะเรียวเฮล่ะก็ นายไม่มีทางได้เห็นหน้าพี่ชั้นหรอกชาตินี้ ทำอะไรไว้นอกจากจะไม่สำนึกแล้วยังกล้ามากที่มาทำให้พี่ชั้นประสาทเสียขนาดจ่อกระบอกปืนใส่หน้าเนี่ย ถ้าไม่ใช่นายคงตายไปแล้วล่ะ”
เขาก็รู้ว่าชินยะไม่ใช่คนที่จะโมโหอะไรใครง่าย ๆ ออกจะจิตใจดีเกินไปด้วยซ้ำ จนเมื่อครู่เขาได้รู้แล้วว่าเวลาที่ชินยะโกรธมันจะมากมายขนาดไหน การเรียนรู้ชินยะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรทำ เคตะเคยคิดว่าเรียวเฮซับซ้อนแล้ว คนที่ซับซ้อนกว่าเรียวเฮคงจะเป็นชินยะนี่แหละ พูดว่าซับซ้อนคงไม่ถูก เพราะเหมือนจะไม่มีอะไรเลยจริง ๆ เพียงแต่...ใจเด็ดกว่าเรียวเฮเยอะ
ถ้าเรียวเฮแค่ตามมาตะโกนใส่หน้าอากิระว่าหัดฟังคนอื่นซะบ้างถึงแม้ว่าจะโดนปืนจ่ออยู่ตรงหน้า แต่คนที่กล้าจ่อปืนในระยะใกล้ขนาดนั้นใส่หน้าคนอื่นแถมยังยิงได้อย่างปลายกระบอกปืนไม่สะบัดซักนิดมันก็...อันตรายอยู่ไม่ใช่เหรอ..
“คุณอากิระคะ วันนี้คุณชินยะไม่ลงมารับอาหารเย็นนะคะ”
“ทำไม?”
“ไม่ทราบค่ะไม่ได้บอกเหตุผล แค่บอกว่าจะไม่ลงมารับเท่านั้นค่ะ”
อากิระพยักหน้ารับแล้วหันไปมองเคตะที่ทำสีหน้าไม่พอใจขึ้นมาอีกครั้ง
“อยากจะขึ้นไปตามเองมั้ยล่ะ? เผื่อคราวนี้พี่จะไม่พลาดเจาะตรงเข้ากลางขมับเลย”
เคตะรู้สึกหน่ายกับตลกร้ายของอากิระที่มันออกจะร้ายมากเกินไปซักหน่อย แต่มันก็ตรงมากจนไม่น่าให้อภัยเหมือนกัน
“รออยู่นี่ก่อนแล้วกัน จะตามเรียวเฮให้”
เคตะทรุดตัวลงนั่งที่โซฟาผ้าไหมเนื้อนุ่ม พิงหลังไปกับพนักแล้วหลับตาลงค่อนข้างล้า ทั้งการเดินทางและงานที่เค้ากรำมาตลอดทั้งอาทิตย์ก่อนจะมาที่นี่ แล้วไหนจะเรื่องของชินยะอีก ฟังกันหน่อยเถอะน่า...
นั่งอยู่ซักพักน้ำหนักที่กดยวบลงบนโซฟาตัวเดียวกันทำให้เคตะเงยหน้าขึ้นมองพบกับรอยยิ้มของเพื่อนที่นั่งยิ้มหวานมาให้เหมือนจะล้อ แล้วก็คิดเดาคำแรกที่จะออกจากปากอิ่มนั่นได้เลย
“ได้ข่าวว่าโดนจ่อปืนใส่หน้าเลยหรอ?”
นั่นไงล่ะ แล้วก็ไม่ต้องเดาแหล่งข่าวด้วยว่าใคร เร็วขนาดนี้ก็ไอ้คนที่มันเข้าไปเสนอหน้าให้เห็นตอนที่เขาเกือบโดนเจาะกะโหลกนั่นแหละ ยังมีหน้ามาทำเสียงโอ๊ะโอ๋ได้น่าถีบมากเชียวล่ะ
“ดีใจใช่มั้ยที่เพื่อนเกือบตายเพราะฝีมือพี่สามีเนี่ย?”
“เห...เอาอะไรมาพูดน่ะ เดี๋ยวก็ทวงบุญคุณซะหรอก”
“มาที่นี่ทำไมไม่บอกล่ะ...”
“จะได้ตามมาง้อพร้อมกันเลยรึไงล่ะ?”
“เปล่า ถ้าเป็นตอนนั้นคงมาถล่มที่นี่มากกว่า”
“ก็นั่นไง ถ้ามาแค่นั้นน่ะ อยู่ที่นั่นไปจนตายนี่แหละ แล้วเราก็ยังไม่หายโกรธเคตะด้วยที่ทำให้เรากับอากิระทะเลาะกันอย่างนั้นน่ะ เราอุตส่าห์หวังดีทำให้คนตายด้านรู้สึกตัวเสียบ้าง หนอยแน่ะ ทำเอาความหวังดีเราแทบจะทำให้เราเลิกคบกับอากิระไปเลย อย่างงี้มันน่าให้ชินยะเจาะกะโหลกจริง ๆ ซะหรอก”
“พูดมากน่า...ว่าแต่ลืมอะไรไปรึเปล่าน่ะ?”
“เอ๋...อะไร?”
นิ้วเล็กแตะที่ริมฝีปากทำท่านึกได้น่ารักน่าชังจนเคตะอดจะดีดเบา ๆ ที่หน้าผากใสนั่นไม่ได้ เสียงใสโวยวายลั่นพร้อมกับเสียงหัวเราะของเคตะที่หาได้ยากมากเมื่อยามปกติ แต่กับเรียวเฮมันไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่จะได้เล่นหัวกับเคตะอย่างตอนนี้
“ใช่สิ ได้แตะปากกับแฟนบ่อย ๆ ลืมเพื่อนไปแล้วนิ่”
“โห...เคตะงอนเป็นอย่างนี้รู้สึกเหมือนเคตะเป็นคนขึ้นตั้งเยอะแน่ะ”
เสียงหัวเราะใสดังขึ้นอีกครั้งเมื่อเคตะคว้าเอาแก้มทั้งสองข้างมากดจูบแรง ๆ เหมือนผู้ใหญ่แกล้งเด็ก จนต้องหยุดลงเมื่อเสียงกระแอมดังขึ้นให้หันไปมองแล้วคนตัวเล็กก็รีบตะกายขึ้นนั่งอย่างปกติ
“ตั้งโต๊ะเรียบร้อยแล้ว”
“อ๊ะ...ทานข้าวเถอะเคตะ”
พูดกับเคตะแหละ เคตะรู้ แต่เดินไปคล้องแขนแฟนตัวเองกระซิบเสียงอ่อนอย่างนั้น ให้ตายก็ไม่รู้เลยเรียวเฮว่ากำลังง้อแฟนเด็กขี้หึงนั่นน่ะ ไอ้เด็กเวรนั่นก็เข้าใจหึงเพื่อนกับเพื่อนจริง ๆ เลย
กำลังเดินตามหลังอยู่ดี ๆ มองลุกแมวอ้อนพ่อแมวอยู่เพลิน ๆ ไอ้คู่ข้างหน้ามันก็หยุดกึกจนเคตะเบรกตัวเองแทบไม่ทัน ก่อนหน้านั้นจะได้ว่ามือเรียวของเรียวเฮสะกิดที่ต้นแขนของอากิระ พออีกฝ่ายก้มลงมาหาเพราะคิดว่าเรียวเฮจะบอกอะไร เจ้าตัวดีเพื่อนเขาก็ชะโงกหน้าขึ้นไปจูบที่ปากอิ่มของน้องชายชินยะ
ก็ไม่ใช่อิจฉาหรอกนะ แต่คนเราห่างไปตั้งอาทิตย์มันก็ต้องการเหมือนกันแหละ แล้วท่าทางว่าอย่างเขาคงจะอีกนานเสียด้วยที่จะได้ชิมรสของคนรักตัวเอง นิสัยเสียที่เห็นคนอื่นมีความสุขมากกว่าตัวเองไม่ได้เลยต้องแกล้งกระแอมเสียงออกไปให้ปลายลิ้นที่พัวพันกันอยู่แยกออกห่าง พร้อมกับยกมือลูบท้องตัวเองเบา ๆ ให้รู้ว่าเจตนาตอนแรกที่เดินนำมาน่ะจะพาเขาไปกินข้า ไม่ใช่มาจูบกันนัวเนียให้เขาดู
“เคตะอิจฉาล่ะอากิ ฮิๆ”
เดี๋ยวเถอะเรียวเฮ...ถ้าไม่ติดว่ายังง้อไม่ได้เคตะจะทำให้ทะเลาะกันอีกรอบเลยดีมั้ย??
โต๊ะอาหารเต็มไปด้วยอาหารมากมาย ประมุขของคากิโมโตะนั่งยู่หัวโต๊ะมองมาที่ทุกคนบนโต๊ะอาหารแล้วหยุดสายตาไว้ที่เคตะก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ทาจิบานะรึ? เป็นยังไงบ้างเรื่องวันนี้”
“ดีครับ ทางคากิโมโตะยินดีที่จะรับข้อเสนอของทาจิบานะทุกประการและให้ทางเรารับผิดชอบเรื่องค่าเสียหายท่จะเกิดขึ้นถ้าเกิดความผิดพลาดอะไรขึ้นเพาะทางผมจะเรียกส่วนแบ่งหกสิบห้าเปอร์เซ็นต์ครับ”
“หกสิบห้าเปอร์เซ็นต์?...”
ใบหน้าของผู้ใหญ่หันไปมองหลานชายคนเล็กที่นั่งอยู่ข้างกันด้วยสายตาคำถาม
“เจ้าตกลงไว้อย่างนี้หรอ?...อากิระ”
อากิระส่ายหน้ากับสายตาสงสัยก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมว่าใครเป็นคนเข้าไปเจรจาเรื่องทั้งหมดของวันนี้ผู้ใหญ่จึงได้ให้คนไปตามคนเจรจาลงมา เคตะนึกขอบคุณที่อากิระบอกไปตามตรงว่าชินยะเป็นคนเข้าไปพูดเรื่องนี้
รอจนเมื่อคนที่เป็นที่ต้องการของวงสนทนามาคำแรกที่คุณตาของทั้งอากิระและชินยะพูดขึ้นคือการตักเตือนที่ชินยะค่อนข้างจะเสียมารยาทด้วยการไม่ทักทายแขกของบ้านในวันนี้ที่นั่งอยู่ข้างกันพร้อมทั้งสั่งให้คนเตรียมสำรับอีกชุดให้ทานมื้อเย็นด้วยกัน แม้จะได้รับคำตอบว่าปวดหัวก็ตามที ปลายสายตาเห็นอีกคนจ้องเอา ๆ แล้วก็นึกขัดใจ อยู่ ๆ เคตะก็ยิ้มอย่างไม่มีสาเหตุจนต้องหันไปถามว่าขำอะไร คำตอบที่ได้มามันน่า....นัก!!!
“เปล่า...นาน ๆ ทีจะเห็นทำท่าดื้ออย่างนี้”
พอ จบ จะไม่พูดอะไรอีกแล้ว มันใช่เรื่องซะที่ไหนที่ด่าทอแล้วเหยียบย่ำเค้ามามากมาย จะมาเล่นหัวให้มันตลกอย่างนี้ ใครจะไปสนุกด้วย ชินยะคนนึงล่ะที่ไม่ได้อยากเลยแม้แต่น้อย
“อาหารถูกปากมั้ยทาจิบานะ”
เจ้าบ้านถามขึ้นอย่างเอื้อเฟื้อ
“เรียกผมว่าเคตะก็ได้ครับ...อาหารอร่อยครับคุณคากิโมโตะ”
“เรียกชั้นว่าตาก็ได้ถ้าเจ้าจะไม่รังเกียจ เจ้าก็รุ่นราวคราวเดียวกับหลานชั้นทั้งนั้น ถึงจะเป็นลูกของฝ่ายตรงข้ามก็เถอะ อีกอย่างเจ้าตัวดีข้าง ๆ นั่นยังแผลงฤทธิ์ใส่ไว้เมื่อกลางวันไม่ใช่เรอะ? ทางเจ้ามาเอาเป็นเรื่องเป็นราวก็ขอบจากแล้วล่ะ”
เคตะยิ้มรับก่อนจะบอกขอบคุณเบา ๆ ที่คนข้างตัวถูกสั่งให้ตักอาหารให้เขาพร้อมกับคำขอโทษที่เจ้าตัวดูเหมือนจะเต็มกลืนในการกระทำเต็มทน ไม่อยากเลยให้ตายเถอะ!!! แต่จะขัดคุณตาที่ให้อากิระจับหนูให้ได้ก่อนเถอะแล้วค่อยทำ
มื้อเย็นจบลงด้วยการทำความรู้จักของเคตะกับประมุขของบ้านคากิโมโตะและการไถ่โทษที่บังอาจลั่นปืนใส่เคตะของชินยะ อากิระถูกเรียกให้เข้าพบด้วยเรื่องงานในวันนี้และก็คงไม่ปล่อยให้เรียวเฮอยู่คนเดียวหรืออยู่กับเคตะแน่นอน เลยเหลือชินยะที่ต้องทำหน้าที่พาแขกชมสวนตอนกลางคืนของบ้าน
ชุดเก้าอี้ริมสระน้ำถูกวางไว้ด้วยของว่างจานเล็กสองจานที่นายท่านสั่งเตรียมให้แขกพร้อมกับเครื่องดื่มเล็ก ๆ น้อย ๆ
“เชิญ...ครับ”
“ขอบใจ”
“ไม่เป็นไรครับ ถ้าจะรู้ไว้ก็คือผมไม่ได้เต็มใจแต่คุณตาท่านสั่ง”
“ขอบใจที่อย่างน้อยก็ยังมองหน้าชั้น...ชั้นรู้ว่ามันออกจะกระทันหันไปซักหน่อย และมันก็ยากที่จะให้อภัยกัน แต่ถ้าชั้นจะพูดอีกครั้งว่าชั้นระ...”
“ทานของว่างดีกว่าครับ แม่บ้านที่นี่ทำไว้ให้ อร่อยมากนะครับ”
ชินยะไม่เปิดโอกาสอีกเช่นเคย มือเรียวยกขึ้นจับส้อมเล็กสำหรับทานของว่างในจานส่งให้เคตะ อีกฝ่ายก็ดีใจหายรับน้ำใจเขาไว้อย่างยินดีแล้วยังไม่ยอมปล่อยมืออีกต่างหาก
“ผมไม่คิดว่าคุณจะอยากลองแบบเมื่อกลางวันหรอกนะครับ”
“ไม่อยากลอง...ขนมนี่อร่อยดี มีของดีทานแบบนี้ทำไมไม่ชวนกันมาอยู่บ้าง มิน่าเรียวเฮถึงไม่ยอมกลับไปญี่ปุ่น”
ชินยะไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเพียงแต่ปรายตามองมือตัวเองนิ่ง ๆ
“ชั้นขอโทษ...ถ้าคิดจะฟังเหตุผลชั้นจะอธิบายให้ฟัง”
“ผมคิดว่าผมฟังคำนี้ครั้งเดียวก็พอครับ...ครั้งเดียวก็มากเกินไป”
“ไม่คิดจะให้อภัยชั้นจริงเหรอ?”
“สิ่งที่คุณทำแต่ละอย่าง...มีอะไรน่าให้อภัยอย่างนั้นเหรอครับ?”
“ชินยะ...”
“อย่าเรียกชื่อผม”
ต้องห้ามเพราะใจมันสั่นทุกครั้งที่คนคนนี้เรียกชื่อด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน เมื่อกลางวันเขาก็เกือบจะเอาตัวไม่รอดจนต้องทำลงไปอย่างนั้น ยังนึกโล่งใจที่อีกฝ่ายไม่เอาเรื่องจนถึงที่สุดอย่างที่คุณตาบอก ไม่อย่างนั้นนึกไม่ออกเลยว่าตอนนี้จะเป็นยังไงกันบ้าง
“ที่รัก...”
“คุณ!!!!!!!!!”
ชินยะผุดลุกขึ้นยืน สะบัดมือออกจากฝ่ามือหนาแล้วจ้องหน้าอย่างเอาเรื่อง ใช้อะไรคิดว่าพูดอย่างนั้นออกมาแล้วเค้าจะดีใจหรือยอฟัง
“อย่าพูดอย่างนี้นะ ผมไม่ชอบ!!!”
“ชื่อก็ไม่ให้เรียก...ที่รักก็ไม่ให้เรียก แล้วจะให้เรียกอะไรล่ะ?”
ให้ตายเถอะ ชินยะนึกด่าอยู่ในใจ นี่คิดว่าเสื้อผ้าหน้าผมตัวเองมันน่ารักพอที่จะทำท่ากระเง้ากระงอดได้น่ารักนักรึไงกัน?! ถ้าคิดอย่างนั้นก็ขอให้อะไรก็ตามไปเข้าฝันเคตะหน่อยว่าที่คิดอยู่น่ะผิดมหันต์
“รีบทานเถอะครับ จะได้รีบกลับ ถ้ารู้จักเกรงใจคนอื่นบ้าง”
“...เกรงใจใคร?”
“คนขับรถ คนรับใช้ การ์ด ใครก็ได้ที่เค้าต้องมาคอยรองมือรองเท้าเวลาคุณก้าวไปที่ไหนก็ตามในบ้านนี้น่ะ”
“แล้วชั้นไปรบกวนเค้าตรงไหนกัน? ก็อยู่กับนายแค่สองคน”
อย่าย้ำนักได้มั้ยวะว่าอยู่กันสองต่อสองน่ะ ปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว ตีมาแต่ละประโยคแทบจะหาทางหนีไม่เจอ หาทีรอดไม่ได้นี่น่ะ
มือใหญ่เอื้อมเข้าไปคว้ามือเรียวที่วางอยู่บนโต๊ะอีกครั้งและครั้งนี้เคตะไม่คิดจะปล่อยแม้ว่าแรงขืนดึงจะมีมากแค่ไหนก็ตาม แรงที่เคตะกดมือเรียวนั้นลงกับพื้นโต๊ะมากพอที่จะทำให้ชินยะทำเมินไปทางอื่นเพราะขืนให้หลุดออกมาไม่ได้ ปลายนิ้วแข็งแตะลงบนฝ่ามือนุ่มเป็นตัวอักษรภาษาต่างชาติสี่ตัว ไม่ใช่คำที่เคยเขียน ไม่ใช่คำเดียวกับที่เรียวเฮเคยเขียน แต่เป็นคำที่เคตะเคยบอกเขาต่างหาก พอมาถึงตอนนี้มันก็โมโหจนแทบจะหยุดตัวเองไว้ไม่อยู่
“กล้าดียังไงถึงกล้าเขียนคำนี้อีกครั้ง!?”
ชินยะกดเสียงลงต่ำมองปลายนิ้วที่ลากไล้บนฝ่ามือเบา ๆ อย่างอดทน
“ชั้นแค่อยากบอก รับฟังมันอีกซักครั้งเถอะชินยะ...ชั้นรักนาย”
สาบานก็ได้เอ้าว่าชินยะไม่ได้อยากทำตัวเป็นนางเอกอย่างตอนนี้หรอก แต่จะให้ทนนั่งฟังคำง้อของเคตะเหมือนพระอิฐพระปูนโดยไม่โมโหน่ะ ใครทำได้ชินยะให้เหยียบหน้าเลยเถอะ
ร่างเปรียวลุกขึ้นเดินตัดไปที่สวนที่จะเข้าไปหลังบ้านกำลังจะตะโกนเรียกให้คนส่งแขก แต่ไอ้แขกนั่นก็ดันตามเขาเข้ามาเร็วอย่างกับปรอทคว้าแขนเอาไว้แล้วดันให้อีกคนชิดกับต้นไม้ใหญ่
“ฟังกันซักทีได้มั้ย...ชั้นไม่อยากจะให้กำลังกับนายหรอกนะชินยะ”
“ก็ใช้มาเยอะแล้วนี่ครับ”
“.........!!!!”
