My memories 04
===========================
ดวงอาทิตย์ที่สาดประกายรับยามเช้าของฤดูที่กำลังจะย่างเข้าสู่ฤดูหนาวในไม่ช้าไม่นาน เหมือนกับการต้อนรับวันใหม่ที่มาเยือน แสงอาทิตย์ที่สดใสเหมือนกับใจดวงน้อยที่เบิกบาน ร่างขาวใสของเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินแกว่งกระเป๋านักเรียนร้องเพลงอย่างอารมณ์ดีมาจนถึงทางเดินเข้าโรงเรียน แต่ก็ดูเหมือนว่าความสดใสของพระอาทิตย์จะหมดลงตั้งแต่ตอนที่ได้ยินเสียงซุบซิบกันเบาๆ ถึง...เรื่องเมื่อวาน...
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่อาริโอกะ ไดกิ คนเดียวแน่ คนที่ตกเป็นประเด็นก็คงไม่พ้นเพื่อนรักที่นั่งหน้าไม่รับบุญที่ใครคิดจะบอกแม้แต่น้อยอยู่ที่สวนหลังตึกเรียนที่ไดกิมองเห็นไกลๆ ไม่ต้องบอกก็รู้...อารมณ์ไม่ดีขั้นหนักเลยแหละ
หลังจากที่เท้าเล็กชะงักนิ่งจากการกระโดดไปพลางเดินไปพลาง แล้วสอดส่ายสายตาดูว่ายามาดะ เรียสุเกะเพื่อนรักอยู่ในพิกัดที่จะวิ่งไปหาได้ในไม่เกินหนึ่งนาที เจ้าของใบหน้าน่ารักกับดวงตากลมใสเลยเปลี่ยนจังหวะการก้าวเท้าให้เป็นจังหวะปกติจนไปถึงที่ที่เพื่อนรักอยู่ กระเป๋านักเรียนถูกวางลงข้างตัวแล้วทรุดตัวลงนั่งข้างกันในท่าเดียวกันเรียกให้คนที่นั่งอยู่ก่อนหันกลับมามอง
“เฮ้ย!! ไดจัง...” เห็นเพื่อนสะดุ้งซะตัวโยนขนาดนั้นไดจังของยามะจังก็ต้องขมวดคิ้วแน่น เป็นอะไร ตกใจอะไรนักหนา
“เป็นอะไรไปยามะจัง? คิดอะไรอยู่หรอ?” หน้าขาวใสส่ายหน้าพรืดบอกว่าไม่ได้คิดอะไรอย่างที่เพื่อนถามหรอก เพียงแต่เพื่อนคนนั้นจะไม่เชื่อในสิ่งที่ยามาดะบอกด้วยอวัจนภาษาก็เท่านั้น ไดกิจึงกอดอกแล้วส่งเสียงในลำคอเพื่อปฏิเสธการรับฟังคำตอบ
“อะ...เอ่อ ก็ไม่มีอะไร แค่ตกใจที่นายมาไม่ให้สุ้มให้เสียงก็เท่านั้นแหละ” ท่าทางยิ้มแหยๆ หัวเราะแหะๆไม่ได้ทำให้ความสงสัยในตัวเพื่อนของไดกิลดลงแต่อย่างใด เพียงแต่เค้าจะย้ำถามเพื่อนตัวขาวว่า “แน่ใจนะ” อีกคำเดียวให้ได้คำตอบกลับมาเป็นการพยักหน้าหัวแทบหลุดให้รู้ว่า “แน่ใจ”มากแค่ไหน
ในเมื่อยามาดะ เรียวสุเกะเค้าย้ำความมั่นใจมาแน่ชัดขนาดนั้นไดจังเลยได้เห็นเพื่อนถอนหายใจออกมาพรูใหญ่ แล้วก็ได้โอกาสกระแซะเข้าไปใกล้กว่าเดิม กระซิบเบาๆ กับเพื่อนรักหน้าตาเจ้าเล่ห์มีเหลี่ยมประเภทที่ว่าใครมาเห็นคงบอกว่าน่ารัก แต่ยามะจังไม่อยากจะมองว่าตอนนี้เพื่อนคนนี้น่ารักเลยให้ตายสิ
“แล้ว...เมื่อวานไปกับนายแบบหนุ่ม เป็นยังไงบ้างล่ะ?” นั่นไง ซื้อหวยไม่ถูก เล่นไพ่ไม่ป๊อก ลองมาทายใจไดจังดูสิ...ป่านนี้ยามะจังเป็นเจ้าของคาสิโนไปแล้ว!!!
“ปละ...เปล่า...” รอยยิ้มสดชื่นกับลูกแก้วสดใสเมื่อครู่ขุ่นขึ้นมานิดตอนที่ยามาดะเหมือนจะมีคำตอบให้ แต่คำตอบที่ได้รับไม่น่าปรารถนาเอาซะเลยจนต้องแกล้งถอนหายใจหนักๆแล้วหันหน้าหนีไปทางอื่น และเพราะหันหน้าหนีไปทางอื่นนี่แหละ ที่ทำให้ยามาดะไม่ได้เห็นรอยยิ้มคล้ายจะสมใจของเพื่อนรัก ที่คล้ายว่าตอนนี้จะกลายร่างเป็นคนหักเหลี่ยมโหดไปซะอย่างนั้น แต่อย่าคิดเลยเพื่อนรักว่าจะหักเหลี่ยมคนอื่นได้อย่างเดียว...ตัวยามะจังเองก็ไม่ยอมเหมือนกันหรอก
“อย่าทำหน้าอย่างนั้นน่าไดจัง ว่าแต่นายเถอะ...นากาจิม่าก็บอกว่านายไปกับอิโน่ไม่ใช่เหรอ?” แผ่นหลังบางที่หันให้ยามาดะเผชิญหน้าอยู่คล้ายจะหยัดตรงจนผิดสังเกตก่อนที่หน้าสวยจะหันกลับมามองเพื่อนช้าๆ ก่อนจะยิ้มเผล่ตาใสใส่อีกคน ถ้าใครมาเห็นคงคิดไม่ออกว่าทำไมคนหน้าตาดีสองคนถึงได้มานั่งทำตาใสใส่กันอย่างตอนนี้ แต่คนเป็นเพื่อนที่ถึงขั้นรู้ไส้รู้พุงกันขนาดนั้นทำไมถึงจะไม่รู้ว่าที่ยิ่มอย่างนี้ หมายความว่า...ยามะจังจะไม่ต้องโดนตื้อให้ตอบคำถามเพราะเจ้าตัวเค้าก็กลัวโดนล้วงตับเหมือนกันไง...
“เราเลิกพูดเรื่องนี้กันดีกว่าเนอะยามะจังเนอะ แล้ววันนี้นายทำการบ้านเสร็จรึยังล่ะ?” ยามาดะแกล้งเลิกคิ้วสูงกับอาการที่เพื่อนแสดงออกเพื่อบ่ายเบี่ยงคำตอบ ในใจก็ได้แต่คิดว่า “มันก็พอกันแหละว๊า ทำมาเป็นจะแซวคนอื่น” ก่อนจะพยักหน้ารับคำอีกคนที่เนอะกับตัวเค้าอยู่สองสามครั้ง แล้วกอดคอกันเข้าห้องเรียนไป
.
.
.
บ้านหลังไม่ใหญ่โตแต่ก็กว้างมาพอสำหรับครอบครัวเดี่ยวครอบครัวหนึ่ง เปียโนตัวเล็กที่ตั้งอยู่มุมหนึ่งของห้องนั่งเล่นมีแผ่นโน๊ตวางอยู่บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่ามันถูกใช้งานบ่อยแค่ไหน ถัดมาเป็นตู้กระจกที่จัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ แต่ของที่อยู่ในนั้นกำลังถูกรื้อค้นออกมาคล้ายจะหาอะไรบางอย่าง
ใบหน้าหล่อคมที่กำลังมุ่นคิ้วอย่างขัดใจเนื่องจากคำตอบที่ต้องการไม่ปรากฏให้เห็นซักที มือเรียวสวยเปิดพลิกหน้าอัลบั้มรูปเล่มที่อยู่ในมือโดยที่รอบกายมีอัลบั้มรูปขนาดเขื่องอีกหลายเล่มวางเปิดอยู่ และก่อนที่จะเอื้อมมือไปหยิบอัลบั้มรูปเล่มที่สิบมาเปิดหาสิ่งที่ต้องการต่อเสียงประตูห้องนั่งเล่นที่ถูกเปิดออกก็เรียกให้เด็กหนุ่มหันไปมองในทันที
รอยยิ้มจากผู้ที่เดินเข้ามาทำให้อิโน่ เคย์ วางอัลบั้มรูปลงกับพื้นก่อนจะเดินเข้าไปสวมกอดผู้หญิงคนนั้นแล้วกดจูบที่แก้มทั้งสองข้างเบา ๆ อย่างคุ้นชิน หล่อนจูบแก้มลูกชายตอบอย่างที่เคยทำก่อนจะหันไปมองทางกองสมุดเก็บรูปภาพแล้วหันมามองลูกชายที่ยิ้มให้หน้าซื่อ
“ทำอะไรเอ่ย? รื้อออกมาเยอะแยะเลยคะ” เธอเดินจูงมือลูกชายไปที่พื้นหน้าตู้เก็บอัลบั้มรูปที่ตอนนี้มันหายไปเกือบครั้งแต่กลายเป็นว่ามานอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นแทน
“พอดีผมอยากจะหาของนิดหน่อยน่ะครับ แม่พอจะรู้มั้ยครับว่าเล่มที่เก็บรูปตอนที่ยังอยู่บ้านเก่า...อยู่ที่ไหน?” ร่างสูงทรุดลงนั่งข้างมารดาแล้วจัดการหยิบเล่มที่หมายตาเอาไว้เล่มต่อมามาเปิดดู
“มีหลายเล่มอยู่นะ แม่จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นสามเล่มนี้แหละ หาไปทำไมเหรอคะลูก?” มือเรียวเอื้อมหยิบเล่มที่คิดว่าใช่ออกมาวางไว้บนตักแล้วหยิบเล่มบนสุดออกมาเปิดดู
“ผมหารูปนั้น...รูปที่ผมถ่าย อยู่ไหนเล่มไหนเหรอครับ?” แม่เคยบอกว่าตอนเด็กเค้าชอบที่จะเล่นกล้องมาก ไม่ได้ชอบการถ่ายรูป แต่ก็แค่ชอบเล่นอย่างเด็กทั่วไปที่คิดว่ามันคือสิ่งแปลกใหม่และน่าสนุก และมีบ้างในบางโอกาสที่สนใจอยากจะเรียนรู้ถึงมันอย่างจริงจัง
“เอ...รูปไหนเอ่ย ลูกลองดูเล่มนี้แล้วกัน เดี๋ยวแม่จะช่วยดูนะคะ แล้ววันนี้ไม่มีงานเหรอคะ?” เคย์เงยหน้าขึ้นมองคนถามที่ก้มหน้าก้มตามองหาภาพที่คิดว่าลูกชายต้องการแวบเดียวแล้วก้มลงดูที่อัลบั้มภาพในมือต่อ
“ไม่มีครับ มีอีกทีวันเสาร์นี้...ไปถ่ายที่ทะเล” เห็นว่าแม่ตัวเองไม่ได้สนใจจะซักไซร้อะไรต่อเคย์เลยเลือกที่จะเงียบต่อไป มีบ้างในบางครั้งที่จะคอยถามหรือบางครั้งแม่เค้าจะเป็นคนชี้ชวนให้ดูภาพสมัยยังเด็กพร้อมด้วยเสียงหัวเราะและคำชื่นชมที่บอกว่าลูกชายน่ารัก จนเมื่อเล่มในมือนายแบบหนุ่มถูกพลิกมาอยู่ในหน้าปัจจุบัน
รูปของเด็กน้อยตากลมแป๋วทำท่าคล้ายจะคว้ากล้องที่กำลังถ่ายอยู่ด้วยสีหน้าเหรอหรา รูปถัดมาเป็นภาพของเด็กคนเดิมที่กำลังฉีกยิ้มกว้างจนน่ากลัวว่าแก้มจะปริเอาง่ายๆ อีกรูปคือเด็กคนนั้นกำลังนั่งชันเข่าก้มหน้าซุกเข่าตัวเองหน้าตามอมแมมแถมยังทำปากบู้ใส่กล้องอีกด้วย ท่าทางคงโดนใครแกล้งมาล่ะมั้ง อีกหลายรูปและคล้ายกับว่าเรื่องราวจะย้อนกลับมาในห้วงความคิด หัวคิ้วเรียวขมวดแน่นกว่าเดิมอีกหลายเท่า จนเมื่อผู้เป็นแม่เงยหน้าขึ้นมองเนื่องจากเห็นว่าลูกชายเงียบจนผิดสังเกต มองเลยไปถึงในมือที่เห็นว่าเป็นภาพของเด็กน้อยตัวเล็กแก้มใสจนเดาได้ยากว่าผู้หญิงหรือผู้ชายกำลังแสดงสีหน้าหลายหลายอารมณ์ จนถึงภาพสุดท้ายของเล่ม...ภาพของเด็กตัวสูงกว่าหน้าตาคล้ายคนที่ถืออัลบั้มรูปเล่มนี้กอดคอแน่นกับเด็กตัวเล็กคนนั้นที่คล้ายว่าจะกำลังร้องไห้แล้วก็หัวเราะไปในเวลาเดียวกัน เคย์ในวัยเด็กรั้งคอไอ้หนูนั่นให้เข้ามาใกล้จนแก้มแนบกัน เนื้อตัวมอมแมมพอกันทั้งคู่ เห็นแล้วก็อดยิ้มจนหลุดเสียงหัวเราะไม่ได้ หนึ่งคนในภาพที่ได้ยินเสียงหัวเราะเงยหน้าขึ้นมองต้นตอของเสียงก็ให้สงสัยจนแสดงออกทางสีหน้า
“ใครเหรอครับแม่?”
“ไดจังไงคะลูกจำน้องไม่ได้เหรอ?” เคย์ยิ่งเพิ่มความสงสัยหนักขึ้นไปอีกขั้นจนหล่อนต้องขยับเข้ามาใกล้แล้วเปิดย้อนกลับไปที่หน้าแรกๆเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่เคย์ยังเด็กและช่วงเวลาก่อนที่จะย้ายที่อยู่มาเป็นที่ปัจจุบัน
“แล้ว...น้องร้องไห้ทำไมเหรอครับ?”
“ก็วันนั้นเราจะย้ายบ้าน ไดจังไม่อยากให้ลูกย้ายบ้าน ลูกเองก็ไปตามหาจนมอมแมมกันทั้งคู่แล้วลูกก็บอกกับน้องว่า...จะกลับมาหาน้องวันหลังแล้วยังมีการบังคับให้แม่กับพ่อถ่ายรูปนี้ไว้เป็นหลักฐานด้วยนะ แต่ลูกอาจจะจำไม่ได้เพราะมันนานมากแล้ว ว่าแล้วแม่ก็คิดถึงน้องนะคะไม่ได้เจอกันเลยสงสัยโตเป็นหนุ่มแล้ว”
ความคิดในใจที่วาบขึ้นเหมือนตะเกียงไฟต้นที่ถูกจุด ดวงใจคล้ายจะกระตุกจนน่าใจหายว่าจะเป็นอะไรไปในนาทีนี้ เด็กคนนั้นไม่ผิดเลยซักนิดแถมยังเป็นตัวเองอีกที่ไปต่อว่าหักหาญน้ำใจเค้าอย่างนั้น สมควรที่ถ้าเค้าเกลียดขี้หน้าก็ไม่แปลก แต่เด็กนั่นกลับไม่แม้แต่จะต่อว่า...กลับยอมรับความเมินเฉยนั้นโดยดีด้วยซ้ำไป คิดแล้วมันก็อดเจ็บในใจลึกๆไม่ได้ เพราะเค้าทำเหมือนเราไม่ได้สำคัญอย่างนั้นเหรอ? ไม่ใช่หรอก เพราะเคย์สำคัญกับเด็กคนนั้นอยู่เสมอต่างหาก เค้าถึงยอมที่จะทำเป็นไม่รู้จักให้เคย์สบายใจต่อไป
.
.
.
