
##LET IT BE## end
##### 17 #####
...เราช่วยได้เท่าที่ช่วยนะเคตะ เราเคยบอกแล้วว่าความรู้สึกคนเรามันก็มีขีดจำกัดที่จะรัก และพอถึงจุดนั้น...มันจะกลับกลายเป็นเกลียดได้อย่างที่สุด น้องชายเค้าคงไม่ปล่อยให้พี่เค้ากลับไปเจอกับความเจ็บปวดนั่นหรอก สัญญากับเรา...ว่าจะไม่ทำให้ชินยะเสียความรู้สึกอีก ไม่ใช่เสียน้ำตาเพราะชินยะก็เป็นผู้ชาย คนคนนั้นก็คิดว่าน้ำตาไม่ใช่สิ่งที่ช่วยอะไรได้เค้าถึงไม่เคยร้องไห้คร่ำครวญให้เคตะเห็น ไม่ใช่ไม่รัก...แต่ความรักไม่ใช่สิ่งที่แสดงออกด้วยน้ำตาเคตะ สัญญาแล้วนะ?...
ตอนนั้นเคตะพยักหน้ารับไปเพราะเค้ามั่นใจว่าจะไม่ทำให้มันเป็นอย่างนั้น และเค้าก็ต้องทำให้มันเป็นอย่างนั้นด้วยสินะ ความรู้สึกของเคตะกำลังจะกลับมาสู่เขาอีกครั้งหลังจากที่ปล่อยให้มันห่างไกลตัวมาอาทิตย์กว่า
...แค่นั้นก็มากเกินพอแล้ว...
“จะให้พี่ไปด้วยจริงเหรอ?”
ชินยะตื่นขึ้นมาด้วยคำสั่งของน้องชายที่ไปปลุกเค้าพร้อมกันร่างเล็กที่หลบอยู่ด้านหลังแต่เช้า เจตนาแน่วแน่ว่าจะให้เค้าไปดูงานด้วยกัน ความง่วงงุนมันโจมตีจนฟังไม่เป็นศัพท์แล้วก็เดินสะโหลสะเหลเข้าไปในห้องอีกครั้ง ทิ้งตัวลงบนที่นอนคลุมโปงจนมิดแล้วเรียวเฮก็เป็นคนขึ้นมานั่งบนเตียงเขย่าจนเขาไม่เป็นอันหลับอันนอนต่อลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวจนออกมาในชุดสูทสีขาวไทน์ สีเทาเรียบร้อย เดินเข้าไปหาน้องชายที่ห้องทำงานอีกคนนั่งอยู่หลังโต๊ะตัวใหญ่ด้วยสูทสีเทาทำให้ใบหน้าขาวจัดนั่นเด่นขึ้นไปอีก
“ผมล้อเล่น...พี่ไปนอนต่อเถอะ”
ตลกร้ายทั้งที่ยังไม่เงยหน้าขึ้นมาเหมือนเคยจนชินยะต้องจิ๊ปากให้อย่างไม่สบอารมณ์แล้วเดินเข้าไปนั่งตรงข้ามน้องชาย
“ทำไมต้องไป?”
“ศึกษางาน คุณตาบอกไว้”
“ไม่จริงน่ะ คุณตาไม่เคยให้พี่ยุ่งเรื่องงาน นึกครึ้มอะไรถึงได้พูดอย่างนั้น”
“ไม่เชื่อ?”
“ใช่ไม่เชื่อ...”
“ไปถามคุณตาสิ”
“อยู่ไหนล่ะ?”
“ห้องนอน”
ชินยะคิ้วกระตุกก่อนจะตบแฟ้มงานที่วางอยู่แถวนั้นลงกับโต๊ะกระจกดัง ๆ น้องเวร คุณตาอยู่ในห้องนอนก็ต้องพักผ่อนอยู่แล้วจะให้ไปถาม ไม่ด่าให้กูบุญแล้ว อย่านึกว่าจะได้ขึ้นเป็นหัวหน้าแล้วจะไม่กล้าประทุษร้ายนะ จะสั่งลูกน้องนายเนี่ยแหละยิงให้หัวแบะเลย!!
“ไปเถอะ อยากให้ไป”
เป็นอันว่าจบแค่นั้น ก็แค่อยากให้ไป...ทำไมต้องกวนประสาทด้วยเล่า!
“ไปก่อนนะ...อย่าลืมสัญญาของเราล่ะ”
ร่างเล็กบางมายืนส่งอากิระที่หน้าบ้านแตะริมฝีปากเบา ๆ แล้วพยักหน้ารับที่อีกคนบอกอย่างเรียบร้อย มือเล็กยกขึ้นลาให้ชินยะที่พยักหน้ารับแล้วขึ้นรถคันเดียวกันไป มุ่งหน้าสู่ตึกสำนักงานใหญ่ของกลุ่มที่จะใช้เป็นที่ต้อนรับ
การ์ดเข้าสำรวจพื้นที่ในลิฟต์ให้เจ้านายทั้งสองคนได้ขึ้นไปบนชั้นบนสุดของอาคาร ห้องกว้างขวางถูกจัดเป็นที่รับรองผู้มาเยือนคนสำคัญ อากิระเดินนำหน้าพี่ชายเข้าไปยังห้องทำงานส่วนตัวรอให้คนติดตามด้านนอกส่งสัญญาณว่าคู่เจรจามาแล้ว ร่างขาวสูงลุกขึ้นหยิบเอกสารให้ชินยะที่ลุกขึ้นพร้อมกัน
“อะไร?”
“เอกสารประกอบการพิจารณา”
“แล้ว?”
“ให้พี่ดู...เข้าไปก่อนนะ เดี๋ยวจะตามไป ลองอ่านดูระหว่างที่รอ ถ้าเค้าถามอะไรก็ตอบเท่าที่ตอบได้ ถ้าผมยังไม่ไปก็เซ็นชื่อไปเลย เอาตามที่เห็นว่าสมควร...”
“เดี๋ยว!!อากิระ...!”
ไม่ทันแล้ว อากิระเดินออกไปจากห้องอย่างที่ไม่ทันจะทัดทานอะไรได้ พอทำท่าว่าจะเดินตามน้องชายไปด้วยความกังวลใจก็ถูกการ์ดที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้ปราดเข้าโค้งอย่างให้ความเคารพแล้วต่อด้วยประโยคที่ทำให้เขาต้องเปลี่ยนทิศทางการเดินอย่างไม่เต็มใจนัก
“ทางโน้นรออยู่ครับคุณชินยะ”
ความประหม่าที่มีเพราะไม่เคยที่จะได้ทำอะไรอย่างนี้ทำเอาเขาก้าวขาแทบไม่ออก ก็อากิระบอกว่าเป็นการเจรจาครั้งสำคัญ แล้วไหงถึงให้เขามาทำแทนล่ะเนี่ยแทนที่จะเป็นตัวเองที่เป็นว่าที่หัวหน้ารุ่นต่อไปน่ะ นึกแล้วมันทั้งโมโหทั้งกลัว ประตูห้องกว้างถูกเปิดออกโดยคนติดตามที่ดูแลมาตั้งแต่ตอนที่อยู่ในห้องทำงานน้องชายตอนที่ไอ้เจ้าของห้องมันหายตัวไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยให้ตามเจอ
เมื่อเผชิญหน้ากับคนที่นั่งอยู่จากที่แขนขามี่แรงอยู่แล้ว...มันยิ่งหมดแรงลงไปจนแทบจะไปนั่งกองอยู่ที่พื้น แต่ก็ต้องทำเป็นมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือแล้วเดินเข้าไปนั่งตรงข้ามทั้งที่รู้ตัวว่าอีกฝ่ายจ้องมาไม่วางอย่างนี้
เงียบไปอยู่นานจนเมื่อคนติดตามก้มลงมากระซิบเรียกสติชินยะให้รู้ว่าค่อนข้างจะเสียมารยาทที่ไม่ทักทายอะไรออกไป จึงได้แต่สูดลมหายใจลึกแล้วแค่นยิ้มออกมาพร้อมทั้งยื่นมือออกไปเพื่อทักทายตามแบบฉบับสากล
“สวัสดีครับ...คุณทาจิบานะ”
“สวัสดีชินยะ”
“..................ครับ....”
