
Hana No Tsutae Koto Part2
pen1_50.gif สภาพตอนนี้ไร้คำบรรยายสุดใจ
งานงอกมหาโหดมาก บ้านไม่ได้อยู่ต้องมาค้างที่แลบ
ตอนนี้ก็...ยาวไปซักหน่อยแต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า
อ่านไปก่อนนะ ขอตั้งหลักก่อน
อีกไม่นานหรอกแล้วเราจะกลับมาฟื้นคืนชีพ
ให้ตายสิ วันๆนั่งเฝ้าแต่เครื่อง รันตัวอย่างวันๆนึงไม่ได้ไปไหนเฝ้าคอมอยู่เนี่ย pen1_04.gif
เหนื่อยจิต
อ่านเถอะ...
ปล...คนทวงอะ...เค้าไม่โทรไปทวงคอมเม้นท์ก็บุญแล้ว
(ที่ จริงแต่งตอนนี้เสร็จนานแล้วเหอะ แต่รอคนที่ค้างไว้มาเม้นให้เสร็จ จะได้ลงต่อ ไม่อยากอ่านคอมเม้นแบบสองตอนรวดได้ปะล่ะ!) ๕๕๕๕๕๕๕๕
เชิญจ้ะ
::*::*::*:: Hana no Tsutae Koto Part 02::*::*::*::
ร้าน ดอกไม้ในเมืองเล็กๆ หัวมุมถนนเส้นที่ทอดยาวจนลับสายตา ช่วงเย็นของวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุด ปกติแล้วลูกค้าจะเยอะเฉพาะช่วงเช้าและกลางวัน ช่วงเวลาที่แม่บ้านทั้งหลายออกมาหาซื้อของหรือจ่ายตลาด แต่ในเวลาเย็นอย่างตอนนี้ก็ได้เวลาเตรียมตัวเก็บร้านเท่านั้น ร่างเล็กของคาซึยะยังเดินวนเวียนเข้าออกระหว่างหน้าร้านกับหลังร้าน ริมฝีปากบางร้องเพลงหงุงหงิงเพลงเดียวกับฮิโรกิ สองเสียงประสานกันเมื่อยามที่เจ้าตัวเดินเข้ามาในระยะที่เสียงสองเสียจะสอด ประสานกันได้ บางครั้งก็หันมายิ้มให้กันบ้างด้วยความถูกใจที่เข้าคู่กันได้ไม่เคยขาด
เสียง ประสานอีกเสียงหนึ่งหายไปเมื่อร่างเล็กเดินหิ้วถุงขยะที่บรรจุก้านดอกไม้สด ที่เหลือจากการตัดกิ่งขณะจัดช่อเอาไปวางไว้ที่ทิ้งขยะ เสียงเพลงเงียบไปเหลือเพียงเสียงตัวฮิโรกิเองที่ร้องเพลงเดิมอยู่ และเสียงกระดิ่งหน้าร้านที่แขวนไว้ดังขึ้นให้ร่างโปร่งที่กำลังจัดม้วนโบว์ เข้าที่หันมามองและกล่าวคำทักทาย
“สวัสดีครับ ร้านดอกไม้คาเมนาชิยินดีต้อนรับครับ” ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งตะโกนคำต้อนรับลูกค้าทันทีที่ได้ยินเสียงกระดิ่งที่ หน้าร้านดังขึ้นก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปทำหน้าที่ต้อนรับลูกค้าอย่างเคย ผู้ชายตรงหน้าฮิโรกิเป็นผู้ชายที่คำว่าสมบูรณ์แบบเป็นคำเดียวที่นึกออกเพื่อ หาคำอธิบายถึงรูปร่างลักษณะของคนคนนี้ สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยเจอมาเลยก็ได้ ท่าทางการวางตัวและการแต่งกายบ่งบอกถึงฐานะและหน้าที่การงานได้ระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าพวกเขาอย่างแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย และไม่แปลกใจเลยสักนิดที่ทำไมผู้ชายท่าทางดูดีขนาดนี้ถึงมายืนนิ่งแต่สายตา คล้ายจะสอดส่ายหาอะไรหรือใครซักคน
“สวัสดีครับคุณจิน...วันนี้วันเสาร์แล้วหรือเนี่ย เร็วจัง” คนถูกทักเพียงแค่ยิ้มจางๆ มองร่างตรงหน้าก่อนจะทักทายตอบ
“สวัสดี ฮิโรกิ พูดเหมือนไม่อยากเจอกันอย่างนั้น” ชายหนุ่มถอดสูทตัวนอกออกพาดกับท่อนแขนมืออีกข้างเอื้อมไปคลายปมไทน์ออกเล็ก น้อยส่งไปให้คนที่ยืนรออยู่ด้านหลังซึ่งจินไม่เคยแนะนำว่าเป็นใครหรือชื่อ เสียงเรียงนามอะไร จินบอกกับทั้งคาซึยะและฮิโรกิว่าคนนั้นคือคนติดตาม ในเมื่อเจ้าตัวเขาต้องการให้รับรู้เพียงเท่านั้น ตัวเขาทั้งสองคนก็ไม่มีอะไรที่จะซักไซร้ให้มากไปกว่าที่ได้รับรู้ บทสนทนาอย่างเป็นกันเองของทั้งคู่คงแว่วให้คนที่อยู่หลังร้านได้ยิน ร่างเล็กในชุดผ้ากันเปื้อนสีเข้มเดินออกมาพร้อมรอยยิ้มที่มักจะมีติดมุมปาก เสมอกับดวงตาเรียวเล็กทอประกายสดใส
“อ้าว...คุณจิน ยินดีต้อนรับครับ ว่าแล้วเชียวว่าฮิโรกิคุยกับใคร คุณนี่เอง” มือเล็กสองข้างถือกระป๋องน้ำที่เตรียมมาเปลี่ยนให้ดอกไม้และสำหรับเช็ดทำ ความสะอาดหน้าร้านทำให้ร่างบางออกอาการเหมือนจะทรงตัวลำบากเล็กน้อยทั้งที่ ยังทักทายอย่างร่าเริง
“สวัสดีคาซึยะ” ไม่ทักเปล่ามือใหญ่เอื้อมไปอาสารับเอากระป๋องสแตนเลสที่ดูท่าคงหนักเอาการ เพราะใส่น้ำมาเสียเต็มถัง
“ขอบ คุณครับ สรุปว่าพวกผมจะได้เจอคุณจินทุกวันเสาร์แล้วสินะครับเนี่ย?” จินพยักหน้ารับเบาๆ แล้วหันมามองทางฮิโรกิพร้อมรอยยิ้มบางเบา
“คา ซึยะไม่อยากเจอฉันหรือ?” คำถามที่คล้ายกับที่ฮิโรกิเคยถามทำให้จินอดที่จะหันไปมองร่างโปร่งที่ยืน อยู่ไม่ไกลแล้วถามคาซึยะกลับบ้าง คนตัวเล็กส่ายหน้าพรืดจนผมปลิว ปากบางยื่นออก หัวคิ้วที่มุ่นสนิททำให้จินรู้โดยทันทีว่าคำถามของจินทำให้คนตอบไม่พอใจ ถ้าอย่างนั้นจินควรทำอะไร? เปลี่ยนคำถามใหม่ดีหรือไม่?
“ถ้าอย่าง นั้นให้ฉันมาทุกเสาร์ไม่ได้หรือ? อาทิตย์เดียวจะเจอกันแค่วันเดียวเท่านั้นเอง” ปลายเสียงทุ้มทอดอ่อนให้ดวงตาเรียวปรายมาสบกับตาคมที่มองมาไม่วางก่อนจะยิ้ม รับอย่างถูกใจ
“ได้สิครับ เนอะฮิโรกิ...มีคนมาเม้าเรียวจังให้ฟังเนี่ยทำไมจะไม่ชอบ ขอบคุณนะครับ” น้ำเสียงรื่นเริงกับข้อดีสำหรับการมาของจินทำให้คาซึยะหันไปขอความเห็นจาก เพื่อนอีกคนให้ฮิโรกิพยักหน้ารับและขอตัวไปหลังร้าน ก่อนที่นำเสียงนั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นคำขอบคุณเบาๆและสายตาที่แสนโศกเศร้า
เวลา ร่วมสองเดือนที่ผ่านมาจินมาที่ร้านดอกไม้แห่งนี้ นับตั้งแต่ครั้งแรกที่ก้าวเหยียบเข้าสู่ความอบอุ่นของบ้านหลังเล็กแห่งนี้ ก้าวเข้ามาร่วมรับรู้ความรู้สึกของคนทั้งสอง ร่างบอบบางที่ไม่คิดว่าจะสามารถทนแบกรับความรู้สึกที่หนักอึ้งอย่างการสูญ เสียได้มากมาย และยังสามารถมีรอยยิ้มที่สดใสเหมือนดวงอาทิตย์ แววตาที่อ่อนโยนเหมือนกลีบดอกไม้ได้อีก ช่วงเวลาที่จะเห็นความโศกเศร้าจากหน่วยตาน่ามองทั้งสองคู่ คือช่วงเวลาที่พวกเขาไปที่
...สุสาน... ที่ซึ่งคาซึยะและฮิโรกิมักจะไปนั่งพูดคุย เล่าเรื่องราวต่างๆมากมายให้กับแผ่นหินที่สลักเพียงชื่อคนที่ทั้งสองรักไว้ เพียงเท่านั้น ที่ที่คำปลอบโยนของทั้งสองคนมีให้กันและกัน ช่วงเวลาเพียงไม่ถึงสองชั่วโมงที่จะมีน้ำตาของอดีตที่แสนอบอุ่น หลังจากนั้น...ดวงตาแสนหวานทั้งสองคู่ก็จะกลับมาสดใสและร่าเริงเมื่อก้าว เดินกลับจากสุสานแห่งนั้น
และเป็นภาพที่ได้เห็นเมื่อใด คำถามที่เคยเกิดขึ้นในหัวครั้งแล้วครั้งเล่าก็จะเกิดขึ้นอีกและทำให้จิ นครุ่นคิดหนักกว่าเดิม ...ทำอย่างใรจินถึงจะทำให้คาเมะมีความสุขได้? ทำอย่างไรจินถึงจะนำพาความสุขที่แท้จริงมาให้ฮิโรกิได้?...
คำ ตอบมันยากเกินไปสำหรับจิน ตัวเขาเองไม่รู้ว่าจะเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างนี้ไปได้อีกนานเท่าใด แม้จะยืนอยู่เหนือผู้คนมากมายและสั่งเป็นสั่งตายคนมานักต่อนัก แต่ภาพที่เห็นตรงหน้าหลายครั้งหลายครามันก็ยากเกินกว่าที่จะทำเป็นนิ่งเฉย
...กับคนที่ตนเองรัก...และคนรักของเพื่อนรัก...
.
.
.
สอง เดือนก่อนหน้านี้ ร่างสูงของชายหนุ่มหน้าตาดีพร้อมคนติดตามหนึ่งคนเช่นเคยได้ก้าวเข้ามาที่ ร้านดอกไม้แห่งนี้เป็นหนที่สอง เจ้าของร้านทั้งสองคนต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี และยินดีเป็นอย่างยิ่งที่คนคนนี้มายืนอยู่ที่ร้านเขาอีกครั้ง
“จะไปหาเรียวจังหรือครับ?” เสี้ยวหน้าที่จัดว่าดูดีเบี่ยงหันมามองต้นเสียงของคำถามนั้นเพียงนิด มุมปากได้รูปกดลึกลงเป็นรอยยิ้มบางเบาก่อนจะพยักหน้ารับแล้วหันไปเลือก ดอกไม้ในตู้ต่อ เจ้าของร้านตัวเล็กเลือกที่จะเดินไปที่ตู้ฝั่งตรงข้ามกับที่ลูกค้ารูปหล่อ ยืนอยู่ เสียงเปิดประตูบานเลื่อนกระจกเรียกให้จินหันกลับมามอง
มือ เล็กเอื้อมเข้าไปหยิบเอาดอกไม้กลีบอ่อนบางสีส้มจางๆกลีบดอกที่ซ้อนอยู่ด้าน นอกเป็นสีเหลืองอ่อนดูสวยงามแต่ไม่อ่อนแอ เลือกหยิบออกจากถังที่ใส่ไว้ได้สองสามช่อแล้วจึงยื่นดอกไม้ในมือมาตรงหน้า ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่
“แดฟโฟดิล ดีไหมครับ?” จินทำท่าคล้ายจะคิดอะไรเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้มอย่างที่ทำ ประจำ คนตัวเล็กเดินไปที่โต๊ะเพื่อจัดช่อดอกไม้โดยไม่คลายรอยยิ้มและมีจินเดินตาม ไป ร่างสูงหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาจากสูทเนื้อดีที่ราคาคงไม่ใช่หยอก เป็นผลให้คนที่กำลังเลือกสีกระดาษสาต้องเงยหน้าขึ้นมองความเคลื่อนไหวตรง หน้า แล้วเลิกคิ้วถามถึงจุดประสงค์ของธนบัตรใบที่ยื่นมาตรงหน้า
“อะไรหรือครับ?”