นั่นคือความคิดก่อนที่อาริโอกะ ไดกิจะได้เจอกับอิโน่ เคย์ที่โรงเรียนแล้วถูกลากไปทะเล ก่อนจะถูกช่วงชิงริมฝีปากไปท่ามกลางหาดทรายและลมเย็น
ร่างสูงที่นั่งพาดขากับโต๊ะตัวเล็กแตะปลายนิ้วเข้าหากันมองมันเหมือนเป็นของประหลาดแล้วทอดถอนหายใจเป็นว่าเล่นจนคนที่นั่งอยู่ด้วยกันต้องเปลี่ยนท่านั่งแล้วถอนหายใจแข่งให้ดังกว่าเพื่อเรียกให้เคย์หันมามอง ยูโตะแกล้งวางเท้าลงบนพ้นเสียงดังจากเดิมที่นั่งไขว่ห้างแล้วเปลี่ยนมานั่งพิงพนักเต็มตัว
“ถอนหายใจอะไรนักหนาวะ”
“หนักหัวแกรึไงล่ะ?” ตายแล้ว อกยูโตะจะแตก ถ้าแฟนคลับรู้ว่าคุณชายของมันปากเสียอย่างนี้ใครจะทนรับไหวล่ะเนี่ย
“ไม่หนักหัวแต่หนักหูเว้ย แน่จริงถอนหายใจให้ไม่มีเสียงสิ ไอ้บ้านี่...ไปแล่ว” เคย์ไม่ได้มองตามหลังคนที่เพิ่งเดินออกไปจากห้องโบกมือหยอยๆ ไปแล้วก็รู้ว่ามันคงไประริกระรี้โทรหายามะจังของมันแน่ๆ ตาคมเหลือบมองไปที่ปลายเท้าพาดอยู่ บนโต๊ะตัวเดียวกันมีเครื่องมือสื่อสารสีเข้มวางอยู่ เคย์มองคล้ายจะชั่งใจอยู่ครู่ก่อนจะเอื้อมหยิบมันมาเปิดและกดหาเบอร์ที่เพิ่งบันทึกไว้ล่าสุด...อาริโอกะ ไดกิ...
เสียงเรียกของสัญญาณดังไม่ถึงนาทีให้คนรอหงุดหงิด เสียงปลายสายที่รับก็ทำให้นายแบบหนุ่มคล้ายจะยิ้มได้ไม่ยาก
“สวัสดีครับ” คงเพราะเป็นเบอร์ที่ไม่ได้บันทึกไว้ คำทักทายจึงดูเหมือนเป็นทางการอยู่มากหน่อย แต่เคย์ก็ไม่ได้สนใจจะใส่ใจอะไร
“อยู่ไหน?”
“ครับ?”
“นายอยู่ที่ไหน?” น้ำเสียงที่ไมได้ห้าวจัดแต่ก็ไม่ได้ทอดนิ่มจนน่าตอบคำถามคงทำให้คนปลายสายไม่สบอารมณ์จนต้องจิ๊ปากเบาๆ
“แล้วคุณเป็นใครล่ะครับที่ผมต้องบอกว่าอยู่ที่ไหน” เสียงใสติดจะขุ่นเคืองตอบกลับมาให้เขาหัวเราะลงคอ
“อิโน่ เคย์ ทีนี้จะบอกได้รึยังว่าอยู่ที่ไหน?” เคย์ได้ยินเสียงห๊ะ หลุดมาคำเดียวก่อนจะเงียบหายไปอีกนานแล้วไดกิก็ทำเสียงคล้ายปลาสำลักน้ำจนต้องเม้มปากแน่นเพราะกลัวจะหลุดเสียงขำไปให้อีกคนได้อายเพราะกำลังนึกหน้าตาหวานหยดแต่ทำสีหน้าประหลาดอย่างนั้น คงตลกน่าดู
“อยู่...อยู่...ที่ ทะที่...โรงเรียนครับ” คิ้วคมเลิกขึ้นสงสัยกับตัวเองยกแขนขึ้นเพื่อดูเวลาจากหน้าปัดนาฬิกาดิจิตอลบนข้อมือ
“ยังไม่เลิกเหรอ?”
“เลิกแล้วครับ กำลังจะกลับบ้าน”
“เย็นนี้ว่างมั้ย?”
“ก็...ว่างครับ” ก็ถ้าไม่รวมถึงการไปเดินกลับบ้าน อ่านหนังสือ ฟังเพลง เอารูปลงเครื่องหรือรื้อรูปเก่าๆมานั่งดูก็...ไม่มีอะไรนี่เนอะ ถ้าอย่างนั้นก็ว่างแหละ
“บ้านนายอยู่ไกลจากโรงเรียนมากมั้ย?” ยิ่งคุยกันด้วยประโยคคำถามที่เคย์เป็นฝ่ายถามมาไดกิก็ยิ่งงงจนไม่รู้จะงงอีท่าไหนดี มือเรียวเลยต้องยกขึ้นเกาหัวแกรกอยู่กลางสนามโรงเรียน
“ไม่ไกลครับสิบนาทีก็ถึง”
“ดี...ชั้นจะไปรับ คอยบอกทางไปบ้านให้ชั้นด้วย”
“หื๊อ??!!” เคย์จิ๊ปากบ้างด้วยความรำคาญที่ร่างบางออกจะสงสัยอะไรไม่เข้าเรื่องมากไปแล้วในวันนี้
“เป็นอะไรอีก? ก็บอกว่าจะไปรับ นายคอยบอกทางกลับบ้านนายให้ด้วยก็เท่านั้นเพราะชั้นจะไปบ้านนาย” สายที่ถูกตัดไปทำให้ปลายสายอย่างไดกิต้องเลื่อนโทรศัพท์ออกมามองอย่างงงัน สรุปแล้วว่าเค้าต้องนั่งรอพ่อนายแบบอยู่ที่โรงเรียนใช่มั้ย? แล้วพ่อนายแบบท่านก็จะไปบ้านเค้าด้วย?ใช่มั้ย? คิดไปคิดมาก็พยักหน้าอยู่กับตัวเองคนเดียวก่อนจะร้องเฮ้ยออกมาเสียงดังจนผู้คนที่ค่อนข้างบางตาเพราะโรงเรียนเลิกแล้วยังต้องหันมามองเลยต้องแก้เขินด้วยการหันหน้าเข้าหาต้นไม้ทำเป็นไม่รู้เรื่องซะอย่างนั้น
เวลาผ่านไปไม่เกินยี่สิบนาทีเท่าที่ไดกิจำได้นับจากเวลาที่วางสายไปจากคนตรงหน้า ดวงตากลมโตมองข้ามไหล่ร่างสูงไปก็ไม่พบว่าคนที่เดินตัวปลิวในชุดเสื้อแจ๊คเก็จหนังสีดำสนิท แค่เห็นเดินหน้านิ่งเข้ามาร่างบางก็ต้องรีบหันไปควากระเป๋าที่วางอยู่ข้างตัวมาถืออย่างรวดเร็วเดินตามร่างสูงที่นำทางไปที่ประตูโรงเรียน แต่มองเท่าไหร่ตัวไดกิเองก็ไม่เห็นว่าจะมีรถคันเล็กที่เคยได้มีโอกาสได้เข้าไปนั่งเมื่อไม่กี่วันก่อนเลยซักนิด ตาเขาก็ไม่ได้ถั่วนี่นา แล้วรถของเคย์ไปไหน? ความสงสัยไม่เคยถูกเก็บกักไว้กำลังจะถามออกไปแต่คนที่เงียบตลอดทางตั้งแต่มาถึงก็มาหยุดยืนตรงหน้ามอเตอร์ไซค์คันโตแล้วขึ้นคร่อมพร้อมกับส่งหมวกกันน๊อคครึ่งใบให้คนที่ยืนมองด้วยอาการงงๆรับไป ส่วนตัวเองก็จัดการสวมหมวกใบสวยรัดสายรัดให้เรียบร้อยแล้วสตาร์ทเครื่องยนต์ทันที หันไปมองสบตาอีกคนเป็นสัญญาณให้ขึ้นซ้อนด้านหลังได้แล้วคนตัวเล็กถึงได้ก้าวขาขึ้นไป มือน้อยจับอยู่แค่ชายเสื้อแจ็คเก็ตตัวนั้นหลวมๆ ก่อนจะถูกมือใหญ่ทั้งสองข้างดึงให้ประสานมือรัดเข้าที่เอวหนาจนกลายเป็นว่าตอนนี้แก้มไดจังต้องแนบไปกับแผ่นหลังกว้างขวางเรียบร้อย
บนถนนสายหลัก เส้นทางที่มุ่งตรงสู่บ้านหลังขนาดกลางของครอบครัวที่มีกันเพียงพ่อ แม่ ลูกตามคำบอกเส้นทางของคนตัวเล็กที่ต้องตะโกนเสียงดังสู้กับเสียงลมที่อื้ออึงอยู่รอบด้าน รถมอเตอร์ไซค์คันสวยถูกจอดลงในบ้านหลังหนึ่งที่เจ้าของบ้านเขาลงไปเปิดประตูรั้วให้ เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มดับลงเป็นเวลาเดียวกับที่ร่างผอมบางของคุณนายอาริโอกะเปิดประตูออกมาดูผู้มาใหม่ด้วยความสงสัยเต็มหัวใจตอบรับคำทักทายและอ้อมกอดของลูกชายคนเดียวด้วยรอยยิ้มก่อนจะมองเลยมาทางด้านหลัง ที่เห็นว่าผู้มาเยือนยืนมองด้วยสายตาเรียบนิ่ง
“พาพี่เค้ามาเที่ยวที่บ้านเหรอคะลูก?” คนถูกถามหันกลับมามองก่อนจะหันกลับไปพยักหน้ารับ
“ครับแม่ คนที่ทำให้ผมได้ไปทำงานในสตูดิโอไงครับ” รอยยิ้มบางเบาของทั้งแม่และลูกเรียกให้เคย์ที่ยืนอยู่ห่างไกลเดินเข้าไปใกล้ขึ้นเพื่อทักทายกับผู้ใหญ่
“สวัสดีครับ คุณน้า ผมมาเยี่ยมครับ” ดูเหมือนว่าพ่อคุณเค้าจะเน้นหนักที่ชื่อคนที่บอกว่าเป็นเพื่อนให้ได้หน้าร้อนกันไปข้าง
“เข้ามาก่อนสิจ๊ะ ไดจังลูกพาพี่เค้าขึ้นไปนั่งเล่นบนห้องแล้วกันนะคะ แม่ทำอาหารอยู่เดี๋ยวเสร็จแล้วแม่จะขึ้นไปเรียกนะ” คุณนายอาริโอกะเธอยิ้มรับด้วยความยินดีในสีหน้า ลูกชายเธอหันมาทำตาโตใส่ก่อนจะมองเลยไปทางเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งแล้วก็ทำท่าคล้ายจะพูดไม่ออกก่อนจะรับคำแล้วเดินนำขึ้นไปบนห้องนอน แม่รู้จักเค้าอย่างนั้นเหรอ?
.
.
.
“เชิญครับ” มือเล็กเปิดประตูห้องส่วนตัวออกกว้างแล้วเดินนำเข้ามาก่อนจะเอ่ยเชิญแขกที่เสนอตัวเพื่อจะมาเยี่ยมบ้านเค้าเองให้เข้ามาด้วยกัน แจ็คเก็ตหนังสีดำถูกถอดออกจากตัวของนายแบบดังแต่แล้วมือบางก็เอื้อมมารับไปแขวนไว้กับพนักเก้าอี้เขียนหนังสือในห้อง เคย์ก็เพียงมองตามมือนั้นที่กำลังทำงานอย่างคล่องแคล่ว กระเป๋านักเรียนถูกรื้อค้นหยิบสุดเล่มเล็กสองสามเล่มออกมาวางเตรียมพร้อมเครื่องเขียน ทุกอย่าง ทุกการกระทำอยู่ในสายตาของคนตัวสูง ไม่ใช่ว่าไดจังไม่รู้ รู้...แต่ก็ต้องทำเป็นไม่สนใจทั้งที่มันอึดอัดจะแย่กับสายตาคมที่มองมาแล้วแสร้งตีหน้ายุ่งข่มความเขินอายแทน
เจ้าของร่างสูงใหญ่เชิญตัวเองนั่งลงบนเตียงนิ่มแล้วพิงหลังกับหมอน มือขาวหยิบเอาตุ๊กตาตัวเน่ามาจ้องก่อนจะวางซุกมันไว้บนตักเพื่อพักแขน
“ซักบ้างมั้ยเนี่ย?” อยู่ๆ คุณท่านก็พูดขึ้นให้ได้อายรอบที่เท่าไหร่ของวันก็ไม่รู้ แต่ประโยคนั้นก็ช่างคุ้นหูเหลือเกิน...เคย์จังก็ชอบพูดอย่างนี้ ชอบถามว่าตุ๊กตานี้ได้ซักย้างรึเปล่า แต่คนเค้าบอกว่าไม่ใช่นี่นา...จะไปคิดทำไม ร่างเล็กเบนความสนใจไปจดจ่อกับงานตรงหน้าเป็นครั้งที่เท่าไหร่จองวันก็ไม่รู้ได้
“อย่าตำหนิของส่วนตัวของคนอื่นเค้าได้มั้ยล่ะครับ” ไดกิหันมามองเมื่อได้ยินเสียงบ่นงึมงำแล้วก็ต้องชักสีหน้าขมวดคิ้ววุ่นเมื่อเห็นเคย์กดจมูกซุกดมกลิ่นเจ้าตัวเน่าตัวโปรดของเค้า
“ก็ไม่แย่เท่าไหร่ แสดงว่าเจ้าของแกไม่นอนน้ำลายยืด...ใช่มั้ย?” ปากอิ่มถูกเจ้าของใช้ฟันคมกัดจนแน่นอย่างไม่สบอารมณ์ที่อีกฝ่ายแกล้งทำเป็นไม่สนใจคำต่อว่าของตนเองเลยกระแทกตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างขัดใจแล้วก้มหน้าก้มตาทำการบ้านโดยไม่คิดจะสนใจใครอีกคนที่มองแผ่นหลังบอบบางนั้นด้วยรอยยิ้ม
“เจ้าของแกนี่นิสัยไม่ดีเลยนะ มีแขกมาที่บ้านทั้งคนกลับเอาแต่นั่งหันหลังให้อย่างนี้ เด็กไม่ดีนี่นา...” คนตัวสูงที่นั่งอยู่บนเตียงนุ่มเปรยกับฟ้ากับลมเรียกปลายหางตาให้ตวัดมองคนช่างค่อนช่างขอด ไดจังก็เพิ่งรู้ตัวเองว่าช่างค้อนช่างเคืองมากอยู่เหมือนกันก็วันนี้
“คุณนี่จะไม่แขวะผมซักสิบนาทีจะได้มั้ยครับ” เคย์ยิ้มรับแล้วมีคำตอบให้ทันที
“ไม่ได้” โอเค ขอบใจมาก อยากจะไตวายให้รู้แล้วรู้รอด ณ ตอนนี้ คนฟังคำตอบเม้มปากแน่นขึงตาใส่อย่างเอาเรื่องก่อนจะทำเป็นไม่สนใจอีกครั้งแล้วหันกลับไปจดจ่อกับงานตรงหน้าต่อ ปกติแล้วไดกิไม่ใช่เด็กขยันอะไรมากมายหรอก เพียงแต่วันนี้นึกอยากจะขยันเป็นอย่างยิ่ง แล้วเค้าก็อยากจะสาปแช่งอะไรก็ได้ในโลกนี้ที่ดูเหมือนจะอำนวยอวยชัยชนะให้กับเคย์แล้วก็พร้อมจะมอบความพ่ายแพ้ให้กับเค้าตลอดทั้งวันนี้เช่นกัน
“ทำอะไรอยู่?” เมื่อเห็นอีกคนทำเป็นไม่สนใจร่างสูงจึงวางตุ๊กตาในอ้อมกอดลงที่เดิมก่อนจะลุกขึ้นไปยืนซ้อนอยู่ด้านหลังนักเรียนดีเด่นของบ้านด้วยอาการใคร่รู้เต็มที่
“....................”
“การบ้านภาษาอังกฤษ” เคย์เปรยคล้ายจะพูดกับตัวเองแต่ก็ก้มลงมามองใกล้ขึ้นจนแทบจะแนบแก้มให้ไดกิคิดต่อว่าในใจไปคนเดียวว่าคนอะไร ไม่เคยระมัดระวังกิริยาท่าทางกับคนอื่นเลย ทำไมชอบเข้ามาใกล้จนเกินความจำเป็นนักก็ไม่รู้...!!! แต่ก่อนจะนึกต่อว่าอะไรในใจไปคนเดียวให้ไกลกว่านั้น ปลายนิ้วเรียวยาวของคนที่ยืนค้ำหัวร่างบางอยู่ก็จิ้มจึกลงบนกระดาษสมุดที่กำลังเขียน
“ตรงนี้ผิดแน่ะ” พูดจบประโยคได้คุณเค้าก็คว้าดินสอจากมือเล็กไปขีดฆ่าตัวเดิมเบาๆ ปากก็มุบมิบพูดคล้ายว่าจะอธิบายที่มือเขียนแต่มันก็เบาจนเหมือนพูดกับตัวเองคนเดียว ไม่ได้ต้องการอธิบายให้ใครฟังจนต้องเขิยบเข้าใกล้เพื่อให้ได้ยินชัดเจนขึ้น
“เข้าใจมั้ย” ใบหน้าขาวใสสะบัดพรืดแสดงความเข้าใจอย่างถึงที่สุดเมื่ออีกฝ่ายถามมา
“อะไร ง่ายแค่นี้ไม่เข้าใจ เรียนมายังไงกัน?” ร่างเล็กร้องเอ๊ะ! เสียงดังก่อนจะท้าวเอวฉับลุกขึ้นจากเก้าอี้จนครูดกับพื้นห้องเสียงดังแล้วผลักอกหนาออกห่างอย่างหาเรื่อง
“ก็พูดเบาอย่างนั้น...ใครจะไปได้ยินเล่า คุณนี่ยังไง กวนประสาทผมจริง สนุกนักหรือไงกัน!!!” ใบหน้าหล่อจัดยิ้มจนแก้มตุ่ยแล้วทำเนียนสวมรอยนั่งลงบนเก้าอี้แทนเจ้าของเดิมซะอย่างนั้น
“อ้าว...ก็ใกล้ขนาดนั้นยังไมได้ยินอีกเหรอ?”