แล้วก็เงียบไปอีกนาน จนเมื่อเคตะเป็นคนหยิบแฟ้มตรงหน้าขึ้นมาเปิดอ่านก่อนชินยะจึงคิดได้ว่าเขาควรที่จะรีบ ๆ ทำหน้าที่บ้าบอนี่ให้เสร็จเร็ว ๆ จะได้พ้นไปจากสภาวะน่าอึดอัดแบบนี้เสียที
“คิดว่ายังไง?กับข้อเสนอ”
ร่างสูงวางแฟ้มลงหลังจากที่อ่านได้ไปพักใหญ่ ชินยะใช้สายตาสำรวจเอกสารอย่างละเอียดอีกครั้งก่อนจะวางแฟ้มเอกสารลงบ้างแล้วเงยหน้าขึ้นมองสบสายตาคมที่จ้องมาอย่างไม่เกรงใจ เอาเถอะ...จะกลัวอะไรมากมายชินยะ แค่นี้ก็มากเกินพอแล้ว
“...ลดลงมาหน่อยดีมั้ยครับ ผมว่าทางฝ่ายผมเสียผลประโยชน์อยู่มากไปซักหน่อย ถึงคุณจะบอกว่าคุณดูแลผลประโยชน์และควบคุมอยู่ที่ญี่ปุ่น แต่การทำงานที่นี่ค่อนข้างเสี่ยงกว่า...”
“แล้วคิดว่าทางชั้นไม่เสี่ยงรึไง?”
“ทั้งสองฝ่ายเสี่ยงครับ...แต่ทางผมถ้าจะทำอะไร ที่นี่ลำบากกว่ามาก ถึงยังไงที่ญี่ปุ่นก็มีหูตาสอดส่องดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ?”
“...........มาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ครับ??”
ชินยะหูฝาดหรือทำเป็นไมได้ยินเคตะไม่รู้ เคตะเลยถามกลับไปอีกครั้ง
“มาที่ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“อาทิตย์ก่อนครับ...”
“ทำไมถึงไม่บอก?”
“ต้องบอกด้วยหรือครับ?”
“จำเป็นอย่างมาก!...”
“ผมว่าเรื่องข้อตกลงนี่เอาเป็นแฟร์ ๆ ดีกว่าครับ ผมก็ไม่อยากให้ทางคุณลำบากใจ ผมจะแล้วแต่คุณว่าจะเลือกยังไงครับ แต่ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นทางคุณต้องรับผิดชอบในส่วนของความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทางเราด้วย...ตกลงตามนี้นะครับ ขอบคุณสำหรับการเสียเวลามาวันนี้ครับ”
ก่อนที่เคตะจะไดต่อประโยคอะไรที่มันเป็นการสั่นคลอนหัวใจของชินยะมากไปกว่านี้ ร่างผิวสีน้ำผึ้งก็ขัดขึ้นจนเคตะคิ้วกระตุก พอเห็นอีกฝ่ายกำลังลุกขึ้นและก้าวเดินออกไปจากห้องนี้ก็เหมือนว่าความรู้สึกและหัวใจมันกำลังจะบินหนีไปไกลจากมือเขาอีกรอบ ทำให้ร่างสูงรีบเข้าไปคว้าเอาท่อนแขนสีน้ำผึ้งนั้นไว้ พร้อมกับเสียงอาวุธที่ถูกชักออกจากที่ซ่อนด้านในของทั้งการ์ดเคตะและการ์ดของชินยะที่ยืนอยู่รอบห้อง
ใบหน้าตื่นตระหนกด้วยไม่คุ้นชินกับอาวุธร้ายแรง คนที่ถูกกุมท่อนแขนไว้จึงหันไปสั่งให้ลูกน้องตนเองเก็บอาวุธ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีใครฟังเขาเพราะ เคตะยังแสดงอาการคุกคามเขาอยู่อย่างนี้
“ปล่อยแขน...ผมไม่อยากให้เป็นเรื่องราว”
“ก็ถ้าไม่คิดจะคุยกันดี ๆ ชั้นก็ว่าสู้มีเรื่องไปเลยดีกว่า”
“คุณ...ปล่อยครับ เราจะไม่คุยกันถ้ายังไม่มีใครฟังกันอย่างนี้”
“ก็ฟังกันหน่อยสิเล่า ชั้นก็แค่อยากคุย”
อาการอ้อนวอนอย่างไม่เคยเป็นของเคตะทำเอาชินยะหันมามองด้วยความสงสัย พยายามจะให้เหตุผลว่าเค้าควรจะใจเย็นอย่างที่สุด ไม่ควรจะทำให้เรื่องไม่เป็นเรื่องมาทำงานเสีย
“ครับ...คุยเรื่อง?”
“เรื่องของเรา”
“ขอโทษครับคุณทาจิบานะ ในตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะคุยเรื่องส่วนตัว...”
“แล้วเมื่อไหร่?”
ชินยะยิ้มให้พร้อมกับเอื้อมมือมาปลดมือหนาที่จับแขนตัวเองไว้ออกจากการเกาะกุม
“ไม่มีครับ...มันจบไปแล้ว ผมไม่พร้อมที่จะคุยอะไรตอนนี้ทั้งนั้น”
“ชินยะ!!”
“อย่ามาขึ้นเสียงกับผม...ผมบอกว่ามันจบไปแล้วก็จบ!! ผมไม่อยากจะให้คุณมารื้อฟื้นไอ้เรื่องบ้าบออย่างนั้น เรื่องที่คุณทำเหมือนผมเป็นตัวอะไรซักอย่างที่คุณเล่นได้ตามใจชอบ ผมทุเรศตัวเอง แค่นั้นคุณยังไม่พอใจอีกรึไงครับ?...ต้องการอะไรอีก? ช่วงเวลาของคุณมันหมดไปแล้วคุณทาจิบานะเมื่อก่อนคุณอยากได้อะไรคุณคงได้อย่างใจต้องการ เพราะตอนนั้นผมทำอะไรไม่ได้ ผมเกรงใจพ่อผมและแม่คุณ แต่ตอนนี้ถึงคุณจะอยากให้ผมตายลงตรงหน้าคุณก็ไม่มีทางได้อย่างหวังรับรองเลย”
“ชินยะ!!”
“ถ้าคุณยังเรียกชื่อผมอีกประโยคเดียวผมจะสั่งให้ลูกน้องผมจัดการคุณเดี๋ยวนี้เลย!”
เริ่มขึ้นเสียงมาตั้งแต่เมื่อครู่ เพราะมันจะทนไม่ไหวที่ถูกอีกฝ่ายเรียกชื่อด้วยน้ำเสียงอย่างนั้น ทั้งเว้าวอนและแกมเหมือนจะออกคำสั่ง ขัดใจตัวเองทุกครั้งที่มันจะหันไปหาคนเรียกตลอดเวลา
“ชินยะ...”
“หยุด!!”