“ค่าดอกไม้ไง...” ยังไม่ทันที่ที่จินจะพูดจบมือเล็กที่ชื้นน้ำจากการตัดก้านดอกไม้ใต้น้ำใน กระป๋องน้ำ เช็ดมือผ่านๆก่อนจะเลื่อนอย่างรวดเร็วเพื่อดันธนบัตรใบนั้นคืนสู่มือเจ้าของ
“เก็บไปเถอะครับ ถ้าพี่ชายผมรู้...คงไม่ดีใจเท่าไหร่” สีหน้าดุตอนแรกคล้ายกับเป็นคำขู่เข็นให้จินเก็บกระดาษมีมูลค่าใบนั้นลง กระเป๋าในทันทีซึ่งโดยปกติคงไม่มีใครได้เห็นการที่อคานิชิ จิน จะทำตามคำสั่งของคนอื่น เมื่อจินทำตามคำขออย่างว่าง่ายไม่อิดออด เพราะไม่รู้จะอิดออดให้ได้อะไรขึ้นมาในเมื่อเจ้าตัวเค้าแสดงเจตจำนงออกทาง สายตาชัดเจนคาซึยะจึงยิ้มอย่างพอใจ จินเกรงว่าการขัดใจคงไม่ก่อให้เกิดผลดีกับการพบหน้าในครั้งต่อไป อีกอย่าง จินไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้มีความคิดที่ว่าอยากลองเป็นฝ่ายตามใจคนตาดุดูบ้าง อาจจะติดใจการตามใจคนอื่น...ใครซักคน เพราะที่ผ่านมาเคยแต่บังคับให้คนอื่นตามใจ
“ไม่สงสัยหรือครับว่าทำไมผมถึงรู้ว่าคุณเป็นเพื่อนเรียวจัง?” คำถามที่คาซึยะเลือกมาถามเพื่อสร้างความคุ้นเคยเป็นคำถามที่จินไม่สงสัยแน่ นอนอยู่แล้ว ในเมื่อทุกเหตุการณ์ที่สุสานวันนั้น วันที่จินได้พบคาเมะและฮิโรกิเป็นครั้งแรกบันทึกไว้ในสมองจินทุกเหตุการณ์ แต่จินก็ยังพยักหน้าพร้อมคำตอบรับเบาๆ
“อืม สงสัยสิ” เจ้าของร้านดอกไม้ชูช่อดอกไม้ขึ้นเสมอระดับสายตาตรวจดูความเรียบร้อยทั้งที่ คิ้วข้างหนึ่งถูกเลิกขึ้นสูงแสดงอาการประหลาดใจ ...สงสัยแล้วไม่เห็นถาม?... สายตาคมกริบมองมือที่จัดการงานอย่างชำนาญในเวลาไม่นานหลังจากที่เงียบบ้าง คุยบ้าง พูดคุยกับฮิโรกิที่เดินเข้าเดินออกภายในร้านบ้างหลังร้านบ้าง ก่อนจะเอื้อมมือไปรับช่อดอกไม้ช่อเล็กมาถือไว้
“คุณมีธุระที่ไหนหรือเปล่าครับ?” คนตัวเล็กเท้าคางกับโต๊ะจัดดอกไม้มองไปที่ช่อดอกไม้ยิ้มๆเมื่อเห็นอีกฝ่ายแสดงสีหน้าพอใจกับผลงาน
“ไม่ ทำไมหรือ?” รอยยิ้มบนริมฝีปากบางแย้มกว้างขึ้นอย่างสมใจ จนแก้มกลม ดวงตายิบหยี
“รอไปหาเรียวจังพร้อมกันไหมครับ?”
“...ไปสิ” หลังคำตอบรับคาซึยะยิ้มกว้างสำหรับคำตอบที่เป็นที่พอใจและขณะเดียวกับที่ฮิโรกิเดินออกมาจากหลังร้านพร้อมจานขนมในมือ
“นี่ฮิโรกิ คุณอคานิชิจะไปหาเรียวจังด้วยแน่ะ” ฮิโรกิตอบรับคำบอกเล่าด้วยการยิ้มกว้างแล้ววางจานขนมในมือลงตรงหน้า สีหน้าแสดงความยินดีไม่ปิดบัง
“คุณอคานิชิ ทานขนมรองท้องหน่อยสิครับ ผมทำเอง เรียวจังชอบทาน” คุกกี้ชิ้นเล็กพอดีคำถูกจัดใส่จานมาวางไว้ตรงหน้าพร้อมคำเชิญ จินกำลังนั่งตัดสินใจว่าจะหยิบชิ้นขนมเข้าปากแต่เสียงเหมือนเนื้อกระทบเนื้อ ไม่เบานักดังขึ้นให้หันไปมองคนที่ร้องเสียงครวญ
“โอ๊ย ฮิโระตีเราทำไม?” มือขาวสะบัดเร่าเพราะความเจ็บ คิ้วย่นจนชนกันสีหน้ายุ่งยากใจเหมือนเด็กโดนดุ
“มือยังไม่ทันล้างมาหยิบขนมได้อย่างไร?! อยากกินก็ไปล้างมือโน่น” ร่างเล็กลุกออกจากโต๊ะตัวที่นั่งเท้าคางอยู่เดินไปที่อ่างล้างมือพร้อมเสียงบ่นปอดแปดไม่ได้ศัพท์
“สนิทกันดีนะครับ” จินยิ้มให้กับท่าทางและกิริยาคล้ายเด็กของคนตัวเล็กและอีกคนที่เห็นเค้าความ เป็นผู้ใหญ่กว่ามาก ทั้งที่ผู้ชายที่ไม่ใช่เด็กทำแต่จินกลับคิดว่ามันน่ามองดีไม่น้อยไปกว่ากัน
“เราสามคน...เรียวจังด้วยน่ะครับ สนิทกันมาก ถึงแม้ว่าเรียวจังจะเพิ่งมารู้จักกับเราสองคนทีหลัง สนิทกันมากจน...” คำพูดประโยคนั้นไม่ทันจบประโยคดีแต่ฮิโรกิก็เลือกที่จะเงียบลงและยิ้มเกลื่อนคำพูดนั้นไปเมื่อคาเมะกลับเข้าสู่วงสนทนาอีกครั้ง
“ดูสิฮิโระนี่...แดงเลยนะ” ยื่นหลังมือให้เห็นว่าแดงเป็นรอยนิ้วชัดเจนเพียงไร มือนั้นอยู่ตรงหน้าคุณลูกค้ารูปหล่อที่กลายสถานะเป็นแขกของเจ้าของร้านไปโดย ไม่รู้ตัว มือใหญ่ที่สีไม่ต่างแต่ขนาดต่างกันไกลเอื้อมมือจับพร้อมกับผ้าเช็ดหน้าในมือ ซับน้ำหยดเล็กบนหลังมือขาวให้เจ้าของมือรีบชักออกด้วยความตกใจ
“ไม่ต้องก็ได้ครับคุณอะ...”
“ไม่เป็นไรหรอก...แต่จะรู้สึกดีมากกว่าถ้าเรียกผมว่าจิน”
“เอ่อ...ขอบคุณครับ คุณจิน”
“ไม่เป็นไร ผมยินดี” มือของจินคงอุ่นมากพอที่จะทำให้คาซึยะหน้าร้อนตามไปด้วย ดวงตาเรียวเหลือบมองไปทางเพื่อนสนิทแล้วรีบปลดมือออกจากมือใหญ่ทันที จินมองตามสายตาร่างเล็กไปก็พบเห็นว่าฮิโรกิมองเมินไปทางอื่นแล้วอมยิ้มแล้ว หยิบถังน้ำใบสุดท้ายของขั้นตอนการเก็บร้านไปเก็บที่หลังร้านก็ให้ยิ้มออกมา อย่างไม่มีเหตุผล
“เขินหรือ?” ดวงตาเรียวเบิกกว้างอย่างตกใจสำหรับคำถามที่ได้รับ แล้วใบหน้าหล่อเหลายังติดรอยยิ้มคล้ายจะล้ออยู่ที่มุมปากไม่จางอีกต่างหาก
“...ก็ทำอย่างนั้น ใครจะไม่เขิน ผู้ชายด้วยกันนะครับ” น้ำเสียงตะกุกตะกักในคำแรกและกลายเป็นปกติในคำพูดต่อมาทำให้จินรู้สึกเหมือน ยิ่งให้ความสนใจกับร่างตรงหน้ามากขึ้นอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
คนที่ ทำท่าเหมือนจะเขิน และยอมรับว่าเขิน แต่กลับควบคุมน้ำเสียงและตัวเองให้กลับมามั่นใจดังเดิมได้ในเวลาไม่ถึงนาที และยังแสดงความคิดในใจออกมาได้ตรงไปตรงมาเสียด้วย ชีวิตนี้ผ่านมายี่สิบกว่าปี ชีวิตที่อยู่ท่ามกลางความแข็งกระด้างของสังคมรอบตัวมากมายทำให้จิตใจอยากรับ รู้ถึงความจริงใจและอ่อนโยนบ้าง
“ขอโทษที่ทำให้รู้สึกอย่างนั้น” มือใหญ่วางมือเล็กลงอย่างนิ่มนวลและคำขอโทษก็ถูกปฏิเสธในทันทีเช่นกัน
“จะขอโทษทำไมครับ? คุณชอบขอโทษขนาดนั้นเลยหรือ?” จินไม่ได้ตอบอะไรออกไปคาซึยะจึงเสริมต่อทันที
“แล้วขอโทษทำไมบ่อยนักล่ะครับ? คุณยังไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย” ใบหน้าเล็กแย้มยิ้มให้ ในมือเล็กมีพวกกุญแจพวงหนึ่งซึ่งคาดว่าคงเป็นกุญแจร้านและบ้านหลังเล็กนี้ เมื่อคาซึยะเห็นว่าฮิโรกิถอดผ้ากันเปื้อนแขวนที่ที่แขวนเรียบร้อยมือเล็กจึง ถอดของตัวเองส่งให้เพื่อนช่วยแขวนให้แล้วจัดการผมหน้าของตัวเองด้วยยางรัดผม ที่คล้องไว้ที่ข้อมือเล็ก ผมทรงจุกน้ำพุเล็กๆ กับใบหน้าน่ารัก เข้ากันอย่างลงตัว
.
.
.
ผู้ชายสามคนเดินไปตาม ทางเดินที่ทอดตัวยาวผ่านแนวเนินเตี้ยๆ ไปจนถึงจุดหมายที่ต้องการ เวลาสี่โมงเย็นเป็นเวลาประจำที่ทั้งคาซึยะและฮิโรกิจะมาที่แห่งนี้เพื่อพูด คุยกับพี่ชายและคนที่รักที่สุด จินเป็นคนถือดอกไม้ช่อที่คาเมะจัดให้ในมือฮิโรกิอาสาเป็นคนเปิดประตูรั้ว เหล็กดัดสีขาวสวยงามที่ขวางอยู่ตรงหน้าให้
ก้าวแรกที่ทั้งสามเหยียบ ลงบนผืนดินแห่งนี้พร้อมกัน สายลมเย็นอ่อนเบาก็พัดเข้ามาปะทะใบหน้าให้ความรู้สึกอบอุ่นมากกว่าจะหนาว เหน็บ ความรู้สึกบางอย่างที่โอบล้อมร่างกายเอาไว้ รู้สึกดีจนต้องหันมามองหน้ากันด้วยรอยยิ้มที่มีความหมายเดียวกันว่าเรียวรับ รู้การมาถึงของทุกคนในที่นี้
.
.
.
“คุณจินนั่งด้วยกันสิครับ” ฮิโรกิหันไปชวนให้จินนั่งลงที่ข้างกันกับคาซึยะหลังจากทำความสะอาดบริเวณป้ายหน้าหลุมศพเสร็จ
“ขอบคุณ” คาซึยะกับฮิโรกิช่วยกันคลี่ผ้าผืนไม่เล็กไม่ใหญ่ออกเพื่อรองนั่งไม่ให้เสื้อผ้าเลอะเทอะไปมากกว่าที่เป็นอยู่
“ไม่เป็นไรครับ” เจ้าของร้านดอกไม้ทั้งสองยิ้มให้จิน ฮิโรกินั่งโดยมีคาซึยะที่ทอดตัวนอนตามความยาวของผืนผ้าแล้วบิดขี้เกียจเสียยกใหญ่
“ทำอะไรไม่อายคุณจินเลยนะคาซึยะ”
“...ขอโทษครับ” ร่างบางยิ้มแหยแล้วซุกหน้าลงกับหน้าตักของเพื่อน
“ไม่เป็นไร ตามสบายเถอะ ผมรู้ว่าเหนื่อยกันมาทั้งวัน” เห็นเดินเข้าเดินออกหน้าร้านหลังร้านกันสองคนตั้งแต่ที่จินมาถึงยังไม่ได้ หยุด คิดว่าคงจะเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ตอนร้านเปิดแล้วล่ะมั้ง ตัวก็เล็กแค่นี้ อีกคนก็ร่างบางไม่แพ้ผู้หญิง แต่ทำงานทั้งวันแล้วยังยิ้มได้ทุกเวลา น่าอิจฉาเรียวที่มีคนข้างตัวเป็นเหมือนแสงอาทิตย์ที่คอยให้ความอบอุ่นแก่จิต ใจเสมอมา ผิดกับจิน...คนที่แสงสว่างไม่เคยเข้าถึงจิตใจ
“นี่เรียวจัง...วันนี้เพื่อนเรียวจังมากับฉันด้วยนะ ทักทายเพื่อนด้วยล่ะ” คาซึยะบอกกับป้ายหินสลักชื่อเสียงเรียงนามเอาไว้ยิ้มๆ ด้วยความคิดที่ว่าถ้าเกิดเรียวทักทายเพื่อนอย่างที่บอกจริงจะออกมาในรูปแบบ ไหนกัน จะเหมือนหนังสยองขวัญที่มีมือมาสะกิดให้จินรู้สึกโดยไม่มีแม้แต่มือโผล่ให้ เห็นไหมนะ?