“ไม่ได้ยิน!” ไม่รู้แล้วว่าตอนนี้ทำไมถึงต้องโมโหแก้มแดงขนาดนี้ แต่ส่วนหนึ่งไดกิคิดเอาเองว่าเป็นเพราะอีตาคนกวนประสาทนี่มันป่วนเค้ามาตลอดตั้งแต่มาถึงบ้าน ทั้งที่ก่อนหน้านั้นก็เงียบกริบมาตลอดแท้ๆ แทนที่จะเงียบต่อไปให้ไม่ต้องมาหาทางตั้งรับให้ปวดหัวหนักกว่าเดิม เสียงใสตวาดใส่แล้วก็เมินหน้าไปทางอื่น ไม่อยากมองมันแล้ว กวนประสาทจริงคนอะไร
“แล้วต้องใกล้แค่ไหน...แค่นี้พอมั้ย?” สัมผัสแรกที่ถึงตัวคือฝ่ามืออุ่นที่สอดรัดรอบเอวบางเข้ามาใกล้จนคนถูกกอดต้องยันฝ่ามือไว้กับอกหนาเพื่อรักษาระยะห่างตัวเกร็งแน่น ใบหน้าหล่อเหลานั่นอยู่ใกล้จนเห็นรอยสนุกในหน่วยตาสีดำสนิทและรอยยิ้มจากมุมปากสีสดอย่างอารมณ์ดี
“คุณ...ปล่อย อื้อ!!” คนตัวเล็กมุดรอดวงแขนกว้างออกมายืนหอบหน้าแดงอยู่กลางห้อง แถมถอยเท้าออกห่างอีกสองวาได้ทั้งที่เคย์ยังยืนยิ้มอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหน “ทำอะไรน่ะ ผมไม่ชอบนะ”
“ก็นายบอกเองว่าไม่ได้ยินทั้งที่ชั้นคิดว่าพูดใกล้ขนาดนั้นนายน่าจะได้ยินชัดเจน เลยคิดว่านายน่าจะหูไม่ดีเท่าไหร่ชั้นเลยต้องกะระยะดูไงว่าต้องพูดใกล้แค่ไหน...ถึงจะได้ยินชัดน่ะ” นายแบบหนุ่มเอียงคอยิ้มกับคำตอบของตัวเองที่เรียกสีเลือดบนแก้มนิ่มมากขึ้นกว่าเดิม
“โธ่...คุณ จะให้ผมทำยังไงบอกหน่อยเถอะ ตั้งแต่ที่คุณโทรมาแล้ว คุณป่วนผมไม่หยุดเลยนะครับ” น้ำเสียงหวานโอดเอาคล้ายจะอ้อนด้วยสีหน้าเหนื่อยอ่อนแถมยังเป่าลมออกจากปากจนแก้มป่องคิ้วย่นให้คนมองยิ้มกับความน่ารักได้อีกหลายอึก
“ชั้นป่วนหรอ? ยังไง” เสียงจิ๊ปากทำให้เคย์ยิ่งเลิกคิ้วสงสัย
“ก็ที่คุณทำทั้งหมดแหละครับ มันทำให้ผมทั้งงง ทั้งอึดอัด แล้วก็ทำให้ผมอดคิดย้อนไปไม่ได้ว่าคุณกับแม่ผมเคยรู้จักกันมาก่อน...”
“อย่างนั้นเหรอ? ถ้าอย่างนั้นก็ขอโทษแล้วกัน ชั้นกลับล่ะ” ร่างใหญ่หันกลับไปคว้าเสื้อหนังสีดำตัวเก่งมาถือไว้ในมือแล้วเดินสวนร่างบางออกไป แต่ก่อนจะก้าวไปถึงประตูมือเล็กก็คว้าหมับเข้าที่ข้อศอกให้นายแบบหนุ่มได้หันกลับมามองถามด้วยสายตาคมที่จ้องสบกับคนที่ทำท่ากล้าๆกลัวๆ ทั้งที่มือยังรั้งแขนเค้าไว้ไม่ปล่อย
“ผม...ขอโทษ ก็ผมไม่เข้าใจจริงๆนี่” มือใหญ่ปลดมือเล็กลงจากแขนแล้วนิ่งมอง ทั้งห้องอยู่ในความสงบจนเหมือนกับไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ในนั้นให้อีกคนใจเสียหนักขึ้นแต่ก็ยังทำใจกล้าเหลือบตาขึ้นมองละล้าละลัง
“อยู่ก่อนเถอะ...นะ อย่าเพิ่งกลับเลย...ผม ผม...ขอโทษ” หน่วยตากลมใสคล้ายจะรื้นด้วยหยาดน้ำขณะที่พูดประโยคกระท่อนกระแท่นออกไป ไดกิคงเป็นเด็กที่ไม่ค่อยถนัดต่อการขัดใจหรือทำร้ายจิตใจใครเอาซะเลย นั่นคือสิ่งที่เคย์คิดไว้ในใจเป็นประเด็นแรกกับภาพตรงหน้า แต่เค้าจะกลับเพราะถูกต่อว่า ทั้งที่ความจริงแล้วก็แทบจะไม่ใช่ความผิดของเจ้าตัวแต่ก็ยังรั้งเค้าไว้ให้อยู่ต่อเพียงเพราะคำกล่าวหาลอยๆของเค้า
“ร้องไห้ทำไม? ชั้นยังไม่ได้ว่าอะไรเลย” มือใหญ่รั้งศีรษะทุยเล็กเข้ามาซบลูบเบาๆปลอบโยนคนตัวเล็กก่อนจะครางเสียงรับในคอเมื่อคนที่ซุกซบอยู่ออดเอาเสียงหวานขอให้อยู่ต่อ
“อยู่ต่อนะครับ...”
“อืม...ไปทำการบ้านเถอะ” เจ้าของเรือนผมนุ่มผละออกมามองตาคมนิ่งแล้วหันไปมองกองหนังสือบนโต๊ะก่อนจะส่ายหน้าบอกว่าไม่เป็นไร เก็บไว้ก่อนเดี๋ยวค่อยทำตอนกลางคืนก็ได้ ชายหนุ่มผละออกมานั่งบนพื้นข้างเตียง พิงหลังกับเตียงนิ่ม
“เดี๋ยวค่อยทำก็ได้ครับ ผมไม่ใช่นักเรียนดีเด่นนะถึงต้องรีบทำการบ้านให้เสร็จก่อนหกโมงน่ะ” ปากอิ่มยิ้มสดใส ร่างเพียวบางเดินผ่านหน้าคนที่นั่งอยู่บนเตียงนอนกลางห้องของเค้าไปรื้ออัลบั้มรูปสองสามเล่มออกมาจากตั้งใหญ่ที่วางอยู่ท่ชั้นข้างหัวเตียง สภาพของมันบ่งบอกอายุการใช้งานได้เป็นอย่างดีว่าคงผ่านการเก็บรวบรวมรูปภาพภายในมานานมากแล้ว
“ดูรูปที่ผมถ่ายมั้ย” ร่างเล็กรื้ออัลบั้มมาวางตรงหน้าร่างสูงที่นั่งอยู่บนเตียงส่วนตัวเองทิ้งตัวนั่งลงบนพื้นห้องอย่างคุ้นชิน คุยกันไปมือก็เปิดภาพไปเสียงเล็กอธิบายถึงการที่ตัวเองเริ่มต้นถ่ายรูป การที่ได้รักและชื่นชอบอะไรบางอย่างมันทำให้มีความสุขมากจนสามารถลืมความทุกข์ไปได้ในบางเวลา ไดกิถึงเลือกที่จะจมจ่อมอยู่กับมันให้ความสุขเป็นผู้ลบเลือนความทุกขที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
“เฮ้ย!! อันนั้นอย่าดูเลย...นั่นมันรูปของผม” เสียงร้องอย่างตกใจเรียกให้อีกคนหันมามองหน้าต้นกำเนิดเสียงก่อนจะยกอัลบั้มเล่มนั้นขึ้นสูงเพื่อให้พ้นระยะเอื้อมมือของคนตัวเล็กกว่า
“รูปนายหรอ? น่ารักดีนี่นา”
“ไม่เอาน่ะ เคย์...เลิกแกล้งผมเถอะ!!” เคย์ยังคงเปิดรูปในนั้นดูอย่างสนุกสนาผิดกับอีกคนที่หน้าม่อยลงอย่างเห็นได้ชัด จากที่ตอนแรกยื้อแย่งกันอยู่พักนึงกลายเป็นไดกิที่ต้องยอมแพ้และเกาะขาคนที่นั่งบนเตียงไว้เพื่อจะชะเง้อดูรูปที่เคย์วางไว้บนเตียงพร้อมคำอธิบายประกอบภาพเมื่อผู้ชมต้องการจะรับรู้
...อาริโอกะ ไดกิ น่ารักตั้งแต่เด็กจนโต น่ารักจนเคย์เคยให้สัญญาว่าจะไม่มีวันลืม... คนตรงหน้าคือคนเดียวกับเด็กที่เคย์ถ่ายรูปไว้เมื่อตอนเด็ก เด็กคนนั้น...น้องชายที่หวงยิ่งกว่าอะไร อยากจะขอโทษจากใจ ทั้งที่สัญญาแล้วว่าจะไม่มีวันลืมกัน แต่เมื่อครั้งแรกที่ได้เจอกันอีกครั้ง เคย์กลับต่อว่าจนเจ้าตัวเขามองหน้าแทบไม่ติด แล้วอย่างนี้ความสนิทสนมที่เคยมีมันจะกลับมาได้อย่างไร
2 be cont.
My memories 03
======================
Tru…tru…tru…
“ไดจัง...วันเสาร์นี้ชั้นจะไปรับที่บ้านตอนแปดโมงเช้า เตรียมตัวให้พร้อมด้วยนะ”
ไดกิถอนหายใจพรูใหญ่ก่อนจะไถลตัวไปกับพื้นดาดฟ้าที่มาอาศัยพึ่งพิงความเย็นสบายจากสายลมในตอนเที่ยงของวัน เด็กหนุ่มนั่งคุยกับเพื่อนที่รักการถ่ายรูปไม่ต่างกันอยู่ที่ดาดฟ้าของตึกเรียน
“เป็นอะไรไปน่ะไดจัง?” ใบหน้าสวยยื่นเข้ามาถามเพื่อนที่ไถลตัวลงไปนอนเอาแขนหนุนศีรษะแทนหมอน ถอนหายใจเฮือกใหญ่เท่าบ้านให้เรียวสุเกะสงสัยเล่น
“วันเสาร์มีงานน่ะ” ยามาดะพยักหน้ารับก่อนจะยิ้มให้จางๆ อย่างเข้าใจ หลังจากที่เพื่อนบู้ปากไปครู่แล้วถึงได้ตอบคำถามกลับมา
“แล้วถอนหายใจทำไมกัน? ได้ทำงานสิดี...จะได้ชินกับการถ่ายรูปคนเร็วๆ ทีนี้ไดจังก็จะได้ทำงานนี้ได้ดีขึ้นไปอีกนะ” คนหน้าสวยพูดให้กำลังใจเพื่อนเสร็จแล้วเลยเลื่อนตัวลงไปนอนแผ่อยู่ข้างกัน
“ไม่รู้สิ...ยังกลัวอยู่เลย” เพื่อนรักหันไปมองด้วยความสงสัยทั้งหมดที่มีอยู่ ซึ่งปรากฎชัดเจนบนสีหน้าจนต้องหาคำอธิบายเพิ่มเติมให้เพื่อนเข้าใจอะไรมากขึ้นในความรู้สึกของเค้า
“ก็...เคยไปว่าเค้าไว้อย่างนั้น โกรธรึเปล่าก็ไม่รู้ วันนั้นที่ไปพูดด้วยก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ คนอุตส่าห์ไปขอบคุณนะ” ไดกิบ่นกระปอดกระแปดไปกับเพื่อนตัวขาวให้ยามาดะได้ยิ้มอีกครั้ง อย่างนายจะไปโกรธใครเค้าได้นานกันไดจัง นี่ขนาดเจอกันแค่วันเดียวโดนเค้าปั่นหน่อยก็หัวหมุนติ้วแล้ว ไม่รู้ว่าหัวใจจะโดนปั่นไปด้วยรึเปล่านะ^^
เสียงออดเข้าเรียนดังขึ้นทั้งคู่ถึงได้ลุกขึ้นมาชูแขนสองข้างขึ้นจนสุด หาวออกมาเสียงดังแล้วหันมาขำให้กันสองคนหลังจากที่เผลอหลับไปได้ไม่นาน เสื้อผ้าถูกปัดรอยเปื้อนออกจนหมดและมั่นใจว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อยดีจึงเดินลงกลับเข้ามาในห้องเรียนอีกครั้ง
เท้าที่กำลังเดินลงจากบันไดดาดฟ้าสองคู่ถูกหยุดด้วยแถวของนักเรียนหญิงที่ยืนเกาะอยู่ตามแนวหน้าต่าง ใบหน้าสวยหันมาสบตากันด้วยความงุนงง คิ้วสวยสองคู่เลิกขึ้นมองกันเป็นคำถาม แล้วก็เหมือนกับเล่นตลกที่ทั้งคู่เอ่ยคำถามที่สงสัยออกมาพร้อมกัน
“เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ?” หลังคำถามนั้นไม่มีใครสามารถหาคำตอบให้กันและกันได้ในทันที อาการต่อมาจึงกลายเป็นการส่ายศีรษะให้กันทั้งคู่เหมือนตอนถาม
ในเมื่อหาคำตอบให้ไม่ได้ เลยไม่มีใครคิดที่จะหยุดยืนอยู่ตรงนั้นรอคำตอบมาเกยถึงที่ แต่ก็ไม่ได้สนใจมากขนาดที่จะเดินเข้าไปซักไซร้ไร่เรียงเอากับใครคนอื่น ทั้งยามาดะและไดกิเดินผ่านแถวเพื่อนนักเรียนหญิงไปแล้วก็เหมอืนแว่วได้ยินชื่อเสียงเรียงนามที่ออกจะคุ้นหูมากไปซักหน่อยช่วงนี้
...อิโน่ เคย์...!!!!!!!!!
...นากาจิมา ยูโตะ...!!!!!!!!
เป็นอีกครั้งที่ไดจังแอบคิดว่าตัวเองและยามะจังควรไปเล่นตลกที่คาเฟ่ที่ไหนซักที่คงจะหาเงินได้เพิ่มขึ้น เพราะเค้าทั้งสองหันมาสบตาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย แต่แววตาที่มองกันมันบอกชัดเจนว่า
“นายได้ยินอย่างที่ชั้นได้ยินมั้ย??!!” นอกจากจะพูดพร้อมกันแล้ว อาการตอบรับคำถามที่ถามออกมาพร้อมกันก็ยังเป็นการพยักหน้ารับรู้พร้อมกันอีกครั้งของวัน... อย่างนี้แค่เล่นตลกคงไม่พอ ไปเป็นบีหนึ่งกับบีสองในบานาน่าอินปิจามาเลยดีกว่ามั้ง!!!
ตั้งสติได้ทันใด สี่เท้าของสองคนก็เริ่มออกวิ่งไปจนกลายเป็นวิ่งเต็มฝีเท้าตามทางเดินที่มีผู้คนแออัดเพื่อมามุงดูนายแบบวัยรุ่นชื่อดังสองคนที่ลงมาจากรถคนละคันแล้วก็เหมอืนมองหาอะไรซักอย่างมานานพอสมควร
เด็กหนุ่มใส่แว่นดำสองคนยืนกอดอกพิงรถตัวเองคนละคัน แล้วมองเข้ามาทางตึกเรียนเพื่อค้นหาคนที่ต้องการพบ แต่โรงเรียนทั้งโรงเรียน นักเรียนก็ไม่ใช่น้อยถึงแม้ว่าเคย์จะไม่อยากด่าเพื่อนร่วมอาชีพแถมยังเป็นเพื่อนร่วมห้องเรียนด้วย แต่ใจมันก็อดไม่ได้ อยากด่ามันเหลือเกินว่าใจร้อนจนถึงขั้นทนรอวันเสาร์นี้ที่จะได้ร่วมงานกันไม่ไหวเลยเหรอ? ถึงได้โทรลากให้เค้าตามมาถึงนี่ เด็กกำลังเตรียมเอ็นท์ฯนะเว้ย!!! จะอ่านหนังสือหนังหาบ้างไม่ได้ ลากมาหาหนุ่มหน้าหวานที่มันระรานเค้าตั้งแต่ที่ทำงานยันโรงเรียนอย่างนี้
แล้วดูมันเถอะ...มาถึงโรงเรียนเค้าทั้งที มีปัญญารู้โรงเรียนแต่ไม่มีปัญญารู้ห้องหับ หน้าโรงเรียนไม่ได้มีกูเกิลเอิร์ทไว้ให้แกหาเนื้อคู่หรอกนะ!!