เคตะไม่หยุดอย่างที่เขาเตือนแถมยังก้าวเข้ามาอีกก้าว ร่นระยะห่างให้เข้ามาชิดมากขึ้น ชินยะหันไปมองหน้าการ์ดคนที่พาเขามาส่งที่ห้องนี้เพียงชั่วสายตาสบกัน อาวุธมันปลาบสีดำสนิทถูกวางลงบนโต๊ะกระจกตัวใหญ่ที่เพิ่งนั่งอยู่เมื่อครู่ มือเรียวคว้ามันขึ้นมาอย่างไม่ลังเลแม้จะไม่ค่อยชินกับมัน แต่ก็ไม่ถึงกับไม่เคยใช้ ถึงยังไงแต่ก่อนเข้าก็เป็นทายาทอันดับหนึ่งการฝึกฝนไว้ป้องกันตัวก็มีกันบ้าง แต่เพราะไม่ชอบเขาเลยเลือกที่จะอยู่กับพ่อมากกว่า
ปลายกระบอกปืนส่องตรงไปยังหน้าผากของคนตรงหน้าในระยะเพียงหนึ่งเมตร แน่ว...นิ่ง
“ออกไปจากที่นี่ซะเถอะครับ การเจรจาของเราทั้งสองฝ่ายจบลงด้วยดี เรายินดีจะรับข้อเสนอของคุณทุกอย่าง แต่ก็อย่างที่บอกว่าถ้ามันมากไปคุณต้องรับผิดชอบในส่วนของทางผมถ้าเกิดการเสียหายเกิดขึ้น...ผมไม่ชอบ และไม่อยากใช้มัน ถ้าคุณไม่บังคับ”
น้ำเสียงเรียบนิ่งอย่างกับไม่ใช่ชินยะคงที่เคตะเคยสัมผัส ความอ่อน นุ่มที่เคยมีมันเหือดหายไปไหนหมดเคตะรู้ดีแก่ใจ แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ เท้าใหญ่ก้าวเข้าหาอีกก้าว เสียงแกร๊กเบา ๆ บอกว่าชินยะง้างไกปืนไว้ในสถานะพร้อมยิง เท้าใหญ่ก้าวเข้าอีกก้าวหนึ่งดวงตาคมเข้มยังจ้องลึกลงไปในดวงตาที่เคยเรียวใสไร้พิษภัย นึกโทษตัวเองมากมายที่ทำให้มันก้าวร้าวขึ้นมาอย่างนี้
“ยิงสิ”
“ออกไป...คุณ!!!”
“ชั้นบอกให้ยิง ถ้าไม่คิดจะให้อภัยกินอีกก็ยิงสิ”
ปัง!!!
แกร๊ก…
“โอ๊ะโอ๋...พี่ ใจเย็นหน่อยสิ เอาปืนมาเล่นอย่างนี้มันอันตรายนะ...อ้าวคุณทาจิบานะ ขอโทษนะครับเล่นตำรวจจับผู้ร้ายอยู่หรอ?”
เสียงปืนดังขึ้นพร้อมกับเสียงประตูที่เปิดเข้ามาในห้องกว้างที่ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะตึงเครียดอย่างถึงที่สุด ทุกคนมีอาวุธพร้อมในมือยกเว้นเพียงคนเดียวคือเคตะ แต่อากิระที่เดินเข้ามาถึงยังมีสีหน้ายิ้มแย้มได้อย่างไม่น่าให้อภัยในความคิดของชินยะ
“อากิระ!! พี่จะกลับแล้วอย่ามาทำเป็นเล่นอยู่เลย ทำหน้าที่ของนายต่อไป”
ชินยะไม่ขำกับตลกร้ายที่อากิระเล่นซักนิด ดูก็รู้ว่าน้องชายเขาจงใจแค่ไหนที่จะให้เขาได้เผชิญหน้ากับเคตะเลยตวาดไปให้ใบหน้าขาวจัดนั่นหันมามองก่อนจะเดินออกไปโดยไม่สนใจอะไรอีกต่อไป
อากิระหัวเราะนิด ๆ เดินผ่านเคตะไปที่ผนังคอนกรีตเสริมเหล็กแล้วหยิบเอาหัวกระสุนที่เจาะลึกเข้าไปในกำแพงนั่นออกมาสำรวจดู
“ชินยะฝีมือตกลงไปนะเนชิ”
หันไปปรึกษากับการ์ดคนสนิทเหมือนไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไรกับการที่คนของคากิโมโตะกล้าลั่นปืนใส่คนของทาจิบานะที่มาเจรจาเรื่องขอบเขตและส่วนแบ่งรายได้ที่ค่อนข้างสำคัญ แต่ดูเหมือนชินยะจะทำให้อะไรไม่สำคัญไปเสียหมดนอกจากตัวเอง ก็ในเมื่อคนของทาจิบานะยังชะแง้ตามองตามหลังพี่ชายเขาที่เดินออกไปพร้อมกับการ์ดอีกคนอยู่เลย
“ชั้นอยากคุยกับพี่นาย”
“ก็บอกพี่สิมาบอกชั้นทำไม?”
“...ชั้นซีเรียส ชั้นแค่อยากจะคุยกับเค้าเท่านั้นแต่เค้าไม่เปิดโอกาสให้ชั้นเลยด้วยซ้ำ ทำไมเค้าถึงเป็นอย่างนี้...”
“ถามชั้น...ถามตัวเองน่าจะรู้ดีกว่า”
“คากิโมโตะ...”
“เนชิ เราจะเชิญคุณทาจิบานะไปทานมื้อเย็นที่บ้าน เตรียมรถด้วย”
อากิระหันไปมองคนสนิทที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่แล้วกวาดตามองการ์ดของเคตะทั้งหมดที่มี ให้เอาไปหมดนี่ก็ไปยิงกันตายที่บ้านเปล่า ๆ
“จะหิ้วไปด้วยมั้ย?...แต่ไม่รับรองความเป็นความตายนะ มีแต่พวกห่วยแต่กไม่ใช่เหรอ?”
เคตะหันไปมองลุกน้องตัวเองก่อนจะสั่งให้แยกย้ายกันกลับไปเพราะมั่นใจในการรักษาความปลอดภัยของคากิโมโตะว่าจะสามารถคุ้มครองลูกกระสุนแทนการ์ดพวกนั้นได้เป็นอย่างดี
“ขอบใจ”
“อย่ามาขอบใจชั้นเลย ถ้าไม่ใช่เพราะเรียวเฮล่ะก็ นายไม่มีทางได้เห็นหน้าพี่ชั้นหรอกชาตินี้ ทำอะไรไว้นอกจากจะไม่สำนึกแล้วยังกล้ามากที่มาทำให้พี่ชั้นประสาทเสียขนาดจ่อกระบอกปืนใส่หน้าเนี่ย ถ้าไม่ใช่นายคงตายไปแล้วล่ะ”
เขาก็รู้ว่าชินยะไม่ใช่คนที่จะโมโหอะไรใครง่าย ๆ ออกจะจิตใจดีเกินไปด้วยซ้ำ จนเมื่อครู่เขาได้รู้แล้วว่าเวลาที่ชินยะโกรธมันจะมากมายขนาดไหน การเรียนรู้ชินยะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรทำ เคตะเคยคิดว่าเรียวเฮซับซ้อนแล้ว คนที่ซับซ้อนกว่าเรียวเฮคงจะเป็นชินยะนี่แหละ พูดว่าซับซ้อนคงไม่ถูก เพราะเหมือนจะไม่มีอะไรเลยจริง ๆ เพียงแต่...ใจเด็ดกว่าเรียวเฮเยอะ
ถ้าเรียวเฮแค่ตามมาตะโกนใส่หน้าอากิระว่าหัดฟังคนอื่นซะบ้างถึงแม้ว่าจะโดนปืนจ่ออยู่ตรงหน้า แต่คนที่กล้าจ่อปืนในระยะใกล้ขนาดนั้นใส่หน้าคนอื่นแถมยังยิงได้อย่างปลายกระบอกปืนไม่สะบัดซักนิดมันก็...อันตรายอยู่ไม่ใช่เหรอ..
“คุณอากิระคะ วันนี้คุณชินยะไม่ลงมารับอาหารเย็นนะคะ”
“ทำไม?”
