コンテントヘッダー

[JK]::*::Hana No Tsutae Koto Part 06::*::




สวัสดีค่ะ
มาลงเร็วเพราะฉลองได้กลับบ้านค่ะ^^
เดือนละครั้ง ครั้งละอาทิตย์ค่ะ ดีใจมากมาย คิดถึงบ้านเหลือแสน^^
ใครใคร่อ่าน อ่านนะคะ ใครใคร่เม้น ก็เม้นนะคะ
ตอนนี้มันเป็นยังไงอะไรติได้ค่ะไม่ว่า
อยากไปงานฟิคแต่กลับมาไม่ทันแน่เลย
ใครไปฝากซื้อฟิคเฟต์ได้มั้ยคะ!!!!! ๕๕๕๕๕๕
อ่านเถอะค่ะ

ปล...รอเพื่อนมาอ่าน เพื่อนก็ไม่ว่างอ่าน
ไม่เป็นไร คนอื่นอ่านก็ยินดีเช่นกันค่ะูู



::*::Hana no tsutae koto part 06::*::




ความว่างเปล่ารอบกายถูกทิ้งไว้เป็นเพื่อนในช่วงเวลาใกล้ค่ำ บริเวณไม้ใหญ่ครึ้มทำให้พื้นที่โดยรอบมืดกว่าส่วนอื่นพอควร ร่างสูงใหญ่ที่มักเห็นประจำตำแหน่งคนขับรถของผู้ชายตัวสูงหน้าตาดียืนอยู่ลำพังหลังจากมองเห็นท้ายรถของผู้เป็นนายที่ทิ้งไว้เพียงเศษใบไม้ที่ปลิวจากแรงลมหลังการออกตัวของรถยนต์คันใหญ่ มือใหญ่ล้วงหยิบโทรศัพท์กดโทรออกและรอฟังสัญญาณปลายสาย



“ว่าไง” เสียงรับสายครั้งนี้ของเพื่อนสนิททำให้โคคิค่อนข้างประหลาดใจพอดูกับคำห้วนสั้นจนต้องย่นคิ้วกับตัวเองในความสงสัยนั้น



“เป็นอะไร? หงุดหงิดอะไรอยู่” ท่าทางคงหงุดหงิดลูกน้องที่ทำงานไม่ได้เรื่อง ในเมื่อตัวเองเป็นพวกเพอร์เฟ็คส์ลิซึมขนาดที่ว่างานไม่ควรพลาดแม้แต่จุดเดียว แต่ไม่ค่อยได้เห็นยูอิจิโกรธนักเมื่อคติประจำใจอีกอย่างเป็นการสอนงานคนให้เป็นจะได้ไม่เกิดข้อผิดพลาด ครั้งนี้คงพลาดยิ่งใหญ่ถึงได้หงุดหงิดใส่มาตามสายอย่างนี้



“ก็ไอ้พวกที่ให้ไปเฝ้าบ้านคุณคาซึยะกับคุณฮิโรกิ เสือกคลาดสายตาไปเกือบชั่วโมงเพราะไอ้กลุ่มที่อยู่ใกล้กันโทรขอกำลังที่ใกล้ที่สุดคนรายงานกลุ่มที่ใกล้ที่สุดเสือกไม่ดูตาม้าตาเรือส่งสัญญาณไปที่พวกมัน...” ประโยคแรกยาวเหยียดอธิบายความผิดพลาดที่เกิดขึ้นครั้งนี้ได้อย่างไม่ต้องการคำอธิบายอะไรต่อไปอีก โคคิพยักหน้ากับปลายสายทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าอีกฝ่ายคงไม่เห็น



“อืม...เลยเป็นเรื่องอยู่ตอนนี้” เสียงห๊ะด้วยความตกใจทำให้โคคิต้องละโทรศัพท์ออกห่างจากหูตัวเองพร้อมกับตอบคำถาม...เรื่องอะไรวะ?...ตามมาอีกประโยค



“เรื่องที่ว่านายใหญ่รู้ว่าตอนที่ลูกน้องมึงหายหัวไปแล้วไอ้พวกนางาเสะมันเข้ามาเหยียบถึงที่อย่างไรล่ะ” ประโยคเดียวก็เรียกหัวใจยูอิจิให้สะท้านลั่นได้ เพราะนี่ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นหลังจากได้รับคำสั่งจากนายใหญ่กำชับหนักหนาว่านางาเสะจ้องทุกความเคลื่อนไหวของพวกเขาอยู่และรอจังหวะที่จะพลาด



“แล้วนายใหญ่รู้ได้อย่างไรวะว่าพวกนั้นมันมา...” ปลายสายยังซักถามสาเหตุถึงความหูไวตาไวของเจ้านายเป็นพิเศษ



“ช่วงเวลาที่ลูกน้องมึงรายงานความเคลื่อนไหวว่าเหตุการณ์ปกติอย่างมีพิรุทนั่นแหละ เป็นเวลาเดียวกับที่คุณจินได้รับฟังจากคุณคาซึยะว่ามีผู้ชายชุดดำเข้ามาที่ร้านเพื่อซื้อช่อดอกไม้...” เหตุการณ์ที่สุสานถูกถ่ายทอดให้ยูอิจิฟังอย่างไม่ขาดตกหรือบกพร่องในความจริงใดว่าช่อดอกไม้จากร้านคาซึยะถูกวางไว้ที่หน้าป้ายชื่อในสุสานในสภาพยับเยินเป็นข้อความชั้นยอดที่นายใหญ่รับรู้ได้เป็นอย่างดีถึงเรื่องราวที่กำลังบานปลายจนอาจเกิดเหตุการณ์ที่จินไม่อยากให้เกิดมากที่สุดก็เป็นได้



...ฉิบหายแล้ว...