ใบหน้าหล่อเหลาของนายแบบเคย์นิ่ง ผินมองไปทางทางลงตึกเรียนด้านข้างอย่างคนที่มีความอดทนน้อยเป็นทุนเดิมและเริ่มเบื่อในการรอคอย และก็เป็นสิ่งที่น่ายินดีเมื่อการรอคอยสิ้นสุด กรอบร่างขาวกระจ่างสองร่างที่เคย์เห็นว่าวิ่งลงมาหยุดตรงบันไดสามขั้นก่อนขึ้นตึกเท้าแขนกับเข่าตัวเองแล้วหอบจนตัวโยนมองตรงมาที่เค้าและยูโตะ เท้าที่ยืนไขว้กันอยู่เปลี่ยนเป็นยืนตัวตรง ใบหน้าหล่อเชิดขึ้นนิดก่อนที่นิ้วเรียวสวยจะเกี่ยวเอาแว่นตาที่ใส่อยู่ออกมาแขวนกับสร้อยคอแล้วก้าวเข้าไปหา จนเมื่อเคย์ยืนอยู่ตรงหน้าคนทั้งสองโดยมียูโตะวิ่งเหยาะๆตามมาไม่ห่าง ทั้งยามาดะและไดกิจึงยืดตัวขึ้นเอ่ยทักทาย
“สวัสดีครับนากาจิมาคุง อิโน่คุง” ยามาดะเป็นฝ่ายเริ่มทักทาย ถึงแม้คำพูดที่เอ่ยออกมาจะมีแววของความงุนงงและประหม่าเจืออยู่ด้วยก็ตาม
“หวัดดี...เรียวสุเกะ?” เคย์เป็นคนตอบรับก่อนจนเมื่อยามาดะพยักหน้าตอบรับคำถามที่เคย์ถามด้วยคิ้วที่ยกขึ้นเมื่อพูดถึงชื่อเค้า แล้วเบี่ยงสายตาไปมองคนข้างตัวยามาดะที่ยืนอยู่นิ่งๆ
“หวัดดี!!! งาย ยามะจังของชั้น...ไม่เรียนเหรอ?” คิ้วสวยถูกขมวดเข้าหากันนิดหน่อยกับน้ำเสียงกระดี๊กระด๊าของคนทักก่อนจะเอ่ยออกไปให้ยูโตะได้รู้ ว่าความจริงแล้วเค้าควรจะได้นั่งเรียนในคาบบ่ายมากกว่าที่จะมายืนหน้าสลอนอยู่ตรงนี้
“มีเรียนครับ...แต่จะได้เข้าห้องเรียน ถ้าไม่ต้องวิ่งลงมาจนหอบ...”
“แสดงว่าอยากเจอชั้นล่ะสิ?” โธ่ถัง คิดเข้าข้างตัวเองได้อีกสิน่าคนเรา ดวงตากลมโตเกลือกมองไปรอบคล้ายจะรำคาญ ถึงได้รีบถามธุระให้มันเสร็จสิ้น
“มีอะไรกับผมเหรอครับ?” นั่นไง!!! เข้าทางยูโตะมั้ยล่า...ถามมาอย่างนี้ก็ได้ทีเนียนยาวสิครับ^^
“คืออย่างนี้นะยามะจัง...” ว่าแล้วก็ยกแขนขึ้นโอบรอบคอขาว ลากเอาคนตัวเล็กให้เดินตามโดยไม่สนใจเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยและเพราะวิ่งลงมาจากชั้นสี่เสียงโวยวายที่ปฏิเสธการลากจูงของตนเองก่อนจะขึ้นรถแล้วขับออกไป ทิ้งให้อีกสองคนยืนมองตากันนิ่งโดยไม่มีใครได้กล่าวทักทายกันอย่างที่ควรจะเป็นเมื่อได้เจอหน้า
................................
..................
“.....................”
“เอ่อ...สวัสดีครับ อิโน่คุง” แล้วก็เป็นคนที่ไม่เคยชินกับความกดดันมากนักอย่างไดกิที่ต้องทำลายความเงียบนั้นลง หลังจากที่โดนจ้องอยู่นานสองนาน จนรู้สึกร้อนที่หน้าเหมือนหน้าจะไหม้ซะให้ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังได้ความเงียบเป็นคำตอบให้อยุ่ดี ทำให้ไดกิถึงกับคิ้วกระตุกที่ไม่มีอาการตอบรับคำทักทายเค้าอย่างที่อีกคนทำกับยามะจัง เลยกลั้นใจถามไปอีกคำถามนึง และตั้งใจว่า...ถ้าเคย์ยังเงียบอยู่อย่างนี้ เค้าคงจะหันหลังแล้วขึ้นห้องไปเรียนต่อดีกว่าที่จะมายืนให้จ้องอยู่ต่อไป
“มีธุระอะไรรึเปล่าครับ?...”
“.......................” แล้วไดกิก็ได้ฤกษ์ที่จะทำตามที่คิดไว้ คือหันหลังแล้วเดินกลับเข้าไปในตึกเรียนซะ แต่ในขณะที่กำลังจะก้าวเท้าออกไปในก้าวแรก มือแข็งแรงก็เอื้อมเข้ามาคว้าข้อศอกเค้าเอาไว้ให้หันหน้ามาก่อนจะลากเดินออกไปด้วยกัน
“เฮ้ย!! คุณ...จะไปไหน? ผมต้องเรียนนะ!!”
“เงียบน่า...จะโวยวายทำไม?” ถามมาได้จะโวยวายทำไม ก็คนยืนถามอยู่ตั้งนานสองนานไม่ยอมบอกว่าจะไปไหนหรือทำอะไร แต่พอคนจะเดินกลับเข้าไปเรียนดันลากออกมาซะนี่ เป็นใครจะไม่โมโห หมาข้างทางโดนเหยียบหางมันยังกัด นี่คนนะ...โดนลากถูลู่ถูกังมายัดไว้ในรถแบบนี้ จะไม่ให้โวยได้ยังไงกัน แต่จะโวยวายไปให้มากกว่านี้ก็คงไม่ได้คำตอบหรือมีอะไรที่ดีกว่านี้เกิดขึ้นอยู่ดี ไดกิเลยเลือกที่จะเงียบอย่างที่อีกฝ่ายบอก
ร่างบางทิ้งตัวลงพิงกับเบาะเต็มแผ่นหลัง พร้อมกับเมินหน้าหนีออกไปนอกหน้าต่างรถสมบูรณ์แบบถึงแม้จะสงสัยอยู่เต็มที่ก็ตามทีว่าอายุแค่สิบเจ็ด ขับรถได้แล้วเหรอ? แถมยังขับเร็วขนาดนี้ เหลือบตาไปมองเข็มไมล์ก็แทบจะลมจับ นี่ขับในเมืองนะ ตีนผีมาเกิดรึไงกันเหยียบซะขนาดนั้น
“เหลือเรียนอีกหลายวิชาเหรอ?” เมื่อรถออกตัวมาจนถึงถนนใหญ่ที่ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคงจะออกไปนอกเมือง แต่ออกไปทำไมไดกิไม่รู้ แต่จู่ๆ เคย์ก็ถามขึ้นมาเรียกค้อนวงใหญ่ใส่ตาไปเต็มๆ
“ถาม...ไม่ได้ยินเหรอ?” ปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่นคล้ายจะระงับคำพูดที่จะหลุดออกมา เพราะตั้งใจแล้วนี่นาว่าจะเงียบเพราะถูกสั่งให้เงียบ
ความเร็วของรถถูกหยุดลงกะทันหันจนหน้าคนนั่งแทบทิ่มไปกับคอนโซลหน้ารถ ดีนะว่าคาดเข็มขัดเอาไว้...ไม่งั้นคงได้ทะลุออกไปนอกกระจกรถเรียบร้อย ดวงตากลมโตตวัดมองคนขับอย่างเอาเรื่อง แต่สายตาที่มองตอบกลับมาก็แค่นิ่งเฉยได้อย่างน่าโมโหก็เท่านั้น
“ก็นึกว่ารถมันเสียงดังนายเลยไม่ได้ยินที่ชั้นถาม...”
“ก็คุณบอกให้เงียบ...” โธ่ชีวิตไดจัง ได้เกิดมาเล่นเป็นนางเอกละครน้ำเน่าด้วยเหรอเนี่ย ลอกประโยคเด็ดมาเป๊ะ แต่หวังว่าไอ้พระเอกคงไม่ได้บ้าจี้จับเค้ามาจูบเหมือนในบทละครหรอกนะ แล้วก็ใช่ เคย์ไม่ได้ทำตัวเป็นพระเอกละครน้ำเน่าหลังข่าวอย่างที่คิด
“ชั้นไม่คิดว่านายจะโง่ขนาดที่ไม่เข้าใจประโยคคำสั่งง่ายๆหรอกนะ” ร่างสูงเอี้ยวตัวมามองด้วยสายตาที่คล้ายจะเหนื่อยนิดๆ แต่นั่นไม่ใช่การกระทำที่ไดกิคิดว่าคนที่จู่ๆก็ลากคนอื่นออกมาหน้าตาเฉยอย่างนี้จะมาพูดกับเค้าด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายได้ และมันก็ทำให้เค้าไม่พิสมัยการฝช้ชีวิตอยู่ข้างสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์นายแบบขึ้นมาด้วยเหมือนกัน
“ใช่ ผมเข้าใจ...ผมตั้งใจประชดคุณด้วยการหุบปากเงียบมาตลอดทางที่คุณขับรถพาผมไปที่ไหนที่ผมก็ไม่มีทางรู้ได้ด้วย พอใจรึยังล่ะ!!!” เหมือนคำตอบที่เจ้าของร่างบอบบางได้รับจะเป็นคำว่าพอใจ ในเมื่ออิโน่ เคย์คนนี้กระตุกยิ้มที่มุมปากพร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ
ขำอะไร?!
นายแบบหนุ่มท้าวแขนไปกับขอบหน้าต่างแล้วใช้มือยันค้ำใบหน้าตัวเองมองมาทางคนด้านข้างเหมือนจะอารมณ์ดีขึ้นกว่าเดิมเยอะ คนโดนจ้องก็เขินเป็นหรอกถึงจะเป็นผู้ชายด้วยกันก็เถอะ แต่อีกฝ่ายเป็นนายแบบหน้าตาหล่อเอาเรื่องทีเดียวนะไดจังเอ๋ย
“อะไรของคุณ...” เด็กม.ปลายปีหนึ่งคนนี้เลยได้แต่อุบอิบถามออกไปทั้งที่ตอนแรกตั้งใจว่าจะไม่พูดด้วย และต่อมาก็ตั้งใจว่าจะโกรธจะโมโหให้สมกับที่คิดแค้นเอาในใจคนเดียว
“มองนายไง...น่ารักดี ชั้นชอบ” โอ๊ย!!! บ้าแล้ว อยู่ๆมาชม อยู่ๆมาบอกว่าชอบใครจะไม่ใจเต้น ปากอิ่มเผยอค้างอย่างตกใจกับคำตอบที่ได้รับ แล้วเสียงหัวเราะที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ก็ดึงให้สติสตังที่หลุดหายไปเมื่อครู่กลับมาอยู่กับตัวเหมือนเดิมในทันที
“คุณ!! ขำอะไร!!!” มือบางตวัดฉับเข้าที่ต้นแขนแข็งแรงที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ร่างกายของเด็กวัยรุ่นที่กำลังโตเต็มที่ มือหนาก็ไวพอที่จะจับเอามือบางมาไว้ในอุ้งมือได้ไม่ยาก
“เขินอะไรนักหนา ก็แค่บอกว่าน่ารักดี แล้วชั้นก็ชอบนายแบบนี้ มาตีชั้นทำไม...ชั้นเจ็บนะ” ปากบอกว่าเจ็บแต่มือกลับสอดนิ้วเข้ากับนิ้วเล็กแล้วยกขึ้นมาพิจารณาเหมือนมันไม่ใช่สิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป จากนั้นก็หันมาถามให้ตกใจเล่นอีกรอบ
“แล้วนายชอบชั้นที่เป็นแบบนี้รึเปล่าล่ะ?” บ้าแล้ว!!!!โอย...ไดจังปวดจิต คนอะไรถามมาได้ ใครจะบอกเล่าว่า...ชอบ!! น่ะ
“ว่าไง?” มือบางถูกดึงรั้งให้ร่างเจ้าของเข้ามาใกล้กันมากขึ้นก่อนจะถูกทวงถามอีกครั้ง ประโยคคำถามที่มีมากมายเหลือเกินสำหรับวันนี้ แล้วส่วนมากก็เป็นประโยคที่ตอบยากชะมัดซะด้วย
“มะ...ไม่...” ดวงตาคมหวานจ้องจับเข้าไปในหน่วยตาสวยใสที่ไหวระริกเหมือนกับมีอาการตระหนกอยู่ไม่น้อย
“ไม่อะไร?...ไม่ชอบ?...หรือไม่รู้?” อีกคนยังรุกคืบเข้ามาเรื่อยจนระยะห่างมันเหลือเพียงฝ่ามือเดียวที่ใบหน้าของทั้งสองสบตากัน เสียงหัวใจที่เต้นแรงจนแทบกระตุกเมื่อคำถามใหม่เคย์ถามชิดจนติดปากอิ่ม เปลือกตาบางของร่างน้อยหรุบลงต่ำด้วยความเขินอายในความใกล้ชิดที่ถูกหยิบยื่น แต่หน่วยตาคมกล้าก็ยังคงจ้องอยู่ที่ปรางแก้มใสที่ร้อนผ่าว
“ผะ...ผม...” แขนแข็งแรงเลื่อนลงมารัดที่เอวบางจนไดกิต้องยกมือขึ้นแตะที่กลางหน้าอกกว้างเพราะเกรงว่าความใกล้ชิดมันจะมาเกินความจำเป็นไปมากกว่านี้ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเมื่อเคย์ยังคงออกแรงเพียงน้อยนิดเพื่อจะรั้งให้ไดกิเข้ามาหามากขึ้นจนแม้แต่คำตอบที่จะให้ก็ไม่ได้พูดออกมาเพราะขยับปากเมื่อใด ริมฝีปากก็แตะกันเมื่อนั้น แก้มนลที่ร้อนอยู่แล้วเหมอืนจะเท่าทวีคุณอุณหภูมิให้สูงขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว จนน่ากลัวว่าจะชอคไปเสียตอนนั้น
“ว่าไงนะ?...ชั้นไม่ได้ยินคำตอบของนาย” ปลายนิ้วของร่างสูงยังกดแตะลงที่สะโพกเพรียวจนต้องประท้วง
“อื้อ!!...คุณ ปล่อยก่อน” เมื่อโดนรุกมากเข้าความตั้งใจเดิมที่ว่าจะไม่พูดเพราะความใกล้ชิดที่มีอยู่ตอนนี้มันสุดจะทนไหว กลายเป็นต้องประท้วงออกมา วงแขนนั้นคลายออกอย่างง่ายดายจนร่างน้อยยังคิดว่าเมื่อครู่เค้าน่าจะท้วงไปตั้งแต่แรก เผื่อว่าบางทีจะไม่ต้องมาเปลืองเนื้อเปลืองตัวให้เคย์กอดเอาไว้แนบชิดขนาดนั้น
“พูดยากจริงนะนาย...กะอีแค่เรื่องธรรมดาแค่นี้ก็พูดไม่ออก ตอบไม่ได้” เคย์เปิดประตูรถเดินลงไป ไม่ลืมหยิบเอาเสื้อโค้ทสีน้ำตาลตัวหนาติดมือลงไปด้วย ทำให้ผู้ติดตามที่ถูกลากมาติดตามต้องเดินลงไปแย้งกับข้อกล่าวหาที่อีกฝ่ายกล่าวหาไว้
“ผมไม่ได้พูดยากซักหน่อย...แต่คุณต่างหากที่พูดง่ายเกินไป” เท้าใหญ่เดินนำไปไม่ฟังคำแก้ตัวของร่างน้อยที่วิ่งเหยาะๆ ตามไปทั้งที่มีเพียงชุดนักเรียนบางๆ ไม่มีติดตัวแม้แต่ผ้าพันคอที่จะกันลมหนาว หรือเสื้อโค้ทตัวหนาที่จะมอบความอบอุ่นให้ร่างกายบอบบางนั่น
เสียงจามเบาๆดังขึ้นให้เคย์ได้หยุดฝีเท้าลงหันมามองร่างที่พยายามจ้ำเดินตาม ร่างโปร่งบางหยุดชะงักเมื่อเห็นว่านายแบบดังนั่นหยุดเดินและกำลังมองมาทางเค้าที่กำลังแสดงอาการคัดจมูกอย่างมาก
“เดินเร็วๆ สิ” เสียงเรียบๆ บอกให้ไดกิเดินเร็วขึ้นกว่าเดิมเพื่อเจตนาอะไรก็ยากจะเดาได้ แต่พอไดกิยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมเพราะไม่เข้าใจในคำสั่ง พ่อเจ้าประคุณท่านก็เลยเดินเข้ามาหาเร็วๆ แล้วคว้าเอามือน้อยมากุมไว้ในมือใหญ่ “ชักช้าจริง นายนี่”
“ก็ใครจะไปเดินเร็วเหมือนคุณกันเล่า” มือน้อยอีกข้างถูจมูกไปมาจนแดงเรื่อ ร่างสูงเจ้าของมืออุ่นนั่งลงโดยไม่กลัวว่าเสื้อผ้าราคาแสนแพงจะเปรอะเปื้อน แถมยังรั้งมือที่กุมไว้ให้เจ้าของมันทรุดนั่งลงตามกันมาไม่ห่าง
ความอบอุ่นจากผิวกายสู่ผิวกายที่ต้นแขนได้สัมผัสกัน เคย์ทำทุกอย่างเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่เคยชิน มือใหญ่ปล่อยมือบางออกก่อนจะเอื้อมไปลากเอาเอวเล็กมาจนชิดกันมากขึ้น และถอดเสื้อโค้ทออกเพื่อจะให้มันได้ทำหน้าที่เผื่อแผ่คนทั้งสองคน อิงศีรษะไปกับไหล่เล็กบางแล้วนิ่งไปให้อีกคนมองตามการกระทำที่รวดเร็วจนตามไม่ทัน
เสียงลมหายใจแผ่วเบา แต่ความระอุร้อนของกระไออุ่นยังเป่ารดที่ซอกคอหอมกลิ่นอ่อนโยนทำให้ร่างน้อยสะท้านจนต้องหาเรื่องพูดคุยให้บรรยากาศมันหมดกระไอหวานเชื่อมไปบ้าง...ไม่อย่างนั้นใจไดกิต้องเต้นจนหลุดออกมานอกอกแน่ๆ
“เอ่อ...เป็นอะไรรึเปล่าครับ?” ปลายสายตาตกลงมองกลุ่มผมสีดำสนิทที่มีเสียงตอบกลับมา
“เปล่า นายหนาวนี่...อยู่อย่างนี้แหละดีแล้ว” เหมือนว่าตัวมันจะอุ่นขึ้นมาเองได้โดยอัตโนมัติเพียงเพราะเคย์บอกว่าเค้าหนาวเคย์เลยอยากจะทำให้ตัวเค้าอุ่น แต่อาการยุกยิกไปมาก็เป็นผลให้เคย์เงยหน้าขึ้นมามองคล้ายจะดุ
“ไม่อยากอุ่นด้วยวิธีนี้หรืออยากให้ชั้นทำให้อุ่นด้วยวิธีอื่น?” ลูกแก้วสีจัดสะท้อนประกายของดวงจันทร์จ้องลึกไปในดวงตาสีอ่อน
“ไม่...อื้อ...” ริมฝีปากเย็นเฉียบถูกขโมยไปจนได้สิน่า ร่างน้อยถูกรั้งเข้ามาใกล้ชิดจนแนบสนิท เสื้อที่ถูกใช้คลุมไหล่เพื่อกันความเย็นจากลมทะเลยามเย็นพัดพาเข้าสู่ร่างบอบบางจนสะท้านเยือก มือขาวกำที่เสื้อนายแบบหนุ่มแน่นจนยับย่น ลิ้นนุ่มควานคลึงเก็บเอาความหวานละมุนจากปากนิ่มครั้งแล้วครั้งเล่า...ทีแล้วทีเล่า ราวกับต้องการจะปลิดลมหายใจนั้นไว้เป็นขงตัวเอง ร่างในอ้อมกอดสะท้านเล็กๆ เคย์ถึงได้ปล่อยให้ริมฝีปากนั้นเป็นอิสระ พร้อมทั้งเอ่ยคำต่อว่าโดยมีรอยยิ้มติดริมฝีปาก แต่ระยะห่างของปากอุ่นก็ไม่ได้ถอยออกไปจากเดิมเท่าไหร่
“วันนี้นายปฏิเสธชั้นบ่อยเกินไปแล้วล่ะ...ไดจัง”
“อื้อ!...ทำอะไรของคุณ ใครเห็นเข้าจะทำยังไง?!” บ้าที่สุดเลย ทำมาได้ยังไงในที่แบบนี้ เกิดมีคนมาเห็นแล้วจำได้ ไม่แย่เหรอไงกัน?! ทำอะไรไม่ห่วงชื่อเสียงภาพพจน์ตัวเองเลยให้ตายสิ! คิดแล้วโมโหนัก ฝ่ามือบางเลยตวัดตีเข้าที่ไหล่กว้างอย่างหมั่นไส้
“ก็นายปฏิเสธชั้นทุกอย่างเลยนิ่วันนี้ ตั้งแต่ชั้นพานายมา...”