“บอกให้เรียวมาทัก ถ้าเรียวมาจริงนายนั่นล่ะที่จะกลัวจนสั่นน่ะคาซึยะ” คนถูกติงทำหน้าคล้ายจะพูดไม่ออกพักนึงแล้วพยักหน้าเร็วๆ อย่างรับรู้ในสิ่งที่เพื่อนบอกแล้วรีบกลับคำพูดทันที “ไม่ต้องมาก็ได้นะ อยู่เงียบๆอย่างเดิมดีแล้วล่ะ” ฮิโรกิระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่นให้คาซึยะค้อนเข้าให้
“คุณจินเป็นเพื่อนกับเรียวจังมานานแล้วหรือครับ?” จินหันมาสนใจกับคำถามของฮิโรกิที่เป็นฝ่ายชวนคุย
“ก็...นานครับ ตั้งแต่เด็กเลย” ใช่ จินและเรียวเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก เพื่อนสนิทที่สนิทกันมาก ถ้าพูดกันตามจริง เรียวกับจินแทบจะอยู่ด้วยกันตลอดเวลา เรียวอาศัยอยู่ในบ้านจินเพราะพ่อของเรียวและคาซึยะทำงานให้บ้านของจิน ตอนนั้นแม่ของคาซึยะกับเรียวอาศัยอยู่ที่ร้านดอกไม้เพราะการหย่าร้าง คาซึยะได้พบกับเรียวเมื่อเรียวเรียนจบม.ต้นและกลับมาอยู่กับน้องชายเพราะแม่ ที่เสียชีวิตไป
“เพื่อนสมัยเด็กหรือครับ?” คาซึยะผุดลุกขึ้นนั่งจ้องหน้าจินจริงจังเหมือนต้องการความจริงอะไรบางอย่าง
“ใช่...เพื่อนที่โรงเรียน” ความจริงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องปกปิดทำให้ต้องโกหกออกไปด้วยสีหน้าที่เป็น ปกติ ไม่แสดงพิรุทใดให้คนทั้งสองสงสัย ด้วยความจริงที่ว่าบ้านจินเป็นนักสังหารและเป็นที่ที่ทำให้แม่ของคาซึยะและ เรียวไม่ได้อยู่กับพ่อ เป็นบ้านที่ทำให้ครอบครัวที่ควรจะสงบสุขและมีความสุขไม่เหลือแม้แต่ความ อบอุ่น เพราะแม่ของทั้งคู่ไม่อยากให้ผู้เป็นสามีต้องไปเข่นฆ่าใครด้วยหน้าที่หลัก คือนักสังหารตามใบสั่งนายใหญ่อย่างพ่อของจิน ร่างบางนอนลงไปอีกครั้งกับประโยคพึมพำเบาๆ
“อย่างนั้นหรือ” ปลายนิ้วของฮิโรกิสางเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนที่ท่าทางว่าจะนุ่มมือไม่น้อยเล่นไปมา คนถูกทำก็เพลินจนหลับตานอนนิ่ง
“แล้วคุณจินรู้ได้อย่างไรครับว่าเรียวจัง...” ปลายเสียงของฮิโรกิแผ่วลงเหมือนไม่อยากพูดถึงคำนี้ทำให้จินตัดสินใจที่จะตอบออกมาทั้งที่ประโยคคำถามยังไม่จบลง
“ทราบจากเพื่อนอีกทีครับ เพื่อนบอกมาว่าเรียวกำลังจะเดินทางไปต่างประเทศเพื่อทำงานอะไรบางอย่างแล้วประสบอุบัติเหตุ” ฮิโรกิพยักหน้ารับรู้ว่าสิ่งที่จินรู้มานั้นเป็นสิ่งที่ถูก เพราะทั้งเขาและคาซึยะก็รู้ตามที่จินบอกมา แต่ใครอื่นจะรู้นอกจากจินและคนสนิทว่าเรียวตายไปเพราะอะไร? จินเพิ่งรู้สึกว่าการมีความลับนี่ช่างน่ารำคาญจนไม่อยากจะทนเก็บมันไว้ แต่ให้อย่างไรก็ต้องทน ในเมื่อสัญญาระหว่างเขาและเรียวเป็นสิ่งที่ต้องรักษาให้เหมือนกับเรียวที่ รักษาสัญญาของตัวเองที่ว่า...จะยอมตายแทนจิน...
“คุณไม่รู้หรือว่าเรียวจังทำงานอะไร?” ใบหน้าหล่อเหลาส่ายเบาๆเป็นคำตอบให้คนที่นอนอยู่บนตักเพื่อนทำหน้ายู่อย่างไม่สบอารมณ์
“แล้วเรียวไม่บอกพวกคุณหรือว่าเขาทำงานอะไร?” เสียงนุ่มทุ้มถามเหมือนสนใจใคร่รู้ แต่ความจริงแล้วจินแทบจะไม่ต้องการรับฟังอะไรเลยในเมื่อเขารู้ทุกอย่าง เกี่ยวกับเรียวเป็นอย่างดี อยู่ด้วยกันแทบจะยี่สิบสี่ชั่วโมง และจินก็รู้ดีว่าเรียวทำอะไรถึงต้องปิดปากเงียบเรื่องของเรียวอย่างที่ทำ อยู่ตอนนี้ ทั้งฮิโรกิที่นั่งเป็นหมอนหนุนให้คาซึยะและตัวคาซึยะเองส่ายหน้ากันพัลวัน ถึงต้องำแกล้งถอนหายใจ
“เรียวก็ไม่ได้บอกผมเหมือนกัน เราเจอกันไม่บ่อยหรอกครับแค่เดือนละสองสามครั้งเท่านั้น เวลาที่เรียวเข้าไปที่โตเกียว” ใช่ ถึงจินจะมีตำแหน่งควบคู่เป็นทั้งหัวหน้าและเพื่อนของเรียว แต่จินก็เจอเรียวเพียงอาทิตย์ละครั้ง นี่เป็นหนึ่งในข้อตกลงที่เรียวจะรับตำแหน่งนักสังหารมือหนึ่งของกลุ่มไว้ เรียวจะกลับมารับคำสั่งของกลุ่มทุกอาทิตย์ อยู่เป็นที่ปรึกษาให้จินบ้างในบางครั้ง และจะไปทำงานตามสิ่งที่ได้รับมอบหมายตามแต่ระยะเวลาจะเป็นใจ
“ผม สงสัยมาตลอดว่าพี่ชายทำงานอะไร เรียวจังบอกแค่ว่าเป็นงานประจำแต่เอากลับมาทำที่บ้านได้ บางครั้งก็ต้องออกไปทำนอกสถานที่ ถามเท่าไรเรียวจังก็ไม่เคยคิดจะแง้มปากบอก แม้แต่ตอนนี้ก็ยัง...” น้ำเสียงกระเง้ากระงอดที่บ่นยืดยาวออกมาตอนแรกแผ่วเบาไปในประโยคสุดท้าย ใบหน้าเรียวสวยเงยขึ้นมองเจ้าของมือเรียวที่ลูบอยู่ที่แก้มเบาๆ คล้ายจะปลอบโยน คาซึยะกลั้นเสียงสะอื้นก่อนที่มันจะหลุดออกมาแล้วมือเล็กก็ยกขึ้นแตะแก้มของ อีกคน สายตาที่คนทั้งสองมองกันไม่ได้แตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย ปลอบโยนด้วยน้ำตา
“สัญญากันแล้วไง เช็ดออกให้หมดเดี๋ยวนี้เลย” ตัวตัวเล็กต่อว่าเพื่อนไปอย่างนั้นแต่ตัวเองก็ยังหลุดเสียงสะดุดลมหายใจตัวเองออกมาอยู่ดี
“คาเมะต่างหากที่เริ่มก่อน” ร่างเล็กผุดลุกขึ้นนั่งเร็วพยายามกระพริบตาไล่หยดน้ำที่คลออยู่ที่หน่วยตา ปลายนิ้วกลมเอื้อมไปแตะเอาหยดน้ำที่หางตาของฮิโรกิออกอย่างรวดเร็ว
“.............................” แม้ปลายจมูกจะยังแดงเรื่ออยู่แต่ริมฝีปากบางก็ฉีกยิ้มกว้างจนตาหยีอย่างเอาใจให้ฮิโรกิที่ส่งยิ้มจางๆมา
“เด็กดีต้องอย่างนี้สิ” สองร่างตรงหน้าจินกอดกันแน่นแต่จินก็ยังเห็นว่าฝ่ามือทั้งสองคู่กำแน่นเข้า ที่เสื้อของอีกฝ่ายคล้ายจะอดกลั้นกับความรู้สึกที่ไม่อยากเผชิญ “สัญญา...”
“ไม่ต้องสัญญาหรอก...การร้องไห้มันไม่ใช่สิ่งไม่ดีตรงไหนนี่?” เสียงของบุคคลที่สามแทรกผ่านอ้อมกอดของร่างบางสองร่างเรียกให้หันไปมองอีกคนที่อยู่ร่วมสถานที่เดียวกัน “ผมไม่คิดว่ามันแย่หรอกถ้าจะร้องไห้เพื่อใครสักคน ดีเสียอีกที่พวกคุณร้องไห้ได้”
“ขอโทษด้วยนะครับพวกเราคงทำให้คุณรู้สึกไม่ค่อยดี” ฮิโรกิเป็นฝ่ายผละออกจากวงแขนเล็กของคาซึยะ ร่างโปร่งสูดลมหายใจลึกเพื่อคลายสะอื้นก่อนจะยิ้มบางเบาและเอ่ยคำขอโทษในท้ายที่สุด
“ไม่เป็นไร...ผมเข้าใจ” จินยิ้มรับในขณะที่ปลายสายตาเห็นว่าอีกคนฝ่ายแสดงสีหน้าเหมือนตอนที่อยู่ที่ ร้าน คาซึยะกำลังเขิน...มือใหญ่เอื้อมไปแตะลงบนกลุ่มผมนุ่มมือแล้วรั้งเบาๆ พร้อมกับเขยิบตัวเข้าใกล้ให้ศีรษะเล็กได้ซุกซบลงบนไหล่กว้าง คำพูดไม่กี่ประโยคของจินทำให้ตอนนี้บ่าเสื้อเชิ๊ตสีขาวของจินชุ่มไปด้วยหยาด น้ำร้อนจนฮิโรกิยังแสดงอาการตกใจแต่ก็ส่งยิ้มมาให้ในที่สุด
“ถ้า อยากร้องไห้แล้วไม่ร้อง...ก็เท่ากับไม่รู้จักความอ่อนแอ แล้วคนที่ไม่เคยอ่อนแอที่ไหนจะกลายเป็นคนเข้มแข็งได้ ถ้าเสียใจแล้วอยากร้องไห้ก็ทำเถอะ ถ้าเศร้าจนทนไม่ไหวก็ปลดปล่อยมันออกมา แล้วถ้าอยากจะหาที่ที่สามารถร้องไห้ได้อย่างเต็มที่...ผมเต็มใจนะ รับรองว่าเรียวไม่ว่าหรอก” จินส่งยิ้มให้ฮิโรกิที่มองมาทางเขาทั้งคู่ด้วยรอยยิ้มทั้งที่หน่วยตาสวยพราว ไปด้วยหยดน้ำ จินไม่ได้กอดปลอบฮิโรกิอย่างที่ทำกับคาซึยะ เพราะจินไม่คิดว่าเรียวจะชอบใจหากเขาจะเป็นคนปลอบโยนคนสำคัญของเรียวแม้แต่ ตัวฮิโรกิเองก็คงต้องการคนปลอบโยนด้วยอ้อมกอดอบอุ่นของคนอ่นซึ่งไม่ใช่จิ นแน่ แต่กับคาซึยะจินกล้าที่จะทำ...เพราะจินรู้สึกอยากจะปกป้องคนตรงหน้าให้มีที่ พึ่งพิงบ้างสักนิดก็ยังดี
เพราะคาซึยะเหงาและเดียวดายยิ่งกว่าฮิโร กิ ฮิโรกิยังเคยมีช่วงเวลาที่มีครอบครัวที่อบอุ่น มีญาติพี่น้องที่อยู่กันพร้อมหน้าแต่คาซึยะไม่เคย เพราะฮิโรกิเคยมีเรียวที่คอยปกป้องในฐานะพี่ชายและคนรัก แต่คาซึยะมีเพียงเรียวที่ปกป้องในฐานะพี่ชาย และฮิโรกิผ่านและพบกับหลายสิ่งบนโลกใบนี้มากมากกว่า เข้มแข็งพอที่จะอยู่กับความจริงตรงหน้าได้มากกว่าคาซึยะ จินถึงได้โอบอุ้มคาซึยะเอาไว้ในอ้อมกอด แต่จินก็ยังเต็มใจที่จะกางปีกปกป้องฮิโรกิด้วยเช่นกัน
ผ่านไปไม่นาน ร่างเล็กที่สั่นเทาก็หยุดนิ่งแล้วผละออกห่างก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาดังๆ รอยแดงบนแก้มเนียนทำให้จินรู้ได้ว่าคาซึยะกำลังเขินอีกแล้ว มือใหญ่ยกขึ้นปาดปลายนิ้วหัวแม่มือลงบนโหนกแก้มเกลี่ยเอาความชื้นที่เกาะ อยู่ให้จางลง อะไรดลใจให้ทำไม่รู้ได้ จินรู้แค่ว่าร่างกายมันเป็นไปเอง เมื่อจินโน้มใบหน้าเข้าใกล้คาซึยะก็พริ้มตาหลับลง ฮิโรกิเมินหน้าออกไปทางอื่นเมื่อจินแตะริมฝีปากเย็นฉ่ำลงบนแก้มนุ่มทั้งสอง ข้าง
“สบายใจก็ดีแล้ว ใกล้ค่ำแล้ว กลับกันเถอะ” ประโยคแรก จินบอกให้คนตรงหน้าฟัง แต่ประโยคหลังจินหันไปมองทางฮิโรกิที่เพิ่งหันกลับมาทางทั้งสองแล้วยิ้มรับ ครั้งนี้จินเป็นคนเก็บผ้าปูรองนั่งให้คาซึยะเดินนำไปเก็บไว้ที่ประจำ
เรื่อง ราวแห่งการโกหกยังคงดำเนินต่อไปด้วยการที่จินเลือกที่จะเอ่ยถึงเรื่องของ เรียวเมื่อทั้งคาซึยะและฮิโรกิถามถึง ความจริงบางส่วนยังคงถูกเก็บเอาไว้ เพราะสัญญาที่เคยให้ไว้ต่อกัน...สัญญาเพื่อแลกกับการที่เรียวจะเข้ามาเป็น มือสังหารและผู้ติดตามหมายเลขหนึ่งอย่างที่ถูกวางตัวไว้ตั้งแต่เรียวยังอยู่ ที่บ้านจิน
“พวก เขาจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและจะต้องไม่ได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมด ฉันจะตายจากพวกเขาไปเพราะฉันไม่อยากให้พวกเขาต้องมามีส่วนเกี่ยวข้อง นิชิกิโด เรียว จะตายจากน้องชายเพียงคนเดียวและเพื่อนของเขาไป คนที่จะต้องปกป้องเขาแทนฉันคือนาย...ในฐานะเพื่อนฉันคงฝากให้นายดูแลเขาได้ และในฐานะเจ้านาย...ผมจะทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายและทำเพื่อประโยชน์ของ กลุ่มให้ดีที่สุดครับ...ผมสัญญา”
.