เคตะสบถไม่เป็นถ้อยเป็นคำนักเมื่อร่างในฝ่ามือกำลังดิ้นรนจะไปจากเขาให้ได้ในตอนนี้ ได้ยินเสียงจิ๊ปากอย่างไม่สบอารมณ์แล้วก็นึกในใจ ถ้ามีปืนในมืออย่างเมื่อกลางวันป่านนี้เคตะคงกะโหลกพรุนไปแล้วล่ะ
“ชั้นขอโทษ...ตอนนั้นชั้นไม่รู้ว่าตัวชั้นรู้สึกยังไง เรียวเฮเป็นคนบอกให้ชั้นพูดคำนั้นทั้งที่ตัวชั้นยังไม่รู้ แต่คนอื่นกลับรู้ว่าตัวชั้นรู้สึกยังไง แล้วเรียวเฮยังเป็นคนบอกอีกว่านายก็...รัก...ชั้นเหมือนกัน ตอนนั้นชั้นไม่เชื่อ ชั้นไม่คิดว่าความรักที่เกิดจากความเจ็บปวดมันจะเป็นไปได้ยังไง ทำให้ชั้นไม่เชื่อเลยซักนิดว่านายจะรักชั้น โอเค...มันอาจจะฟังดูแย่ แต่ช่วยรับรู้หน่อยเถอะว่าหลังจากที่ชั้นรู้ว่านายลาออกจากมหาวิทยาลัย มันแย่แค่ไหนที่มารู้ตัวเองตอนที่นายคิดจะตีจาก ชั้นทำทุกอย่างที่คิดว่ามันจะทำให้นายอยู่กับชั้นได้ แต่มันก็ไม่ใช่ทางที่ถูก ชั้นมันโง่ที่ไม่เคยทำความเข้าใจตัวเองและคนอื่นมาก่อน มันเป็นเรื่องที่แย่ที่สุดของชั้น ถ้าตอนนี้ยังไม่อยากจะรับความรู้สึกชั้นเหมือนเดิม ก็ขอให้รู้ไว้แค่นั้น...ว่าชั้นรักนาย”
คำอธิบายยืดยาวออกจากริมฝีปากบางชินยะอึกอักอยู่กับพันธนาการสองสามครั้ง แรงที่รัดรึงเมื่อครู่ก็อ่อนยวบลงจนหลุดออกมาได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ เห็นอีกคนเลียริมฝีปากอย่างหาทางออกแล้วก็เมินหน้าไปอีกทาง ใจมันให้ไปกับเคตะตั้งแต่ตอนที่คำพูดแรกหลุดออกมาจากปากคู่นั้นแล้ว ตอนแรกแทบจะไม่เหลือความไว้ใจเลย แต่ให้คิดตามที่เรียวเฮพูดก็ถูกนั่นแหละ คนอย่างเคตะ...ถ้าไม่รักไม่ชอบไม่ตามมาถึงที่นี่พร้อมกับภาระบนบ่าหนักอึ้งหรอก หาใหม่ง่ายกว่าเยอะ แล้วทำไมถึงต้องตามมา... นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เค้ายอมรับความรู้สึกจากเคตะอีกครั้ง
อีกเหตุผลหนึ่งคือความรู้สึกของตัวเองที่มันเรียกร้องให้ไว้ใจ เชื่อใจ และเค้าก็หวังว่าครั้งนี้มันจะไม่ทำให้เค้าต้องเจ็บอีกครั้งหรอกนะ
ใจเต้นระทึกเมื่อนึกคำพูดที่จะเอ่ยออกไปกับคนตรงหน้า
“โอกาสครั้งนี้...ครั้งสุดท้ายสำหรับคุณ เพราะผมไม่อยากให้มันเป็นเพียงแค่ความรู้สึกที่หลุดออกมาจากปากของคุณพล่อย ๆ เหมือนเมื่อก่อน วันนี้...ตอนนี้ผมไม่พร้อมที่จะรับรู้มันจริง ๆ ขอเวลาผมหน่อย เพราะสิ่งที่คุณทำกับผมมันมากเกินไป...ได้มั้ยครับ”
เคตะรั้งร่างตรงหน้าเข้ามากอดแน่น ๆ แล้วผละออกก้มลงมองใบหน้าเรียวที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่เพียงแค่ทำท่าว่าจะก้มลงไปหาริมฝีปากบางที่ลอยยั่วอยู่ตรงหน้าแต่อีกคนก็เบือนหลบอย่างจงใจ ริมฝีปากร้อนเลยได้แต่กดจูบที่แก้มอุ่นแทน เคตะเลยแกล้งย้ำลมหายใจสูดกลิ่นเนื้อนวลเข้าลึกจนสุด เผลอไถลซุกลงไปที่ซอกคอทั้งที่ฝ่ามือทั้งสองข้างของชินยะพยายามดันที่หน้าอกเขาไม่หยุด กลีบปากร้อนเผยอขบฟันที่ซอกคอสีน้ำผึ้งจนอีกคนตีแรง ๆ ลงบนหน้าอกถึงได้ผละออกมามองผลงานที่แดงเรื่ออยู่ที่ต้นคอ
“ไม่ใช่วันนี้...แต่พรุ่งนี้ชั้นจะมารอคำตอบนะชินยะ”
คืนนั้นชินยะให้เรียวเฮและอากิระเป็นคนส่งแขกที่เขาออกปากไล่ด้วยตัวเองเมื่อคุณตาถามว่าจะค้างหรือไม่ ให้ตายเถอะ...ถ้าคุณตาให้เคตะค้างที่นี่จริงเขาคงได้ให้คำตอบเคตะ ไม่ใช่สิ...เคตะคงบังคับเขาตอบคำตอบเมื่อครู่คืนนี้แน่ ๆ ทีเดียว
ก่อนนอนชินยะนอนนึกนั่งนึกถึงสัมผัสที่เคตะฝากเอาไว้แล้วบอกว่าเช้าวันรุ่งขึ้นจะมาทวงคำตอบ
เช้าวันรุ่งขึ้นแขกของคากิโมโตะเมื่อวานวันนี้แล่นโร่มาแต่เช้าตรู่จนเจ้าบานอย่างอากิระยังอดจะเหน็บไม่ได้
“มาแต่เช้า ใครเชิญไม่ทราบ”
ถึงจะต่อท้ายด้วยคำว่า (วะ) เบา ๆ ท้ายประโยคแล้ว แต่เรียวเฮก็ดันหูดีพอที่จะได้ยินจนบิดเข้าที่สีข้างแรง ๆ ให้โอ้ยออกมาดัง ๆ
“เคตะมาหาชินยะเหรอ เดี๋ยวเราให้คนไปตามให้นะ”
“ขอบใจเรียวเฮ มีน้ำใจอย่างนี้สมแล้วที่เป็นเพื่อนชั้น อย่าใจร้ายอย่างใครบางคน ใจร้ายทั้งพี่ทั้งน้อง”
ไม่รู้ว่าเคตะแกล้งประชดให้อากิระใช้หางตาทิ่มแทงหรือจงใจให้คนที่กำลังเดินลงมาได้ยินกันแน่ แต่ไม่ว่าอย่างไหนมันก็ชวนให้หาอะไรปาใส่ได้ทั้งนั้น มันด่าที่เล่นทั้งพี่ทั้งน้องอย่างนี้เดี๋ยวมีทวงพี่คืนกันมั่งแล้วจะขำไม่ออกทาจิจัง
“อ้าวชินยะมาพอดี...เคตะมาหาแน่ะ”
“ไม่ต้องเข้าข้างกันขนาดนั้นก็ได้น่ะเรียวเฮ พี่ชั้นยังไม่อยากแต่งเข้าบ้านใคร”
ป้าบ!! เอ๊ะเสียงอะไร??
“ทำไมต้องลงไม้ลงมือด้วยเรียวเอ มันเจ็บนะ...มานี่เลย”
ว่าแล้วก็ลากรุนร่างเล็กให้เดินเข้าไปด้านในตัวบ้านปล่อยให้พี่ชายเผชิญหน้ากับผู้มาเยือนคนเดิม
“คำตอบล่ะ?”
“....................”
“ชินยะ...”
“เราไปเดินเล่นกันเถอะครับ”
แล้วชินยะก็เดินนำออกมาที่สวนกว้างตอนเช้าของวัน ตรงเข้าไปที่เรือนเพาะเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่กลางสวนกว้าง เคตะมองดูอีกคนที่เดินมาด้วยกันจัดแจงใส่ถุงมือเดินไปหยิบกรรไกรตัดกิ่งมาแล้วตัดก้านของดอกไม้ดอกโตแล้วส่งให้เขา จากนั้นก็จัดแจงเก็บเครื่องมือตัดกิ่งเข้าที่เหมือนเดิมแล้วเดินออกมา
“อะไรน่ะชินยะ?”
“คุณทาจิบานะ...”
“เคตะ ชั้นจำไม่ได้แล้วว่านามสกุลตัวเองคืออะไร อย่าเรียกยาว ๆ เลย ไม่เหนื่อยบ้างเหรอ?”
“ครับ...คุณเคตะ ถ้าให้บอกตรง ๆ ผมก็ไม่เชื่อหรอกนะครับว่าคุณไม่รู้จักดอกไม้น่ะ”
เถอะ เคตะจะทำลืมคำนำหน้าที่ชินยะใช้เรียกก็แล้วกัน
“ก็รู้ว่ามันคือดอกทานตะวัน แต่...ให้ชั้นทำไม?”
“ดอกทานตะวันเป็นสัญลักษณ์ของความอดทนนะครับ”
“แล้ว...?”
“ก็ผมอยากให้คุณเคตะอดทนรออีกนิดน่ะครับ...”
“ได้ยังไงชั้นไม่ยอมหรอก!”
ทำท่าจะโวยวายขึ้นมาชินยะก็โผเข้าหาปิดปากเคตะอย่างเร็ว สองมือทาบปิดบนปากอุ่นของเคตะแล้วเอ็ดเสียงเบา
“เสียงดังทำไมกันคุณ!!”
เคตะไม่พูดอะไร เงียบแล้วจ้องดวงตาใสที่อยู่ใกล้แค่ลมหายใจรดกัน ก่อนที่ชินยะจะเด้งตัวหนีและรีบผละมือออกจากปากอุ่นนั้น แต่เมื่อถอยออกมาก็โดนกักไว้ในวงแขนเสียแล้ว
“รักกันเถอะนะ...ชินยะ”
ออกจะง่ายไปซักหน่อยที่ง้อเมื่อวานแล้ววันนี้จะคืนดีกันเลย แต่ชินยะก็แค่ไม่อยากให้เวลาแห่งความสุขมันหมดไปนานกว่านี้ก็เท่านั้น แค่ให้พอรู้สึกตัวว่าเวลาที่ห่างกันไปมันรู้สึกทรมานมากแค่ไหน ชินยะก็แค่อยากให้เคตะได้สัมผัสกับความรู้สึกอื่นบ้าง...ไม่ใช่แค่ความรู้สึกที่เป็นเพียงแต่ผู้ชนะอย่างเดียว อย่างน้อยให้ชีวิตนี้เคตะรู้สึกว่าได้พ่ายแพ้ให้เค้าบางสักครั้งก็ยังดีแหละนะ
“เดินทางดี ๆ นะพี่ ถ้าไม่พอจะไรเมื่อไหร่กลับมาได้เสมอเลยนะผมรอรับอยู่ หรือจะให้ส่งไพรเวทเจ็ทไปรับก็ได้นะ ไม่ว่ากันอยู่แล้ว”
ไม่ต้องหันไปมองชินยะก็คงเห็นว่าคนข้างหลังเขาคงถลึงตาใส่น้องชายเขาจนตาแทบถลนเป็นแน่ ก่อนที่จะเกิดสงครามขึ้นนางฟ้าก็ต้องห้ามทัพเสียก่อน เรียวเฮเดินมาจากตรงทางเข้าเพราะกลับไปเอาของที่รถ ชะโงกหน้ามาจากด้านหลังของอากิระยิ้ม ๆ
“เล่นอะไรกันน่ะ ดูทำหน้าทำตาสิ ฮะๆ”
มือเล็กสอดเข้ากอดพุงนิ่มของคนรักก่อนจะโดนดึงให้มาอยู่ด้านหน้า
“เดินทางดี ๆ นะชินยะ เคตะ รักกันนาน ๆ นะ”
“ไม่ต้องห่วงคนอื่นหรอกน่า ห่วงตัวเองดีกว่า...สาวอิตาลีน่ะร้ายจะตายนะเรียวเฮ”
“ฮิ...ถ้าจะแพ้แค่สาวอิตาลีล่ะก็ ไม่ถ่อมาถึงอิตาลีหรอกน่าเคตะ”
“ประกาศเรียกแล้ว...ไปเถอะ โชคดีนะ สำหรับนาย...ถ้าเล่นของเล่นอย่างไม่ถนอมอีก คราวนี้พ่อจะยิงให้กะโหลกพรุนเลยไอ้เด็กเวร”
อากิระที่เหมือนจะกอดลาเคตะอย่างลูกผู้ชายกระซิบคำลาส่งท้ายให้ได้แยกเขี้ยวใส่กันอีกหน่อยพอเป็นกระไส แล้วก็จากกันด้วยดีแต่ไม่วายจะเห็นอีกฝ่ายโดนคนรักตัวเล็กตีที่แขนแรง ๆ ถามว่า...หาเรื่องเคตะอีกแล้วใช่มั้ย...
เป็นครั้งแรกที่เคตะคิดว่การมีเพื่อนเป็นเรียวเฮก็ปกป้องเค้าได้เหมือนกันสินะ ส่ายหน้ากับตัวเองแล้วนึกยิ้มในใจ นึกมาถึงตอนนี้แล้วก็ดีใจที่คนข้างตัวเขายอมให้อภัยและจิตใจดีขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่ชินยะที่มีอากิระเป็นน้องชาย ชีวิตเขาก็คงพบแต่สิ่งที่เรียกว่าชัยชนะ ไม่ได้ประสบกับคำว่าแพ้และล้มเหลว แต่คำเดียวที่จะไม่เจอในความคิดของเคตะเลยก็คือคำว่า “ท้อแท้” เพราะเคตะไม่เคยท้อเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการมา แต่จะด้วยเหตุผลอะไรนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง และในส่วนของชินยะมันก็คือ...ความรัก...
“ยิ้มอะไรคนเดียวครับ?”
ที่นั่งชั้นพิเศษสองที่ข้างกัน ร่างโปร่งผิวสีแทนตะแคงข้างมามองอีกคนอย่างสนใจในรอยยิ้มบนใบหน้าที่ได้เห็น ก็นาน ๆ ทีเคตะจะยิ้มกับเขานี่นา
“เปล่า...นอนเถอะ อีกนานกว่าจะถึง”
“ครับ”
มือใหญ่สอดเข้าประสานที่มือเรียวแล้วกระชับกุมไว้อย่างนั้นไม่ปล่อย ความอบอุ่นที่ซึมผ่านฝ่ามือหนามาให้ความรู้สึกดีจนเกินบรรยาย เปลือกตาพริ้มหลับลงอย่างสบายใจ ครั้งแรกที่ได้อยู่ใกล้เคตะมากขนาดนี้เพิ่งรู้ว่ามันเป็นความสุขอย่างมากที่ไอยู่ข้างคนที่รักในฐานะคนรัก
รอยนต์คันใหญ่ของตระกูใหญ่ของญี่ปุ่นแล่นเข้าจอดตรงบันได้บ้านหลังใหญ่หลังจากไปรับทายาทของตระกูลจากสนามบิน นายหญิงของบ้านออกมาต้นรับลูกชายอย่างดี ไม่ทันสังเกตว่ามีอีกคนที่นั่งมาด้วยกัน
“อ้าว...ชินยะ ทำไมมาด้วยกันล่ะลูก??”
“ก็ชินยะเป็น...”
“เจอกันโดยบังเอิญน่ะครับ พอดีผมว่าจะกลับมาเยี่ยมคุณพ่อแล้วก็จะมาดูเรื่องเรียนต่อที่ด้วยน่ะครับ”
“อ้าว...ดีจังเลยลูก แม่นึกว่าบ้านจะเงียบเพราะเหลือแต่เคตะคนเดียวเสียอีก”
“ครับ...ผมจะกลับมาอยู่เป็นเพื่อนนะครับ”
ชินยะเขาไปสวมกอดแม่เลี้ยงอย่างยินดีที่จะได้อยู่เป็นเพื่อน ให้ถึงอย่างไรแม่ของเคตะก็ดีกับเขามากเช่นกัน ไม่ยากอะไรถ้าจะให้ความเคารพและรักเหมือนแม่แท้ ๆ
“ขึ้นไปพักผ่อนนะลูก อ้อ พักห้องพี่ก่อนได้มั้ยจ๊ะ กลับมาไม่บอกไม่กล่าวอย่างนี้แม่ไม่ได้ให้คนทำความสะอาดห้องไว้นะคะ”
“ไม่เป็นไรครับแม่ นอนห้องผมนี่แหละ...”
จะนอนตลอดไปก็ไม่ว่าอะไรด้วย
...............
.........................
ประตูห้องนอนปิดลง ห้องนอนของเคตะที่ทำให้นึกไปถึงวันแรกที่ได้เข้ามาอยู่ที่บ้านหลังนี้ วัน
แรกที่โดนเหยียบย่ำด้วยคนตรงหน้า แล้วตอนนี้สถานภาพที่เปลี่ยนแปลง ความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ทำให้เขาแทบจะไม่รู้สึกถึงความเลวร้ายในวันนั้นเลยก็ว่าได้
ไม่ใช่คนเจ็บแล้วไม่จำ แต่เคตะสัญญาว่าจะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก...เขาจะเชื่อ แต่ถ้ามันเกิดขึ้นอีก
ถึงตอนนั้นเขาก็ควรจะเชื่อตัวเองว่ามันไม่ควรจะดำเนินต่อไปด้วยความรู้สึกที่เรียกว่าคนรัก ถึงตอนนั้นเขาก็คงเข้มแข็งพอที่จะยอมรับว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมระหว่างเขากับเคตะอีกต่อไป
“คิดอะไรอยู่หืมม์?”
แก้มสีน้ำผึ้งถูกกดจูบด้วยปลายจมูกโด่งและปากอุ่นไม่ตั้งตัวจนต้องก้าวถอยหลังจนแผ่นหลังแนบกับประตูที่เพิ่งถูกปิดลงเมื่อครู่ ร่างโปร่งถูกกักอยู่ในวงแขนแข็งแรงและพื้นที่จำกัดจำเขี่ยเหลือเกินที่จะขยับตัว แค่จะส่ายหน้าตอบว่าไม่ได้คิดอะไรปลายจมูกมันก็ชนกับปลายจมูกของอีกคนซะแล้ว
“เปล่าครับ”
“แล้วยิ้มอะไรคนเดียว”
กำลังจะอ้าปากตอบว่าเปล่าเหมือนเคยแต่ริมฝีปากอุ่นและลิ้นร้อนมันก็แทรกเข้ามาฉวยโอกาสได้อย่างแนบเนียน เคตะเบี่ยงใบหน้าให้กระชับกลีบปากแน่นขึ้นอีกนิด ความอุ่นชื้นแตะไล้กันในโพรงปากร้อน ปลายลิ้นกระตุ้นเร้าให้รู้สึกมากขึ้นไปกว่าการจูบ คนใต้ล่างเงยหน้าให้อีกฝ่ายประทับรอยรักได้ง่ายขึ้นด้วยความเต็มใจแล้วมือร้อนก็ไล้ผ่านสาบเสื้อเข้าบุกรุกพื้นที่ส่วนตัวแตะต้องอย่างไม่อาจทนรอต่อไปได้ กลับมามอบจูบหวานซึ้งให้ครั้งแล้วครั้งเล่า เอาใจ ปรนเปรอให้ชินยะหลงใหลไปกับความต้องการที่ทวีเพิ่มขึ้นยากจะหักห้าม
ถ้าจะเปรียบเคตะเป็นอะไรซักอย่าบนโลกนี้ชินยะคงอยากจะเปรียบเคตะเป็นนักต้มตุ๋นมืออาชีพที่หลอกล่อเขาได้อย่างแนบเนียนไร้ที่ติเลยล่ะ ดูตอนนี้สิไม่รู้ว่าจากประตูมาหยุดอยู่ที่เตียงนุ่มได้ยังไงกัน แต่ก็เอาเถอะ ทั้งเตียงนุ่ม ทั้งจูบนุ่มอย่างนี้ จะให้ไปไหนได้ล่ะ
แขนเรียวยกขึ้นคล้องคออีกฝ่ายพี่ชายให้ก้มลงมาหา กระซิบคำขอที่ เคตะแทบจะยอมให้ทำได้เต็มที่ตามใจชอบ แล้วพลิกร่างตนเองลงอยู่เบื้องล่างร่างของน้องชาย ก่อนที่จะปล่อยให้อีกฝ่ายขยับรับความร้อนรุ่มที่อัดแน่นในตัวจนแทบระเบิด ค่ำคืนยังอีกยาวนานกว่าที่แสงอาทิตย์ของวันใหม่จะโผล่พ้นขอบฟ้าเยือนในห้องนอนกว้างขวาง เตียงนอนนุ่มที่ให้สองร่างอิงแอบอาศัยพึ่งพิงไออุ่นซึ่งกันและกัน
~~~~The End~~~
##### 16 #####
“เดินทางดี ๆ นะเคตะ รักษาตัวนะลูกแม่เป็นห่วง”
“ครับ...ผมจะรักษาตัว แม่ไม่ต้องห่วงหรอกครับ คุณพ่อก็ไปด้วย”
…อยากจะได้ลิ้มรสโกโก้หอมหวานนั่นอีกครั้ง...
“ถึงอย่างนั้นแม่ก็ไม่ไว้ใจหรอกลูก”
ใบหน้าคมยิ้มน้อย ๆ แล้วเดินขึ้นรถที่จอดรออยู่เพื่อตรงไปยังสนามบิน พร้อมด้วยผู้ติดตามอีกเกือบสิบ
....................
..............................
“อากิระ มีงานเหรอ?”
“อืม พี่จะไปด้วยกันมั้ย?”
ใบหน้าขาวเงยขึ้นจากกองเอกสารตรงหน้ามามองพี่ชายที่โผล่หน้าเข้ามาในห้องทำงานแล้วถามกลับไป
“พูดอะไรออกมาน่ะ ไปทำงานจะให้พี่ไปด้วยได้ยังไงกัน ไปนานมั้ย?”
“ไม่นานหรอก เย็น ๆ ก็กลับ...มีอะไรรึเปล่า?”
“เปล่า...รักษาตัวนะ”
“ครับ จะรักษาอย่างดีเลย เป็นห่วงเหรอ?”
“แน่สิ เรียวเฮไปไหนล่ะ?”
น้องชายเคาะด้ามปากกาที่อยู่ในมือเบา ๆ ที่ริมฝีปากเหมือนกำลังนึกแล้วก็ก้มลงไปขีด เขียน ในแฟ้มที่อยู่ในมือต่อ จนคนเป็นพี่ตงิดขึ้นมาติดหมัด กวนจริงน้องใคร! ทำเป็นคิดแต่ไม่ยอมตอบ จนเมื่อคิดว่าไม่สนใจแล้วปล่อยไปก็ได้ถึงได้ถอยหลังกำลังจะกลับห้องตัวเองถึงได้คำตอบจากที่ถามไปเมื่อครู่
“ไปหาเพื่อนน่ะ พี่มีอะไรรึเปล่า”
ชินยะส่ายหน้าตอบหลังจากที่ทำสีหน้าสงสัยได้ครู่ เรียวเฮมีเพื่อนด้วยเหรอ? ทั้งที่ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เขาก็เห็นแต่เรียวเฮอยู่ที่บ้านนี้มาตลอด จะออกไปข้างนอกทีก็แค่ไปซื้อของ เดินเล่น ไปเที่ยวบ้างบางโอกาสกับน้องชายเขาเท่านั้น ...แล้วไปมีเพื่อนไว้ตอนไหน ส่วนไหนของอิตาลีกันล่ะเนี่ย?...