“พามาที่ไหน! ลากมาต่างหาก” ไดกิไม่ได้ฟังคำแย้งที่แสนจะข้างๆ คูๆ “แล้วก็ปล่อยได้แล้วด้วย อึดอัด”
มือน้อยถูกสอดเข้ากับมือใหญ่อีกครั้ง ริมฝีปากอุ่นที่ขโมยจูบเค้าไปเมื่อครู่แต้มความอุ่นลงที่หลังมือบางยาวนานจนไดกิต้องกระชับมือตอบรับ เพราะดูท่าว่าเคย์คงจะไม่ยอมปล่อยหากเค้าไม่ตอบรับคำใดๆกลับไป
“อยู่อย่างนี้อีกซักพักเถอะ...มือนายยังเย็นอยู่เลย”
“เฮ้อ...คุณนี่นะ กลับเข้าไปในรถเถอะครับ ข้างนอกเย็นกว่าในรถตั้งเยอะนะ อีกอย่าง...ไม่ใช่ตัวผมเองคนเดียวที่ไหน ตัวคุณก็เย็นอย่างนี้ เดี๋ยวไม่สบายขึ้นมาแล้วจะทำงานได้ยังไงกัน ไปเถอะ...นะ” อีกฝ่ายทำท่าว่าจะไม่ลุกขึ้นตอนที่จบประโยคว่าไปเถอะ ไดกิเลยเลือกที่จะเพิ่ม “นะ” เข้าไปอีกคำ ก็ดูเหมอืนว่าเคย์จะกระดิกตัวง่ายกว่าเดิมเยอะ
ลำแขนเล็กเอื้อมมารั้งแขนร่างสูงให้ลุกขึ้น ไม่ลืมหยิบเอาเสื้อโค้ทที่ถูกทำหล่นจากร่างเพราะเหตุการณ์สะเทือนใจเมื่อครู่แล้วเดินนำกลับมาที่รถ
หลังจากที่นั่งในรถได้ไม่นาน ความเงียบที่เริ่มครอบคลุมพื้นที่แคบๆอีกครั้งทำให้ไดกิอดสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า? เคย์ถึงได้ดูเหมือนไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอย่างนี้ อยู่ๆก็เงียบ อยู่ๆก็ดุ และอยู่ๆอยากจะอ้อนก็อ้อนเอาหน้าตาเฉย ดวงตากลมใสจ้องคนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยอย่างจับสังเกตุจนอดทนไม่ไหวอีกต่อไป
“คุณ เป็นอะไรรึเปล่าน่ะ...?”
“เมื่อไหร่นายจะเลิกเรียกชั้นว่าคุณๆๆ ซักที ไดกิ” แล้วก็ทำเอางงเป็นไก่ตาแตกไปอีกรอบที่เคย์หันมาถามด้วยคิ้วที่แทบผูกกันเป็นโบว์
“ก็แล้วจะให้เรียกว่าอะไรล่ะ?” ออกจะเหวอไปซักหน่อย แต่ก็ต้องถามก่อนเพื่อความแน่ใจ เดี๋ยวเกิดผลีผลามไปเรียกชื่อเค้าแล้วเค้าด่ากลับว่าใครให้เรียกชื่อ ไม่ตายหรอกเหรอ...ไดกิอายแย่
“เคย์...จำยากมากมั้ย?” อาการเอียงคอยิ้มเหมือนสมใจที่ได้แกล้งไดกิอีกรอบก็ทำให้มือบางยินดีที่จะฟาดลงไปบนต้นแขนแข็งแรงนั่นอีกครั้ง
“คุณ...เคย์น่ะ!!! คนอุตส่าห์เป็นห่วง ทำเป็นเล่นไปได้นะ” ไม่อยากจะทำท่าทางอย่างนี้เลยให้ตายเถอะเพราะพวกผู้หญิงชอบทำเวลาไม่ได้อย่างใจ แต่ถ้าไม่ทำอย่างนี้ก็ใม่รู้จะมองหน้าไปให้ได้อายมากกว่าเดิมทำไม ไดกิเลยเลือกที่จะเมินหน้าออกไปนอกหน้าต่างรถที่ถูกเปิดเพื่อรับลมเบาๆแทนหน้าหล่อๆที่อยู่ใกล้แค่ลมหายใจรด...
...เฮ้ย!!...
“ขอโทษ...” ริมฝีปากอุ่นอยู่ใกล้แค่นี้ไดกิเลยได้แต่อ้าปากค้างให้อีกฝ่ายเอาแต่ใจโดยไม่มีทางค้านได้ ฟันคมกัดลงบนกลีบนุ่มอย่างมันเขี้ยว ท้าวแขนไว้กับพนักพิงเพื่อให้เอาเปรียบร่างน้อยใต้ล่างได้ง่ายขึ้น
“ทำบ้าอะไรน่ะ!!!” เสียงเล็กโวยวายขึ้นอย่างอับอายไร้ทางสู้ได้ เลยต้องทำเป็นฮึดฮัดขัดเขินไปอย่างนั้น รู้หรอกว่ารู้ทันว่าไดกิเขินเพราะรอยยิ้มติดปากอุ่นนั่น แต่จะให้ทำยังไงล่ะ...คนมันเขินนี่นา
“กลับบ้านกันเถอะ...”
ในระหว่างทางกลับบ้านไดกิจึงได้คำตอบให้ตัวเองในหลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เคย์ขับรถได้ทั้งที่ยังเรียนม.ปลายไม่จบว่าเป็นเพราะเคย์อายุครบ18 ปี เต็มแล้วเพราะเรียนช้าไปหนึ่งปีเนื่องจากเคยไม่สบายมาก แต่พอถามถึงเรื่องที่ทำให้อารมณ์ดูแปรปรวน เคย์ก็ชวนเปลี่ยนเรื่องไปเป็นเรื่องอื่นหน้าตาเฉย...น่าโมโหชะมัด
รถคันสวยจอดที่หน้าบ้านหลังไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่ท่าทางอบอุ่นอยู่มาก ร่างเล็กหันไปขอบคุณคนที่อุตส่าห์ขับมาส่งถึงบ้านทั้งที่ความจริงไดจังบอกให้จอดที่สถานีรถไฟเพื่อจะขึ้นรถกลับบ้านเอง แต่เคย์ก็ปฏิเสธเสียงแข็งพร้อมกับแววตาที่เตือนให้ได้รู้ว่าถ้าขัดใจอีกครั้ง ไดกิคงต้องจ่ายค่าขัดใจเป็นอย่างอื่นให้เปลืองตัวมากกว่าเดิมอีก
“ขอบคุณครับ...คะ...เคย์”
“อืม...ไว้วันเสาร์จะมารับนะ แล้วเจอกัน” ดูเหมอืนว่าไดกิจะเพิ่งรู้ว่าเคย์เป็นคนรักการสัมผัสมากขนาดไหน เพราะพอพูดจบ เคย์ก็จูบเข้าที่แก้มใสโดยที่เจ้าของแก้มนุ่มนั้นไม่ทันได้ตั้งตัวแต่อย่างใด
“คะ...ครับ ขับรถดีๆนะครับ...แล้วเจอกัน”
ทู บี คอนทินิวด์..นะคะ^^”
หายไปนานมากจริงๆ สำหรับเรื่องนี้
แต่งให้เพื่อนคนเดียวนะเนี่ย
เพราะลงบอร์ดของเราใช่มั้ยคะเพื่อน...บอร์ดเล็กๆที่คนน้อยๆฮ่าๆ
อ่านไปเถอะ แต่งให้เพื่อนอ่าน ส่วนจะเอาไปปล่อยที่ไหนก็อนุญาติเพื่อนคนเดียวนะคะ
ฟิคเป็นของไม่มีลิขสิทธิ์ทางกฏหมาย แต่เป็นลิขสิทธิ์ทางปัญญาขั้รพื้นฐานเลยค่ะ
ใครคิดจะลอกหรือจะเอาบางเนื้อบางตอนของคนอื่นไป...อย่างน้อยที่สุด
เครดิตซักหน่อยก็คงไม่เสียเวลามากนัก^^จริงมั้ยคะ
เพื่อนก็แต่งของเพื่อนให้จบนะคะ...รออ่านอยู่เหมือนกันนะฮ่าๆ
แล้วเจอกันเร็วๆนี้ค่ะ
My memories02
*--*--*--*--*--*--*--*--*--*--*--*--*--*--*--*
“คุณ...ก็ไหนคุณบอกว่าไม่รู้จักผมไง?” คนนึงที่ยืนนิ่งอย่างตกใจกับคำเรียกขานที่สนิทสนมเป็นพิเศษ ทั้งที่เมื่อครู่คนเรียกชื่อเค้ายังบอกว่าไม่เคยรู้จักกันเลยซักนิด แต่ ณ เวลาเดียวกันที่ไดกิได้แต่ยืนนิ่งมองอีกคนที่เดินลากเท้าเอื่อยไปทรุดตัวลงที่ฉากผ้าผืนใหญ่สีเขียวที่ถูกห้อยลงมาจากด้านบนจนระพื้นกองระเกะระกะ สายตากลมสวยที่มองตามไม่ได้ทำให้อีกคนสะดุ้งหรือสะเทือนตามคำถามนั้นเลยซักนิด
“ทำไมเหรอ? ไดจัง...”
“คะ...เคย์จำได้ไม่ใช่เหรอ? เคย์ต้องจำชั้นได้สิ!” นำเสียงที่เหมือนจะแสดงความยินดีออกมาพร้อมกับเท้าเล็กที่ก้าวกลับเข้าไปหาอีกครั้งก่อนจะหยุดอบยู่กับที่เมื่อใบหน้าหล่อของนายแบบหนุ่มนั้นกระตุกรอยยิ้มขึ้นเบา ๆ ยิ้มทั้งที่ยังมองหน้าอีกคนไม่ละไปไหน
“เปล่า...ชั้นจำนายไม่ได้หรอก นายเป็นใครชั้นยังไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ แล้วก็เหมือนว่าจะเคยบอกไปแล้วว่าชั้นไม่ชอบให้คนที่ไม่รู้จักมาเรียกชื่อ” คิ้วสวยกระตุกขึ้นครั้งนึงเป็นคำถามกลายๆ ว่าเข้าใจหรือไม่ที่บอกไปเมื่อกี้นี้ และมันก็คงทำให้ไดกินิ่งไปอีกครั้งด้วยความไม่เข้าใจ จะหาว่าโง่ก็ได้เถอะ แต่ช่วยอธิบายหน่อยจะขอบคุณมาก
“แล้วคุณรู้ชื่อผมได้ยังไง?” ความสงสัยฉายชัดเต็มดวงตาที่มองจ้อง ปากอิ่มถูกเจ้าตัวเม้มแน่นเหมือนอยากจะซ่อนความอยากรู้เอาไว้ มือน้อยอีกข้างถือกล้องไว้ให้กระชับมือมากขึ้นเพราะกำลังลุ้นในคำตอบ
กับคนที่อยากพบอยากเจอมานานเป็นปี พอมาเจอ...ไดกิไม่คิดว่าตัวเองจะจำใครผิดหรอก ยิ่งเป็นคนที่อยากพบมากด้วยแล้ว ใครมันจะไปจำผิดอีก อีกอย่าง...สายตาคู่นั้น ไดกิไม่มีวันลืมแน่ๆ สายตาที่มองสบกันในวันที่ได้ถ่ายรูปคู่กัน เคย์จังบอกกับปากเองว่าวิธีการที่จะจดจำคนคนหนุ่งให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้คือให้จดจำแววตา แม้แต่รูปถ่าย ประกายในดวงตานั้นก็สามารถสื่อถึงความรู้สึก ณ ตอนนั้นได้เหมือนกัน
เพราะเหตุผลที่ไดกิอยากจะจดจำภาพใบหน้าและคนคนนั้นของเค้าให้นานที่สุดเหมือนที่เคย์จังเคยบอก ไดกิถึงได้เริ่มต้นที่จะเก็บภาพต่างๆ นานาเอาไว้ในความทรงจำ แต่เท่าที่จำได้...ไม่เคยมีใครที่ไดกิจะถ่ายภาพออกมาแล้วสื่อถึงความรู้สึกที่แท้จริงได้เลย
อาจารย์ที่สอนถ่ายรูปเคยทดสอบการดึงอารมณ์ของคนที่เป็นแบบถ่ายรูปด้วยการหยิบรูปภาพคนขึ้นมาหนึ่งใบ แล้วให้อธิบายถึงสีหน้าและอารมณ์ในตอนนั้นกับสายตา...ยามะจังเป็นคนที่ทำงานด้านนี้ได้ดีและดีมากแม้จะเป็นเด็กด้วยกันทั้งคู่ แต่ตัวเค้าเอง...ไม่ใช่เลย มันผิดกันมากกับยามะจัง เพราะไดกิตอบไม่ได้และไม่สามารถถ่ายภาพคนได้ และก็ไม่เคยซักครั้งที่จะได้รับคำชมเวลาที่มีถ่ายแบบคน มันออกจะเสียความมั่นใจมากอยู่ไม่ใช่เหรอถ้าเกิดว่าอยู่ในสถานการณ์อย่างตอนนี้
หลังจากที่ได้รับความเงียบเป็นคำตอบอยู่นาน ใบหน้าสวยถึงได้ตวัดมองทันทีที่อีกคนเอ่ยปากขึ้น
“ชั้นไม่ได้รู้จักนาย...ชั้นยังยืนยันคำเดิม แต่ชื่อนายที่ได้ยิน...ก็เพราะเพื่อนนายเรียกเมื่อกี้ไง ก็ได้ยินมาแล้วเรียกตามก็เท่านั้น” น้ำเสียงที่ตอบมาเรียบเฉยพร้อมทำหน้าเมื่อยเหมือนจะหน่ายถึงได้แพล่มคำตอบออกมา ไดกิไม่พูดอะไรอีกนอกจากเดินไปตรงหน้าแล้วก้มศีรษะให้คนที่นั่งอยู่บนพื้น
“ขอความกรุณาด้วยครับ” หลังจากนั้นภายในห้องก็มีเพียงเสียงชัตเตอร์ที่กดรัวโดยไม่มีการพูดคุยอีก ไม่แม้แต่จะบอกว่าจุดประสงค์ของการถ่ายภาพครั้งนี้ไดกิต้องการอะไร เสียงกดชัตเตอร์ดังขึ้นได้ไม่นานก่อนมือขาวจะหยุดทำงานโดยปลายนิ้วเรียวแข็งที่กำจนรอบข้อมือข้างที่ยกกล้องขึ้นในระดับสายตา เป็นผลให้ตากล้องหนุ่มน้อยต้องลดระดับกล้องลงมามองหน้าอีกคนนิ่งๆ
“มีอะไรครับ” หน่วยตาสวยมองลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มน่ามองนั่นโดยไม่มีความรู้สึกอะไรอีก แต่ก็ยังพยายามที่จะบิดข้อมือเพื่อให้หลุดจากการเกาะกุมนั้น
“นายจะถ่ายรูปอะไร?” เคย์ต้องออกแรงเพิ่มขึ้นที่ข้อมือบางอีกพร้อมกับรั้งตัวร่างเล็กให้เข้ามาใกล้มากขึ้นถามเสียงขุ่น
“รูปคุณ...ครับ” ไดกิเองก็ไม่รู้ว่าเคย์เป็นอะไรอยู่ๆถึงได้เดินเข้ามาชวนทะเลาะอย่างนี้ แต่เมื่อเคย์พูดต่อ ถึงได้เข้าใจเจตนาและจุดประสงค์...คิดว่าเค้ากวนโมโหสินะ แต่เปล่าเลย ไดกิไม่ได้กวนโมโห ก็แค่คิดว่าในเมื่อไม่รู้จักกันก็ไม่รู้จะทู่ซี้หรือตะแบงไปให้ได้อะไร เลิกเถียงกันด้วยเรื่องที่มีแต่ความทรงจำอยู่ที่เค้าฝ่ายเดียวแล้วทำงานให้เสร็จไปดีกว่า
“คิดจะถ่ายรูปชั้น แต่ไม่คิดจะบอกอะไรชั้นเลยอย่างนั้นเหรอ? คิดจะถ่ายรูปชั้นโดยที่ไม่พูดกับชั้นอย่างนั้นเหรอ? อยากได้รูปหุ่นยนต์หรือไงกัน?!”