คำอุทานเดียวที่คนสองคนนึกขึ้นพร้อมกันโดยไม่ต้องอาศัยสัญญาณใดราวกับเรื่องตลก แต่คงเป็นตลกร้ายกาจน่าดูหากเกิดเหตุการณ์น่าฉิบหายอย่างที่นึก ไม่อยากเดาให้ยากว่าเมื่อคนนอกที่ไม่รู้เรื่องถูกดึงเข้ามาในเกมแห่งความมืดนี้แล้ว ใครจะสูญเสียมากที่สุด ในเมื่อศัตรูจ้องเขม็งที่จุดตายของทั้งนายใหญ่และคนสำคัญอันดับหนึ่งขององค์กร...หัวใจ...



“คิดเหมือนกันใช่ไหมว่ามันไม่ได้บังเอิญ สำหรับการปะทะกับนางาเสะแบบไม่ตั้งตัว...?” โคคิเห็นอีกฝ่ายเงียบไปจึงส่งคำถามเป็นด่านหน้าให้เพื่อนเดาสถานะการณ์ได้ แม้ยูอิจิจะแย้งว่ากลุ่มที่ปะทะกันวันนี้ไม่ใช่นางาเสะแต่ก็ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ากลุ่มติดอาวุธในพื้นที่ทำการขององค์กรและจำนวนคนมากขนาดนั้นจะเป็นใครในเมื่อองค์กรพันธมิตรไม่มีทางทำร้ายกันเอง...แม้องค์กรจะมีศัตรูอื่นมากมายก็เป็นเพียงกลุ่มเล็กยิบย่อยที่ไม่น่ามีกำลังคนมากขนาดนี้ ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการที่สามารถสนับสนุนทั้งกำลังและอาวุธของทุกการเหิมเกริมมีเพียงหนึ่งเดียว...นางาเสะ...



“แล้ว...คุณจินว่าอย่างไร?” เงียบไปเป็นครู่เพื่อประเมินสถานะการณ์ว่าในตอนนี้ควรจะทำอย่างไร แต่ก็จนปัญญาเกินกว่าจะคิดอะไรออกจึงต้องหันกลับมาทางเดิมเพื่อถามเพื่อนว่าเจ้านายสั่งการอะไรไว้บ้าง



“พาคุณคาซึยะและคุณฮิโรกิไปอยู่ที่บ้านชานเมืองมันลากคุณสองคนนี้มาเอี่ยวแน่ ปิดคุณเรียวให้สนิทเรื่องนางาเสะในวันนี้ และ...กระทืบไอ้พวกที่ละเลยหน้าที่ของมันให้จำใส่หัวไว้ด้วยว่าของสำคัญของนาย...อย่าทำเป็นเรื่องเล่นตลก” สามประโยคสั้นแต่ได้ใจความยูอิจิไม่ได้ตอบรับแต่รู้กันดีว่าอะไรคือสิ่งที่จะตามมาสำหรับผู้ละเลยการปฏิบัติหน้าที่สำคัญ



“ได้ จะจัดการให้...ตอนนี้อยู่ที่ไหน?”



“ถูกทิ้งอยู่หน้าป่าช้า รีบมารับด้วย ขนลุกชิบเป๋ง” ได้ยินเพื่อนทำเสียงหวิวแล้วก็ได้แต่นึกหน้าเวลาที่โคคิกลัวขึ้นมาให้ขำเล่นมาตามสายโทรศัพท์ก่อนจะวางสาย กุญแจรถในกระเป๋ากางเกงถูกหยิบขึ้นมาเดาะเล่นในมือสองสามครั้งเมื่อเดินไปถึงตัวรถและออกตัวเพื่อมารับเพื่อนที่ถูกเจ้านายทิ้งอยู่หน้าสุสานแล้วไปดูดอกไม้ไฟกับน้องชายคุณเรียวและคุณฮิโรกิ


.



.



.



ที่จอดรถอยู่ไกลพอสมควรทั้งสามเดินมาพร้อมข้าวของจากหลังรถ พื้นที่จัดงานอยู่ริมทะเลซึ่งเคยเป็นลานจอดรถแต่ตอนนี้ถูกเปลี่ยนสถานะเป็นพื้นที่ชมดอกไม้ไป ทางเดินก่อนถึงลานกว้างสำหรับผู้มีบัตรเข้าชมในจุดที่มองเห็นชัดที่สุดผู้คนมากมายหลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่จัดงาน ก่อนถึงทางเข้ามีโต๊ะตั้งกล่องรับบริจาคสำหรับการจัดงานดอกไม้ไฟเพื่อไปแข่งระดับประเทศในปีหน้า เมื่อมีคนบริจาคคนหนึ่งจะสามารถเขียนข้อความฝากบอกถึงคนที่ต้องการได้



ร่างสูงในชุดสูทสีดำดูโดดเด่นกว่าคนอื่นทั้งหน้าตาและการแต่งตัวหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะที่มีลุงสองสามคนยืนตะโกนเชิญชวนให้คนบริจาคเงินสมทบทุนแก่ทางจังหวัด มือขาวหยิบกระเป๋าสตางค์ออกจากกระเป๋ากางเกงด้านหลังแล้วหยิบธนบัตรออกมาจำนวนหนึ่งเมื่อหย่อนเงินจำนวนนั้นลงในกล่องกระดาษาแล้วเสียงโห่ลั่นทำให้จินหันไปมองหน้าคนอีกสองคนที่มาด้วยกันสีหน้าคล้ายตกใจอย่างมาก ตาคมกระพริบปริบงุนงงกับเสียงโห่ร้องตะโกนแซวของคนที่โต๊ะบริจาค



