コンテントヘッダー

::*::*::*:: Hana no Tsutae Koto Part 03::*::*::*::



แหม่...โคตรฟิตเลยเรื่องนี้
ปั่นใหญ่ กร๊าก
แต่เปล่าหรอก เป็นช่วงว่างพอดี
อาจจะหายไปซักพักกกกกกกก ใหญ่ๆ(นี่ยังไม่ช้า?)
ก็นะ...แก้ตัวไปต่างๆ นานา
คือที่จริงฟิคเราก็ไม่ค่อยมีคนอ่านใช่ม๊า...เพราะฉะนั้นก็อยากจะขอให้ทำใจอะไรไว้บ้าง
ช้าบ้าง เร็วบ้างก็อย่าว่ากันเลย
กร่นด่าสาปแช่งกันไป...ก็ไม่ได้มาลงเร็วขึ้น(?? บอกทำไม?)
๕๕๕๕๕๕๕๕๕
อ่านเถอะ งงหรือสับสนอะไร ทิ้งคำถามไว้
อยากเดา เดาเลย (เดี๋ยวแต่งตามที่คนอ่านเดาให้หมด ๕๕๕ ออกแนวไร้สมอง)
ฟิคเรื่องนี้ยังหาจุดจบไม่ไ่ด้เลย(เฮ้ย!) แต่ก็คิดๆเอาไว้แล้วว่าคงไม่ยาวมาก(ยาวมากไม่ได้ จมน้ำตายตลอด)

ยังไงก็ขอบคุณมา ณ ที่นี้ สำหรับคอมเม้น
ในบลอคคงไม่ค่อยมีคนอ่านเนาะ^^
อ่านเถอะ





::*::*::*:: Hana no Tsutae Koto Part 03::*::*::*::




เรือนญี่ปุ่นกว้างขวางในยามค่ำคืนเปิดประตูต้อนรับการกลับมาของนายใหญ่ รถยนต์คันใหญ่แล่นผ่านเข้ามาในตัวที่พักด้วยก่อนจะชะลอแล้วหยุดลงที่ทางขึ้นเรือนที่แสงไฟส่องสว่างมาจากด้านในเรือน ชายร่างสูงใหญ่สองคนในชุดยูคาตะกระวีกระวาดมาเปิดประตูรถให้เจ้านายคนหนึ่ง อีกคนหนึ่งรอจนนายเดินพ้นไปแล้วจึงตามเข้าไปเก็บกองเอกสารและของส่วนตัวของเจ้านายที่วางอยู่ในรถ


“เรียวล่ะ?” ร่างสูงของผู้เป็นนายเดินผ่านชายอีกคนหนึ่งที่ก้มศีรษะให้เป็นการทักทายพร้อมคำกล่าวต้อนรับกลับเบาๆ


“รออยู่ที่หอกลางครับ คุณจินจะรับมื้อเย็นเลยไหมครับ?”


“ไม่ต้อง” จินบอกแค่นั้นเมื่อได้ยินเสียงรับคำของยูอิจิแล้วจึงเดินเลยไปทางที่เชื่อมต่อไปหอกลาง

.

.

.


“ไงโคคิ หน้าเหนื่อยเป็นอะไร?” ยูอิจิที่เดินผ่านมาจนถึงส่วนหน้าของเรือนพักก็พบกับคนติดตามของนายใหญ่ที่นั่งหน้าเมื่อยจนลูกน้องคนอื่นไม่กล้าเข้าใกล้พอกับคนเป็นเจ้านายให้ต้องได้ทักทาย


“คุณจินไปหาคุณเรียวใช่ไหม?” ยูอิจิพยักหน้ารับแล้วนั่งลงข้างกันก่อนจะขำออกมาเมื่อหันไปเห็นสีหน้าของเพื่อนร่วมงานคนสนิทที่ลูบศีรษะตัวเองไปมาอย่างคนหงุดหงิดใจ


“เป็นอะไรของแก...ประสาทจะกินหรือไง?”


“ไม่มีอะไร แค่สงสารนาย...” คำว่าไม่มีอะไรของโคคิแล้วตามด้วยประโยคที่ต่อมาเรียกสีหน้าฉงนให้เกิดขึ้นบนหน้ายูอิจิไม่น้อย คิ้วทั้งสองข้างถูกยกจนสูงแทนคำถาม


“สงสารนาย?” โคคิพยักหน้ารับคำถามอีกครั้งเป็นการย้ำชัดว่าที่ได้ยินนั้นไม่ผิด


“เรื่อง?”