ประโยคที่กดเสียงต่ำอยู่ข้างแก้มเพราะระยะห่างที่ใกล้เพียงช่วงลมหายใจอุ่นที่ปลิวมาปะทะใบหน้ากับสายตาดำลึกที่เดาอะไรไม่ถูก แต่ให้ตายก็จำได้ว่านี่แหละเคย์ของเค้า ก่อนที่ประโยคสุดท้ายจะตวาดจนก้องห้องถ่ายภาพแห่งนั้น และเป็นเวลาเดียวกับที่ไดกิไม่คิดจะปล่อยให้อีกคนลงแรงกับข้อมือตัวเองจนพัง แขนบางสบัดจนหลุดแล้วหันมาจ้องหน้าอีกฝ่ายไม่ละเช่นกัน
ทำไมจะไม่รู้ว่าการถ่ายภาพคนต้องอาศัยการพูดคุย ถึงจะได้ในสิ่งที่ต้องการ ตากล้องต้องเป็นคนที่ดึงอารมณ์ของตัวนายแบบนางแบบและให้มันสื่อออกมาปรากฎบนกระดาษใบเล็กนั่นให้ได้ แต่ความรู้สึกของเค้าไม่ได้อารมณ์ดีขนาดที่เจอนายแบบหนุ่มที่กำลังโด่งดังในตอนนี้มายืนอยู่ตรงหน้าแล้วจะพยายามถ่ายรูปออกมาได้ ความดีใจเมื่อครั้งแรกที่ได้เจอมันอันตธารหายไปพร้อมกับการกระทำแย่ๆหลายอย่างที่ทำร้ายกันได้มากพอดู ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่รับรู้เลยก็ตามที
“ผมไม่คิดว่าผมจะถ่ายรูปคุณออกมาได้ดีได้ครับ” เสียงระดับปกติตอบกลับไปให้เคย์ที่ตั้งท่าจะก้าวเข้าหาอีกครั้งแต่ไดกิก็ก้าวถอยห่างอีกเหมือนกัน
“ทำไม?!”
“ก็เพราะคุณมันเฮงซวยเกินไปน่ะสิ ผมไม่ได้หวังอะไรจากการที่มาถ่ายรูปคุณหรอกครับถึงแม้ว่าตอนแรกมันจะยังมีความหวังของผมปนอยู่บ้างก็เถอะ แต่ตอนนี้มันไม่มีอะไรแล้วนอกจากจะกดชัตเตอร์ให้มันหมดเวลาที่เค้ากำหนดมาก็เท่านั้นเอง เพราะอย่างนั้น...คุณกลับไปยืนที่เดิมเถอะครับผมจะรีบถ่ายให้เสร็จ ผมเวลาไม่ได้มีมากนัก” ถึงแม้น้ำสียงที่พูดตอบกลับมาไม่ได้เกรี้ยวกราดแสดงอาการโมโหหรืออารมณ์อื่นใด แต่คำพูดมันชัดเจนอยู่ในหูว่าโดนด่าใส่หน้าว่าเฮงซวย แล้วคิดว่าตัวเองเป็นใครกันถึงได้มาพูดกับตัวเขาอย่างนี้?!
“นายว่าใครเฮงซวย?!” สาบานให้ตายว่าก่อนหน้านี้ไดกิก็แค่จะพูดด้วยเพื่อให้อีกฝ่ายปล่อยแล้วกลับไปทำงานกันให้เสร็จ แต่ก็เท่านั้นแหละ ใครโดนด่าใส่หน้าว่างเป็นคนเฮงซวยคงมีคนยืนนิ่งรอฟังได้เฉยๆล่ะมั้ง แต่อย่างน้อยก็ไม่ใช่คนคนนี้หนึ่งคนล่ะ
คนตัวเล็กหันไปวางกล้องที่เก้าอี้ใกล้ตัว แล้วก้าวฉับเข้ามาจนติดอีกคนที่คอยแต่จะหาเรื่องเค้าอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เจอหน้ากันครั้งแรก บอกว่าไม่รู้จักก็ไม่รู้จักแล้วไง จะเอาอะไรอีก ถึงจะเป็นคนที่ท่าทางเหมือนคนอารมณ์ดี แต่ในสภาวะการณ์อย่างตอนนี้อารมณ์ดีๆคงไม่มีให้เคย์แน่นอนล่ะ สองมือน้อยเลื่อนขึ้นกุมคอเสื้อเชิ้ตสีขาวแน่นจนสั่น
“ขอโทษครับ...ผมไม่รู้ว่าคุณต้องการอะไรจากผมแน่ ตอนแรกผมก็แค่คิดว่าคุณคือคนที่ผมเคยรู้จัก แต่ก็โดนด่าใส่หน้าว่าอย่ามาทำตัวตีสนิทกับคุณ พอผมทำตัวให้เหมาะสมกับระยะห่างที่ควรมีอย่างที่คุณว่า เพราะคุณน่ะมันนายแบบกำลังดังผมมันก็แค่เด็กที่ชอบถ่ายรูปธรรมดา ผมไม่ควรจะพูดคุยกับคุณเป็นเพื่อนเล่น...แล้วจะเอาอะไรอีก!!” มือน้อยนั่นสะบัดออกอย่างแรง แต่เคย์ก็แค่ก้าวถอยออกไปเพียงก้าวเดียวก่อนจะเงียบกันไปทั้งห้อง ไม่มีใครพูดอะไร
นายแบบหนุ่มเงียบไปอึดใจก่อนจะพ่นมหายใจออกมาแรงๆ แล้วกลับไปที่ฉากเหมือนเดิม สั่งเรียบๆให้ไดกิงงขึ้นมาอีกรอบ คนอะไรวะ! สับสนได้อีกสิมห้ตาย!!
“หยิบกล้อง...แล้วชั้นจะทำให้นายรู้ว่าชั้นไม่เฮงซวยอย่างที่นายว่าซักนิด และคนอย่างนายมันก็ไม่ใช่ถ่ายรูปเป็นหรอก มันก็แค่คนที่กดชัตเตอร์เป็นต่างหาก”
ไดกิทำอย่างที่เคย์บอกด้วยการหันไปหยิบกล้องมาสะพายที่ต้นคอแล้วก้าวเข้าไปหา ใบหน้าสวยบึ้งตึงอย่างไม่สบอารมณ์แต่ก็แค่อยากจะทำให้ทุกอย่างมันจบลงไปเร็วที่สุดก็เท่านั้น มือเล็กยกกล้องขึ้นในท่าเตรียมพร้อมเมื่อนายแบบของตัวเองขยับตัวอีกครั้ง
“สิบรูปต่อจากนี้...ก็เหลือเฟือ” พูดเหมือนมั่นใจในตัวเองมากว่าจะทำให้เค้าเก็บภาพแค่สิบรูป ฟังเสียงชัตเตอร์ครบสิบครั้งแล้วจะเดินหนีออกไปเลยรึไงล่ะ เหอะ...จะไปไนก็ไปเลย ไม่ได้อยากอยู่ด้วยมากนักหรอก คนสับสนในตัวเองอย่างนี้น่ะ คิดว่าหล่อตายล่ะสิ อีกอย่าง...เคย์จังไม่มีทางเป็นอย่างไอ้นี่แน่นอนล่ะ!!!
“นับด้วยแล้วกันครับว่าผมกดชัตเตอร์ครบสิบเมื่อไหร่” เคย์เพียงแค่ยิ้มกับคำพูดที่เหมือนไม่สนใจในตัวเค้าของไดกิ
เคย์ขยับตัวนั่งพิงกำแพงกับผ้าผืนสีเขียวนั่น ไดกิเองก็นึกสงสัยว่าไปคว้าไอ้เชือกเส้นนั้นมาจากที่ไหนและตอนไหน มองดูอีกคนวุ่นวายกับตัวเองอยู่พักใหญ่ เชือกเส้นที่เห็นเมื่อกี้ก็ปรากฎอยู่บนข้อมือขาวจัดทั้งสองข้างในสภาพถูกมัดไว้เรียบร้อย ปลายเชือกที่ยาวเลยมาถูกฟันขาวกัดไว้ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามอง ให้ตายสิ!ใจกระตุกแรงชะมัด!!
“เข้ามาใกล้ๆสิ” หัวคิ้วเรียวย่นเข้าจนชิดแต่ก็เดินตามเข้าไปหาคนที่นั่งอยู่ที่พื้น เสี้ยวหน้าคมเงยขึ้นมอง ปากอิ่มสีแดงสดถูกเม้มเลียจนมันเจ่อช้ำเหมือนผ่านถูกกดย้ำด้วยสัมผัสรุนแรง ดวงตาคมหรี่ปรือมองคนที่ยืนยกกล้องขึ้นกดชัตเตอร์ไปครั้งนึง แล้วเม้มปากแรงๆเหมือนให้กำลังใจตัวเอง หัวใจ...อย่าเต้นแรงนักสิ ไม่อยากบอกหรอกว่าไอ้ท่าที่ทำเมื่อกี๊น่ะ ทำไมมันเซ็กซี่นักวะ!!! ไดจังก็กระตุกเป็นนะ!!!
โดยไม่ได้พูดอะไรต่อก็เหมือนทุกสิ่งเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ นิ้วเรียวยาวของนายแบบหนุ่มลากผ่านเอาสาบเสื้อแยกออกจากกันจนเห็นอกกว้าง ไดกิก็สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วรีบยกกล้องขึ้นถ่ายภาพนั้นไว้ นี่สินะ...ความสามารถที่จะบอกว่าตัวเองไม่ได้เฮงซวย
ปลายนิ้วเรียวสวยยังคงทำหน้าที่ของมันได้อย่างดีเยี่ยมเมื่อกระดุมทุกเม็ดถูกปลดจนลุดออกจากกันทั้งหมด รวมไปถึงกระดุมเม็ดแรกของกางเกงยีนส์สีเข้มที่ใส่อยู่ ขอบบ๊อกเซอร์กับกางเกงที่หมิ่นเหม่ สองมือที่ถูกมัดเข้าไว้ด้วยกันโดยเจ้าตัวก็วางแหมะมันไว้ตรงหว่างขาตัวเอง ทำเอาคนที่มองภาพนั้นผ่านเลยส์กล้องถึงกับหน้าร้อนวูบ โหวงในช่องท้องอย่างประหลาด ดีที่ว่ากล้องยังช่วยบังเอาความเขินอายบนใบหน้าได้ไว้บางส่วน ไม่อย่างนั้นไอ้นายแบบตรงหน้ามันคงได้หาว่าไดกิไรเดียงสาอีกแน่ๆ
จะเรียกได้ว่าสิบภาพที่ได้มา เกิดจากมือทั้งสองข้างนั้นก็ไม่ผิด เพราะต่อจากนั้นเคย์ยกมือขึ้นเสยผมและได้กิก็ทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี อาการทุกอย่างเหมือนธรรมชาติจนลืมนับจำนวนชัตเตอร์ว่าที่กดไปนั่นน่ะ จะครบจำนวนร้อยอยู่แล้วล่ะมั้งถ้าเคย์ไม่พูดขึ้นมาก่อน
“นายกดจนจะครบร้อยแล้วล่ะนะ แต่รูปสุดท้าย...” พูดทิ้งประโยคไว้แค่นั้นแล้วลุกขึ้นเดินตรงเข้ามาหาไดกิที่มองอย่างระแวงสุดตัว แต่ก็ไม่ทันอยู่ดีเมื่อสองแขนของเคย์คล้องเท้าที่รอบต้นคอของเค้าอย่างไม่ทันตั้งตัว
“ชั้นจะให้นายถ่ายด้วยตาของนายเอง แล้วอย่าเอาภาพชั้นไปทับซ้อนใครเข้าอีกล่ะ...”
โชคดีของไดกิที่สะพายกล้องไว้กับคอ ไม่อย่างนั้นมือที่เผลอปล่อยโดยไม่ทันตั้งตัวคงได้ปล่อยกล้องตัวโปรดให้ลงไปกองเป็นซากอยู่กับพื้นหลังจากที่ภาพของใบหน้าขาวจัดเลื่อนเข้ามาใกล้ ไดกิได้เห็นรอยยิ้มร้ายกาจบนฝบหน้านั้นเพียงแวบเดียวแล้วก็ถูกปิดปากสนิทโดยไม่เปิดโอกาสให้พูดอีกต่อไป ละเลียดชิมลิ้มรสความหอมหวานของร่างบางตรงหน้าอย่างรื่นรมณ์ กลีบปากอิ่มของนายแบบหนุ่มกระชับเข้าหาจนมือน้อยที่กำสาบเสื้ออีกฝ่ายกำแน่นขึ้นจนยับคามือ คิ้วสวยขมวดแน่นเมื่อเคย์ยังคงรุกเข้าหาไม่ปล่อยด้วยการดันท้ายทอยสวยให้แนบชิดมากขึ้นอีก
เหมือนว่าร่างทั้งร่างสั่นสะท้านเพราะแรงสัมผัสนั้น เจ็บใจตัวเองมากแค่ไหนคงอธิบายเป็นคำพูดไม่ถูก เพราะหลังจากที่เคย์ผละริมฝีปากออกห่างแล้วรอยยิ้มที่คำว่าร้ายกาจคงไม่เพียงพอ แต่ถ้าเรียกว่าเลวร้ายคงพอจะบรรยายสรรพคุณได้ถูกลอยอยู่ตรงหน้าไม่ได้ไกลไปไหน
“เคลิ้มเร็วเหมือนกันนะเมื่อกี๊น่ะ” ดวงตากลมเบิกกว้างขึ้นอีกเท่าเพราะคำพูดเมื่อครู่ ฟันเล็กเข่นเขี้ยวอย่างโมโหและไม่ออมแรงที่จะตีลงบนแผงอกกว้างนั้นแรงๆ
“คุณ!!” แต่ก็ลืมไปว่าแขนทั้งสองข้างคล้องอยู่ที่รอบคอตัวเองเลยไปไหนไม่ได้อยู่ดี
“ก็ตอบแทนกันหน่อยเป็นไรไป...นายเป็นคนแรกทีได้ถ่ายภาพชั้นด้วยอิมเมจนี้นะจะบอกให้...” ไม่ได้อยากรู้ ถ้าตะโกนใส่หน้าแล้วคิดว่าจะไม่โดนจูบอีกรอบไดกิทำไปแล้ว!!! ไอ้บ้านี่มันบ้าชัดๆ น่ะ มีอย่างที่ไหนปากบอกปาวๆว่าไม่รู้จักมักจี่แต่ดันทั้งหอมทั้งจูบ น่าเกลียดที่สุด!!!