“พี่...ถามอะไรหน่อย ได้มั้ย?”
“อะไรล่ะ?”
“ถ้าเกิดเคตะบอกรักพี่อีกครั้ง...พี่จะเชื่อเค้ามั้ย?”
“........................”
เสียงที่เงียบหายไปทำให้อากิระเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มงานอีกครั้งทั้งที่เมื่อครู่ถามไปโดยไม่มองหน้าพี่ชายด้วยซ้ำไป ละทิ้งหน้าที่ตรงหน้าแล้วประสานมือตรงหน้าอย่างรอคอยคำตอบ
“ว่าไงครับ?”
“พี่ว่า...ไม่ใช่เรื่องที่เราจะพูดกันนะอากิระ ถ้าเป็นเรื่องตอนนั้นพี่ก็ขอโทษแล้วที่เข้าใจผิดหลงไปกับคำคำเดียวอย่างนั้น แล้วหลังจากนั้นเราตกลงกันแล้วว่าจะลืมเรื่องนี้ไปให้หมด พี่สัญญากับเราแล้วว่าพี่จะลืมทุกสิ่งที่เป็นคนคนนั้น”
“ก็ดีครับ...ถ้าพี่จะทำตามที่เคยสัญญากับผมเอาไว้ ผมก็แค่อยากให้พี่มีความสุขกับชีวิตของพี่โดยไม่มีใครมาบังคับกะเกณฑ์ในทุกเรื่อง แต่...ผมอยากได้คำตอบอย่างชัดเจนเมื่อครู่นะครับ”
“.............อากิระ...”
“อ้าวชินยะ อยู่นี่เอง หาอยู่น่ะ ไปทานของว่างกัน”
คำพูด คำตอบที่ไม่ได้อยากตอบถูกเสียงประตูที่แทรกขึ้นมาชะงักค้างที่ริมฝีปากโดยมีร่างเล็กขาวใสแทรกเสียงขึ้นมาอย่างไม่เกรงอีกคนที่ขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นว่าเป็นใคร
“เรียวเฮ...ชั้นคุยกับชินยะอยู่”
“ใช่อากิระ ชั้นรู้ และชั้นก็เห็นว่าชินยะไม่ได้อยากคุยกับนายเท่าไหร่เลย...ไปกันเถอะชินยะ ”
ท่าทางเหมือนจะเมินกันให้ได้อย่างนี้ก็ทำเอาชินยะงงได้เหมือนกัน เลยได้แต่เดินตามแรงลากที่มือของร่างเล็กมา ถึงแม้ว่าแค่เขาขืนตัวไว้หน่อยก็หยุดแรงน้อยนิดนั่นได้แล้วก็เถอะ ก่อนออกจากห้องทำงานของน้องชายมาเขายังมีกะใจเห็นว่าอากิระส่ายหน้าอย่างเหนื่อยอ่อน นี่คงงอนกันเรื่องอะไรซักเรื่องนี่แหละ
แรงลากน้อย ๆ นั่นหยุดลงเมื่อพ้นประตูห้องทำงานมาได้ไม่ไกลเลย...แค่สองก้าว มือเล็กก็ปล่อยแขนเขาออกเสียอย่างนั้น มือเล็กกอดอกฉับอย่างขัดใจ คิ้วเรียวขมวดมุ่นริมฝีปากแดงขมุบขมิบอยู่กับตัวเองคนเดียวจนเขาอดไม่ไหวจึงต้องถามขึ้น
“ทะเลาะอะไรกันรึไงเรียวเฮ?”
“เปล่าทะเลาะ แต่น้องชายชินยะน่ะ ไม่ฟังกันบ้างเลย...ชั้นแค่จะอธิบายให้ฟังดีๆ กลับห้ามกันซะอย่างนั้น ไม่ฟังอะไรอย่างนี้ชั้นก็ไม่ค่อยชอบนักหรอกนะ!!!”
เหมือนจะตะโกนดัง ๆ ให้มันได้ยินไปถึงในห้อง ก่อนจะเดินไปตามทางบนชั้นสองของบ้านทรงยุโรปหลังใหญ่โตนี่ลงไปด้านล่างตามที่ชวนชินยะทานของว่างไม่ได้ทันสังเกตว่าคนที่ถูกตะโกนว่าปาว ๆ ยืนกอดอกมองอยู่ที่กรอบประตูทั้งที่ใบหน้ามี่สองอารมณ์แสดงอยู่ ทั้งยิ้มทั้งเครียด ทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องแท้ ๆ ที่น่าโมโหที่สุดก็คือเพราะเรื่องของไอ้บ้านั่นคนเดียว!!! ทำให้เขาเคยทะเลาะกับพี่ชายมาแล้วรอบนึง มาครั้งนี้จะยังทำให้ทะเลาะกับเรียวเฮอีก ถึงแม้มันจะไม่รู้ตัวก็เถอะ!!
...............
.......................
“ทะเลาะกันเหรอเรียวเฮ?”
ชินยะถามคนที่ก้มหน้าก้มตาจิบชาในมือไม่มองนกมองกา จนอีกฝ่ายทำปากบู้เข้าใส่แล้ววางถ้วยชาลงไม่เบานัก
“เปล่าทะเลาะ...ก็อย่างที่บอกไปแหละ ก็แค่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้อง...”
เหมือนจะนึกขึ้นได้ว่าไม่ควรจะพูดอะไรออกมาทำให้ปากอิ่มนั่นค้างประโยคที่ใส่อารมณ์ไปไม่น้อย
“ต้องอะไร?”
“เปล่า...ทานขนมเถอะชินยะ อันนี้อร่อยนะ ออกไปข้างนอกมาเลยคิดว่าน่าจะชอบซื้อมาฝากเยอะเลย ชิมสิ อร่อยมั้ย?”
จิ้มให้แถมยื่นให้ถึงปาก ท่าทางน่าเอ็นดูใครเห็นก็คงจะถูกตาถูกใจไปเสียหมด กระทั่งเคตะยังเคยเก็บไว้เป็นสมบัติมาแล้วเลย ถ้าเรียวเฮไม่มาหาอากิระที่นี่ เรียวเฮก็คงยังเป็นสมบัติของเคตะต่อไป
ชินยะรับขนมชิ้นนั้นใส่ปากก่อนจะส่งส้อมเล็ก ๆ คืนให้มือน้อยแล้วอมยิ้มบอกถึงความถูกใจในรสชาติให้เจ้าตัวคนซื้อมาฝากยิ้มแป้น ดูเหมือนจะอารมณ์ดีขึ้นมาทันตาเห็น น่ากลัวจริงแฮะ...ท่าทางเหมือนไม่มีอะไรอย่างนี้ แต่เหมือนเขาจะเห็นทั้งปีกนางฟ้าและเขากับหางของซาตานโผล่อยู่เลยนะ สิ่งที่ได้เรียนรู้จากเรียวเฮตอนนี้คือ ไม่สมควรจะขัดใจคุณเธออย่างแรง...เพราะไม่รู้ว่าจะได้พรจากนางฟ้าหรือได้ทัณฑ์จากยมทูตกันแน่น่ะสิ
“เมื่อกี๊เข้าไปคุยอะไรกับอากิระเหรอ?”
“อ่อ...ก็ไปถามหาเรียวเฮแหละ ไปไหนทำไมไม่บอกกันบ้าง”
“อ่ะ พอดีไปหาเพื่อนแป๊บเดียวน่ะ ไม่คิดว่าชินยะอยากไปด้วย ถ้าบอกว่าอยากไปด้วยนะ จะรีบพาไปเลย เพื่อนเราก็คงอยากเจอ...”
“อยากเจอ...? ชั้นเนี่ยนะ?? ไปรู้จักกันตอนไหนถึงได้อยากเจอล่ะ”
เสียงหัวเราะขำขันกับที่เรียวเฮหลุดออกไปแต่ชินยะกลับมองว่าเป็นโจ๊กชั้นดีทำให้ไม่ได้สนใจอะไรมากไปกว่านั้น ทำให้อีกฝ่ายเนียนยิ้มตามได้หน้าตาเฉย ใบหน้าเล็กแอบเบือนหนีนิดก่อนจะลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกไม่ให้อีกคนรู้
“เป็นคนรักกัน นิดหน่อยก็ให้อภัยกันเถอะ โกรธกันงอนกันมันก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นนี่นา ลองคุยกันดี ๆ สิ เรียวเฮ...อากิระต้องฟังเรียวเฮแน่นอน”
“ใช่ รักเค้าก็ต้องฟังเค้าบ้างล่ะ ยิ่งพวกคนมีอีโก้สูง ๆ น่ะ กว่าจะยอมรับจากปากให้ตรงกับความร็สึกได้นี่เราแทบจะต้อง้างปากกันเลยทีเดียวนะ เชื่อมั้ยชินยะ”
คิ้วโก่งเลิกขึ้นอย่างสงสัย แต่ก็พยักหน้าตอบไปเพราะคิดว่าคงพูดถึงน้องชาย ก็ดูนิสัยที่พูดมามันไม่ต่างอะไรเลยไม่ใช่เหรอ อากิระแทบจะไม่เคยยอมลงให้ใครจะมีก็แต่เรียวเฮที่ไม่รู้ว่าเจ๋งแค่ไหนปราบไอ้หน้าแมวน้องชายเขาซะอยู่หมัด เดี๋ยวคืนนี้คงต้องได้เห็นฉากง้องอนกันบ้างล่ะ จะว่าไป...คนนิสัยอย่างนี้ก็มีอีกคนนึงนี่นะ ชินยะสะบัดศีรษะไปมาก่อนจะเพียรบอกตัวเองอย่างที่ทำมาหลายวันตั้งแต่แยกจากกันมาอยู่ที่นี่ ถึงแม้ตอนอยู่ที่ญี่ปุ่นจะไม่ใช่ฐานะของคนที่จะคิดเรื่องราวของคนนั้นได้เลยก็ตามที
“พูดถึงใครน่ะเรียวเฮ อากิระน่ะเหรอเป็นอย่างนั้น”
เรียวเฮอมลมใส่แก้มแล้วส่ายหน้าพรืดแต่ก็ไม่พูดอะไร ทำเอาคู่สนทนาถึงกับเอียงคอมองอย่างสงสัยแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป เพราะคิดว่าคงไม่ได้คำตอบอะไรหรอก หรือว่าเรียวเฮกำลังสับสนในตัวเอง? บอกว่าไม่ใช่อากิระแต่พูดถึงเรื่องที่ทะเลาะกับอากิระ...?? ยังไงกันแน่ ชินยะก็งงเป็นนะเรียวเฮ
หลังจากผ่านพ้นมื้อเย็นไปได้ครู่ใหญ่ทุกคนแยกย้ายกันเพื่อพักผ่อน และเตรียมพร้อมกับงานในวันพรุ่งนี้ ร่างสูงโปร่งของชินยะเดินเรื่อยไปตามทางเดินบนชั้นสองที่เป็นห้องนอนของทุกคนในบ้านหลังนี้ กำลังจะก้าวเท้าผ่านห้องน้องชายตรงไปสู่ห้องนอนของตัวเอง บานประตูใหญ่ก็เปิดออกไม่เบาเลยซักนิดพร้อมกับร่างเล็กที่โผออกจากห้องแทบจะตัวปลิว แต่แขนเรียวข้างหนึ่งก็โดนยึดไว้ด้วยมือใหญ่ของอีกคนที่เดินตามกันออกมา
“อากินั่นแหละไม่เข้าใจ ทำไมไม่ยอมฟังคนอื่นเค้าบ้างเล่า!!!”
“ก็ฟังกันก่อนสิ ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย...อย่าทำอย่างนี้น่ะเรียวเฮ”
อากิระพยายามจะเสียงอ่อนให้มากที่สุด แต่ให้ยังไงมันก็เจือน้ำเสียงหงุดหงิดไปด้วยอยู่ดี
“มีอะไรกัน?”
“ชินยะ...คืนนี้เราของนอนด้วยคนสิ นะ...”
ร่างเล็กโผเข้าหาพี่ชายคนรักที่ยืนเป็นสักขีพยานอยู่หน้าห้องตอนที่พวกเขากำลังเถียงกันเมื่อครู่ กอดร่างสูงแน่นไม่ยอมฟังเสียงอากิระที่คอยเรียกอยู่เลย
“ไม่ได้!! เรียวเฮ ฟังนะ เรื่องอย่างนั้นชั้นยอมไม่ได้หรอก ทำไมชั้นต้องให้พี่ไปเจ็บอีกรอบกับคนอย่างนั้น!!??”
“ก็บอกแล้วว่าเค้าไม่ได้ตั้งใจ ๆ นายก็รู้ว่าคนนิสัยอย่างนั้นเป็นยังไง ตัวเองก็เคยเป็นมาก่อน ตอนนั้นทำไมชั้นยังให้อภัยนายได้เลยล่ะ ถ้าคิดว่าคนอื่นเค้าเจ็บได้ครั้งเดียวแล้วจะไม่ให้อภัยกันอีกก็อย่าเพิ่งมาพูดกันเลยดีกว่า ชินยะไปเถอะ!!!”
เงยหน้าจากตัวชินยะขึ้นมาพูด ๆๆๆแล้วก็ลากแขนชินยะให้เดินตามแต่เจ้าตัวก็รั้งไว้นิดเพราะน้องชายที่ท่าทางจะหัวเสียไม่น้อย
“เอาไว้อารมณ์เย็นแล้วค่อยคุยกันดีกว่านะ...เดี๋ยวพี่ไปนอนก่อน เราก็เหมือนกันรีบนอนเถอะพรุ่งนี้ต้องทำงานใหญ่ไม่ใช่เหรอ”
ใบหน้าขาวจัดนั่นเหมือนจะขัดใจเล็ก ๆ ที่เขาพูดออกไปแบบนั้นแต่ก็ยอมพยักหน้ารับโดยดีเมื่อคนตัวเล็กไม่ยอมแม้แต่จะหันหน้ามามอง แถมยังเมินเขาไปอีกทางเสียอีก ได้แต่นึกคาดโทษในใจว่าถ้าเรื่องจบเมื่อไหร่เรียวเฮนี่แหละที่จะต้องโดนดุซะบ้าง ถึงจะเป็นรุ่นพี่ก็เถอะนะ แต่ทำอย่างนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน
บานประตูห้องปิดลงกั้นโลกภายนอกและความเป็นส่วนตัวให้เรียวเฮและชินยะได้มีโอกาสพูดคุยกันบ้าง มือเรียวยกขึ้นลูบผมนิ่มของคนตัวเล็กเบา ๆ มองตอบดวงตาเรียวใสด้วยรอยยิ้มอ่อน ๆ
“ไหนว่าจะคุยกันดี ๆ ไง ทำไมถึงได้เสียงดังขนาดนั้น”
เพราะเรียวเฮไม่ใช่คนที่จะทำนิสัยเป็นเด็กงอแงไม่เลิกอย่างตอนนี้ แล้วอะไรที่ทำให้คนน่ารักและนิสัยดีอย่างเรียวเฮงอแงได้ขนาดนี้กัน? มันค่อนข้างจะรบกวนจิตใจของชินยะมาตั้งแต่เมื่อกลางวันแล้วล่ะ
“ก็ดูสิว่าฟังกันที่ไหน ชั้นก็พูดด้วยดี ๆ แล้วนะ”
“สัญญามั้ยว่าถ้าครั้งนี้แล้วจะคุยกันดี ๆ จริง ๆ ชั้นเองก็ไม่อยากให้ทั้งสอคนมีปัญหากันหรอกนะ แล้วมันเรื่องอะไรถึงได้ทะเลาะกันไม่เลิกอย่างนี้ล่ะ?”
“เปล่า ไม่มีอะไร ก็แค่เรื่อง...เรื่องคนอื่น...”
“เรื่องคนอื่น??”
ใบหน้าเล็กพยักหงึก ๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนตักนุ่มของรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัย ทะเลาะกันเพราะเรื่องคนอื่นนี่นะ??
“ถ้าเป็นเพราะเรื่องคนอื่นจริงก็ไม่เห็นจะต้องทำให้ใหญ่โตอย่างนี้นี่นา ใครก็ไม่รู้ทำให้เวลาความสุขในชีวิตหายไปตั้งเป็นวัน ยอมได้ยังไงกัน ปกติเรียวเฮไม่ชอบให้ใครมาขัดเวลามีความสุขไม่ใช่เหรอ? เรียวเฮไม่ชอบเวลาไม่มีความสุขไม่ใช่เหรอ? เรียวเฮรักการที่จะมีอากิระอยู่ข้าง ๆ เสมอไม่ใช่เหรอ ? แล้วทำไมถึงไม่อยู่ข้างอากิระต่อไปล่ะ?”
“แล้วชินยะไม่อยากมีความสุขบ้างเหรอ?”
“...อยากสิ ทำไมถามแบบนี้ล่ะ?”
“ความสุขของชินยะคืออะไรล่ะ?”
คู่สนทนาสองคนกำลังทำสีหน้าสงสัยแข่งกัน คนถามสงสัยเพื่อจะได้คำตอบ อีกคนสงสัยในคำถามที่ถามมา แล้วจะให้ชินยะตอบว่าอะไรดีล่ะ? ในเมื่อความสุขของเขามันไกลเกินจะเป็นจริง ๆ ถ้าให้ตอบตอนนี้ก็คงจะเป็น...
“ความสุขของชินยะตอนนี้ก็คือการได้อยู่อย่างนี้ อยู่กับคุณตา กับน้องชายอย่างอากิระ แล้วก็อยู่กับเรียวเฮ...ที่นี่...อย่างนี้ แค่นี้ก็พอแล้ว...”
“พอแล้วเหรอ?”
“อื้ม...ทำไมล่ะ?”
“มักน้อยจัง”
ดวงตากลมใสเงยสบคนที่นั่งเป็นหมอนหนุนให้
“ก็มักมากแล้วมันจะเจ็บเวลาไม่สมหวังน่ะสิ”
“แต่ครั้งนี้เราอยากให้ชินยะหวังมาก ๆ กว่านี้นี่นา มากกว่านี้อีกนิดเดียวก็ยังดี เพราะว่าเรื่องบางเรื่องมันก็ไม่ได้เลวร้าย เราอยากให้ชินยะมีความสุขจริง ๆ เรารู้ว่าชินยะให้อภัยคนได้ เหมือนกับเราที่ให้อภัยน้องชายชินยะ เพราะฉะนั้นให้อภัยเค้าเถอะนะ...”
ชินยะก้มลงมองคนที่นอนเงยหน้าสบตาเขาอยู่ มองเพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริงของเรียวเฮว่าต้องการอะไร ให้เขาให้อภัยใคร? แล้วคำตอบก็ปรากฏเมื่อฝ่ามือของเขาถูกมือเล็กแบออกวางลงบนมือเล็ก ก่อนที่มือเล็กอีกข้างจะใช้นิ้วชี้เขียนเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ คำสั้น ๆ ที่มันทำให้เจ็บสะเทือนขึ้นมาในอกอย่างบอกไม่ถูก ก่อนที่เรียวเฮจะเขียนตัวสุดท้ายของคำนั้นเสร็จชินยะก็ดึงมือกลับมาจนร่างเล็กนั้นนิ่งไปนิดแล้วยันตัวลุกขึ้นมองด้วยสายตาอ้อนวอน
“นอนเถอะ เดี๋ยวจะอาบน้ำแล้ว...เรียวเฮนอนก่อนเลยก็ได้”
“อืม...ขอโทษที่ทำให้รู้สึกไม่ดี”
น้ำเสียงหงอย ๆ กับผ้านวมผืนใหญ่ที่ถูกดึงขึ้นคลุมทั้งตัวขยับเล็กน้อยก่อนจะนิ่งไปทำให้ชินยะที่ยืนอยู่ปลายเตียงถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป
มือข้างเดิมที่เรียวเฮเขียนข้อความไว้ถูกแบออกอีกครั้งและถูกจ้องมองเหมือนมันมีน้ำหมึกเขียนเป็นข้อความปรากฏให้เห็น คำว่าขอโทษเป็นภาษาอังกฤษเหมือนที่ใครอีกคนเคยทำ มือข้างเดียวกัน กับคำ ๆ เดียวกันมันทำเอาเจ็บจนแทบจุก ความรู้สึกมันตีตื้นขึ้นมาจนแน่นหน้าอกไปหมด ทั้งที่แม้แต่ตอนนั้นที่เคตะทำร้ายเค้าสด ๆ ร้อน ๆ ชินยะยังไม่รู้สึกรู้สาเท่ากับตอนนี้ ตอนนั้นแม้แต่น้ำตาก็ไม่มี ไม่มีเลยกับการทำร้ายที่แสนสาหัส แต่พอมาตอนนี้...ทำไมมันถึงได้ทรมานอย่างนี้ เจ็บจนนึกไปว่าก้อนเนื้อหัวใจที่กำลังเต้นจนปวดหนึบอยู่นี้มันจะช้ำมากเพียงใด
แล้วเคตะจะรู้สึกกับเขาอย่างไร ถ้าเป็นในกรณีของอากิระกับเรียวเฮ เขารู้ดีว่ามันไม่ยากที่จะให้อภัยเพราะทั้งสองคนรักกัน ความผูกพันของหัวใจมันมีอยู่ให้สามารถมองความเจ็บปวดนั้นเป็นเรื่องที่ให้อภัยกันได้ แต่สำหรับเขาล่ะ เป็นอะไรสำหรับเคตะ ไม่เคยซักครั้งที่ความจริงใจและการกระทำของเคตะจะแสดงออกมาให้เขาเห็น มีแต่การทำร้ายและเหยียบย่ำ เรียวเฮจะบอกอย่างนั้นหรือว่าสิ่งเหล่านั้นคือการแสดงออกว่าเป็นความรักของเคตะ?...มันช่างเป็นความรักที่โหดร้ายจนเขาก็ไม่คิดว่าจะทนได้หรอก
ชินยะสอดตัวเข้าในผ้าห่มอุ่นผืนเดียวกันกับเรียวเฮที่นอนหันหลังให้ คนที่คิดว่าหลับไปแล้วเรียกชื่อเขาขึ้นท่ามกลางความมืด
“ชินยะ”
“หืมม์?”