“...บางทีคนอย่างพวกเราก็ควรจะอยู่ในโลกที่มืดมิดและหนาวอย่างนี้ ไม่ควรจะออกไปสู่ความสว่างและอบอุ่นเท่าไหร่นักหรอก...มั้ง” คนตอบคำถามถอนหายใจหนักก่อนจะมองฝ่าความมืดมิดขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อจะพบกับดวงดาวที่อยู่ไกลลิบ คำตอบของโคคิคงทำให้ยูอิจิเข้าใจได้ไม่ยากแต่ยูอิจิก็ยังยิ้มและมองตามขึ้นไป



“เรื่องนั้นหรือ? ฮะ ฮะ ชีวิตมันเป็นวัฎจักร แม้จะอยู่ในความมืดมิดมานานแค่ไหนสักวันความสว่างก็ต้องตามมาจนเจออยู่ดีล่ะ เพราะความสว่างอยู่ใกล้กับความมืดมากแค่โลกหมุนเท่านั้น”

ถ้าเพียงแค่โลกหมุนต่อไปอีกวินาทีหนึ่ง...จุดที่มืดอยู่ก็ขยับเข้าใกล้ความสว่างอีกวินาทีหนึ่ง หากโลกหมุนไปชั่วโมงหนึ่ง...ความสว่างก็เข้ามาใกล้เราอีกชั่วโมงหนึ่ง หากไม่มัวแต่หนีแสงสว่างที่ตามหา...ความอบอุ่นก็จะตามมาพร้อมแสงสว่างเข้าสักวันหนึ่ง




ยูอิจิตบไหล่เพื่อนเบาๆเป็นสัญญาณให้ลุกขึ้นเลิกตากน้ำค้างเพราะสงสารนาย เดี๋ยวจะได้ปวดหัวเพราะไม่สบายและนายด่า แล้วเดินนำเข้าเรือนไปทางห้องอาหารที่เตรียมสำรับไว้พร้อมสำหรับทั้งสองคนแล้ว

.

.

.


“ยินดีต้อนรับกลับ” เสียงบานประตูที่เลื่อนเปิดเรียกให้คนที่นั่งรออยู่ที่หอกลางเงยหน้าขึ้นจากกระดาษที่มีตัวหนังสือละเอียดยิบแล้วกล่าวคำต้อนรับตามมารยาท


“อืม...งานเรียบร้อยดีหรือ?” ชายตรงหน้าจินพยักหน้ารับเพียงครั้งหนึ่งแล้วเก็บเอกสารที่อ่านอยู่เมื่อครู่เข้าซองที่วางอยู่ใกล้กัน


“เรียบร้อย งานอย่างนั้นให้ยูอิจิก็ได้ทำไมต้องฉัน” เป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบเพราะงานที่ว่าคือการที่เรียวไปส่องสไนปเปอร์เข้าที่กลางกระหม่อมของอดีตนักการเมืองเบื้องหลังไม่สวยงามจนต้องเจอใบสั่งจากหน่วยเหนือ หากเป็นประเทศอื่นงานพวกนี้คงตกอยู่ในมือของกองทัพหรือกรมตำรวจ แต่ญี่ปุ่นไม่มีกองทัพและไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธร้ายแรงในครอบครอง งานพวกนี้จึงกลายเป็นงานของกลุ่มใต้ดินอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้


เหตุผลอันดับแรกที่กลุ่มของจินเป็นมีอิทธิพลมากที่สุดในตอนนี้ก็เพราะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นและรัฐบาลต่างชาติในการล่าพวกไม่น่าคบหาพวกนี้หรือพวกไม่น่าคบหาแบบข้ามชาติด้วยหนึ่งประการ แต่อีกเหตุผลที่เลี่ยงไม่ได้คือฝีมือของคนที่เป็นมือสังหารนั้นไว้ใจได้อย่างไม่ต้องคิดมาก


“จัดการเรื่องนั้นเรียบร้อยหรือยัง?” คำถามที่ได้ยินแม้จะไม่เหมือนคำถามที่ลูกน้องถามกับเจ้านายด้วยความเหมาะสมของสำนวนและน้ำเสียงที่ราบสนิทแต่ก็ไม่ได้ทำให้จินมีอารมณ์หรือความรู้สึกใดมากไปกว่าการตอบรับด้วยการพยักหน้า