“ไม่ทราบค่ะไม่ได้บอกเหตุผล แค่บอกว่าจะไม่ลงมารับเท่านั้นค่ะ”
อากิระพยักหน้ารับแล้วหันไปมองเคตะที่ทำสีหน้าไม่พอใจขึ้นมาอีกครั้ง
“อยากจะขึ้นไปตามเองมั้ยล่ะ? เผื่อคราวนี้พี่จะไม่พลาดเจาะตรงเข้ากลางขมับเลย”
เคตะรู้สึกหน่ายกับตลกร้ายของอากิระที่มันออกจะร้ายมากเกินไปซักหน่อย แต่มันก็ตรงมากจนไม่น่าให้อภัยเหมือนกัน
“รออยู่นี่ก่อนแล้วกัน จะตามเรียวเฮให้”
เคตะทรุดตัวลงนั่งที่โซฟาผ้าไหมเนื้อนุ่ม พิงหลังไปกับพนักแล้วหลับตาลงค่อนข้างล้า ทั้งการเดินทางและงานที่เค้ากรำมาตลอดทั้งอาทิตย์ก่อนจะมาที่นี่ แล้วไหนจะเรื่องของชินยะอีก ฟังกันหน่อยเถอะน่า...
นั่งอยู่ซักพักน้ำหนักที่กดยวบลงบนโซฟาตัวเดียวกันทำให้เคตะเงยหน้าขึ้นมองพบกับรอยยิ้มของเพื่อนที่นั่งยิ้มหวานมาให้เหมือนจะล้อ แล้วก็คิดเดาคำแรกที่จะออกจากปากอิ่มนั่นได้เลย
“ได้ข่าวว่าโดนจ่อปืนใส่หน้าเลยหรอ?”
นั่นไงล่ะ แล้วก็ไม่ต้องเดาแหล่งข่าวด้วยว่าใคร เร็วขนาดนี้ก็ไอ้คนที่มันเข้าไปเสนอหน้าให้เห็นตอนที่เขาเกือบโดนเจาะกะโหลกนั่นแหละ ยังมีหน้ามาทำเสียงโอ๊ะโอ๋ได้น่าถีบมากเชียวล่ะ
“ดีใจใช่มั้ยที่เพื่อนเกือบตายเพราะฝีมือพี่สามีเนี่ย?”
“เห...เอาอะไรมาพูดน่ะ เดี๋ยวก็ทวงบุญคุณซะหรอก”
“มาที่นี่ทำไมไม่บอกล่ะ...”
“จะได้ตามมาง้อพร้อมกันเลยรึไงล่ะ?”
“เปล่า ถ้าเป็นตอนนั้นคงมาถล่มที่นี่มากกว่า”
“ก็นั่นไง ถ้ามาแค่นั้นน่ะ อยู่ที่นั่นไปจนตายนี่แหละ แล้วเราก็ยังไม่หายโกรธเคตะด้วยที่ทำให้เรากับอากิระทะเลาะกันอย่างนั้นน่ะ เราอุตส่าห์หวังดีทำให้คนตายด้านรู้สึกตัวเสียบ้าง หนอยแน่ะ ทำเอาความหวังดีเราแทบจะทำให้เราเลิกคบกับอากิระไปเลย อย่างงี้มันน่าให้ชินยะเจาะกะโหลกจริง ๆ ซะหรอก”
“พูดมากน่า...ว่าแต่ลืมอะไรไปรึเปล่าน่ะ?”
“เอ๋...อะไร?”
นิ้วเล็กแตะที่ริมฝีปากทำท่านึกได้น่ารักน่าชังจนเคตะอดจะดีดเบา ๆ ที่หน้าผากใสนั่นไม่ได้ เสียงใสโวยวายลั่นพร้อมกับเสียงหัวเราะของเคตะที่หาได้ยากมากเมื่อยามปกติ แต่กับเรียวเฮมันไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่จะได้เล่นหัวกับเคตะอย่างตอนนี้
“ใช่สิ ได้แตะปากกับแฟนบ่อย ๆ ลืมเพื่อนไปแล้วนิ่”
“โห...เคตะงอนเป็นอย่างนี้รู้สึกเหมือนเคตะเป็นคนขึ้นตั้งเยอะแน่ะ”
เสียงหัวเราะใสดังขึ้นอีกครั้งเมื่อเคตะคว้าเอาแก้มทั้งสองข้างมากดจูบแรง ๆ เหมือนผู้ใหญ่แกล้งเด็ก จนต้องหยุดลงเมื่อเสียงกระแอมดังขึ้นให้หันไปมองแล้วคนตัวเล็กก็รีบตะกายขึ้นนั่งอย่างปกติ
“ตั้งโต๊ะเรียบร้อยแล้ว”
“อ๊ะ...ทานข้าวเถอะเคตะ”
พูดกับเคตะแหละ เคตะรู้ แต่เดินไปคล้องแขนแฟนตัวเองกระซิบเสียงอ่อนอย่างนั้น ให้ตายก็ไม่รู้เลยเรียวเฮว่ากำลังง้อแฟนเด็กขี้หึงนั่นน่ะ ไอ้เด็กเวรนั่นก็เข้าใจหึงเพื่อนกับเพื่อนจริง ๆ เลย
กำลังเดินตามหลังอยู่ดี ๆ มองลุกแมวอ้อนพ่อแมวอยู่เพลิน ๆ ไอ้คู่ข้างหน้ามันก็หยุดกึกจนเคตะเบรกตัวเองแทบไม่ทัน ก่อนหน้านั้นจะได้ว่ามือเรียวของเรียวเฮสะกิดที่ต้นแขนของอากิระ พออีกฝ่ายก้มลงมาหาเพราะคิดว่าเรียวเฮจะบอกอะไร เจ้าตัวดีเพื่อนเขาก็ชะโงกหน้าขึ้นไปจูบที่ปากอิ่มของน้องชายชินยะ
ก็ไม่ใช่อิจฉาหรอกนะ แต่คนเราห่างไปตั้งอาทิตย์มันก็ต้องการเหมือนกันแหละ แล้วท่าทางว่าอย่างเขาคงจะอีกนานเสียด้วยที่จะได้ชิมรสของคนรักตัวเอง นิสัยเสียที่เห็นคนอื่นมีความสุขมากกว่าตัวเองไม่ได้เลยต้องแกล้งกระแอมเสียงออกไปให้ปลายลิ้นที่พัวพันกันอยู่แยกออกห่าง พร้อมกับยกมือลูบท้องตัวเองเบา ๆ ให้รู้ว่าเจตนาตอนแรกที่เดินนำมาน่ะจะพาเขาไปกินข้า ไม่ใช่มาจูบกันนัวเนียให้เขาดู
“เคตะอิจฉาล่ะอากิ ฮิๆ”
เดี๋ยวเถอะเรียวเฮ...ถ้าไม่ติดว่ายังง้อไม่ได้เคตะจะทำให้ทะเลาะกันอีกรอบเลยดีมั้ย??
โต๊ะอาหารเต็มไปด้วยอาหารมากมาย ประมุขของคากิโมโตะนั่งยู่หัวโต๊ะมองมาที่ทุกคนบนโต๊ะอาหารแล้วหยุดสายตาไว้ที่เคตะก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ทาจิบานะรึ? เป็นยังไงบ้างเรื่องวันนี้”
“ดีครับ ทางคากิโมโตะยินดีที่จะรับข้อเสนอของทาจิบานะทุกประการและให้ทางเรารับผิดชอบเรื่องค่าเสียหายท่จะเกิดขึ้นถ้าเกิดความผิดพลาดอะไรขึ้นเพาะทางผมจะเรียกส่วนแบ่งหกสิบห้าเปอร์เซ็นต์ครับ”
“หกสิบห้าเปอร์เซ็นต์?...”