.
.
เมื่อ สองเดือนก่อนเป็นฤดูที่กำลังเปลี่ยนเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงผู้มาเยือนยังจำได้ ถึงวันแรกที่ได้พบเจอกับทั้งคู่ บรรยากาศตอนนั้นไม่ต่างจากตอนนี้เท่าไรนัก เพียงแต่ความเย็นของอากาศโดยรอบจะมีมากขึ้น ใบไม้ที่เคยปลิดตัวร่วงจากกิ่งก้านก็กลายเป็นต้นไม้ที่แทบจะไม่มีใบติดต้น ไว้ให้เห็นเลย
เส้นทางเดิมที่เคยเดินมาเมื่อสองชั่วโมงก่อน ตอนนี้กำลังมืดลงเพราะดวงอาทิตย์ที่คล้อยไปอยู่ขอบฟ้าฝั่งตะวันตก ทั้งสามกำลังเดินกลับสู่หมู่บ้านด้วยความเร็วการก้าวเท้าที่สม่ำเสมอ เสียงพูดคุยที่แทรกผ่านความเงียบของบรรยากาศโดยรอบไปตามทางที่เดินผ่านไม่ ได้ทำให้ความสงบของพื้นที่หายไป สายลมเย็นยังคงทักทายตอบเป็นระยะๆให้คนที่เดินผ่านเย็นจนต้องห่อตัวเองเข้า แต่ในความรู้สึกก็ไม่หนาวเหน็บเหมือนช่วงที่กำลังเปลี่ยนอากาศอย่างเวลาทั่ว ไป
ประตูหน้าบ้านหลังเล็กหัวมุมถนนที่ทอดยาวเส้นเล็กของหมู่บ้านชาน เมืองถูกไขกุญแจโดยเจ้าของบ้านในเวลาเกือบมืด ร่างเล็กก้าวเข้าในบ้านโดยไม่ลืมหันมาเชิญแขกผู้มาเยือนที่มาตั้งแต่เมื่อ กลางวัน
“เข้ามาดื่มกาแฟก่อนไหมครับ?” รอยยิ้มสดใสบนแก้มกลมๆยังมีให้เห็นไม่จางสายตาทำให้จินคิดคำปฏิเสธไม่ออกจน ต้องก้าวเข้ามานั่งในห้องรับแขกบ้านหลังนี้เป็นครั้งแรก ร่องรอยของความอบอุ่นในแบบของครอบครัวยังหลงเหลือให้ได้สัมผัสเวลาที่มองไป ยังกรอบรูปที่แขวนอยู่ตามผนังบ้าน
“ขอบคุณมาก รบกวนสองครั้งเลย” ฮิโรกิที่เดินตามคาซึยะซึ่งวางแก้วกาแฟลงแล้วนั่งลงที่เบาะตรงข้ามวางจานขนมลงอีกใบหนึ่ง
“ไม่ เป็นไรครับ ถ้าไม่รังเกียจเชิญทานมื้อเย็นด้วยกันก่อนสิครับ” จินยกข้อมือขึ้นเพื่อมองนาฬิกาเรือนสีเงินมองเวลาแล้วก็ต้องตอบปฏิเสธอย่าง เกรงใจ
“ผมคงไม่รบกวนแล้วล่ะครับ อีกสักพักคงกลับ” ถึงแม้จะเป็นคำปฏิเสธแต่เจ้าบ้านทั้งสองก็ยังยิ้มรับ
“นั่น สิ...ขับรถกลางคืนลำบากแย่เลย ขอโทษนะครับที่ทำให้เสียเวลาจนมืดค่ำขนาดนี้ แล้ว...คนขับรถคุณอยู่ที่ไหนหรือครับ? ตั้งแต่วันนั้นแล้วไม่เคยได้คุยกันเลย” วันนั้นที่คาซึยะพูดถึงไม่ได้ทำให้จินต้องนึกนาน วันแรกที่เขาทั้งสองพบกัน จินออกจะสนใจในตัวคาเมะเพิ่มมากขึ้นอีกหลายเท่าหลังจากที่คนตัวเล็กสามารถจด จำรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเขาและคนรอบข้างได้ดีอย่างน่าทึ่ง
“ไม่เป็นไร ผมยินดีที่ได้ช่วยเหลือคุณบ้าง”
“ขอบคุณครับ”
ฮิ โรกิเอ่ยลาที่หน้าประตูบ้านแล้วขอตัวเข้าไปเตรียมมื้ออาหารเพื่อไม่เป็นการ เสียเวลา คาซึยะจึงเป็นคนมาส่งแขกเช่นหลายๆครั้ง โดยมากจะเป็นร่างเล็กที่ออกมาส่งคนตัวโตถึงหน้าประตูบ้าน รถคันใหญ่จอดเทียบหน้าบ้านหลังเล็กพร้อมกับคนขับรถที่แม้ฟ้าจะมืดจนเกือบ สนิทแต่ก็ยังคงใส่แว่นตาสีดำเอาไว้เสมอลงมายืนรอจินอยู่ข้างรถ คาซึยะโค้งให้เป็นการทักทายชายคนนั้นก็ผงกศีรษะเบาๆ เป็นการตอบรับแล้วเปิดประตูรถให้เจ้านายได้เข้าไปนั่ง กระจกรถที่เลื่อนลงหลังจากที่คนติดตามของจินเดินกลับไปประจำตำแหน่งได้ไม่ นานทำให้คาซึยะต้องก้มตัวลงมาให้ใบหน้าเสมอกับ
“แล้วเจอกันวันเสาร์หน้า คาซึยะ” มือเล็กที่ไขว้อยู่ด้านหลังยื่นดอกไม้หนึ่งดอกผ่านทางหน้าต่างรถมาอยู่ตรงหน้า -แดฟโฟดิล-
“ครับ คุณจินแล้วเจอกันนะครับ ขับรถดีๆ นะครับคุณคนขับรถ” จินเลื่อนกระจกปิดเมื่อคาซึยะยืดตัวตรงโบกมืออำลาให้ยังไม่วายมีแก่ใจจะ ตะโกนบอกคนของจินให้ขับรถดีๆ ทั้งที่ชื่อเสียงเรียงนามก็ไม่เคยรู้จัก มองผ่านกระจกมองหลัง บ้านหลังที่รถเพิ่งเคลื่อนตัวห่างออกมาเหลือเพียงแสงไฟเพราะร่างบางที่ยืน อยู่เมื่อครู่ล๊อคประตูหน้าบ้านแล้วเดินกลับเข้าบ้านไปก็ให้จินนึกยิ้ม เอ็นดู
“คุณจินครับ คุณเรียวโทรหาผมบอกว่ารอพบอยู่ที่หอกลางครับ” จินเอนตัวพิงเบาะ ศีรษะได้รูปหงายเงย ดวงตาคมปิดนิ่ง มีเพียงคำรับรู้เบาๆ ที่เป็นสัญญาณให้โคคิรับรู้ว่าเจ้านายฟังอยู่
ดวงตาคมมองไปที่ นั่งข้างตัวที่ว่างอยู่ ดอกไม้กิ่งหนึ่งวางอยู่ตรงนั้น แดฟโฟดิลสีเหลืองอ่อน -เกียรติยศแห่งอัศวิน- อบอุ่นราวกับได้โอบกอดแสงอาทิตย์ กลิ่นหอมของอ้อมกอดเล็ก กลุ่มผมนิ่มที่ซุกซบลงมาบนไหล่ กลิ่นแดดที่อบอุ่น จินอยากเหลือเกิน...อยากที่จะเก็บความอบอุ่นนั่นไว้ในอ้อมกอดตลอดไป
มือ ใหญ่เลื่อนไปไล้เบาๆที่กลีบดอกที่แสนบอบบาง อยากโอบกอดเก็บไว้กับตัว แต่สิ่งที่บอบบางราวกับกลีบดอกไม้อย่างนี้คนแข็งกระด้างอย่างจินจะรักษาไว้ ไม่ให้บอบช้ำได้หรือ? สิ่งเปราะบางอย่างความรัก และความบอบบางของ
คาซึยะจินจะโอบกอดไว้เพื่อให้ได้รับรู้ถึงความอบอุ่นได้หรือ?
อากาศ ที่เริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆตามนาฬิกาธรรมชาติ นิ้วเรียวกดปุ่มเลื่อนกระจกอัตโนมัติลงให้ลมภายนอกได้เข้ามา เส้นผมหยักศกปลิวไปตามแรงลมและทั่วทั้งคันรถได้รับลมแรงที่ยิ่งแรงขึ้นเมื่อ ความเร็วของรถยังทะยานไปบนถนนกว้างไม่ลดลง กลีบดอกบอบบางของแดฟโฟดิลปลิวจนแทบช้ำ ทำให้จินต้องเลื่อนดอกไม้นั้นออกห่าง...และสิ่งนี้ก็ทำให้ร่างสูงนิ่งไปเป็น ครู่กับความคิดของตัวเอง
“ถ้าไม่อยากให้บอบช้ำก็ควรจะทำให้อยู่ห่าง ฉันไว้สินะ เพราะถ้าอยู่ใกล้หรืออยู่ในอ้อมกอดของฉัน...ดอกไม้นี้ก็จะบอบช้ำเพราะอ้อม กอดที่รัดรึงและเจ็บปวด” เสียงทุ้มเปรยเหมือนจะพูดกับตัวเองขณะที่สายตาหรุบต่ำลงมองดอกไม้สีเหลือง ที่ถูกเลื่อนออกไปไกล
“มีคนเปรียบเทียบไว้ว่าการได้โอบกอดกอดช่อดอก แดฟโฟดิลไว้เต็มอ้อมแขนเสมือน ได้โอบกอดแสงอาทิตย์ไว้เลยทีเดียว แดฟโฟดิลทุกสายพันธุ์ล้วนมีกลิ่นหอม แต่แดฟโฟดิลสีเหลืองมีกลิ่นหอมที่สุด ซึ่งดอกไม้ชนิดนี้มีความหมายพิเศษที่ว่า "เกียรติยศแห่งอัศวิน" ดังนั้นการมอบกระถางแดฟโฟดิลจะดีกว่าการให้เป็นช่อดอกไม้ เพื่อที่ผู้รับจะได้มีโอกาสชื่นชมความงามของดอกแดฟโฟดิลได้นานกว่า”
IPB Image
--------------------
งานงอกมหาโหดมาก บ้านไม่ได้อยู่ต้องมาค้างที่แลบ
ตอนนี้ก็...ยาวไปซักหน่อยแต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า
อ่านไปก่อนนะ ขอตั้งหลักก่อน
อีกไม่นานหรอกแล้วเราจะกลับมาฟื้นคืนชีพ
ให้ตายสิ วันๆนั่งเฝ้าแต่เครื่อง รันตัวอย่างวันๆนึงไม่ได้ไปไหนเฝ้าคอมอยู่เนี่ย pen1_04.gif
เหนื่อยจิต
อ่านเถอะ...