“ยกโทษให้เคตะเถอะนะ...คนที่ไม่เคยมีความรักอย่างนั้น แค่ชินยะเป็นคนแรกที่ให้ความรักกับเขา แค่นั้นก็ดีใจจนอยากจะเก็บชินยะไว้คนเดียวถึงได้ทำอะไรอย่างนั้นลงไป ตอนนั้นชั้นเองก็ผิดที่บอกให้เค้าบอกความรู้สึกของตัวเองออกไป ชั้นคิดว่าคำว่ารักมันคงจะช่วยบอกอะไรที่กำลังเป็นคำถามในใจของเค้าได้บ้าง แต่คนไม่เคยรู้สึกอะไรกับใครคงไม่เห็นความสำคัญของคำคำเดียวเหมือนใครเค้าหรอก มันคงไม่แย่เกินไปที่จะรักกันอีกครั้งใช่มั้ย”
“………………”
ร่างเล็กพลิกหันหน้ามาเผชิญกับอีกคนที่นอนอยู่บนฟูกนุ่มเดียวกัน ใบหน้าเล็กมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด เมื่อชินยะเงียบไปนานอีกฝ่ายจึงได้เอื้อมมือมาเขย่าท่อนแขนของชินยะเร่งเร้าเอาคำตอบ ชินยะยิ้มก่อนจะตอบออกไปพร้อมเอื้อมมือไปลูบผมนิ่มอีกครั้งของวัน
“จะรับไว้พิจารณาแล้วกัน ตอนนี้นอนก่อนนะ”
เพราะตัวเองก็ไม่แน่ใจว่าจะยังรู้สึกดีกับเคตะได้เหมือนเดิมรึเปล่า เพราะตัวเองถูกเอาความรู้สึกมาเล่นเป็นของเล่นอย่างนั้น แต่ที่ตอบได้แน่ ๆ ในใจคือเค้ายังรักเคตะอยู่แน่ล่ะ แต่เวลานึกถึงช่วงนั้นทีไรมันก็เจ็บจนหายใจไม่ออกอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ทุกที แล้วที่บอกไปอย่างนั้นก็เพื่อจะให้เรียวเฮเลิกกังวลในเรื่องของแล้วพักผ่อนเสีย เพราะตอนนี้ก็เกือบจะครึ่งคืนเข้าไปแล้ว อุตส่าห์นอนรอเขาอาบน้ำเสร็จเพื่อจะพูดเรื่องนี้ ไม่รู้ว่าเป็นห่วงเพื่อนหรือเป็นห่วงเขากันแน่นะ
“จริงนะ...”
“อื้ม นอนนะ”
เปลือกตาบางปิดลงทันทีที่เขารับปากด้วยรอยยิ้ม เสียงลมหายใจสม่ำเสมอเร็วมากจนชินยะนึกยิ้ม นี่คงง่วงมากแต่ก็ยังรอเขาอย่างนั้นสินะ
ชินยะนอนคิดอะไรมากมายจนเมื่อคิดได้ว่าดึกมากจนเกือบจะค่อนคืนแล้วควรจะนอนเสียที และหลับตาลงได้ไม่นานเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ถึงแม้จะสงสัยว่าใครที่มากวนกลางดึกอย่างนี้ แต่ให้เชื่อพิซซ่าเจ้าที่ดังที่สุดในอิตาลีได้เลยก็ได้ว่าคงไม่พ้นน้องชายเขาหรอก ก็ใครจะกล้ามากวนคุณชายคนที่สองของบ้านนอกจากคุณชายด้วยกันเองและคุณตา แต่ถ้าคุณตาจะมา...ด้วยเรื่องอะไรกัน? ก็มีแต่อากิระนี่แหละ ส่วนเรื่องที่มาก็...ร่างสูงปรายตาลงมองคนตัวเล็กที่ซุกผ้าห่มนอนบนที่นอนเขาอย่างสบายด้วยรอยยิ้มก่อนจะลุกขึ้นไปเปิดประตูก่อนที่อีกคนหน้าประตูจะพังประตูเขาเสียก่อน
...ถ้าเค้ารักชั้นอย่างที่นายบอกจริงเค้าคงไม่ปล่อยชั้นมาอย่างนี้หรอก...
“ว่าไง?”
ถ้าซื้อลอตโตเขาคงถูกแจ็คพอตเลยมั้ยล่ะ ก็มันไม่ผิดจากที่คิดไว้แม้แต่น้อย น้องชายเขายืนกอดอกอยู่หน้าห้องนอนเขาในชุดนอนคลุมทับด้วยชุดคลุมสีดำสนิท หล่อซะ!
“หลับแล้วหรอ?”
ชินยะพยักหน้ารับแล้วเปิดประตูให้กว้างขึ้นแล้วหลีกทางให้อีกคนเห็นว่าคนที่ถามถึงหลับอย่างที่บอกจริง
“เค้าพูด...อะไรบ้าง?”
“ก็...เรื่องนั้นแหละ ทะเลาะกันด้วยเรื่องอะไรล่ะ?”
“ขอคุยกับเค้าหน่อยได้มั้ย?”
“ดึกแล้วอย่าเลย...”
“แต่...”
“พากลับไปนอนที่ห้องดีกว่า จะได้คุยกันสะดวก ๆ”
ท่าทางลังเลเล็ก ๆ ของน้องชายทำให้เขาขำได้ไม่ยาก เพราะต่อหน้าลูกน้องมากมายน้องชายเขาดุดันเพียงไรให้คนที่เดินไปเดินมาหน้าห้องตอนนี้มาพูดมันก็คงไม่กล้าพูดออกมาต่อหน้านายหรอก แต่พอเจอคนตัวเล็กโกรธเข้าหน่อย อดรนทนไม่ได้จนต้องมาขอคุยด้วยกลางดึก ไม่รู้ว่ากลัวอะไรสินะ...?
ร่างเล็กถูกวางลงบนเตียงนุ่มหลังจากที่ถูกอุ้มมาจากอีกห้องที่ไปขอพึ่งพิงเมื่อหัวค่ำ ความเย็นของอากาศที่ผ้านวมยังไม่ได้คลุมลงให้ความอบอุ่นทำให้งัวเงียขึ้นมาคว้าเอาอะไรใกล้มือขึ้นหวังจะให้มันปัดเป่าความเย็นออกไปจากการนอนหลับที่แสนสบาย คว้าได้อะไรแข็ง ๆ ก็หยิบพาดลงมาบนเอวกำลังจะซุกหลับต่อแล้วก็รู้สึกว่าสิ่งที่เค้าคว้าได้นั้นมันไม่น่าจะเป็นผ้านวมหรือหมอนข้างที่มันน่าจะเป็นเครื่องให้ความอบอุ่นได้เลย คิดได้ถึงตรงนี้แล้วก็ลืมตาขึ้นมาด้วยความหายง่วงเงยหน้าขึ้นมาก็สะบัดท่อนแขนแกร่งในมือทิ้งอย่างไม่ใยดีแต่เจ้าของแขนนั้นก็เกาะเอวบางแน่นไม่ยอมปล่อยเลยได้แต่นิ่งให้กอดอยู่อย่างนั้น
“หายโกรธได้แล้ว”
“ทำไมต้องทำตามที่บอก? ไม่เห็นมีอะไรน่าพอใจซักนิด”
“โอเค...ยอมก็ได้ แต่ทั้งหมดมันขึ้นอยู่กับชินยะ เรา จะไม่มีใครเข้าไปยุ่ง ให้เค้าตัดสินใจเอง...ได้มั้ย? ชั้นไม่อยากให้พี่ชั้นเจ็บอีก เรียวเฮก็รู้ว่ามันไม่ได้สนุกที่จะต้องแปลบในหัวใจตลอดเวลาที่อยู่กับคนที่รักโดยที่ทำเหมือนเป็นคนรักแต่อีกคนไม่ได้คิดอย่างนั้น”
ดวงตาใสมองสบอย่างใจเย็น
“พรุ่งนี้ ชินยะจะไปกับชั้นเรียวเฮรออยู่ที่นี่นะ”
“แต่...”
“อย่าดื้อ ไปแป๊บเดียว ไม่มีอะไรมาก...เหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่คุณตาก็แค่บอกว่ายอมได้เท่าที่ได้ ทางนั้นก็คงไม่เรื่องมากหรอก เพราะมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะแฟร์สำหรับลูกผู้ชาย ตกลงนะ?”
คนตัวเล็กเบือนหน้าหนีบอกให้รู้ว่าไม่ได้พอใจในข้อเสนอซักนิด เขาก็แค่อยากไปเจอเพื่อน ผิดตรงไหนกัน ก็เข้าใจแหละว่าเป็นงาน...เถอะ ยอมให้ซักครั้งก็ได้
“ก็ได้...แต่ต้องรีบกลับมาบอกนะว่าเป็นยังไงน่ะ”
ออกคำสั่งตบท้ายไว้อีกหนึ่งให้คนที่ขยับขึ้นเกยทับพยักหน้ารับอย่างยินดีจูบเบา ๆ ที่กลีบอุ่นนิ่มอีกครั้ง
“นอนต่อเถอะ ขอโทษที่รบกวน”
“รู้ตัวก็ดีแล้ว เพราะงั้นต้องรับผิดชอบด้วย”
แขนเล็กสอดเข้ากอดร่างใหญ่แล้วซุกหน้าเข้ากับหน้าอก มือใหญ่เลยรับผิดชอบด้วยการลูบกลุ่มผมนิ่มมือเบา ๆ จนอีกคนหลับไป ให้อกกว้างอบอุ่นเป็นที่ซุกซบอีกคนจะได้หลับสบาย ไม่มีอะไร...ก็แค่รักกัน
~~~~Next Part~~~~
##### 15 #####
สายลมของอากาศหนาวพัดเยือกผ่านตัวผู้คนมากมายที่เดินกันขวักไขว่ในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ร่างสูงทิ้งตัวลงนั่งที่ม้านั่งหน้าคณะก่อนจะล้วงมือเข้าไปในเสื้อโค้ทตัวหนาหยิบบุหรี่กลิ่นแรงขึ้นมาจุดสูบระบายความอึดอัดในหัวใจ วันทั้งวันเขาตามหาชินยะไม่พบ ที่มหาวิทยาลัยก็ไม่มี ที่อื่นนอกจากนี้เขาก็ไม่คิดว่าชินยะจะมีที่ไหนที่ต้องไปนอกจากเรือนกระจก สอบถามจากอาจารย์ก็บอกว่าชินยะไม่ได้เข้ามาที่นี่ โทรเข้ามือถือก็พบว่าปิดเครื่อง มือใหญ่กำแน่นที่เครื่องมือสื่อสารขนาดเล็กนั่นจนเมื่อระบบสั่นสะเทือนทำงานขึ้นทำให้เคตะรีบหยิบมันขึ้นมาดูแล้วพบว่าเป็นเบอร์ที่ไม่เคยรู้จัก เสียงที่กรอกลงไปยังห้วนเข้มเหมือนเดิมแต่หางเสียงยังใส่คำสุภาพลงไปให้
“ทาจิบานะครับ”
-เคตะเหรอ เราเอง...อยู่ไหนน่ะ?-
“เรียวเฮ...แล้วนายอยู่ไหน ไปไหนทำไมไม่บอก?”
แทนที่จะได้คำตอบเรียวเฮกลับได้คำถามกลับมาแทน
-อยู่อิตาลีน่ะ-
“ไปทำไม?”
-แล้วเคตะอยู่ไหน?-
เรียวเฮไม่ตอบ เป็นการบอกให้รู้ว่าเขาถามไปก่อนทำไมเขาต้องมานั่งตอบคำถามคนที่ถูกถามด้วย
“อยู่มหาวิทยาลัย”
-อืม ชินยะมาแล้วใช่มั้ย?-
“ไปไหน?”
-อ้าวไม่รู้หรอกเหรอว่าชินยะจะมาหาอากิระที่อิตาลีน่ะ-
“.........................”
-เคตะ...ฮัลโหล อยู่มั้ย?เคตะ-
“อืม...ไม่รู้ เค้า...ไม่ได้บอกชั้น”
แม้เสียงที่ส่งออกไปจะเข้มเหมือนเดิมแต่ความรู้สึกในใจมันหวิวโหวงอย่างบอกไม่ถูก ไปแล้วหรือ? ไหนคนที่มหาวิทยาลัยบอกเขาว่าจะไปวันมะรืนไง? ความสงสัยทั้งความโกรธและโมโหวิ่งวนในคามคิดมากมายจนมือที่ถือโทรศัพท์อยู่กำแน่นจนมันแทบจะพังคามือ
-อ้าว ทำไมไม่บอกล่ะ อืมไม่เป็นไรเราไปถามคุณลุงเองก็ได้-
“...................”
-เคตะ โอเคมั้ย?-
“อืม แค่นี้นะ”
สายจากต่างประเทศวางสายไปแต่เคตะก็ยังไม่ได้ลดโทรศัพท์ลงจากหูแต่อย่างใด แล้วสิงที่นึกขึ้นได้ก่อนสิงใดคือตอนนี้เขาควรจะกลับบ้านเพื่อไปถามในสิงที่อยากรู้ที่สุด
รถยนต์คันสวยถูกกระชากเร่งความเร็วทะยานสู่คฤหาสน์หลังใหญ่ของตระกูล เสียงปิดประตูรถดังโครมใหญ่บ่งบอกอารมณ์เจ้าของมันได้ดีนักแล ถ้าไม่ใช่รถที่นำเข้าจากยุโรปอะไหล่คงได้หลุดเป็นชิ้นไปตั้งแต่ครั้งที่สามที่เคตะปิดประตูด้วยแรงโมโหไปแล้วกระมัง
“คุณแม่ยังไม่กลับเหรอ?!”
เรียกตัวแม่บ้านแถวนั้นที่กำลังทำความสะอาดถามหามารดาตัวเองแล้วได้รับคำตอบที่ไม่น่าอใจเอาเสียเลยว่าท่านยังไม่ได้กลับมาในเวลานี้
“ไปไหนรู้มั้ย?!”
“ไม่ทราบค่ะ ออกไปเมื่อบ่ายแต่เห็นคุณผู้ชายบอกว่าจะไปส่งคุณชินยะที่สนามบินค่ะ”
เคตะไม่ได้รอฟังคำอธิบายต่อจากนั้นแล้วต่อสายโทรศัพท์หามารดาทันที
“แม่...อยู่ไหน?”
-อยู่แอร์พอร์ทจ้ะ มาส่งชินยะคุง-
“ไปรึยัง?”
-...เพิ่งขึ้นเครื่องไปเมื่อครู่นี้เอง มีอะไรรึเปล่าจ๊ะ-
“..........เปล่า ไม่มีไปนานเท่าไหร่?”
-...เห็นว่าจะไม่กลับมาอีกเลยนะจ๊ะ เพราะว่าน้องจะไปเรียนต่อที่โน่นน่ะ-
อะไรนะ!!...ไม่กลับมา คิดอะไรอยู่ จะไปจากเขาจริง ๆ รึไงกัน!!! เป็นสิงที่เคตะไม่เคยคิดว่าชินยะจะทำ แต่เขาไม่ได้นึกจริง ๆว่าชินยะจะไปเรียนต่อที่อื่น คิดเสมอว่าที่นี่เป็นที่เดียวที่ชินยะจะอยู่ได้เพราะอย่างน้อยพ่อของชินยะก็อยู่ที่นี่ ครอบครัวคนเดียวที่เหลืออยู่ขอบงหมอนั่นอยู่ที่นี่ แต่เมื่ออากิระมาชินยะก็คิดว่านี่คงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะพรากน้องชายไปจากเขาได้ ให้ตายเถอะตอนนั้นก็คิดว่ากำจัดออกไปได้พ้นแล้วเชียว ตอนนั้นเขาคิดว่าเขาเอาชนะอากิระที่เป็นคนจะแย่งชิงชินยะไปจากเขา แต่มาตอนนี้เคตะรู้ตัวดีเลยว่าเขาพลาด!! พลาดมากเสียด้วยสิ บอกตัวเองว่าให้ปล่อยไป วางเฉยไป ไม่ต้องไปนึกถึงจะไปไหนก็ไป แค่ของเล่น แค่ตอนนี้เสียมันไปเร็วกว่าเดิมเท่านั้น จะเป็นจะตายที่ไหนก็ไม่เห็นต้องสนใจ แต่อีกใจมันร่ำร้องให้ตามหา ให้กลับมาอยู่ข้างตัวเหมือนเดิม เคตะไม่ชอบความรู้สึกอย่างนี้ ความรู้สึกสับสนในตัวเอง
เพราะโดยปกติแล้วจะเป็นคนที่มั่นใจและสามารถหาคำตอบที่เป็นคำตอบเดียวในจิตใจได้เสมอมา และไม่สนทั้งความรู้สึกตัวเองและความรู้สึกคนอื่นถึงได้ทำอะไรโดยไม่ต้องคิดอย่างนั้น แต่พอตอนนี้แค่คิดจะทำอะไรแต่ละอย่างกลับกลายเป็นว่าเขาต้องคิดถึงชินยะไปทุกที แค่จะไปเอาตัวกลับมาเขาต้องคิดว่าชินยะจะโกรธแล้วเคืองเขาหรือเปล่า? แค่จะไปหาเพราะอิตาลีไม่ใช่ระยะทางที่จะทำให้เขาตัดใจเพราะมันใกล้แค่เอื้อมถ้าเขาจะไปที่นั่น แต่ที่กังวลอยู่เพราะ เคตะกำลังคิดว่าถ้าเขาไปชินยะจะหนีไปที่ไหนอีกหรือเปล่า? แล้วถ้าเขาไปที่นั่นเขาจะไปในฐานะอะไร? พี่ชาย?...ไม่ใช่คำที่เขาจะพอใจเลยซักนิด เจ้าของ? ...เคตะมีสิทธิ์อะไรที่จะทำอย่างนั้นถ้าเกิดเจ้าตัวเขาไม่ยอมรับ คนรัก?...คำที่เคตะเคยพูดไว้มันหมดความหมายไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? แล้วเขาให้ความสำคัญกับมันตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?...บ้าไปแล้วเคตะ ที่เผลอไปใส่ใจกำคำพล่อย ๆ ที่พูดออกจากปาก แต่เขายังไม่ได้บอกซักคำว่าคำนั้นมันมีความหมายว่าอย่างไร ถ้ามันจะทำให้ชินยะสงสัยมันเกิดจากใคร ...เพราะไม่อยากจะโทษตัวเองเลยพยายามหาคนอื่นมาลงแทน แต่เท่าไหร่เท่านั้น เพราะมันเกิดจากตัวเขาคนเดียวที่ไม่เคยคิดจะถนอม ไม่เคยนึกถึงว่าแม้ว่าสิงนั้นจะเป็นของเล่น แต่ของเล่นก็มีวันพังทลายไปคามือได้เมื่อเล่นโดยไม่ถนอม
แล้วตอนนี้เคตะก็ได้ประจักแก่คำนั้นอย่างดี ปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งตอนนี้ของเคตะคือ ถ้าเขาจะเข้าสู่ดินแดนที่เป็นอำนาจของอากิระที่โน่นคงไม่ใช่เรื่องง่าย มันเหลือทางเลือกไม่มาก และทางที่ดีที่สุด เขาต้องมีอำนาจเหมือนกันเท่านั้น
……………..
……………………..
คฤหาสน์หลังใหญ่ไม่ต่างกับบ้านทาจิบานะตระหง่านอยู่ตรงหน้าเพียงแต่บ้านหลังนี้จะเป็นบ้านไม้ทรงโบราณที่มีสวนประดับตกแต่งอย่างดี ยามค่ำคืนอย่างนี้มีเสียงกังหันไม้ดังเป็นจังหวะเรื่อย ๆ ไอดินเย็นลอยขึ้นมาทำให้ความรู้สึกวุ่นวายกระจัดกระจายก่อนหน้านี้จางหายไปได้บ้าง แต่ก็แค่บางส่วนเท่านั้น ร่างสูงก้าวเดินเข้าไปโดยผ่านชายชุดดำมากมาย ความน่าเกรงขามของตัวบ้านไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอะไรมากไปกว่าร้อนใจที่จะพูดคุยกับ “พ่อ” ของตัวเอง
“คุณท่านคะ คุณหนูมาค่ะ”
ชายวัยกลางคนที่นั่งจิบชาจากถ้วยชาใบเล็กพยักหน้ารับก่อนที่เสียงบานประตูจะเลื่อนเปิดออกพร้อมกับร่างสูงของบุตรชายที่อยู่กับอดีตภรรยาเขา
“หายหน้าไปนานนะลูก มีอะไรรึเปล่า?”
เคตะเดินเข้ามานั่งตรงข้ามพร้อมรับถ้วยชาขึ้นจิบเมื่อผู้เป็นพ่อรินชาร้านนั้นให้
“เรื่องคากิโมโตะ...ผมได้ข่าวว่าพ่อจะไปอิตาลีอาทิตย์หน้า?”
“ใช่ ทำไม?”
“ผมจะไปแทน”
คำตอบสั้น ๆ ไม่ได้ทำให้เข้าใจถึงเหตุผล เจ้าบ้านจึงได้วางถ้วยชาใบเล็กลงเพื่อรอฟังคำอธิบายจากลูกชายอีกครั้ง
“ไปเอาของรักคืนมา”
“ของรักหรือคนรัก?...ถ้าแค่ของรักหาใหม่ก็ได้ เพราะไปที่โน่นมันไม่ได้ไปง่าย ๆ ถ้าจะไปในฐานะของคนของเรา มีเรื่องขึ้นมา...พ่อไม่อยากเสี่ยง”
“......................”
นั่นสิ ของรักหรือคนรัก??