ใบหน้าของผู้ใหญ่หันไปมองหลานชายคนเล็กที่นั่งอยู่ข้างกันด้วยสายตาคำถาม
“เจ้าตกลงไว้อย่างนี้หรอ?...อากิระ”
อากิระส่ายหน้ากับสายตาสงสัยก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมว่าใครเป็นคนเข้าไปเจรจาเรื่องทั้งหมดของวันนี้ผู้ใหญ่จึงได้ให้คนไปตามคนเจรจาลงมา เคตะนึกขอบคุณที่อากิระบอกไปตามตรงว่าชินยะเป็นคนเข้าไปพูดเรื่องนี้
รอจนเมื่อคนที่เป็นที่ต้องการของวงสนทนามาคำแรกที่คุณตาของทั้งอากิระและชินยะพูดขึ้นคือการตักเตือนที่ชินยะค่อนข้างจะเสียมารยาทด้วยการไม่ทักทายแขกของบ้านในวันนี้ที่นั่งอยู่ข้างกันพร้อมทั้งสั่งให้คนเตรียมสำรับอีกชุดให้ทานมื้อเย็นด้วยกัน แม้จะได้รับคำตอบว่าปวดหัวก็ตามที ปลายสายตาเห็นอีกคนจ้องเอา ๆ แล้วก็นึกขัดใจ อยู่ ๆ เคตะก็ยิ้มอย่างไม่มีสาเหตุจนต้องหันไปถามว่าขำอะไร คำตอบที่ได้มามันน่า....นัก!!!
“เปล่า...นาน ๆ ทีจะเห็นทำท่าดื้ออย่างนี้”
พอ จบ จะไม่พูดอะไรอีกแล้ว มันใช่เรื่องซะที่ไหนที่ด่าทอแล้วเหยียบย่ำเค้ามามากมาย จะมาเล่นหัวให้มันตลกอย่างนี้ ใครจะไปสนุกด้วย ชินยะคนนึงล่ะที่ไม่ได้อยากเลยแม้แต่น้อย
“อาหารถูกปากมั้ยทาจิบานะ”
เจ้าบ้านถามขึ้นอย่างเอื้อเฟื้อ
“เรียกผมว่าเคตะก็ได้ครับ...อาหารอร่อยครับคุณคากิโมโตะ”
“เรียกชั้นว่าตาก็ได้ถ้าเจ้าจะไม่รังเกียจ เจ้าก็รุ่นราวคราวเดียวกับหลานชั้นทั้งนั้น ถึงจะเป็นลูกของฝ่ายตรงข้ามก็เถอะ อีกอย่างเจ้าตัวดีข้าง ๆ นั่นยังแผลงฤทธิ์ใส่ไว้เมื่อกลางวันไม่ใช่เรอะ? ทางเจ้ามาเอาเป็นเรื่องเป็นราวก็ขอบจากแล้วล่ะ”
เคตะยิ้มรับก่อนจะบอกขอบคุณเบา ๆ ที่คนข้างตัวถูกสั่งให้ตักอาหารให้เขาพร้อมกับคำขอโทษที่เจ้าตัวดูเหมือนจะเต็มกลืนในการกระทำเต็มทน ไม่อยากเลยให้ตายเถอะ!!! แต่จะขัดคุณตาที่ให้อากิระจับหนูให้ได้ก่อนเถอะแล้วค่อยทำ
มื้อเย็นจบลงด้วยการทำความรู้จักของเคตะกับประมุขของบ้านคากิโมโตะและการไถ่โทษที่บังอาจลั่นปืนใส่เคตะของชินยะ อากิระถูกเรียกให้เข้าพบด้วยเรื่องงานในวันนี้และก็คงไม่ปล่อยให้เรียวเฮอยู่คนเดียวหรืออยู่กับเคตะแน่นอน เลยเหลือชินยะที่ต้องทำหน้าที่พาแขกชมสวนตอนกลางคืนของบ้าน
ชุดเก้าอี้ริมสระน้ำถูกวางไว้ด้วยของว่างจานเล็กสองจานที่นายท่านสั่งเตรียมให้แขกพร้อมกับเครื่องดื่มเล็ก ๆ น้อย ๆ
“เชิญ...ครับ”
“ขอบใจ”
“ไม่เป็นไรครับ ถ้าจะรู้ไว้ก็คือผมไม่ได้เต็มใจแต่คุณตาท่านสั่ง”
“ขอบใจที่อย่างน้อยก็ยังมองหน้าชั้น...ชั้นรู้ว่ามันออกจะกระทันหันไปซักหน่อย และมันก็ยากที่จะให้อภัยกัน แต่ถ้าชั้นจะพูดอีกครั้งว่าชั้นระ...”
“ทานของว่างดีกว่าครับ แม่บ้านที่นี่ทำไว้ให้ อร่อยมากนะครับ”
ชินยะไม่เปิดโอกาสอีกเช่นเคย มือเรียวยกขึ้นจับส้อมเล็กสำหรับทานของว่างในจานส่งให้เคตะ อีกฝ่ายก็ดีใจหายรับน้ำใจเขาไว้อย่างยินดีแล้วยังไม่ยอมปล่อยมืออีกต่างหาก
“ผมไม่คิดว่าคุณจะอยากลองแบบเมื่อกลางวันหรอกนะครับ”
“ไม่อยากลอง...ขนมนี่อร่อยดี มีของดีทานแบบนี้ทำไมไม่ชวนกันมาอยู่บ้าง มิน่าเรียวเฮถึงไม่ยอมกลับไปญี่ปุ่น”
ชินยะไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเพียงแต่ปรายตามองมือตัวเองนิ่ง ๆ
“ชั้นขอโทษ...ถ้าคิดจะฟังเหตุผลชั้นจะอธิบายให้ฟัง”
“ผมคิดว่าผมฟังคำนี้ครั้งเดียวก็พอครับ...ครั้งเดียวก็มากเกินไป”
“ไม่คิดจะให้อภัยชั้นจริงเหรอ?”
“สิ่งที่คุณทำแต่ละอย่าง...มีอะไรน่าให้อภัยอย่างนั้นเหรอครับ?”
“ชินยะ...”
“อย่าเรียกชื่อผม”
ต้องห้ามเพราะใจมันสั่นทุกครั้งที่คนคนนี้เรียกชื่อด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน เมื่อกลางวันเขาก็เกือบจะเอาตัวไม่รอดจนต้องทำลงไปอย่างนั้น ยังนึกโล่งใจที่อีกฝ่ายไม่เอาเรื่องจนถึงที่สุดอย่างที่คุณตาบอก ไม่อย่างนั้นนึกไม่ออกเลยว่าตอนนี้จะเป็นยังไงกันบ้าง
“ที่รัก...”
“คุณ!!!!!!!!!”
ชินยะผุดลุกขึ้นยืน สะบัดมือออกจากฝ่ามือหนาแล้วจ้องหน้าอย่างเอาเรื่อง ใช้อะไรคิดว่าพูดอย่างนั้นออกมาแล้วเค้าจะดีใจหรือยอฟัง
“อย่าพูดอย่างนี้นะ ผมไม่ชอบ!!!”
“ชื่อก็ไม่ให้เรียก...ที่รักก็ไม่ให้เรียก แล้วจะให้เรียกอะไรล่ะ?”
ให้ตายเถอะ ชินยะนึกด่าอยู่ในใจ นี่คิดว่าเสื้อผ้าหน้าผมตัวเองมันน่ารักพอที่จะทำท่ากระเง้ากระงอดได้น่ารักนักรึไงกัน?! ถ้าคิดอย่างนั้นก็ขอให้อะไรก็ตามไปเข้าฝันเคตะหน่อยว่าที่คิดอยู่น่ะผิดมหันต์
“รีบทานเถอะครับ จะได้รีบกลับ ถ้ารู้จักเกรงใจคนอื่นบ้าง”
“...เกรงใจใคร?”