“ผมทำอะไรผิดหรือเปล่า?” หันมามองทั้งสองคนที่ยืนมองหน้าจินอย่างงุนงงเช่นกัน ก่อนคาซึยะและฮิโรกิจะหัวเราะจนไม่สามารถควบคุมบทสนทนาได้จึงทำให้จินยิ่งออกอาการหันซ้ายหันขวามากกว่าเดิม



“พ่อหนุ่มจะเขียนข้อความถึงใครไหม?” ร่างสูงมองไปทางกระดาษและปากกาที่ยื่นมาให้แล้วหันไปมองหน้าถามคนอีกสองคนที่เหลือคล้ายขอความช่วยเหลือจากการขยับปากโดยไม่มีเสียงว่า ...ข้อความอะไรหรือ?... คาซึยะเดินเข้ามาชะโงกหน้าดูแล้วถามว่าจินจ่ายไปเท่าไรเมื่อครู่มือขาวยกนิ้วสามนิ้วขึ้น



“สามพัน?” มือเล็กกำลังเอื้อมไปหยิบปากกาและกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะเป็นต้องชะงักหันกลับมามองหน้าคนตอบอีกครั้งให้แน่ใจว่าที่ตอบมาถูกต้องแล้วอย่างนั้นหรือ



“สามหมื่นเอง” สามหมื่นเอง! แถมมีเองด้วยนะ คาซึยะจะเป็นลม เงินตั้งสามหมื่นกินได้เกือบครึ่งเดือนแต่เอาเถิดคนเขามีก็ปล่อยเขาไป มือเล็กคว้ากระดาษกับปากกามายื่นใส่มือใหญ่พร้อมคำอธิบาย



“ปกติเมืองนี้ถ้าบริจาคทุกหนึ่งพันเยนจะเขียนข้อความได้หนึ่งประโยค แล้วบริจาคเยอะขนาดนี้มิต้องเขียนเป็นนิทานเลยหรือ?” เสียงเล็กแกล้งกระเซ้าอย่างอารมณ์ดีกับท่าทางมึนงงกับโลกรอบตัวขณะนี้ของจิน ผู้ชายสุดเพรียบพร้อมก็มีข้อบอกพร่องเช่นการไม่เคยดูดอกไม้ไฟเลยในชีวิต



“จะเขียนข้อความถึงใครไหมครับ?” มือป้อมชูกระดาษยาวใบเล็กและปากกาขึ้นระดับไหล่ ร่างสูงมองอย่างชั่งใจอยู่ครู่แล้วรับกระดาษแผ่นนั้นมาวางบนโต๊ะตัวเดิม



“ต้องเขียนสามสิบประโยคเลยหรือ?” ทั้งฮิโรกิและคาซึยะหัวเราะจนต้องกุมท้องอีกครั้ง วันนี้จินดูเหมือนเด็กที่เพิ่งได้ออกมาเที่ยวนอกบ้านเป็นครั้งแรกเสียจริง



“คุณจะเขียนจดหมายรักบอกใครก็เอาเถอะ” ตอนตอบคำถามยังไม่วายแอบปาดน้ำตาที่ปลายหางตาเพราะความขำ “ไม่มีใครว่าคุณหรอก”



“ได้หรือ?” คิ้วคมเลิกขึ้นถามย้ำและได้รับคำตอบเป็นใบหน้าน่ารักที่อมยิ้มจนแก้มตุ่ยพยักหน้าขึ้นลงแรงๆ สองสามครั้ง ปลายปากกาจึงจรดลงบนกระดาษ ข้อความไม่สั้นไม่ยาว แต่คาซึยะไม่เห็นว่าเขียนอะไร ฮิโรกิที่ยืนอยู่อีกด้านลอบยิ้มอยู่คนเดียวเมื่อจินยกกระดาษใบนั้นหลบเด็กตาตี่ที่พยายามชะโงกดูว่าจินเขียนจริงอย่างที่ถามหรือไม่ ฟันซี่เล็กขบปากล่างอย่างขัดใจเมื่อโดนแกล้งเอาซึ่งหน้า



“ไปนั่งกันเถอะครับ ไปคาซึยะ” ฮิโรกิเห็นท่าว่าไอ้เต่าเพื่อนรักคงได้เขม่นคุณจินคนซื่ออีกนานจึงรีบเดินไปออกแรงลากให้มันคลานตามกันไปหาที่นั่งปูเสื่อวิวดีๆ ที่สามารถมองเห็นดอกไม้ไฟที่จะทะยานขึ้นจากกลางทะเล



“ร้านนั้นขายอะไรหรือ?” จินมองไปทางร้านที่มีคนต่อแถวยาวเหยียดมีป้ายรูปหมึกยักษ์ทำหน้าตาประหลาดอยู่หน้าร้านแต่ไม่ปรากฏตัวหนึ่งสือใดนอกจากราคาคนถูกถามที่เหลือทั้งสองคนจึงหันกลับมามองด้วยความงุนงง



“ไม่เคยกินทาโกะยากิหรือครับ?” คาซึยะเป็นฝ่ายย่นคิ้วถามด้วยสีหน้าแปลกประหลาดจนจินต้องแปลกใจ



“เคย แต่ไม่เคยรู้ว่ารูปร่างหน้าตาร้านเป็นอย่างนี้” ฮิโรกิยิ้มรับเมื่อจินสารภาพด้วยความสัตย์จริงว่าไม่รู้จักหน้าตาร้านทาโกะยากิที่แท้จริง ส่วนคาซึยะได้แต่ทำหน้าประหลาดคล้ายปลาสำลักน้ำเพราะรู้สึกเสียมารยาทกับจินมากพอดู