“เรียบร้อย” เรียวหัวเราะหึในคอหลังจากที่ได้ยินคำตอบที่คิดว่าเขาพอใจ


“เบื่อหรือยัง?” เรียวที่ก้มหน้ามองหน้าซองเอกสารสีน้ำตาลในมือด้วยสายตาใช้ความคิดถามขึ้นให้จินเงยหน้าขึ้นมองตาม “เบื่อร้านดอกไม้หรือยัง?”


“อาทิตย์หน้าก็ไปอีก สัญญาไว้แล้ว” เรียวพยักหน้ารับรู้ก่อนจะเลื่อนซองเอกสารให้มาอยู่ตรงหน้า สายตาดุเข้มมองผ่านหน้าซองที่เขียนไว้ไม่กี่ตัวแล้วก็ได้แต่นึกในใจ ...ยังไม่หมดอีกหรือ?...



“ยังไม่หมด” เหมือนเรียวจะรู้คำถามที่จินคิดขึ้นในใจ “มันยังมีพวกที่คิดว่าตัวเอง “เจ๋ง” อยู่อีกเยอะเจ้านาย...”


มือเรียวเลื่อนมาหยิบซองนั้นไปเปิดอ่าน “นางาเสะ” แค่เห็นหัวกระดาษจินก็เลื่อนกลับเข้าซองแล้วเงยหน้ามองเรียวที่ยิ้มให้ทั้งที่ดวงตายังมองตรงแน่นิ่งที่ซองในมือจิน ชื่อของกลุ่มที่ปรากฎบนหน้าซองทำให้จินนึกถอนหายใจพลางนึกไปว่าหากเรียวทำอะไรลงไปครั้งนี้คงจะยั้งไม่อยู่เลยทีเดียว


“นายจะจัดการเองหรือจะให้ใครทำอะไรก็แล้วแต่ ตอนนี้ฉันจะไม่เข้าไปยุ่งเพราะถือว่ามันเป็นอาของนาย...แต่ถ้ามันยังดึงดันอีกเมื่อไหร่ ฝากบอกโทโมยะด้วยว่าคิดคำกล่าวสวัสดียมบาลไว้ได้เลย จะทำอะไรก็รีบทำก่อนที่ฉันจะทำ...” ริมฝีปากบางเฉียบกระตุกยิ้มให้ลมให้ฟ้าพร้อมแววตาวาววับที่รอคอยการท้าทายจนจินต้องถอนใจ น่าสงสารก็แต่ไอ้กลุ่มที่คิดว่าตัวเองเจ๋งกลุ่มนี้...คิดว่าเคยเป็นคนสนิทของพ่อ คิดว่าเป็นเชื้อเป็นสายแล้วจะทำอะไรก็ได้ กำเริบจนแยกออกไปตั้งกลุ่มใหม่ รู้จุดอ่อนของกลุ่มจินเป็นอย่างดี และจินสาบานได้เลยว่าหากไม่มีเหตุการณ์คราวนั้นเกิดขึ้นคนที่ไม่เคยสนใจอะไรนอกจากตัวเองและคนรอบตัวอย่างเรียว ไม่มีทางที่จะเดือดจนถึงกับจะลงมือโดยไม่รอคำสั่งแน่นอน หากโทโมยะไม่ใช่คนที่ทำให้พ่อของเรียวต้องตายเพราะความอวดดีในครั้งนั้นเป็นผลให้พ่อของเรียวต้องจากไป


“ไปพักก่อนเถอะเรียว แล้วฉันจะจัดการให้ไม่ต้องห่วง” เหตุผลที่ไม่อยากให้เรียววู่วามก็เพราะความบาดหมางจะไม่ได้เกิดแค่สองกลุ่ม มันมีพวกที่คอยจะสอดแทรกอยู่ตลอดเวลาไม่ใช่เพราะเห็นแกเลือดเนื้อหรือเชื้อญาติตรงไหน อย่างน้อยก็ให้จินได้จัดการในแบบที่คิดว่าดีที่สุดก่อนแล้วกัน


“ราตรีสวัสดิ์” เรียวลุกขึ้นกล่าวลาทันทีหลังจากจินสรุปความคิดได้ โทรศัพท์ภายในถูกยกหูขึ้นทันทีที่เรียวเดินจากไป ชื่อยูอิจิและโคคิถูกเอ่ยขึ้นพร้อมกับสำรับอาหารที่ร่างสูงไม่นึกอยากขึ้นมาเลยสักนิด

.