“ของรัก หาเอาใหม่ก็ได้...แต่คนรัก หาไม่ได้ง่าย ๆ คิดให้ดีพรุ่งนี้มาให้คำตอบยังทัน แต่ก่อนอื่นถ้าจะไปคงต้องผ่านการทดสอบ”
“ทดสอบ?”
“ใช่...ถึงจะเป็นลูกชายพ่อก็ไม่อยากเสี่ยงให้พวกเราไปตกอยู่ใต้อำนาจใครเพียงเพราะคนที่ไม่มีความสามารถได้ไปจัดการธุระแทน ไม่ได้จะดูถูกความสามารถของลูก แต่ต้องเข้าใจว่าถ้าเกิดอะไรผิดพลาดเพียงเพราะความประหมาด...มันคือหายนะ...”
“ตกลง ผมจะไปรับ...คนรัก...”
“แน่ใจแล้วใช่มั้ยว่าจะทำ?...บอกแม่รึยัง?”
“แน่ใจแล้ว ส่วนเรื่องแม่ เดี๋ยวผมจัดการเอง...ขอบคุณครับ”
ร่างสูงค้อมลงจนแตะพื้นเสื่อตาตามิ มือใหญ่กร้านเอื้อมมาแตะที่บ่าลูกชายตบเบา ๆ สองสามครั้งให้เงยหน้าขึ้น
“จะค้างหรือจะกลับบ้าน?”
“กลับบ้านครับ จะไปคุยกับแม่...หวังว่าแม่คงเข้าใจ”
“อืม...พ่อก็จะพักแล้ว ขับรถดี ๆ ล่ะ”
“ราตรีสวัสดิ์ครับพ่อ”
.....................
..............................
“อะไรกันเคตะ จะไปทำงานแล้วทำไมไม่บอกแม่ซักคำ?”
ร่างสูงนั่งอยู่ตรงหน้าผู้เป็นแม่ที่ดูเหมือนว่าพ่อเขาจะโทรมาบอกเรื่องของเขาแล้ว
“แม่ไม่ให้ไป...ลูกก็รู้ว่ามันไม่ปลอดภัย”
“ผมจะไม่เป็นอะไร แล้วผมจะกลับมาหาแม่ครับ”
“ครั้งเดียวที่แม่จะให้ลูกทำ ว่าแต่...พ่อบอกแม่ว่าลูกจะไปพาคนรักกลับมา ใครเหรอ?”
“...เดี๋ยวเค้ากลับมาแม่ก็รู้เองแหละครับ ตอนนี้ผมขอตัวก่อนนะครับ”
ตลอดระยะเวลาทั้งอาทิตย์ที่เหลือเคตะนอนค้างที่บ้านใหญ่ของพ่อโดยได้รับคำสั่งให้อ่านเอกสารทั้งหมดที่มีและศึกษาเนื้อหาต่อการเจรจา การไปครั้งนี้เป็นการติดต่อเพื่อแบ่งการควบคุมอำนาจของยักษ์ใหญ่แห่งวงการมืดโดยที่ตัวแทนของทั้งสองฝ่ายจะถูกจัดให้พูดคุยเจรจากันโดยไม่แนะนำตัวให้ทั้งสองฝ่ายได้รู้ว่าใครจะเป็นคนเจรจา
ครั้งนี้เคตะก็เสี่ยงพอดูที่จะไปเพราะถ้าไปเจอคนอื่นที่ไม่ใช่อากิระ ทุกอย่างก็จบ การพูดคุยและการพาตัวชินยะกลับไม่ใช่เรื่องที่จะง่ายดายในเมื่อเขาไม่สามารถพบตัวต้นโผใหญ่ของอีกฝ่ายได้แต่กลับเป็นคนอื่น ถ้าจะยื่นข้อเสนอเพื่อให้เป็นอากิระที่เข้าเจรจาก็ยิ่งไมได้ใหญ่ ในเมื่อข้อตกลงตอนแรกบอกไว้ชัดเจนว่าไม่มีใครเปิดเผยตัวผู้เจรจาเพื่อกันไม่ให้มีการลอบทำร้ายกันเกิดขึ้น ทั้งสองฝ่ายจะเดาไม่ได้เลยว่าใคร แต่ครั้งนี้เคตะคิดว่ายังไงอากิระก็ต้องมา เพราะเป็นคนที่จะขึ้นเป็นผู้นำคนต่อไปด้วยแหละถึงมั่นใจ แต่ให้อย่างไรความไม่แน่นอนก็ยังมีอยู่ คราวนี้ก็แค่วัดดวง
...................
..........................
“พี่...กินข้าวกัน”
อากิระเดินมาหาชินยะที่ห้องนั่งเล่นโดยมีเรียวเฮนั่งคุยอยู่ด้วย วันที่มาถึงเขาค่อนข้างงงกับการที่พบเรียวเฮอยู่ที่นี่พอสมควร แต่เมื่อซักไปมาก็ได้คำตอบว่าเรียวเฮมาหาอากิระที่นี่ด้วยตัวเอง ซึ่งก็ยังสงสัยอยู่ดีว่ามาได้ยังไงและรู้ที่อยู่ที่นี่ได้อย่างไร ในเมื่อ...ที่อยู่มาเฟีย ใครมันจะเปิดเผยง่าย ๆ พอถามเอากับเจ้าตัว คนตัวเล็กนั่นก็แค่ยิ้มหวานหยดให้ก่อนจะเดินไปคล้องแขนน้องชายเขาไปหาของว่างมาให้เขาทาน แล้วก็ถูกปล่อยให้มึนงงกับความคิดตัวเองไปอีกครั้ง
ชินยะพยักหน้ารับแล้วลุกขึ้นหันไปมองน้องชายที่เดินไปจูงมือคนตัวเล็กให้เดินตามแล้วก็นึกยิ้ม ความรักนี่มันดีอย่างนี้เองสินะ แต่เขาคงไม่มีโอกาสได้รับความอบอุ่นจากมือคู่นั้นหรอก
“เป็นอะไรชินยะ ทานข้าวอยู่นะ”
“อะ...เปล่าครับคุณตา พอดีผมมองคู่หวานตรงหน้าแล้วอิจฉาน่ะครับ”
ชินยะตอบพร้อมส่งสายตาไปที่สองคนตรงหน้าที่เรียวเฮกำลังตักอาหารใส่จานให้อากิระโดยที่น้องเขาบ่นว่าให้อีกคนกินเองบ้าง ตัวเหลืออยู่แค่นี้ทำมาห่วงคนอื่นให้เรียวเฮหน้ามุ่ยใส่ ก่อนจะปิดท้ายประโยคด้วยเสียงขำเบา ๆ ทำให้เรียวเฮเงยหน้าขึ้นจากจานอาหาร
“ชินยะอิจฉาเหรอ...?”
“เปล่า เห็นแล้วมีความสุขดีเลยมองเพลินไง รีบกินเถอะ เดี๋ยวไม่โตอย่างที่อากิระบอกหรอก”
เรียวเฮแกล้งทำหน้ามุ่ยแล้วก้มลงจัดการกับพลาสต้าตรงหน้าที่อากิระเพิ่งจะหย่อนแฮมชิ้นใหญ่ใส่ให้ แล้วชินยะก็ค่อยตักอาหารในจานเข้าปาก
“อากิระ...เดี๋ยวเข้าไปพบตาด้วยนะ”
อากิระเงยหน้าขึ้นมามองผู้สูงอายุแล้วส่งสายตาเป็นคำถามก่อนจะถามออกไป
“เรื่องวันจันทร์ที่จะถึงนี้เหรอครับ?”
“ใช่ ตอนแรกตาว่าจะไปเอง แต่คิดว่าเจ้าก็น่าจะทำได้และไม่ทำให้ตาผิดหวัง...ใช่มั้ย?”
“ใช่ ผมทำได้ และคุณตาจะผิดหวังเพราะผมคิดว่าผมเดาถูกแน่ว่าทางนั้นใครจะเป็นคนมา”
“ใคร?”
“เอาไว้เดี๋ยวผมเข้าไปคุยรายละเอียดอีกทีดีกว่าครับ พูดตรงนี้ท่านสุภาพบุรุษตรงหน้าสองท่านนี้คงจะทานมื้อเย็นด้วยความอร่อยได้”
คนตัวขาวว่าก่อนจะหันไปใช้ส้อมจิ้มไก่ทอดตรงหน้าใส่จานเรียวเฮและชินยะคนละชิ้น
...........
.................
“เจ้าคิดว่าใครจะมาทำงานครั้งนี้กันถึงได้มั่นใจขนาดนั้นว่าจะไม่มีเรื่องร้ายแรงอะไร?”
นั่นสิ หลานเขาใช้อะไรมามั่นใจว่าทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดี ในเมื่อเจรจากันแต่ละครั้งแทบจะยิงกันล้างบาง แล้วยิ่งเกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์ที่ต้องพึ่งพิงและแบ่งปัน แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีเรื่องมีราวใหญ่โต ไม่อย่างนั้นก็ไม่ปิดบังหรอกว่าใครจะเป็นคนเจรจา
“คนสำคัญของทางโน้นครับ”
“ใคร?”
“ทาจิบานะ เคตะ”
“คนหลานน่ะเหรอจะมา?”
“ครับ”
“เอาอะไรมามั่นใจขนาดนั้น ตาว่าตาอาจจะคิดผิดที่ตาให้เจ้าทำงานครั้งนี้ เพราะเจ้ายังเด็กและคาดการอะไรโดยไม่ไตร่ตรองเสียล่ะมั้ง”
ร่างสูงทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้นวมตัวใหญ่ที่ประจำตำแหน่งของตาตนเองแล้วยิ้มให้กับข้อสงสัยของผู้ใหญ่
“แล้วแต่ครับ ผมก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรถ้าตาจะไปเอง”
“เจ้านี่มัน จริงจังหน่อยไม่ได้รึไงกัน...ไปเรียนรู้งานเอาไว้เถอะมันเป็นประโยชน์แก่ตัวเจ้าเอง”
“ครับ ผมทราบแล้ว แต่...ขอพาชินยะไปด้วยได้รึเปล่าครับ?”
“อากิระ!”
ชายผมสีดอกเลาปราบเสียงต่ำ
“โอเคครับ ไม่ก็ไม่”
รอยยิ้มยังคงประดับพรายบนใบหน้าแล้วกล่าวขอตัวออกไปพักผ่อนเพื่อทำงานในอีกสองวันข้างหน้าอย่างเต็มที่
..............
.....................
ประตูห้องนอนถูกผิดลงอย่างเบากริบเพื่อไม่ให้รบกวนอีกคนที่ซุกตัวอยู่บนเตียง กองผ้านวมโป่งนูนให้รู้ว่าอีกคนคงกำลังหลับสบายในยามค่ำคืนที่แสนสงัดอย่างนี้ อากาศเย็นสบายเพราะบานหน้าต่างที่ถูกเปิดเพื่อรับความเย็นจากลมธรรมชาติ ม่านพลิ้วเป็นระยะเมื่อมีสายลมพัดผ่านลอดเข้ามาในห้อง
“คุยอะไรกับคุณตาเหรออากิ...?”
“คุยเรื่องงานน่ะ”
“งาน...??”
“อื้มงาน...นอนเถอะ”
ปากอุ่นกดแนบลงบนกลีบนุ่มคลอเคล้าอย่างเอาใจ สัมผัสนุ่ม ปลายลิ้นอุ่นสอดแทรกมอบความอ่อนหวานให้ แกล้งแทรกลิ้นเข้าลึกและถอยห่างให้อีกฝ่ายตามติดอย่างต้องการ จนเมื่อมือเล็กกดจิกลงบนไหล่กว้างถึงได้ถอนริมฝีปากออกพร้อมรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเบา ๆ ที่ได้แกล้งคนรัก
“คนบ้า นอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องเตรียมงานไม่ใช่รึไง”
“แต่ว่านิด ๆ หน่อย ๆ ไม่ได้หรือไง”
“ไม่!”
“โอเค นอนก็นอน”
ร่างสูงแทรกตัวลงนอนบนที่นอนนุ่มกอดคนตัวเล็กไว้ในอ้อมอกอุ่น นิ่งเงียบกันไปได้ซักพักเสียงเพี๊ยะไม่เบานักดังขึ้นเมื่อมือใหญ่ไม่อยู่สุข ริดรอนเข้าไปในเสื้อนอนตัวนิ่มของร่างเล็กตรงหน้าทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม จนมันไต่ขึ้นสูงให้เรียวเฮได้ออกแรงยามดึกสงัด
“โอ้ย ทำอะไรเรียวเฮ...เจ็บนะ”
“เอามือออกไปเดี๋ยวนี้อากิระ!”
“ก็กอดหน่อยเดียวเอง”
“จะกอดก็กอดเฉย ๆ ไม่ต้องล้วงไม่ต้องแตะ”
“แหม่...ก็ตัวเรียวเฮอุ่นดีนี่นา ชั้นชอบ”
กดจมูกลงบนแก้มนุ่มที่ร้อนขึ้นกว่าเดิมมากอยู่แล้วลามเลียไปถึงริมฝีปากอีกครั้ง กล่อมให้เรียวเฮหลับฝันดีด้วยความหวานล้ำของริมฝีปากคู่นี้
~~~~Next Part~~~~
##### 14 #####
สิงที่เกิดขึ้นระหว่างไปเที่ยวด้วยกันสี่คนที่ทะเลนั้นมันปรับเปลี่ยนสภาพและสถานะของคนทั้งสี่ให้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากมาย เรียวเฮไปเรียนด้วยใบหน้าสดใสเหมือนปกติ แต่ที่ผิดแผกไปก็คงเป็นหน้าตาที่มักมีรอยยิ้มเมื่อถูกใจ แววตาเย้ายวนชวนมองที่ชินยะเคยเห็นได้หายไป สิงที่เพิ่มขึ้นกลับเป็นแววโศกในดวงตาสวยถึงแม้เจ้าตัวจะพยายามให้มันเป็นปกติมากแค่ไหนก็ตาม สาเหตุไม่พูดชินยะก็นึกรู้ได้เหมือนมีตัวรู้มาตะโกนบอกอยู่ข้างหู ก็เพราะน้องชายเขานี่แหละ ยังโมโหไม่หายตอนที่อากิระเหยียบคันเร่งกระชากรถออกจากบ้านพักหลังจากที่อาละวาดด้วยเหตุผลที่ฟังยังไงก็เหมือนอากิระที่จะวุ่นวายไปเองคนเดียว แล้วยังพูดจาแบบนั้นอีกให้ตอนนี้ชินยะก็ยังสงสัยไม่หาย
เพราะอากิระไม่ใช่คนที่จะมาอาละวาทจนกลายเป็นเรื่อง หรือถึงจะมีเรื่องมีราวจริง ถ้าเป็นเรื่องของเคตะก็พอจะรับรู้และทำความเข้าใจได้ แต่นี่เจ้าน้องชายเขาโมโหจนตวาดใส่เรียวเฮอย่างนั้น มันมีอะไรเกิดขึ้นกันแน่??
ความคิดที่กำลังไหลลื่นสะดุดกึกเพราะเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้น เสียงเรียกเข้าพร้อมทั้งชื่อที่ปรากฏทำให้ใบหน้าคมขมวดคิ้วนิดก่อนจะรีบกดรับสาย เพราะเคตะไม่ชอบที่จะรออะไรนาน ๆ ว่าแต่โทรมานี่มีเรื่องอะไรรึเปล่า
“ครับ”
-อยู่ไหน?-
“กำลังจะไปกรีนเฮาส์ครับ”
-เจอเรียวเฮบ้างรึเปล่า?-
นิ่วหน้านิด ๆ ก่อนจะบอกปฏิเสธออกไปว่าไม่เจอเลยตั้งแต่เช้าแล้ว แล้วเคตะก็ถามกลับมาว่าจะอยู่ในห้องกระจกนั่นนานแค่ไหน พอบอกเวลาออกไปเลยได้รับคำสั่งว่าให้รออยู่ที่หน้าตึกคณะแล้วจะมารับ ชินยะจึงเข้าไปดูต้นกล้าของไม้เมืองร้อนที่เพราะเอาไว้ในกรีนเฮาส์จัดการกับมันเรียบร้อยถึงได้ออกมารอเคตะตามที่อีกฝ่ายบอกไว้ กำลังจะเดินออกไปตามทางเดินที่ปูด้วยหินทรายสีนวลเป็นทางเดินไม่ให้ลื่นเมื่อฝนตก เหมือนจะหูแว่วไปเองว่าได้ยินเสียงผู้หญิงพูดถึงชื่อของเคตะที่ตอนนี้สถานภาพระหว่างเขาสองคนเป็นอะไรก็พูดได้ไม่เต็มปาก
พี่น้องหรือ?...พี่น้องที่ไหนจะทำเรื่องอย่างนั้นกัน
คนรักหรือ?...คนรักที่ไหนจะเอาแต่คอยออกคำสั่ง
แฟนหรือ?...คนเป็นแฟนกันใครที่ไหนเขาจะกล้าจูบผู้หญิงคนอื่นต่อหน้า
จากตอนแรกที่คิดว่าหูฝาดหูแว่วได้ยินเสียงหวานจ๋อยเรียกชื่อเคตะเลยหันกลับไปมอง แต่เมื่อหันไปมองแล้วก็คิดได้ทันทีว่าไม่ควรเลยจริง ๆ เพราะภาพบาดหัวใจมันกำลังปรากฏให้เห็นอยู่ตรงหน้า เขาไม่รู้หรอกว่าเคตะเห็นรึเปล่า แต่ถ้าเคตะเห็นแล้วยังทำมันก็ไม่ต่างอะไรกับการที่ต้องการแสดงให้เขารู้ว่าตัวตนของเขาไม่มีความสำคัญอะไรมากพอที่เคตะจะสนใจ จนถึงขนาดที่ต้องใส่ใจในทุกเรื่อง คิดทุกอย่างที่จะทำลงไปเพื่อไม่ให้ชินยะเสียใจไม่ใช่หรือ?
แล้วถ้าเคตะไม่เห็นเขา มันจะต่างอะไรกับการที่เคตะหักหลังเขาอย่างนิ่มนวลและเลือดเย็นอีกล่ะ มาถึงตอนนี้ขามันสั่นจนก้าวไม่ออกเลยได้แต่ทรุดตัวลงเพื่อไม่ให้อีกคนเห็นว่าเขาเห็นเหตุการณ์นี้ ดวงตาเรียวเล็กปิดแน่นเพื่อกั้นทุกความเคลื่อนไหวจากภายนอกไม่ให้เข้าสู่โสตประสาทการรับรู้ด้วยสายตา ขอบตามันร้อนเมื่อความอุ่นของน้ำใสที่คลออยู่ที่หน่วยตามันพากันจะออกมาแสดงตัวให้เห็นถึงความอ่อนแอที่มี ริมฝีปากบางเฉียบเม้มแน่นกลั้นเสียงใด ๆ ก็ตามที่พร้อมจะหลุดรอดออกมา แต่ดูเหมือนว่าชินยะจะพลาดไปอีกก็ตรงที่ชินยะไม่ได้ปิดประสาทการรับรู้ด้วยหู เพราะตอนนี้คำพูดทำร้ายจิตใจที่สุดอีกอย่างหนึ่งมันเข้ามาในสองหูให้ได้ยินชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา
“เคตะ...ได้ข่าวว่าควงน้องชายด้วยเหรอ?”
เสียงใสหวานหยดถามขึ้นเมื่อละออกจากริมฝีปากของอีกคนทั้งที่แขนยังคล้องรอบคอร่างสูงอยู่
“ใคร?...”
“ก็ทานิอุจิไง เด็กปลุกต้นไม้นั่นน่ะ”
ปลายนิ้วเรียวสวยเกลี่ยที่สาบเสื้อบนอกกว้างขวางที่อิงแอบเพราะมือหน้าที่กำลังลูบไล้สะโพกอิ่มตึงดันให้บดเบียดเข้าหา สาวเจ้าเขย่งปลายเท้าเอื้อมตัวบรรจงจูบลงที่แก้มร่างสูงที่ถอยเท้าตัวเองไปยืนพิงผนังตึกเรียนท่วงท่าสบาย
“ใครว่าควง...”
“อ้าว ก็ไม่ใช่คู่นอนเหรอ เห็นเดี๋ยวนี้ไปไหนมาไหนด้วยกัน ทีแต่ก่อนเห็นบอกว่าเกลียดขี้หน้าเด็กนั่นยิ่งกว่าอะไร”
“ไม่ใช่...”
มาถึงตอนนี้ชินยะผ่อนลมหายใจตัวเองหนัก พยายามให้มันเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จิตใจจะเอื้ออำนวย นึกไปถึงคำพูดที่อากิระเคยพูดด้วยมากมายเมื่อวันนั้น วันที่มีเรื่องกันที่บ้านพักตากอากาศของตระกูลทาจิบานะ
…ทั้งหมดที่อากิระพูด เป็นจริงทุกอย่าง...
ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟังน้องบ้างชินยะ ทำไมถึงเอาแต่เชื่อคนอื่น คนที่เคยทำให้เจ็บขนาดนั้น เชื่อลงไปได้ยังไงกัน!! ไม่เชื่อชินยะแล้วยังโทษว่าชินยะเป็นคนผิด โวยวายทุกอย่างให้เรื่องมันพังลง ทุเรศสิ้นดี! มาดูตอนนี้สิ สภาพตัวเองเหลืออะไรบ้าง...ไม่เหลือเลย แม้กระทั่งสิงเดียวที่เหลืออยู่ตอนนี้คือหัวใจที่คิดว่าน่าจะได้รับการรักษาเยียวยาในเมื่อไม่นานมานี้ ตอนนี้มันแตกสลายย่อยยับไปกับตา ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว...ไม่มีเลย ตอนนี้ได้แต่กล่าวขอโทษน้องชายในใจโดยที่ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านั้น
โทรศัพท์ที่สั่นอยู่ในกระเป๋าทำให้ชินยะรีบล้วงมันออกมาดูแล้วรีบกดรับสาย พยายามปรับเสียงตัวเองให้เป็นปกติมากที่สุดโดยกลั้นก้อนแข็ง ๆ ที่มันจุกอยู่ตรงหน้าอกให้อยู่แค่นั้น พยายามบอกตัวเองว่าจะไม่มีน้ำตาให้คนคนนี้อีกต่อไป เพราะต่อจากนี้จะไม่มีสิงที่เรียกว่าความรักของเขาอีก ไม่มีอีกแล้วความรักที่มอบให้เคตะ และจะไม่มีตัวตนของคนคนนี้ที่จะอยู่ให้เคตะคอยเหยียบย่ำกันอีกต่อไป
“ครับ...”