“ขอโทษครับ แหะ เอ่อ...ไปทางนั้นดีกว่าครับ” ที่ทางดูทำเลแล้วลมพัดกำลังเย็นสบายและไม่ติดผู้คนด้านหน้ามากแต่ก็ไม่ใกล้จนต้องแหงนคอตั้งบ่าเพื่อชมพลุสีสวยรูปร่างต่างๆ จนกลับบ้านไปแล้วเกิดอาการคอเคล็ด ร่างเล็กรีบแทรกตัวตามช่องว่างของผู้คนขวักไขว่เข้าไปยังที่ว่างที่เห็นอยู่ไม่ไกลรีบกวักมือเรียกฮิโรกิและจินให้เดินมาช่วยกันปูเสื่อ อาหารมื้อเย็นสำหรับการชมดอกไม้ไฟในเย็นวันนี้ถูกนำออกมาวางเรียงแล้วลงมือทานในที่สุด กลุ่มครอบครัวข้างเคียงหยิบยื่นขนมมาให้ได้ชิม คาซึยะจึงเลือกอาหารมากมายตรงหน้าหยิบยื่นให้อย่างอารมณ์ดี



จำนวนผู้เข้าชมดอกไม้ไฟในบริเวณลานเพิ่มจำนวนขึ้นกว่าเดิมมาก ท้องฟ้ามืดลงตามระดับดวงอาทิตย์ที่คล้อยแสงจนหายลับไปหลังภูเขา อิ่มท้องแล้วนั่งพักได้ครู่เสียงประกาศออกลำโพงตัวใหญ่ดังก้องไปทั่วอาณาบริเวณ ว่าใกล้ถึงเวลาที่ทุกคนรอคอย สาดเสื่อของคนที่เพิ่งมาถึงถูกสะบัดอย่างเร่งรีบเพื่อนั่งคอยชมเปลวเพลิงบนท้องนภา แม้ปกติเทศกาลนี้จะจัดขึ้นในช่วงหน้าร้อนแต่ความขัดข้องบางประการในปีนี้จึงจำเป็นต้องเลื่อนมาจนถึงฤดูใบไม้ร่วง อากาศที่เย็นลงมากกว่าช่วงเย็นเยอะเพราะฤดูหนาวที่ใกล้เข้ามาทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องซุกตัวอยู่ในเสื้อกันหนาวตัวใหญ่ แต่หญิงสาวบางคนยังยินดีจะใส่ยูคาตะเพื่อกินบรรยากาศของงานเทศกาลนี้อยู่ประปราย



ถึงแม้โดยรอบจะวุ่นวายจนชวนเวียนหัวอยู่มาก แต่คนตัวเล็กที่สุดในกลุ่มกลับหาวหวอดออกมาได้หน้าตาเฉย มือเล็กยกขึ้นปิดปากข้างหนึ่ง อีกข้างเหยียดจนสุดแขน ดวงตาหยียิบจนน้ำตาเร็ดออกที่หางตาให้ฮิโรกิแตะปลายนิ้วเช็ดให้ สายตาคล้ายเอ็นดูมองร่างจ้อยยิ้มๆ แล้วเพื่อนรักก็ชูสองแขนโถมตัวทับลงมาทั้งตัวจนเกือบหงายหลังลงไปนอนบนพื้นคอนกรีตของลานจอดรถเอา



“ง่วงจังเลย...” เสียงคนง่วงบนงัวเงียเหมือนคนใกล้หลับเต็มที ฮิโรกิจึงยันไหล่บางของร่างที่กำลังคลานตามมาหาทั้งที่ถดตัวหนีออกห่าง



“ง่วงแล้วจะนอนบนตัวฉันรึไงคาซึยะ!” กางเกงที่ใส่มาวันนี้คงต้องสังฆกรรมครั้งใหญ่เพราะโดนแกล้งจนลงไปนั่งบนพื้นให้จริงๆ คนถูกดุทำหน้ายู่แต่ยังคงคลานดิกตามไปกอดเอวบางเอาไว้แล้ววางศีรษะลงบนตักนุ่มของฮิโรกิเอาดื้อๆ บ่นพึมพำโดยไม่รับฟังเสียงคนเดือดร้อนแม้แต่น้อย



“เมื่อไหร่จะเริ่มแสดงนะ...อยากดูดอกไม้ไฟก็อยาก อยากนอนก็อยาก...”



“ถ้าง่วง นอนตักผมไหม?” คนที่กำลังจิ้มทาโกะยากิเข้าปากหันไปเห็นความชุลมุนอย่างน่ารักขณะนี้เสนอทางออกที่คิดว่าดีที่สุดให้ คนกำลังบ่นอ้าปากค้างจนฮิโรกิต้องเอื้อมมือไปดันปลายคางให้หุบลง คาซึยะอยากให้คุณจินสาบานว่าที่พูดมานั่นคือล้อเล่น แต่ล้อเล่นทั้งที่หน้าตาจริงจังขนาดนั้นคงไม่มีใครกล้าคิดให้เป็นล้อเล่นได้ ในหัวหมุนติ้วด้วยความสับสน ปากเล็กเผยอค้างเตรียมคำขอบคุณและปฏิเสธทันใด



“ตกลงครับ” แน่นอนว่าไม่ใช่เสียงคาซึยะเพราะฮิโรกิตอบรับแทนคนที่กำลังทำตาโตตาเหลือกอยู่ตอนนี้ พร้อมทั้งผลักไสไล่ส่งให้ศีรษะมารที่กำลังยึดตักเขาเป็นสรณะอย่างถึงที่สุดด้วยการขืนแรงยกของมือบางเอาไว้สุดใจขาดดิ้น



