コンテントヘッダー

##LET IT BE## end





##### 17 #####




...เราช่วยได้เท่าที่ช่วยนะเคตะ เราเคยบอกแล้วว่าความรู้สึกคนเรามันก็มีขีดจำกัดที่จะรัก และพอถึงจุดนั้น...มันจะกลับกลายเป็นเกลียดได้อย่างที่สุด น้องชายเค้าคงไม่ปล่อยให้พี่เค้ากลับไปเจอกับความเจ็บปวดนั่นหรอก สัญญากับเรา...ว่าจะไม่ทำให้ชินยะเสียความรู้สึกอีก ไม่ใช่เสียน้ำตาเพราะชินยะก็เป็นผู้ชาย คนคนนั้นก็คิดว่าน้ำตาไม่ใช่สิ่งที่ช่วยอะไรได้เค้าถึงไม่เคยร้องไห้คร่ำครวญให้เคตะเห็น ไม่ใช่ไม่รัก...แต่ความรักไม่ใช่สิ่งที่แสดงออกด้วยน้ำตาเคตะ สัญญาแล้วนะ?...
ตอนนั้นเคตะพยักหน้ารับไปเพราะเค้ามั่นใจว่าจะไม่ทำให้มันเป็นอย่างนั้น และเค้าก็ต้องทำให้มันเป็นอย่างนั้นด้วยสินะ ความรู้สึกของเคตะกำลังจะกลับมาสู่เขาอีกครั้งหลังจากที่ปล่อยให้มันห่างไกลตัวมาอาทิตย์กว่า




...แค่นั้นก็มากเกินพอแล้ว...




“จะให้พี่ไปด้วยจริงเหรอ?”



ชินยะตื่นขึ้นมาด้วยคำสั่งของน้องชายที่ไปปลุกเค้าพร้อมกันร่างเล็กที่หลบอยู่ด้านหลังแต่เช้า เจตนาแน่วแน่ว่าจะให้เค้าไปดูงานด้วยกัน ความง่วงงุนมันโจมตีจนฟังไม่เป็นศัพท์แล้วก็เดินสะโหลสะเหลเข้าไปในห้องอีกครั้ง ทิ้งตัวลงบนที่นอนคลุมโปงจนมิดแล้วเรียวเฮก็เป็นคนขึ้นมานั่งบนเตียงเขย่าจนเขาไม่เป็นอันหลับอันนอนต่อลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวจนออกมาในชุดสูทสีขาวไทน์ สีเทาเรียบร้อย เดินเข้าไปหาน้องชายที่ห้องทำงานอีกคนนั่งอยู่หลังโต๊ะตัวใหญ่ด้วยสูทสีเทาทำให้ใบหน้าขาวจัดนั่นเด่นขึ้นไปอีก



“ผมล้อเล่น...พี่ไปนอนต่อเถอะ”




ตลกร้ายทั้งที่ยังไม่เงยหน้าขึ้นมาเหมือนเคยจนชินยะต้องจิ๊ปากให้อย่างไม่สบอารมณ์แล้วเดินเข้าไปนั่งตรงข้ามน้องชาย




“ทำไมต้องไป?”




“ศึกษางาน คุณตาบอกไว้”




“ไม่จริงน่ะ คุณตาไม่เคยให้พี่ยุ่งเรื่องงาน นึกครึ้มอะไรถึงได้พูดอย่างนั้น”




“ไม่เชื่อ?”




“ใช่ไม่เชื่อ...”





“ไปถามคุณตาสิ”





“อยู่ไหนล่ะ?”





“ห้องนอน”




ชินยะคิ้วกระตุกก่อนจะตบแฟ้มงานที่วางอยู่แถวนั้นลงกับโต๊ะกระจกดัง ๆ น้องเวร คุณตาอยู่ในห้องนอนก็ต้องพักผ่อนอยู่แล้วจะให้ไปถาม ไม่ด่าให้กูบุญแล้ว อย่านึกว่าจะได้ขึ้นเป็นหัวหน้าแล้วจะไม่กล้าประทุษร้ายนะ จะสั่งลูกน้องนายเนี่ยแหละยิงให้หัวแบะเลย!!





“ไปเถอะ อยากให้ไป”




เป็นอันว่าจบแค่นั้น ก็แค่อยากให้ไป...ทำไมต้องกวนประสาทด้วยเล่า!





“ไปก่อนนะ...อย่าลืมสัญญาของเราล่ะ”




ร่างเล็กบางมายืนส่งอากิระที่หน้าบ้านแตะริมฝีปากเบา ๆ แล้วพยักหน้ารับที่อีกคนบอกอย่างเรียบร้อย มือเล็กยกขึ้นลาให้ชินยะที่พยักหน้ารับแล้วขึ้นรถคันเดียวกันไป มุ่งหน้าสู่ตึกสำนักงานใหญ่ของกลุ่มที่จะใช้เป็นที่ต้อนรับ




การ์ดเข้าสำรวจพื้นที่ในลิฟต์ให้เจ้านายทั้งสองคนได้ขึ้นไปบนชั้นบนสุดของอาคาร ห้องกว้างขวางถูกจัดเป็นที่รับรองผู้มาเยือนคนสำคัญ อากิระเดินนำหน้าพี่ชายเข้าไปยังห้องทำงานส่วนตัวรอให้คนติดตามด้านนอกส่งสัญญาณว่าคู่เจรจามาแล้ว ร่างขาวสูงลุกขึ้นหยิบเอกสารให้ชินยะที่ลุกขึ้นพร้อมกัน




“อะไร?”




“เอกสารประกอบการพิจารณา”




“แล้ว?”





“ให้พี่ดู...เข้าไปก่อนนะ เดี๋ยวจะตามไป ลองอ่านดูระหว่างที่รอ ถ้าเค้าถามอะไรก็ตอบเท่าที่ตอบได้ ถ้าผมยังไม่ไปก็เซ็นชื่อไปเลย เอาตามที่เห็นว่าสมควร...”





“เดี๋ยว!!อากิระ...!”




ไม่ทันแล้ว อากิระเดินออกไปจากห้องอย่างที่ไม่ทันจะทัดทานอะไรได้ พอทำท่าว่าจะเดินตามน้องชายไปด้วยความกังวลใจก็ถูกการ์ดที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้ปราดเข้าโค้งอย่างให้ความเคารพแล้วต่อด้วยประโยคที่ทำให้เขาต้องเปลี่ยนทิศทางการเดินอย่างไม่เต็มใจนัก




“ทางโน้นรออยู่ครับคุณชินยะ”





ความประหม่าที่มีเพราะไม่เคยที่จะได้ทำอะไรอย่างนี้ทำเอาเขาก้าวขาแทบไม่ออก ก็อากิระบอกว่าเป็นการเจรจาครั้งสำคัญ แล้วไหงถึงให้เขามาทำแทนล่ะเนี่ยแทนที่จะเป็นตัวเองที่เป็นว่าที่หัวหน้ารุ่นต่อไปน่ะ นึกแล้วมันทั้งโมโหทั้งกลัว ประตูห้องกว้างถูกเปิดออกโดยคนติดตามที่ดูแลมาตั้งแต่ตอนที่อยู่ในห้องทำงานน้องชายตอนที่ไอ้เจ้าของห้องมันหายตัวไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยให้ตามเจอ




เมื่อเผชิญหน้ากับคนที่นั่งอยู่จากที่แขนขามี่แรงอยู่แล้ว...มันยิ่งหมดแรงลงไปจนแทบจะไปนั่งกองอยู่ที่พื้น แต่ก็ต้องทำเป็นมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือแล้วเดินเข้าไปนั่งตรงข้ามทั้งที่รู้ตัวว่าอีกฝ่ายจ้องมาไม่วางอย่างนี้



เงียบไปอยู่นานจนเมื่อคนติดตามก้มลงมากระซิบเรียกสติชินยะให้รู้ว่าค่อนข้างจะเสียมารยาทที่ไม่ทักทายอะไรออกไป จึงได้แต่สูดลมหายใจลึกแล้วแค่นยิ้มออกมาพร้อมทั้งยื่นมือออกไปเพื่อทักทายตามแบบฉบับสากล




“สวัสดีครับ...คุณทาจิบานะ”




“สวัสดีชินยะ”



“..................ครับ....”




แล้วก็เงียบไปอีกนาน จนเมื่อเคตะเป็นคนหยิบแฟ้มตรงหน้าขึ้นมาเปิดอ่านก่อนชินยะจึงคิดได้ว่าเขาควรที่จะรีบ ๆ ทำหน้าที่บ้าบอนี่ให้เสร็จเร็ว ๆ จะได้พ้นไปจากสภาวะน่าอึดอัดแบบนี้เสียที




“คิดว่ายังไง?กับข้อเสนอ”




ร่างสูงวางแฟ้มลงหลังจากที่อ่านได้ไปพักใหญ่ ชินยะใช้สายตาสำรวจเอกสารอย่างละเอียดอีกครั้งก่อนจะวางแฟ้มเอกสารลงบ้างแล้วเงยหน้าขึ้นมองสบสายตาคมที่จ้องมาอย่างไม่เกรงใจ เอาเถอะ...จะกลัวอะไรมากมายชินยะ แค่นี้ก็มากเกินพอแล้ว




“...ลดลงมาหน่อยดีมั้ยครับ ผมว่าทางฝ่ายผมเสียผลประโยชน์อยู่มากไปซักหน่อย ถึงคุณจะบอกว่าคุณดูแลผลประโยชน์และควบคุมอยู่ที่ญี่ปุ่น แต่การทำงานที่นี่ค่อนข้างเสี่ยงกว่า...”




“แล้วคิดว่าทางชั้นไม่เสี่ยงรึไง?”




“ทั้งสองฝ่ายเสี่ยงครับ...แต่ทางผมถ้าจะทำอะไร ที่นี่ลำบากกว่ามาก ถึงยังไงที่ญี่ปุ่นก็มีหูตาสอดส่องดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ?”




“...........มาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่?”





“ครับ??”




ชินยะหูฝาดหรือทำเป็นไมได้ยินเคตะไม่รู้ เคตะเลยถามกลับไปอีกครั้ง





“มาที่ตั้งแต่เมื่อไหร่?”





“อาทิตย์ก่อนครับ...”





“ทำไมถึงไม่บอก?”





“ต้องบอกด้วยหรือครับ?”






“จำเป็นอย่างมาก!...”






“ผมว่าเรื่องข้อตกลงนี่เอาเป็นแฟร์ ๆ ดีกว่าครับ ผมก็ไม่อยากให้ทางคุณลำบากใจ ผมจะแล้วแต่คุณว่าจะเลือกยังไงครับ แต่ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นทางคุณต้องรับผิดชอบในส่วนของความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทางเราด้วย...ตกลงตามนี้นะครับ ขอบคุณสำหรับการเสียเวลามาวันนี้ครับ”




ก่อนที่เคตะจะไดต่อประโยคอะไรที่มันเป็นการสั่นคลอนหัวใจของชินยะมากไปกว่านี้ ร่างผิวสีน้ำผึ้งก็ขัดขึ้นจนเคตะคิ้วกระตุก พอเห็นอีกฝ่ายกำลังลุกขึ้นและก้าวเดินออกไปจากห้องนี้ก็เหมือนว่าความรู้สึกและหัวใจมันกำลังจะบินหนีไปไกลจากมือเขาอีกรอบ ทำให้ร่างสูงรีบเข้าไปคว้าเอาท่อนแขนสีน้ำผึ้งนั้นไว้ พร้อมกับเสียงอาวุธที่ถูกชักออกจากที่ซ่อนด้านในของทั้งการ์ดเคตะและการ์ดของชินยะที่ยืนอยู่รอบห้อง




ใบหน้าตื่นตระหนกด้วยไม่คุ้นชินกับอาวุธร้ายแรง คนที่ถูกกุมท่อนแขนไว้จึงหันไปสั่งให้ลูกน้องตนเองเก็บอาวุธ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีใครฟังเขาเพราะ เคตะยังแสดงอาการคุกคามเขาอยู่อย่างนี้




“ปล่อยแขน...ผมไม่อยากให้เป็นเรื่องราว”





“ก็ถ้าไม่คิดจะคุยกันดี ๆ ชั้นก็ว่าสู้มีเรื่องไปเลยดีกว่า”






“คุณ...ปล่อยครับ เราจะไม่คุยกันถ้ายังไม่มีใครฟังกันอย่างนี้”






“ก็ฟังกันหน่อยสิเล่า ชั้นก็แค่อยากคุย”






อาการอ้อนวอนอย่างไม่เคยเป็นของเคตะทำเอาชินยะหันมามองด้วยความสงสัย พยายามจะให้เหตุผลว่าเค้าควรจะใจเย็นอย่างที่สุด ไม่ควรจะทำให้เรื่องไม่เป็นเรื่องมาทำงานเสีย





“ครับ...คุยเรื่อง?”





“เรื่องของเรา”




“ขอโทษครับคุณทาจิบานะ ในตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะคุยเรื่องส่วนตัว...”





“แล้วเมื่อไหร่?”





ชินยะยิ้มให้พร้อมกับเอื้อมมือมาปลดมือหนาที่จับแขนตัวเองไว้ออกจากการเกาะกุม





“ไม่มีครับ...มันจบไปแล้ว ผมไม่พร้อมที่จะคุยอะไรตอนนี้ทั้งนั้น”





“ชินยะ!!”





“อย่ามาขึ้นเสียงกับผม...ผมบอกว่ามันจบไปแล้วก็จบ!! ผมไม่อยากจะให้คุณมารื้อฟื้นไอ้เรื่องบ้าบออย่างนั้น เรื่องที่คุณทำเหมือนผมเป็นตัวอะไรซักอย่างที่คุณเล่นได้ตามใจชอบ ผมทุเรศตัวเอง แค่นั้นคุณยังไม่พอใจอีกรึไงครับ?...ต้องการอะไรอีก? ช่วงเวลาของคุณมันหมดไปแล้วคุณทาจิบานะเมื่อก่อนคุณอยากได้อะไรคุณคงได้อย่างใจต้องการ เพราะตอนนั้นผมทำอะไรไม่ได้ ผมเกรงใจพ่อผมและแม่คุณ แต่ตอนนี้ถึงคุณจะอยากให้ผมตายลงตรงหน้าคุณก็ไม่มีทางได้อย่างหวังรับรองเลย”




“ชินยะ!!”




“ถ้าคุณยังเรียกชื่อผมอีกประโยคเดียวผมจะสั่งให้ลูกน้องผมจัดการคุณเดี๋ยวนี้เลย!”





เริ่มขึ้นเสียงมาตั้งแต่เมื่อครู่ เพราะมันจะทนไม่ไหวที่ถูกอีกฝ่ายเรียกชื่อด้วยน้ำเสียงอย่างนั้น ทั้งเว้าวอนและแกมเหมือนจะออกคำสั่ง ขัดใจตัวเองทุกครั้งที่มันจะหันไปหาคนเรียกตลอดเวลา




“ชินยะ...”





“หยุด!!”





เคตะไม่หยุดอย่างที่เขาเตือนแถมยังก้าวเข้ามาอีกก้าว ร่นระยะห่างให้เข้ามาชิดมากขึ้น ชินยะหันไปมองหน้าการ์ดคนที่พาเขามาส่งที่ห้องนี้เพียงชั่วสายตาสบกัน อาวุธมันปลาบสีดำสนิทถูกวางลงบนโต๊ะกระจกตัวใหญ่ที่เพิ่งนั่งอยู่เมื่อครู่ มือเรียวคว้ามันขึ้นมาอย่างไม่ลังเลแม้จะไม่ค่อยชินกับมัน แต่ก็ไม่ถึงกับไม่เคยใช้ ถึงยังไงแต่ก่อนเข้าก็เป็นทายาทอันดับหนึ่งการฝึกฝนไว้ป้องกันตัวก็มีกันบ้าง แต่เพราะไม่ชอบเขาเลยเลือกที่จะอยู่กับพ่อมากกว่า






ปลายกระบอกปืนส่องตรงไปยังหน้าผากของคนตรงหน้าในระยะเพียงหนึ่งเมตร แน่ว...นิ่ง





“ออกไปจากที่นี่ซะเถอะครับ การเจรจาของเราทั้งสองฝ่ายจบลงด้วยดี เรายินดีจะรับข้อเสนอของคุณทุกอย่าง แต่ก็อย่างที่บอกว่าถ้ามันมากไปคุณต้องรับผิดชอบในส่วนของทางผมถ้าเกิดการเสียหายเกิดขึ้น...ผมไม่ชอบ และไม่อยากใช้มัน ถ้าคุณไม่บังคับ”





น้ำเสียงเรียบนิ่งอย่างกับไม่ใช่ชินยะคงที่เคตะเคยสัมผัส ความอ่อน นุ่มที่เคยมีมันเหือดหายไปไหนหมดเคตะรู้ดีแก่ใจ แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ เท้าใหญ่ก้าวเข้าหาอีกก้าว เสียงแกร๊กเบา ๆ บอกว่าชินยะง้างไกปืนไว้ในสถานะพร้อมยิง เท้าใหญ่ก้าวเข้าอีกก้าวหนึ่งดวงตาคมเข้มยังจ้องลึกลงไปในดวงตาที่เคยเรียวใสไร้พิษภัย นึกโทษตัวเองมากมายที่ทำให้มันก้าวร้าวขึ้นมาอย่างนี้





“ยิงสิ”





“ออกไป...คุณ!!!”






“ชั้นบอกให้ยิง ถ้าไม่คิดจะให้อภัยกินอีกก็ยิงสิ”






ปัง!!!












แกร๊ก…






“โอ๊ะโอ๋...พี่ ใจเย็นหน่อยสิ เอาปืนมาเล่นอย่างนี้มันอันตรายนะ...อ้าวคุณทาจิบานะ ขอโทษนะครับเล่นตำรวจจับผู้ร้ายอยู่หรอ?”





เสียงปืนดังขึ้นพร้อมกับเสียงประตูที่เปิดเข้ามาในห้องกว้างที่ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะตึงเครียดอย่างถึงที่สุด ทุกคนมีอาวุธพร้อมในมือยกเว้นเพียงคนเดียวคือเคตะ แต่อากิระที่เดินเข้ามาถึงยังมีสีหน้ายิ้มแย้มได้อย่างไม่น่าให้อภัยในความคิดของชินยะ





“อากิระ!! พี่จะกลับแล้วอย่ามาทำเป็นเล่นอยู่เลย ทำหน้าที่ของนายต่อไป”





ชินยะไม่ขำกับตลกร้ายที่อากิระเล่นซักนิด ดูก็รู้ว่าน้องชายเขาจงใจแค่ไหนที่จะให้เขาได้เผชิญหน้ากับเคตะเลยตวาดไปให้ใบหน้าขาวจัดนั่นหันมามองก่อนจะเดินออกไปโดยไม่สนใจอะไรอีกต่อไป




อากิระหัวเราะนิด ๆ เดินผ่านเคตะไปที่ผนังคอนกรีตเสริมเหล็กแล้วหยิบเอาหัวกระสุนที่เจาะลึกเข้าไปในกำแพงนั่นออกมาสำรวจดู



“ชินยะฝีมือตกลงไปนะเนชิ”




หันไปปรึกษากับการ์ดคนสนิทเหมือนไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไรกับการที่คนของคากิโมโตะกล้าลั่นปืนใส่คนของทาจิบานะที่มาเจรจาเรื่องขอบเขตและส่วนแบ่งรายได้ที่ค่อนข้างสำคัญ แต่ดูเหมือนชินยะจะทำให้อะไรไม่สำคัญไปเสียหมดนอกจากตัวเอง ก็ในเมื่อคนของทาจิบานะยังชะแง้ตามองตามหลังพี่ชายเขาที่เดินออกไปพร้อมกับการ์ดอีกคนอยู่เลย





“ชั้นอยากคุยกับพี่นาย”





“ก็บอกพี่สิมาบอกชั้นทำไม?”






“...ชั้นซีเรียส ชั้นแค่อยากจะคุยกับเค้าเท่านั้นแต่เค้าไม่เปิดโอกาสให้ชั้นเลยด้วยซ้ำ ทำไมเค้าถึงเป็นอย่างนี้...”






“ถามชั้น...ถามตัวเองน่าจะรู้ดีกว่า”




“คากิโมโตะ...”





“เนชิ เราจะเชิญคุณทาจิบานะไปทานมื้อเย็นที่บ้าน เตรียมรถด้วย”





อากิระหันไปมองคนสนิทที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่แล้วกวาดตามองการ์ดของเคตะทั้งหมดที่มี ให้เอาไปหมดนี่ก็ไปยิงกันตายที่บ้านเปล่า ๆ




“จะหิ้วไปด้วยมั้ย?...แต่ไม่รับรองความเป็นความตายนะ มีแต่พวกห่วยแต่กไม่ใช่เหรอ?”





เคตะหันไปมองลุกน้องตัวเองก่อนจะสั่งให้แยกย้ายกันกลับไปเพราะมั่นใจในการรักษาความปลอดภัยของคากิโมโตะว่าจะสามารถคุ้มครองลูกกระสุนแทนการ์ดพวกนั้นได้เป็นอย่างดี




“ขอบใจ”





“อย่ามาขอบใจชั้นเลย ถ้าไม่ใช่เพราะเรียวเฮล่ะก็ นายไม่มีทางได้เห็นหน้าพี่ชั้นหรอกชาตินี้ ทำอะไรไว้นอกจากจะไม่สำนึกแล้วยังกล้ามากที่มาทำให้พี่ชั้นประสาทเสียขนาดจ่อกระบอกปืนใส่หน้าเนี่ย ถ้าไม่ใช่นายคงตายไปแล้วล่ะ”





เขาก็รู้ว่าชินยะไม่ใช่คนที่จะโมโหอะไรใครง่าย ๆ ออกจะจิตใจดีเกินไปด้วยซ้ำ จนเมื่อครู่เขาได้รู้แล้วว่าเวลาที่ชินยะโกรธมันจะมากมายขนาดไหน การเรียนรู้ชินยะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรทำ เคตะเคยคิดว่าเรียวเฮซับซ้อนแล้ว คนที่ซับซ้อนกว่าเรียวเฮคงจะเป็นชินยะนี่แหละ พูดว่าซับซ้อนคงไม่ถูก เพราะเหมือนจะไม่มีอะไรเลยจริง ๆ เพียงแต่...ใจเด็ดกว่าเรียวเฮเยอะ




ถ้าเรียวเฮแค่ตามมาตะโกนใส่หน้าอากิระว่าหัดฟังคนอื่นซะบ้างถึงแม้ว่าจะโดนปืนจ่ออยู่ตรงหน้า แต่คนที่กล้าจ่อปืนในระยะใกล้ขนาดนั้นใส่หน้าคนอื่นแถมยังยิงได้อย่างปลายกระบอกปืนไม่สะบัดซักนิดมันก็...อันตรายอยู่ไม่ใช่เหรอ..





“คุณอากิระคะ วันนี้คุณชินยะไม่ลงมารับอาหารเย็นนะคะ”





“ทำไม?”





“ไม่ทราบค่ะไม่ได้บอกเหตุผล แค่บอกว่าจะไม่ลงมารับเท่านั้นค่ะ”






อากิระพยักหน้ารับแล้วหันไปมองเคตะที่ทำสีหน้าไม่พอใจขึ้นมาอีกครั้ง






“อยากจะขึ้นไปตามเองมั้ยล่ะ? เผื่อคราวนี้พี่จะไม่พลาดเจาะตรงเข้ากลางขมับเลย”






เคตะรู้สึกหน่ายกับตลกร้ายของอากิระที่มันออกจะร้ายมากเกินไปซักหน่อย แต่มันก็ตรงมากจนไม่น่าให้อภัยเหมือนกัน






“รออยู่นี่ก่อนแล้วกัน จะตามเรียวเฮให้”






เคตะทรุดตัวลงนั่งที่โซฟาผ้าไหมเนื้อนุ่ม พิงหลังไปกับพนักแล้วหลับตาลงค่อนข้างล้า ทั้งการเดินทางและงานที่เค้ากรำมาตลอดทั้งอาทิตย์ก่อนจะมาที่นี่ แล้วไหนจะเรื่องของชินยะอีก ฟังกันหน่อยเถอะน่า...






นั่งอยู่ซักพักน้ำหนักที่กดยวบลงบนโซฟาตัวเดียวกันทำให้เคตะเงยหน้าขึ้นมองพบกับรอยยิ้มของเพื่อนที่นั่งยิ้มหวานมาให้เหมือนจะล้อ แล้วก็คิดเดาคำแรกที่จะออกจากปากอิ่มนั่นได้เลย





“ได้ข่าวว่าโดนจ่อปืนใส่หน้าเลยหรอ?”