“อยู่ไหน รีบออกมาสิ”
-เคตะบอกรักเด็กนั่นด้วยเหรอ?-
*ก็แค่คำคำเดียว มันจะอะไรกันนักหนา...ก็แค่พูดไปเพื่อให้ได้มาก็เท่านั้นแหละน่า*
-ร้ายจริงๆ เลยนะเคตะเนี่ย ไปหลอกน้องเค้าอย่างนั้น เด็กมันก็เสียใจหมดสิ-
*ชั้นหลอกตรงไหน แค่ไม่ได้พูดความจริงแต่ดันเชื่อเอง แถมยังหน้าโง่พอที่จะไปด่าน้องตัวเองว่าเอาอะไรมาคิด...ตอนแรกชั้นก็กะว่าถ้าเชื่อไอ้เด็กเวรนั่นก็ว่าจะใช้วิธีขั้นสุดท้ายแล้วเชียว แต่ดันโง่กว่าที่คิด...รักชั้นเอง ช่วยไมได้เลย*
ใช่ ช่วยไม่ได้จริงๆ ชินยะ โง่เองทั้งนั้น เชื่อเองทั้งนั้น...ถ้าเขาบอกให้ตายตรงหน้าเพียงเพราะจะพูดคำว่ารักให้ได้ยินก็คงทำไปแล้วล่ะมั้ง
-เป็นอะไร...เงียบทำไม?-
“ปละ เปล่าครับ กำลังจะออกไป”
-ดี ชั้นรออยู่ที่เดิม-
พูดเสร็จแล้วตัดสายไปทิ้งให้อีกคนเดินเอื่อยทั้งที่ในมือยังถือโทรศัพท์ค้างอยู่อย่างนั้น เรี่ยวแรงที่แขนถูกริบหายไปทั้งหมดจนต้องปล่อยรูดแขนลงข้างตัวอย่างไร้เรี่ยวแรงก่อนจะสูดลมหายใจลึกแล้วยกโทรศัพท์ขึ้นกดอีกครั้ง
“ครับ...พ่อผมเอง รบกวนด้วยนะครับเรื่องที่เคยคุยกันไว้ ไม่นานครับ ขอบคุณครับพ่อ...”
วางสายจากบุพการีเสร็จแล้วถึงได้เดินตรงไปยังสถานที่นัดหมายของตนเองและพี่ชาย เห็นรถคันสวยจอดอยู่ไกล ๆ แต่ชินยะก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรมากไปกว่าเดินช้า ๆ เอื่อย ๆ เหมือนเดิม
แสงอาทิตย์ยามเย็นที่สาดส่องแสงส้มนวลตกกระทบพื้นถนนที่ทอดยาว เงาร่างกลายเป็นเงายืดยาวทาบลงไปบนถนนภายในมหาวิทยาลัย สายลมพัดใบไม้แห้งร่วงหล่นลงสู่พื้นถนนใบแล้วใบเล่า ปลิวไปตามความเย็นสบายที่ไม่เข้าถึงตัวคนที่โดนมันโอบอุ้มเลยแม้แต่น้อย ในตอนนี้หัวใจมันคอยแต่จะร้องครวญว่าเจ็บเหลือเกิน แต่ยังไงก็ไม่ได้ชินยะ...นายจะไม่ร้องไห้และไม่เสียน่ำตาเพื่อเขาอีกต่อไป
โอเค ว่าที่เขาจะมานั่งคร่ำครวญเสียใจอยู่อย่างนี้มันออกจะตุ๊ดมากในสายตาคนอื่นที่มองว่าตัวชินยะเองก็เป็นผู้ชาย เรื่องแค่นี้ไม่ตายเสียหน่อย แต่ขอให้รู้ไว้เถอะว่าถ้าได้เจอเรื่องที่เจออย่างนี้ ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชายก็มีจิตใจ มีหัวใจให้รู้สึกรู้สา กับอีแค่โดนหักหาญตั้งแต่ครั้งแรกให้ศักดิ์ศรีในตัวมันลดหดหายไปจนไม่เหลือ แล้วยังที่ต้องมากลายเป็นคนโง่เป็นของเล่นให้เขาสนุกเล่น ต้องทะเลาะกับน้องชายเพราะไม่เชื่อในคำเตือนจนได้มารู้มาเห็นกับตาว่าโง่ไปเต็ม ๆ อยากด่าตัวเองว่าโคตรเฮงซวยเลยที่เกิดมาโง่ได้ขนาดนี้ชินยะ จริงอย่างที่เคตะบอกนี่แหละว่านายมันโง่และเฮงซวยที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้!!!
“ทำไมมาช้า?”
เมื่อก้าวเท้ามาถึงคนตัวสูงกว่าที่ยืนจุดบุหรี่สูบอยู่ข้างรถถามขึ้นเบา ๆ ก่อนจะโยนบุหรี่ลงที่ดับที่ตั้งอยู่ไม่ไกลแล้วล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบกุญแจรถขึ้นมาสตาร์ทเครื่องให้ชินยะเข้าไปนั่งตาม รถทั้งคันเงียบกริบไม่มีเสียงอะไรเล็ดลอดออกมา
“ชั้นถาม...ไม่ได้ยิน?”
“เปล่าครับ พอดีคิดอะไรเพลินไปหน่อยเลยเดิน...ช้ากว่าปกติ”
“เหตุผลฟังดูดีนี่”
เสียงเข้มหัวเราะลึกในคอแล้วสนใจทางข้างหน้าต่อไป จะผิดสังเกตไปเองรึเปล่าก็ไม่ได้สนใจว่าอีกคนจะพูดน้อยลง แต่ก็ช่างสิ...ใครจะสน ก็แล้วถ้าไม่สนจะคอยมองใบหน้าที่มีแววครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาทำไมกัน คิดอะไรนักหนา?...คิดถึงใคร?...หรือกำลังคิดถึงคนอื่นที่ไม่ใช่เขา มีหรือ?...ใครอีกที่มันกล้ามายุ่งกับของที่เขาหวงสิงนี้
...สิงที่มีชีวิตและจิตใจ สิงที่เรียกว่ามนุษย์และเป็นสมบัติของเคตะห้ามใครยุ่ง!!... ขนาดน้องชายยังทำให้หลีกทางไปได้แล้ว นับประสาอะไรกับไอ้พวกนกกาที่มันมาบินฉวัดเฉวียน เขาจะส่องยิงเรียงตัวอย่างไม่เสียดายขนปีกนั่นเลยซักนิด...
ค่ำคืนนั้นร่างกายถูก กก กอดด้วยคนที่พูดเต็มปากว่าไม่เคยรักกัน ทั้งหมดที่เคยพูดมามีแต่หลอกลวงทั้งนั้น แรงกดย้ำที่เบื้องหลังกระชั้นถี่จนโยกคลอนไปทั้งตัว ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เคตะเริ่มและจบมันลงด้วยตัวเอง ไม่สนใจว่าเขาจะเป็นอย่างไร หลอกล่อให้ขึ้นสู่จุดสูงสุดแล้วปล่อยให้ตกลงจากเหวอย่างสนุกสนาน ริมฝีปากร้อนแนบสนิทลงมาแต่เอนึกถึงภาพเมื่อกลางวันมือมันก็พาลพาให้ดันใบหน้าคมออกห่างจนอีกคนชะงักสัมผัสที่กำลังมอบให้ ถอยห่างออกมามองใบหน้าของน้องชายที่อยู่ใต้ล่าง จ้องสบสายตาเหมือนจะถามว่ามีอะไรถึงขัดใจเขา...แล้วเมื่ออีกคนยอมปิดเปลือกตาลง ลิ้นร้อนก็เข้าไปคลุกเคล้าภายในที่หวานหอม อุ่นนิ่ม แต่ดูเหมือนว่าวันนี้โกโก้ของเคตะมันจะเย็นชืดไปเสียหน่อย ถึงได้ทำให้เขาหงุดหงิดจนกระแทกกระทั้นลงที่ร่างกายใต้ล่างอย่างนี้
ทั้งที่ได้มาอยู่ในมือเหมือนไม่นานมานี้ แต่ทำไมถึงไม่พอใจที่คนตรงหน้ามีท่าทีเฉยชากับสิงที่เขากระทำอยู่ เค้าอยากเห็นใบหน้าที่แสดงอารมณ์ชัดเจนเหมือนเมื่อก่อนหน้า ใบหน้าที่แสดงถึงความสุข ใบหน้าที่แสดงอาการร้อนรน ใบหน้ายามโกรธขึ้ง จะยังไงก็ได้ให้ชินยะไม่เฉยชาอย่างนี้ เห็นแล้วมันหงุดหงิด เหมือนว่าของนั้นอยู่กับตัวแต่ไม่สามารถเล่นมันได้อย่างใจ โมโห ใส่แรงไปเท่าไหร่ก็ไม่ถึงแก่ความโมโหที่มี ปลดปล่อยกี่ครั้งก็ยังเหมือนเดิมความพลุ่งพล่านมันไม่ได้จางลง ไม่ได้ลดลงเลยซักนิด เหมือนคนที่กำลังจะสูญเสียไป แต่ก็พยายามจะรั้งไว้ให้ได้นานที่สุด แต่ก็ลืมนึกไปว่า...วิธีการเหนี่ยวรั้งที่ทั้งรุนแรงและไม่เคยคิดจะถนอมแบบนั้น ของเล่นมันก็เสียหายได้เหมือนกัน...
หลังจากวันนั้นที่ได้รับรู้ความจริงชินยะยังคงทำตัวเหมือนปกติไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก เคตะยังคงรุนแรงและจบลงที่ตื่นเช้ามาเคตะจะไม่พบร่างน้องชายที่ได้หาความสุขสมผ่านพ้นค่ำคืนมาด้วยกัน จนเช้าวันนี้ที่ตื่นขึ้นมาแล้วเหมือนกับสองสามวันที่ผ่านมาคือเขาไม่พบน้องชายนอนอยู่ที่เตียงทั้งที่เมื่อคืนเขารู้ตัวว่ารุนแรงมากกว่าครั้งไหน ๆ แต่อีกคนก็ยังฝืนสังขารลุกออกไปอีก
ร่องรอยมากมายที่ปรากฏมันทำให้เคตะหงุดหงิดไม่น้อยที่ชินยะรั้นเกินตัว ทั้งที่ยืนคงจะยังยืนแทบไม่ไหว แล้วตอนนี้ไปอยู่ไหน? ร่างสูงเดินลงจากชั้นบนของบ้านมาด้วยท่าทางหงุดหงิดไม่น้อย ถามเอากับคนรับใช้ว่าชินยะไปไหน ได้รับคำตอบมาว่าออกไปข้างนอกกับคุณผู้ชาย
...ไปกับพ่อตัวเองงั้นหรือ? ธุระอะไร?...
ความติดใจสงสัยมีมากพอดู เพราะตั้งแต่อยู่ด้วยกันมานับครั้งได้ที่เคตะจะเห็นชินยะออกไปไหนกับสามีใหม่ของแม่เขา มือใหญ่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกต่อสายหาเรียวเฮเพื่อถามไถ่หลังจากที่หายหน้าไปหลังจากที่มีเรื่องกับอากิระเมื่อวันนั้นเพื่อนเขาก็เปลี่ยนไปมากทีเดียว เที่ยวหนักกว่าเก่า ดื่มหนักกว่าเก่า แต่ไม่ซักครั้งจะที่ไปกับใคร ๆ เหมือนแต่ก่อน เมื่ออีกฝ่ายบอกว่าอยู่ที่มหาวิทยาลัยเคตะจึงขึ้นไปหยิบกระเป๋าสตางค์แล้วขับรถออกไปที่มหาวิทยาลัย
เคตะแตะเบรกไม่เบานักเมื่อจอดรถที่หน้าตัวบ้านหลังใหญ่ ปิดประตูดังโครมใหญ่ก่อนจะเดินไม่สบอารมณ์ขึ้นไปบนห้องนอนฝั่งตรงข้ามกับห้องตนเองที่รู้จากแม่บ้านว่าเจ้าของห้องกลับมาซักพักแล้ว มือใหญ่เคาะลงที่บานประตูไม่เบานัก บ่งบอกอารมณ์ได้เป็นอย่างดีว่าคนเคาะอยู่ในอารมณ์รุนแรงแค่ไหน
“มีอะไรครับ?”
บานประตูใหญ่ของห้องนอนถูกเจ้าของห้องเปิดออกพร้อมกับร่างของน้องชายที่โผล่ใบหน้ามาให้เห็น จนเมื่อเคตะดันบานประตูให้เปิดออกกว้างเพื่อแทรกตัวเข้าไปแล้วใช้เท้าปิดประตูไม่เบาเลยซักนิด มือใหญ่กำคอเสื้อนอนเนื้อนิ่มแน่นมือแล้วดันอีกคนให้ลงไปนอนหงายอยู่ที่พื้นกดแน่นจนชินยะไอแห้ง ๆ ออกมาเพื่อขออากาศหายใจ
“คิดจะทำอะไร?!!”
เสียงต่ำกดถามรอดไรฟันออกมาให้อีกคนขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะส่ายหน้าออกไปช้า ๆ แล้วอาการไอเพราะเจ็บที่ลำคอถูกกดแน่นอยู่ในขณะนี้
“แค่ก...ปละ เปล่า ไม่ได้...แค่ก ๆ ไป…อื้อ คุณเคตะ ปล่อย!!”
พยายามประท้วงว่าเจ็บปวดมากมายแค่ไหนแต่อีกคนก็ไม่ฟัง
“อยากไปนักใช่มั้ย ได้!! แต่ก่อนจะไปในชีวิตนายมันต้องไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย!!”
เสียงเข้มตวาดหนักขึ้นก่อนจะสะบัดมือลงแรงไปบนใบหน้าเรียวน้องชายแรงจนอีกคนเซลงไปนั่ง
ที่พื้นอีกรอบ มือใหญ่เข้าไปลากคอเสื้อนอนตัวนั้นขึ้นมาอีกครั้งแล้วออกแรงดันหน้าอกของอีกฝ่ายจนกระแทกไปโดนผนังดังโครมใหญ่
“ออกไปสิ!! ไป!! จะไปไหนก็ไป...คิดว่าไปไหนได้ก็ไป!!”
เสียงห้าวตะโกนขับไล่อย่างไม่ยินดียินร้าย จนอีกฝ่ายหน้าชา ไล่กันขนาดนี้...จะอยู่ต่ออีกรึไง ใครอยู่ก็หน้าหนาเกินทนแล้วล่ะ
“ปล่อย...ผมเจ็บ...”
“อยากไปนัดใช่มั้ย...ไปเลย ถ้าคิดว่าหนีจากชั้นไปได้ก็ไปเลย!!”
เสียงแผ่วเบาหลุดอดออกจากริมฝีปากของน้องชาย เบาหวิวแต่กลับเสียดลึกในอกได้ขนาดนี้ อะไรกัน!? ทำไมถึงเจ็บได้ขนาดนี้ ไม่เคย...เคตะไม่เคยรู้สึกอะไร ในเมื่อเด็กคนนี้ก็แค่สิงที่เอาไว้แก้เบื่อเพื่อความสนุกของตัวเอง เท่านั้น
ถ้อยคำที่มันบ่งบอกว่าเคตะไม่มีความสำคัญกับคน ๆ นั้นเลยแม้แต่น้อยทำให้เคตะโกรธจนแทบจะคว้าตัวชินยะเข้ามาทำให้รู้สึกเสียบ้างว่าการที่ทำอย่างนั้นมันมีแต่ผลเสีย ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นซักนิด ทำตัวดีอย่างเดิมไม่มีปากมีเสียงน่ะดีที่สุดแล้ว
เคตะบังคับเพื่อเข้าครอบครอง ให้ความอุ่นร้อนสัมผัสตัวตน เรียกร้องมากขึ้นและมากขึ้น กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกับคนที่ได้ชื่อว่าน้องชาย แต่มันก็ไม่เคยพอ เคยคิดว่าก็แค่จะเหยียบย่ำให้จมไปกับความหมดศรัทธาในตัวเอง ให้หมดไปกับศักดิ์ศรีที่ถูกเขาเหยียบย่ำ ตอนที่ชินยะเชื่อเขามากกว่าอากิระ ตอนนั้นดีใจจนแทบจะทนอยู่เฉยไม่ไหว เพราะสนุกที่จะได้เห็นคามอัปยศมากองอยู่ตรงหน้าให้มากขึ้นกว่าเดิม คืนนั้นเสียงร้องห้ามปรามหลุดลอยออกมาจากปากบางนิ่มคู่นั้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้เคตะเบาแรงลงเลย ยิ่งเพิ่มแรงโหมมากขึ้นกว่าเก่าอีกเท่าทวี แล้วเมื่อร่างอ่อนแรงฟุบลงไปเขาถึงได้หยุดแล้วถอยตัวเองออกมาจ้องมองคนที่หลับใหลไร้สติด้วยสายตาที่บอกไม่ถูก
...หวง... ...อยากได้... ...ต้องการ... แต่ปฏิเสธตัวเองว่ามันไม่ใช่รัก เราะตัวเองไม่เคยรู้จักกับคำว่ารักมาก่อนในชีวิต คงลืมไปว่าเมื่อไม่ได้อยู่กับสิงที่รักสิงที่ชอบ สิงนั้นมันจะไม่สามารถอยู่กับเจ้าของได้อย่างจีรัง
เป็นคืนแรกที่เคตะได้นอนในห้องนอนของน้องชาย แต่เมื่อตื่นขึ้นมาก็ยังเหมือนเดิมคือชินยะไม่อยู่ คว้าเอาเสื้อผ้าที่กองเกลื่อนอยู่ข้าง ๆ ขึ้นมาสวมอย่างไม่ใส่ใจในสภาพตัวเองนักเปิดประตูห้องออกมาเจอกับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีใหม่ของแม่ตัวเองแล้วก็ชะงัก
“อ้าวเคตะคุง เมื่อคืนนอนห้องชินยะเหรอ?”
คนถูกถามเสยผมตัวเองคล้ายจะเก้อแต่ก็ยังมองไปทางอื่นอย่างไม่ใส่ใจในคำถามก่อนจะพยักหน้าตอบไปส่ง ๆ แล้วเดินเลี่ยงเข้าห้องตัวเองไปให้ผู้ใหญ่ทิ้งสายตามองตามอย่างสงสัย แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากไปกว่ามองตามแล้วเดินเข้าห้องลูกชายไปแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นโทรออก
“ชินยะ...อยู่ตรงไหนนะลูก?”
-อยู่ตรงลิ้นชักหัวเตียงครับพ่อ-
“มีแค่นี้นะ...?”
-ครับ ขอบคุณมากครับพ่อ-
“อ่อ เมื่อกี๊พ่อเจอเคตะด้วย เมื่อคืนนอนด้วยกันเหรอ?”
เสียงปลายสายเงียบไปซักพักก่อนจะครางรับในลำคอเพียงเบา ๆ
“แล้วบอกพี่เค้ารึยังเรื่องที่จะไปน่ะ”
-ครับพ่อ ขอบคุณมากนะครับที่ขึ้นไปหยิบเอกสารให้ ผมรออยู่ที่แอร์พอร์ทนะครับ-
ผู้เป็นพ่อรับคำแล้ววางสายไปในที่สุดทิ้งให้ลูกชายที่กำลังจะเดินทางในไม่ช้าทอดถอนหายใจกับตัวเองอยู่เป็นพักแล้วตัดสินใจลุกขึ้นจากที่นั่งกลางสวนสาธารณะหลังจากที่ออกจากบ้านตั้งแต่เช้าเพื่อจะมาลาเรียวเฮ อย่างน้อยเรียวเฮก็ดีกับเขาและยังเป็นคนที่น้องเขาทำร้ายจิตใจได้หน้าตาเฉยอย่างที่สุด คนมีความรักเหมือนกันใครดูก็รู้ได้ว่าเรียวเฮน่ะรักอากิระจริง แต่ไอ้น้องเขานี่สิซื่อบื้อรึไงกันถึงได้มองไม่ออกถึงสายตาอ่อนหวานที่แม้แต่เคตะเรียวเฮก็ยังไม่ได้มอบสายตาอย่างนั้นให้ นึกแล้วก็ถอนหายใจกับตัวเองอีกครั้ง นี่ถ้าถอนหายใจแล้วตายเร็วชินยะคงตายไปนานแล้วล่ะมั้ง กับเรื่องน้องชายก็คิดไปว่าน้องตัวเองซื่อบื้อ แต่พอเป็นเรื่องตัวเองชินยะกลับคิดว่าตัวเองโง่มากทีเดียวที่ปล่อยให้มันเป็นอย่างนี้ ไปถึงที่โน่นคงต้องไปขอโทษอากิระเสียแล้วที่ไม่ฟังคำจนต้องมากลายเป็นของเล่นให้เขาอย่างนี้
แต่เมื่อมาถึงที่พักของเรียวเฮที่ชินยะเคยพาเรียเวฮมาส่งเมื่อวันที่กลับจากทะเลคราวนั้น แต่ชินยะกลับพบเพียงความว่างเปล่า พอถามคนดูแลก็บอกได้แค่ว่าเรียวเฮย้ายออกไปซักพักแล้วเมื่อประมาณเกือบอาทิตย์ อยากรู้ว่าคนตัวเล็กนั่นหายไปไหน จะถามจากใครก็ไม่ได้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงจะถามจากอากิระได้ หรือตอนนี้อาจจะมีคนที่เขาคิดว่าน่าจะรู้แต่ก็ไม่ใช่โอกาสที่จะถาม เลยได้แต่เดินออกมาอย่างครุ่นคิดซึ่งคิดเท่าไหร่มันก็ไม่ได้หลุดออกมาจากร่องหยักในสมองเอาเสียเลยจนต้องมาหยุดพักที่เก้าอี้ในสวนสาธารณะ ก้มมองดูนาฬิกาข้อมือตนเองคำนวณเวลาที่เหลือประมาณสี่ชั่วโมงก่อนจะถึงเวลาเดินทาง คิดได้ว่าถ้าให้กลับไปเอาของที่บ้านก็คงไม่ทันเลยกดโทรศัพท์ไปหาพ่อเพื่อให้พ่อหยิบเอกสารที่เตรียมไว้และของเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะไปครั้งนี้ชินยะไม่ได้กะจะให้เคตะรู้
ร่างที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ท่ามกลางลมเย็นที่พัดเรื่อยทำให้ต้องกระชับเสื้อ โค้ทแน่นเข้าหาตัว นึกถึงไออุ่นของร่างกายที่ได้กกกอดด้วยความรุนแรงเมื่อคืน ป่านนี้เคตะจะรู้ตัวรึยังเรื่องที่เขากำลังจะไป เพราะถ้าให้เดาหมอนั่นคงรู้จากคนที่มหาวิทยาลัยว่าเขาจะเดินทางในวันมะรืนนี้ จะคิดหวง คิดห่วงกันบ้างมั้ย? จะคิดถึง จะเป็นห่วง จะอนาทรร้อนใจบ้างหรือไม่กับการที่เขาไม่อยู่ คำตอบมันลอยเป็นเพียงคำตอบเดียวในใจตอนนี้...ไม่เลย...