ปล...คนทวงอะ...เค้าไม่โทรไปทวงคอมเม้นท์ก็บุญแล้ว
(ที่ จริงแต่งตอนนี้เสร็จนานแล้วเหอะ แต่รอคนที่ค้างไว้มาเม้นให้เสร็จ จะได้ลงต่อ ไม่อยากอ่านคอมเม้นแบบสองตอนรวดได้ปะล่ะ!) ๕๕๕๕๕๕๕๕
เชิญจ้ะ
::*::*::*:: Hana no Tsutae Koto Part 02::*::*::*::
ร้าน ดอกไม้ในเมืองเล็กๆ หัวมุมถนนเส้นที่ทอดยาวจนลับสายตา ช่วงเย็นของวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุด ปกติแล้วลูกค้าจะเยอะเฉพาะช่วงเช้าและกลางวัน ช่วงเวลาที่แม่บ้านทั้งหลายออกมาหาซื้อของหรือจ่ายตลาด แต่ในเวลาเย็นอย่างตอนนี้ก็ได้เวลาเตรียมตัวเก็บร้านเท่านั้น ร่างเล็กของคาซึยะยังเดินวนเวียนเข้าออกระหว่างหน้าร้านกับหลังร้าน ริมฝีปากบางร้องเพลงหงุงหงิงเพลงเดียวกับฮิโรกิ สองเสียงประสานกันเมื่อยามที่เจ้าตัวเดินเข้ามาในระยะที่เสียงสองเสียจะสอด ประสานกันได้ บางครั้งก็หันมายิ้มให้กันบ้างด้วยความถูกใจที่เข้าคู่กันได้ไม่เคยขาด
เสียง ประสานอีกเสียงหนึ่งหายไปเมื่อร่างเล็กเดินหิ้วถุงขยะที่บรรจุก้านดอกไม้สด ที่เหลือจากการตัดกิ่งขณะจัดช่อเอาไปวางไว้ที่ทิ้งขยะ เสียงเพลงเงียบไปเหลือเพียงเสียงตัวฮิโรกิเองที่ร้องเพลงเดิมอยู่ และเสียงกระดิ่งหน้าร้านที่แขวนไว้ดังขึ้นให้ร่างโปร่งที่กำลังจัดม้วนโบว์ เข้าที่หันมามองและกล่าวคำทักทาย
“สวัสดีครับ ร้านดอกไม้คาเมนาชิยินดีต้อนรับครับ” ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งตะโกนคำต้อนรับลูกค้าทันทีที่ได้ยินเสียงกระดิ่งที่ หน้าร้านดังขึ้นก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปทำหน้าที่ต้อนรับลูกค้าอย่างเคย ผู้ชายตรงหน้าฮิโรกิเป็นผู้ชายที่คำว่าสมบูรณ์แบบเป็นคำเดียวที่นึกออกเพื่อ หาคำอธิบายถึงรูปร่างลักษณะของคนคนนี้ สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยเจอมาเลยก็ได้ ท่าทางการวางตัวและการแต่งกายบ่งบอกถึงฐานะและหน้าที่การงานได้ระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าพวกเขาอย่างแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย และไม่แปลกใจเลยสักนิดที่ทำไมผู้ชายท่าทางดูดีขนาดนี้ถึงมายืนนิ่งแต่สายตา คล้ายจะสอดส่ายหาอะไรหรือใครซักคน
“สวัสดีครับคุณจิน...วันนี้วันเสาร์แล้วหรือเนี่ย เร็วจัง” คนถูกทักเพียงแค่ยิ้มจางๆ มองร่างตรงหน้าก่อนจะทักทายตอบ
“สวัสดี ฮิโรกิ พูดเหมือนไม่อยากเจอกันอย่างนั้น” ชายหนุ่มถอดสูทตัวนอกออกพาดกับท่อนแขนมืออีกข้างเอื้อมไปคลายปมไทน์ออกเล็ก น้อยส่งไปให้คนที่ยืนรออยู่ด้านหลังซึ่งจินไม่เคยแนะนำว่าเป็นใครหรือชื่อ เสียงเรียงนามอะไร จินบอกกับทั้งคาซึยะและฮิโรกิว่าคนนั้นคือคนติดตาม ในเมื่อเจ้าตัวเขาต้องการให้รับรู้เพียงเท่านั้น ตัวเขาทั้งสองคนก็ไม่มีอะไรที่จะซักไซร้ให้มากไปกว่าที่ได้รับรู้ บทสนทนาอย่างเป็นกันเองของทั้งคู่คงแว่วให้คนที่อยู่หลังร้านได้ยิน ร่างเล็กในชุดผ้ากันเปื้อนสีเข้มเดินออกมาพร้อมรอยยิ้มที่มักจะมีติดมุมปาก เสมอกับดวงตาเรียวเล็กทอประกายสดใส
“อ้าว...คุณจิน ยินดีต้อนรับครับ ว่าแล้วเชียวว่าฮิโรกิคุยกับใคร คุณนี่เอง” มือเล็กสองข้างถือกระป๋องน้ำที่เตรียมมาเปลี่ยนให้ดอกไม้และสำหรับเช็ดทำ ความสะอาดหน้าร้านทำให้ร่างบางออกอาการเหมือนจะทรงตัวลำบากเล็กน้อยทั้งที่ ยังทักทายอย่างร่าเริง
“สวัสดีคาซึยะ” ไม่ทักเปล่ามือใหญ่เอื้อมไปอาสารับเอากระป๋องสแตนเลสที่ดูท่าคงหนักเอาการ เพราะใส่น้ำมาเสียเต็มถัง
“ขอบ คุณครับ สรุปว่าพวกผมจะได้เจอคุณจินทุกวันเสาร์แล้วสินะครับเนี่ย?” จินพยักหน้ารับเบาๆ แล้วหันมามองทางฮิโรกิพร้อมรอยยิ้มบางเบา
“คา ซึยะไม่อยากเจอฉันหรือ?” คำถามที่คล้ายกับที่ฮิโรกิเคยถามทำให้จินอดที่จะหันไปมองร่างโปร่งที่ยืน อยู่ไม่ไกลแล้วถามคาซึยะกลับบ้าง คนตัวเล็กส่ายหน้าพรืดจนผมปลิว ปากบางยื่นออก หัวคิ้วที่มุ่นสนิททำให้จินรู้โดยทันทีว่าคำถามของจินทำให้คนตอบไม่พอใจ ถ้าอย่างนั้นจินควรทำอะไร? เปลี่ยนคำถามใหม่ดีหรือไม่?
“ถ้าอย่าง นั้นให้ฉันมาทุกเสาร์ไม่ได้หรือ? อาทิตย์เดียวจะเจอกันแค่วันเดียวเท่านั้นเอง” ปลายเสียงทุ้มทอดอ่อนให้ดวงตาเรียวปรายมาสบกับตาคมที่มองมาไม่วางก่อนจะยิ้ม รับอย่างถูกใจ
“ได้สิครับ เนอะฮิโรกิ...มีคนมาเม้าเรียวจังให้ฟังเนี่ยทำไมจะไม่ชอบ ขอบคุณนะครับ” น้ำเสียงรื่นเริงกับข้อดีสำหรับการมาของจินทำให้คาซึยะหันไปขอความเห็นจาก เพื่อนอีกคนให้ฮิโรกิพยักหน้ารับและขอตัวไปหลังร้าน ก่อนที่นำเสียงนั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นคำขอบคุณเบาๆและสายตาที่แสนโศกเศร้า
เวลา ร่วมสองเดือนที่ผ่านมาจินมาที่ร้านดอกไม้แห่งนี้ นับตั้งแต่ครั้งแรกที่ก้าวเหยียบเข้าสู่ความอบอุ่นของบ้านหลังเล็กแห่งนี้ ก้าวเข้ามาร่วมรับรู้ความรู้สึกของคนทั้งสอง ร่างบอบบางที่ไม่คิดว่าจะสามารถทนแบกรับความรู้สึกที่หนักอึ้งอย่างการสูญ เสียได้มากมาย และยังสามารถมีรอยยิ้มที่สดใสเหมือนดวงอาทิตย์ แววตาที่อ่อนโยนเหมือนกลีบดอกไม้ได้อีก ช่วงเวลาที่จะเห็นความโศกเศร้าจากหน่วยตาน่ามองทั้งสองคู่ คือช่วงเวลาที่พวกเขาไปที่
...สุสาน... ที่ซึ่งคาซึยะและฮิโรกิมักจะไปนั่งพูดคุย เล่าเรื่องราวต่างๆมากมายให้กับแผ่นหินที่สลักเพียงชื่อคนที่ทั้งสองรักไว้ เพียงเท่านั้น ที่ที่คำปลอบโยนของทั้งสองคนมีให้กันและกัน ช่วงเวลาเพียงไม่ถึงสองชั่วโมงที่จะมีน้ำตาของอดีตที่แสนอบอุ่น หลังจากนั้น...ดวงตาแสนหวานทั้งสองคู่ก็จะกลับมาสดใสและร่าเริงเมื่อก้าว เดินกลับจากสุสานแห่งนั้น
และเป็นภาพที่ได้เห็นเมื่อใด คำถามที่เคยเกิดขึ้นในหัวครั้งแล้วครั้งเล่าก็จะเกิดขึ้นอีกและทำให้จิ นครุ่นคิดหนักกว่าเดิม ...ทำอย่างใรจินถึงจะทำให้คาเมะมีความสุขได้? ทำอย่างไรจินถึงจะนำพาความสุขที่แท้จริงมาให้ฮิโรกิได้?...
คำ ตอบมันยากเกินไปสำหรับจิน ตัวเขาเองไม่รู้ว่าจะเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างนี้ไปได้อีกนานเท่าใด แม้จะยืนอยู่เหนือผู้คนมากมายและสั่งเป็นสั่งตายคนมานักต่อนัก แต่ภาพที่เห็นตรงหน้าหลายครั้งหลายครามันก็ยากเกินกว่าที่จะทำเป็นนิ่งเฉย
...กับคนที่ตนเองรัก...และคนรักของเพื่อนรัก...
.
.
.
สอง เดือนก่อนหน้านี้ ร่างสูงของชายหนุ่มหน้าตาดีพร้อมคนติดตามหนึ่งคนเช่นเคยได้ก้าวเข้ามาที่ ร้านดอกไม้แห่งนี้เป็นหนที่สอง เจ้าของร้านทั้งสองคนต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี และยินดีเป็นอย่างยิ่งที่คนคนนี้มายืนอยู่ที่ร้านเขาอีกครั้ง
“จะไปหาเรียวจังหรือครับ?” เสี้ยวหน้าที่จัดว่าดูดีเบี่ยงหันมามองต้นเสียงของคำถามนั้นเพียงนิด มุมปากได้รูปกดลึกลงเป็นรอยยิ้มบางเบาก่อนจะพยักหน้ารับแล้วหันไปเลือก ดอกไม้ในตู้ต่อ เจ้าของร้านตัวเล็กเลือกที่จะเดินไปที่ตู้ฝั่งตรงข้ามกับที่ลูกค้ารูปหล่อ ยืนอยู่ เสียงเปิดประตูบานเลื่อนกระจกเรียกให้จินหันกลับมามอง
มือ เล็กเอื้อมเข้าไปหยิบเอาดอกไม้กลีบอ่อนบางสีส้มจางๆกลีบดอกที่ซ้อนอยู่ด้าน นอกเป็นสีเหลืองอ่อนดูสวยงามแต่ไม่อ่อนแอ เลือกหยิบออกจากถังที่ใส่ไว้ได้สองสามช่อแล้วจึงยื่นดอกไม้ในมือมาตรงหน้า ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่
“แดฟโฟดิล ดีไหมครับ?” จินทำท่าคล้ายจะคิดอะไรเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้มอย่างที่ทำ ประจำ คนตัวเล็กเดินไปที่โต๊ะเพื่อจัดช่อดอกไม้โดยไม่คลายรอยยิ้มและมีจินเดินตาม ไป ร่างสูงหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาจากสูทเนื้อดีที่ราคาคงไม่ใช่หยอก เป็นผลให้คนที่กำลังเลือกสีกระดาษสาต้องเงยหน้าขึ้นมองความเคลื่อนไหวตรง หน้า แล้วเลิกคิ้วถามถึงจุดประสงค์ของธนบัตรใบที่ยื่นมาตรงหน้า
“อะไรหรือครับ?”