นั่นไงล่ะ แล้วก็ไม่ต้องเดาแหล่งข่าวด้วยว่าใคร เร็วขนาดนี้ก็ไอ้คนที่มันเข้าไปเสนอหน้าให้เห็นตอนที่เขาเกือบโดนเจาะกะโหลกนั่นแหละ ยังมีหน้ามาทำเสียงโอ๊ะโอ๋ได้น่าถีบมากเชียวล่ะ




“ดีใจใช่มั้ยที่เพื่อนเกือบตายเพราะฝีมือพี่สามีเนี่ย?”






“เห...เอาอะไรมาพูดน่ะ เดี๋ยวก็ทวงบุญคุณซะหรอก”






“มาที่นี่ทำไมไม่บอกล่ะ...”





“จะได้ตามมาง้อพร้อมกันเลยรึไงล่ะ?”





“เปล่า ถ้าเป็นตอนนั้นคงมาถล่มที่นี่มากกว่า”





“ก็นั่นไง ถ้ามาแค่นั้นน่ะ อยู่ที่นั่นไปจนตายนี่แหละ แล้วเราก็ยังไม่หายโกรธเคตะด้วยที่ทำให้เรากับอากิระทะเลาะกันอย่างนั้นน่ะ เราอุตส่าห์หวังดีทำให้คนตายด้านรู้สึกตัวเสียบ้าง หนอยแน่ะ ทำเอาความหวังดีเราแทบจะทำให้เราเลิกคบกับอากิระไปเลย อย่างงี้มันน่าให้ชินยะเจาะกะโหลกจริง ๆ ซะหรอก”





“พูดมากน่า...ว่าแต่ลืมอะไรไปรึเปล่าน่ะ?”




“เอ๋...อะไร?”





นิ้วเล็กแตะที่ริมฝีปากทำท่านึกได้น่ารักน่าชังจนเคตะอดจะดีดเบา ๆ ที่หน้าผากใสนั่นไม่ได้ เสียงใสโวยวายลั่นพร้อมกับเสียงหัวเราะของเคตะที่หาได้ยากมากเมื่อยามปกติ แต่กับเรียวเฮมันไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่จะได้เล่นหัวกับเคตะอย่างตอนนี้





“ใช่สิ ได้แตะปากกับแฟนบ่อย ๆ ลืมเพื่อนไปแล้วนิ่”





“โห...เคตะงอนเป็นอย่างนี้รู้สึกเหมือนเคตะเป็นคนขึ้นตั้งเยอะแน่ะ”





เสียงหัวเราะใสดังขึ้นอีกครั้งเมื่อเคตะคว้าเอาแก้มทั้งสองข้างมากดจูบแรง ๆ เหมือนผู้ใหญ่แกล้งเด็ก จนต้องหยุดลงเมื่อเสียงกระแอมดังขึ้นให้หันไปมองแล้วคนตัวเล็กก็รีบตะกายขึ้นนั่งอย่างปกติ





“ตั้งโต๊ะเรียบร้อยแล้ว”






“อ๊ะ...ทานข้าวเถอะเคตะ”





พูดกับเคตะแหละ เคตะรู้ แต่เดินไปคล้องแขนแฟนตัวเองกระซิบเสียงอ่อนอย่างนั้น ให้ตายก็ไม่รู้เลยเรียวเฮว่ากำลังง้อแฟนเด็กขี้หึงนั่นน่ะ ไอ้เด็กเวรนั่นก็เข้าใจหึงเพื่อนกับเพื่อนจริง ๆ เลย
กำลังเดินตามหลังอยู่ดี ๆ มองลุกแมวอ้อนพ่อแมวอยู่เพลิน ๆ ไอ้คู่ข้างหน้ามันก็หยุดกึกจนเคตะเบรกตัวเองแทบไม่ทัน ก่อนหน้านั้นจะได้ว่ามือเรียวของเรียวเฮสะกิดที่ต้นแขนของอากิระ พออีกฝ่ายก้มลงมาหาเพราะคิดว่าเรียวเฮจะบอกอะไร เจ้าตัวดีเพื่อนเขาก็ชะโงกหน้าขึ้นไปจูบที่ปากอิ่มของน้องชายชินยะ





ก็ไม่ใช่อิจฉาหรอกนะ แต่คนเราห่างไปตั้งอาทิตย์มันก็ต้องการเหมือนกันแหละ แล้วท่าทางว่าอย่างเขาคงจะอีกนานเสียด้วยที่จะได้ชิมรสของคนรักตัวเอง นิสัยเสียที่เห็นคนอื่นมีความสุขมากกว่าตัวเองไม่ได้เลยต้องแกล้งกระแอมเสียงออกไปให้ปลายลิ้นที่พัวพันกันอยู่แยกออกห่าง พร้อมกับยกมือลูบท้องตัวเองเบา ๆ ให้รู้ว่าเจตนาตอนแรกที่เดินนำมาน่ะจะพาเขาไปกินข้า ไม่ใช่มาจูบกันนัวเนียให้เขาดู





“เคตะอิจฉาล่ะอากิ ฮิๆ”






เดี๋ยวเถอะเรียวเฮ...ถ้าไม่ติดว่ายังง้อไม่ได้เคตะจะทำให้ทะเลาะกันอีกรอบเลยดีมั้ย??







โต๊ะอาหารเต็มไปด้วยอาหารมากมาย ประมุขของคากิโมโตะนั่งยู่หัวโต๊ะมองมาที่ทุกคนบนโต๊ะอาหารแล้วหยุดสายตาไว้ที่เคตะก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ





“ทาจิบานะรึ? เป็นยังไงบ้างเรื่องวันนี้”






“ดีครับ ทางคากิโมโตะยินดีที่จะรับข้อเสนอของทาจิบานะทุกประการและให้ทางเรารับผิดชอบเรื่องค่าเสียหายท่จะเกิดขึ้นถ้าเกิดความผิดพลาดอะไรขึ้นเพาะทางผมจะเรียกส่วนแบ่งหกสิบห้าเปอร์เซ็นต์ครับ”





“หกสิบห้าเปอร์เซ็นต์?...”





ใบหน้าของผู้ใหญ่หันไปมองหลานชายคนเล็กที่นั่งอยู่ข้างกันด้วยสายตาคำถาม





“เจ้าตกลงไว้อย่างนี้หรอ?...อากิระ”






อากิระส่ายหน้ากับสายตาสงสัยก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมว่าใครเป็นคนเข้าไปเจรจาเรื่องทั้งหมดของวันนี้ผู้ใหญ่จึงได้ให้คนไปตามคนเจรจาลงมา เคตะนึกขอบคุณที่อากิระบอกไปตามตรงว่าชินยะเป็นคนเข้าไปพูดเรื่องนี้





รอจนเมื่อคนที่เป็นที่ต้องการของวงสนทนามาคำแรกที่คุณตาของทั้งอากิระและชินยะพูดขึ้นคือการตักเตือนที่ชินยะค่อนข้างจะเสียมารยาทด้วยการไม่ทักทายแขกของบ้านในวันนี้ที่นั่งอยู่ข้างกันพร้อมทั้งสั่งให้คนเตรียมสำรับอีกชุดให้ทานมื้อเย็นด้วยกัน แม้จะได้รับคำตอบว่าปวดหัวก็ตามที ปลายสายตาเห็นอีกคนจ้องเอา ๆ แล้วก็นึกขัดใจ อยู่ ๆ เคตะก็ยิ้มอย่างไม่มีสาเหตุจนต้องหันไปถามว่าขำอะไร คำตอบที่ได้มามันน่า....นัก!!!






“เปล่า...นาน ๆ ทีจะเห็นทำท่าดื้ออย่างนี้”





พอ จบ จะไม่พูดอะไรอีกแล้ว มันใช่เรื่องซะที่ไหนที่ด่าทอแล้วเหยียบย่ำเค้ามามากมาย จะมาเล่นหัวให้มันตลกอย่างนี้ ใครจะไปสนุกด้วย ชินยะคนนึงล่ะที่ไม่ได้อยากเลยแม้แต่น้อย






“อาหารถูกปากมั้ยทาจิบานะ”







เจ้าบ้านถามขึ้นอย่างเอื้อเฟื้อ






“เรียกผมว่าเคตะก็ได้ครับ...อาหารอร่อยครับคุณคากิโมโตะ”







“เรียกชั้นว่าตาก็ได้ถ้าเจ้าจะไม่รังเกียจ เจ้าก็รุ่นราวคราวเดียวกับหลานชั้นทั้งนั้น ถึงจะเป็นลูกของฝ่ายตรงข้ามก็เถอะ อีกอย่างเจ้าตัวดีข้าง ๆ นั่นยังแผลงฤทธิ์ใส่ไว้เมื่อกลางวันไม่ใช่เรอะ? ทางเจ้ามาเอาเป็นเรื่องเป็นราวก็ขอบจากแล้วล่ะ”







เคตะยิ้มรับก่อนจะบอกขอบคุณเบา ๆ ที่คนข้างตัวถูกสั่งให้ตักอาหารให้เขาพร้อมกับคำขอโทษที่เจ้าตัวดูเหมือนจะเต็มกลืนในการกระทำเต็มทน ไม่อยากเลยให้ตายเถอะ!!! แต่จะขัดคุณตาที่ให้อากิระจับหนูให้ได้ก่อนเถอะแล้วค่อยทำ







มื้อเย็นจบลงด้วยการทำความรู้จักของเคตะกับประมุขของบ้านคากิโมโตะและการไถ่โทษที่บังอาจลั่นปืนใส่เคตะของชินยะ อากิระถูกเรียกให้เข้าพบด้วยเรื่องงานในวันนี้และก็คงไม่ปล่อยให้เรียวเฮอยู่คนเดียวหรืออยู่กับเคตะแน่นอน เลยเหลือชินยะที่ต้องทำหน้าที่พาแขกชมสวนตอนกลางคืนของบ้าน






ชุดเก้าอี้ริมสระน้ำถูกวางไว้ด้วยของว่างจานเล็กสองจานที่นายท่านสั่งเตรียมให้แขกพร้อมกับเครื่องดื่มเล็ก ๆ น้อย ๆ





“เชิญ...ครับ”






“ขอบใจ”





“ไม่เป็นไรครับ ถ้าจะรู้ไว้ก็คือผมไม่ได้เต็มใจแต่คุณตาท่านสั่ง”





“ขอบใจที่อย่างน้อยก็ยังมองหน้าชั้น...ชั้นรู้ว่ามันออกจะกระทันหันไปซักหน่อย และมันก็ยากที่จะให้อภัยกัน แต่ถ้าชั้นจะพูดอีกครั้งว่าชั้นระ...”






“ทานของว่างดีกว่าครับ แม่บ้านที่นี่ทำไว้ให้ อร่อยมากนะครับ”







ชินยะไม่เปิดโอกาสอีกเช่นเคย มือเรียวยกขึ้นจับส้อมเล็กสำหรับทานของว่างในจานส่งให้เคตะ อีกฝ่ายก็ดีใจหายรับน้ำใจเขาไว้อย่างยินดีแล้วยังไม่ยอมปล่อยมืออีกต่างหาก






“ผมไม่คิดว่าคุณจะอยากลองแบบเมื่อกลางวันหรอกนะครับ”







“ไม่อยากลอง...ขนมนี่อร่อยดี มีของดีทานแบบนี้ทำไมไม่ชวนกันมาอยู่บ้าง มิน่าเรียวเฮถึงไม่ยอมกลับไปญี่ปุ่น”






ชินยะไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเพียงแต่ปรายตามองมือตัวเองนิ่ง ๆ






“ชั้นขอโทษ...ถ้าคิดจะฟังเหตุผลชั้นจะอธิบายให้ฟัง”






“ผมคิดว่าผมฟังคำนี้ครั้งเดียวก็พอครับ...ครั้งเดียวก็มากเกินไป”





“ไม่คิดจะให้อภัยชั้นจริงเหรอ?”






“สิ่งที่คุณทำแต่ละอย่าง...มีอะไรน่าให้อภัยอย่างนั้นเหรอครับ?”







“ชินยะ...”






“อย่าเรียกชื่อผม”






ต้องห้ามเพราะใจมันสั่นทุกครั้งที่คนคนนี้เรียกชื่อด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน เมื่อกลางวันเขาก็เกือบจะเอาตัวไม่รอดจนต้องทำลงไปอย่างนั้น ยังนึกโล่งใจที่อีกฝ่ายไม่เอาเรื่องจนถึงที่สุดอย่างที่คุณตาบอก ไม่อย่างนั้นนึกไม่ออกเลยว่าตอนนี้จะเป็นยังไงกันบ้าง






“ที่รัก...”





“คุณ!!!!!!!!!”





ชินยะผุดลุกขึ้นยืน สะบัดมือออกจากฝ่ามือหนาแล้วจ้องหน้าอย่างเอาเรื่อง ใช้อะไรคิดว่าพูดอย่างนั้นออกมาแล้วเค้าจะดีใจหรือยอฟัง




“อย่าพูดอย่างนี้นะ ผมไม่ชอบ!!!”





“ชื่อก็ไม่ให้เรียก...ที่รักก็ไม่ให้เรียก แล้วจะให้เรียกอะไรล่ะ?”





ให้ตายเถอะ ชินยะนึกด่าอยู่ในใจ นี่คิดว่าเสื้อผ้าหน้าผมตัวเองมันน่ารักพอที่จะทำท่ากระเง้ากระงอดได้น่ารักนักรึไงกัน?! ถ้าคิดอย่างนั้นก็ขอให้อะไรก็ตามไปเข้าฝันเคตะหน่อยว่าที่คิดอยู่น่ะผิดมหันต์





“รีบทานเถอะครับ จะได้รีบกลับ ถ้ารู้จักเกรงใจคนอื่นบ้าง”





“...เกรงใจใคร?”






“คนขับรถ คนรับใช้ การ์ด ใครก็ได้ที่เค้าต้องมาคอยรองมือรองเท้าเวลาคุณก้าวไปที่ไหนก็ตามในบ้านนี้น่ะ”





“แล้วชั้นไปรบกวนเค้าตรงไหนกัน? ก็อยู่กับนายแค่สองคน”





อย่าย้ำนักได้มั้ยวะว่าอยู่กันสองต่อสองน่ะ ปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว ตีมาแต่ละประโยคแทบจะหาทางหนีไม่เจอ หาทีรอดไม่ได้นี่น่ะ





มือใหญ่เอื้อมเข้าไปคว้ามือเรียวที่วางอยู่บนโต๊ะอีกครั้งและครั้งนี้เคตะไม่คิดจะปล่อยแม้ว่าแรงขืนดึงจะมีมากแค่ไหนก็ตาม แรงที่เคตะกดมือเรียวนั้นลงกับพื้นโต๊ะมากพอที่จะทำให้ชินยะทำเมินไปทางอื่นเพราะขืนให้หลุดออกมาไม่ได้ ปลายนิ้วแข็งแตะลงบนฝ่ามือนุ่มเป็นตัวอักษรภาษาต่างชาติสี่ตัว ไม่ใช่คำที่เคยเขียน ไม่ใช่คำเดียวกับที่เรียวเฮเคยเขียน แต่เป็นคำที่เคตะเคยบอกเขาต่างหาก พอมาถึงตอนนี้มันก็โมโหจนแทบจะหยุดตัวเองไว้ไม่อยู่






“กล้าดียังไงถึงกล้าเขียนคำนี้อีกครั้ง!?”







ชินยะกดเสียงลงต่ำมองปลายนิ้วที่ลากไล้บนฝ่ามือเบา ๆ อย่างอดทน






“ชั้นแค่อยากบอก รับฟังมันอีกซักครั้งเถอะชินยะ...ชั้นรักนาย”





สาบานก็ได้เอ้าว่าชินยะไม่ได้อยากทำตัวเป็นนางเอกอย่างตอนนี้หรอก แต่จะให้ทนนั่งฟังคำง้อของเคตะเหมือนพระอิฐพระปูนโดยไม่โมโหน่ะ ใครทำได้ชินยะให้เหยียบหน้าเลยเถอะ
ร่างเปรียวลุกขึ้นเดินตัดไปที่สวนที่จะเข้าไปหลังบ้านกำลังจะตะโกนเรียกให้คนส่งแขก แต่ไอ้แขกนั่นก็ดันตามเขาเข้ามาเร็วอย่างกับปรอทคว้าแขนเอาไว้แล้วดันให้อีกคนชิดกับต้นไม้ใหญ่







“ฟังกันซักทีได้มั้ย...ชั้นไม่อยากจะให้กำลังกับนายหรอกนะชินยะ”







“ก็ใช้มาเยอะแล้วนี่ครับ”







“.........!!!!”







เคตะสบถไม่เป็นถ้อยเป็นคำนักเมื่อร่างในฝ่ามือกำลังดิ้นรนจะไปจากเขาให้ได้ในตอนนี้ ได้ยินเสียงจิ๊ปากอย่างไม่สบอารมณ์แล้วก็นึกในใจ ถ้ามีปืนในมืออย่างเมื่อกลางวันป่านนี้เคตะคงกะโหลกพรุนไปแล้วล่ะ






“ชั้นขอโทษ...ตอนนั้นชั้นไม่รู้ว่าตัวชั้นรู้สึกยังไง เรียวเฮเป็นคนบอกให้ชั้นพูดคำนั้นทั้งที่ตัวชั้นยังไม่รู้ แต่คนอื่นกลับรู้ว่าตัวชั้นรู้สึกยังไง แล้วเรียวเฮยังเป็นคนบอกอีกว่านายก็...รัก...ชั้นเหมือนกัน ตอนนั้นชั้นไม่เชื่อ ชั้นไม่คิดว่าความรักที่เกิดจากความเจ็บปวดมันจะเป็นไปได้ยังไง ทำให้ชั้นไม่เชื่อเลยซักนิดว่านายจะรักชั้น โอเค...มันอาจจะฟังดูแย่ แต่ช่วยรับรู้หน่อยเถอะว่าหลังจากที่ชั้นรู้ว่านายลาออกจากมหาวิทยาลัย มันแย่แค่ไหนที่มารู้ตัวเองตอนที่นายคิดจะตีจาก ชั้นทำทุกอย่างที่คิดว่ามันจะทำให้นายอยู่กับชั้นได้ แต่มันก็ไม่ใช่ทางที่ถูก ชั้นมันโง่ที่ไม่เคยทำความเข้าใจตัวเองและคนอื่นมาก่อน มันเป็นเรื่องที่แย่ที่สุดของชั้น ถ้าตอนนี้ยังไม่อยากจะรับความรู้สึกชั้นเหมือนเดิม ก็ขอให้รู้ไว้แค่นั้น...ว่าชั้นรักนาย”





คำอธิบายยืดยาวออกจากริมฝีปากบางชินยะอึกอักอยู่กับพันธนาการสองสามครั้ง แรงที่รัดรึงเมื่อครู่ก็อ่อนยวบลงจนหลุดออกมาได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ เห็นอีกคนเลียริมฝีปากอย่างหาทางออกแล้วก็เมินหน้าไปอีกทาง ใจมันให้ไปกับเคตะตั้งแต่ตอนที่คำพูดแรกหลุดออกมาจากปากคู่นั้นแล้ว ตอนแรกแทบจะไม่เหลือความไว้ใจเลย แต่ให้คิดตามที่เรียวเฮพูดก็ถูกนั่นแหละ คนอย่างเคตะ...ถ้าไม่รักไม่ชอบไม่ตามมาถึงที่นี่พร้อมกับภาระบนบ่าหนักอึ้งหรอก หาใหม่ง่ายกว่าเยอะ แล้วทำไมถึงต้องตามมา... นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เค้ายอมรับความรู้สึกจากเคตะอีกครั้ง
อีกเหตุผลหนึ่งคือความรู้สึกของตัวเองที่มันเรียกร้องให้ไว้ใจ เชื่อใจ และเค้าก็หวังว่าครั้งนี้มันจะไม่ทำให้เค้าต้องเจ็บอีกครั้งหรอกนะ





ใจเต้นระทึกเมื่อนึกคำพูดที่จะเอ่ยออกไปกับคนตรงหน้า






“โอกาสครั้งนี้...ครั้งสุดท้ายสำหรับคุณ เพราะผมไม่อยากให้มันเป็นเพียงแค่ความรู้สึกที่หลุดออกมาจากปากของคุณพล่อย ๆ เหมือนเมื่อก่อน วันนี้...ตอนนี้ผมไม่พร้อมที่จะรับรู้มันจริง ๆ ขอเวลาผมหน่อย เพราะสิ่งที่คุณทำกับผมมันมากเกินไป...ได้มั้ยครับ”





เคตะรั้งร่างตรงหน้าเข้ามากอดแน่น ๆ แล้วผละออกก้มลงมองใบหน้าเรียวที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่เพียงแค่ทำท่าว่าจะก้มลงไปหาริมฝีปากบางที่ลอยยั่วอยู่ตรงหน้าแต่อีกคนก็เบือนหลบอย่างจงใจ ริมฝีปากร้อนเลยได้แต่กดจูบที่แก้มอุ่นแทน เคตะเลยแกล้งย้ำลมหายใจสูดกลิ่นเนื้อนวลเข้าลึกจนสุด เผลอไถลซุกลงไปที่ซอกคอทั้งที่ฝ่ามือทั้งสองข้างของชินยะพยายามดันที่หน้าอกเขาไม่หยุด กลีบปากร้อนเผยอขบฟันที่ซอกคอสีน้ำผึ้งจนอีกคนตีแรง ๆ ลงบนหน้าอกถึงได้ผละออกมามองผลงานที่แดงเรื่ออยู่ที่ต้นคอ






“ไม่ใช่วันนี้...แต่พรุ่งนี้ชั้นจะมารอคำตอบนะชินยะ”






คืนนั้นชินยะให้เรียวเฮและอากิระเป็นคนส่งแขกที่เขาออกปากไล่ด้วยตัวเองเมื่อคุณตาถามว่าจะค้างหรือไม่ ให้ตายเถอะ...ถ้าคุณตาให้เคตะค้างที่นี่จริงเขาคงได้ให้คำตอบเคตะ ไม่ใช่สิ...เคตะคงบังคับเขาตอบคำตอบเมื่อครู่คืนนี้แน่ ๆ ทีเดียว





ก่อนนอนชินยะนอนนึกนั่งนึกถึงสัมผัสที่เคตะฝากเอาไว้แล้วบอกว่าเช้าวันรุ่งขึ้นจะมาทวงคำตอบ






เช้าวันรุ่งขึ้นแขกของคากิโมโตะเมื่อวานวันนี้แล่นโร่มาแต่เช้าตรู่จนเจ้าบานอย่างอากิระยังอดจะเหน็บไม่ได้





“มาแต่เช้า ใครเชิญไม่ทราบ”





ถึงจะต่อท้ายด้วยคำว่า (วะ) เบา ๆ ท้ายประโยคแล้ว แต่เรียวเฮก็ดันหูดีพอที่จะได้ยินจนบิดเข้าที่สีข้างแรง ๆ ให้โอ้ยออกมาดัง ๆ






“เคตะมาหาชินยะเหรอ เดี๋ยวเราให้คนไปตามให้นะ”





“ขอบใจเรียวเฮ มีน้ำใจอย่างนี้สมแล้วที่เป็นเพื่อนชั้น อย่าใจร้ายอย่างใครบางคน ใจร้ายทั้งพี่ทั้งน้อง”





ไม่รู้ว่าเคตะแกล้งประชดให้อากิระใช้หางตาทิ่มแทงหรือจงใจให้คนที่กำลังเดินลงมาได้ยินกันแน่ แต่ไม่ว่าอย่างไหนมันก็ชวนให้หาอะไรปาใส่ได้ทั้งนั้น มันด่าที่เล่นทั้งพี่ทั้งน้องอย่างนี้เดี๋ยวมีทวงพี่คืนกันมั่งแล้วจะขำไม่ออกทาจิจัง





“อ้าวชินยะมาพอดี...เคตะมาหาแน่ะ”








“ไม่ต้องเข้าข้างกันขนาดนั้นก็ได้น่ะเรียวเฮ พี่ชั้นยังไม่อยากแต่งเข้าบ้านใคร”






ป้าบ!! เอ๊ะเสียงอะไร??








“ทำไมต้องลงไม้ลงมือด้วยเรียวเอ มันเจ็บนะ...มานี่เลย”







ว่าแล้วก็ลากรุนร่างเล็กให้เดินเข้าไปด้านในตัวบ้านปล่อยให้พี่ชายเผชิญหน้ากับผู้มาเยือนคนเดิม








“คำตอบล่ะ?”








“....................”








“ชินยะ...”