ไม่ว่าจะหวง จะห่วง จะคิดถึง หรือความรู้สึกอื่นใดเคตะคงไม่มีให้ ให้ตายก็ไม่มีสำหรับเขาที่เคตะคิดว่าเป็นเพียงลูกเลี้ยงที่ติดสามีใหม่ของแม่มาเพื่อเกาะกิน เป็นเพียงของเล่นที่อยากกลั่นแกล้งเพราะความไม่พอใจที่จะเข้ามาปอกลอกกัดกินตระกูลตนเองเท่านั้น
ใบหน้าเรียวสะบัดไล่ความคิดมากมายออกไปก่อนที่จะเพ้อเจ้อมากไป กว่านี้แล้วลุกขึ้นเดินไปที่ริมถนนเรียกรถแท็กซี่มุ่งตรงไปยังสนามบินทันที ทิ้งไว้เพียงรอยอุ่นของเก้าอี้ที่เคยมีร่างของคนคนหนึ่งนั่งอยู่ ใบไม้แห้งปลิดตัวเองร่วงลงจากต้นไม้สูงใหญ่ ไม่ต่างอะไรจากชินยะที่ปลิดตัวเองออกมาจากชีวิตของเคตะ...
~~~~Next Part~~~~
#### 13 ####
ร่างกายอบอุ่นฝากฝังไปด้วยรอยรักประปราย กกกอดด้วยอ้อมแขนแข็งแรงที่มีกำลังและอำนาจมากมาย ท่อนแขนกำยำด้วยกล้ามเนื้อพาดผ่านเอวบางลูบไล้เล่นเบามือ คล้ายจะเป็นการขับกล่อมให้อีกคนหลับสนิทและฝันหานยิ่งกว่าครั้งไหนที่นอนด้วยกัน อารมณ์ที่พัดวูบวาบเมื่อครู่ถูกทำให้มอดดับลงหลายครั้งหลายคราด้วยร่างกายที่เคตะพยายามจะยึดครองไว้เป็นของตัวเองนี้ ไม่อาการขัดขืนแต่อย่างใด แต่ก็ไม่มีการเรียกร้องอย่างที่อยากเห็นและอยากได้ยิน
มือหนาเริ่มเลื้อยขึ้นจากหน้าท้องสู่ติ่งเนื้อสีสดบนหน้าอกแบนเรียบทั้งสองข้าง นิ้วมือแข็งทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดีด้วยการสะกิดที่ร่างกายโปร่งบางที่เหมือนว่าเพิ่งจะได้พักไปไม่นานให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งพร้อมอาการกดผ้าห่มแน่นติดลำตัวกั้นสัมผัสของฝ่ามือที่เหมือนว่าจะเริ่มต้นทุกอย่างใหม่ทั้งที่เพิ่งจบลงไปไม่นาน
“พะ...อื้ม...อือ...”
ค่ำคืนนี้ดูเหมือนว่าชินยะจะมีโอกาสพูดได้แค่ไม่กี่คำ เพราะโดยมากจะโดนช่วงชิงเวลาแห่งการเอ่ยปากไปเป็นเวลาแห่งการตอบรับจูบหวาน ๆ ที่เคตะเพียรมอบให้เหลือเกิน
“พะ...พอเถอะครับ อื้ม...คุณ...เคตะ”
คำพูดขาดห้วงเสียงเมื่อเคตะไล้ปลายลิ้นลงบนจุดเล็กๆ นั่น ความเปียกชื้นทำให้ติ่งเนื้อแข็งชั้นสู้ปลายลิ้น ดูเหมือนเคตะจะเป็นคนรักความยุติธรรมพอดู เพราะว่าเคตะไม่ปล่อยให้ความชูชันข้างใดข้างหนึ่งได้รับความสุขมากกว่ากัน คอยปรนเปรอให้เรียกเสียงครางต่ำจากชินยะได้เป็นอย่างดี แล้ววกขึ้นจูบซับริมฝีปากบางอีกครั้งนาน ๆ
“ครั้งสุดท้ายนะ...คนดี”
ครั้งสุดท้าย ชั้นจะขอฟังคำนั้นจากปากนายให้ชั้นหลับฝันดีให้ได้
ไม่รอฟังคำตอบรับเหมือนเคย มือร้อนเลื่อนลงกอบกุมหนั่นเนื้อของคนทีได้ชื่อว่าเป็นน้องชายขยับเพื่อเรียกความกระสันให้สูงขึ้นแล้วก็ปล่อยออกให้เป็นเพียงสัมผัสแผ่วเบาจนชินยะเรียกร้องด้วยร่างกายที่เกร็งหยัด
“เด็กดี...ชั้นอยากฟังคำนั้นจากปากนาย บอกชั้นนะ...”
ลมหายใจร้อนกระซิบแผ่วที่ข้างหู ปลายลิ้นเล็กเล็มเขาไปด้านในให้ขนทั้งตัวลุกขึ้นราวกับโดนไฟช๊อต
“อื้ม...”
เร็วสิ...ชั้นรอฟังใจแทบขาดอยู่ตรงนี้
“บอกชั้นหน่อยนะ ชินยะคนดี...”
จูบเบา ๆ ที่ย้ำอยู่ที่ริมฝีปากเหมือนจะเรียกร้องเอาคำตอบในนาทีข้างหน้าทั้งที่มือยังคงทำหน้าที่ได้อย่างดี เคตะแนบตัวตนลงที่หน้าขาของอีกคน ...แนบแน่น... จนยากจะห้ามไม่ให้รู้สึก มือไม้ของชินยะที่ยกหลังมือปิดปากกลั้นเสียงน่าอายนั่นไว้ถูกเคตะยกออกแล้วเอียงหูรอฟังคำคำนั้นอย่างยินดี หัวใจแทบจะเต้นโลดเพราะความดีใจ ในที่สุดตัวเขาก็ชนะอากิระ...
ชินยะดูเหมือนจะไม่พูดออกมาง่าย ๆ จนแทบจะทำให้เคตะหงุดหงิด ท่าทางลังเลใจ สายตาที่ยังเคลือบแคลงไม่หายทำให้เคตะตัดสินใจจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน
“ชั้นรักนายนะชินยะ”
ก้มลงกระซิบให้ได้ยินด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่อดทนรอแทบจะระเบิด กดจูบเบา ๆ ถี่ ๆ ที่ข้างแก้มอุ่นร้อนพร้อมรอยยิ้มสมใจแล้วจูบเร็ว ๆ ที่ริมฝีปากบางอีกครั้ง ผละออกมาเพื่อรอฟังคำหวานที่อยากได้ยิน
“ผม...รัก อื้ม...คุณเค...ตะ อ่ะ!!”
...สนุกที่สุด!!!...
มุมปากสวยกดลึกอย่างสมใจแล้วกำฝ่ามือแน่นขึ้นเพื่อให้อีกคนไปสู่ฝั่งฝันโดยมีเขาเป็นคนนำทาง ช่องทางความรักถูกเติมเต็มด้วยตัวตนของชายหนุ่มที่ร้อนระอุจนผู้เป็นน้องชายแทบจะทนไม่ไหว สองแขนเอื้อมโอบกอดร่างหนาใหญ่แน่นแฟ้น ซุกใบหน้าลงกับซอกคอแกร่งที่กรุ่นกลิ่นของเคตะที่คุ้นเคย
……………..
………………….
“อากิระอาบน้ำก่อนมั้ย?”
ใบหน้าใสหันมาเรียกคนที่ต้องนอนร่วมห้องกันในคืนนี้น้ำเสียงออกจะแหบแห้งเพราะโดนแอลกอฮอล์ลามเลียให้ลำคอแห้งผากไปซักหน่อย แต่รอยยิ้มอ่อนๆที่มักติดอยู่บนริมฝีปากอิ่มก็ยังหยิบยื่นให้อากิระได้ไม่ขาด
“อาบก่อนเถอะ”
ถึงแม้จะรู้สึกเหมือนผิดสังเกตกับอากิระที่พูดน้อยลงแต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจมากนักให้รกสมอง พยักหน้ารับแล้วเดินหยิบผ้าเช็ดตัวไปทางห้องน้ำ และก่อนที่จะเปิดประตูห้องน้ำเข้าไปยังมีใจหันมาหยอกอีกคนที่นั่งลงปลายเตียงนอนนุ่มด้วยรอยยิ้มสดใส แม้ด้วยตาจะเยิ้มด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์เสียหน่อย
“หรือจะอาบพร้อมกันดีอากิระ...”
ร่างสูงที่เพิ่งทอดตัวลงนอนเอนหลังกับเบาะนุ่มทำท่าว่าจะลุกขึ้นแต่ร่างเล็กก็ผลุบหายเข้าไปในห้องนำก่อนแล้ว
ร่างสูงขาวนอนนิ่งเอาท่อนแขนพาดดวงตาคมเอาไว้เพื่อปิดบังร่องรอยความคิดกังวลและห้วงคำนึงที่นึกถึงบทสนทนาระหว่างเคตะและเรียวเฮ เขาไม่อยากจะนึกอะไรไปในทางที่เลวร้ายกว่านี้ ถึงแม้ว่าจะไม่คิดอะไรเกินเลยกับเรียวเฮไปมากกว่าแค่ภาวะฉาบฉวย แต่มันก็ไม่คิดว่าจะมีอะไรให้คิดตามมากมายอย่างตอนนี้
เมื่อครู่เขาเห็นเรียวเฮจูบเคตะ เขารู้ว่าถูกใจเรียวเฮ แต่ถ้าเรียวเฮจะไปยุ่งเกี่ยวกับใครมันก็สิทธิ์ของอีกฝ่ายในเมื่อเขาไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะบังคับหรือห้ามถึงแม้จะอยากทำมากอยู่ก็ตามที ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่รู้สึกอะไรอย่างนี้ ถ้าเป็นคนอื่นก็คงแค่...ปล่อยไป ใครก็ได้ที่ไม่ใช่กับเคตะ!!!
นั่งยอมรับกับตัวเองอยู่นานว่าเขาเกลียดเคตะ เกลียดมากพอที่จะทำลายล้างให้สิ้นๆ กันไปข้างนึง แต่ก็อีกนั่นแหละทั้งพ่อทั้งพี่ค้ำคออยู่อย่างนี้ แล้วไหนจะ...
หยุดความคิดไว้แค่นั้นก่อนจะปรายตามองไปที่ประตูห้องน้ำที่ถูกปิดลงแล้วถอนหายใจหนัก ๆ ทำไมต้องทำกันขนาดนี้ด้วย ถ้าแค่จะหลอกกันให้รักเขาก็คิดว่าเรียวเฮทำได้ดีทีเดียว แล้วยิ่งการที่เรียวเฮเป็นคนบอกให้เคตะทำทุกสิงทุกอย่างเมื่อครู่ มันก็ทำร้ายกันได้ดีมากเลยล่ะถ้าจะพูดในฐานะของคนที่ใจมันเผลอไว้ใจ...ทั้งที่สมองมันไม่เคยคิดจะวางใจก็ตามที
ใช่...อากิระไม่เคยไว้ใจเรียวเฮเพียงเพราะความน่ารักและสดใสที่มอบให้ ไม่เคยไว้ใจใครถ้ายังไม่ได้ศึกษาจิตใจและนิสัยที่แท้จริงให้ถ่องแท้เสียก่อน ในกรณีของเรียวเฮก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น แล้วก็ใช่อีกนั่นแหละที่อากิระจะไม่เคยวางใจ ไม่ว่าจะเรียวเฮหรือเคตะ ลองได้อยู่กันยืดอย่างนี้เขามั่นใจเลยล่ะว่านิสัยที่หยั่งรากลึกมันจะแปลผันตามกันมากแค่ไหน แต่ที่นึกคิดไปทั้งหมดมันเป็นเรื่องของความคิดที่มีสมองเป็นตัวสั่งการ ไม่ใช่เรื่องของจิตใจ...ที่ตัวเองตอนนี้ยังไม่รู้จะตัดสินใจยังไงดีเพราะดูเหมือนว่าจะสายไปเสียแล้วที่จะมานั่งจับผิดใจตัวเองและห้ามปรามไม่ให้มันรู้สึกอะไรไปมากกว่าความฉาบฉวยอย่างครั้งแรก
อากิระยังคงนอนนิ่งอยู่ในท่าเดิมแม้ว่าจะได้บินเสียงประตูห้องน้ำเปิดออกแล้วก็ตามที จนเมื่อสัมผัสเย็นชื้นแตะลงที่ข้างแก้มพร้อมกับมือเล็กที่เย็นเพราะความเย็นของน้ำดึงเอาท่อนแขนที่เขาพาดปิดดวงตาเอาไว้เมื่อครู่ออกวางไว้ข้างตัวแทน ก่อนจะเลื่อนมือเล็กแตะที่สองข้างแก้ม
“เป็นอะไร?...เห็นเงียบ ๆ มาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ”
ดวงตาใสจ้องสบไม่หลบไปไหนเพื่อรอฟังคำตอบ
“เปล่า...เดี๋ยวจะอาบน้ำ นอนก่อนเลยก็ได้นะ”
มือใหญ่ปลดมือเล็กเย็นเฉียบที่กุมสองข้างแก้มออกแล้วคลี่ยิ้มบางๆ ให้คนตัวเล็กที่เขยิบขึ้นมานั่งบนเตียงนุ่มด้วยกันแล้วลุกเดินเข้าห้องน้ำไปโดยมีสายตาของคนตัวเล็กมองตามอย่างสงสัยไม่หาย
และเมื่อร่างสูงเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยผ้าขนหนูพันรอบเอว ก็ยังคงพบว่าอีกคนที่นอนเล่นอยู่บนเตียงไม่ได้หลับไปก่อนอย่างที่เขาบอก เพียงแต่นอนซบใบหน้าขาวใสกับท่อนแขนตัวเอง ถ้าเป็นก่อนหน้านี้แค่วันสองวันอากิระคงมองว่าน่ารักจนอยากจะเข้าไปฟัดแก้มใสนั่นซักทีสองที
แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว ความน่ารักนั่นเหมือนเป็นสิงที่ปิศาจร้ายทำเป็นภาพลวงหลอกขึ้นมา ไอ้ความรักนี่มันช่างน่ารำคาญและไม่น่าพานพบเป็นที่สุด ตอนแรกเจอก็คิดว่าคงจะพอเป็นความรู้สึกแบบฉาบฉวยที่เปิดโอกาสให้เขาได้เก็บเกี่ยวอย่างเต็มที่ แต่ระยะเวลาเพียงไม่นานเรียวเฮเปิดเผยตัวตนมากพอล่ะมั้ง เขาถึงได้หลงไปในตัวตนจอมปลอมอย่างนั้นเข้า เพราะเรียวเฮแสดงออกให้รู้ว่าต้องการคนอยู่เคียงข้าง และคนที่เรียวเฮเลือกในตอนนั้นก็คือเขา ไม่แปลกอะไรที่โอกาสมันจะมาถึงมือในตอนนั้นเพียงเพราะความประทับใจในครั้งแรกที่เจอ คู่ขาของเขาคนนี้ก็ยินดีมากขึ้นเมื่อกลายเป็นว่าโลกกลมเสียเหลือเกินที่เขาเป็นน้องของชินยะและรู้จักกับเคตะ คนที่ได้ชื่อว่าเป็น “เจ้าของ” เรียวเฮก่อนที่จะเป็นเขา
และไม่แปลกอะไรที่ตอนนี้เขาจะมานั่งคับแค้นอยู่ในอก เพราะที่คิดว่ามันจะดีตั้งแต่ต้น...มันแย่จนไม่เหลือดีด้วยซ้ำ... นิสัยอย่างเรียวเฮที่พอจะเจอมาอยู่บ้างเพราะฐานะที่อากิระอยู่ การดูคนออกเป็นสิงจำเป็น ความอ้างว้างในสายตาสุกใสนั่นทำให้เขาเสนอตัวที่จะอยู่ด้วย อยู่เป็นเพื่อน ตอนแรกก็แค่ชั่วข้ามคืน แต่ไป ๆ มาๆ ความน่ารักอ่อนบางที่ได้สัมผัสแม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆมันก็มากพอที่จะทำให้เขาเอ็นดูเพื่อนรุ่นพี่คนนี้ไม่น้อย
พอมาเจอประโยคเมื่อเย็นเขาก็คิดอะไรไม่ออก ถึงจะเป็นสิงที่เหมือนจะฟังแล้วดูดีเหลือเกิน...เรียวเฮบอกให้เคตะบอกรักชินยะ... ด้วยน้ำเสียงสนุกสนานและรื่นเริงพอกับประกายตาสกาวใส คิดต่อไปไม่ออกเลยซักนิดว่าจะเป็นอีท่าไหนที่เคตะจะบอกรักชินยะด้วยความรักทั้งหมดที่มี ในหัวอากิระตอนนี้มันมีแต่คำว่าหลอกลงและสนุกสนานลอยเต็มไปหมด กลัดกลุ้มกลัวว่าถ้าพี่ชายได้ฟังคำนั้นจากปากเคตะแล้วชินยะจะเป็นอย่างไรในเมื่อทั้งหมดทั้งมวลนั่นไม่ใช่ความจริงจากใจ แต่มันเป็นเพียงลมปากที่พ่นออกมาพล่อย ๆ เพียงเพราะความสนุกของคนสองคนนี่เท่านั้น ชินยะจะเจ็บปวดมากแค่ไหนที่หลังจากดีใจได้ไม่นาน กลับต้องทนทรมานเพราะความรักที่มีให้ถูกหยิบเอามาล้อเล่นกับความสนุกของอีกคนเท่านั้น
“อากิระ...คิดมากอะไรน่ะ??”
“เปล่า...นอนเถอะพรุ่งนี้ตื่นแต่เช้านิ่”
“ไปไหน...ไม่รู้”
ว่าแล้วก็ทิ้งตัวลงนอนหลับตาทำท่าว่าจะหันหลังให้เรียวเฮ แต่มือเล็กก็รั้งเอาไว้ที่ต้นแขนกำยำนั่นแล้วอมยิ้มอย่างเขินอาย
...น่ารักนัก...!!!
อากิระจึงนอนหันหน้าเข้าหาเรียวเฮโดยมือข้างหนึ่งประสานสอดรับกันไว้เบาๆ แล้วค่อยๆ เลื่อนปลายนิ้วออกมาคลึงหัวแม่มือกับฝ่ามือเล็กบาง อ่อนนิ่ม แล้วยกขึ้นจรดริมฝีปากเบา ๆ ได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ จึงได้วางมือลงเพื่อกุมประสานไว้ดังเดินแล้วหลับตาลงเงียบไปในที่สุด
ดวงตากลมใสยังคงทอดมองนิ่ง...นาน จนเมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งไปอย่างนั้นจึงได้ลองเรียกชื่ออีกฝ่ายดูเบา ๆ ก็ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา มีเพียงลมหายใจอุ่นที่ปัดรดแก้ม ร่างเล็กใช้ศอกดันตัวเองขึ้นแล้วแตะริมฝีปากเบา ๆ ที่ปากอิ่มของเด็กหนุ่มรุ่นน้องก่อนจะหัวเราะกับตัวเองน้อย ๆ แล้วก็ต้องอุทานออกมาเสียงดังเพราะคนที่คิดว่าหลับอยู่นั้นพลิกตัวขึ้นทาบรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน
“อ๊ะ...อากิระ แกล้งหลับหรอ?!”
“เปล่าแกล้ง ก็แค่นอนหลับตา แล้วตอนเรียวเฮเรียกก็แค่ไม่อยากพูดเท่านั้นเอง”
ฝ่ามือเล็กตีแรง ๆ สองทีลงบนหน้าอกกว้างขวางที่ซุกให้ไออุ่นอยู่ ก่อนจะถูกแผ่นอกกว้างนั่นกลืนไปจนแทบจมมิด แต่รอยยิ้มที่กลั้นอยู่มันก็ไม่รั้นฟังคำใด ๆ จากสมอง คอยแต่จะโผล่ออกมาแสดงอารมณ์ยินดีและมีความสุขจนกลั้นไว้แทบไม่อยู่ แล้วมือเล็กก็เลื่อนขึ้นไปโอบไล้บนลำคอขาวของอีกคนที่พาดมืออยู่ที่สะโพกเบา ๆ ขยับตัวเข้าไปให้ใกล้กว่าเดิมอีกนิด...ชิดเพื่อไออุ่นของคนที่รัก
“ตอนที่อยู่ข้างนอกคุยอะไรกับ...เคตะ”
น้ำเสียงแผ่วเบาถามออกไปตามที่ใจมันเรียกร้อง นึกแล้วก็อยากจะด่าตัวเองให้สำเหนียกเสียทีว่าเขาไม่ใช่คนสำคัญอะไรที่เรียวเฮจะต้องบอกทุกเรื่อง กระทั่งเรื่องที่คุยกับคู่นอนเก่าอย่างเคตะ เพราะเห็นท่าทางว่าเรียวเฮเงียบเหมือนไม่อยากจะพูดถึงมัน
“แล้วทำไมต้องทำเสียงอย่างนั้นด้วยน่ะ?”