“คนขับรถ คนรับใช้ การ์ด ใครก็ได้ที่เค้าต้องมาคอยรองมือรองเท้าเวลาคุณก้าวไปที่ไหนก็ตามในบ้านนี้น่ะ”
“แล้วชั้นไปรบกวนเค้าตรงไหนกัน? ก็อยู่กับนายแค่สองคน”
อย่าย้ำนักได้มั้ยวะว่าอยู่กันสองต่อสองน่ะ ปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว ตีมาแต่ละประโยคแทบจะหาทางหนีไม่เจอ หาทีรอดไม่ได้นี่น่ะ
มือใหญ่เอื้อมเข้าไปคว้ามือเรียวที่วางอยู่บนโต๊ะอีกครั้งและครั้งนี้เคตะไม่คิดจะปล่อยแม้ว่าแรงขืนดึงจะมีมากแค่ไหนก็ตาม แรงที่เคตะกดมือเรียวนั้นลงกับพื้นโต๊ะมากพอที่จะทำให้ชินยะทำเมินไปทางอื่นเพราะขืนให้หลุดออกมาไม่ได้ ปลายนิ้วแข็งแตะลงบนฝ่ามือนุ่มเป็นตัวอักษรภาษาต่างชาติสี่ตัว ไม่ใช่คำที่เคยเขียน ไม่ใช่คำเดียวกับที่เรียวเฮเคยเขียน แต่เป็นคำที่เคตะเคยบอกเขาต่างหาก พอมาถึงตอนนี้มันก็โมโหจนแทบจะหยุดตัวเองไว้ไม่อยู่
“กล้าดียังไงถึงกล้าเขียนคำนี้อีกครั้ง!?”
ชินยะกดเสียงลงต่ำมองปลายนิ้วที่ลากไล้บนฝ่ามือเบา ๆ อย่างอดทน
“ชั้นแค่อยากบอก รับฟังมันอีกซักครั้งเถอะชินยะ...ชั้นรักนาย”
สาบานก็ได้เอ้าว่าชินยะไม่ได้อยากทำตัวเป็นนางเอกอย่างตอนนี้หรอก แต่จะให้ทนนั่งฟังคำง้อของเคตะเหมือนพระอิฐพระปูนโดยไม่โมโหน่ะ ใครทำได้ชินยะให้เหยียบหน้าเลยเถอะ
ร่างเปรียวลุกขึ้นเดินตัดไปที่สวนที่จะเข้าไปหลังบ้านกำลังจะตะโกนเรียกให้คนส่งแขก แต่ไอ้แขกนั่นก็ดันตามเขาเข้ามาเร็วอย่างกับปรอทคว้าแขนเอาไว้แล้วดันให้อีกคนชิดกับต้นไม้ใหญ่
“ฟังกันซักทีได้มั้ย...ชั้นไม่อยากจะให้กำลังกับนายหรอกนะชินยะ”
“ก็ใช้มาเยอะแล้วนี่ครับ”
“.........!!!!”
เคตะสบถไม่เป็นถ้อยเป็นคำนักเมื่อร่างในฝ่ามือกำลังดิ้นรนจะไปจากเขาให้ได้ในตอนนี้ ได้ยินเสียงจิ๊ปากอย่างไม่สบอารมณ์แล้วก็นึกในใจ ถ้ามีปืนในมืออย่างเมื่อกลางวันป่านนี้เคตะคงกะโหลกพรุนไปแล้วล่ะ
“ชั้นขอโทษ...ตอนนั้นชั้นไม่รู้ว่าตัวชั้นรู้สึกยังไง เรียวเฮเป็นคนบอกให้ชั้นพูดคำนั้นทั้งที่ตัวชั้นยังไม่รู้ แต่คนอื่นกลับรู้ว่าตัวชั้นรู้สึกยังไง แล้วเรียวเฮยังเป็นคนบอกอีกว่านายก็...รัก...ชั้นเหมือนกัน ตอนนั้นชั้นไม่เชื่อ ชั้นไม่คิดว่าความรักที่เกิดจากความเจ็บปวดมันจะเป็นไปได้ยังไง ทำให้ชั้นไม่เชื่อเลยซักนิดว่านายจะรักชั้น โอเค...มันอาจจะฟังดูแย่ แต่ช่วยรับรู้หน่อยเถอะว่าหลังจากที่ชั้นรู้ว่านายลาออกจากมหาวิทยาลัย มันแย่แค่ไหนที่มารู้ตัวเองตอนที่นายคิดจะตีจาก ชั้นทำทุกอย่างที่คิดว่ามันจะทำให้นายอยู่กับชั้นได้ แต่มันก็ไม่ใช่ทางที่ถูก ชั้นมันโง่ที่ไม่เคยทำความเข้าใจตัวเองและคนอื่นมาก่อน มันเป็นเรื่องที่แย่ที่สุดของชั้น ถ้าตอนนี้ยังไม่อยากจะรับความรู้สึกชั้นเหมือนเดิม ก็ขอให้รู้ไว้แค่นั้น...ว่าชั้นรักนาย”
คำอธิบายยืดยาวออกจากริมฝีปากบางชินยะอึกอักอยู่กับพันธนาการสองสามครั้ง แรงที่รัดรึงเมื่อครู่ก็อ่อนยวบลงจนหลุดออกมาได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ เห็นอีกคนเลียริมฝีปากอย่างหาทางออกแล้วก็เมินหน้าไปอีกทาง ใจมันให้ไปกับเคตะตั้งแต่ตอนที่คำพูดแรกหลุดออกมาจากปากคู่นั้นแล้ว ตอนแรกแทบจะไม่เหลือความไว้ใจเลย แต่ให้คิดตามที่เรียวเฮพูดก็ถูกนั่นแหละ คนอย่างเคตะ...ถ้าไม่รักไม่ชอบไม่ตามมาถึงที่นี่พร้อมกับภาระบนบ่าหนักอึ้งหรอก หาใหม่ง่ายกว่าเยอะ แล้วทำไมถึงต้องตามมา... นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เค้ายอมรับความรู้สึกจากเคตะอีกครั้ง
อีกเหตุผลหนึ่งคือความรู้สึกของตัวเองที่มันเรียกร้องให้ไว้ใจ เชื่อใจ และเค้าก็หวังว่าครั้งนี้มันจะไม่ทำให้เค้าต้องเจ็บอีกครั้งหรอกนะ
ใจเต้นระทึกเมื่อนึกคำพูดที่จะเอ่ยออกไปกับคนตรงหน้า
“โอกาสครั้งนี้...ครั้งสุดท้ายสำหรับคุณ เพราะผมไม่อยากให้มันเป็นเพียงแค่ความรู้สึกที่หลุดออกมาจากปากของคุณพล่อย ๆ เหมือนเมื่อก่อน วันนี้...ตอนนี้ผมไม่พร้อมที่จะรับรู้มันจริง ๆ ขอเวลาผมหน่อย เพราะสิ่งที่คุณทำกับผมมันมากเกินไป...ได้มั้ยครับ”
เคตะรั้งร่างตรงหน้าเข้ามากอดแน่น ๆ แล้วผละออกก้มลงมองใบหน้าเรียวที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่เพียงแค่ทำท่าว่าจะก้มลงไปหาริมฝีปากบางที่ลอยยั่วอยู่ตรงหน้าแต่อีกคนก็เบือนหลบอย่างจงใจ ริมฝีปากร้อนเลยได้แต่กดจูบที่แก้มอุ่นแทน เคตะเลยแกล้งย้ำลมหายใจสูดกลิ่นเนื้อนวลเข้าลึกจนสุด เผลอไถลซุกลงไปที่ซอกคอทั้งที่ฝ่ามือทั้งสองข้างของชินยะพยายามดันที่หน้าอกเขาไม่หยุด กลีบปากร้อนเผยอขบฟันที่ซอกคอสีน้ำผึ้งจนอีกคนตีแรง ๆ ลงบนหน้าอกถึงได้ผละออกมามองผลงานที่แดงเรื่ออยู่ที่ต้นคอ
“ไม่ใช่วันนี้...แต่พรุ่งนี้ชั้นจะมารอคำตอบนะชินยะ”
คืนนั้นชินยะให้เรียวเฮและอากิระเป็นคนส่งแขกที่เขาออกปากไล่ด้วยตัวเองเมื่อคุณตาถามว่าจะค้างหรือไม่ ให้ตายเถอะ...ถ้าคุณตาให้เคตะค้างที่นี่จริงเขาคงได้ให้คำตอบเคตะ ไม่ใช่สิ...เคตะคงบังคับเขาตอบคำตอบเมื่อครู่คืนนี้แน่ ๆ ทีเดียว
ก่อนนอนชินยะนอนนึกนั่งนึกถึงสัมผัสที่เคตะฝากเอาไว้แล้วบอกว่าเช้าวันรุ่งขึ้นจะมาทวงคำตอบ
เช้าวันรุ่งขึ้นแขกของคากิโมโตะเมื่อวานวันนี้แล่นโร่มาแต่เช้าตรู่จนเจ้าบานอย่างอากิระยังอดจะเหน็บไม่ได้
“มาแต่เช้า ใครเชิญไม่ทราบ”
ถึงจะต่อท้ายด้วยคำว่า (วะ) เบา ๆ ท้ายประโยคแล้ว แต่เรียวเฮก็ดันหูดีพอที่จะได้ยินจนบิดเข้าที่สีข้างแรง ๆ ให้โอ้ยออกมาดัง ๆ
“เคตะมาหาชินยะเหรอ เดี๋ยวเราให้คนไปตามให้นะ”
“ขอบใจเรียวเฮ มีน้ำใจอย่างนี้สมแล้วที่เป็นเพื่อนชั้น อย่าใจร้ายอย่างใครบางคน ใจร้ายทั้งพี่ทั้งน้อง”
ไม่รู้ว่าเคตะแกล้งประชดให้อากิระใช้หางตาทิ่มแทงหรือจงใจให้คนที่กำลังเดินลงมาได้ยินกันแน่ แต่ไม่ว่าอย่างไหนมันก็ชวนให้หาอะไรปาใส่ได้ทั้งนั้น มันด่าที่เล่นทั้งพี่ทั้งน้องอย่างนี้เดี๋ยวมีทวงพี่คืนกันมั่งแล้วจะขำไม่ออกทาจิจัง
“อ้าวชินยะมาพอดี...เคตะมาหาแน่ะ”
“ไม่ต้องเข้าข้างกันขนาดนั้นก็ได้น่ะเรียวเฮ พี่ชั้นยังไม่อยากแต่งเข้าบ้านใคร”
ป้าบ!! เอ๊ะเสียงอะไร??