“เราไปเดินเล่นกันเถอะครับ”






แล้วชินยะก็เดินนำออกมาที่สวนกว้างตอนเช้าของวัน ตรงเข้าไปที่เรือนเพาะเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่กลางสวนกว้าง เคตะมองดูอีกคนที่เดินมาด้วยกันจัดแจงใส่ถุงมือเดินไปหยิบกรรไกรตัดกิ่งมาแล้วตัดก้านของดอกไม้ดอกโตแล้วส่งให้เขา จากนั้นก็จัดแจงเก็บเครื่องมือตัดกิ่งเข้าที่เหมือนเดิมแล้วเดินออกมา





“อะไรน่ะชินยะ?”






“คุณทาจิบานะ...”







“เคตะ ชั้นจำไม่ได้แล้วว่านามสกุลตัวเองคืออะไร อย่าเรียกยาว ๆ เลย ไม่เหนื่อยบ้างเหรอ?”






“ครับ...คุณเคตะ ถ้าให้บอกตรง ๆ ผมก็ไม่เชื่อหรอกนะครับว่าคุณไม่รู้จักดอกไม้น่ะ”






เถอะ เคตะจะทำลืมคำนำหน้าที่ชินยะใช้เรียกก็แล้วกัน






“ก็รู้ว่ามันคือดอกทานตะวัน แต่...ให้ชั้นทำไม?”







“ดอกทานตะวันเป็นสัญลักษณ์ของความอดทนนะครับ”









“แล้ว...?”











“ก็ผมอยากให้คุณเคตะอดทนรออีกนิดน่ะครับ...”








“ได้ยังไงชั้นไม่ยอมหรอก!”







ทำท่าจะโวยวายขึ้นมาชินยะก็โผเข้าหาปิดปากเคตะอย่างเร็ว สองมือทาบปิดบนปากอุ่นของเคตะแล้วเอ็ดเสียงเบา





“เสียงดังทำไมกันคุณ!!”





เคตะไม่พูดอะไร เงียบแล้วจ้องดวงตาใสที่อยู่ใกล้แค่ลมหายใจรดกัน ก่อนที่ชินยะจะเด้งตัวหนีและรีบผละมือออกจากปากอุ่นนั้น แต่เมื่อถอยออกมาก็โดนกักไว้ในวงแขนเสียแล้ว





“รักกันเถอะนะ...ชินยะ”






ออกจะง่ายไปซักหน่อยที่ง้อเมื่อวานแล้ววันนี้จะคืนดีกันเลย แต่ชินยะก็แค่ไม่อยากให้เวลาแห่งความสุขมันหมดไปนานกว่านี้ก็เท่านั้น แค่ให้พอรู้สึกตัวว่าเวลาที่ห่างกันไปมันรู้สึกทรมานมากแค่ไหน ชินยะก็แค่อยากให้เคตะได้สัมผัสกับความรู้สึกอื่นบ้าง...ไม่ใช่แค่ความรู้สึกที่เป็นเพียงแต่ผู้ชนะอย่างเดียว อย่างน้อยให้ชีวิตนี้เคตะรู้สึกว่าได้พ่ายแพ้ให้เค้าบางสักครั้งก็ยังดีแหละนะ





“เดินทางดี ๆ นะพี่ ถ้าไม่พอจะไรเมื่อไหร่กลับมาได้เสมอเลยนะผมรอรับอยู่ หรือจะให้ส่งไพรเวทเจ็ทไปรับก็ได้นะ ไม่ว่ากันอยู่แล้ว”







ไม่ต้องหันไปมองชินยะก็คงเห็นว่าคนข้างหลังเขาคงถลึงตาใส่น้องชายเขาจนตาแทบถลนเป็นแน่ ก่อนที่จะเกิดสงครามขึ้นนางฟ้าก็ต้องห้ามทัพเสียก่อน เรียวเฮเดินมาจากตรงทางเข้าเพราะกลับไปเอาของที่รถ ชะโงกหน้ามาจากด้านหลังของอากิระยิ้ม ๆ





“เล่นอะไรกันน่ะ ดูทำหน้าทำตาสิ ฮะๆ”






มือเล็กสอดเข้ากอดพุงนิ่มของคนรักก่อนจะโดนดึงให้มาอยู่ด้านหน้า





“เดินทางดี ๆ นะชินยะ เคตะ รักกันนาน ๆ นะ”





“ไม่ต้องห่วงคนอื่นหรอกน่า ห่วงตัวเองดีกว่า...สาวอิตาลีน่ะร้ายจะตายนะเรียวเฮ”





“ฮิ...ถ้าจะแพ้แค่สาวอิตาลีล่ะก็ ไม่ถ่อมาถึงอิตาลีหรอกน่าเคตะ”





“ประกาศเรียกแล้ว...ไปเถอะ โชคดีนะ สำหรับนาย...ถ้าเล่นของเล่นอย่างไม่ถนอมอีก คราวนี้พ่อจะยิงให้กะโหลกพรุนเลยไอ้เด็กเวร”






อากิระที่เหมือนจะกอดลาเคตะอย่างลูกผู้ชายกระซิบคำลาส่งท้ายให้ได้แยกเขี้ยวใส่กันอีกหน่อยพอเป็นกระไส แล้วก็จากกันด้วยดีแต่ไม่วายจะเห็นอีกฝ่ายโดนคนรักตัวเล็กตีที่แขนแรง ๆ ถามว่า...หาเรื่องเคตะอีกแล้วใช่มั้ย...








เป็นครั้งแรกที่เคตะคิดว่การมีเพื่อนเป็นเรียวเฮก็ปกป้องเค้าได้เหมือนกันสินะ ส่ายหน้ากับตัวเองแล้วนึกยิ้มในใจ นึกมาถึงตอนนี้แล้วก็ดีใจที่คนข้างตัวเขายอมให้อภัยและจิตใจดีขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่ชินยะที่มีอากิระเป็นน้องชาย ชีวิตเขาก็คงพบแต่สิ่งที่เรียกว่าชัยชนะ ไม่ได้ประสบกับคำว่าแพ้และล้มเหลว แต่คำเดียวที่จะไม่เจอในความคิดของเคตะเลยก็คือคำว่า “ท้อแท้” เพราะเคตะไม่เคยท้อเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการมา แต่จะด้วยเหตุผลอะไรนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง และในส่วนของชินยะมันก็คือ...ความรัก...






“ยิ้มอะไรคนเดียวครับ?”






ที่นั่งชั้นพิเศษสองที่ข้างกัน ร่างโปร่งผิวสีแทนตะแคงข้างมามองอีกคนอย่างสนใจในรอยยิ้มบนใบหน้าที่ได้เห็น ก็นาน ๆ ทีเคตะจะยิ้มกับเขานี่นา




“เปล่า...นอนเถอะ อีกนานกว่าจะถึง”




“ครับ”





มือใหญ่สอดเข้าประสานที่มือเรียวแล้วกระชับกุมไว้อย่างนั้นไม่ปล่อย ความอบอุ่นที่ซึมผ่านฝ่ามือหนามาให้ความรู้สึกดีจนเกินบรรยาย เปลือกตาพริ้มหลับลงอย่างสบายใจ ครั้งแรกที่ได้อยู่ใกล้เคตะมากขนาดนี้เพิ่งรู้ว่ามันเป็นความสุขอย่างมากที่ไอยู่ข้างคนที่รักในฐานะคนรัก




รอยนต์คันใหญ่ของตระกูใหญ่ของญี่ปุ่นแล่นเข้าจอดตรงบันได้บ้านหลังใหญ่หลังจากไปรับทายาทของตระกูลจากสนามบิน นายหญิงของบ้านออกมาต้นรับลูกชายอย่างดี ไม่ทันสังเกตว่ามีอีกคนที่นั่งมาด้วยกัน





“อ้าว...ชินยะ ทำไมมาด้วยกันล่ะลูก??”




“ก็ชินยะเป็น...”




“เจอกันโดยบังเอิญน่ะครับ พอดีผมว่าจะกลับมาเยี่ยมคุณพ่อแล้วก็จะมาดูเรื่องเรียนต่อที่ด้วยน่ะครับ”





“อ้าว...ดีจังเลยลูก แม่นึกว่าบ้านจะเงียบเพราะเหลือแต่เคตะคนเดียวเสียอีก”






“ครับ...ผมจะกลับมาอยู่เป็นเพื่อนนะครับ”






ชินยะเขาไปสวมกอดแม่เลี้ยงอย่างยินดีที่จะได้อยู่เป็นเพื่อน ให้ถึงอย่างไรแม่ของเคตะก็ดีกับเขามากเช่นกัน ไม่ยากอะไรถ้าจะให้ความเคารพและรักเหมือนแม่แท้ ๆ






“ขึ้นไปพักผ่อนนะลูก อ้อ พักห้องพี่ก่อนได้มั้ยจ๊ะ กลับมาไม่บอกไม่กล่าวอย่างนี้แม่ไม่ได้ให้คนทำความสะอาดห้องไว้นะคะ”







“ไม่เป็นไรครับแม่ นอนห้องผมนี่แหละ...”





จะนอนตลอดไปก็ไม่ว่าอะไรด้วย




...............






.........................





ประตูห้องนอนปิดลง ห้องนอนของเคตะที่ทำให้นึกไปถึงวันแรกที่ได้เข้ามาอยู่ที่บ้านหลังนี้ วัน
แรกที่โดนเหยียบย่ำด้วยคนตรงหน้า แล้วตอนนี้สถานภาพที่เปลี่ยนแปลง ความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ทำให้เขาแทบจะไม่รู้สึกถึงความเลวร้ายในวันนั้นเลยก็ว่าได้





ไม่ใช่คนเจ็บแล้วไม่จำ แต่เคตะสัญญาว่าจะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก...เขาจะเชื่อ แต่ถ้ามันเกิดขึ้นอีก
ถึงตอนนั้นเขาก็ควรจะเชื่อตัวเองว่ามันไม่ควรจะดำเนินต่อไปด้วยความรู้สึกที่เรียกว่าคนรัก ถึงตอนนั้นเขาก็คงเข้มแข็งพอที่จะยอมรับว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมระหว่างเขากับเคตะอีกต่อไป





“คิดอะไรอยู่หืมม์?”






แก้มสีน้ำผึ้งถูกกดจูบด้วยปลายจมูกโด่งและปากอุ่นไม่ตั้งตัวจนต้องก้าวถอยหลังจนแผ่นหลังแนบกับประตูที่เพิ่งถูกปิดลงเมื่อครู่ ร่างโปร่งถูกกักอยู่ในวงแขนแข็งแรงและพื้นที่จำกัดจำเขี่ยเหลือเกินที่จะขยับตัว แค่จะส่ายหน้าตอบว่าไม่ได้คิดอะไรปลายจมูกมันก็ชนกับปลายจมูกของอีกคนซะแล้ว





“เปล่าครับ”






“แล้วยิ้มอะไรคนเดียว”





กำลังจะอ้าปากตอบว่าเปล่าเหมือนเคยแต่ริมฝีปากอุ่นและลิ้นร้อนมันก็แทรกเข้ามาฉวยโอกาสได้อย่างแนบเนียน เคตะเบี่ยงใบหน้าให้กระชับกลีบปากแน่นขึ้นอีกนิด ความอุ่นชื้นแตะไล้กันในโพรงปากร้อน ปลายลิ้นกระตุ้นเร้าให้รู้สึกมากขึ้นไปกว่าการจูบ คนใต้ล่างเงยหน้าให้อีกฝ่ายประทับรอยรักได้ง่ายขึ้นด้วยความเต็มใจแล้วมือร้อนก็ไล้ผ่านสาบเสื้อเข้าบุกรุกพื้นที่ส่วนตัวแตะต้องอย่างไม่อาจทนรอต่อไปได้ กลับมามอบจูบหวานซึ้งให้ครั้งแล้วครั้งเล่า เอาใจ ปรนเปรอให้ชินยะหลงใหลไปกับความต้องการที่ทวีเพิ่มขึ้นยากจะหักห้าม






ถ้าจะเปรียบเคตะเป็นอะไรซักอย่าบนโลกนี้ชินยะคงอยากจะเปรียบเคตะเป็นนักต้มตุ๋นมืออาชีพที่หลอกล่อเขาได้อย่างแนบเนียนไร้ที่ติเลยล่ะ ดูตอนนี้สิไม่รู้ว่าจากประตูมาหยุดอยู่ที่เตียงนุ่มได้ยังไงกัน แต่ก็เอาเถอะ ทั้งเตียงนุ่ม ทั้งจูบนุ่มอย่างนี้ จะให้ไปไหนได้ล่ะ