“อะ!!! ฮิโรกิ!!” เมื่อฮิโรกิปล่อยมือและวางกลุ่มผมสีอ่อนลงบนตักกว้างของผู้เสนอน้ำใจแล้วร่างเล็กก็ผุดลุกขึ้นนั่งแทบไม่ทันพร้อมเสียงโวยวาย



“ทำไมหรือ? เห็นว่าง่วงฉันก็แค่อยากดูดอกไม้ไฟสบายๆ คุณจินเขาอาสา ไม่เป็นไรหรอก” พูดไปจิ้มทาโกะยากิในกล่องกินไปไม่สนใจจนคาซึยะหงุดหงิดแต่ทำได้แค่กัดปากแน่นแล้วหันหน้าหนีไปทางอื่น



“คาซึยะดื้ออย่างนี้ประจำหรือฮิโรกิ?” คนถูกเมินสองคนหันมาคุยกันจนคนเมินกลายเป็นถูกเมินเสียได้



“ครับ ดื้อประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาอย่างนี้ ไม่ได้อย่าใจเมื่อไรได้มีเขม่นกันจนหายใจไม่ออก...”



“หยุดพูดเลย คนเขาไม่ได้อย่างใจเขาก็ไม่พอใจเป็นเรื่องปกติ เกี่ยวกับเรื่องดื้อไม่ดื้อตรงไหน” เสียงแหววเข้าแทรกบทสนทนาที่ดูท่าว่าคาซึยะจะเกรียมได้ในไม่ช้า เพราะฮิโรกินินทาได้เผาขนเหลือเกินสิให้ตาย



“อย่างนั้นหรือ...” ทาโกะยากิลูกสุดท้ายหายวับเข้าไปในปากอิ่มพร้อมการพยักหน้ารับยิ้มๆ แล้วเลยไปยักคิ้วให้คนทุกข์ร้อนที่ยังคงถูกเมินต่อไป



“เรียวจังเลี้ยงไม่ดีน่ะครับ ตามใจจนเคยตัว” ฮิโรกิเล่าให้ฟังเหมือนเป็นเรื่องทั่วไป เหมือนเรียวยังอยู่และไม่ได้จากไปไหน เหมือนต้องการค่อนขอดที่นั่งอยู่ตรงหน้าว่าเพราะเรียวที่เคยอยู่ข้างคาซึยะสอนน้องไม่ดีคาซึยะถึงเป็นอย่างนี้ และเพราะเรียวที่จากไปจึงทำให้คาซึยะและเขาต้องเป็นอย่างทุกวันนี้ เหมือนทุกอย่างเป็นเรื่องปกติในการพูดถึงใครสักคนที่ไม่ได้อยู่ตรงหน้า แต่สายตาที่มองออกไปบนท้องฟ้ากำลังส่งยิ้มงดงามไปหาดวงดาวดวงแรกที่เพิ่งโผล่ขึ้นเหนือขอบทะเลไม่มาก เรื่องราวตอนที่เรียวยังอยู่เคียงข้างคนทั้งสองดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ทำให้คนทั้งสามหยุดคิดและเงียบไปในเวลาต่อมา แต่เสียงแย้งจากคนที่นั่งอมลมจนแก้มกลมและอาการกอดอกของคนคนหนึ่งแทรกบรรยากาศเงียบเชียบขึ้น



“ตามใจอย่างนั้นหรือ ถ้าหากตามใจจริง...แค่ตอนนั้นฉันอยากไปเที่ยวน้ำตกกับเพื่อนถึงได้อัดกันเสียเละขนาดนั้นเล่า” เรียวเคยชกคาซึยะจนปากแตกเพราะห้ามเท่าไรคาซึยะก็จะไปเที่ยวกับเพื่อนให้ได้ ตอนนั้นยังเด็กและไม่เข้าใจเลยว่าเพราะอะไรเรื่องแค่นี้ถึงไม่ตามใจกัน กับแค่ไปเที่ยวน้ำตกใกล้บ้าน ก็ไม่ได้ไปไกลถึงต่างจังหวัดเสียหน่อย



“นั่นก็เพราะนายดื้ออยากไปเที่ยวทั้งที่พายุเข้าต่างหาก...”



“นั่นไง! แล้วเรียวจังตามใจฉันตรงไหน?” เหตุผลของเรียวที่ฮิโรกิแย้งทำให้คนฟังต้องหันไปฟังความทั้งสองข้างยังไม่ทันจบดีคาซึยะก็แทรกขึ้นมากลางทาง สีหน้าเหมือนจะเยาะฮิโรกิอยู่ในทีว่าเรียวไม่ได้ตามใจจนคาซึยะเสียนิสัย แน่นอนเรียวไม่ผิด พี่ชายเขาไม่เคยผิดอยู่แล้ว



“โอเค...เรียวไม่ตามใจนาย แต่ที่นายเป็นเด็กดื้ออย่างนี้และโตมาเป็นผู้ใหญ่ดื้อจนน่าตีเป็นเพราะนิสัยส่วนตัวของนายเองทั้งนั้น” จินเห็นคนแพ้เขาเถียงไม่ออกก็ได้แต่ยิ้มจาง มือใหญ่เอื้อมไปลูบผลนิ่มเหมือนจะปลอบใจคนแพ้อย่างหมดรูป ฮิโรกิคงเป็นตัวแทนเรียวได้ดีทีเดียวถึงได้กำราบเสียอยู่หมัด



“ไม่ง่วงแล้วหรือ” ใบหน้าเล็กส่ายไปมาจนแก้มกระเพื่อมและเสียงสัญญาณดอกไม้ไฟสามนัดดังขึ้นก็เรียกความสนใจจากคนเคยง่วงให้หันไปสนใจได้ไม่ยากเย็น