“ทำไมต้องลงไม้ลงมือด้วยเรียวเอ มันเจ็บนะ...มานี่เลย”
ว่าแล้วก็ลากรุนร่างเล็กให้เดินเข้าไปด้านในตัวบ้านปล่อยให้พี่ชายเผชิญหน้ากับผู้มาเยือนคนเดิม
“คำตอบล่ะ?”
“....................”
“ชินยะ...”
“เราไปเดินเล่นกันเถอะครับ”
แล้วชินยะก็เดินนำออกมาที่สวนกว้างตอนเช้าของวัน ตรงเข้าไปที่เรือนเพาะเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่กลางสวนกว้าง เคตะมองดูอีกคนที่เดินมาด้วยกันจัดแจงใส่ถุงมือเดินไปหยิบกรรไกรตัดกิ่งมาแล้วตัดก้านของดอกไม้ดอกโตแล้วส่งให้เขา จากนั้นก็จัดแจงเก็บเครื่องมือตัดกิ่งเข้าที่เหมือนเดิมแล้วเดินออกมา
“อะไรน่ะชินยะ?”
“คุณทาจิบานะ...”
“เคตะ ชั้นจำไม่ได้แล้วว่านามสกุลตัวเองคืออะไร อย่าเรียกยาว ๆ เลย ไม่เหนื่อยบ้างเหรอ?”
“ครับ...คุณเคตะ ถ้าให้บอกตรง ๆ ผมก็ไม่เชื่อหรอกนะครับว่าคุณไม่รู้จักดอกไม้น่ะ”
เถอะ เคตะจะทำลืมคำนำหน้าที่ชินยะใช้เรียกก็แล้วกัน
“ก็รู้ว่ามันคือดอกทานตะวัน แต่...ให้ชั้นทำไม?”
“ดอกทานตะวันเป็นสัญลักษณ์ของความอดทนนะครับ”
“แล้ว...?”
“ก็ผมอยากให้คุณเคตะอดทนรออีกนิดน่ะครับ...”
“ได้ยังไงชั้นไม่ยอมหรอก!”
ทำท่าจะโวยวายขึ้นมาชินยะก็โผเข้าหาปิดปากเคตะอย่างเร็ว สองมือทาบปิดบนปากอุ่นของเคตะแล้วเอ็ดเสียงเบา
“เสียงดังทำไมกันคุณ!!”
เคตะไม่พูดอะไร เงียบแล้วจ้องดวงตาใสที่อยู่ใกล้แค่ลมหายใจรดกัน ก่อนที่ชินยะจะเด้งตัวหนีและรีบผละมือออกจากปากอุ่นนั้น แต่เมื่อถอยออกมาก็โดนกักไว้ในวงแขนเสียแล้ว
“รักกันเถอะนะ...ชินยะ”
ออกจะง่ายไปซักหน่อยที่ง้อเมื่อวานแล้ววันนี้จะคืนดีกันเลย แต่ชินยะก็แค่ไม่อยากให้เวลาแห่งความสุขมันหมดไปนานกว่านี้ก็เท่านั้น แค่ให้พอรู้สึกตัวว่าเวลาที่ห่างกันไปมันรู้สึกทรมานมากแค่ไหน ชินยะก็แค่อยากให้เคตะได้สัมผัสกับความรู้สึกอื่นบ้าง...ไม่ใช่แค่ความรู้สึกที่เป็นเพียงแต่ผู้ชนะอย่างเดียว อย่างน้อยให้ชีวิตนี้เคตะรู้สึกว่าได้พ่ายแพ้ให้เค้าบางสักครั้งก็ยังดีแหละนะ
“เดินทางดี ๆ นะพี่ ถ้าไม่พอจะไรเมื่อไหร่กลับมาได้เสมอเลยนะผมรอรับอยู่ หรือจะให้ส่งไพรเวทเจ็ทไปรับก็ได้นะ ไม่ว่ากันอยู่แล้ว”
ไม่ต้องหันไปมองชินยะก็คงเห็นว่าคนข้างหลังเขาคงถลึงตาใส่น้องชายเขาจนตาแทบถลนเป็นแน่ ก่อนที่จะเกิดสงครามขึ้นนางฟ้าก็ต้องห้ามทัพเสียก่อน เรียวเฮเดินมาจากตรงทางเข้าเพราะกลับไปเอาของที่รถ ชะโงกหน้ามาจากด้านหลังของอากิระยิ้ม ๆ
“เล่นอะไรกันน่ะ ดูทำหน้าทำตาสิ ฮะๆ”
มือเล็กสอดเข้ากอดพุงนิ่มของคนรักก่อนจะโดนดึงให้มาอยู่ด้านหน้า
“เดินทางดี ๆ นะชินยะ เคตะ รักกันนาน ๆ นะ”
“ไม่ต้องห่วงคนอื่นหรอกน่า ห่วงตัวเองดีกว่า...สาวอิตาลีน่ะร้ายจะตายนะเรียวเฮ”
“ฮิ...ถ้าจะแพ้แค่สาวอิตาลีล่ะก็ ไม่ถ่อมาถึงอิตาลีหรอกน่าเคตะ”
“ประกาศเรียกแล้ว...ไปเถอะ โชคดีนะ สำหรับนาย...ถ้าเล่นของเล่นอย่างไม่ถนอมอีก คราวนี้พ่อจะยิงให้กะโหลกพรุนเลยไอ้เด็กเวร”
อากิระที่เหมือนจะกอดลาเคตะอย่างลูกผู้ชายกระซิบคำลาส่งท้ายให้ได้แยกเขี้ยวใส่กันอีกหน่อยพอเป็นกระไส แล้วก็จากกันด้วยดีแต่ไม่วายจะเห็นอีกฝ่ายโดนคนรักตัวเล็กตีที่แขนแรง ๆ ถามว่า...หาเรื่องเคตะอีกแล้วใช่มั้ย...