“ค่าดอกไม้ไง...” ยังไม่ทันที่ที่จินจะพูดจบมือเล็กที่ชื้นน้ำจากการตัดก้านดอกไม้ใต้น้ำใน กระป๋องน้ำ เช็ดมือผ่านๆก่อนจะเลื่อนอย่างรวดเร็วเพื่อดันธนบัตรใบนั้นคืนสู่มือเจ้าของ
“เก็บไปเถอะครับ ถ้าพี่ชายผมรู้...คงไม่ดีใจเท่าไหร่” สีหน้าดุตอนแรกคล้ายกับเป็นคำขู่เข็นให้จินเก็บกระดาษมีมูลค่าใบนั้นลง กระเป๋าในทันทีซึ่งโดยปกติคงไม่มีใครได้เห็นการที่อคานิชิ จิน จะทำตามคำสั่งของคนอื่น เมื่อจินทำตามคำขออย่างว่าง่ายไม่อิดออด เพราะไม่รู้จะอิดออดให้ได้อะไรขึ้นมาในเมื่อเจ้าตัวเค้าแสดงเจตจำนงออกทาง สายตาชัดเจนคาซึยะจึงยิ้มอย่างพอใจ จินเกรงว่าการขัดใจคงไม่ก่อให้เกิดผลดีกับการพบหน้าในครั้งต่อไป อีกอย่าง จินไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้มีความคิดที่ว่าอยากลองเป็นฝ่ายตามใจคนตาดุดูบ้าง อาจจะติดใจการตามใจคนอื่น...ใครซักคน เพราะที่ผ่านมาเคยแต่บังคับให้คนอื่นตามใจ
“ไม่สงสัยหรือครับว่าทำไมผมถึงรู้ว่าคุณเป็นเพื่อนเรียวจัง?” คำถามที่คาซึยะเลือกมาถามเพื่อสร้างความคุ้นเคยเป็นคำถามที่จินไม่สงสัยแน่ นอนอยู่แล้ว ในเมื่อทุกเหตุการณ์ที่สุสานวันนั้น วันที่จินได้พบคาเมะและฮิโรกิเป็นครั้งแรกบันทึกไว้ในสมองจินทุกเหตุการณ์ แต่จินก็ยังพยักหน้าพร้อมคำตอบรับเบาๆ
“อืม สงสัยสิ” เจ้าของร้านดอกไม้ชูช่อดอกไม้ขึ้นเสมอระดับสายตาตรวจดูความเรียบร้อยทั้งที่ คิ้วข้างหนึ่งถูกเลิกขึ้นสูงแสดงอาการประหลาดใจ ...สงสัยแล้วไม่เห็นถาม?... สายตาคมกริบมองมือที่จัดการงานอย่างชำนาญในเวลาไม่นานหลังจากที่เงียบบ้าง คุยบ้าง พูดคุยกับฮิโรกิที่เดินเข้าเดินออกภายในร้านบ้างหลังร้านบ้าง ก่อนจะเอื้อมมือไปรับช่อดอกไม้ช่อเล็กมาถือไว้
“คุณมีธุระที่ไหนหรือเปล่าครับ?” คนตัวเล็กเท้าคางกับโต๊ะจัดดอกไม้มองไปที่ช่อดอกไม้ยิ้มๆเมื่อเห็นอีกฝ่ายแสดงสีหน้าพอใจกับผลงาน
“ไม่ ทำไมหรือ?” รอยยิ้มบนริมฝีปากบางแย้มกว้างขึ้นอย่างสมใจ จนแก้มกลม ดวงตายิบหยี
“รอไปหาเรียวจังพร้อมกันไหมครับ?”
“...ไปสิ” หลังคำตอบรับคาซึยะยิ้มกว้างสำหรับคำตอบที่เป็นที่พอใจและขณะเดียวกับที่ฮิโรกิเดินออกมาจากหลังร้านพร้อมจานขนมในมือ
“นี่ฮิโรกิ คุณอคานิชิจะไปหาเรียวจังด้วยแน่ะ” ฮิโรกิตอบรับคำบอกเล่าด้วยการยิ้มกว้างแล้ววางจานขนมในมือลงตรงหน้า สีหน้าแสดงความยินดีไม่ปิดบัง
“คุณอคานิชิ ทานขนมรองท้องหน่อยสิครับ ผมทำเอง เรียวจังชอบทาน” คุกกี้ชิ้นเล็กพอดีคำถูกจัดใส่จานมาวางไว้ตรงหน้าพร้อมคำเชิญ จินกำลังนั่งตัดสินใจว่าจะหยิบชิ้นขนมเข้าปากแต่เสียงเหมือนเนื้อกระทบเนื้อ ไม่เบานักดังขึ้นให้หันไปมองคนที่ร้องเสียงครวญ
“โอ๊ย ฮิโระตีเราทำไม?” มือขาวสะบัดเร่าเพราะความเจ็บ คิ้วย่นจนชนกันสีหน้ายุ่งยากใจเหมือนเด็กโดนดุ
“มือยังไม่ทันล้างมาหยิบขนมได้อย่างไร?! อยากกินก็ไปล้างมือโน่น” ร่างเล็กลุกออกจากโต๊ะตัวที่นั่งเท้าคางอยู่เดินไปที่อ่างล้างมือพร้อมเสียงบ่นปอดแปดไม่ได้ศัพท์
“สนิทกันดีนะครับ” จินยิ้มให้กับท่าทางและกิริยาคล้ายเด็กของคนตัวเล็กและอีกคนที่เห็นเค้าความ เป็นผู้ใหญ่กว่ามาก ทั้งที่ผู้ชายที่ไม่ใช่เด็กทำแต่จินกลับคิดว่ามันน่ามองดีไม่น้อยไปกว่ากัน
“เราสามคน...เรียวจังด้วยน่ะครับ สนิทกันมาก ถึงแม้ว่าเรียวจังจะเพิ่งมารู้จักกับเราสองคนทีหลัง สนิทกันมากจน...” คำพูดประโยคนั้นไม่ทันจบประโยคดีแต่ฮิโรกิก็เลือกที่จะเงียบลงและยิ้มเกลื่อนคำพูดนั้นไปเมื่อคาเมะกลับเข้าสู่วงสนทนาอีกครั้ง
“ดูสิฮิโระนี่...แดงเลยนะ” ยื่นหลังมือให้เห็นว่าแดงเป็นรอยนิ้วชัดเจนเพียงไร มือนั้นอยู่ตรงหน้าคุณลูกค้ารูปหล่อที่กลายสถานะเป็นแขกของเจ้าของร้านไปโดย ไม่รู้ตัว มือใหญ่ที่สีไม่ต่างแต่ขนาดต่างกันไกลเอื้อมมือจับพร้อมกับผ้าเช็ดหน้าในมือ ซับน้ำหยดเล็กบนหลังมือขาวให้เจ้าของมือรีบชักออกด้วยความตกใจ
“ไม่ต้องก็ได้ครับคุณอะ...”
“ไม่เป็นไรหรอก...แต่จะรู้สึกดีมากกว่าถ้าเรียกผมว่าจิน”
“เอ่อ...ขอบคุณครับ คุณจิน”
“ไม่เป็นไร ผมยินดี” มือของจินคงอุ่นมากพอที่จะทำให้คาซึยะหน้าร้อนตามไปด้วย ดวงตาเรียวเหลือบมองไปทางเพื่อนสนิทแล้วรีบปลดมือออกจากมือใหญ่ทันที จินมองตามสายตาร่างเล็กไปก็พบเห็นว่าฮิโรกิมองเมินไปทางอื่นแล้วอมยิ้มแล้ว หยิบถังน้ำใบสุดท้ายของขั้นตอนการเก็บร้านไปเก็บที่หลังร้านก็ให้ยิ้มออกมา อย่างไม่มีเหตุผล
“เขินหรือ?” ดวงตาเรียวเบิกกว้างอย่างตกใจสำหรับคำถามที่ได้รับ แล้วใบหน้าหล่อเหลายังติดรอยยิ้มคล้ายจะล้ออยู่ที่มุมปากไม่จางอีกต่างหาก
“...ก็ทำอย่างนั้น ใครจะไม่เขิน ผู้ชายด้วยกันนะครับ” น้ำเสียงตะกุกตะกักในคำแรกและกลายเป็นปกติในคำพูดต่อมาทำให้จินรู้สึกเหมือน ยิ่งให้ความสนใจกับร่างตรงหน้ามากขึ้นอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
คนที่ ทำท่าเหมือนจะเขิน และยอมรับว่าเขิน แต่กลับควบคุมน้ำเสียงและตัวเองให้กลับมามั่นใจดังเดิมได้ในเวลาไม่ถึงนาที และยังแสดงความคิดในใจออกมาได้ตรงไปตรงมาเสียด้วย ชีวิตนี้ผ่านมายี่สิบกว่าปี ชีวิตที่อยู่ท่ามกลางความแข็งกระด้างของสังคมรอบตัวมากมายทำให้จิตใจอยากรับ รู้ถึงความจริงใจและอ่อนโยนบ้าง
“ขอโทษที่ทำให้รู้สึกอย่างนั้น” มือใหญ่วางมือเล็กลงอย่างนิ่มนวลและคำขอโทษก็ถูกปฏิเสธในทันทีเช่นกัน
“จะขอโทษทำไมครับ? คุณชอบขอโทษขนาดนั้นเลยหรือ?” จินไม่ได้ตอบอะไรออกไปคาซึยะจึงเสริมต่อทันที
“แล้วขอโทษทำไมบ่อยนักล่ะครับ? คุณยังไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย” ใบหน้าเล็กแย้มยิ้มให้ ในมือเล็กมีพวกกุญแจพวงหนึ่งซึ่งคาดว่าคงเป็นกุญแจร้านและบ้านหลังเล็กนี้ เมื่อคาซึยะเห็นว่าฮิโรกิถอดผ้ากันเปื้อนแขวนที่ที่แขวนเรียบร้อยมือเล็กจึง ถอดของตัวเองส่งให้เพื่อนช่วยแขวนให้แล้วจัดการผมหน้าของตัวเองด้วยยางรัดผม ที่คล้องไว้ที่ข้อมือเล็ก ผมทรงจุกน้ำพุเล็กๆ กับใบหน้าน่ารัก เข้ากันอย่างลงตัว
.
.
.
ผู้ชายสามคนเดินไปตาม ทางเดินที่ทอดตัวยาวผ่านแนวเนินเตี้ยๆ ไปจนถึงจุดหมายที่ต้องการ เวลาสี่โมงเย็นเป็นเวลาประจำที่ทั้งคาซึยะและฮิโรกิจะมาที่แห่งนี้เพื่อพูด คุยกับพี่ชายและคนที่รักที่สุด จินเป็นคนถือดอกไม้ช่อที่คาเมะจัดให้ในมือฮิโรกิอาสาเป็นคนเปิดประตูรั้ว เหล็กดัดสีขาวสวยงามที่ขวางอยู่ตรงหน้าให้
ก้าวแรกที่ทั้งสามเหยียบ ลงบนผืนดินแห่งนี้พร้อมกัน สายลมเย็นอ่อนเบาก็พัดเข้ามาปะทะใบหน้าให้ความรู้สึกอบอุ่นมากกว่าจะหนาว เหน็บ ความรู้สึกบางอย่างที่โอบล้อมร่างกายเอาไว้ รู้สึกดีจนต้องหันมามองหน้ากันด้วยรอยยิ้มที่มีความหมายเดียวกันว่าเรียวรับ รู้การมาถึงของทุกคนในที่นี้
.
.
.
“คุณจินนั่งด้วยกันสิครับ” ฮิโรกิหันไปชวนให้จินนั่งลงที่ข้างกันกับคาซึยะหลังจากทำความสะอาดบริเวณป้ายหน้าหลุมศพเสร็จ
“ขอบคุณ” คาซึยะกับฮิโรกิช่วยกันคลี่ผ้าผืนไม่เล็กไม่ใหญ่ออกเพื่อรองนั่งไม่ให้เสื้อผ้าเลอะเทอะไปมากกว่าที่เป็นอยู่
“ไม่เป็นไรครับ” เจ้าของร้านดอกไม้ทั้งสองยิ้มให้จิน ฮิโรกินั่งโดยมีคาซึยะที่ทอดตัวนอนตามความยาวของผืนผ้าแล้วบิดขี้เกียจเสียยกใหญ่
“ทำอะไรไม่อายคุณจินเลยนะคาซึยะ”
“...ขอโทษครับ” ร่างบางยิ้มแหยแล้วซุกหน้าลงกับหน้าตักของเพื่อน
“ไม่เป็นไร ตามสบายเถอะ ผมรู้ว่าเหนื่อยกันมาทั้งวัน” เห็นเดินเข้าเดินออกหน้าร้านหลังร้านกันสองคนตั้งแต่ที่จินมาถึงยังไม่ได้ หยุด คิดว่าคงจะเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ตอนร้านเปิดแล้วล่ะมั้ง ตัวก็เล็กแค่นี้ อีกคนก็ร่างบางไม่แพ้ผู้หญิง แต่ทำงานทั้งวันแล้วยังยิ้มได้ทุกเวลา น่าอิจฉาเรียวที่มีคนข้างตัวเป็นเหมือนแสงอาทิตย์ที่คอยให้ความอบอุ่นแก่จิต ใจเสมอมา ผิดกับจิน...คนที่แสงสว่างไม่เคยเข้าถึงจิตใจ
“นี่เรียวจัง...วันนี้เพื่อนเรียวจังมากับฉันด้วยนะ ทักทายเพื่อนด้วยล่ะ” คาซึยะบอกกับป้ายหินสลักชื่อเสียงเรียงนามเอาไว้ยิ้มๆ ด้วยความคิดที่ว่าถ้าเกิดเรียวทักทายเพื่อนอย่างที่บอกจริงจะออกมาในรูปแบบ ไหนกัน จะเหมือนหนังสยองขวัญที่มีมือมาสะกิดให้จินรู้สึกโดยไม่มีแม้แต่มือโผล่ให้ เห็นไหมนะ?