“ทำเสียงยังไง?”
“ก็เสียง...ตอนที่อยู่ข้างนอกคุยอะไรกับ...เคตะ”
เสียงเล็กแกล้งทำเลียนเสียงอ่อย ๆ ของอากิระแล้วก็หลุดหัวเราะออกมา เรียวเฮยืดตัวขึ้นแตะริมฝีปากกับอากิระเบา ๆ ก่อนจะยิ้มใส่ดวงตาคมสวยที่สะท้อนแสงไฟในห้อง คนตัวใหญ่กว่าพลิกขึ้นทาบทับแล้วก้มลงมาหากลีบอุ่นนิ่มสีสดที่รอรับสัมผัสอย่างเปิดเผย
“เห็นทำท่าไม่อยากพูด...ก็เท่านั้น”
“ยังไม่ได้ทำท่าอะไรเลย...กำลังนึกอยู่ว่าจะบอกยังไงดี”
“ทำไมต้องนึก ก็แค่บอก ยากนักรึไง?”
ใบหน้าเล็กส่ายไปมาแล้วซุกลงไปกับอกอุ่นที่ดึงรั้งลงมาให้กดทับตัวเองไว้แล้วกระซิบคำหวานน่ารักนัก...ถ้าคนที่ได้ยินไม่รู้เรื่องอะไร...
“ก็นึกอยู่ว่าจะบอกด้วยร่างกายหรือบอกด้วยริมฝีปากน่ะ”
..............
......................
ร่างเล็กถูกยกขึ้นคร่อมบนหน้าขาแล้วปลดเปลื้องสิงปกคลุมทั้งหลายให้ลงไปกองอยู่ข้างเตียงใหญ่อย่างไม่มีใครใยดีหรือสนใจว่ามันจะยับเยินหรือขาดวิ่นแค่ไหน มือนิ่มประคองใบหน้าหล่อของอากิระด้วยมือข้างหนึ่งแล้วประทับความนิ่มชื้นให้สัมผัสกันและกันช้า ๆ นุ่มนวลและอ่อนหวาน เพียงแต่สิงที่เรียวเฮทำมันขัดกับความคิดในใจของอีกคนโดยสิ้นเชิง
...อ่อนหวานขนาดนี้ เสแสร้งได้ดีเยี่ยมเชียวเรียวเฮ!!!...
ลำคอขาวเพรียวถูกแต่งแต้มไปด้วยรอยที่เกิดจากทั้งความรักและคั่งแค้นในใจ ทั้งที่ตอนแรกเจอมันคือความใคร่อย่างที่บอก และต่อมาเมื่อยอมรับว่ามันคือรัก เพียงเพราะอีกคนมีแววตาแห่งความอ้างว้างและต้องการคนอยู่เคียงข้างก็ยอมให้ได้ความรักจากเขาไป ทั้งที่ยังคิดอยู่เสมอในใจว่ามันจะเร็วไปหรือไม่ตามประสาคนที่ต้องคอยระแวงคนรอบข้างอยู่เสมอเพราะใครก็ไว้ใจไม่ได้ ในเมื่อรักไปแล้วก็ไม่คิดว่าคนที่ได้รับเกียรติแห่งความรักนั้นจะกล้าทำกับเขาถึงเพียงนี้ ทรยศกันได้ซึ่งๆ หน้า มิหนำซ้ำยังให้ไอ้เวรนั่นมันมาทำร้ายพี่เขาด้วยคำเดียวกันกับที่ร่างเปราะบางนี้ใช้มันทำรายเขา
...รัก...
“อื้อ...อากิระ ฮะ...อะ อ๊า...”
เสียงเล็กเรียกร้องและเร่งเร้าให้เขาพาไปให้ถึงจุดหมายแห่งความสุข ความร้อนรุ่มที่สุมอยู่ในร่างกายเล็ก ๆ นี้ทำให้เขาแทบระเบิด อดยอมรับไมได้หรอกว่าทุกครั้งที่ได้ปรนเปรอความสุขให้กันมันคือสิงที่แสนวิเศษ ตัวเขาเองไม่ใช่พวกบ้าเซ็กส์จนทำกับใครก็ได้ แต่ในเมื่อเห็นว่าคนๆ นี้น่าลิ้มลอง และเมื่อได้ลองก็ติดใจ ในที่สุดความรักที่เกิดจากความสนุกชั่วเวลาไม่นาน...มันก็ไม่ยั่งยืน... เพราะไม่เคยมีความจริงใจต่อกันเลยแม้แต่น้อย
“อื้อ...อากิ อึ...ฮะ...อ๊า...”
ปลายนิ้วเรียวเล็กจิกเล็บลงบนแผ่นหลังกว้างเมื่อแรงกระทั้นถี่ส่งเข้ามาภายในอีกทั้งริมฝีปากยังคงคลอเคล้าอยู่ไม่ห่าง มือร้อนของคนที่เรียวเฮนั่งคร่อมอยู่กระชับแน่นที่สะโพกอิ่มตึงเร่งเร้าให้อีกคนเคลื่อนไหวร่างกาย ก่อนที่ทุกอย่างจะพร่างพรายในครองสายตา ชายหนุ่มลูบฝ่ามือลงเบา ๆ ที่แผ่นหลังเล็กปลอบประโลมให้ร่างเล็กนี่หายจากอาการหอบเหนื่อย ก่อนจะดึงรั้งผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาคลุมกายทั้งตนเองและคนที่นอนอยู่ในอ้อมกอด ใบหน้าพริ้มหลับด้วยความเหนื่อยอ่อนถูกกดจูบที่ขมับด้วยความรักทั้งหมดที่มีโดยที่ดวงตาคมกร้าวไม่ได้หลับลงเลยแม้แต่น้อย
เรียวเฮตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองนอนอยู่คนเดียวกลางเตียงนุ่ม ที่นอนอีกฝั่งที่พาดมือไปพบเพียงความเย็นเฉียบของอากาศยามเช้าและเครื่องปรับอากาศที่ทำงานมาทั้งคืน ลุกขึ้นทำธุระส่วนตัวด้วยเวลาไม่นานนักก็ลงมาสู่ด้านล่างของบ้านที่คิดว่าจะต้องพบคนที่นอนด้วยกันเมื่อคืน ใบหน้าเล็กสดใสและมีรอยยิ้มประดับเสมอ ดวงตากลมสวยมองตรงไปยังเกาอี้ที่หันหน้าเขาหาทะเล ลมทะเลยามเช้ามันสดชื่นจนทำให้ไม่ทันสังเกตว่าบรรยากาศรอบกลุ่มคนเหล่านั้นตึงเครียดแค่ไหน ร่างเล็กเดินไปเร็ว ๆ จนไปถึงทั้งสามคนที่เป็นผู้ร่วมเดินทางในครั้งนี้ของเขา
“ชินยะ...กลับเดี๋ยวนี้!!”
อากิระตวาดพร้อมเดินเข้าไปรั้งตัวให้พี่ชายเดินตามมาแต่คนที่ถูกรุนรั้งก็ขืนแรงไว้
“เดี๋ยวอากิระ...ใจเย็น ๆ สิ เป็นอะไรแต่เช้า...”
“ไม่ได้เป็นอะไร แต่นายกำลังโดนมันหลอกแน่ๆอยู่แล้ว!! ยังจะต้องการคำอธิบายอะไรอีก”
“อะไรคือสิงที่อากิระคิดว่าเค้าหลอกพี่...?”
ใบหน้าหล่อเหลาของน้องชายสะบัดกลับอย่างไม่กลัวว่าคอจะเคล็ดจ้องตาพี่ชายด้วยดวงตากร้าวที่สุดที่เคยใช้กับพี่ชายมา ก่อนจะกดเสียงต่ำจนเรียกได้ว่าแทบจะรอดไรฟัน พร้อมกับสาวเท้าเข้าใกล้พี่ชายที่ยืนนิ่งงันเมื่อได้ยินคำพูดจากปากน้องชายก่อนจะหันไปมองหน้าคนโดนกล่าวหาด้วยคำพูดอย่างเคตะพร้อมสายตาที่เป็นคำถาม
“เมื่อคืนไอ้เวรนี่มันบอกรักนายใช่มั้ยล่ะ?...แล้วนายก็เชื่อเพราะนายรักมันอยู่แล้วใช่มั้ยล่ะ?...ทีนี้รู้ตัวรึยังว่าโง่มากแค่ไหนน่ะ!!!!”
เสียงตะเบ็งแข่งกับเสียงลมและเสียงคลื่นของอากิระทำให้ชินยะตัวชา และเมื่อมองกลับไปทางเคตะเขาก็พบสายตาที่พยายามจะบอกเขาว่ามันไม่จริง เคตะไม่ได้โกหก เคตะไมได้เสแสร้ง แล้วอากิระกำลังกลายเป็นคนผิดไปในกรณีนี้
“รู้ได้ยังไง?...”
ใช่ อากิระรู้ได้ยังไง ในเมื่อเมื่อคืนเขากระซิบบอกคำนั้นหลังจากที่เคตะบอกเขาไปไม่นาน มันบ้ามากแค่ไหนกันล่ะ แต่ในเมื่อเจ้าตัวยืนยัน...มันจะไม่แย่ไปหน่อยหรือที่ตัวเขาจะไม่ยอมเชื่อใจคนที่กล้าพูดคำนั้นออกมาจากปากตัวเอง
“ไม่น่าถาม...แล้วชั้นก็ไม่คิดว่านายจะเชื่อมันด้วย! เจ็บมาเท่าไหร่ จำซะบ้างชินยะ จะอยากโง่ต่อไปอีกเพียงเพราะคำ ๆ เดียวเนี่ยนะ...ไม่ตลกเลยซักนิดที่ชั้นจะมีพี่ชายโง่ได้ขนาดนี้น่ะ...”
ยังพูดได้ไม่จบประโยคดีฝ่ามือของชินยะก็แทรกผ่านอากาศมากระทบซีกหน้าเขาอย่างจัง ริมฝีปากอิ่มมีรอยช้ำเล็ก ๆ ตรงมุมปาก เจ้าตัสเพียงแค่แตะปลายลิ้นที่รอยแปลนั้น
“พี่ไม่คิดว่าอากิระจะโมโหอะไรไร้เหตุผลอย่างนี้เลยจริง ๆ น้องพี่ก็ไม่ใช่คนไร้เหตุผลเหมือนกัน”
“...ใช่ ชั้นมันไร้เหตุผล เหตุผลที่เพียงพอก็มีแต่ไอ้คำบ้าๆ โง่ ๆ นั่นที่คนสองคนใช้มันพูดออกมาในคืนเดียวกันเพื่อหลอกเราทั้งพี่ทั้งน้องนี่แหละ!!!”
ร่างเล็กที่เดินเขามาสู่วงสนทนาที่ดุเดือดรุนแรงแทบจะทรุดขาลงไปนั่งอยู่ที่พื้น เพียงเพราะคำกล่าวหาที่หลุดออกมาจากปากคนที่เขากระซิบบอกคำรักหวานไปเมื่อคืน
...คืนที่คิดว่าน่าจะเป็นคืนแห่งความทรงจำที่ดีที่ได้เอ่ยความในใจทั้งที่ไม่เคยทำกับใครมาก่อนแม้กระทั่งเคตะ...
“เรียว...”
ร่างสูงของเคตะหันไปพบร่างของเพื่อนตัวเล็กที่เดินเข้ามาสู่วงสนทนาเหมือนจะเลื่อนลอยเล็ก ๆ คนตัวเล็กรู้สึกร่างกายไร้เรี่ยวแรงจนแทบจะกระดิกตัวไม่ได้เลยด้วยซ้ำ คำพูดกล่าวหาเมื่อครู่มันรุนแรงเกินไปสำหรับเขาที่มอบคำที่แสนมีความหมายนั่นให้ไป แต่คนที่ได้รับกลับคิดว่ามันเป็นเพียงคำหลอกลวงเพื่อเหมือนกับที่เคตะใช้มันหลอกลวงชินยะ
“...ไม่ใช่ อากิระ...ไม่ใช่เลย...”
น้ำเสียงระโหยผิดลิบจากเสียงใสกังวานเมื่อคืน ดวงตากลมใสมีน้ำคลอเจียนจะหยดริมฝีปากอิ่มสีสดเมื่อคืนที่แลกรับสัมผัสนุ่มนวลกับอากิระเมื่อคืนถูกเม้มจนแน่น มือขาวบางกำเกร็งข้อมือสั่น
“ไม่ใช่แล้วอะไร??! ถ้าชั้นไมได้ยินว่าเมื่อคืนนายพูดอะไรกับไอ้เวรนี่ทั้งที่ยังยิ้มในหน้า ทั้งที่ยังยื่นปากไปจูบมันแบบนั้นน่ะ...แล้วมันอะไร!! ชั้นคงบ้าตาฝาดไปเองคนเดียวใช่มั้ย??!! บอกมาสิ!!!”
ชินยะเข้าไปดึงเอาร่างเล็กที่หัวสั่นหัวคลอนออกมาจากมือน้องชายโดยที่ส่งตัวเรียวเฮไปให้เคตะดู แม้ว่าคำพูดหลายอย่างจะติดอยู่ในใจมากมายก็ตามที แต่เวลานี้เขาควรจะหยุดอากิระให้สงบลงกว่านี้เสียก่อน
“โอเค...อากิระ เราจะกลับกันในวันนี้ ตกลงมั้ย?”
“ไม่ใช่วันนี้ เรากลับกันเดี๋ยวนี้ชินยะ”
แม้ว่าชินยะจะใช้น้ำเสียงนุ่มเข้าว่าแค่ไหน แต่เสียงที่ตอบกลับมายังแข็งและห้วนเหมือนเดิม
“อากิ...โตๆ กันแล้ว มีเหตุผลหน่อยสิ แล้วเรื่องอย่างนั้นเรียวเฮคงไม่ได้ล้อเล่นหรอก ในเมื่อความรู้สึกมันเป็นเรื่องสำคัญนายพูดอย่างนั้นมันไม่ให้เกียรติเค้าขนาดไหน”
“ใช่...โต ๆ กันแล้ว น่าจะมีความคิดมากกว่านี้ชินยะ ถ้านายไม่กลับชั้นกลับเอง พอถึงตอนนั้น...นายจะรู้สึก แล้วไอ้ที่เค้าบอกชั้นน่ะ...ชั้นไม่เชื่อ!!!”
“นายไม่เชื่อแต่นายแสดงออกอย่างนั้นเนี่ยนะ นายทำกับเค้า นายอยู่กับเค้ากี่คืนต่อกี่คืน นายจะบอกว่ามันเป็นอะไร??”
“มันไม่มีอะไรนอกไปจากเซ็กส์ที่เค้าและชั้นพอใจจะอยู่ด้วยกัน มันก็แค่ความสนุกสนานข้ามคืนเท่านั้น ไม่มีอะไรเลย ไม่มีความรู้สึก ไม่มีความรัก แค่ปลดปล่อยความต้องการไปวัน ๆ เท่านั้น”
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังขึ้นอีกครั้ง คงเพราะคนลงแรงตัวเล็กกว่าชินยะมากอยู่ แรงจากฝ่ามือจึงไม่ได้มีผลต่อคนตัวสูงมากนัก เรียวเฮปราดเข้ามาถึงตัวอากิระตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ได้ ตอนนี้รู้เพียงแต่ว่ามันเจ็บในอกเหลือเกิน ทรมานเกินไปที่จะทนฟัง เพียงระยะเวลาสั้น ๆ ที่ได้สัมผัสความอบอุ่นที่มีในจิตใจของอากิระ และการที่เขาเปิดเผยตัวตนที่อ่อนแอ ลอกเปลือกแข็งที่เคตะสอนให้ห่อหุ้มตัวเองเพื่อป้องกันภัย มันไม่ได้ทำให้คนที่เขารักไว้ใจและเชื่อใจพอที่จะรับคำรักจากเขาได้เลยหรือ?? มันยากมากที่จะทำใจแล้วก็ไม่คิดว่าใครจะทำใจได้ง่าย ๆ ด้วยเช่นกัน
ชินยะรั้งเรียวเฮออกมายืนอยู่ให้ห่างจากอากิระในระยะที่ความวู่วามคงไม่สามารถทำอะไรคนตัวเล็กได้ กอดปลอบลูบแผ่นหลังเล็กอย่างให้กำลังใจ ไม่คิดมาก่อนว่าน้องชายตนเองจะพูดจาทำร้ายจิตใจคนอื่นได้ขนาดนี้ ในเมื่อตัวเองเป็นคนที่เกลียดการทำร้ายจิตใจมากที่สุด แต่คนใกล้ตัวที่เขารักที่สุดเช่นกันกลับเป็นคนทำมันกับมือตัวเอง
"ถ้าไม่รักกันก็ไม่เห็นต้องพูดว่าชั้นโกหก คำว่ารักของชั้นมันมีค่ามากกว่าจะเอามาโกหกใครคากิโมโตะ...ฮึก ถ้าไม่รักกันนายปฏิเสธชั้นก็ได้ ถ้าเมื่อคืนนายกล้าพูดออกมาชั้นจะยอมรับว่ามันแค่ความสนุกชั่วครู่ชั่วยามของเราสองคนจริง แต่นี่มันทุเรศเกินไป!!! ...ฮึก ฮือ...นายทำมันได้เลวมากจนชั้น ไม่อยากให้อภัยนายอีก...”
เสียงเล็กแหบพร่าและสะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมกอดของพี่ชายอากิระโดยมีสายตาที่ยังคงความโกรธขึ้งไว้ไม่เสื่อมคลาย ด้วยมั่นใจว่าที่เขาคิดมันไม่ใช่สิงผิด มันเป็นสิงที่ทั้งสองคนนั้นแสดงละครตบตาชินยะได้ดีมากต่างหาก อากิระกำลังรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นน้องตัวเองในละครน้ำเน่าที่โง่มากเพียงเพราะต้องการช่วยพี่ชายให้พ้นจากการถูกหลอกด้วยวิธีโจ่งแจ้งแบบนี้ เค้าน่าจะมีหัวคิดและไม่วู่วามอย่างตอนนี้คงจะดี เรื่องทุกอย่างจะได้จบไปโดยเขาไม่ถูกมองว่าเป็นไอตัวประหลาดตัวหนึ่งที่มัวแต่ทำเรื่องบ้าบออะไรอยู่ตอนนี้ ตรงนี้ และเดี๋ยวนี้
“ชั้นไม่ได้ขอ”
ในเมื่อไม่อยากให้อภัยกันก็ไม่ต้องให้ ใช่!เพราะเขาไม่ได้ขอร้องเลยซักนิดให้มาอภัยให้กัน จะเป็นจะตายที่ไหนก็ไม่เคยขอร้องใคร จะให้เชื่อได้ยังไงว่าที่พูดมาทั้งหมดเมื่อคืนคือเรื่องจริง ในเมื่อไอ้ตัวต้นเหตุอีกคนนึงมันยังยืนยิ้มสบายใจอยู่ด้านหลังโดยที่ทุกคนมัวแต่มาสนใจประณามเค้า ไม่ได้เห็นรอยยิ้มอุบาทว์นั่นแม้แต่น้อย
เท้าใหญ่ในรองเท้าแตะสบายเดินห่างออกไปด้วยความไม่สบายใจของคนเป็นพี่ที่ยืนปลอบเรียวเฮให้หายจากอาการสะอื้น ชินยะส่ายศีรษะกับตัวเองเบา ๆ แล้วถอนหายใจหนักอย่างคิดไม่ตก แค่เรื่องตัวเองที่อากิระพูดมามันก็วุ่นวายพออยู่แล้ว ทีนี้ยังจะมีเรื่องของน้องชายและคนตัวเล็กตรงหน้ามาให้ปวดหัวมากกว่าเก่าอีก มีอะไรจะแย่กว่านี้อีกมั้ยนะ...
อีกคนที่ยืนมองเหตุการณ์มาทั้งหมดด้วยรอยยิ้มพรายบนหน้าที่ไม่มีใครเห็นจริง ๆ อย่างที่อากิระนึกนั่นแหละ เพราะเคตะจงใจที่จะจมตัวเองลงไปกลายเป็นคนนอกวงสนทนาไปโดยปริยาย แม้กระทั่งตอนที่เรียวเฮมาถึงเค้าก็ยังนิ่งเฉยปล่อยให้เรื่องดำเนินต่อไปโดยไม่คิดจะแก้ต่างหรือแย้งด้วยเหตุผลอะไรทั้งสิ้น จนเมื่อชินยะเงยหน้าขึ้นมาขอความเห็นว่าสมควรจะกลับบ้านกันได้แล้ว รอยยิ้มกดลึกที่มุมปากบางสวยนั้นถูกเก็บริบลงไปในใจให้ไปเริงร่าหัวเราะเสียงดังก็อย่างสมใจ
...ก็แค่จะเอาไว้กับตัว ยากอะไร กับอีแค่พี่นายยังปกป้องไม่ได้ หนำซ้ำเรื่องเรียวเฮนายยังบ้ามาก กล้าทำให้เพื่อนชั้นร้องไห้ตัวโยนขนาดนี้ ถ้าไม่เชื่อใจกันอย่างนี้ มันก็ไม่มีค่าพอที่จะได้ดูแลเพื่อนเขาหรอก...
~~~~Next Part~~~~