เป็นครั้งแรกที่เคตะคิดว่การมีเพื่อนเป็นเรียวเฮก็ปกป้องเค้าได้เหมือนกันสินะ ส่ายหน้ากับตัวเองแล้วนึกยิ้มในใจ นึกมาถึงตอนนี้แล้วก็ดีใจที่คนข้างตัวเขายอมให้อภัยและจิตใจดีขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่ชินยะที่มีอากิระเป็นน้องชาย ชีวิตเขาก็คงพบแต่สิ่งที่เรียกว่าชัยชนะ ไม่ได้ประสบกับคำว่าแพ้และล้มเหลว แต่คำเดียวที่จะไม่เจอในความคิดของเคตะเลยก็คือคำว่า “ท้อแท้” เพราะเคตะไม่เคยท้อเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการมา แต่จะด้วยเหตุผลอะไรนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง และในส่วนของชินยะมันก็คือ...ความรัก...
“ยิ้มอะไรคนเดียวครับ?”
ที่นั่งชั้นพิเศษสองที่ข้างกัน ร่างโปร่งผิวสีแทนตะแคงข้างมามองอีกคนอย่างสนใจในรอยยิ้มบนใบหน้าที่ได้เห็น ก็นาน ๆ ทีเคตะจะยิ้มกับเขานี่นา
“เปล่า...นอนเถอะ อีกนานกว่าจะถึง”
“ครับ”
มือใหญ่สอดเข้าประสานที่มือเรียวแล้วกระชับกุมไว้อย่างนั้นไม่ปล่อย ความอบอุ่นที่ซึมผ่านฝ่ามือหนามาให้ความรู้สึกดีจนเกินบรรยาย เปลือกตาพริ้มหลับลงอย่างสบายใจ ครั้งแรกที่ได้อยู่ใกล้เคตะมากขนาดนี้เพิ่งรู้ว่ามันเป็นความสุขอย่างมากที่ไอยู่ข้างคนที่รักในฐานะคนรัก
รอยนต์คันใหญ่ของตระกูใหญ่ของญี่ปุ่นแล่นเข้าจอดตรงบันได้บ้านหลังใหญ่หลังจากไปรับทายาทของตระกูลจากสนามบิน นายหญิงของบ้านออกมาต้นรับลูกชายอย่างดี ไม่ทันสังเกตว่ามีอีกคนที่นั่งมาด้วยกัน
“อ้าว...ชินยะ ทำไมมาด้วยกันล่ะลูก??”
“ก็ชินยะเป็น...”
“เจอกันโดยบังเอิญน่ะครับ พอดีผมว่าจะกลับมาเยี่ยมคุณพ่อแล้วก็จะมาดูเรื่องเรียนต่อที่ด้วยน่ะครับ”
“อ้าว...ดีจังเลยลูก แม่นึกว่าบ้านจะเงียบเพราะเหลือแต่เคตะคนเดียวเสียอีก”
“ครับ...ผมจะกลับมาอยู่เป็นเพื่อนนะครับ”
ชินยะเขาไปสวมกอดแม่เลี้ยงอย่างยินดีที่จะได้อยู่เป็นเพื่อน ให้ถึงอย่างไรแม่ของเคตะก็ดีกับเขามากเช่นกัน ไม่ยากอะไรถ้าจะให้ความเคารพและรักเหมือนแม่แท้ ๆ
“ขึ้นไปพักผ่อนนะลูก อ้อ พักห้องพี่ก่อนได้มั้ยจ๊ะ กลับมาไม่บอกไม่กล่าวอย่างนี้แม่ไม่ได้ให้คนทำความสะอาดห้องไว้นะคะ”
“ไม่เป็นไรครับแม่ นอนห้องผมนี่แหละ...”
จะนอนตลอดไปก็ไม่ว่าอะไรด้วย
...............
.........................
ประตูห้องนอนปิดลง ห้องนอนของเคตะที่ทำให้นึกไปถึงวันแรกที่ได้เข้ามาอยู่ที่บ้านหลังนี้ วัน
แรกที่โดนเหยียบย่ำด้วยคนตรงหน้า แล้วตอนนี้สถานภาพที่เปลี่ยนแปลง ความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ทำให้เขาแทบจะไม่รู้สึกถึงความเลวร้ายในวันนั้นเลยก็ว่าได้
ไม่ใช่คนเจ็บแล้วไม่จำ แต่เคตะสัญญาว่าจะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก...เขาจะเชื่อ แต่ถ้ามันเกิดขึ้นอีก
ถึงตอนนั้นเขาก็ควรจะเชื่อตัวเองว่ามันไม่ควรจะดำเนินต่อไปด้วยความรู้สึกที่เรียกว่าคนรัก ถึงตอนนั้นเขาก็คงเข้มแข็งพอที่จะยอมรับว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมระหว่างเขากับเคตะอีกต่อไป
“คิดอะไรอยู่หืมม์?”
แก้มสีน้ำผึ้งถูกกดจูบด้วยปลายจมูกโด่งและปากอุ่นไม่ตั้งตัวจนต้องก้าวถอยหลังจนแผ่นหลังแนบกับประตูที่เพิ่งถูกปิดลงเมื่อครู่ ร่างโปร่งถูกกักอยู่ในวงแขนแข็งแรงและพื้นที่จำกัดจำเขี่ยเหลือเกินที่จะขยับตัว แค่จะส่ายหน้าตอบว่าไม่ได้คิดอะไรปลายจมูกมันก็ชนกับปลายจมูกของอีกคนซะแล้ว
“เปล่าครับ”
“แล้วยิ้มอะไรคนเดียว”
กำลังจะอ้าปากตอบว่าเปล่าเหมือนเคยแต่ริมฝีปากอุ่นและลิ้นร้อนมันก็แทรกเข้ามาฉวยโอกาสได้อย่างแนบเนียน เคตะเบี่ยงใบหน้าให้กระชับกลีบปากแน่นขึ้นอีกนิด ความอุ่นชื้นแตะไล้กันในโพรงปากร้อน ปลายลิ้นกระตุ้นเร้าให้รู้สึกมากขึ้นไปกว่าการจูบ คนใต้ล่างเงยหน้าให้อีกฝ่ายประทับรอยรักได้ง่ายขึ้นด้วยความเต็มใจแล้วมือร้อนก็ไล้ผ่านสาบเสื้อเข้าบุกรุกพื้นที่ส่วนตัวแตะต้องอย่างไม่อาจทนรอต่อไปได้ กลับมามอบจูบหวานซึ้งให้ครั้งแล้วครั้งเล่า เอาใจ ปรนเปรอให้ชินยะหลงใหลไปกับความต้องการที่ทวีเพิ่มขึ้นยากจะหักห้าม
ถ้าจะเปรียบเคตะเป็นอะไรซักอย่าบนโลกนี้ชินยะคงอยากจะเปรียบเคตะเป็นนักต้มตุ๋นมืออาชีพที่หลอกล่อเขาได้อย่างแนบเนียนไร้ที่ติเลยล่ะ ดูตอนนี้สิไม่รู้ว่าจากประตูมาหยุดอยู่ที่เตียงนุ่มได้ยังไงกัน แต่ก็เอาเถอะ ทั้งเตียงนุ่ม ทั้งจูบนุ่มอย่างนี้ จะให้ไปไหนได้ล่ะ
แขนเรียวยกขึ้นคล้องคออีกฝ่ายพี่ชายให้ก้มลงมาหา กระซิบคำขอที่ เคตะแทบจะยอมให้ทำได้เต็มที่ตามใจชอบ แล้วพลิกร่างตนเองลงอยู่เบื้องล่างร่างของน้องชาย ก่อนที่จะปล่อยให้อีกฝ่ายขยับรับความร้อนรุ่มที่อัดแน่นในตัวจนแทบระเบิด ค่ำคืนยังอีกยาวนานกว่าที่แสงอาทิตย์ของวันใหม่จะโผล่พ้นขอบฟ้าเยือนในห้องนอนกว้างขวาง เตียงนอนนุ่มที่ให้สองร่างอิงแอบอาศัยพึ่งพิงไออุ่นซึ่งกันและกัน
~~~~The End~~~