แขนเรียวยกขึ้นคล้องคออีกฝ่ายพี่ชายให้ก้มลงมาหา กระซิบคำขอที่ เคตะแทบจะยอมให้ทำได้เต็มที่ตามใจชอบ แล้วพลิกร่างตนเองลงอยู่เบื้องล่างร่างของน้องชาย ก่อนที่จะปล่อยให้อีกฝ่ายขยับรับความร้อนรุ่มที่อัดแน่นในตัวจนแทบระเบิด ค่ำคืนยังอีกยาวนานกว่าที่แสงอาทิตย์ของวันใหม่จะโผล่พ้นขอบฟ้าเยือนในห้องนอนกว้างขวาง เตียงนอนนุ่มที่ให้สองร่างอิงแอบอาศัยพึ่งพิงไออุ่นซึ่งกันและกัน






~~~~The End~~~
コンテントヘッダー

##LET IT BE##16




##### 16 #####



“เดินทางดี ๆ นะเคตะ รักษาตัวนะลูกแม่เป็นห่วง”



“ครับ...ผมจะรักษาตัว แม่ไม่ต้องห่วงหรอกครับ คุณพ่อก็ไปด้วย”


…อยากจะได้ลิ้มรสโกโก้หอมหวานนั่นอีกครั้ง...



“ถึงอย่างนั้นแม่ก็ไม่ไว้ใจหรอกลูก”



ใบหน้าคมยิ้มน้อย ๆ แล้วเดินขึ้นรถที่จอดรออยู่เพื่อตรงไปยังสนามบิน พร้อมด้วยผู้ติดตามอีกเกือบสิบ



....................



..............................



“อากิระ มีงานเหรอ?”



“อืม พี่จะไปด้วยกันมั้ย?”



ใบหน้าขาวเงยขึ้นจากกองเอกสารตรงหน้ามามองพี่ชายที่โผล่หน้าเข้ามาในห้องทำงานแล้วถามกลับไป



“พูดอะไรออกมาน่ะ ไปทำงานจะให้พี่ไปด้วยได้ยังไงกัน ไปนานมั้ย?”



“ไม่นานหรอก เย็น ๆ ก็กลับ...มีอะไรรึเปล่า?”



“เปล่า...รักษาตัวนะ”



“ครับ จะรักษาอย่างดีเลย เป็นห่วงเหรอ?”



“แน่สิ เรียวเฮไปไหนล่ะ?”



น้องชายเคาะด้ามปากกาที่อยู่ในมือเบา ๆ ที่ริมฝีปากเหมือนกำลังนึกแล้วก็ก้มลงไปขีด เขียน ในแฟ้มที่อยู่ในมือต่อ จนคนเป็นพี่ตงิดขึ้นมาติดหมัด กวนจริงน้องใคร! ทำเป็นคิดแต่ไม่ยอมตอบ จนเมื่อคิดว่าไม่สนใจแล้วปล่อยไปก็ได้ถึงได้ถอยหลังกำลังจะกลับห้องตัวเองถึงได้คำตอบจากที่ถามไปเมื่อครู่



“ไปหาเพื่อนน่ะ พี่มีอะไรรึเปล่า”



ชินยะส่ายหน้าตอบหลังจากที่ทำสีหน้าสงสัยได้ครู่ เรียวเฮมีเพื่อนด้วยเหรอ? ทั้งที่ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เขาก็เห็นแต่เรียวเฮอยู่ที่บ้านนี้มาตลอด จะออกไปข้างนอกทีก็แค่ไปซื้อของ เดินเล่น ไปเที่ยวบ้างบางโอกาสกับน้องชายเขาเท่านั้น ...แล้วไปมีเพื่อนไว้ตอนไหน ส่วนไหนของอิตาลีกันล่ะเนี่ย?...



“พี่...ถามอะไรหน่อย ได้มั้ย?”



“อะไรล่ะ?”



“ถ้าเกิดเคตะบอกรักพี่อีกครั้ง...พี่จะเชื่อเค้ามั้ย?”



“........................”



เสียงที่เงียบหายไปทำให้อากิระเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มงานอีกครั้งทั้งที่เมื่อครู่ถามไปโดยไม่มองหน้าพี่ชายด้วยซ้ำไป ละทิ้งหน้าที่ตรงหน้าแล้วประสานมือตรงหน้าอย่างรอคอยคำตอบ



“ว่าไงครับ?”



“พี่ว่า...ไม่ใช่เรื่องที่เราจะพูดกันนะอากิระ ถ้าเป็นเรื่องตอนนั้นพี่ก็ขอโทษแล้วที่เข้าใจผิดหลงไปกับคำคำเดียวอย่างนั้น แล้วหลังจากนั้นเราตกลงกันแล้วว่าจะลืมเรื่องนี้ไปให้หมด พี่สัญญากับเราแล้วว่าพี่จะลืมทุกสิ่งที่เป็นคนคนนั้น”



“ก็ดีครับ...ถ้าพี่จะทำตามที่เคยสัญญากับผมเอาไว้ ผมก็แค่อยากให้พี่มีความสุขกับชีวิตของพี่โดยไม่มีใครมาบังคับกะเกณฑ์ในทุกเรื่อง แต่...ผมอยากได้คำตอบอย่างชัดเจนเมื่อครู่นะครับ”



“.............อากิระ...”



“อ้าวชินยะ อยู่นี่เอง หาอยู่น่ะ ไปทานของว่างกัน”



คำพูด คำตอบที่ไม่ได้อยากตอบถูกเสียงประตูที่แทรกขึ้นมาชะงักค้างที่ริมฝีปากโดยมีร่างเล็กขาวใสแทรกเสียงขึ้นมาอย่างไม่เกรงอีกคนที่ขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นว่าเป็นใคร



“เรียวเฮ...ชั้นคุยกับชินยะอยู่”



“ใช่อากิระ ชั้นรู้ และชั้นก็เห็นว่าชินยะไม่ได้อยากคุยกับนายเท่าไหร่เลย...ไปกันเถอะชินยะ ”



ท่าทางเหมือนจะเมินกันให้ได้อย่างนี้ก็ทำเอาชินยะงงได้เหมือนกัน เลยได้แต่เดินตามแรงลากที่มือของร่างเล็กมา ถึงแม้ว่าแค่เขาขืนตัวไว้หน่อยก็หยุดแรงน้อยนิดนั่นได้แล้วก็เถอะ ก่อนออกจากห้องทำงานของน้องชายมาเขายังมีกะใจเห็นว่าอากิระส่ายหน้าอย่างเหนื่อยอ่อน นี่คงงอนกันเรื่องอะไรซักเรื่องนี่แหละ


แรงลากน้อย ๆ นั่นหยุดลงเมื่อพ้นประตูห้องทำงานมาได้ไม่ไกลเลย...แค่สองก้าว มือเล็กก็ปล่อยแขนเขาออกเสียอย่างนั้น มือเล็กกอดอกฉับอย่างขัดใจ คิ้วเรียวขมวดมุ่นริมฝีปากแดงขมุบขมิบอยู่กับตัวเองคนเดียวจนเขาอดไม่ไหวจึงต้องถามขึ้น



“ทะเลาะอะไรกันรึไงเรียวเฮ?”



“เปล่าทะเลาะ แต่น้องชายชินยะน่ะ ไม่ฟังกันบ้างเลย...ชั้นแค่จะอธิบายให้ฟังดีๆ กลับห้ามกันซะอย่างนั้น ไม่ฟังอะไรอย่างนี้ชั้นก็ไม่ค่อยชอบนักหรอกนะ!!!”



เหมือนจะตะโกนดัง ๆ ให้มันได้ยินไปถึงในห้อง ก่อนจะเดินไปตามทางบนชั้นสองของบ้านทรงยุโรปหลังใหญ่โตนี่ลงไปด้านล่างตามที่ชวนชินยะทานของว่างไม่ได้ทันสังเกตว่าคนที่ถูกตะโกนว่าปาว ๆ ยืนกอดอกมองอยู่ที่กรอบประตูทั้งที่ใบหน้ามี่สองอารมณ์แสดงอยู่ ทั้งยิ้มทั้งเครียด ทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องแท้ ๆ ที่น่าโมโหที่สุดก็คือเพราะเรื่องของไอ้บ้านั่นคนเดียว!!! ทำให้เขาเคยทะเลาะกับพี่ชายมาแล้วรอบนึง มาครั้งนี้จะยังทำให้ทะเลาะกับเรียวเฮอีก ถึงแม้มันจะไม่รู้ตัวก็เถอะ!!



...............




.......................




“ทะเลาะกันเหรอเรียวเฮ?”



ชินยะถามคนที่ก้มหน้าก้มตาจิบชาในมือไม่มองนกมองกา จนอีกฝ่ายทำปากบู้เข้าใส่แล้ววางถ้วยชาลงไม่เบานัก



“เปล่าทะเลาะ...ก็อย่างที่บอกไปแหละ ก็แค่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้อง...”



เหมือนจะนึกขึ้นได้ว่าไม่ควรจะพูดอะไรออกมาทำให้ปากอิ่มนั่นค้างประโยคที่ใส่อารมณ์ไปไม่น้อย



“ต้องอะไร?”



“เปล่า...ทานขนมเถอะชินยะ อันนี้อร่อยนะ ออกไปข้างนอกมาเลยคิดว่าน่าจะชอบซื้อมาฝากเยอะเลย ชิมสิ อร่อยมั้ย?”



จิ้มให้แถมยื่นให้ถึงปาก ท่าทางน่าเอ็นดูใครเห็นก็คงจะถูกตาถูกใจไปเสียหมด กระทั่งเคตะยังเคยเก็บไว้เป็นสมบัติมาแล้วเลย ถ้าเรียวเฮไม่มาหาอากิระที่นี่ เรียวเฮก็คงยังเป็นสมบัติของเคตะต่อไป




ชินยะรับขนมชิ้นนั้นใส่ปากก่อนจะส่งส้อมเล็ก ๆ คืนให้มือน้อยแล้วอมยิ้มบอกถึงความถูกใจในรสชาติให้เจ้าตัวคนซื้อมาฝากยิ้มแป้น ดูเหมือนจะอารมณ์ดีขึ้นมาทันตาเห็น น่ากลัวจริงแฮะ...ท่าทางเหมือนไม่มีอะไรอย่างนี้ แต่เหมือนเขาจะเห็นทั้งปีกนางฟ้าและเขากับหางของซาตานโผล่อยู่เลยนะ สิ่งที่ได้เรียนรู้จากเรียวเฮตอนนี้คือ ไม่สมควรจะขัดใจคุณเธออย่างแรง...เพราะไม่รู้ว่าจะได้พรจากนางฟ้าหรือได้ทัณฑ์จากยมทูตกันแน่น่ะสิ




“เมื่อกี๊เข้าไปคุยอะไรกับอากิระเหรอ?”




“อ่อ...ก็ไปถามหาเรียวเฮแหละ ไปไหนทำไมไม่บอกกันบ้าง”




“อ่ะ พอดีไปหาเพื่อนแป๊บเดียวน่ะ ไม่คิดว่าชินยะอยากไปด้วย ถ้าบอกว่าอยากไปด้วยนะ จะรีบพาไปเลย เพื่อนเราก็คงอยากเจอ...”



“อยากเจอ...? ชั้นเนี่ยนะ?? ไปรู้จักกันตอนไหนถึงได้อยากเจอล่ะ”




เสียงหัวเราะขำขันกับที่เรียวเฮหลุดออกไปแต่ชินยะกลับมองว่าเป็นโจ๊กชั้นดีทำให้ไม่ได้สนใจอะไรมากไปกว่านั้น ทำให้อีกฝ่ายเนียนยิ้มตามได้หน้าตาเฉย ใบหน้าเล็กแอบเบือนหนีนิดก่อนจะลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกไม่ให้อีกคนรู้




“เป็นคนรักกัน นิดหน่อยก็ให้อภัยกันเถอะ โกรธกันงอนกันมันก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นนี่นา ลองคุยกันดี ๆ สิ เรียวเฮ...อากิระต้องฟังเรียวเฮแน่นอน”



“ใช่ รักเค้าก็ต้องฟังเค้าบ้างล่ะ ยิ่งพวกคนมีอีโก้สูง ๆ น่ะ กว่าจะยอมรับจากปากให้ตรงกับความร็สึกได้นี่เราแทบจะต้อง้างปากกันเลยทีเดียวนะ เชื่อมั้ยชินยะ”
คิ้วโก่งเลิกขึ้นอย่างสงสัย แต่ก็พยักหน้าตอบไปเพราะคิดว่าคงพูดถึงน้องชาย ก็ดูนิสัยที่พูดมามันไม่ต่างอะไรเลยไม่ใช่เหรอ อากิระแทบจะไม่เคยยอมลงให้ใครจะมีก็แต่เรียวเฮที่ไม่รู้ว่าเจ๋งแค่ไหนปราบไอ้หน้าแมวน้องชายเขาซะอยู่หมัด เดี๋ยวคืนนี้คงต้องได้เห็นฉากง้องอนกันบ้างล่ะ จะว่าไป...คนนิสัยอย่างนี้ก็มีอีกคนนึงนี่นะ ชินยะสะบัดศีรษะไปมาก่อนจะเพียรบอกตัวเองอย่างที่ทำมาหลายวันตั้งแต่แยกจากกันมาอยู่ที่นี่ ถึงแม้ตอนอยู่ที่ญี่ปุ่นจะไม่ใช่ฐานะของคนที่จะคิดเรื่องราวของคนนั้นได้เลยก็ตามที




“พูดถึงใครน่ะเรียวเฮ อากิระน่ะเหรอเป็นอย่างนั้น”



เรียวเฮอมลมใส่แก้มแล้วส่ายหน้าพรืดแต่ก็ไม่พูดอะไร ทำเอาคู่สนทนาถึงกับเอียงคอมองอย่างสงสัยแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป เพราะคิดว่าคงไม่ได้คำตอบอะไรหรอก หรือว่าเรียวเฮกำลังสับสนในตัวเอง? บอกว่าไม่ใช่อากิระแต่พูดถึงเรื่องที่ทะเลาะกับอากิระ...?? ยังไงกันแน่ ชินยะก็งงเป็นนะเรียวเฮ



หลังจากผ่านพ้นมื้อเย็นไปได้ครู่ใหญ่ทุกคนแยกย้ายกันเพื่อพักผ่อน และเตรียมพร้อมกับงานในวันพรุ่งนี้ ร่างสูงโปร่งของชินยะเดินเรื่อยไปตามทางเดินบนชั้นสองที่เป็นห้องนอนของทุกคนในบ้านหลังนี้ กำลังจะก้าวเท้าผ่านห้องน้องชายตรงไปสู่ห้องนอนของตัวเอง บานประตูใหญ่ก็เปิดออกไม่เบาเลยซักนิดพร้อมกับร่างเล็กที่โผออกจากห้องแทบจะตัวปลิว แต่แขนเรียวข้างหนึ่งก็โดนยึดไว้ด้วยมือใหญ่ของอีกคนที่เดินตามกันออกมา




“อากินั่นแหละไม่เข้าใจ ทำไมไม่ยอมฟังคนอื่นเค้าบ้างเล่า!!!”




“ก็ฟังกันก่อนสิ ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย...อย่าทำอย่างนี้น่ะเรียวเฮ”




อากิระพยายามจะเสียงอ่อนให้มากที่สุด แต่ให้ยังไงมันก็เจือน้ำเสียงหงุดหงิดไปด้วยอยู่ดี




“มีอะไรกัน?”




“ชินยะ...คืนนี้เราของนอนด้วยคนสิ นะ...”





ร่างเล็กโผเข้าหาพี่ชายคนรักที่ยืนเป็นสักขีพยานอยู่หน้าห้องตอนที่พวกเขากำลังเถียงกันเมื่อครู่ กอดร่างสูงแน่นไม่ยอมฟังเสียงอากิระที่คอยเรียกอยู่เลย




“ไม่ได้!! เรียวเฮ ฟังนะ เรื่องอย่างนั้นชั้นยอมไม่ได้หรอก ทำไมชั้นต้องให้พี่ไปเจ็บอีกรอบกับคนอย่างนั้น!!??”




“ก็บอกแล้วว่าเค้าไม่ได้ตั้งใจ ๆ นายก็รู้ว่าคนนิสัยอย่างนั้นเป็นยังไง ตัวเองก็เคยเป็นมาก่อน ตอนนั้นทำไมชั้นยังให้อภัยนายได้เลยล่ะ ถ้าคิดว่าคนอื่นเค้าเจ็บได้ครั้งเดียวแล้วจะไม่ให้อภัยกันอีกก็อย่าเพิ่งมาพูดกันเลยดีกว่า ชินยะไปเถอะ!!!”




เงยหน้าจากตัวชินยะขึ้นมาพูด ๆๆๆแล้วก็ลากแขนชินยะให้เดินตามแต่เจ้าตัวก็รั้งไว้นิดเพราะน้องชายที่ท่าทางจะหัวเสียไม่น้อย




“เอาไว้อารมณ์เย็นแล้วค่อยคุยกันดีกว่านะ...เดี๋ยวพี่ไปนอนก่อน เราก็เหมือนกันรีบนอนเถอะพรุ่งนี้ต้องทำงานใหญ่ไม่ใช่เหรอ”




ใบหน้าขาวจัดนั่นเหมือนจะขัดใจเล็ก ๆ ที่เขาพูดออกไปแบบนั้นแต่ก็ยอมพยักหน้ารับโดยดีเมื่อคนตัวเล็กไม่ยอมแม้แต่จะหันหน้ามามอง แถมยังเมินเขาไปอีกทางเสียอีก ได้แต่นึกคาดโทษในใจว่าถ้าเรื่องจบเมื่อไหร่เรียวเฮนี่แหละที่จะต้องโดนดุซะบ้าง ถึงจะเป็นรุ่นพี่ก็เถอะนะ แต่ทำอย่างนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน




บานประตูห้องปิดลงกั้นโลกภายนอกและความเป็นส่วนตัวให้เรียวเฮและชินยะได้มีโอกาสพูดคุยกันบ้าง มือเรียวยกขึ้นลูบผมนิ่มของคนตัวเล็กเบา ๆ มองตอบดวงตาเรียวใสด้วยรอยยิ้มอ่อน ๆ




“ไหนว่าจะคุยกันดี ๆ ไง ทำไมถึงได้เสียงดังขนาดนั้น”




เพราะเรียวเฮไม่ใช่คนที่จะทำนิสัยเป็นเด็กงอแงไม่เลิกอย่างตอนนี้ แล้วอะไรที่ทำให้คนน่ารักและนิสัยดีอย่างเรียวเฮงอแงได้ขนาดนี้กัน? มันค่อนข้างจะรบกวนจิตใจของชินยะมาตั้งแต่เมื่อกลางวันแล้วล่ะ




“ก็ดูสิว่าฟังกันที่ไหน ชั้นก็พูดด้วยดี ๆ แล้วนะ”




“สัญญามั้ยว่าถ้าครั้งนี้แล้วจะคุยกันดี ๆ จริง ๆ ชั้นเองก็ไม่อยากให้ทั้งสอคนมีปัญหากันหรอกนะ แล้วมันเรื่องอะไรถึงได้ทะเลาะกันไม่เลิกอย่างนี้ล่ะ?”




“เปล่า ไม่มีอะไร ก็แค่เรื่อง...เรื่องคนอื่น...”




“เรื่องคนอื่น??”




ใบหน้าเล็กพยักหงึก ๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนตักนุ่มของรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัย ทะเลาะกันเพราะเรื่องคนอื่นนี่นะ??





“ถ้าเป็นเพราะเรื่องคนอื่นจริงก็ไม่เห็นจะต้องทำให้ใหญ่โตอย่างนี้นี่นา ใครก็ไม่รู้ทำให้เวลาความสุขในชีวิตหายไปตั้งเป็นวัน ยอมได้ยังไงกัน ปกติเรียวเฮไม่ชอบให้ใครมาขัดเวลามีความสุขไม่ใช่เหรอ? เรียวเฮไม่ชอบเวลาไม่มีความสุขไม่ใช่เหรอ? เรียวเฮรักการที่จะมีอากิระอยู่ข้าง ๆ เสมอไม่ใช่เหรอ ? แล้วทำไมถึงไม่อยู่ข้างอากิระต่อไปล่ะ?”




“แล้วชินยะไม่อยากมีความสุขบ้างเหรอ?”





“...อยากสิ ทำไมถามแบบนี้ล่ะ?”




“ความสุขของชินยะคืออะไรล่ะ?”




คู่สนทนาสองคนกำลังทำสีหน้าสงสัยแข่งกัน คนถามสงสัยเพื่อจะได้คำตอบ อีกคนสงสัยในคำถามที่ถามมา แล้วจะให้ชินยะตอบว่าอะไรดีล่ะ? ในเมื่อความสุขของเขามันไกลเกินจะเป็นจริง ๆ ถ้าให้ตอบตอนนี้ก็คงจะเป็น...




“ความสุขของชินยะตอนนี้ก็คือการได้อยู่อย่างนี้ อยู่กับคุณตา กับน้องชายอย่างอากิระ แล้วก็อยู่กับเรียวเฮ...ที่นี่...อย่างนี้ แค่นี้ก็พอแล้ว...”



“พอแล้วเหรอ?”



“อื้ม...ทำไมล่ะ?”



“มักน้อยจัง”



ดวงตากลมใสเงยสบคนที่นั่งเป็นหมอนหนุนให้





“ก็มักมากแล้วมันจะเจ็บเวลาไม่สมหวังน่ะสิ”




“แต่ครั้งนี้เราอยากให้ชินยะหวังมาก ๆ กว่านี้นี่นา มากกว่านี้อีกนิดเดียวก็ยังดี เพราะว่าเรื่องบางเรื่องมันก็ไม่ได้เลวร้าย เราอยากให้ชินยะมีความสุขจริง ๆ เรารู้ว่าชินยะให้อภัยคนได้ เหมือนกับเราที่ให้อภัยน้องชายชินยะ เพราะฉะนั้นให้อภัยเค้าเถอะนะ...”




ชินยะก้มลงมองคนที่นอนเงยหน้าสบตาเขาอยู่ มองเพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริงของเรียวเฮว่าต้องการอะไร ให้เขาให้อภัยใคร? แล้วคำตอบก็ปรากฏเมื่อฝ่ามือของเขาถูกมือเล็กแบออกวางลงบนมือเล็ก ก่อนที่มือเล็กอีกข้างจะใช้นิ้วชี้เขียนเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ คำสั้น ๆ ที่มันทำให้เจ็บสะเทือนขึ้นมาในอกอย่างบอกไม่ถูก ก่อนที่เรียวเฮจะเขียนตัวสุดท้ายของคำนั้นเสร็จชินยะก็ดึงมือกลับมาจนร่างเล็กนั้นนิ่งไปนิดแล้วยันตัวลุกขึ้นมองด้วยสายตาอ้อนวอน




“นอนเถอะ เดี๋ยวจะอาบน้ำแล้ว...เรียวเฮนอนก่อนเลยก็ได้”




“อืม...ขอโทษที่ทำให้รู้สึกไม่ดี”





น้ำเสียงหงอย ๆ กับผ้านวมผืนใหญ่ที่ถูกดึงขึ้นคลุมทั้งตัวขยับเล็กน้อยก่อนจะนิ่งไปทำให้ชินยะที่ยืนอยู่ปลายเตียงถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป
มือข้างเดิมที่เรียวเฮเขียนข้อความไว้ถูกแบออกอีกครั้งและถูกจ้องมองเหมือนมันมีน้ำหมึกเขียนเป็นข้อความปรากฏให้เห็น คำว่าขอโทษเป็นภาษาอังกฤษเหมือนที่ใครอีกคนเคยทำ มือข้างเดียวกัน กับคำ ๆ เดียวกันมันทำเอาเจ็บจนแทบจุก ความรู้สึกมันตีตื้นขึ้นมาจนแน่นหน้าอกไปหมด ทั้งที่แม้แต่ตอนนั้นที่เคตะทำร้ายเค้าสด ๆ ร้อน ๆ ชินยะยังไม่รู้สึกรู้สาเท่ากับตอนนี้ ตอนนั้นแม้แต่น้ำตาก็ไม่มี ไม่มีเลยกับการทำร้ายที่แสนสาหัส แต่พอมาตอนนี้...ทำไมมันถึงได้ทรมานอย่างนี้ เจ็บจนนึกไปว่าก้อนเนื้อหัวใจที่กำลังเต้นจนปวดหนึบอยู่นี้มันจะช้ำมากเพียงใด
แล้วเคตะจะรู้สึกกับเขาอย่างไร ถ้าเป็นในกรณีของอากิระกับเรียวเฮ เขารู้ดีว่ามันไม่ยากที่จะให้อภัยเพราะทั้งสองคนรักกัน ความผูกพันของหัวใจมันมีอยู่ให้สามารถมองความเจ็บปวดนั้นเป็นเรื่องที่ให้อภัยกันได้ แต่สำหรับเขาล่ะ เป็นอะไรสำหรับเคตะ ไม่เคยซักครั้งที่ความจริงใจและการกระทำของเคตะจะแสดงออกมาให้เขาเห็น มีแต่การทำร้ายและเหยียบย่ำ เรียวเฮจะบอกอย่างนั้นหรือว่าสิ่งเหล่านั้นคือการแสดงออกว่าเป็นความรักของเคตะ?...มันช่างเป็นความรักที่โหดร้ายจนเขาก็ไม่คิดว่าจะทนได้หรอก




ชินยะสอดตัวเข้าในผ้าห่มอุ่นผืนเดียวกันกับเรียวเฮที่นอนหันหลังให้ คนที่คิดว่าหลับไปแล้วเรียกชื่อเขาขึ้นท่ามกลางความมืด




“ชินยะ”




“หืมม์?”




“ยกโทษให้เคตะเถอะนะ...คนที่ไม่เคยมีความรักอย่างนั้น แค่ชินยะเป็นคนแรกที่ให้ความรักกับเขา แค่นั้นก็ดีใจจนอยากจะเก็บชินยะไว้คนเดียวถึงได้ทำอะไรอย่างนั้นลงไป ตอนนั้นชั้นเองก็ผิดที่บอกให้เค้าบอกความรู้สึกของตัวเองออกไป ชั้นคิดว่าคำว่ารักมันคงจะช่วยบอกอะไรที่กำลังเป็นคำถามในใจของเค้าได้บ้าง แต่คนไม่เคยรู้สึกอะไรกับใครคงไม่เห็นความสำคัญของคำคำเดียวเหมือนใครเค้าหรอก มันคงไม่แย่เกินไปที่จะรักกันอีกครั้งใช่มั้ย”




“………………”




ร่างเล็กพลิกหันหน้ามาเผชิญกับอีกคนที่นอนอยู่บนฟูกนุ่มเดียวกัน ใบหน้าเล็กมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด เมื่อชินยะเงียบไปนานอีกฝ่ายจึงได้เอื้อมมือมาเขย่าท่อนแขนของชินยะเร่งเร้าเอาคำตอบ ชินยะยิ้มก่อนจะตอบออกไปพร้อมเอื้อมมือไปลูบผมนิ่มอีกครั้งของวัน



“จะรับไว้พิจารณาแล้วกัน ตอนนี้นอนก่อนนะ”





เพราะตัวเองก็ไม่แน่ใจว่าจะยังรู้สึกดีกับเคตะได้เหมือนเดิมรึเปล่า เพราะตัวเองถูกเอาความรู้สึกมาเล่นเป็นของเล่นอย่างนั้น แต่ที่ตอบได้แน่ ๆ ในใจคือเค้ายังรักเคตะอยู่แน่ล่ะ แต่เวลานึกถึงช่วงนั้นทีไรมันก็เจ็บจนหายใจไม่ออกอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ทุกที แล้วที่บอกไปอย่างนั้นก็เพื่อจะให้เรียวเฮเลิกกังวลในเรื่องของแล้วพักผ่อนเสีย เพราะตอนนี้ก็เกือบจะครึ่งคืนเข้าไปแล้ว อุตส่าห์นอนรอเขาอาบน้ำเสร็จเพื่อจะพูดเรื่องนี้ ไม่รู้ว่าเป็นห่วงเพื่อนหรือเป็นห่วงเขากันแน่นะ




“จริงนะ...”




“อื้ม นอนนะ”




เปลือกตาบางปิดลงทันทีที่เขารับปากด้วยรอยยิ้ม เสียงลมหายใจสม่ำเสมอเร็วมากจนชินยะนึกยิ้ม นี่คงง่วงมากแต่ก็ยังรอเขาอย่างนั้นสินะ




ชินยะนอนคิดอะไรมากมายจนเมื่อคิดได้ว่าดึกมากจนเกือบจะค่อนคืนแล้วควรจะนอนเสียที และหลับตาลงได้ไม่นานเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ถึงแม้จะสงสัยว่าใครที่มากวนกลางดึกอย่างนี้ แต่ให้เชื่อพิซซ่าเจ้าที่ดังที่สุดในอิตาลีได้เลยก็ได้ว่าคงไม่พ้นน้องชายเขาหรอก ก็ใครจะกล้ามากวนคุณชายคนที่สองของบ้านนอกจากคุณชายด้วยกันเองและคุณตา แต่ถ้าคุณตาจะมา...ด้วยเรื่องอะไรกัน? ก็มีแต่อากิระนี่แหละ ส่วนเรื่องที่มาก็...ร่างสูงปรายตาลงมองคนตัวเล็กที่ซุกผ้าห่มนอนบนที่นอนเขาอย่างสบายด้วยรอยยิ้มก่อนจะลุกขึ้นไปเปิดประตูก่อนที่อีกคนหน้าประตูจะพังประตูเขาเสียก่อน


...ถ้าเค้ารักชั้นอย่างที่นายบอกจริงเค้าคงไม่ปล่อยชั้นมาอย่างนี้หรอก...




“ว่าไง?”



ถ้าซื้อลอตโตเขาคงถูกแจ็คพอตเลยมั้ยล่ะ ก็มันไม่ผิดจากที่คิดไว้แม้แต่น้อย น้องชายเขายืนกอดอกอยู่หน้าห้องนอนเขาในชุดนอนคลุมทับด้วยชุดคลุมสีดำสนิท หล่อซะ!




“หลับแล้วหรอ?”




ชินยะพยักหน้ารับแล้วเปิดประตูให้กว้างขึ้นแล้วหลีกทางให้อีกคนเห็นว่าคนที่ถามถึงหลับอย่างที่บอกจริง



“เค้าพูด...อะไรบ้าง?”




“ก็...เรื่องนั้นแหละ ทะเลาะกันด้วยเรื่องอะไรล่ะ?”




“ขอคุยกับเค้าหน่อยได้มั้ย?”




“ดึกแล้วอย่าเลย...”



“แต่...”




“พากลับไปนอนที่ห้องดีกว่า จะได้คุยกันสะดวก ๆ”




ท่าทางลังเลเล็ก ๆ ของน้องชายทำให้เขาขำได้ไม่ยาก เพราะต่อหน้าลูกน้องมากมายน้องชายเขาดุดันเพียงไรให้คนที่เดินไปเดินมาหน้าห้องตอนนี้มาพูดมันก็คงไม่กล้าพูดออกมาต่อหน้านายหรอก แต่พอเจอคนตัวเล็กโกรธเข้าหน่อย อดรนทนไม่ได้จนต้องมาขอคุยด้วยกลางดึก ไม่รู้ว่ากลัวอะไรสินะ...?





ร่างเล็กถูกวางลงบนเตียงนุ่มหลังจากที่ถูกอุ้มมาจากอีกห้องที่ไปขอพึ่งพิงเมื่อหัวค่ำ ความเย็นของอากาศที่ผ้านวมยังไม่ได้คลุมลงให้ความอบอุ่นทำให้งัวเงียขึ้นมาคว้าเอาอะไรใกล้มือขึ้นหวังจะให้มันปัดเป่าความเย็นออกไปจากการนอนหลับที่แสนสบาย คว้าได้อะไรแข็ง ๆ ก็หยิบพาดลงมาบนเอวกำลังจะซุกหลับต่อแล้วก็รู้สึกว่าสิ่งที่เค้าคว้าได้นั้นมันไม่น่าจะเป็นผ้านวมหรือหมอนข้างที่มันน่าจะเป็นเครื่องให้ความอบอุ่นได้เลย คิดได้ถึงตรงนี้แล้วก็ลืมตาขึ้นมาด้วยความหายง่วงเงยหน้าขึ้นมาก็สะบัดท่อนแขนแกร่งในมือทิ้งอย่างไม่ใยดีแต่เจ้าของแขนนั้นก็เกาะเอวบางแน่นไม่ยอมปล่อยเลยได้แต่นิ่งให้กอดอยู่อย่างนั้น




“หายโกรธได้แล้ว”





“ทำไมต้องทำตามที่บอก? ไม่เห็นมีอะไรน่าพอใจซักนิด”





“โอเค...ยอมก็ได้ แต่ทั้งหมดมันขึ้นอยู่กับชินยะ เรา จะไม่มีใครเข้าไปยุ่ง ให้เค้าตัดสินใจเอง...ได้มั้ย? ชั้นไม่อยากให้พี่ชั้นเจ็บอีก เรียวเฮก็รู้ว่ามันไม่ได้สนุกที่จะต้องแปลบในหัวใจตลอดเวลาที่อยู่กับคนที่รักโดยที่ทำเหมือนเป็นคนรักแต่อีกคนไม่ได้คิดอย่างนั้น”




ดวงตาใสมองสบอย่างใจเย็น




“พรุ่งนี้ ชินยะจะไปกับชั้นเรียวเฮรออยู่ที่นี่นะ”




“แต่...”




“อย่าดื้อ ไปแป๊บเดียว ไม่มีอะไรมาก...เหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่คุณตาก็แค่บอกว่ายอมได้เท่าที่ได้ ทางนั้นก็คงไม่เรื่องมากหรอก เพราะมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะแฟร์สำหรับลูกผู้ชาย ตกลงนะ?”




คนตัวเล็กเบือนหน้าหนีบอกให้รู้ว่าไม่ได้พอใจในข้อเสนอซักนิด เขาก็แค่อยากไปเจอเพื่อน ผิดตรงไหนกัน ก็เข้าใจแหละว่าเป็นงาน...เถอะ ยอมให้ซักครั้งก็ได้




“ก็ได้...แต่ต้องรีบกลับมาบอกนะว่าเป็นยังไงน่ะ”




ออกคำสั่งตบท้ายไว้อีกหนึ่งให้คนที่ขยับขึ้นเกยทับพยักหน้ารับอย่างยินดีจูบเบา ๆ ที่กลีบอุ่นนิ่มอีกครั้ง




“นอนต่อเถอะ ขอโทษที่รบกวน”




“รู้ตัวก็ดีแล้ว เพราะงั้นต้องรับผิดชอบด้วย”



แขนเล็กสอดเข้ากอดร่างใหญ่แล้วซุกหน้าเข้ากับหน้าอก มือใหญ่เลยรับผิดชอบด้วยการลูบกลุ่มผมนิ่มมือเบา ๆ จนอีกคนหลับไป ให้อกกว้างอบอุ่นเป็นที่ซุกซบอีกคนจะได้หลับสบาย ไม่มีอะไร...ก็แค่รักกัน





~~~~Next Part~~~~
コンテントヘッダー

###LET IT BE## 15




##### 15 #####




สายลมของอากาศหนาวพัดเยือกผ่านตัวผู้คนมากมายที่เดินกันขวักไขว่ในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ร่างสูงทิ้งตัวลงนั่งที่ม้านั่งหน้าคณะก่อนจะล้วงมือเข้าไปในเสื้อโค้ทตัวหนาหยิบบุหรี่กลิ่นแรงขึ้นมาจุดสูบระบายความอึดอัดในหัวใจ วันทั้งวันเขาตามหาชินยะไม่พบ ที่มหาวิทยาลัยก็ไม่มี ที่อื่นนอกจากนี้เขาก็ไม่คิดว่าชินยะจะมีที่ไหนที่ต้องไปนอกจากเรือนกระจก สอบถามจากอาจารย์ก็บอกว่าชินยะไม่ได้เข้ามาที่นี่ โทรเข้ามือถือก็พบว่าปิดเครื่อง มือใหญ่กำแน่นที่เครื่องมือสื่อสารขนาดเล็กนั่นจนเมื่อระบบสั่นสะเทือนทำงานขึ้นทำให้เคตะรีบหยิบมันขึ้นมาดูแล้วพบว่าเป็นเบอร์ที่ไม่เคยรู้จัก เสียงที่กรอกลงไปยังห้วนเข้มเหมือนเดิมแต่หางเสียงยังใส่คำสุภาพลงไปให้



“ทาจิบานะครับ”



-เคตะเหรอ เราเอง...อยู่ไหนน่ะ?-



“เรียวเฮ...แล้วนายอยู่ไหน ไปไหนทำไมไม่บอก?”



แทนที่จะได้คำตอบเรียวเฮกลับได้คำถามกลับมาแทน


-อยู่อิตาลีน่ะ-




“ไปทำไม?”