ไดกิกลอกตาไปมาเหมือนจะหาทางหนีทีไล่ให้พ้นจากวงแขนคู่นี้ แต่ก็เหมือนจะจนปัญญาดีที่ว่าเหลือบมองไปเห็นว่านาฬิกาบนผนังบอกเวลาว่าหมดเวลาที่จะอยู่ในบรรยากาศน่าอึดอัดเพราะคนอีกคนที่อยู่ร่วมห้องแล้วถึงได้พูดขึ้น
“ปล่อยเถอะครับ...หมดเวลาแล้ว” อีกอย่างที่อยากให้รีบปล่อยเพราะไดกิได้ยินเสียงฝีเท้าที่เหมือนกำลังจะเดินตรงเข้ามาที่ห้องนี้ และถ้ายังอยู่ในสภาพเหมือนกอดกันกลมอย่างนี้...อย่าหวังเลยว่าจะได้ตายดี คงมีคนพูดทั่วบริษัทแห่งนี้แน่ๆล่ะ
“เวลาหมดหรือกลัวว่าใครจะมาเห็นปากเจ่อๆ ของนายกันแน่” แล้วการกระทำต่อมาก็ทำให้ไดกินึกได้ว่า ชาติที่แล้วเคย์คงเกิดเป็นอะไรซักอย่างที่ไม่อยากจะนึกประเภท ฟันขาวกัดเบาๆ ที่ปากอิ่มของไดกิอีกครั้งก่อนจะปล่อยให้เป็นอิสระ พร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ ให้ยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นกว่าเดิม
“แล้วก็ไม่ต้องห่วง นายได้ทำงานกับชั้นอีกนานแน่ๆ” สัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะอย่างนี้ก็ชักอยากจะเลิกถ่ายรูปไปให้รู้แล้วรู้รอด
ไม่นานหลังจากที่ถูกปล่อยให้เป็นอิสระก็มีทีมงานเข้ามาตามพกเค้าสองคนออกไปรวมกันด้านนอก คนอื่นๆที่แยกย้ายกันไปทำงานก็มารวมตัวกันหมดแล้ว รอไม่นานภาพทั้งหมดถูกนำมาอวดโฉมสู่สายตาของทั้งรุ่นพี่และเพื่อนๆ รวมทั้งคนของบริษัทแห่งนี้
ไดกินึกชมภาพของยามะจังมากที่ทุกอย่างออกมาดูดีสมแล้วกับที่เป็นมือเพื่อนหน้าใสคนนั้นของเค้า เพราะยามะจังชอบถ่ายภาพคน และนากาจิม่า ยูโตะก็ไม่ได้บกพร่องในการทำหน้าที่เป็นแบบที่ดี แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่จะอดชื่นชมในใจไม่ได้เลยนั่นก็คือรูปของเคย์ ที่เค้าเป็นคนถ่าย มันออกมาดีจนได้รับคำชื่นชมอย่างมากยามะจังยังหันมาแสดงความยินดีด้วยกับความสำเร็จในครั้งนี้
นายแบบทุกคนอยู่ ณ ที่นี้ แต่คนที่ไดกิมองหา...หายไปไหน? ดวงตากลมสวยมองหาไปรอบบริเวณแต่ก็ไม่พบใครที่อยากเห็น จนเมื่อไปสะดุดสายตากับร่างสูงโปร่งที่ยืนพิงกายอยู่กับกำแพงตรงมุมสุดของทางเดิน กอดอกมองมายิ้มๆ ก่อนจะยกนิ้วโป้งให้เงียบๆ แล้วกลับหลังเดินออกไปเงียบเหมือนตอนที่มายืนอยู่
ผลงานภาพทุกภาพและตากล้องสมัครเล่นทุกคนได้ถูกรับไว้ให้เข้ามาเป็นเด็กพาร์ทไทม์ตามความสมัครใจ เพราะทุกคนทำได้ดี ดีเกินความคาดหมายของตากล้องรุ่นพี่ที่นี่เสียอีกด้วยซ้ำ และทุกคนก็ไม่มีใครปฏิเสธโอกาสที่จะได้ทำงานที่ชอบตั้งแต่ตอนนี้ ไดกิดีใจเป็นอย่างมากที่ได้มีโอกาสสำหรับฝึกมืออย่างนี้ ที่สำคัญ...เค้าคงจะไม่มีโอกาสได้มาทำงานที่นี่แน่ๆ ถ้าเกิดเค้าจะถ่ายรูปคนออกมาได้ห่วยแตกเหมือนเมื่อก่อน คนที่ต้องขอบคุณมากที่สุดคงจะเป็น...
ร่างบางเดินหานายแบบที่ทำงานร่วมกันวันนี้จนทั่วสตูดิโอแห่งนี้ แล้วก็พบว่าคนที่เค้าเดินหาจนทั่วมายืนหลบมุมดื่มน้ำอยู่ที่ริมหน้าต่างสุดทางเดิน ค่อนในใจไปคนเดียวว่าให้หาตั้งนาน มายืนรับลมอยู่ที่นี่แทนที่จะเสนอหน้าโผล่ไปให้เค้าเห็นจะได้ไม่ต้องหาให้ชาวบ้านเค้าสงสัยเพราะไดกิเที่ยวไปถามหาเคย์นี่แหละ เมื่อมาหยุดอยู่ตรงหน้าและอีกฝ่ายหันมามองงงๆ พิธีการขอบคุณถึงได้เริ่มขึ้น
“ขอบคุณสำหรับวันนี้มากครับ อิโน่ซัง” ไดกิก้มศีรษะให้อย่างนับถือในความสามารถของเคย์จากใจจริง เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่าถ้าไม่มีเคย์ที่ยื่นอิมเมจเด็กหนุ่มสุดเซ็กซี่คนนั้นมาให้ ไดกิคงจะไม่มีวันได้ภาพที่ดีขนาดนี้ออกมาแน่ๆ เพราะขนาดตัวเค้าที่เป็นตากล้องเองยังไม่เคยรู้มาก่อนว่าเด็กขนาดนี้จะสามารถหยิบเอาอิมเมจผู้ใหญ่ร้ายกาจอย่างนั้นมาเป็นของตัวเองได้หน้าตาเฉย แต่เคย์ทำได้
“แล้วก็...ขอโทษด้วยที่เคยบอกว่าคุณเฮงซวย” คำขอโทษเหมือนจะอ้อมแอ้มกล้อมแกล้ม เพราะเขินอายที่ไปว่าใส่หน้าเค้าอย่างนั้น แต่ไปๆมาๆกลับเป็นตัวเองซะมากว่าที่เฮงซวยเพราะไม่มีความสามารถที่จะทำอะไรได้ด้วยตัวเองคนเดียว คิดแล้วก็หงุดหงิดเหมือนกันแฮะ
“ชั้นไม่ยกโทษให้นายง่ายๆ หรอก...” คำตอบนั้นก็เหมือนว่าจะอยู่ในความคิดของไดกิมาตั้งแต่ต้น เพราะไม่แปลกเลยถ้าเกิดว่ามาขอโทษแล้วจะไม่ได้รับการให้อภัยจึงได้แต่พยักหน้ารับเบาๆ
“เพราะคำขอโทษของนายมันไม่มีค่าอะไร...นับถอยหลังเป็นจูบตามจำนวนภาพที่นายถ่ายไปดีกว่ามั้งชั้นว่า...?” เลิกคิ้วเอียงคอเหมือนมันน่ารักมากมาย แต่สำหรับไดกิแล้ว...มันไม่ใช่อย่างนั้นซักหน่อย อันตรายจะตายไปไม่ใช่เหรอ...?
“ไม่ดีหรอกครับ อิโน่ซังจะเสื่อมเสียเพราะมายุ่งกับเด็กอย่างผมมากกว่า” อุบอิบถอยห่างออกไปเรื่อยเมื่ออีกคนเดินไล่เข้ามาใกล้จนเกือบจะพ้นทางเดิน
“แต่ชั้นชอบจูบกับนายนะ...หวานดีพิลึก ตัวนายเองก็หอมดีนะ” ก้าวต่อก้าวที่ยังคงเดินเข้ามาหาและไดกิก็ถอยออกห่างโดยที่สายตาไม่วางไปจากใบหน้าเจ้าเล่ห์นั่นเลยซักนิด
“คุณ...อะ...!!!” ก่อนที่จะถูกตะครุบ เหยื่อตัวน้อยของเค้าก็ได้มีนางฟ้าใจดีมาช่วยให้รอดพ้นจากเงื้อมมือพรานอย่างเค้าจนได้สินะ
“ไดจัง!! อยู่นี่เอง เค้าหากันจนทั่วแน่ะ” ใบหน้าหวานใสร้องขึ้นอย่างดีใจที่เจอเพื่อนซักที แต่พอหันมาเจอกับบุคคลแปลกหน้าแต่ก็เป็นที่รู้จักถึงได้หันมากระซิบถามเพื่อน
“คุยธุระอยู่เหรอ? โทษที ไม่รู้น่ะ” ไดกิส่ายหน้าจนผมปลิวยามะจังเลิกคิ้วมองไปทางอีกคนที่ยืนเงียบแล้วถึงได้บอกธุระตัวเองอีกครั้ง
“เอ่อ...หวัดดีครับอิโน่ซัง ยามาดะ เรียวสึเกะครับ ยินดีที่ได้รู้จัก แต่เวลาไม่มี ผมคงต้องขอตัวก่อนนะครับ” เพื่อนของไดกิที่เคย์นึกอยู่ในใจว่าได้ไปถ่ายรูปให้เพื่อนเค้าคือยูโตะพูดรวดเดียวจบ แล้วพยักหน้าให้ไดกิอีกครั้งก่อนจะหันมาลาแล้วพากันเดินไปตามทางยาวลึกออกไป
--ที่จริง ไอ่นายแบบนั่นก็ไม่ใข่คนเลวร้ายอะไรล่ะมั้ง--
สองเพื่อนซี้เดินไปตามทางเดินนั้นโดยมีเคย์มองส่งไม่วางตาด้วยรอยยิ้มเบาๆในหน้า คิดไปว่าหน้าตาน่ารักเหมือนกันทั้งคู่ถึงเป็นเพื่อนกันได้สินะ มิน่า...ไอ้เจ้านั่นมันถึงได้ติดอกติดใจนักหนา เจอกันเมื่อกี้ก็แพล่มไม่หยุดว่ายามะจังน่ารักอย่างนั้นน่ารักอย่างนี้ แต่ไดจังของเค้าก็น่ารักไม่ต่างกันหรอก ยิ่งเมื่อนึกถึงอาการตอนที่ถูกสัมผัสด้วยยิ่งแล้วใหญ่ หน้าใสแดงเถือกจนถึงใบหูอย่างนั้น ไร้เดียงสาจนน่า... อย่าคิดเลยดีกว่า เดี๋ยวเจอกันครั้งหน้าจะเตลิดไปใหญ่
เคยเหมือนจะรู้สึกตัวว่าตัวเองชักจะบ้าไปกันใหญ่แล้วถึงได้ส่ายหน้ากับตัวเองเบาๆ แล้วยันตัวเองออกจากผนังแล้วเดินกลับเข้าไปในห้องส่วนตัวที่คิดว่าเพื่อนเค้าต้องนั่งอยู่รอเล่าถึงความน่ารักของยามะจังของมันแน่ๆแล้วคิดในใจไปคนเดียวว่า
-- เย็นนี้จะลองไปถามแม่ดูซักหน่อยว่าช่วงชีวิตนี้เคยรู้จักเด็กที่ชื่อไดกิมาก่อนรึเปล่า –
TBC…
My memmories01
ช่วงชีวิตคนคนหนึ่งจะมีใครเก็บบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ได้มากแค่ไหนกันนะ?
คงไม่มีใครที่จะสามารถบันทึกเรื่องราวทุกเรื่องเก็บไว้ในสมองส่วนลึก และเมื่อถึงเวลาที่อยากจะนึกถึงก็ไปรื้อค้นกันขึ้นมาพูดถึง
คิดมันก็ง่าย...แต่ชีวิตมันไม่ใช่แฮรี่ พอตเตอร์นะที่จะทำได้อย่างนั้น
สิ่งที่เป็นตัวแทนความทรงจำเหล่านั้นมีหลากหลาย หลายคนอาจจะเลือกวิดีโอที่จะนำมาเก็บบันทึกทั้งภาพและเสียงเหล่านั้นไว้ในความทรงจำ
แต่สำหรับผม...การถ่ายภาพเป็นสิ่งที่ผมเลือกจะเก็บความทรงจำของผมไว้ด้วยมือของผมเอง
....................................................................
ร่างบอบบางที่หอบหิ้วเอากระเป๋าใบเขื่องไว้บนบ่าเดินเร็วๆ ลงมาที่ชั้นล่างของบ้าน
“วันนี้จะไปที่ไหนเหรอลูก?” เมื่อร่างโปร่งบางของลูกชายคนเดียวของบ้านนั่งลงที่โต๊ะทานข้าวเพื่อรับมื้อเช้า หญิงสาวที่ใบหน้าหวานสวยไม่ผิดลูกชายเดินยิ้มออกมาจากครัวพร้อมหม้อซุปใบย่อมวางลงตรงหน้า
“ซุปเหรอครับ?”