“หนาวไหม?” คนตัวสูงที่นั่งเกือบซ้อนหลังร่างเล็กก้มลงถามทั้งที่มือยังอยู่บนผมนิ่มยิ้มๆ และส่งสายตาถามฮิโรกิด้วยเช่นกัน คำตอบที่ได้รับคือคำเดียวกันของคนทั้งสองที่นั่งซุกอยู่ในเสื้อกันหนาวตัวหนา



เสียงพิธีกรคนเมื่อครู่ดังขึ้นอีกครั้งเพื่อเปิดงานอย่างจริงจัง ดอกไม้ไฟมากมายกำลังพุ่งตัวขึ้นสู่ท้องฟ้ามืดสนิทท่ามกลางทะเลกว้างไม่มีสิ่งกีดขวางในการมองเห็น รอยยิ้มกว้างขวางของเพื่อนรักที่นั่งข้างกันสยงามไม่ต่างจากดอกไม้ไฟ กล้องดิจิตอลในมือกดถ่ายได้ไม่กี่รูปแล้วก็เปลี่ยนใจมาชื่นชมและเก็บความงามของฮานาบิเอาไว้ในความทรงจำด้วยสายตาแทน




นิ้วเล็กชี้ชวนให้คนนู้นคนนี้ดูภาพดอกไม้เพลิงที่แตกออกเป็นรูปร่างต่างๆ หลากหลาย สีสันสวยงามท่ามกลางผืนกำมะหยี่สีดำสนิทสวยจนไม่อาจละสายตาไปทางใดได้ ปากบางเผยอค้างเมื่อถึงคราวที่ลูกไฟแตกกระจายเป็นรูปหน้าตัวการ์ตูนยอดนิยมสมัยเด็กที่ชื่นชอบ แมวสีฟ้าไม่มีหูเพราะถูกหนูแทะน่ารักมากเสียจนเผยอเขย่าที่แขนแข็งแรงของคนข้างตัวให้ดูด้วยความตื่นตา



ดอกไม้ไฟหลายชุดถูกจุดขึ้นไประเบิดเกิดเสียงดังสนั่นทั่วบริเวณ เสียงผู้คนที่แหงนหน้ารอคอยและลุ้นระทึกว่าดอกไม้ไฟชุดต่อไปจะออกมาเป็นรูปอะไร คำบรรยายที่มีทั้งช่วงที่ซึ้งกินใจ ตลกขบขันชวนหัวเราะ สร้างบรรยากาศการชมดอกไม้ไฟได้เป็นอย่างดี จนเสียงพิธีกรบรรยายว่าจะถึงช่วงของการสมนาคุณผู้สนับสนุนและข้อความที่ฝากมา ดอกไม้ไฟที่พุ่งขึ้นไปบนฟ้าแตกออกเป็นรูปดอกไม้หลากหลายสีสันมากมาย พิธีกรกล่าวก่อนเริ่มการแสดงชุดนี้ว่าหากถึงข้อความของใครให้ผู้ฝากยกมือขึ้นจากนั้นจึงจะประกาศชื่อผู้รับสารที่ฝากถึง เรียกว่าความมืดก็ไม่อาจช่วยให้หลบหลีกความเขินอายได้ในครั้งนี้เพราะทุกคนจะรู้ว่าใครอยู่ตรงไหน ดอกไม้เพลิงแตกออกเป็นกลุ่มและสีตามความหมายของดอกไม้ชนิดนั้นๆ ที่ผู้จัดงานคัดสรร



ดอกคาร์เนชันสีแดง เพื่อนมอบให้เพื่อนที่เพิ่งถูกบอกเลิกจากแฟนมา พร้อมข้อความว่าเป็นกำลังใจให้หัวใจที่แห้งเหี่ยว จบประโยคก็ได้ยินเสียงคนกลุ่มหนึ่งส่งเสียงขึ้นให้เดาคงไม่พ้นกลุ่มเพื่อนที่ช่วยกันลงขันเขียนข้อความถึงเพื่อนเป็นแน่



ดอกคาร์เนชันสีชมพู กลุ่มเพื่อนผู้หญิงที่จับกลุ่มกันอยู่ไม่ไกลนักชี้ชวนกันให้เฝ้ารอดูข้อความที่พิธีกรกำลังบรรยายถึงดอกไม้ไฟที่แตกกระจายเป็นคาเนชันสีชมพู ...ความรักของผู้หญิง... มันก็น่ารักดีไม่น้อย



“ต่อไป ดอกคาร์เนชันสีเหลือง คุณตัวเล็ก...เอ ใครหนอคุณตัวเล็ก ใครตัวเล็กยกมือขึ้นหน่อยครับ” เสียงพิธีกรหยอกล้อกับผู้เข้าชมจนได้รับเสียงโห่ร้องตอบกลับมาอย่างสนุกสนาน ข้อมือเล็กถูกฝืนบังคับให้ยกขึ้นให้ตกใจจนต้องออกอาการผวาทั้งตัว



“เฮ้ย!” ครอบครัวที่นั่งอยู่ด้านข้างหันมายิ้มกับพวกเขาทั้งสาม จินยังคงจับแน่นที่ข้อมือและไม่ยอมปล่อย ปลายนิ้วแข็งเลื่อนมาเกี่ยวไว้กับนิ้วเล็กโอบอุ้มมือนั้นให้อยู่ในความอบอุ่นด้วยมือใหญ่ ตาเรียวปรายมองคนที่นั่งยิ้มมองดอกไม้ไฟไม่พูดไม่จาแล้วหันไปสนใจกับคำบอกเล่าผ่านดอกไม้ไฟชุดต่อไป



“เอ...คนฝากข้อความนี้ก็ไม่บอกชื่อด้วยสิครับ เอาเป็นว่า...คุณตัวเล็กรับรู้ไว้แล้วกันนะครับ...” เสียงดอกไม้ไฟพุ่งขึ้นไปแตกกระจายบนท้องฟ้าเสียงดังสนั่น “คาร์เนชันสีเหลือง...สำหรับคุณที่บริสุทธิ์และน่ารัก”



ดอกไม้ไฟชุดถัดมาแตกเป็นดอกทิวลิปสีขาวสว่างคาซึยะยิ้มน่ารักแล้วหันไปบอกคนข้างตัวกับความหมายของดอกทิวลิป ...เสียสละทุกอย่างได้เพื่อคนที่รัก...