-แล้วเคตะอยู่ไหน?-




เรียวเฮไม่ตอบ เป็นการบอกให้รู้ว่าเขาถามไปก่อนทำไมเขาต้องมานั่งตอบคำถามคนที่ถูกถามด้วย




“อยู่มหาวิทยาลัย”



-อืม ชินยะมาแล้วใช่มั้ย?-




“ไปไหน?”




-อ้าวไม่รู้หรอกเหรอว่าชินยะจะมาหาอากิระที่อิตาลีน่ะ-



“.........................”





-เคตะ...ฮัลโหล อยู่มั้ย?เคตะ-




“อืม...ไม่รู้ เค้า...ไม่ได้บอกชั้น”



แม้เสียงที่ส่งออกไปจะเข้มเหมือนเดิมแต่ความรู้สึกในใจมันหวิวโหวงอย่างบอกไม่ถูก ไปแล้วหรือ? ไหนคนที่มหาวิทยาลัยบอกเขาว่าจะไปวันมะรืนไง? ความสงสัยทั้งความโกรธและโมโหวิ่งวนในคามคิดมากมายจนมือที่ถือโทรศัพท์อยู่กำแน่นจนมันแทบจะพังคามือ




-อ้าว ทำไมไม่บอกล่ะ อืมไม่เป็นไรเราไปถามคุณลุงเองก็ได้-




“...................”



-เคตะ โอเคมั้ย?-




“อืม แค่นี้นะ”




สายจากต่างประเทศวางสายไปแต่เคตะก็ยังไม่ได้ลดโทรศัพท์ลงจากหูแต่อย่างใด แล้วสิงที่นึกขึ้นได้ก่อนสิงใดคือตอนนี้เขาควรจะกลับบ้านเพื่อไปถามในสิงที่อยากรู้ที่สุด



รถยนต์คันสวยถูกกระชากเร่งความเร็วทะยานสู่คฤหาสน์หลังใหญ่ของตระกูล เสียงปิดประตูรถดังโครมใหญ่บ่งบอกอารมณ์เจ้าของมันได้ดีนักแล ถ้าไม่ใช่รถที่นำเข้าจากยุโรปอะไหล่คงได้หลุดเป็นชิ้นไปตั้งแต่ครั้งที่สามที่เคตะปิดประตูด้วยแรงโมโหไปแล้วกระมัง



“คุณแม่ยังไม่กลับเหรอ?!”




เรียกตัวแม่บ้านแถวนั้นที่กำลังทำความสะอาดถามหามารดาตัวเองแล้วได้รับคำตอบที่ไม่น่าอใจเอาเสียเลยว่าท่านยังไม่ได้กลับมาในเวลานี้



“ไปไหนรู้มั้ย?!”



“ไม่ทราบค่ะ ออกไปเมื่อบ่ายแต่เห็นคุณผู้ชายบอกว่าจะไปส่งคุณชินยะที่สนามบินค่ะ”
เคตะไม่ได้รอฟังคำอธิบายต่อจากนั้นแล้วต่อสายโทรศัพท์หามารดาทันที



“แม่...อยู่ไหน?”



-อยู่แอร์พอร์ทจ้ะ มาส่งชินยะคุง-



“ไปรึยัง?”




-...เพิ่งขึ้นเครื่องไปเมื่อครู่นี้เอง มีอะไรรึเปล่าจ๊ะ-




“..........เปล่า ไม่มีไปนานเท่าไหร่?”




-...เห็นว่าจะไม่กลับมาอีกเลยนะจ๊ะ เพราะว่าน้องจะไปเรียนต่อที่โน่นน่ะ-




อะไรนะ!!...ไม่กลับมา คิดอะไรอยู่ จะไปจากเขาจริง ๆ รึไงกัน!!! เป็นสิงที่เคตะไม่เคยคิดว่าชินยะจะทำ แต่เขาไม่ได้นึกจริง ๆว่าชินยะจะไปเรียนต่อที่อื่น คิดเสมอว่าที่นี่เป็นที่เดียวที่ชินยะจะอยู่ได้เพราะอย่างน้อยพ่อของชินยะก็อยู่ที่นี่ ครอบครัวคนเดียวที่เหลืออยู่ขอบงหมอนั่นอยู่ที่นี่ แต่เมื่ออากิระมาชินยะก็คิดว่านี่คงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะพรากน้องชายไปจากเขาได้ ให้ตายเถอะตอนนั้นก็คิดว่ากำจัดออกไปได้พ้นแล้วเชียว ตอนนั้นเขาคิดว่าเขาเอาชนะอากิระที่เป็นคนจะแย่งชิงชินยะไปจากเขา แต่มาตอนนี้เคตะรู้ตัวดีเลยว่าเขาพลาด!! พลาดมากเสียด้วยสิ บอกตัวเองว่าให้ปล่อยไป วางเฉยไป ไม่ต้องไปนึกถึงจะไปไหนก็ไป แค่ของเล่น แค่ตอนนี้เสียมันไปเร็วกว่าเดิมเท่านั้น จะเป็นจะตายที่ไหนก็ไม่เห็นต้องสนใจ แต่อีกใจมันร่ำร้องให้ตามหา ให้กลับมาอยู่ข้างตัวเหมือนเดิม เคตะไม่ชอบความรู้สึกอย่างนี้ ความรู้สึกสับสนในตัวเอง




เพราะโดยปกติแล้วจะเป็นคนที่มั่นใจและสามารถหาคำตอบที่เป็นคำตอบเดียวในจิตใจได้เสมอมา และไม่สนทั้งความรู้สึกตัวเองและความรู้สึกคนอื่นถึงได้ทำอะไรโดยไม่ต้องคิดอย่างนั้น แต่พอตอนนี้แค่คิดจะทำอะไรแต่ละอย่างกลับกลายเป็นว่าเขาต้องคิดถึงชินยะไปทุกที แค่จะไปเอาตัวกลับมาเขาต้องคิดว่าชินยะจะโกรธแล้วเคืองเขาหรือเปล่า? แค่จะไปหาเพราะอิตาลีไม่ใช่ระยะทางที่จะทำให้เขาตัดใจเพราะมันใกล้แค่เอื้อมถ้าเขาจะไปที่นั่น แต่ที่กังวลอยู่เพราะ เคตะกำลังคิดว่าถ้าเขาไปชินยะจะหนีไปที่ไหนอีกหรือเปล่า? แล้วถ้าเขาไปที่นั่นเขาจะไปในฐานะอะไร? พี่ชาย?...ไม่ใช่คำที่เขาจะพอใจเลยซักนิด เจ้าของ? ...เคตะมีสิทธิ์อะไรที่จะทำอย่างนั้นถ้าเกิดเจ้าตัวเขาไม่ยอมรับ คนรัก?...คำที่เคตะเคยพูดไว้มันหมดความหมายไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? แล้วเขาให้ความสำคัญกับมันตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?...บ้าไปแล้วเคตะ ที่เผลอไปใส่ใจกำคำพล่อย ๆ ที่พูดออกจากปาก แต่เขายังไม่ได้บอกซักคำว่าคำนั้นมันมีความหมายว่าอย่างไร ถ้ามันจะทำให้ชินยะสงสัยมันเกิดจากใคร ...เพราะไม่อยากจะโทษตัวเองเลยพยายามหาคนอื่นมาลงแทน แต่เท่าไหร่เท่านั้น เพราะมันเกิดจากตัวเขาคนเดียวที่ไม่เคยคิดจะถนอม ไม่เคยนึกถึงว่าแม้ว่าสิงนั้นจะเป็นของเล่น แต่ของเล่นก็มีวันพังทลายไปคามือได้เมื่อเล่นโดยไม่ถนอม




แล้วตอนนี้เคตะก็ได้ประจักแก่คำนั้นอย่างดี ปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งตอนนี้ของเคตะคือ ถ้าเขาจะเข้าสู่ดินแดนที่เป็นอำนาจของอากิระที่โน่นคงไม่ใช่เรื่องง่าย มันเหลือทางเลือกไม่มาก และทางที่ดีที่สุด เขาต้องมีอำนาจเหมือนกันเท่านั้น



……………..



……………………..



คฤหาสน์หลังใหญ่ไม่ต่างกับบ้านทาจิบานะตระหง่านอยู่ตรงหน้าเพียงแต่บ้านหลังนี้จะเป็นบ้านไม้ทรงโบราณที่มีสวนประดับตกแต่งอย่างดี ยามค่ำคืนอย่างนี้มีเสียงกังหันไม้ดังเป็นจังหวะเรื่อย ๆ ไอดินเย็นลอยขึ้นมาทำให้ความรู้สึกวุ่นวายกระจัดกระจายก่อนหน้านี้จางหายไปได้บ้าง แต่ก็แค่บางส่วนเท่านั้น ร่างสูงก้าวเดินเข้าไปโดยผ่านชายชุดดำมากมาย ความน่าเกรงขามของตัวบ้านไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอะไรมากไปกว่าร้อนใจที่จะพูดคุยกับ “พ่อ” ของตัวเอง



“คุณท่านคะ คุณหนูมาค่ะ”



ชายวัยกลางคนที่นั่งจิบชาจากถ้วยชาใบเล็กพยักหน้ารับก่อนที่เสียงบานประตูจะเลื่อนเปิดออกพร้อมกับร่างสูงของบุตรชายที่อยู่กับอดีตภรรยาเขา



“หายหน้าไปนานนะลูก มีอะไรรึเปล่า?”



เคตะเดินเข้ามานั่งตรงข้ามพร้อมรับถ้วยชาขึ้นจิบเมื่อผู้เป็นพ่อรินชาร้านนั้นให้



“เรื่องคากิโมโตะ...ผมได้ข่าวว่าพ่อจะไปอิตาลีอาทิตย์หน้า?”



“ใช่ ทำไม?”



“ผมจะไปแทน”



คำตอบสั้น ๆ ไม่ได้ทำให้เข้าใจถึงเหตุผล เจ้าบ้านจึงได้วางถ้วยชาใบเล็กลงเพื่อรอฟังคำอธิบายจากลูกชายอีกครั้ง



“ไปเอาของรักคืนมา”




“ของรักหรือคนรัก?...ถ้าแค่ของรักหาใหม่ก็ได้ เพราะไปที่โน่นมันไม่ได้ไปง่าย ๆ ถ้าจะไปในฐานะของคนของเรา มีเรื่องขึ้นมา...พ่อไม่อยากเสี่ยง”



“......................”



นั่นสิ ของรักหรือคนรัก??




“ของรัก หาเอาใหม่ก็ได้...แต่คนรัก หาไม่ได้ง่าย ๆ คิดให้ดีพรุ่งนี้มาให้คำตอบยังทัน แต่ก่อนอื่นถ้าจะไปคงต้องผ่านการทดสอบ”



“ทดสอบ?”



“ใช่...ถึงจะเป็นลูกชายพ่อก็ไม่อยากเสี่ยงให้พวกเราไปตกอยู่ใต้อำนาจใครเพียงเพราะคนที่ไม่มีความสามารถได้ไปจัดการธุระแทน ไม่ได้จะดูถูกความสามารถของลูก แต่ต้องเข้าใจว่าถ้าเกิดอะไรผิดพลาดเพียงเพราะความประหมาด...มันคือหายนะ...”



“ตกลง ผมจะไปรับ...คนรัก...”




“แน่ใจแล้วใช่มั้ยว่าจะทำ?...บอกแม่รึยัง?”



“แน่ใจแล้ว ส่วนเรื่องแม่ เดี๋ยวผมจัดการเอง...ขอบคุณครับ”




ร่างสูงค้อมลงจนแตะพื้นเสื่อตาตามิ มือใหญ่กร้านเอื้อมมาแตะที่บ่าลูกชายตบเบา ๆ สองสามครั้งให้เงยหน้าขึ้น




“จะค้างหรือจะกลับบ้าน?”




“กลับบ้านครับ จะไปคุยกับแม่...หวังว่าแม่คงเข้าใจ”




“อืม...พ่อก็จะพักแล้ว ขับรถดี ๆ ล่ะ”




“ราตรีสวัสดิ์ครับพ่อ”



.....................



..............................




“อะไรกันเคตะ จะไปทำงานแล้วทำไมไม่บอกแม่ซักคำ?”



ร่างสูงนั่งอยู่ตรงหน้าผู้เป็นแม่ที่ดูเหมือนว่าพ่อเขาจะโทรมาบอกเรื่องของเขาแล้ว



“แม่ไม่ให้ไป...ลูกก็รู้ว่ามันไม่ปลอดภัย”



“ผมจะไม่เป็นอะไร แล้วผมจะกลับมาหาแม่ครับ”



“ครั้งเดียวที่แม่จะให้ลูกทำ ว่าแต่...พ่อบอกแม่ว่าลูกจะไปพาคนรักกลับมา ใครเหรอ?”



“...เดี๋ยวเค้ากลับมาแม่ก็รู้เองแหละครับ ตอนนี้ผมขอตัวก่อนนะครับ”



ตลอดระยะเวลาทั้งอาทิตย์ที่เหลือเคตะนอนค้างที่บ้านใหญ่ของพ่อโดยได้รับคำสั่งให้อ่านเอกสารทั้งหมดที่มีและศึกษาเนื้อหาต่อการเจรจา การไปครั้งนี้เป็นการติดต่อเพื่อแบ่งการควบคุมอำนาจของยักษ์ใหญ่แห่งวงการมืดโดยที่ตัวแทนของทั้งสองฝ่ายจะถูกจัดให้พูดคุยเจรจากันโดยไม่แนะนำตัวให้ทั้งสองฝ่ายได้รู้ว่าใครจะเป็นคนเจรจา



ครั้งนี้เคตะก็เสี่ยงพอดูที่จะไปเพราะถ้าไปเจอคนอื่นที่ไม่ใช่อากิระ ทุกอย่างก็จบ การพูดคุยและการพาตัวชินยะกลับไม่ใช่เรื่องที่จะง่ายดายในเมื่อเขาไม่สามารถพบตัวต้นโผใหญ่ของอีกฝ่ายได้แต่กลับเป็นคนอื่น ถ้าจะยื่นข้อเสนอเพื่อให้เป็นอากิระที่เข้าเจรจาก็ยิ่งไมได้ใหญ่ ในเมื่อข้อตกลงตอนแรกบอกไว้ชัดเจนว่าไม่มีใครเปิดเผยตัวผู้เจรจาเพื่อกันไม่ให้มีการลอบทำร้ายกันเกิดขึ้น ทั้งสองฝ่ายจะเดาไม่ได้เลยว่าใคร แต่ครั้งนี้เคตะคิดว่ายังไงอากิระก็ต้องมา เพราะเป็นคนที่จะขึ้นเป็นผู้นำคนต่อไปด้วยแหละถึงมั่นใจ แต่ให้อย่างไรความไม่แน่นอนก็ยังมีอยู่ คราวนี้ก็แค่วัดดวง



...................



..........................



“พี่...กินข้าวกัน”



อากิระเดินมาหาชินยะที่ห้องนั่งเล่นโดยมีเรียวเฮนั่งคุยอยู่ด้วย วันที่มาถึงเขาค่อนข้างงงกับการที่พบเรียวเฮอยู่ที่นี่พอสมควร แต่เมื่อซักไปมาก็ได้คำตอบว่าเรียวเฮมาหาอากิระที่นี่ด้วยตัวเอง ซึ่งก็ยังสงสัยอยู่ดีว่ามาได้ยังไงและรู้ที่อยู่ที่นี่ได้อย่างไร ในเมื่อ...ที่อยู่มาเฟีย ใครมันจะเปิดเผยง่าย ๆ พอถามเอากับเจ้าตัว คนตัวเล็กนั่นก็แค่ยิ้มหวานหยดให้ก่อนจะเดินไปคล้องแขนน้องชายเขาไปหาของว่างมาให้เขาทาน แล้วก็ถูกปล่อยให้มึนงงกับความคิดตัวเองไปอีกครั้ง



ชินยะพยักหน้ารับแล้วลุกขึ้นหันไปมองน้องชายที่เดินไปจูงมือคนตัวเล็กให้เดินตามแล้วก็นึกยิ้ม ความรักนี่มันดีอย่างนี้เองสินะ แต่เขาคงไม่มีโอกาสได้รับความอบอุ่นจากมือคู่นั้นหรอก



“เป็นอะไรชินยะ ทานข้าวอยู่นะ”



“อะ...เปล่าครับคุณตา พอดีผมมองคู่หวานตรงหน้าแล้วอิจฉาน่ะครับ”



ชินยะตอบพร้อมส่งสายตาไปที่สองคนตรงหน้าที่เรียวเฮกำลังตักอาหารใส่จานให้อากิระโดยที่น้องเขาบ่นว่าให้อีกคนกินเองบ้าง ตัวเหลืออยู่แค่นี้ทำมาห่วงคนอื่นให้เรียวเฮหน้ามุ่ยใส่ ก่อนจะปิดท้ายประโยคด้วยเสียงขำเบา ๆ ทำให้เรียวเฮเงยหน้าขึ้นจากจานอาหาร



“ชินยะอิจฉาเหรอ...?”




“เปล่า เห็นแล้วมีความสุขดีเลยมองเพลินไง รีบกินเถอะ เดี๋ยวไม่โตอย่างที่อากิระบอกหรอก”



เรียวเฮแกล้งทำหน้ามุ่ยแล้วก้มลงจัดการกับพลาสต้าตรงหน้าที่อากิระเพิ่งจะหย่อนแฮมชิ้นใหญ่ใส่ให้ แล้วชินยะก็ค่อยตักอาหารในจานเข้าปาก



“อากิระ...เดี๋ยวเข้าไปพบตาด้วยนะ”



อากิระเงยหน้าขึ้นมามองผู้สูงอายุแล้วส่งสายตาเป็นคำถามก่อนจะถามออกไป



“เรื่องวันจันทร์ที่จะถึงนี้เหรอครับ?”



“ใช่ ตอนแรกตาว่าจะไปเอง แต่คิดว่าเจ้าก็น่าจะทำได้และไม่ทำให้ตาผิดหวัง...ใช่มั้ย?”



“ใช่ ผมทำได้ และคุณตาจะผิดหวังเพราะผมคิดว่าผมเดาถูกแน่ว่าทางนั้นใครจะเป็นคนมา”



“ใคร?”



“เอาไว้เดี๋ยวผมเข้าไปคุยรายละเอียดอีกทีดีกว่าครับ พูดตรงนี้ท่านสุภาพบุรุษตรงหน้าสองท่านนี้คงจะทานมื้อเย็นด้วยความอร่อยได้”



คนตัวขาวว่าก่อนจะหันไปใช้ส้อมจิ้มไก่ทอดตรงหน้าใส่จานเรียวเฮและชินยะคนละชิ้น


...........



.................



“เจ้าคิดว่าใครจะมาทำงานครั้งนี้กันถึงได้มั่นใจขนาดนั้นว่าจะไม่มีเรื่องร้ายแรงอะไร?”
นั่นสิ หลานเขาใช้อะไรมามั่นใจว่าทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดี ในเมื่อเจรจากันแต่ละครั้งแทบจะยิงกันล้างบาง แล้วยิ่งเกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์ที่ต้องพึ่งพิงและแบ่งปัน แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีเรื่องมีราวใหญ่โต ไม่อย่างนั้นก็ไม่ปิดบังหรอกว่าใครจะเป็นคนเจรจา



“คนสำคัญของทางโน้นครับ”



“ใคร?”



“ทาจิบานะ เคตะ”



“คนหลานน่ะเหรอจะมา?”



“ครับ”



“เอาอะไรมามั่นใจขนาดนั้น ตาว่าตาอาจจะคิดผิดที่ตาให้เจ้าทำงานครั้งนี้ เพราะเจ้ายังเด็กและคาดการอะไรโดยไม่ไตร่ตรองเสียล่ะมั้ง”



ร่างสูงทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้นวมตัวใหญ่ที่ประจำตำแหน่งของตาตนเองแล้วยิ้มให้กับข้อสงสัยของผู้ใหญ่



“แล้วแต่ครับ ผมก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรถ้าตาจะไปเอง”



“เจ้านี่มัน จริงจังหน่อยไม่ได้รึไงกัน...ไปเรียนรู้งานเอาไว้เถอะมันเป็นประโยชน์แก่ตัวเจ้าเอง”



“ครับ ผมทราบแล้ว แต่...ขอพาชินยะไปด้วยได้รึเปล่าครับ?”



“อากิระ!”



ชายผมสีดอกเลาปราบเสียงต่ำ



“โอเคครับ ไม่ก็ไม่”



รอยยิ้มยังคงประดับพรายบนใบหน้าแล้วกล่าวขอตัวออกไปพักผ่อนเพื่อทำงานในอีกสองวันข้างหน้าอย่างเต็มที่



..............



.....................



ประตูห้องนอนถูกผิดลงอย่างเบากริบเพื่อไม่ให้รบกวนอีกคนที่ซุกตัวอยู่บนเตียง กองผ้านวมโป่งนูนให้รู้ว่าอีกคนคงกำลังหลับสบายในยามค่ำคืนที่แสนสงัดอย่างนี้ อากาศเย็นสบายเพราะบานหน้าต่างที่ถูกเปิดเพื่อรับความเย็นจากลมธรรมชาติ ม่านพลิ้วเป็นระยะเมื่อมีสายลมพัดผ่านลอดเข้ามาในห้อง



“คุยอะไรกับคุณตาเหรออากิ...?”



“คุยเรื่องงานน่ะ”



“งาน...??”



“อื้มงาน...นอนเถอะ”



ปากอุ่นกดแนบลงบนกลีบนุ่มคลอเคล้าอย่างเอาใจ สัมผัสนุ่ม ปลายลิ้นอุ่นสอดแทรกมอบความอ่อนหวานให้ แกล้งแทรกลิ้นเข้าลึกและถอยห่างให้อีกฝ่ายตามติดอย่างต้องการ จนเมื่อมือเล็กกดจิกลงบนไหล่กว้างถึงได้ถอนริมฝีปากออกพร้อมรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเบา ๆ ที่ได้แกล้งคนรัก



“คนบ้า นอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องเตรียมงานไม่ใช่รึไง”



“แต่ว่านิด ๆ หน่อย ๆ ไม่ได้หรือไง”



“ไม่!”



“โอเค นอนก็นอน”



ร่างสูงแทรกตัวลงนอนบนที่นอนนุ่มกอดคนตัวเล็กไว้ในอ้อมอกอุ่น นิ่งเงียบกันไปได้ซักพักเสียงเพี๊ยะไม่เบานักดังขึ้นเมื่อมือใหญ่ไม่อยู่สุข ริดรอนเข้าไปในเสื้อนอนตัวนิ่มของร่างเล็กตรงหน้าทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม จนมันไต่ขึ้นสูงให้เรียวเฮได้ออกแรงยามดึกสงัด



“โอ้ย ทำอะไรเรียวเฮ...เจ็บนะ”



“เอามือออกไปเดี๋ยวนี้อากิระ!”