.


.


“คุณจินครับ” เสียงที่หน้าประตูบานเลื่อนเรียกให้จินขานรับแล้วพยักหน้าเป็นสัญญาณให้ผู้มาเยือนนั่งลงตรงข้ามกัน


“ส่งคนไปที่นั่นลงมือได้ต่อเมื่อมีคำสั่ง ถ้ามีอะไรอย่าให้เรียวรู้” คำว่า “ที่นั่น” คงไม่ต้องบอกว่าที่ไหนทั้งสองก็เหมือนจะเข้าใจเป็นอย่างดี แต่ที่ไม่ให้เรียวรู้เรื่องที่บ้านของเรียวคงจะแปลกไปสักหน่อยจนต้องแสดงออกทางสีหน้า


“โทโมยะ” จินตอบคำถามทางสายตาเพียงคำเดียวก็ได้ยินเสียงตอบรับอย่างแข็งขันสองเสียงทันที ตัวเขาเลือกที่จะออกคำสั่งให้ลูกน้องเฝ้าดูและลงมือเมื่อได้รับคำสั่งจากเขา เพราะเขาเชื่อว่าที่เรียวยอมเปิดโอกาสให้เขาได้จัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเองเป็นเพราะเรียวยังเห็นแก่ความเป็นเชื้อสายเครือญาติกันมาก่อน ร่างสูงใหญ่ที่นั่งหน้านิ่งอยู่ตอนนี้จึงเลือกที่จะปฏิบัติตามที่เรียวเว้นช่องว่างไว้ให้ และจินก็ภาวนาเป็นอย่างยิ่งว่าไม่ให้เรียวได้ลงมือเอง ...หวังว่าจินจะจัดการเรื่องของอาคนนี้ได้ก่อนที่เรียวจะทำอะไรก็แล้วกัน...


“ไปพักเถอะ” โคคิและยูอิจิโค้งให้เล็กน้อยเป็นการลาก่อนจะถอยออกไปหยุดรออยู่ที่หน้าห้องเมื่อจินเดินออกมาจากหอกลางเพื่อเตรียมตัวพักผ่อน


.

.

.


ท้องฟ้าสดใสของชานเมืองที่ไกลจากโตเกียวไม่มากนักยังคงครึกครื้นด้วยผู้คนที่ออกมาจับจ่ายใช้สอยหรือเดินเล่น ร้านดอกไม้เล็กๆ ที่หัวมุมถนนเส้นเล็กที่ทอดยาวไปสุดเนินกำลังเปิดกิจการในตอนสายของวัน ร่างเล็กของเจ้าของร้านออกมาเช็ดกระจกอยู่หน้าร้านพร้อมหูฟังและเครื่องเล่นขนาดพกพา ปากบางร้องเพลงสากลที่ชื่นชอบเบาๆ บนใบหน้าเรียวสวยปรากฎรอยยิ้มเสมอไม่จางหาย มือทำหน้าที่ได้ดีไม่แพ้กัน หันไปยิ้มบ้างหัวเราะบ้างหรือทักทายผู้คนที่ผ่านไปมาอย่างคุ้นเคยด้วยรอยยิ้มเดิมไม่เปลี่ยนแปลง


“คาซึยะ...เสร็จแล้วนะ จะออกไปข้างนอกเลยหรือเปล่า?” เสียงเรียกจากร่างสูงโปร่งที่ชะโงกหน้าออกมาจากในร้านตะโกนถาม วันนี้คาซึยะต้องเข้าไปในเมืองเพื่อไปทำธุรกรรมทางการเงินของร้านเล็กน้อย เป็นผลให้ฮิโรกิตัดสินใจที่จะอยู่เฝ้าร้านให้อย่างที่เคย