“คนฝากข้อความนี้คงใจดีน่าดูเลยนะครับ” จินยิ้มจางไม่ต่างจากครั้งใด ดอกกุหลาบคู่แตกออกพร้อมกับคำบรรยายของพิธีกรที่ว่าเป็นข้อความสุดท้ายของคนคนเดียวกับเมื่อครู่ แม้จะไม่รู้ว่าใครเป็นคนฝากและหาตัวยากว่าใครเป็นคนรับ ในเมื่อคนตัวเล็กที่นี่ก็มีให้เกลื่อนกลาดแต่คาซึยะก็ยังอดหน้าร้อนไม่ได้กับฝ่ามือที่กระชับแน่นขึ้นจนต้องเสเปลี่ยนเรื่องแก้เขิน



“ใครเนี่ย...บริจาคเยอะจังฝากตั้งหลายข้อความ” เสียงเล็กหันไปพึมพำกับฮิโรกิที่นั่งกอดเข่ามองท้องฟ้าอยู่เงียบๆ



“ไม่รู้เหมือนกัน...แต่กำลังหลงรักใครสักคนแน่เลย โรแมนติกมากเสียด้วย” ฮิโรกิยิ้มให้จางๆ พลางนึกย้อนไปถึงอดีต



“นึกถึงตอนที่เรียวจังเขียนข้อความถึงฮิโระด้วยเหมือนกันนะ” มือเล็กข้างที่ว่างเอื้อมไปกุมมือเพื่อนที่วางประสานไว้บนเข่า



“อืม นานแล้วนะ รู้อย่างนี้ฝากข้อความถึงเรียวจังบ้างก็ดี” ดวงตาสองคู่ยังคงมองไปบนท้องฟ้ากับดอกไม้ชุดสุดท้ายก่อนจะเป็นชุดปิดการแสดง ดอกกุหลาบที่เห็นเป็นดอกที่มีก้านแม้รายละเอียดของภาพที่เห็นไม่ชัดเจนแต่เมื่อรวมกับคำบรรยายของผู้เล่าขานตำนานแห่งดอกไม้กลับสร้างจินตนาการว่าดอกไม้ดอกนี้ไร้ซึ่งหนามแหลมคมอเสียงประกาศบอกว่าเป็นของแถมให้คนที่บริจาคถึงสามหมื่น เพียงเท่านี้มือเล็กก็ขยับออกเพื่อให้หลุดจากการเกาะกุมของมือใหญ่ ทั้งคาซึยะและฮิโรกิหันไปมองหน้าคนที่นั่งทำไม่รู้ไม่ชี้ยิ้มจางอย่างอารมณ์ดีตาโต ตอนนี้เขารู้แล้วว่าคนที่ถูกชมไม่ขาดปากว่าทั้งน่ารักและโรแมนติกคนนั้นคือใคร หนำซ้ำยังบอกรักผ่านดอกไม้ไฟได้จับใจนักกุหลาบไร้หนาม...ความมีเสน่ห์แม้ยามแรกพบ...




“แหม ตัวเล็กทำเป็นเขิน” ฮิโรกิหัวเราะเสียงดังหลังจากโดนมือน้อยตีลงที่แขนไม่เบานัก หลังจากจบการแสดงดอกไม้ไฟชุดสุดท้ายพิธีกรขอให้ทุกคนจับมือกันไว้เพื่ออธิษฐาน ร่างเล็กปิดเปลือกตาลงทั้งที่มือยังคงกระชับกับมือใหญ่ของจินและมือบางของเพื่อน ปากเล็กแย้มยิ้มน่ารักขณะนึกคำอธิษฐานในใจ ฮิโรกิก็เช่นกัน หากแต่จินไม่ได้สนใจจะขอพรใดจากฟากฟ้าหรือดวงดาว เพียงแต่จินจะขอมองภาพตรงหน้าให้ชัดเจน ขณะที่ใบหน้านี้สวยงามเกินกว่าความงามของดอกไม้ไฟในค่ำคืนนี้ พรข้อเดียวที่จินคิดจะขอคงเป็นพรจากคาซึยะ ขอให้คาซึยะไม่เกลียดจินก็พอ



“เดินเล่นอีกสักพักค่อยกลับดีไหมครับ?” ฮิโรกิเสนอความคิดเมื่อมองไปยังถนนที่ขามายังโล่งและสะดวกสบาย แต่ตอนนี้กลับแน่นขนัดไปด้วยรถมากมายของผู้ที่เข้ามาชมดอกไม้ไฟค่ำคืนนี้เพราะเป็นถนนเส้นเดียวที่จะมาถึงทะเลแห่งนี้ได้ คาซึยะหันไปมองคนขับรถอย่างขอความเห็นและจินตกลงว่าจะหาที่นั่งเล่นเดินเล่นรอให้การจราจรคลายความตึงเครียดลง



“ดึกกว่านี้ขับรถไหวหรือครับ?”