“ก็กอดหน่อยเดียวเอง”



“จะกอดก็กอดเฉย ๆ ไม่ต้องล้วงไม่ต้องแตะ”



“แหม่...ก็ตัวเรียวเฮอุ่นดีนี่นา ชั้นชอบ”



กดจมูกลงบนแก้มนุ่มที่ร้อนขึ้นกว่าเดิมมากอยู่แล้วลามเลียไปถึงริมฝีปากอีกครั้ง กล่อมให้เรียวเฮหลับฝันดีด้วยความหวานล้ำของริมฝีปากคู่นี้



~~~~Next Part~~~~
コンテントヘッダー

##LET IT BE## 14




##### 14 #####



สิงที่เกิดขึ้นระหว่างไปเที่ยวด้วยกันสี่คนที่ทะเลนั้นมันปรับเปลี่ยนสภาพและสถานะของคนทั้งสี่ให้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากมาย เรียวเฮไปเรียนด้วยใบหน้าสดใสเหมือนปกติ แต่ที่ผิดแผกไปก็คงเป็นหน้าตาที่มักมีรอยยิ้มเมื่อถูกใจ แววตาเย้ายวนชวนมองที่ชินยะเคยเห็นได้หายไป สิงที่เพิ่มขึ้นกลับเป็นแววโศกในดวงตาสวยถึงแม้เจ้าตัวจะพยายามให้มันเป็นปกติมากแค่ไหนก็ตาม สาเหตุไม่พูดชินยะก็นึกรู้ได้เหมือนมีตัวรู้มาตะโกนบอกอยู่ข้างหู ก็เพราะน้องชายเขานี่แหละ ยังโมโหไม่หายตอนที่อากิระเหยียบคันเร่งกระชากรถออกจากบ้านพักหลังจากที่อาละวาดด้วยเหตุผลที่ฟังยังไงก็เหมือนอากิระที่จะวุ่นวายไปเองคนเดียว แล้วยังพูดจาแบบนั้นอีกให้ตอนนี้ชินยะก็ยังสงสัยไม่หาย



เพราะอากิระไม่ใช่คนที่จะมาอาละวาทจนกลายเป็นเรื่อง หรือถึงจะมีเรื่องมีราวจริง ถ้าเป็นเรื่องของเคตะก็พอจะรับรู้และทำความเข้าใจได้ แต่นี่เจ้าน้องชายเขาโมโหจนตวาดใส่เรียวเฮอย่างนั้น มันมีอะไรเกิดขึ้นกันแน่??




ความคิดที่กำลังไหลลื่นสะดุดกึกเพราะเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้น เสียงเรียกเข้าพร้อมทั้งชื่อที่ปรากฏทำให้ใบหน้าคมขมวดคิ้วนิดก่อนจะรีบกดรับสาย เพราะเคตะไม่ชอบที่จะรออะไรนาน ๆ ว่าแต่โทรมานี่มีเรื่องอะไรรึเปล่า


“ครับ”



-อยู่ไหน?-



“กำลังจะไปกรีนเฮาส์ครับ”



-เจอเรียวเฮบ้างรึเปล่า?-



นิ่วหน้านิด ๆ ก่อนจะบอกปฏิเสธออกไปว่าไม่เจอเลยตั้งแต่เช้าแล้ว แล้วเคตะก็ถามกลับมาว่าจะอยู่ในห้องกระจกนั่นนานแค่ไหน พอบอกเวลาออกไปเลยได้รับคำสั่งว่าให้รออยู่ที่หน้าตึกคณะแล้วจะมารับ ชินยะจึงเข้าไปดูต้นกล้าของไม้เมืองร้อนที่เพราะเอาไว้ในกรีนเฮาส์จัดการกับมันเรียบร้อยถึงได้ออกมารอเคตะตามที่อีกฝ่ายบอกไว้ กำลังจะเดินออกไปตามทางเดินที่ปูด้วยหินทรายสีนวลเป็นทางเดินไม่ให้ลื่นเมื่อฝนตก เหมือนจะหูแว่วไปเองว่าได้ยินเสียงผู้หญิงพูดถึงชื่อของเคตะที่ตอนนี้สถานภาพระหว่างเขาสองคนเป็นอะไรก็พูดได้ไม่เต็มปาก




พี่น้องหรือ?...พี่น้องที่ไหนจะทำเรื่องอย่างนั้นกัน




คนรักหรือ?...คนรักที่ไหนจะเอาแต่คอยออกคำสั่ง




แฟนหรือ?...คนเป็นแฟนกันใครที่ไหนเขาจะกล้าจูบผู้หญิงคนอื่นต่อหน้า




จากตอนแรกที่คิดว่าหูฝาดหูแว่วได้ยินเสียงหวานจ๋อยเรียกชื่อเคตะเลยหันกลับไปมอง แต่เมื่อหันไปมองแล้วก็คิดได้ทันทีว่าไม่ควรเลยจริง ๆ เพราะภาพบาดหัวใจมันกำลังปรากฏให้เห็นอยู่ตรงหน้า เขาไม่รู้หรอกว่าเคตะเห็นรึเปล่า แต่ถ้าเคตะเห็นแล้วยังทำมันก็ไม่ต่างอะไรกับการที่ต้องการแสดงให้เขารู้ว่าตัวตนของเขาไม่มีความสำคัญอะไรมากพอที่เคตะจะสนใจ จนถึงขนาดที่ต้องใส่ใจในทุกเรื่อง คิดทุกอย่างที่จะทำลงไปเพื่อไม่ให้ชินยะเสียใจไม่ใช่หรือ?




แล้วถ้าเคตะไม่เห็นเขา มันจะต่างอะไรกับการที่เคตะหักหลังเขาอย่างนิ่มนวลและเลือดเย็นอีกล่ะ มาถึงตอนนี้ขามันสั่นจนก้าวไม่ออกเลยได้แต่ทรุดตัวลงเพื่อไม่ให้อีกคนเห็นว่าเขาเห็นเหตุการณ์นี้ ดวงตาเรียวเล็กปิดแน่นเพื่อกั้นทุกความเคลื่อนไหวจากภายนอกไม่ให้เข้าสู่โสตประสาทการรับรู้ด้วยสายตา ขอบตามันร้อนเมื่อความอุ่นของน้ำใสที่คลออยู่ที่หน่วยตามันพากันจะออกมาแสดงตัวให้เห็นถึงความอ่อนแอที่มี ริมฝีปากบางเฉียบเม้มแน่นกลั้นเสียงใด ๆ ก็ตามที่พร้อมจะหลุดรอดออกมา แต่ดูเหมือนว่าชินยะจะพลาดไปอีกก็ตรงที่ชินยะไม่ได้ปิดประสาทการรับรู้ด้วยหู เพราะตอนนี้คำพูดทำร้ายจิตใจที่สุดอีกอย่างหนึ่งมันเข้ามาในสองหูให้ได้ยินชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา



“เคตะ...ได้ข่าวว่าควงน้องชายด้วยเหรอ?”



เสียงใสหวานหยดถามขึ้นเมื่อละออกจากริมฝีปากของอีกคนทั้งที่แขนยังคล้องรอบคอร่างสูงอยู่



“ใคร?...”




“ก็ทานิอุจิไง เด็กปลุกต้นไม้นั่นน่ะ”




ปลายนิ้วเรียวสวยเกลี่ยที่สาบเสื้อบนอกกว้างขวางที่อิงแอบเพราะมือหน้าที่กำลังลูบไล้สะโพกอิ่มตึงดันให้บดเบียดเข้าหา สาวเจ้าเขย่งปลายเท้าเอื้อมตัวบรรจงจูบลงที่แก้มร่างสูงที่ถอยเท้าตัวเองไปยืนพิงผนังตึกเรียนท่วงท่าสบาย



“ใครว่าควง...”




“อ้าว ก็ไม่ใช่คู่นอนเหรอ เห็นเดี๋ยวนี้ไปไหนมาไหนด้วยกัน ทีแต่ก่อนเห็นบอกว่าเกลียดขี้หน้าเด็กนั่นยิ่งกว่าอะไร”




“ไม่ใช่...”




มาถึงตอนนี้ชินยะผ่อนลมหายใจตัวเองหนัก พยายามให้มันเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จิตใจจะเอื้ออำนวย นึกไปถึงคำพูดที่อากิระเคยพูดด้วยมากมายเมื่อวันนั้น วันที่มีเรื่องกันที่บ้านพักตากอากาศของตระกูลทาจิบานะ



…ทั้งหมดที่อากิระพูด เป็นจริงทุกอย่าง...





ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟังน้องบ้างชินยะ ทำไมถึงเอาแต่เชื่อคนอื่น คนที่เคยทำให้เจ็บขนาดนั้น เชื่อลงไปได้ยังไงกัน!! ไม่เชื่อชินยะแล้วยังโทษว่าชินยะเป็นคนผิด โวยวายทุกอย่างให้เรื่องมันพังลง ทุเรศสิ้นดี! มาดูตอนนี้สิ สภาพตัวเองเหลืออะไรบ้าง...ไม่เหลือเลย แม้กระทั่งสิงเดียวที่เหลืออยู่ตอนนี้คือหัวใจที่คิดว่าน่าจะได้รับการรักษาเยียวยาในเมื่อไม่นานมานี้ ตอนนี้มันแตกสลายย่อยยับไปกับตา ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว...ไม่มีเลย ตอนนี้ได้แต่กล่าวขอโทษน้องชายในใจโดยที่ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านั้น




โทรศัพท์ที่สั่นอยู่ในกระเป๋าทำให้ชินยะรีบล้วงมันออกมาดูแล้วรีบกดรับสาย พยายามปรับเสียงตัวเองให้เป็นปกติมากที่สุดโดยกลั้นก้อนแข็ง ๆ ที่มันจุกอยู่ตรงหน้าอกให้อยู่แค่นั้น พยายามบอกตัวเองว่าจะไม่มีน้ำตาให้คนคนนี้อีกต่อไป เพราะต่อจากนี้จะไม่มีสิงที่เรียกว่าความรักของเขาอีก ไม่มีอีกแล้วความรักที่มอบให้เคตะ และจะไม่มีตัวตนของคนคนนี้ที่จะอยู่ให้เคตะคอยเหยียบย่ำกันอีกต่อไป



“ครับ...”



“อยู่ไหน รีบออกมาสิ”




-เคตะบอกรักเด็กนั่นด้วยเหรอ?-





*ก็แค่คำคำเดียว มันจะอะไรกันนักหนา...ก็แค่พูดไปเพื่อให้ได้มาก็เท่านั้นแหละน่า*




-ร้ายจริงๆ เลยนะเคตะเนี่ย ไปหลอกน้องเค้าอย่างนั้น เด็กมันก็เสียใจหมดสิ-





*ชั้นหลอกตรงไหน แค่ไม่ได้พูดความจริงแต่ดันเชื่อเอง แถมยังหน้าโง่พอที่จะไปด่าน้องตัวเองว่าเอาอะไรมาคิด...ตอนแรกชั้นก็กะว่าถ้าเชื่อไอ้เด็กเวรนั่นก็ว่าจะใช้วิธีขั้นสุดท้ายแล้วเชียว แต่ดันโง่กว่าที่คิด...รักชั้นเอง ช่วยไมได้เลย*



ใช่ ช่วยไม่ได้จริงๆ ชินยะ โง่เองทั้งนั้น เชื่อเองทั้งนั้น...ถ้าเขาบอกให้ตายตรงหน้าเพียงเพราะจะพูดคำว่ารักให้ได้ยินก็คงทำไปแล้วล่ะมั้ง



-เป็นอะไร...เงียบทำไม?-



“ปละ เปล่าครับ กำลังจะออกไป”



-ดี ชั้นรออยู่ที่เดิม-




พูดเสร็จแล้วตัดสายไปทิ้งให้อีกคนเดินเอื่อยทั้งที่ในมือยังถือโทรศัพท์ค้างอยู่อย่างนั้น เรี่ยวแรงที่แขนถูกริบหายไปทั้งหมดจนต้องปล่อยรูดแขนลงข้างตัวอย่างไร้เรี่ยวแรงก่อนจะสูดลมหายใจลึกแล้วยกโทรศัพท์ขึ้นกดอีกครั้ง



“ครับ...พ่อผมเอง รบกวนด้วยนะครับเรื่องที่เคยคุยกันไว้ ไม่นานครับ ขอบคุณครับพ่อ...”



วางสายจากบุพการีเสร็จแล้วถึงได้เดินตรงไปยังสถานที่นัดหมายของตนเองและพี่ชาย เห็นรถคันสวยจอดอยู่ไกล ๆ แต่ชินยะก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรมากไปกว่าเดินช้า ๆ เอื่อย ๆ เหมือนเดิม



แสงอาทิตย์ยามเย็นที่สาดส่องแสงส้มนวลตกกระทบพื้นถนนที่ทอดยาว เงาร่างกลายเป็นเงายืดยาวทาบลงไปบนถนนภายในมหาวิทยาลัย สายลมพัดใบไม้แห้งร่วงหล่นลงสู่พื้นถนนใบแล้วใบเล่า ปลิวไปตามความเย็นสบายที่ไม่เข้าถึงตัวคนที่โดนมันโอบอุ้มเลยแม้แต่น้อย ในตอนนี้หัวใจมันคอยแต่จะร้องครวญว่าเจ็บเหลือเกิน แต่ยังไงก็ไม่ได้ชินยะ...นายจะไม่ร้องไห้และไม่เสียน่ำตาเพื่อเขาอีกต่อไป



โอเค ว่าที่เขาจะมานั่งคร่ำครวญเสียใจอยู่อย่างนี้มันออกจะตุ๊ดมากในสายตาคนอื่นที่มองว่าตัวชินยะเองก็เป็นผู้ชาย เรื่องแค่นี้ไม่ตายเสียหน่อย แต่ขอให้รู้ไว้เถอะว่าถ้าได้เจอเรื่องที่เจออย่างนี้ ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชายก็มีจิตใจ มีหัวใจให้รู้สึกรู้สา กับอีแค่โดนหักหาญตั้งแต่ครั้งแรกให้ศักดิ์ศรีในตัวมันลดหดหายไปจนไม่เหลือ แล้วยังที่ต้องมากลายเป็นคนโง่เป็นของเล่นให้เขาสนุกเล่น ต้องทะเลาะกับน้องชายเพราะไม่เชื่อในคำเตือนจนได้มารู้มาเห็นกับตาว่าโง่ไปเต็ม ๆ อยากด่าตัวเองว่าโคตรเฮงซวยเลยที่เกิดมาโง่ได้ขนาดนี้ชินยะ จริงอย่างที่เคตะบอกนี่แหละว่านายมันโง่และเฮงซวยที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้!!!




“ทำไมมาช้า?”




เมื่อก้าวเท้ามาถึงคนตัวสูงกว่าที่ยืนจุดบุหรี่สูบอยู่ข้างรถถามขึ้นเบา ๆ ก่อนจะโยนบุหรี่ลงที่ดับที่ตั้งอยู่ไม่ไกลแล้วล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบกุญแจรถขึ้นมาสตาร์ทเครื่องให้ชินยะเข้าไปนั่งตาม รถทั้งคันเงียบกริบไม่มีเสียงอะไรเล็ดลอดออกมา



“ชั้นถาม...ไม่ได้ยิน?”




“เปล่าครับ พอดีคิดอะไรเพลินไปหน่อยเลยเดิน...ช้ากว่าปกติ”




“เหตุผลฟังดูดีนี่”



เสียงเข้มหัวเราะลึกในคอแล้วสนใจทางข้างหน้าต่อไป จะผิดสังเกตไปเองรึเปล่าก็ไม่ได้สนใจว่าอีกคนจะพูดน้อยลง แต่ก็ช่างสิ...ใครจะสน ก็แล้วถ้าไม่สนจะคอยมองใบหน้าที่มีแววครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาทำไมกัน คิดอะไรนักหนา?...คิดถึงใคร?...หรือกำลังคิดถึงคนอื่นที่ไม่ใช่เขา มีหรือ?...ใครอีกที่มันกล้ามายุ่งกับของที่เขาหวงสิงนี้



...สิงที่มีชีวิตและจิตใจ สิงที่เรียกว่ามนุษย์และเป็นสมบัติของเคตะห้ามใครยุ่ง!!... ขนาดน้องชายยังทำให้หลีกทางไปได้แล้ว นับประสาอะไรกับไอ้พวกนกกาที่มันมาบินฉวัดเฉวียน เขาจะส่องยิงเรียงตัวอย่างไม่เสียดายขนปีกนั่นเลยซักนิด...





ค่ำคืนนั้นร่างกายถูก กก กอดด้วยคนที่พูดเต็มปากว่าไม่เคยรักกัน ทั้งหมดที่เคยพูดมามีแต่หลอกลวงทั้งนั้น แรงกดย้ำที่เบื้องหลังกระชั้นถี่จนโยกคลอนไปทั้งตัว ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เคตะเริ่มและจบมันลงด้วยตัวเอง ไม่สนใจว่าเขาจะเป็นอย่างไร หลอกล่อให้ขึ้นสู่จุดสูงสุดแล้วปล่อยให้ตกลงจากเหวอย่างสนุกสนาน ริมฝีปากร้อนแนบสนิทลงมาแต่เอนึกถึงภาพเมื่อกลางวันมือมันก็พาลพาให้ดันใบหน้าคมออกห่างจนอีกคนชะงักสัมผัสที่กำลังมอบให้ ถอยห่างออกมามองใบหน้าของน้องชายที่อยู่ใต้ล่าง จ้องสบสายตาเหมือนจะถามว่ามีอะไรถึงขัดใจเขา...แล้วเมื่ออีกคนยอมปิดเปลือกตาลง ลิ้นร้อนก็เข้าไปคลุกเคล้าภายในที่หวานหอม อุ่นนิ่ม แต่ดูเหมือนว่าวันนี้โกโก้ของเคตะมันจะเย็นชืดไปเสียหน่อย ถึงได้ทำให้เขาหงุดหงิดจนกระแทกกระทั้นลงที่ร่างกายใต้ล่างอย่างนี้
ทั้งที่ได้มาอยู่ในมือเหมือนไม่นานมานี้ แต่ทำไมถึงไม่พอใจที่คนตรงหน้ามีท่าทีเฉยชากับสิงที่เขากระทำอยู่ เค้าอยากเห็นใบหน้าที่แสดงอารมณ์ชัดเจนเหมือนเมื่อก่อนหน้า ใบหน้าที่แสดงถึงความสุข ใบหน้าที่แสดงอาการร้อนรน ใบหน้ายามโกรธขึ้ง จะยังไงก็ได้ให้ชินยะไม่เฉยชาอย่างนี้ เห็นแล้วมันหงุดหงิด เหมือนว่าของนั้นอยู่กับตัวแต่ไม่สามารถเล่นมันได้อย่างใจ โมโห ใส่แรงไปเท่าไหร่ก็ไม่ถึงแก่ความโมโหที่มี ปลดปล่อยกี่ครั้งก็ยังเหมือนเดิมความพลุ่งพล่านมันไม่ได้จางลง ไม่ได้ลดลงเลยซักนิด เหมือนคนที่กำลังจะสูญเสียไป แต่ก็พยายามจะรั้งไว้ให้ได้นานที่สุด แต่ก็ลืมนึกไปว่า...วิธีการเหนี่ยวรั้งที่ทั้งรุนแรงและไม่เคยคิดจะถนอมแบบนั้น ของเล่นมันก็เสียหายได้เหมือนกัน...




หลังจากวันนั้นที่ได้รับรู้ความจริงชินยะยังคงทำตัวเหมือนปกติไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก เคตะยังคงรุนแรงและจบลงที่ตื่นเช้ามาเคตะจะไม่พบร่างน้องชายที่ได้หาความสุขสมผ่านพ้นค่ำคืนมาด้วยกัน จนเช้าวันนี้ที่ตื่นขึ้นมาแล้วเหมือนกับสองสามวันที่ผ่านมาคือเขาไม่พบน้องชายนอนอยู่ที่เตียงทั้งที่เมื่อคืนเขารู้ตัวว่ารุนแรงมากกว่าครั้งไหน ๆ แต่อีกคนก็ยังฝืนสังขารลุกออกไปอีก



ร่องรอยมากมายที่ปรากฏมันทำให้เคตะหงุดหงิดไม่น้อยที่ชินยะรั้นเกินตัว ทั้งที่ยืนคงจะยังยืนแทบไม่ไหว แล้วตอนนี้ไปอยู่ไหน? ร่างสูงเดินลงจากชั้นบนของบ้านมาด้วยท่าทางหงุดหงิดไม่น้อย ถามเอากับคนรับใช้ว่าชินยะไปไหน ได้รับคำตอบมาว่าออกไปข้างนอกกับคุณผู้ชาย




...ไปกับพ่อตัวเองงั้นหรือ? ธุระอะไร?...




ความติดใจสงสัยมีมากพอดู เพราะตั้งแต่อยู่ด้วยกันมานับครั้งได้ที่เคตะจะเห็นชินยะออกไปไหนกับสามีใหม่ของแม่เขา มือใหญ่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกต่อสายหาเรียวเฮเพื่อถามไถ่หลังจากที่หายหน้าไปหลังจากที่มีเรื่องกับอากิระเมื่อวันนั้นเพื่อนเขาก็เปลี่ยนไปมากทีเดียว เที่ยวหนักกว่าเก่า ดื่มหนักกว่าเก่า แต่ไม่ซักครั้งจะที่ไปกับใคร ๆ เหมือนแต่ก่อน เมื่ออีกฝ่ายบอกว่าอยู่ที่มหาวิทยาลัยเคตะจึงขึ้นไปหยิบกระเป๋าสตางค์แล้วขับรถออกไปที่มหาวิทยาลัย





เคตะแตะเบรกไม่เบานักเมื่อจอดรถที่หน้าตัวบ้านหลังใหญ่ ปิดประตูดังโครมใหญ่ก่อนจะเดินไม่สบอารมณ์ขึ้นไปบนห้องนอนฝั่งตรงข้ามกับห้องตนเองที่รู้จากแม่บ้านว่าเจ้าของห้องกลับมาซักพักแล้ว มือใหญ่เคาะลงที่บานประตูไม่เบานัก บ่งบอกอารมณ์ได้เป็นอย่างดีว่าคนเคาะอยู่ในอารมณ์รุนแรงแค่ไหน



“มีอะไรครับ?”




บานประตูใหญ่ของห้องนอนถูกเจ้าของห้องเปิดออกพร้อมกับร่างของน้องชายที่โผล่ใบหน้ามาให้เห็น จนเมื่อเคตะดันบานประตูให้เปิดออกกว้างเพื่อแทรกตัวเข้าไปแล้วใช้เท้าปิดประตูไม่เบาเลยซักนิด มือใหญ่กำคอเสื้อนอนเนื้อนิ่มแน่นมือแล้วดันอีกคนให้ลงไปนอนหงายอยู่ที่พื้นกดแน่นจนชินยะไอแห้ง ๆ ออกมาเพื่อขออากาศหายใจ




“คิดจะทำอะไร?!!”




เสียงต่ำกดถามรอดไรฟันออกมาให้อีกคนขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะส่ายหน้าออกไปช้า ๆ แล้วอาการไอเพราะเจ็บที่ลำคอถูกกดแน่นอยู่ในขณะนี้



“แค่ก...ปละ เปล่า ไม่ได้...แค่ก ๆ ไป…อื้อ คุณเคตะ ปล่อย!!”



พยายามประท้วงว่าเจ็บปวดมากมายแค่ไหนแต่อีกคนก็ไม่ฟัง



“อยากไปนักใช่มั้ย ได้!! แต่ก่อนจะไปในชีวิตนายมันต้องไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย!!”



เสียงเข้มตวาดหนักขึ้นก่อนจะสะบัดมือลงแรงไปบนใบหน้าเรียวน้องชายแรงจนอีกคนเซลงไปนั่ง
ที่พื้นอีกรอบ มือใหญ่เข้าไปลากคอเสื้อนอนตัวนั้นขึ้นมาอีกครั้งแล้วออกแรงดันหน้าอกของอีกฝ่ายจนกระแทกไปโดนผนังดังโครมใหญ่



“ออกไปสิ!! ไป!! จะไปไหนก็ไป...คิดว่าไปไหนได้ก็ไป!!”


เสียงห้าวตะโกนขับไล่อย่างไม่ยินดียินร้าย จนอีกฝ่ายหน้าชา ไล่กันขนาดนี้...จะอยู่ต่ออีกรึไง ใครอยู่ก็หน้าหนาเกินทนแล้วล่ะ



“ปล่อย...ผมเจ็บ...”



“อยากไปนัดใช่มั้ย...ไปเลย ถ้าคิดว่าหนีจากชั้นไปได้ก็ไปเลย!!”



เสียงแผ่วเบาหลุดอดออกจากริมฝีปากของน้องชาย เบาหวิวแต่กลับเสียดลึกในอกได้ขนาดนี้ อะไรกัน!? ทำไมถึงเจ็บได้ขนาดนี้ ไม่เคย...เคตะไม่เคยรู้สึกอะไร ในเมื่อเด็กคนนี้ก็แค่สิงที่เอาไว้แก้เบื่อเพื่อความสนุกของตัวเอง เท่านั้น




ถ้อยคำที่มันบ่งบอกว่าเคตะไม่มีความสำคัญกับคน ๆ นั้นเลยแม้แต่น้อยทำให้เคตะโกรธจนแทบจะคว้าตัวชินยะเข้ามาทำให้รู้สึกเสียบ้างว่าการที่ทำอย่างนั้นมันมีแต่ผลเสีย ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นซักนิด ทำตัวดีอย่างเดิมไม่มีปากมีเสียงน่ะดีที่สุดแล้ว




เคตะบังคับเพื่อเข้าครอบครอง ให้ความอุ่นร้อนสัมผัสตัวตน เรียกร้องมากขึ้นและมากขึ้น กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกับคนที่ได้ชื่อว่าน้องชาย แต่มันก็ไม่เคยพอ เคยคิดว่าก็แค่จะเหยียบย่ำให้จมไปกับความหมดศรัทธาในตัวเอง ให้หมดไปกับศักดิ์ศรีที่ถูกเขาเหยียบย่ำ ตอนที่ชินยะเชื่อเขามากกว่าอากิระ ตอนนั้นดีใจจนแทบจะทนอยู่เฉยไม่ไหว เพราะสนุกที่จะได้เห็นคามอัปยศมากองอยู่ตรงหน้าให้มากขึ้นกว่าเดิม คืนนั้นเสียงร้องห้ามปรามหลุดลอยออกมาจากปากบางนิ่มคู่นั้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้เคตะเบาแรงลงเลย ยิ่งเพิ่มแรงโหมมากขึ้นกว่าเก่าอีกเท่าทวี แล้วเมื่อร่างอ่อนแรงฟุบลงไปเขาถึงได้หยุดแล้วถอยตัวเองออกมาจ้องมองคนที่หลับใหลไร้สติด้วยสายตาที่บอกไม่ถูก



...หวง... ...อยากได้... ...ต้องการ... แต่ปฏิเสธตัวเองว่ามันไม่ใช่รัก เราะตัวเองไม่เคยรู้จักกับคำว่ารักมาก่อนในชีวิต คงลืมไปว่าเมื่อไม่ได้อยู่กับสิงที่รักสิงที่ชอบ สิงนั้นมันจะไม่สามารถอยู่กับเจ้าของได้อย่างจีรัง




เป็นคืนแรกที่เคตะได้นอนในห้องนอนของน้องชาย แต่เมื่อตื่นขึ้นมาก็ยังเหมือนเดิมคือชินยะไม่อยู่ คว้าเอาเสื้อผ้าที่กองเกลื่อนอยู่ข้าง ๆ ขึ้นมาสวมอย่างไม่ใส่ใจในสภาพตัวเองนักเปิดประตูห้องออกมาเจอกับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีใหม่ของแม่ตัวเองแล้วก็ชะงัก



“อ้าวเคตะคุง เมื่อคืนนอนห้องชินยะเหรอ?”



คนถูกถามเสยผมตัวเองคล้ายจะเก้อแต่ก็ยังมองไปทางอื่นอย่างไม่ใส่ใจในคำถามก่อนจะพยักหน้าตอบไปส่ง ๆ แล้วเดินเลี่ยงเข้าห้องตัวเองไปให้ผู้ใหญ่ทิ้งสายตามองตามอย่างสงสัย แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากไปกว่ามองตามแล้วเดินเข้าห้องลูกชายไปแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นโทรออก



“ชินยะ...อยู่ตรงไหนนะลูก?”



-อยู่ตรงลิ้นชักหัวเตียงครับพ่อ-




“มีแค่นี้นะ...?”



-ครับ ขอบคุณมากครับพ่อ-




“อ่อ เมื่อกี๊พ่อเจอเคตะด้วย เมื่อคืนนอนด้วยกันเหรอ?”




เสียงปลายสายเงียบไปซักพักก่อนจะครางรับในลำคอเพียงเบา ๆ



“แล้วบอกพี่เค้ารึยังเรื่องที่จะไปน่ะ”




-ครับพ่อ ขอบคุณมากนะครับที่ขึ้นไปหยิบเอกสารให้ ผมรออยู่ที่แอร์พอร์ทนะครับ-



ผู้เป็นพ่อรับคำแล้ววางสายไปในที่สุดทิ้งให้ลูกชายที่กำลังจะเดินทางในไม่ช้าทอดถอนหายใจกับตัวเองอยู่เป็นพักแล้วตัดสินใจลุกขึ้นจากที่นั่งกลางสวนสาธารณะหลังจากที่ออกจากบ้านตั้งแต่เช้าเพื่อจะมาลาเรียวเฮ อย่างน้อยเรียวเฮก็ดีกับเขาและยังเป็นคนที่น้องเขาทำร้ายจิตใจได้หน้าตาเฉยอย่างที่สุด คนมีความรักเหมือนกันใครดูก็รู้ได้ว่าเรียวเฮน่ะรักอากิระจริง แต่ไอ้น้องเขานี่สิซื่อบื้อรึไงกันถึงได้มองไม่ออกถึงสายตาอ่อนหวานที่แม้แต่เคตะเรียวเฮก็ยังไม่ได้มอบสายตาอย่างนั้นให้ นึกแล้วก็ถอนหายใจกับตัวเองอีกครั้ง นี่ถ้าถอนหายใจแล้วตายเร็วชินยะคงตายไปนานแล้วล่ะมั้ง กับเรื่องน้องชายก็คิดไปว่าน้องตัวเองซื่อบื้อ แต่พอเป็นเรื่องตัวเองชินยะกลับคิดว่าตัวเองโง่มากทีเดียวที่ปล่อยให้มันเป็นอย่างนี้ ไปถึงที่โน่นคงต้องไปขอโทษอากิระเสียแล้วที่ไม่ฟังคำจนต้องมากลายเป็นของเล่นให้เขาอย่างนี้



แต่เมื่อมาถึงที่พักของเรียวเฮที่ชินยะเคยพาเรียเวฮมาส่งเมื่อวันที่กลับจากทะเลคราวนั้น แต่ชินยะกลับพบเพียงความว่างเปล่า พอถามคนดูแลก็บอกได้แค่ว่าเรียวเฮย้ายออกไปซักพักแล้วเมื่อประมาณเกือบอาทิตย์ อยากรู้ว่าคนตัวเล็กนั่นหายไปไหน จะถามจากใครก็ไม่ได้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงจะถามจากอากิระได้ หรือตอนนี้อาจจะมีคนที่เขาคิดว่าน่าจะรู้แต่ก็ไม่ใช่โอกาสที่จะถาม เลยได้แต่เดินออกมาอย่างครุ่นคิดซึ่งคิดเท่าไหร่มันก็ไม่ได้หลุดออกมาจากร่องหยักในสมองเอาเสียเลยจนต้องมาหยุดพักที่เก้าอี้ในสวนสาธารณะ ก้มมองดูนาฬิกาข้อมือตนเองคำนวณเวลาที่เหลือประมาณสี่ชั่วโมงก่อนจะถึงเวลาเดินทาง คิดได้ว่าถ้าให้กลับไปเอาของที่บ้านก็คงไม่ทันเลยกดโทรศัพท์ไปหาพ่อเพื่อให้พ่อหยิบเอกสารที่เตรียมไว้และของเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะไปครั้งนี้ชินยะไม่ได้กะจะให้เคตะรู้



ร่างที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ท่ามกลางลมเย็นที่พัดเรื่อยทำให้ต้องกระชับเสื้อ โค้ทแน่นเข้าหาตัว นึกถึงไออุ่นของร่างกายที่ได้กกกอดด้วยความรุนแรงเมื่อคืน ป่านนี้เคตะจะรู้ตัวรึยังเรื่องที่เขากำลังจะไป เพราะถ้าให้เดาหมอนั่นคงรู้จากคนที่มหาวิทยาลัยว่าเขาจะเดินทางในวันมะรืนนี้ จะคิดหวง คิดห่วงกันบ้างมั้ย? จะคิดถึง จะเป็นห่วง จะอนาทรร้อนใจบ้างหรือไม่กับการที่เขาไม่อยู่ คำตอบมันลอยเป็นเพียงคำตอบเดียวในใจตอนนี้...ไม่เลย...




ไม่ว่าจะหวง จะห่วง จะคิดถึง หรือความรู้สึกอื่นใดเคตะคงไม่มีให้ ให้ตายก็ไม่มีสำหรับเขาที่เคตะคิดว่าเป็นเพียงลูกเลี้ยงที่ติดสามีใหม่ของแม่มาเพื่อเกาะกิน เป็นเพียงของเล่นที่อยากกลั่นแกล้งเพราะความไม่พอใจที่จะเข้ามาปอกลอกกัดกินตระกูลตนเองเท่านั้น



ใบหน้าเรียวสะบัดไล่ความคิดมากมายออกไปก่อนที่จะเพ้อเจ้อมากไป กว่านี้แล้วลุกขึ้นเดินไปที่ริมถนนเรียกรถแท็กซี่มุ่งตรงไปยังสนามบินทันที ทิ้งไว้เพียงรอยอุ่นของเก้าอี้ที่เคยมีร่างของคนคนหนึ่งนั่งอยู่ ใบไม้แห้งปลิดตัวเองร่วงลงจากต้นไม้สูงใหญ่ ไม่ต่างอะไรจากชินยะที่ปลิดตัวเองออกมาจากชีวิตของเคตะ...