“อีกนิดเดียวจะเสร็จแล้วล่ะฮิโระ” ตอบคำถามจบร่างบางก็โยนก้อนกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ใช้เช็ดกระจกลงถุงขยะที่วางอยู่ข้างเก้าอี้ที่ใช้ยืนแล้วกระโดดลงมาที่พื้นให้เพื่อนได้หวาดเสียวเล่น มือเล็กวุ่นวายกับกองขยะไม่นานนักก็ลากเอาถุงดำไปไว้หลังร้าน จัดการล้างมือล้างหน้าจนเรียบร้อยพร้อมหยิบเอกสารที่จำเป็นต้องใช้อีกไม่มากเดินออกมาหน้าร้านพบว่าฮิโรกิกำลังดูแลลูกค้าขาประจำกลุ่มหนึ่งอยู่จึงเดินเข้าไปสะกิด


“จะไปแล้วหรือ?” อีกฝ่ายหันมามองสภาพพร้อมออกเดินทางของคาซึยะแล้วก็ต้องถามให้แน่ใจอีกครั้งว่าจะไปในสภาพมอมแมมอย่างนี้แน่แล้วหรือ เสื้อเลอะเทอะไปด้วยฝุ่น กางเกงยีนซีดขาดแหว่งไปแหว่งมา มันก็ดูดีหรอกแต่ไปทำธุรกรรมทางการเงินแต่งตัวเหมือนคนไม่มีเงินไปถูกจับโยนออกมานอกธนาคารจะทำอย่างไร


“ใช่สิ เมื่อกี้ยังถามว่าจะไปหรือยัง พอมาตอนนี้มาถามว่าจะไปแล้วหรือ? ฮิโรกินี่ยังไง ฟั่นเฟือนหรือ?” มือบางกำมะเหงกขึ้นเคาะลงบนกระหม่อมบางไม่แรงนักแต่คนตัวเล็กก็ร้องโอดโอยเป็นว่าเล่น


“นี่แน่ะ ไอ้ตัวดี ปากเก่งอย่างนี้...มีคนมาปิดปากสักวันเถอะจะหัวเราะใส่หน้าให้เลย” ฮิโรกิว่าแล้วหันไปรับดอกไม้จากคุณแม่บ้านสองสามคนที่คุ้นเคยกันดีมาห่อให้ด้วยรอยยิ้ม


“คาซึยะอู้งานหรือจ๊ะวันนี้” แม่บ้านคนหนึ่งในกลุ่มถามขึ้นให้คนถูกถามยิ้มแก้มกลมใส่


“ขออู้หน่อยครับ น้อยใจเพื่อนใจร้ายครับ” คำตอบเรียกเสียงหัเราะจากหญิงเลยวัยกลางคนมาสักหน่อย แต่เรียกวงค้อนจากคนใกล้ตัวให้หางตากระตุกเล่นก่อนจะขอตัวออกจากร้านมา


“ไปดีมาดีนะ อย่าไปเหลวไหลที่ไหนล่ะ” เสียงฮิโรกิตะโกนตามหลังมาให้คาซึยะที่ปลดผ้ากันเปื้อนออกจากตัวโบกมือให้ทั้งที่หันหลังอยู่ ฮิโรกิมองตามไปก็ได้แต่ถอนหายใจพร้อมส่ายหน้าเบาๆ แล้วจัดการงานตรงหน้าต่อ


“ขอบคุณมากนะครับ โอกาสหน้าเชิญใหม่ครับ”


“ไม่ต้องเชิญก็มาประจำอยู่แล้วล่ะจ้ะ”


.

.

.


ร่างเล็กในชุดอยู่บ้านสบายๆ เดินอารมณ์ดีไปทำธุรกรรมทางการเงินเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตั้งใจว่าจะแวะผ่านตลาดเพื่อจะซื้อขนมขงโปรดฮิโรกิไปฝากเป็นค่าปิดปากเผื่อว่าเพื่อนตัวสูงของคาซึยะจะแอบค่อนขอดว่าไปเสียนานปล่อยให้เฝ้าร้านคนเดียว คาซึยะก็ขี้เกียจจะเถียงว่าชวนไปด้วยกันแล้วทำไมไม่ไป เอาทางเลือกสุดท้ายที่หยิบยกมาเป็นอันดับหนึ่งก็แล้วกัน