“ถ้าขับไม่ไหวจะมีที่ให้ค้างหรือ?” แน่นอนว่าจินแค่ยิ้มรับ แต่วันนี้ฮิโรกิดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษตรงที่ได้กวนใจเขาจริงจังรอยยิ้มเยื้อนของจินทำให้คาซึยะหน้าร้อนจนเปลี่ยนสีและเก็บทุกคำพูดลงคอกริบ



“ใช่ ฉันจะยอมเสียสละห้องตัวเองให้คุณจินแล้วไปนอนกับนายไง” อาการขยิบตาแลบลิ้นอย่างกวนอารมณ์เรียกให้ฮิโรกิจิ้มปลายนิ้วลงที่ปลายจมูกเล็กทั้งที่กำลังหัวเราะในคำตอบที่เจ้าตัวตั้งหลักทัน ไม่ใช่อาการอึ้งนิ่งเหมือนเรื่องนอนตักเมื่อหัวค่ำด้วยถ้อยคำหนักแน่น


.



.



.



ถึงแม้ระยะทางในการเดินทางกลับยังเท่าเดิม ระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางกลับมากขึ้นเกือบเท่าตัว แม้พยายามหลีกเลี่ยงการจราจรที่ค่อนข้างติดขัดในช่วงงานเลิกแรกๆ ทิ้งเวลาห่างมาเกือบสองชั่วโมง แต่รถยนต์ที่ผู้คนใช้เดินทางมาชมดอกไม้ไฟยังคงคั่งค้างอยู่พอประมาณ ความง่วงกำลังเข้าแทรกคนตัวเล็กข้างกายคนขับ และฮิโรกิยินดีจะนั่งเป็นเพื่อนคุยเมื่อเสียงแจ๋วเงียบไป



บทสนทนาไม่มากนักดังแทรกผ่านความเงียบและความเย็นของอากาศบางช่วงตามแต่เรื่องที่นึกได้และความเหมาะสมในบทสนทนา เพราะไม่สนิทใจในการพูดคุยเท่าคาซึยะแต่ก็ถือว่าไม่แย่เกินไปในความรู้สึก ร่างเล็กที่หัวคลอนไปคลอนมาตามจังหวะการหักพวงมาลัยเป็นหัวข้อสนทนาที่ดี อีกเรื่องคือเรื่องของเรียวที่ฮิโรกิให้ความสนใจไม่น้อย รถแล่นด้วยความเร็วคงที่และเลี้ยวเข้าถนนเส้นเล็กซึ่งมุ่งตรงไปยังร้านดอกไม้เล็กมุมถนนที่คุ้นเคย หากแต่ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นบนถนนเส้นเล็กที่แสนสงบเรียกความสนใจจากคนที่นั่งเป็นเพื่อนคุยมาตลอดทางได้มาก



เสียงรถฉุกเฉินดังแทรกเข้ามาภายในห้องโดยสารแสนสบายของรถยนต์คันใหญ่ เข้าของรถขมวดคิ้วแน่นมองไปยังปลายทางที่รถฉุกเฉินเปิดไฟจอดปฏิบัติการอยู่ เสียงความวุ่นวายคงดังมากพอจะเรียกให้คนที่หลับคอพับอยู่เบาะหน้าเปิดเปลือกตาขึ้นมอง สติยังไม่เข้าตัวดีนักเมื่อมองไปยังภาพตรงหน้า ริมฝีปากเล็กเผยอค้างด้วยอาการตกใจอย่างถึงที่สุดจนเข้าขั้นช็อค ดวงตาเล็กเบิกกว้าง ริมฝีปากสั่นอย่างห้ามไม่อยู่ หน่วยตาคมที่เคยสดใสและร่าเริงแห้งผากไปชั่วครู่และกลับกลายเป็นทดแทนด้วยหยาดน้ำที่เอ่อท้น เจ้าของร้านทั้งสองคงหวังให้หยาดน้ำน้อยๆ จากดวงตาที่เคยทอประกายสดใสของตัวเองกลายเป็นฝนห่าใหญ่ที่จะสามารถดับเอาความร้อนรุ่มของไฟร้อนนี้ให้มอดดับในชั่วพริบตา หากแต่มันก็เป็นเพียงความหวัง ฮิโรกิเองอาการไม่แพ้กันเพียงแต่จะควบคุมสติได้ดีกว่าร่างเล็กตรงหน้าอยู่สักหน่อย



คนขับชะลอรถจนรถหยุดลงที่ถนนฝั่งตรงข้ามร้านมองภาพเปลวเพลิงตรงหน้าด้วยรอยเครียดขึ้ง สีหน้าตระหนกของคนตัวเล็กตรงหน้าเป็นสิ่งที่ทำให้จินตดสินใจลำบากจนถึงที่สุดว่าจะทำอย่างไรกับสถานการณ์ตรงหน้า ไม่รวมถึงเรื่องที่เรียวจะรู้ เพียงแค่คาซึยะเสียใจจนน้ำตาไหลอาบแก้มนิ่มจินก็เจ็บจนปวดไปทั้งอก การทำลายสิ่งที่รักของคนตัวเล็กเป็นสิ่งที่ไม่เคยปรารถนา แค่เพียงพรากเรียวไปจากคาซึยะมันก็มากพอแล้ว หากแต่ตอนนี้สิ่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ด้วยความรักและการทนุถนอมของร่างบางที่นั่งนิ่งมองร้านดอกไม้ขนาดเล็กที่ตนเองหวงแหนและรักยิ่งกว่าสิ่งใดมอดไหม้ท่ามกลางเปลวเพลิงทีลุกโชน



.


.


.

ต่อตอนหน้าค่ะ
Profile

Author:::shunfeng015::
Welcome to FC2

Latest Entries
Latest Comments
Latest Trackbacks
Monthly Archive
Category
Search Form
RSS
Link
Powered By FC2 BLOG

Let's start blogging!!

Powered by FC2BLOG

Add Friend Form

Add this person to blog friend