~~~~Next Part~~~~

コンテントヘッダー

##LET IT BE## 13




#### 13 ####



ร่างกายอบอุ่นฝากฝังไปด้วยรอยรักประปราย กกกอดด้วยอ้อมแขนแข็งแรงที่มีกำลังและอำนาจมากมาย ท่อนแขนกำยำด้วยกล้ามเนื้อพาดผ่านเอวบางลูบไล้เล่นเบามือ คล้ายจะเป็นการขับกล่อมให้อีกคนหลับสนิทและฝันหานยิ่งกว่าครั้งไหนที่นอนด้วยกัน อารมณ์ที่พัดวูบวาบเมื่อครู่ถูกทำให้มอดดับลงหลายครั้งหลายคราด้วยร่างกายที่เคตะพยายามจะยึดครองไว้เป็นของตัวเองนี้ ไม่อาการขัดขืนแต่อย่างใด แต่ก็ไม่มีการเรียกร้องอย่างที่อยากเห็นและอยากได้ยิน
มือหนาเริ่มเลื้อยขึ้นจากหน้าท้องสู่ติ่งเนื้อสีสดบนหน้าอกแบนเรียบทั้งสองข้าง นิ้วมือแข็งทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดีด้วยการสะกิดที่ร่างกายโปร่งบางที่เหมือนว่าเพิ่งจะได้พักไปไม่นานให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งพร้อมอาการกดผ้าห่มแน่นติดลำตัวกั้นสัมผัสของฝ่ามือที่เหมือนว่าจะเริ่มต้นทุกอย่างใหม่ทั้งที่เพิ่งจบลงไปไม่นาน



“พะ...อื้ม...อือ...”



ค่ำคืนนี้ดูเหมือนว่าชินยะจะมีโอกาสพูดได้แค่ไม่กี่คำ เพราะโดยมากจะโดนช่วงชิงเวลาแห่งการเอ่ยปากไปเป็นเวลาแห่งการตอบรับจูบหวาน ๆ ที่เคตะเพียรมอบให้เหลือเกิน


“พะ...พอเถอะครับ อื้ม...คุณ...เคตะ”


คำพูดขาดห้วงเสียงเมื่อเคตะไล้ปลายลิ้นลงบนจุดเล็กๆ นั่น ความเปียกชื้นทำให้ติ่งเนื้อแข็งชั้นสู้ปลายลิ้น ดูเหมือนเคตะจะเป็นคนรักความยุติธรรมพอดู เพราะว่าเคตะไม่ปล่อยให้ความชูชันข้างใดข้างหนึ่งได้รับความสุขมากกว่ากัน คอยปรนเปรอให้เรียกเสียงครางต่ำจากชินยะได้เป็นอย่างดี แล้ววกขึ้นจูบซับริมฝีปากบางอีกครั้งนาน ๆ



“ครั้งสุดท้ายนะ...คนดี”



ครั้งสุดท้าย ชั้นจะขอฟังคำนั้นจากปากนายให้ชั้นหลับฝันดีให้ได้
ไม่รอฟังคำตอบรับเหมือนเคย มือร้อนเลื่อนลงกอบกุมหนั่นเนื้อของคนทีได้ชื่อว่าเป็นน้องชายขยับเพื่อเรียกความกระสันให้สูงขึ้นแล้วก็ปล่อยออกให้เป็นเพียงสัมผัสแผ่วเบาจนชินยะเรียกร้องด้วยร่างกายที่เกร็งหยัด



“เด็กดี...ชั้นอยากฟังคำนั้นจากปากนาย บอกชั้นนะ...”



ลมหายใจร้อนกระซิบแผ่วที่ข้างหู ปลายลิ้นเล็กเล็มเขาไปด้านในให้ขนทั้งตัวลุกขึ้นราวกับโดนไฟช๊อต


“อื้ม...”



เร็วสิ...ชั้นรอฟังใจแทบขาดอยู่ตรงนี้



“บอกชั้นหน่อยนะ ชินยะคนดี...”



จูบเบา ๆ ที่ย้ำอยู่ที่ริมฝีปากเหมือนจะเรียกร้องเอาคำตอบในนาทีข้างหน้าทั้งที่มือยังคงทำหน้าที่ได้อย่างดี เคตะแนบตัวตนลงที่หน้าขาของอีกคน ...แนบแน่น... จนยากจะห้ามไม่ให้รู้สึก มือไม้ของชินยะที่ยกหลังมือปิดปากกลั้นเสียงน่าอายนั่นไว้ถูกเคตะยกออกแล้วเอียงหูรอฟังคำคำนั้นอย่างยินดี หัวใจแทบจะเต้นโลดเพราะความดีใจ ในที่สุดตัวเขาก็ชนะอากิระ...
ชินยะดูเหมือนจะไม่พูดออกมาง่าย ๆ จนแทบจะทำให้เคตะหงุดหงิด ท่าทางลังเลใจ สายตาที่ยังเคลือบแคลงไม่หายทำให้เคตะตัดสินใจจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน



“ชั้นรักนายนะชินยะ”



ก้มลงกระซิบให้ได้ยินด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่อดทนรอแทบจะระเบิด กดจูบเบา ๆ ถี่ ๆ ที่ข้างแก้มอุ่นร้อนพร้อมรอยยิ้มสมใจแล้วจูบเร็ว ๆ ที่ริมฝีปากบางอีกครั้ง ผละออกมาเพื่อรอฟังคำหวานที่อยากได้ยิน


“ผม...รัก อื้ม...คุณเค...ตะ อ่ะ!!”



...สนุกที่สุด!!!...




มุมปากสวยกดลึกอย่างสมใจแล้วกำฝ่ามือแน่นขึ้นเพื่อให้อีกคนไปสู่ฝั่งฝันโดยมีเขาเป็นคนนำทาง ช่องทางความรักถูกเติมเต็มด้วยตัวตนของชายหนุ่มที่ร้อนระอุจนผู้เป็นน้องชายแทบจะทนไม่ไหว สองแขนเอื้อมโอบกอดร่างหนาใหญ่แน่นแฟ้น ซุกใบหน้าลงกับซอกคอแกร่งที่กรุ่นกลิ่นของเคตะที่คุ้นเคย


……………..



………………….



“อากิระอาบน้ำก่อนมั้ย?”



ใบหน้าใสหันมาเรียกคนที่ต้องนอนร่วมห้องกันในคืนนี้น้ำเสียงออกจะแหบแห้งเพราะโดนแอลกอฮอล์ลามเลียให้ลำคอแห้งผากไปซักหน่อย แต่รอยยิ้มอ่อนๆที่มักติดอยู่บนริมฝีปากอิ่มก็ยังหยิบยื่นให้อากิระได้ไม่ขาด


“อาบก่อนเถอะ”



ถึงแม้จะรู้สึกเหมือนผิดสังเกตกับอากิระที่พูดน้อยลงแต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจมากนักให้รกสมอง พยักหน้ารับแล้วเดินหยิบผ้าเช็ดตัวไปทางห้องน้ำ และก่อนที่จะเปิดประตูห้องน้ำเข้าไปยังมีใจหันมาหยอกอีกคนที่นั่งลงปลายเตียงนอนนุ่มด้วยรอยยิ้มสดใส แม้ด้วยตาจะเยิ้มด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์เสียหน่อย



“หรือจะอาบพร้อมกันดีอากิระ...”



ร่างสูงที่เพิ่งทอดตัวลงนอนเอนหลังกับเบาะนุ่มทำท่าว่าจะลุกขึ้นแต่ร่างเล็กก็ผลุบหายเข้าไปในห้องนำก่อนแล้ว



ร่างสูงขาวนอนนิ่งเอาท่อนแขนพาดดวงตาคมเอาไว้เพื่อปิดบังร่องรอยความคิดกังวลและห้วงคำนึงที่นึกถึงบทสนทนาระหว่างเคตะและเรียวเฮ เขาไม่อยากจะนึกอะไรไปในทางที่เลวร้ายกว่านี้ ถึงแม้ว่าจะไม่คิดอะไรเกินเลยกับเรียวเฮไปมากกว่าแค่ภาวะฉาบฉวย แต่มันก็ไม่คิดว่าจะมีอะไรให้คิดตามมากมายอย่างตอนนี้


เมื่อครู่เขาเห็นเรียวเฮจูบเคตะ เขารู้ว่าถูกใจเรียวเฮ แต่ถ้าเรียวเฮจะไปยุ่งเกี่ยวกับใครมันก็สิทธิ์ของอีกฝ่ายในเมื่อเขาไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะบังคับหรือห้ามถึงแม้จะอยากทำมากอยู่ก็ตามที ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่รู้สึกอะไรอย่างนี้ ถ้าเป็นคนอื่นก็คงแค่...ปล่อยไป ใครก็ได้ที่ไม่ใช่กับเคตะ!!!
นั่งยอมรับกับตัวเองอยู่นานว่าเขาเกลียดเคตะ เกลียดมากพอที่จะทำลายล้างให้สิ้นๆ กันไปข้างนึง แต่ก็อีกนั่นแหละทั้งพ่อทั้งพี่ค้ำคออยู่อย่างนี้ แล้วไหนจะ...



หยุดความคิดไว้แค่นั้นก่อนจะปรายตามองไปที่ประตูห้องน้ำที่ถูกปิดลงแล้วถอนหายใจหนัก ๆ ทำไมต้องทำกันขนาดนี้ด้วย ถ้าแค่จะหลอกกันให้รักเขาก็คิดว่าเรียวเฮทำได้ดีทีเดียว แล้วยิ่งการที่เรียวเฮเป็นคนบอกให้เคตะทำทุกสิงทุกอย่างเมื่อครู่ มันก็ทำร้ายกันได้ดีมากเลยล่ะถ้าจะพูดในฐานะของคนที่ใจมันเผลอไว้ใจ...ทั้งที่สมองมันไม่เคยคิดจะวางใจก็ตามที



ใช่...อากิระไม่เคยไว้ใจเรียวเฮเพียงเพราะความน่ารักและสดใสที่มอบให้ ไม่เคยไว้ใจใครถ้ายังไม่ได้ศึกษาจิตใจและนิสัยที่แท้จริงให้ถ่องแท้เสียก่อน ในกรณีของเรียวเฮก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น แล้วก็ใช่อีกนั่นแหละที่อากิระจะไม่เคยวางใจ ไม่ว่าจะเรียวเฮหรือเคตะ ลองได้อยู่กันยืดอย่างนี้เขามั่นใจเลยล่ะว่านิสัยที่หยั่งรากลึกมันจะแปลผันตามกันมากแค่ไหน แต่ที่นึกคิดไปทั้งหมดมันเป็นเรื่องของความคิดที่มีสมองเป็นตัวสั่งการ ไม่ใช่เรื่องของจิตใจ...ที่ตัวเองตอนนี้ยังไม่รู้จะตัดสินใจยังไงดีเพราะดูเหมือนว่าจะสายไปเสียแล้วที่จะมานั่งจับผิดใจตัวเองและห้ามปรามไม่ให้มันรู้สึกอะไรไปมากกว่าความฉาบฉวยอย่างครั้งแรก



อากิระยังคงนอนนิ่งอยู่ในท่าเดิมแม้ว่าจะได้บินเสียงประตูห้องน้ำเปิดออกแล้วก็ตามที จนเมื่อสัมผัสเย็นชื้นแตะลงที่ข้างแก้มพร้อมกับมือเล็กที่เย็นเพราะความเย็นของน้ำดึงเอาท่อนแขนที่เขาพาดปิดดวงตาเอาไว้เมื่อครู่ออกวางไว้ข้างตัวแทน ก่อนจะเลื่อนมือเล็กแตะที่สองข้างแก้ม


“เป็นอะไร?...เห็นเงียบ ๆ มาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ”



ดวงตาใสจ้องสบไม่หลบไปไหนเพื่อรอฟังคำตอบ



“เปล่า...เดี๋ยวจะอาบน้ำ นอนก่อนเลยก็ได้นะ”



มือใหญ่ปลดมือเล็กเย็นเฉียบที่กุมสองข้างแก้มออกแล้วคลี่ยิ้มบางๆ ให้คนตัวเล็กที่เขยิบขึ้นมานั่งบนเตียงนุ่มด้วยกันแล้วลุกเดินเข้าห้องน้ำไปโดยมีสายตาของคนตัวเล็กมองตามอย่างสงสัยไม่หาย


และเมื่อร่างสูงเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยผ้าขนหนูพันรอบเอว ก็ยังคงพบว่าอีกคนที่นอนเล่นอยู่บนเตียงไม่ได้หลับไปก่อนอย่างที่เขาบอก เพียงแต่นอนซบใบหน้าขาวใสกับท่อนแขนตัวเอง ถ้าเป็นก่อนหน้านี้แค่วันสองวันอากิระคงมองว่าน่ารักจนอยากจะเข้าไปฟัดแก้มใสนั่นซักทีสองที
แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว ความน่ารักนั่นเหมือนเป็นสิงที่ปิศาจร้ายทำเป็นภาพลวงหลอกขึ้นมา ไอ้ความรักนี่มันช่างน่ารำคาญและไม่น่าพานพบเป็นที่สุด ตอนแรกเจอก็คิดว่าคงจะพอเป็นความรู้สึกแบบฉาบฉวยที่เปิดโอกาสให้เขาได้เก็บเกี่ยวอย่างเต็มที่ แต่ระยะเวลาเพียงไม่นานเรียวเฮเปิดเผยตัวตนมากพอล่ะมั้ง เขาถึงได้หลงไปในตัวตนจอมปลอมอย่างนั้นเข้า เพราะเรียวเฮแสดงออกให้รู้ว่าต้องการคนอยู่เคียงข้าง และคนที่เรียวเฮเลือกในตอนนั้นก็คือเขา ไม่แปลกอะไรที่โอกาสมันจะมาถึงมือในตอนนั้นเพียงเพราะความประทับใจในครั้งแรกที่เจอ คู่ขาของเขาคนนี้ก็ยินดีมากขึ้นเมื่อกลายเป็นว่าโลกกลมเสียเหลือเกินที่เขาเป็นน้องของชินยะและรู้จักกับเคตะ คนที่ได้ชื่อว่าเป็น “เจ้าของ” เรียวเฮก่อนที่จะเป็นเขา



และไม่แปลกอะไรที่ตอนนี้เขาจะมานั่งคับแค้นอยู่ในอก เพราะที่คิดว่ามันจะดีตั้งแต่ต้น...มันแย่จนไม่เหลือดีด้วยซ้ำ... นิสัยอย่างเรียวเฮที่พอจะเจอมาอยู่บ้างเพราะฐานะที่อากิระอยู่ การดูคนออกเป็นสิงจำเป็น ความอ้างว้างในสายตาสุกใสนั่นทำให้เขาเสนอตัวที่จะอยู่ด้วย อยู่เป็นเพื่อน ตอนแรกก็แค่ชั่วข้ามคืน แต่ไป ๆ มาๆ ความน่ารักอ่อนบางที่ได้สัมผัสแม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆมันก็มากพอที่จะทำให้เขาเอ็นดูเพื่อนรุ่นพี่คนนี้ไม่น้อย



พอมาเจอประโยคเมื่อเย็นเขาก็คิดอะไรไม่ออก ถึงจะเป็นสิงที่เหมือนจะฟังแล้วดูดีเหลือเกิน...เรียวเฮบอกให้เคตะบอกรักชินยะ... ด้วยน้ำเสียงสนุกสนานและรื่นเริงพอกับประกายตาสกาวใส คิดต่อไปไม่ออกเลยซักนิดว่าจะเป็นอีท่าไหนที่เคตะจะบอกรักชินยะด้วยความรักทั้งหมดที่มี ในหัวอากิระตอนนี้มันมีแต่คำว่าหลอกลงและสนุกสนานลอยเต็มไปหมด กลัดกลุ้มกลัวว่าถ้าพี่ชายได้ฟังคำนั้นจากปากเคตะแล้วชินยะจะเป็นอย่างไรในเมื่อทั้งหมดทั้งมวลนั่นไม่ใช่ความจริงจากใจ แต่มันเป็นเพียงลมปากที่พ่นออกมาพล่อย ๆ เพียงเพราะความสนุกของคนสองคนนี่เท่านั้น ชินยะจะเจ็บปวดมากแค่ไหนที่หลังจากดีใจได้ไม่นาน กลับต้องทนทรมานเพราะความรักที่มีให้ถูกหยิบเอามาล้อเล่นกับความสนุกของอีกคนเท่านั้น



“อากิระ...คิดมากอะไรน่ะ??”



“เปล่า...นอนเถอะพรุ่งนี้ตื่นแต่เช้านิ่”



“ไปไหน...ไม่รู้”



ว่าแล้วก็ทิ้งตัวลงนอนหลับตาทำท่าว่าจะหันหลังให้เรียวเฮ แต่มือเล็กก็รั้งเอาไว้ที่ต้นแขนกำยำนั่นแล้วอมยิ้มอย่างเขินอาย



...น่ารักนัก...!!!