“ใช่แล้ว ห้ามเขี่ยมะเขือเทศเหมือนเดิมจ้ะ” หล่อนยิ้มให้กับลูกชายที่หน้าม่อยลงอย่างชัดเจน
“วันนี้ไปที่สวนสาธารณะxxxครับ” คุณแม่ตักซุปใส่ถ้วยให้แล้วนั่งลงตรงข้ามก่อนจะชวนคุยไปไม่ให้มื้อเช้าเงียบจนเกินไปนัก
“หรือจ๊ะ น่าสนุกนะ ถ่ายรูปมาให้แม่ดูด้วยนะ แม่ชอบรูปของลูก” รอยยิ้มอ่อนบางส่งมาให้ลูกชายที่นั่งทานข้าวอยู่ตรงข้าม
“แล้วเมื่อไหร่จะถ่ายรูปคนมาให้แม่ได้ดูบ้างล่ะจ๊ะไดจัง?” คำถามเหมือนจะแกล้งแหย่แล้วหล่อนก็คิดไว้ในใจแล้วว่าลูกชายเธอจะตอบคำตอบเดิม
“รูปคนที่ผมจะถ่ายใบแรกคือรูปคนรักฮะ” ถ้าซื้อลอตโตได้แม่นอย่างนี้บ้านนี้คงรวยล้นฟ้า ทายอะไรเคยผิดซะที่ไหนกัน
ใครจะรู้หรือไม่ตัวผมเองก็ไม่ได้สนใจ แต่สิ่งที่ทำให้ผมเกิดนึกอยากเป็นช่างภาพขึ้นมาก็คือพี่ชายที่เคยอยู่ข้างบ้านผม เราสนิทกันมากจนแทบจะเป็นพี่น้องที่คลานตามกันออกมา จนเมื่อห้าปีก่อน เคย์จังเดินเข้ามาบอกว่าเขาต้องย้ายบ้าน ผมงอแงจนพ่อแม่ไม่รู้จะทำยังไง ในที่สุดคุณป้าแม่ของเคย์จังก็บอกว่าจะถ่ายรูปเราเก็บเอาไว้ เราจะได้จำกันได้ไม่มีวันลืม ผมเชื่อคำพูดนั้นตลอดมาและผมก็คอยมองตาเคย์จังจากในรูปถ่ายใบนั้นที่ถูกส่งมาหลังจากที่ครอบครัวเคย์จังย้ายไปได้หนึ่งอาทิตย์ ตาของเคย์จังน่ามองเสมอมา ผมจำได้ว่าผมชอบมองตาเคย์จังมาก แต่เคย์จังก็ชอบเขินผมเสมอ ตอนนั้นผมกำลังจะขึ้นประถมหกและเคย์จังกำลังจะเข้าเรียนมัธยมต้นเราจากกันโดยมีเพียงรูปถ่ายใบเดียวที่เป็นเครื่องยืนยันความสัมพันธ์และเรื่องราวของกันและกัน อีกสิ่งหนึ่งที่ยืนยันความมีตัวตนของเคย์จังในตอนนั้นได้เป็นอย่างดี นั่นคือรูปที่เคย์จังเป็นคนถ่ายด้วยตัวเอง ริมฝีปากที่แตะลงบนแก้มของผมอุ่นจนไม่อยากให้เคย์จังปล่อยเลยให้ตายเถอะ มื้อเช้าจบลงที่ถ้วยซุปที่ว่างเปล่าให้แม่อมยิ้มมองอย่างอารมณ์ดี อย่าว่าเลยนะ เหมือนแม่ผมจะใจดีอย่างนี้ แต่ผมภาวนาเป็นอย่างยิ่งว่าอย่าได้ขัดใจหรือทำให้แม่ผมอารมณ์ไม่ดีจะดีที่สุด เพราะอะไรน่ะหรือ?...พ่อผมคงเป็นคนอธิบายเหตุการณ์ช่วงนั้นได้ดีที่สุดล่ะมั้ง
“ไปก่อนนะครับ” ผมหันมาบอกแม่ที่เดินมาส่งที่ประตู แม่ตอบรับด้วยการอวยพรให้เดินทางปลอดภัยแล้วผมถึงได้เดินออกมา
วันนี้อากาศดี ฟ้าเปิด หวังว่าจะได้รูปดีๆกลับมาให้แม่ได้ดูละกันนะ
//-//-//-//-//
ชมรมถ่ายภาพมือสมัครเล่นที่ไดกิเป็นสมาชิกอยู่นั้น วันนี้ได้ทำการขออนุญาตเข้ามาใช้สถานที่ของสตูดิโอแห่งหนึ่ง ชื่อเสียงเรียงนามของสถานที่นั้นบอกถึงความเป็นที่รู้จักได้เป็นอย่างดี แต่ไหนตอนแรกบอกว่าจะพาไปสวนสาธารณะไงล่ะ ไหงกลายมาเป็นที่นี่ได้ไดกิเองก็สุดจะรู้ หันไปถามใครก็คงไม่มีใครตอบได้หรอกเพราะทุกคนก็แสดงสีหน้าเหมือนกันหมดว่างง คำอธิบายจากรุ่นพี่ที่เป็นตัวตั้วตัวตีบอกให้แถลงไขว่าจะพามาเวิร์คชอปนอกสถานที่และนอกโปรแกรมนิดหน่อย เพราะเพื่อนรุ่นพี่คนนั้นเค้าทำงานอยู่ที่นี่และขออนุญาตให้เป็นพิเศษแล้วด้วย
“เอ้า...เงียบหน่อยนะ พวกนายมากันแค่ไม่กี่คนแต่เสียงเหมือนเหมือนนกกระจอกรวมกันทั้งฝูงเลยให้ตายสิ” พวกเรารวมตัวกันที่หน้าตึกสำนักงานสตูดิโอแห่งนี้เพื่อตรวจความเรียบร้อยและความพร้อมของทุกคน พร้อมกับบอกกำหนดการที่จะเกิดขึ้นทั้งหมดในวันนี้
“วันนี้พวกนายมีกันทั้งหมดเจ็ดคน ทางนิตยสารและช่างภาพที่นี่เค้าอยากเห็นฝีมือพวกนายบ้างน่ะ ช่วยถ่ายรูปนายแบบของเค้าให้เป็นขวัญตาหน่อยได้มั้ย อย่าให้เสียชื่อชั้นล่ะ”
เสียงรุ่นพี่ที่อายุเยอะแล้วล่ะ แต่ชอบทำตวัไม่ต่างจากพวกผมอยู่เสมอแนะนำจนเสร็จสิ้นแล้วเดินนำเข้าไปในตัวตึกที่มีพนักงานต้อนรับรออยู่แล้ว พวกเราโค้งทักทายผู้ต้อนรับเราด้วยมารยาทที่เรียนมาเป็นอย่างดีแล้วเดินตามเข้าไป
ไม่ใช่ผมคนเดียวหรอกที่ตื่นเต้นกับสถานที่ที่พร้อมสรรพในเรื่องอขงอุปกรณ์การถ่ายรูปขนาดนี้ กล้องถ่ายรูประดับโปรรุ่นต่างๆ วางอยู่เต็มไปหมด มันก็เหมือนความฝันที่ผมอยากจะมีไว้ครอบครองซักตัวถ้ามีปัญญาล่ะนะ แต่ตอนนี้แค่เจ้าเซมิโปรที่สะพายอยู่ผมก็แทบจนปัญญากับมันในบางโอกาสแล้วล่ะ
แต่ผมรู้สึกตัวว่าเหงื่อมันเริ่มจะซึมที่ฝ่ามือมากขึ้นๆ ก็ตั้งแต่ตอนที่รุ่นพี่บอกว่าจะมีการถ่ายรูปนายแบบในสังกัดของโมเดลลิงชื่อดัง ถึงจะเป็นนายแบบวัยรุ่นที่เพิ่งจะเปิดตัวไม่นาน แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ชื่อเสียงซะหรอกนะ เพราะการที่ได้เข้ามาสังกัดที่นี่ก็การันตีความดังในการแจ้งเกิดครั้งแรกได้ดีจนใครๆ ก็รู้จักเป็นอย่างดี
ขณะที่ก้าวเดินไปในทางที่จะเข้าไปสู่สตูดิโอใหญ่ ห้องแต่งตัวที่เรียงรายอยู่สองข้างทางเดินมีห้องหนึ่งที่ประตูถูกเปิดออกอย่างแรงจนคนเดินผ่านตกใจถึงกับสะดุ้งเพราะคนที่พรวดพราดออกมาและชนเข้าอย่างจัง
“ขอโทษครับ...ผมไม่ทันได้มอง” ถึงจะรู้ว่าตัวเองไม่ผิดแต่ก็ขอโทษไว้ก่อนในฐานะที่อีกฝ่ายเป็นเจ้าบ้านแล้วกันนะไดกิ
“คราวหลังก็หัดมองเสียบ้างสิ จะได้ไม่มาชนใครเค้าอย่างนี้” ได้ยินคำตอบรับแล้วก็ทำให้มือไม้สั่นอย่างบอกไม่ถูก แต่ติดตรงที่ว่าทุกคนหยุดและหันมามองความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ไดกิเงยหน้าขึ้นมองคู่กรณีแล้วก็ถึงกับอ้าปากค้าง
“คะ...เคย์ เคย์จัง!” น้ำเสียงผะแผ่วที่ดังขึ้นในตอนแรกกลายเป็นเสียงเน้นหนักและชัดเจนในคำสุดท้าย แต่แล้วก็ต้องอึ้งหนักไปกว่าเดิมเมื่ออีกฝ่ายพูดตอบกลับมา
“ชั้นไม่เคยสนิทกับนายขนาดให้เรียกชื่อได้หรอกนะ” พูดเสร็จแล้วทำท่าว่าจะเมินไปทางอื่น กริยาท่าทางแบบนั้นทำให้ไดกิรู้จักกับคำว่าเจ็บที่ขั้วหัวใจอย่างลึกซึ้งทีเดียว แค่ห้าปีเขากูถูกลืมจนหมดสิ้น ไม่เหลือแม้แต่เสี้ยวของความทรงจำ กลายเป็นเขาคนเดียวที่ยังจดจำวันเก่าๆ และเก็บเอาความทรงจำเด็กๆอย่างนั้นมาเป็นคารม คำพูดที่มีในตอนแรกคือคำที่จะสามารถแสดงอาการดีใจทั้งหลายทั้งปวงหลังจากที่ได้เจอคนที่อยากเจอมาหลายปี
แต่ตอนนี้ทุกคำพูดถูกกลืนกลายลงไปในลำคอ เปลี่ยนสรรพเสียงเป็นเพียงความเงียบที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้ ฆ่ากันให้ตายคงจะดีกว่าที่จะต้องมาทรมานเพราะถูกคนที่หวังว่าจะจดจำกันได้ตลอดเวลาเลือนลืมไป เขาจำเคย์ได้ เพราะแววตาของเคย์มันเหมือนกับแววตาของเคย์ในรูปที่เขาต้องเอาขึ้นมาดูทุกวัน ยินดีทุกครั้ง ยิ้มทุกครั้งที่ได้เห็นรูปใบนั้น
“ขะ...ขอโทษ ครับ” เมื่อใบหน้าหล่อเหลานั่นเชิดขึ้นเหมือนจะรับคำขอโทษนั้นโดยไม่พูดอะไร ไดกิก็ถูกเพื่อนร่วมชมรมเดินมาพาไปทางที่กลุ่มได้เดินนำไปแล้ว
“ไดจัง...เป็นอะไรรึเปล่า?” ไดกิเพียงแค่ส่ายหน้าตอบเบาๆ ก่อนจะเดินตามแรงจูงไป
“ไม่เป็นไรยามะจัง...ขอบใจมากนะ เอ่อ คนนั้นเค้า...”คำถามเหมือนจะไปประติดประต่อ แต่ก็พอจะเดาได้ว่าเพื่อนต้องการถามถึงอะไร
“อิโน่ เคย์ เค้ากำลังมาแรงเลยแหละ ไดจังไม่รู้จักเหรอ?” ส่ายหน้าเป็นคำตอบเช่นกันทำให้อีกคนยิ้มรับ
“ไม่เป็นไร ไปกันเถอะนะ”
“อื้อ”
........................................
.....................
การนำชมสตูดิโอได้จบลงและสิ่งที่จะตามมานั่นคือการถ่ายภาพนายแบบที่ทางต้นสังกัดได้เตรียมไว้ให้ มันเป็นโอกาสที่จะได้แสดงฝีมือ แต่ฝีมือที่จะได้แสดงนั้นแทบจะเป็นจุดอ่อที่สุดของไดกิเลยก็ว่าได้ เพราะเค้าไม่ถนัดที่จะถ่ายรูปคน ยิ่งคนที่ไม่รู้จักด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่ จะทำหน้ายังไง จะบอกยังไงให้เค้าสื่ออารมณ์ตามที่เราต้องการ มันยากไม่ใช่เหรอ?
“เอ้าทุกคน...นั่งได้แล้ว เดี๋ยวจะแจกรายชื่อใช่นะ ชื่อที่ได้ไปจะเป็นชื่อของคนที่พวกเธอจะได้ถ่ายให้ เข้าใจแล้วนะ”
กระดาษแผ่นบางถูกส่งต่อกันมาจนถึงไดกิที่นั่งติดกับยามะจังเพื่อร่วมชมรม ชะเง้อหน้าออกไปมองของเพื่อนสนิทที่แบมือออกให้ดู
“นากาจิม่ายูโตะน่ะ เด็กกว่าชั้นอีกนะ” ยามะจังพูดยิ้มๆเหมือนจะประเมิณตัวนายแบบที่เขาได้ถ่ายให้ ท่าทางมั่นใจในฝีมือตัวเองมากจนไดกิยังหวั่นใจ ยิ่งเมื่อแบมือออกมาแล้วยิ่งเครียดหนักจนเหมือนท้องไส้จะปั่นป่วน แค่คิดถึงภาพใบหน้าที่ทำเฉยกับคำพูดที่ห่างเหินจนเย็นไปถึงปลายเท้านั่นก็ยิ่งกลัวมากขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าทวี
“...อิโน่ เคย์...” เสียงเพื่อนสนิทที่ชะโงกมาอ่านชื่อบนกระดาษเพราะเห็นว่าเพื่อนหน้าซีดหน้าเซียวลงไปเยอะ
“อย่าไปกลัวน่า...ไดจัง นายเก่งอยู่แล้ว” ไดกิอยากจะขอบคุณที่ให้กำลังใจ แต่ก็ได้แค่ยิ้มรับก่อนจะตอบออกไปแกนๆ
“นายก็รู้ว่าจุดอ่อนของชั้นในการถ่ายภาพมีเรื่องนี้เรื่องเดียวเท่านั้น ชั้นถ่ายภาพคนไม่ได้” ยามาดะยังคงยิ้มรับและตบไหล่เบาๆให้กำลังใจ ก่อนจะต้องหันไปสนใจกับเสียงประกาศตะโกนก้องห้องโถงที่นั่งกันอยู่
“พวกนายมีเวลากันคนละสามชั่วโมง เชิญใช้เวลาได้เต็มที่ขอให้งานออกมาสุดฝีมือก็พอแล้ว แต่อย่าคิดว่าสามชั่วโมงมันเยอะ เพราะพวกนายต้องทำกันเองทุกขั้นตอนตั้งแต่เตรียมกล้องขนถึงวัดแสงและยิบย่อยจิปาถะ ทุกคนจะมีสตูฯคนละห้อง เดินตามเข้าไปตามหมายเลขที่อยู่บนกระดาษได้เลย”
สิ้นเสียงประกาศเสียงครูดเก้าอี้กับพื้นดังระงม เพื่อนฝูกแยกย้ายกันไปตามห้องที่มีหมายเลขเขียนอยู่ ห้องหมายเลขสี่ เป้าหมายที่จะต้องเดินไปอยู่ถัดไปอีกสามก้าว ห้องที่เมื่อครู่ไดกิหยุดอยู่ตรงนั้น และคนที่ออกมาจากห้องนั้น ไม่ต้องพูดถึง...ทำหน้าดูถูกเขาไปเรียบร้อยแล้ว จำกันไม่ได้เลยหรือ แม้แต่แววตาที่คอยเฝ้ามองเฝ้าจ้องนายตลอดก็จำไม่ได้หรือ? เคย์
ประตูถูกเปิดออกอีกครั้งแต่ไม่ใช่จากคนข้างในอย่างเมื่อครู่ คนข้างนอกที่ยืนอยู่ข้างกันนี่แหละที่เป็นคนเปิดแล้วหยุดอยู่อย่างนั้นเหมือนจะรอให้ไดกิเดินเข้าไปก่อน ซึ่งอีกคนก็เดินนำเข้าไปเงียบๆ
“ยืนทำไมอยู่หน้าห้อง จะเข้ามาทำงานไม่ใช่หรือ? เวลาของนายมีแค่สามชั่วโมงนะ” แก้วน้ำถูกวางลงบนโต๊ะเล็กในห้องที่มีเก้าอี้อีกสองตัววางอยู่
“ขอโทษครับ” โดนว่าเข้าอย่างนั้นก็เลยต้องรีบเตรียมอุปกรณ์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไดกิเองก็นึกสงสัยอยู่เหมือนกันว่านี่เขามาแค่เวิร์คชอปไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงได้ถูกกดอย่างกับคนที่เป็นตากล้องกินเงินเดือนขนาดนี้ล่ะ? แต่ข่างมันเถอะ งานก็คือประสบการณ์ที่ดี และคงไม่มีที่ไหนให้ได้มาถ่ายรูปนายแบบตัวเองฟรีๆอย่างครั้งนี้แน่นอนล่ะ ขาตั้งกล้องอันใหญ่ถูกตั้งอยู่กลางห้อง หน้าฉากม่านผืนใหญ่สีขาว ไดกิถือกล้องของตัวเองไปติดเช้ากับขาตั้งนั้นด้วยความคล่องแคล่ว แต่จะติดก็เสียงที่ทำให้ต้องหันกลับไปมอง
“เซมิโปร...คิดว่าจะถ่ายได้ดีกว่ากล้องที่เค้าเตรียมไว้งั้นหรือ?” ถ้ามาแค่เสียงไดกิคงจะดีใจกว่านี้มาก แต่นี่...มาทั้งตัวทั้งเสียงแล้วยังมาอยู่ข้างหลังจนชิดแบบนี้ อยากจะให้เขาเจ็บจนตายเลยหรืออย่างไรกัน?
“ผมยังไม่เคยใช้กล้องโปรจริงจังเลยครับ เลยคิดว่าใช้กล้องตัวเองถนัดกว่าที่จะต้องมาเรียนรู้ใหม่ในเวลาที่จำกัด” มือไม้สั่นจนแทบจะทำให้การติดตั้งกล้องกับขาตั้งไม่สำเร็จผลถ้าเกิดไม่ได้มือใหญ่สองข้างที่เอื้อมมาช่วยหมุนน๊อคลอคให้ กลายเป็นว่าไดกิตกอยู่ภายใต้วงแขนแน่นหนาแต่ไม่อบอุ่นเอาซะเลย ใบหน้าหล่อนั้นเอียงมากระซิบที่ข้างใบหูขาวจนอีกคนต้องหลับตาแน่น ตัวเกร็งนิ่งอยู่กับที่
“เป็นอะไรน่ะ?”
“เปล่า...เปล่าครับ เริ่มทำงานเถอะครับ” นายแบบหนุ่มพยักหน้ารับเบาๆ ปล่อยมือข้างหนึ่งจากตัวกล้องที่ถูกติดเข้ากับข้ากล้องอย่างแน่นหนาเรียบร้อยแล้วมากอดเอวบางแน่น ไม่วายยังซุกปลายจมูกโด่งลงกับแก้มนุ่มหอมกลิ่นแป้งเด็กอย่างอารมณ์ดี
“เคย์!!! อะ คุณ!!!ทำอะไรน่ะ” ด้วยอาการตกใจกับความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นทำให้เผลอเรียกอย่างที่คิดว่าถูก ที่คิดว่าใช่ออกไป แต่เมื่อมานึกถึงความเจ็บปลาบเมื่อกี้ก็ทำให้ต้องเปลี่ยนคำเรียกขานออกมาเป็นคำที่คิดว่าควรแทน
“อะไรกัน...ห่างเหินกันจังเลยไดจัง”
!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! หมายความว่ายังไง??
///TBC///