“บอกให้เรียวมาทัก ถ้าเรียวมาจริงนายนั่นล่ะที่จะกลัวจนสั่นน่ะคาซึยะ” คนถูกติงทำหน้าคล้ายจะพูดไม่ออกพักนึงแล้วพยักหน้าเร็วๆ อย่างรับรู้ในสิ่งที่เพื่อนบอกแล้วรีบกลับคำพูดทันที “ไม่ต้องมาก็ได้นะ อยู่เงียบๆอย่างเดิมดีแล้วล่ะ” ฮิโรกิระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่นให้คาซึยะค้อนเข้าให้
“คุณจินเป็นเพื่อนกับเรียวจังมานานแล้วหรือครับ?” จินหันมาสนใจกับคำถามของฮิโรกิที่เป็นฝ่ายชวนคุย
“ก็...นานครับ ตั้งแต่เด็กเลย” ใช่ จินและเรียวเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก เพื่อนสนิทที่สนิทกันมาก ถ้าพูดกันตามจริง เรียวกับจินแทบจะอยู่ด้วยกันตลอดเวลา เรียวอาศัยอยู่ในบ้านจินเพราะพ่อของเรียวและคาซึยะทำงานให้บ้านของจิน ตอนนั้นแม่ของคาซึยะกับเรียวอาศัยอยู่ที่ร้านดอกไม้เพราะการหย่าร้าง คาซึยะได้พบกับเรียวเมื่อเรียวเรียนจบม.ต้นและกลับมาอยู่กับน้องชายเพราะแม่ ที่เสียชีวิตไป
“เพื่อนสมัยเด็กหรือครับ?” คาซึยะผุดลุกขึ้นนั่งจ้องหน้าจินจริงจังเหมือนต้องการความจริงอะไรบางอย่าง
“ใช่...เพื่อนที่โรงเรียน” ความจริงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องปกปิดทำให้ต้องโกหกออกไปด้วยสีหน้าที่เป็น ปกติ ไม่แสดงพิรุทใดให้คนทั้งสองสงสัย ด้วยความจริงที่ว่าบ้านจินเป็นนักสังหารและเป็นที่ที่ทำให้แม่ของคาซึยะและ เรียวไม่ได้อยู่กับพ่อ เป็นบ้านที่ทำให้ครอบครัวที่ควรจะสงบสุขและมีความสุขไม่เหลือแม้แต่ความ อบอุ่น เพราะแม่ของทั้งคู่ไม่อยากให้ผู้เป็นสามีต้องไปเข่นฆ่าใครด้วยหน้าที่หลัก คือนักสังหารตามใบสั่งนายใหญ่อย่างพ่อของจิน ร่างบางนอนลงไปอีกครั้งกับประโยคพึมพำเบาๆ
“อย่างนั้นหรือ” ปลายนิ้วของฮิโรกิสางเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนที่ท่าทางว่าจะนุ่มมือไม่น้อยเล่นไปมา คนถูกทำก็เพลินจนหลับตานอนนิ่ง
“แล้วคุณจินรู้ได้อย่างไรครับว่าเรียวจัง...” ปลายเสียงของฮิโรกิแผ่วลงเหมือนไม่อยากพูดถึงคำนี้ทำให้จินตัดสินใจที่จะตอบออกมาทั้งที่ประโยคคำถามยังไม่จบลง
“ทราบจากเพื่อนอีกทีครับ เพื่อนบอกมาว่าเรียวกำลังจะเดินทางไปต่างประเทศเพื่อทำงานอะไรบางอย่างแล้วประสบอุบัติเหตุ” ฮิโรกิพยักหน้ารับรู้ว่าสิ่งที่จินรู้มานั้นเป็นสิ่งที่ถูก เพราะทั้งเขาและคาซึยะก็รู้ตามที่จินบอกมา แต่ใครอื่นจะรู้นอกจากจินและคนสนิทว่าเรียวตายไปเพราะอะไร? จินเพิ่งรู้สึกว่าการมีความลับนี่ช่างน่ารำคาญจนไม่อยากจะทนเก็บมันไว้ แต่ให้อย่างไรก็ต้องทน ในเมื่อสัญญาระหว่างเขาและเรียวเป็นสิ่งที่ต้องรักษาให้เหมือนกับเรียวที่ รักษาสัญญาของตัวเองที่ว่า...จะยอมตายแทนจิน...
“คุณไม่รู้หรือว่าเรียวจังทำงานอะไร?” ใบหน้าหล่อเหลาส่ายเบาๆเป็นคำตอบให้คนที่นอนอยู่บนตักเพื่อนทำหน้ายู่อย่างไม่สบอารมณ์
“แล้วเรียวไม่บอกพวกคุณหรือว่าเขาทำงานอะไร?” เสียงนุ่มทุ้มถามเหมือนสนใจใคร่รู้ แต่ความจริงแล้วจินแทบจะไม่ต้องการรับฟังอะไรเลยในเมื่อเขารู้ทุกอย่าง เกี่ยวกับเรียวเป็นอย่างดี อยู่ด้วยกันแทบจะยี่สิบสี่ชั่วโมง และจินก็รู้ดีว่าเรียวทำอะไรถึงต้องปิดปากเงียบเรื่องของเรียวอย่างที่ทำ อยู่ตอนนี้ ทั้งฮิโรกิที่นั่งเป็นหมอนหนุนให้คาซึยะและตัวคาซึยะเองส่ายหน้ากันพัลวัน ถึงต้องำแกล้งถอนหายใจ
“เรียวก็ไม่ได้บอกผมเหมือนกัน เราเจอกันไม่บ่อยหรอกครับแค่เดือนละสองสามครั้งเท่านั้น เวลาที่เรียวเข้าไปที่โตเกียว” ใช่ ถึงจินจะมีตำแหน่งควบคู่เป็นทั้งหัวหน้าและเพื่อนของเรียว แต่จินก็เจอเรียวเพียงอาทิตย์ละครั้ง นี่เป็นหนึ่งในข้อตกลงที่เรียวจะรับตำแหน่งนักสังหารมือหนึ่งของกลุ่มไว้ เรียวจะกลับมารับคำสั่งของกลุ่มทุกอาทิตย์ อยู่เป็นที่ปรึกษาให้จินบ้างในบางครั้ง และจะไปทำงานตามสิ่งที่ได้รับมอบหมายตามแต่ระยะเวลาจะเป็นใจ
“ผม สงสัยมาตลอดว่าพี่ชายทำงานอะไร เรียวจังบอกแค่ว่าเป็นงานประจำแต่เอากลับมาทำที่บ้านได้ บางครั้งก็ต้องออกไปทำนอกสถานที่ ถามเท่าไรเรียวจังก็ไม่เคยคิดจะแง้มปากบอก แม้แต่ตอนนี้ก็ยัง...” น้ำเสียงกระเง้ากระงอดที่บ่นยืดยาวออกมาตอนแรกแผ่วเบาไปในประโยคสุดท้าย ใบหน้าเรียวสวยเงยขึ้นมองเจ้าของมือเรียวที่ลูบอยู่ที่แก้มเบาๆ คล้ายจะปลอบโยน คาซึยะกลั้นเสียงสะอื้นก่อนที่มันจะหลุดออกมาแล้วมือเล็กก็ยกขึ้นแตะแก้มของ อีกคน สายตาที่คนทั้งสองมองกันไม่ได้แตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย ปลอบโยนด้วยน้ำตา
“สัญญากันแล้วไง เช็ดออกให้หมดเดี๋ยวนี้เลย” ตัวตัวเล็กต่อว่าเพื่อนไปอย่างนั้นแต่ตัวเองก็ยังหลุดเสียงสะดุดลมหายใจตัวเองออกมาอยู่ดี
“คาเมะต่างหากที่เริ่มก่อน” ร่างเล็กผุดลุกขึ้นนั่งเร็วพยายามกระพริบตาไล่หยดน้ำที่คลออยู่ที่หน่วยตา ปลายนิ้วกลมเอื้อมไปแตะเอาหยดน้ำที่หางตาของฮิโรกิออกอย่างรวดเร็ว
“.............................” แม้ปลายจมูกจะยังแดงเรื่ออยู่แต่ริมฝีปากบางก็ฉีกยิ้มกว้างจนตาหยีอย่างเอาใจให้ฮิโรกิที่ส่งยิ้มจางๆมา
“เด็กดีต้องอย่างนี้สิ” สองร่างตรงหน้าจินกอดกันแน่นแต่จินก็ยังเห็นว่าฝ่ามือทั้งสองคู่กำแน่นเข้า ที่เสื้อของอีกฝ่ายคล้ายจะอดกลั้นกับความรู้สึกที่ไม่อยากเผชิญ “สัญญา...”
“ไม่ต้องสัญญาหรอก...การร้องไห้มันไม่ใช่สิ่งไม่ดีตรงไหนนี่?” เสียงของบุคคลที่สามแทรกผ่านอ้อมกอดของร่างบางสองร่างเรียกให้หันไปมองอีกคนที่อยู่ร่วมสถานที่เดียวกัน “ผมไม่คิดว่ามันแย่หรอกถ้าจะร้องไห้เพื่อใครสักคน ดีเสียอีกที่พวกคุณร้องไห้ได้”
“ขอโทษด้วยนะครับพวกเราคงทำให้คุณรู้สึกไม่ค่อยดี” ฮิโรกิเป็นฝ่ายผละออกจากวงแขนเล็กของคาซึยะ ร่างโปร่งสูดลมหายใจลึกเพื่อคลายสะอื้นก่อนจะยิ้มบางเบาและเอ่ยคำขอโทษในท้ายที่สุด
“ไม่เป็นไร...ผมเข้าใจ” จินยิ้มรับในขณะที่ปลายสายตาเห็นว่าอีกคนฝ่ายแสดงสีหน้าเหมือนตอนที่อยู่ที่ ร้าน คาซึยะกำลังเขิน...มือใหญ่เอื้อมไปแตะลงบนกลุ่มผมนุ่มมือแล้วรั้งเบาๆ พร้อมกับเขยิบตัวเข้าใกล้ให้ศีรษะเล็กได้ซุกซบลงบนไหล่กว้าง คำพูดไม่กี่ประโยคของจินทำให้ตอนนี้บ่าเสื้อเชิ๊ตสีขาวของจินชุ่มไปด้วยหยาด น้ำร้อนจนฮิโรกิยังแสดงอาการตกใจแต่ก็ส่งยิ้มมาให้ในที่สุด
“ถ้า อยากร้องไห้แล้วไม่ร้อง...ก็เท่ากับไม่รู้จักความอ่อนแอ แล้วคนที่ไม่เคยอ่อนแอที่ไหนจะกลายเป็นคนเข้มแข็งได้ ถ้าเสียใจแล้วอยากร้องไห้ก็ทำเถอะ ถ้าเศร้าจนทนไม่ไหวก็ปลดปล่อยมันออกมา แล้วถ้าอยากจะหาที่ที่สามารถร้องไห้ได้อย่างเต็มที่...ผมเต็มใจนะ รับรองว่าเรียวไม่ว่าหรอก” จินส่งยิ้มให้ฮิโรกิที่มองมาทางเขาทั้งคู่ด้วยรอยยิ้มทั้งที่หน่วยตาสวยพราว ไปด้วยหยดน้ำ จินไม่ได้กอดปลอบฮิโรกิอย่างที่ทำกับคาซึยะ เพราะจินไม่คิดว่าเรียวจะชอบใจหากเขาจะเป็นคนปลอบโยนคนสำคัญของเรียวแม้แต่ ตัวฮิโรกิเองก็คงต้องการคนปลอบโยนด้วยอ้อมกอดอบอุ่นของคนอ่นซึ่งไม่ใช่จิ นแน่ แต่กับคาซึยะจินกล้าที่จะทำ...เพราะจินรู้สึกอยากจะปกป้องคนตรงหน้าให้มีที่ พึ่งพิงบ้างสักนิดก็ยังดี
เพราะคาซึยะเหงาและเดียวดายยิ่งกว่าฮิโร กิ ฮิโรกิยังเคยมีช่วงเวลาที่มีครอบครัวที่อบอุ่น มีญาติพี่น้องที่อยู่กันพร้อมหน้าแต่คาซึยะไม่เคย เพราะฮิโรกิเคยมีเรียวที่คอยปกป้องในฐานะพี่ชายและคนรัก แต่คาซึยะมีเพียงเรียวที่ปกป้องในฐานะพี่ชาย และฮิโรกิผ่านและพบกับหลายสิ่งบนโลกใบนี้มากมากกว่า เข้มแข็งพอที่จะอยู่กับความจริงตรงหน้าได้มากกว่าคาซึยะ จินถึงได้โอบอุ้มคาซึยะเอาไว้ในอ้อมกอด แต่จินก็ยังเต็มใจที่จะกางปีกปกป้องฮิโรกิด้วยเช่นกัน
ผ่านไปไม่นาน ร่างเล็กที่สั่นเทาก็หยุดนิ่งแล้วผละออกห่างก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาดังๆ รอยแดงบนแก้มเนียนทำให้จินรู้ได้ว่าคาซึยะกำลังเขินอีกแล้ว มือใหญ่ยกขึ้นปาดปลายนิ้วหัวแม่มือลงบนโหนกแก้มเกลี่ยเอาความชื้นที่เกาะ อยู่ให้จางลง อะไรดลใจให้ทำไม่รู้ได้ จินรู้แค่ว่าร่างกายมันเป็นไปเอง เมื่อจินโน้มใบหน้าเข้าใกล้คาซึยะก็พริ้มตาหลับลง ฮิโรกิเมินหน้าออกไปทางอื่นเมื่อจินแตะริมฝีปากเย็นฉ่ำลงบนแก้มนุ่มทั้งสอง ข้าง
“สบายใจก็ดีแล้ว ใกล้ค่ำแล้ว กลับกันเถอะ” ประโยคแรก จินบอกให้คนตรงหน้าฟัง แต่ประโยคหลังจินหันไปมองทางฮิโรกิที่เพิ่งหันกลับมาทางทั้งสองแล้วยิ้มรับ ครั้งนี้จินเป็นคนเก็บผ้าปูรองนั่งให้คาซึยะเดินนำไปเก็บไว้ที่ประจำ
เรื่อง ราวแห่งการโกหกยังคงดำเนินต่อไปด้วยการที่จินเลือกที่จะเอ่ยถึงเรื่องของ เรียวเมื่อทั้งคาซึยะและฮิโรกิถามถึง ความจริงบางส่วนยังคงถูกเก็บเอาไว้ เพราะสัญญาที่เคยให้ไว้ต่อกัน...สัญญาเพื่อแลกกับการที่เรียวจะเข้ามาเป็น มือสังหารและผู้ติดตามหมายเลขหนึ่งอย่างที่ถูกวางตัวไว้ตั้งแต่เรียวยังอยู่ ที่บ้านจิน
“พวก เขาจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและจะต้องไม่ได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมด ฉันจะตายจากพวกเขาไปเพราะฉันไม่อยากให้พวกเขาต้องมามีส่วนเกี่ยวข้อง นิชิกิโด เรียว จะตายจากน้องชายเพียงคนเดียวและเพื่อนของเขาไป คนที่จะต้องปกป้องเขาแทนฉันคือนาย...ในฐานะเพื่อนฉันคงฝากให้นายดูแลเขาได้ และในฐานะเจ้านาย...ผมจะทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายและทำเพื่อประโยชน์ของ กลุ่มให้ดีที่สุดครับ...ผมสัญญา”
.