อากิระจึงนอนหันหน้าเข้าหาเรียวเฮโดยมือข้างหนึ่งประสานสอดรับกันไว้เบาๆ แล้วค่อยๆ เลื่อนปลายนิ้วออกมาคลึงหัวแม่มือกับฝ่ามือเล็กบาง อ่อนนิ่ม แล้วยกขึ้นจรดริมฝีปากเบา ๆ ได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ จึงได้วางมือลงเพื่อกุมประสานไว้ดังเดินแล้วหลับตาลงเงียบไปในที่สุด
ดวงตากลมใสยังคงทอดมองนิ่ง...นาน จนเมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งไปอย่างนั้นจึงได้ลองเรียกชื่ออีกฝ่ายดูเบา ๆ ก็ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา มีเพียงลมหายใจอุ่นที่ปัดรดแก้ม ร่างเล็กใช้ศอกดันตัวเองขึ้นแล้วแตะริมฝีปากเบา ๆ ที่ปากอิ่มของเด็กหนุ่มรุ่นน้องก่อนจะหัวเราะกับตัวเองน้อย ๆ แล้วก็ต้องอุทานออกมาเสียงดังเพราะคนที่คิดว่าหลับอยู่นั้นพลิกตัวขึ้นทาบรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน



“อ๊ะ...อากิระ แกล้งหลับหรอ?!”



“เปล่าแกล้ง ก็แค่นอนหลับตา แล้วตอนเรียวเฮเรียกก็แค่ไม่อยากพูดเท่านั้นเอง”



ฝ่ามือเล็กตีแรง ๆ สองทีลงบนหน้าอกกว้างขวางที่ซุกให้ไออุ่นอยู่ ก่อนจะถูกแผ่นอกกว้างนั่นกลืนไปจนแทบจมมิด แต่รอยยิ้มที่กลั้นอยู่มันก็ไม่รั้นฟังคำใด ๆ จากสมอง คอยแต่จะโผล่ออกมาแสดงอารมณ์ยินดีและมีความสุขจนกลั้นไว้แทบไม่อยู่ แล้วมือเล็กก็เลื่อนขึ้นไปโอบไล้บนลำคอขาวของอีกคนที่พาดมืออยู่ที่สะโพกเบา ๆ ขยับตัวเข้าไปให้ใกล้กว่าเดิมอีกนิด...ชิดเพื่อไออุ่นของคนที่รัก



“ตอนที่อยู่ข้างนอกคุยอะไรกับ...เคตะ”



น้ำเสียงแผ่วเบาถามออกไปตามที่ใจมันเรียกร้อง นึกแล้วก็อยากจะด่าตัวเองให้สำเหนียกเสียทีว่าเขาไม่ใช่คนสำคัญอะไรที่เรียวเฮจะต้องบอกทุกเรื่อง กระทั่งเรื่องที่คุยกับคู่นอนเก่าอย่างเคตะ เพราะเห็นท่าทางว่าเรียวเฮเงียบเหมือนไม่อยากจะพูดถึงมัน


“แล้วทำไมต้องทำเสียงอย่างนั้นด้วยน่ะ?”




“ทำเสียงยังไง?”




“ก็เสียง...ตอนที่อยู่ข้างนอกคุยอะไรกับ...เคตะ”
เสียงเล็กแกล้งทำเลียนเสียงอ่อย ๆ ของอากิระแล้วก็หลุดหัวเราะออกมา เรียวเฮยืดตัวขึ้นแตะริมฝีปากกับอากิระเบา ๆ ก่อนจะยิ้มใส่ดวงตาคมสวยที่สะท้อนแสงไฟในห้อง คนตัวใหญ่กว่าพลิกขึ้นทาบทับแล้วก้มลงมาหากลีบอุ่นนิ่มสีสดที่รอรับสัมผัสอย่างเปิดเผย



“เห็นทำท่าไม่อยากพูด...ก็เท่านั้น”



“ยังไม่ได้ทำท่าอะไรเลย...กำลังนึกอยู่ว่าจะบอกยังไงดี”



“ทำไมต้องนึก ก็แค่บอก ยากนักรึไง?”



ใบหน้าเล็กส่ายไปมาแล้วซุกลงไปกับอกอุ่นที่ดึงรั้งลงมาให้กดทับตัวเองไว้แล้วกระซิบคำหวานน่ารักนัก...ถ้าคนที่ได้ยินไม่รู้เรื่องอะไร...




“ก็นึกอยู่ว่าจะบอกด้วยร่างกายหรือบอกด้วยริมฝีปากน่ะ”



..............



......................



ร่างเล็กถูกยกขึ้นคร่อมบนหน้าขาแล้วปลดเปลื้องสิงปกคลุมทั้งหลายให้ลงไปกองอยู่ข้างเตียงใหญ่อย่างไม่มีใครใยดีหรือสนใจว่ามันจะยับเยินหรือขาดวิ่นแค่ไหน มือนิ่มประคองใบหน้าหล่อของอากิระด้วยมือข้างหนึ่งแล้วประทับความนิ่มชื้นให้สัมผัสกันและกันช้า ๆ นุ่มนวลและอ่อนหวาน เพียงแต่สิงที่เรียวเฮทำมันขัดกับความคิดในใจของอีกคนโดยสิ้นเชิง


...อ่อนหวานขนาดนี้ เสแสร้งได้ดีเยี่ยมเชียวเรียวเฮ!!!...




ลำคอขาวเพรียวถูกแต่งแต้มไปด้วยรอยที่เกิดจากทั้งความรักและคั่งแค้นในใจ ทั้งที่ตอนแรกเจอมันคือความใคร่อย่างที่บอก และต่อมาเมื่อยอมรับว่ามันคือรัก เพียงเพราะอีกคนมีแววตาแห่งความอ้างว้างและต้องการคนอยู่เคียงข้างก็ยอมให้ได้ความรักจากเขาไป ทั้งที่ยังคิดอยู่เสมอในใจว่ามันจะเร็วไปหรือไม่ตามประสาคนที่ต้องคอยระแวงคนรอบข้างอยู่เสมอเพราะใครก็ไว้ใจไม่ได้ ในเมื่อรักไปแล้วก็ไม่คิดว่าคนที่ได้รับเกียรติแห่งความรักนั้นจะกล้าทำกับเขาถึงเพียงนี้ ทรยศกันได้ซึ่งๆ หน้า มิหนำซ้ำยังให้ไอ้เวรนั่นมันมาทำร้ายพี่เขาด้วยคำเดียวกันกับที่ร่างเปราะบางนี้ใช้มันทำรายเขา


...รัก...



“อื้อ...อากิระ ฮะ...อะ อ๊า...”



เสียงเล็กเรียกร้องและเร่งเร้าให้เขาพาไปให้ถึงจุดหมายแห่งความสุข ความร้อนรุ่มที่สุมอยู่ในร่างกายเล็ก ๆ นี้ทำให้เขาแทบระเบิด อดยอมรับไมได้หรอกว่าทุกครั้งที่ได้ปรนเปรอความสุขให้กันมันคือสิงที่แสนวิเศษ ตัวเขาเองไม่ใช่พวกบ้าเซ็กส์จนทำกับใครก็ได้ แต่ในเมื่อเห็นว่าคนๆ นี้น่าลิ้มลอง และเมื่อได้ลองก็ติดใจ ในที่สุดความรักที่เกิดจากความสนุกชั่วเวลาไม่นาน...มันก็ไม่ยั่งยืน... เพราะไม่เคยมีความจริงใจต่อกันเลยแม้แต่น้อย



“อื้อ...อากิ อึ...ฮะ...อ๊า...”




ปลายนิ้วเรียวเล็กจิกเล็บลงบนแผ่นหลังกว้างเมื่อแรงกระทั้นถี่ส่งเข้ามาภายในอีกทั้งริมฝีปากยังคงคลอเคล้าอยู่ไม่ห่าง มือร้อนของคนที่เรียวเฮนั่งคร่อมอยู่กระชับแน่นที่สะโพกอิ่มตึงเร่งเร้าให้อีกคนเคลื่อนไหวร่างกาย ก่อนที่ทุกอย่างจะพร่างพรายในครองสายตา ชายหนุ่มลูบฝ่ามือลงเบา ๆ ที่แผ่นหลังเล็กปลอบประโลมให้ร่างเล็กนี่หายจากอาการหอบเหนื่อย ก่อนจะดึงรั้งผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาคลุมกายทั้งตนเองและคนที่นอนอยู่ในอ้อมกอด ใบหน้าพริ้มหลับด้วยความเหนื่อยอ่อนถูกกดจูบที่ขมับด้วยความรักทั้งหมดที่มีโดยที่ดวงตาคมกร้าวไม่ได้หลับลงเลยแม้แต่น้อย




เรียวเฮตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองนอนอยู่คนเดียวกลางเตียงนุ่ม ที่นอนอีกฝั่งที่พาดมือไปพบเพียงความเย็นเฉียบของอากาศยามเช้าและเครื่องปรับอากาศที่ทำงานมาทั้งคืน ลุกขึ้นทำธุระส่วนตัวด้วยเวลาไม่นานนักก็ลงมาสู่ด้านล่างของบ้านที่คิดว่าจะต้องพบคนที่นอนด้วยกันเมื่อคืน ใบหน้าเล็กสดใสและมีรอยยิ้มประดับเสมอ ดวงตากลมสวยมองตรงไปยังเกาอี้ที่หันหน้าเขาหาทะเล ลมทะเลยามเช้ามันสดชื่นจนทำให้ไม่ทันสังเกตว่าบรรยากาศรอบกลุ่มคนเหล่านั้นตึงเครียดแค่ไหน ร่างเล็กเดินไปเร็ว ๆ จนไปถึงทั้งสามคนที่เป็นผู้ร่วมเดินทางในครั้งนี้ของเขา



“ชินยะ...กลับเดี๋ยวนี้!!”



อากิระตวาดพร้อมเดินเข้าไปรั้งตัวให้พี่ชายเดินตามมาแต่คนที่ถูกรุนรั้งก็ขืนแรงไว้



“เดี๋ยวอากิระ...ใจเย็น ๆ สิ เป็นอะไรแต่เช้า...”



“ไม่ได้เป็นอะไร แต่นายกำลังโดนมันหลอกแน่ๆอยู่แล้ว!! ยังจะต้องการคำอธิบายอะไรอีก”




“อะไรคือสิงที่อากิระคิดว่าเค้าหลอกพี่...?”



ใบหน้าหล่อเหลาของน้องชายสะบัดกลับอย่างไม่กลัวว่าคอจะเคล็ดจ้องตาพี่ชายด้วยดวงตากร้าวที่สุดที่เคยใช้กับพี่ชายมา ก่อนจะกดเสียงต่ำจนเรียกได้ว่าแทบจะรอดไรฟัน พร้อมกับสาวเท้าเข้าใกล้พี่ชายที่ยืนนิ่งงันเมื่อได้ยินคำพูดจากปากน้องชายก่อนจะหันไปมองหน้าคนโดนกล่าวหาด้วยคำพูดอย่างเคตะพร้อมสายตาที่เป็นคำถาม



“เมื่อคืนไอ้เวรนี่มันบอกรักนายใช่มั้ยล่ะ?...แล้วนายก็เชื่อเพราะนายรักมันอยู่แล้วใช่มั้ยล่ะ?...ทีนี้รู้ตัวรึยังว่าโง่มากแค่ไหนน่ะ!!!!”




เสียงตะเบ็งแข่งกับเสียงลมและเสียงคลื่นของอากิระทำให้ชินยะตัวชา และเมื่อมองกลับไปทางเคตะเขาก็พบสายตาที่พยายามจะบอกเขาว่ามันไม่จริง เคตะไม่ได้โกหก เคตะไมได้เสแสร้ง แล้วอากิระกำลังกลายเป็นคนผิดไปในกรณีนี้



“รู้ได้ยังไง?...”



ใช่ อากิระรู้ได้ยังไง ในเมื่อเมื่อคืนเขากระซิบบอกคำนั้นหลังจากที่เคตะบอกเขาไปไม่นาน มันบ้ามากแค่ไหนกันล่ะ แต่ในเมื่อเจ้าตัวยืนยัน...มันจะไม่แย่ไปหน่อยหรือที่ตัวเขาจะไม่ยอมเชื่อใจคนที่กล้าพูดคำนั้นออกมาจากปากตัวเอง



“ไม่น่าถาม...แล้วชั้นก็ไม่คิดว่านายจะเชื่อมันด้วย! เจ็บมาเท่าไหร่ จำซะบ้างชินยะ จะอยากโง่ต่อไปอีกเพียงเพราะคำ ๆ เดียวเนี่ยนะ...ไม่ตลกเลยซักนิดที่ชั้นจะมีพี่ชายโง่ได้ขนาดนี้น่ะ...”



ยังพูดได้ไม่จบประโยคดีฝ่ามือของชินยะก็แทรกผ่านอากาศมากระทบซีกหน้าเขาอย่างจัง ริมฝีปากอิ่มมีรอยช้ำเล็ก ๆ ตรงมุมปาก เจ้าตัสเพียงแค่แตะปลายลิ้นที่รอยแปลนั้น



“พี่ไม่คิดว่าอากิระจะโมโหอะไรไร้เหตุผลอย่างนี้เลยจริง ๆ น้องพี่ก็ไม่ใช่คนไร้เหตุผลเหมือนกัน”



“...ใช่ ชั้นมันไร้เหตุผล เหตุผลที่เพียงพอก็มีแต่ไอ้คำบ้าๆ โง่ ๆ นั่นที่คนสองคนใช้มันพูดออกมาในคืนเดียวกันเพื่อหลอกเราทั้งพี่ทั้งน้องนี่แหละ!!!”



ร่างเล็กที่เดินเขามาสู่วงสนทนาที่ดุเดือดรุนแรงแทบจะทรุดขาลงไปนั่งอยู่ที่พื้น เพียงเพราะคำกล่าวหาที่หลุดออกมาจากปากคนที่เขากระซิบบอกคำรักหวานไปเมื่อคืน




...คืนที่คิดว่าน่าจะเป็นคืนแห่งความทรงจำที่ดีที่ได้เอ่ยความในใจทั้งที่ไม่เคยทำกับใครมาก่อนแม้กระทั่งเคตะ...




“เรียว...”



ร่างสูงของเคตะหันไปพบร่างของเพื่อนตัวเล็กที่เดินเข้ามาสู่วงสนทนาเหมือนจะเลื่อนลอยเล็ก ๆ คนตัวเล็กรู้สึกร่างกายไร้เรี่ยวแรงจนแทบจะกระดิกตัวไม่ได้เลยด้วยซ้ำ คำพูดกล่าวหาเมื่อครู่มันรุนแรงเกินไปสำหรับเขาที่มอบคำที่แสนมีความหมายนั่นให้ไป แต่คนที่ได้รับกลับคิดว่ามันเป็นเพียงคำหลอกลวงเพื่อเหมือนกับที่เคตะใช้มันหลอกลวงชินยะ



“...ไม่ใช่ อากิระ...ไม่ใช่เลย...”



น้ำเสียงระโหยผิดลิบจากเสียงใสกังวานเมื่อคืน ดวงตากลมใสมีน้ำคลอเจียนจะหยดริมฝีปากอิ่มสีสดเมื่อคืนที่แลกรับสัมผัสนุ่มนวลกับอากิระเมื่อคืนถูกเม้มจนแน่น มือขาวบางกำเกร็งข้อมือสั่น



“ไม่ใช่แล้วอะไร??! ถ้าชั้นไมได้ยินว่าเมื่อคืนนายพูดอะไรกับไอ้เวรนี่ทั้งที่ยังยิ้มในหน้า ทั้งที่ยังยื่นปากไปจูบมันแบบนั้นน่ะ...แล้วมันอะไร!! ชั้นคงบ้าตาฝาดไปเองคนเดียวใช่มั้ย??!! บอกมาสิ!!!”



ชินยะเข้าไปดึงเอาร่างเล็กที่หัวสั่นหัวคลอนออกมาจากมือน้องชายโดยที่ส่งตัวเรียวเฮไปให้เคตะดู แม้ว่าคำพูดหลายอย่างจะติดอยู่ในใจมากมายก็ตามที แต่เวลานี้เขาควรจะหยุดอากิระให้สงบลงกว่านี้เสียก่อน



“โอเค...อากิระ เราจะกลับกันในวันนี้ ตกลงมั้ย?”



“ไม่ใช่วันนี้ เรากลับกันเดี๋ยวนี้ชินยะ”



แม้ว่าชินยะจะใช้น้ำเสียงนุ่มเข้าว่าแค่ไหน แต่เสียงที่ตอบกลับมายังแข็งและห้วนเหมือนเดิม



“อากิ...โตๆ กันแล้ว มีเหตุผลหน่อยสิ แล้วเรื่องอย่างนั้นเรียวเฮคงไม่ได้ล้อเล่นหรอก ในเมื่อความรู้สึกมันเป็นเรื่องสำคัญนายพูดอย่างนั้นมันไม่ให้เกียรติเค้าขนาดไหน”



“ใช่...โต ๆ กันแล้ว น่าจะมีความคิดมากกว่านี้ชินยะ ถ้านายไม่กลับชั้นกลับเอง พอถึงตอนนั้น...นายจะรู้สึก แล้วไอ้ที่เค้าบอกชั้นน่ะ...ชั้นไม่เชื่อ!!!”



“นายไม่เชื่อแต่นายแสดงออกอย่างนั้นเนี่ยนะ นายทำกับเค้า นายอยู่กับเค้ากี่คืนต่อกี่คืน นายจะบอกว่ามันเป็นอะไร??”



“มันไม่มีอะไรนอกไปจากเซ็กส์ที่เค้าและชั้นพอใจจะอยู่ด้วยกัน มันก็แค่ความสนุกสนานข้ามคืนเท่านั้น ไม่มีอะไรเลย ไม่มีความรู้สึก ไม่มีความรัก แค่ปลดปล่อยความต้องการไปวัน ๆ เท่านั้น”




เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังขึ้นอีกครั้ง คงเพราะคนลงแรงตัวเล็กกว่าชินยะมากอยู่ แรงจากฝ่ามือจึงไม่ได้มีผลต่อคนตัวสูงมากนัก เรียวเฮปราดเข้ามาถึงตัวอากิระตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ได้ ตอนนี้รู้เพียงแต่ว่ามันเจ็บในอกเหลือเกิน ทรมานเกินไปที่จะทนฟัง เพียงระยะเวลาสั้น ๆ ที่ได้สัมผัสความอบอุ่นที่มีในจิตใจของอากิระ และการที่เขาเปิดเผยตัวตนที่อ่อนแอ ลอกเปลือกแข็งที่เคตะสอนให้ห่อหุ้มตัวเองเพื่อป้องกันภัย มันไม่ได้ทำให้คนที่เขารักไว้ใจและเชื่อใจพอที่จะรับคำรักจากเขาได้เลยหรือ?? มันยากมากที่จะทำใจแล้วก็ไม่คิดว่าใครจะทำใจได้ง่าย ๆ ด้วยเช่นกัน



ชินยะรั้งเรียวเฮออกมายืนอยู่ให้ห่างจากอากิระในระยะที่ความวู่วามคงไม่สามารถทำอะไรคนตัวเล็กได้ กอดปลอบลูบแผ่นหลังเล็กอย่างให้กำลังใจ ไม่คิดมาก่อนว่าน้องชายตนเองจะพูดจาทำร้ายจิตใจคนอื่นได้ขนาดนี้ ในเมื่อตัวเองเป็นคนที่เกลียดการทำร้ายจิตใจมากที่สุด แต่คนใกล้ตัวที่เขารักที่สุดเช่นกันกลับเป็นคนทำมันกับมือตัวเอง



"ถ้าไม่รักกันก็ไม่เห็นต้องพูดว่าชั้นโกหก คำว่ารักของชั้นมันมีค่ามากกว่าจะเอามาโกหกใครคากิโมโตะ...ฮึก ถ้าไม่รักกันนายปฏิเสธชั้นก็ได้ ถ้าเมื่อคืนนายกล้าพูดออกมาชั้นจะยอมรับว่ามันแค่ความสนุกชั่วครู่ชั่วยามของเราสองคนจริง แต่นี่มันทุเรศเกินไป!!! ...ฮึก ฮือ...นายทำมันได้เลวมากจนชั้น ไม่อยากให้อภัยนายอีก...”


เสียงเล็กแหบพร่าและสะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมกอดของพี่ชายอากิระโดยมีสายตาที่ยังคงความโกรธขึ้งไว้ไม่เสื่อมคลาย ด้วยมั่นใจว่าที่เขาคิดมันไม่ใช่สิงผิด มันเป็นสิงที่ทั้งสองคนนั้นแสดงละครตบตาชินยะได้ดีมากต่างหาก อากิระกำลังรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นน้องตัวเองในละครน้ำเน่าที่โง่มากเพียงเพราะต้องการช่วยพี่ชายให้พ้นจากการถูกหลอกด้วยวิธีโจ่งแจ้งแบบนี้ เค้าน่าจะมีหัวคิดและไม่วู่วามอย่างตอนนี้คงจะดี เรื่องทุกอย่างจะได้จบไปโดยเขาไม่ถูกมองว่าเป็นไอตัวประหลาดตัวหนึ่งที่มัวแต่ทำเรื่องบ้าบออะไรอยู่ตอนนี้ ตรงนี้ และเดี๋ยวนี้


“ชั้นไม่ได้ขอ”




ในเมื่อไม่อยากให้อภัยกันก็ไม่ต้องให้ ใช่!เพราะเขาไม่ได้ขอร้องเลยซักนิดให้มาอภัยให้กัน จะเป็นจะตายที่ไหนก็ไม่เคยขอร้องใคร จะให้เชื่อได้ยังไงว่าที่พูดมาทั้งหมดเมื่อคืนคือเรื่องจริง ในเมื่อไอ้ตัวต้นเหตุอีกคนนึงมันยังยืนยิ้มสบายใจอยู่ด้านหลังโดยที่ทุกคนมัวแต่มาสนใจประณามเค้า ไม่ได้เห็นรอยยิ้มอุบาทว์นั่นแม้แต่น้อย



เท้าใหญ่ในรองเท้าแตะสบายเดินห่างออกไปด้วยความไม่สบายใจของคนเป็นพี่ที่ยืนปลอบเรียวเฮให้หายจากอาการสะอื้น ชินยะส่ายศีรษะกับตัวเองเบา ๆ แล้วถอนหายใจหนักอย่างคิดไม่ตก แค่เรื่องตัวเองที่อากิระพูดมามันก็วุ่นวายพออยู่แล้ว ทีนี้ยังจะมีเรื่องของน้องชายและคนตัวเล็กตรงหน้ามาให้ปวดหัวมากกว่าเก่าอีก มีอะไรจะแย่กว่านี้อีกมั้ยนะ...




อีกคนที่ยืนมองเหตุการณ์มาทั้งหมดด้วยรอยยิ้มพรายบนหน้าที่ไม่มีใครเห็นจริง ๆ อย่างที่อากิระนึกนั่นแหละ เพราะเคตะจงใจที่จะจมตัวเองลงไปกลายเป็นคนนอกวงสนทนาไปโดยปริยาย แม้กระทั่งตอนที่เรียวเฮมาถึงเค้าก็ยังนิ่งเฉยปล่อยให้เรื่องดำเนินต่อไปโดยไม่คิดจะแก้ต่างหรือแย้งด้วยเหตุผลอะไรทั้งสิ้น จนเมื่อชินยะเงยหน้าขึ้นมาขอความเห็นว่าสมควรจะกลับบ้านกันได้แล้ว รอยยิ้มกดลึกที่มุมปากบางสวยนั้นถูกเก็บริบลงไปในใจให้ไปเริงร่าหัวเราะเสียงดังก็อย่างสมใจ



...ก็แค่จะเอาไว้กับตัว ยากอะไร กับอีแค่พี่นายยังปกป้องไม่ได้ หนำซ้ำเรื่องเรียวเฮนายยังบ้ามาก กล้าทำให้เพื่อนชั้นร้องไห้ตัวโยนขนาดนี้ ถ้าไม่เชื่อใจกันอย่างนี้ มันก็ไม่มีค่าพอที่จะได้ดูแลเพื่อนเขาหรอก...





~~~~Next Part~~~~



Profile

Author:::shunfeng015::
Welcome to FC2

Latest Entries
Latest Comments
Latest Trackbacks
Monthly Archive
Category
Search Form
RSS
Link
Powered By FC2 BLOG

Let's start blogging!!

Powered by FC2BLOG

Add Friend Form

Add this person to blog friend