.
.
เมื่อ สองเดือนก่อนเป็นฤดูที่กำลังเปลี่ยนเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงผู้มาเยือนยังจำได้ ถึงวันแรกที่ได้พบเจอกับทั้งคู่ บรรยากาศตอนนั้นไม่ต่างจากตอนนี้เท่าไรนัก เพียงแต่ความเย็นของอากาศโดยรอบจะมีมากขึ้น ใบไม้ที่เคยปลิดตัวร่วงจากกิ่งก้านก็กลายเป็นต้นไม้ที่แทบจะไม่มีใบติดต้น ไว้ให้เห็นเลย
เส้นทางเดิมที่เคยเดินมาเมื่อสองชั่วโมงก่อน ตอนนี้กำลังมืดลงเพราะดวงอาทิตย์ที่คล้อยไปอยู่ขอบฟ้าฝั่งตะวันตก ทั้งสามกำลังเดินกลับสู่หมู่บ้านด้วยความเร็วการก้าวเท้าที่สม่ำเสมอ เสียงพูดคุยที่แทรกผ่านความเงียบของบรรยากาศโดยรอบไปตามทางที่เดินผ่านไม่ ได้ทำให้ความสงบของพื้นที่หายไป สายลมเย็นยังคงทักทายตอบเป็นระยะๆให้คนที่เดินผ่านเย็นจนต้องห่อตัวเองเข้า แต่ในความรู้สึกก็ไม่หนาวเหน็บเหมือนช่วงที่กำลังเปลี่ยนอากาศอย่างเวลาทั่ว ไป
ประตูหน้าบ้านหลังเล็กหัวมุมถนนที่ทอดยาวเส้นเล็กของหมู่บ้านชาน เมืองถูกไขกุญแจโดยเจ้าของบ้านในเวลาเกือบมืด ร่างเล็กก้าวเข้าในบ้านโดยไม่ลืมหันมาเชิญแขกผู้มาเยือนที่มาตั้งแต่เมื่อ กลางวัน
“เข้ามาดื่มกาแฟก่อนไหมครับ?” รอยยิ้มสดใสบนแก้มกลมๆยังมีให้เห็นไม่จางสายตาทำให้จินคิดคำปฏิเสธไม่ออกจน ต้องก้าวเข้ามานั่งในห้องรับแขกบ้านหลังนี้เป็นครั้งแรก ร่องรอยของความอบอุ่นในแบบของครอบครัวยังหลงเหลือให้ได้สัมผัสเวลาที่มองไป ยังกรอบรูปที่แขวนอยู่ตามผนังบ้าน
“ขอบคุณมาก รบกวนสองครั้งเลย” ฮิโรกิที่เดินตามคาซึยะซึ่งวางแก้วกาแฟลงแล้วนั่งลงที่เบาะตรงข้ามวางจานขนมลงอีกใบหนึ่ง
“ไม่ เป็นไรครับ ถ้าไม่รังเกียจเชิญทานมื้อเย็นด้วยกันก่อนสิครับ” จินยกข้อมือขึ้นเพื่อมองนาฬิกาเรือนสีเงินมองเวลาแล้วก็ต้องตอบปฏิเสธอย่าง เกรงใจ
“ผมคงไม่รบกวนแล้วล่ะครับ อีกสักพักคงกลับ” ถึงแม้จะเป็นคำปฏิเสธแต่เจ้าบ้านทั้งสองก็ยังยิ้มรับ
“นั่น สิ...ขับรถกลางคืนลำบากแย่เลย ขอโทษนะครับที่ทำให้เสียเวลาจนมืดค่ำขนาดนี้ แล้ว...คนขับรถคุณอยู่ที่ไหนหรือครับ? ตั้งแต่วันนั้นแล้วไม่เคยได้คุยกันเลย” วันนั้นที่คาซึยะพูดถึงไม่ได้ทำให้จินต้องนึกนาน วันแรกที่เขาทั้งสองพบกัน จินออกจะสนใจในตัวคาเมะเพิ่มมากขึ้นอีกหลายเท่าหลังจากที่คนตัวเล็กสามารถจด จำรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเขาและคนรอบข้างได้ดีอย่างน่าทึ่ง
“ไม่เป็นไร ผมยินดีที่ได้ช่วยเหลือคุณบ้าง”
“ขอบคุณครับ”
ฮิ โรกิเอ่ยลาที่หน้าประตูบ้านแล้วขอตัวเข้าไปเตรียมมื้ออาหารเพื่อไม่เป็นการ เสียเวลา คาซึยะจึงเป็นคนมาส่งแขกเช่นหลายๆครั้ง โดยมากจะเป็นร่างเล็กที่ออกมาส่งคนตัวโตถึงหน้าประตูบ้าน รถคันใหญ่จอดเทียบหน้าบ้านหลังเล็กพร้อมกับคนขับรถที่แม้ฟ้าจะมืดจนเกือบ สนิทแต่ก็ยังคงใส่แว่นตาสีดำเอาไว้เสมอลงมายืนรอจินอยู่ข้างรถ คาซึยะโค้งให้เป็นการทักทายชายคนนั้นก็ผงกศีรษะเบาๆ เป็นการตอบรับแล้วเปิดประตูรถให้เจ้านายได้เข้าไปนั่ง กระจกรถที่เลื่อนลงหลังจากที่คนติดตามของจินเดินกลับไปประจำตำแหน่งได้ไม่ นานทำให้คาซึยะต้องก้มตัวลงมาให้ใบหน้าเสมอกับ
“แล้วเจอกันวันเสาร์หน้า คาซึยะ” มือเล็กที่ไขว้อยู่ด้านหลังยื่นดอกไม้หนึ่งดอกผ่านทางหน้าต่างรถมาอยู่ตรงหน้า -แดฟโฟดิล-
“ครับ คุณจินแล้วเจอกันนะครับ ขับรถดีๆ นะครับคุณคนขับรถ” จินเลื่อนกระจกปิดเมื่อคาซึยะยืดตัวตรงโบกมืออำลาให้ยังไม่วายมีแก่ใจจะ ตะโกนบอกคนของจินให้ขับรถดีๆ ทั้งที่ชื่อเสียงเรียงนามก็ไม่เคยรู้จัก มองผ่านกระจกมองหลัง บ้านหลังที่รถเพิ่งเคลื่อนตัวห่างออกมาเหลือเพียงแสงไฟเพราะร่างบางที่ยืน อยู่เมื่อครู่ล๊อคประตูหน้าบ้านแล้วเดินกลับเข้าบ้านไปก็ให้จินนึกยิ้ม เอ็นดู
“คุณจินครับ คุณเรียวโทรหาผมบอกว่ารอพบอยู่ที่หอกลางครับ” จินเอนตัวพิงเบาะ ศีรษะได้รูปหงายเงย ดวงตาคมปิดนิ่ง มีเพียงคำรับรู้เบาๆ ที่เป็นสัญญาณให้โคคิรับรู้ว่าเจ้านายฟังอยู่
ดวงตาคมมองไปที่ นั่งข้างตัวที่ว่างอยู่ ดอกไม้กิ่งหนึ่งวางอยู่ตรงนั้น แดฟโฟดิลสีเหลืองอ่อน -เกียรติยศแห่งอัศวิน- อบอุ่นราวกับได้โอบกอดแสงอาทิตย์ กลิ่นหอมของอ้อมกอดเล็ก กลุ่มผมนิ่มที่ซุกซบลงมาบนไหล่ กลิ่นแดดที่อบอุ่น จินอยากเหลือเกิน...อยากที่จะเก็บความอบอุ่นนั่นไว้ในอ้อมกอดตลอดไป
มือ ใหญ่เลื่อนไปไล้เบาๆที่กลีบดอกที่แสนบอบบาง อยากโอบกอดเก็บไว้กับตัว แต่สิ่งที่บอบบางราวกับกลีบดอกไม้อย่างนี้คนแข็งกระด้างอย่างจินจะรักษาไว้ ไม่ให้บอบช้ำได้หรือ? สิ่งเปราะบางอย่างความรัก และความบอบบางของ
คาซึยะจินจะโอบกอดไว้เพื่อให้ได้รับรู้ถึงความอบอุ่นได้หรือ?
อากาศ ที่เริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆตามนาฬิกาธรรมชาติ นิ้วเรียวกดปุ่มเลื่อนกระจกอัตโนมัติลงให้ลมภายนอกได้เข้ามา เส้นผมหยักศกปลิวไปตามแรงลมและทั่วทั้งคันรถได้รับลมแรงที่ยิ่งแรงขึ้นเมื่อ ความเร็วของรถยังทะยานไปบนถนนกว้างไม่ลดลง กลีบดอกบอบบางของแดฟโฟดิลปลิวจนแทบช้ำ ทำให้จินต้องเลื่อนดอกไม้นั้นออกห่าง...และสิ่งนี้ก็ทำให้ร่างสูงนิ่งไปเป็น ครู่กับความคิดของตัวเอง
“ถ้าไม่อยากให้บอบช้ำก็ควรจะทำให้อยู่ห่าง ฉันไว้สินะ เพราะถ้าอยู่ใกล้หรืออยู่ในอ้อมกอดของฉัน...ดอกไม้นี้ก็จะบอบช้ำเพราะอ้อม กอดที่รัดรึงและเจ็บปวด” เสียงทุ้มเปรยเหมือนจะพูดกับตัวเองขณะที่สายตาหรุบต่ำลงมองดอกไม้สีเหลือง ที่ถูกเลื่อนออกไปไกล
“มีคนเปรียบเทียบไว้ว่าการได้โอบกอดกอดช่อดอก แดฟโฟดิลไว้เต็มอ้อมแขนเสมือน ได้โอบกอดแสงอาทิตย์ไว้เลยทีเดียว แดฟโฟดิลทุกสายพันธุ์ล้วนมีกลิ่นหอม แต่แดฟโฟดิลสีเหลืองมีกลิ่นหอมที่สุด ซึ่งดอกไม้ชนิดนี้มีความหมายพิเศษที่ว่า "เกียรติยศแห่งอัศวิน" ดังนั้นการมอบกระถางแดฟโฟดิลจะดีกว่าการให้เป็นช่อดอกไม้ เพื่อที่ผู้รับจะได้มีโอกาสชื่นชมความงามของดอกแดฟโฟดิลได้นานกว่า”
IPB Image
--------------------