วันนี้เป็นวันธรรมดาที่มนุษย์เงินเดือนต้องทำงาน และเวลานี้ก็...คาซึยะยกข้อมือขึ้นดูเวลาจากหน้าปัดนาฬิกาดิจิตอลเรือนสีแดงยี่ห้อดังที่บอกเวลาเที่ยงกว่า จึงพบว่าสาเหตุที่ทำให้ผู้คนเดินกันขวักไขว่เหมือนภาพตรงหน้าคงเป็นเจ้าเวลามื้อกลางวันที่พนักงานบริษัทจะพากันออกมาหามื้อกลางวันใส่ท้องกันอย่างตอนนี้ ตัดสินใจว่าร้านเค้กตรงหัวมุมนี้คงไม่เหมาะเพราะอาจจะต้องรอกันนานซึ่งอาจมีผลกระทบโดยตรงกับสีหน้าบึ้งตึงของเพื่อนเขาได้ คิดอย่างนี้คาซึยะจึงกลั้นยิ้มขำกับตัวเองแล้วก้าวเท้าเดินเปลี่ยนเส้นทางไปยังร้านขนมเล็กๆ ที่เป็นทางผ่านเพื่อกลับบ้าน ร้านนั้นคงเหมาะกว่าเพราะคนคงไม่เยอะอย่างร้านในตัวเมืองนี้


ขณะที่เท้าบางพาเด็กหนุ่มเจ้าของร้านดอกไม้มุ่งตรงไปยังถนนเส้นเล็กที่แยกออกมาจากย่านผู้คนแน่นหนาแล้วคาซึยะจึงลดความเร็วในการก้าวเท้าลงเพื่อชื่นชมกับธรรมชาติรอบตัว ในหัวสวยๆคิดไปถึงดอกไม้ที่จะนอไปให้พี่ชายเย็นนี้แต่การชมนกชมไม้ครั้งนี้และการคิดถึงดอกไม้ของเรียวคงทำให้คาซึยะใช้ความคิดมากไปสักหน่อย ไหล่บอบบางจึงชนเข้ากับชายในชุดสูทสีดำรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าเครียดถมึงมองอย่างเอาเรื่อง แว่นกันแดดสีดำที่ปกปิดดวงตาดุดัน แต่คาซึยะก็รู้ในทันทีว่าชายคนนั้นคงไม่พอใจ ดูจากหัวคิ้วที่ขมวดมุ่นจนแน่น ซองเอกสารตกจากมือกร้านหยาบจนกระเด็นหลุดออกจากซอง คาซึยะสะดุ้งสุดตัวกับเสียงคำรามก้องในคอด้วยความตกใจ


“ขอโทษครับ!!!” คนตัวเล็กกล่าวคำขอโทษเสียงดังพร้อมกับกระวีกระวาดก้มลงช่วยเก็บเอกสารที่นอนนิ่งอยู่บนพื้น ในขณะที่ชายคนนั้นยืนท้าวเอวพร้อมสีหน้าไม่น่ามองเลยสักนิด


“........!!!” มือบางชะงักนิ่งไปครู่เมื่อเห็นเอกสารที่หลุดออกมาจากซองเป็นภาพลายเส้นคล้ายแผนที่ของพื้นที่แถบบ้านของเขาและย่านใกล้เคียง หัวคิ้วเรียวขมวดมุ่นก่อนจะสะดุ้งตัวอีกครั้งเพราะเสียงที่ดังมาจากด้านหลัง


“ดูอะไร!” มือบางรีบยัดกระดาษแผ่นนั้นเข้าไปในซองโดยไวแล้วส่งคืนเจ้าของอย่างรวดเร็ว แต่นั่นคงไม่ทำให้เข้าของมันพอใจหรืออารมณ์ดีขึ้นแม้ว่าคาซึยะจะเอ่ยขอโทษอีกครั้ง


“ขอโทษครับ พอดีผมไม่มองทางเลยชนคุณเข้า”


“เมื่อกี้แกเห็นอะไร?” คนตัวเล็กก้มหน้าหลบสายตาคาดคั้น ดวงตาเรียวเบิกกว้างอย่างตกใจแล้วรีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน


“เปล่า ผมไม่เห็นอะไรครับ ผมขอโทษ...ขอตัวนะครับ” เท้าเล็กกำลังจะก้าวผ่านไปอีกครั้งเลี่ยงทางเดินออกไปอีกสามศอกได้ แต่มือแข็งกร้านก็ออกแรกผลักเข้าที่ช่วงไหล่บอบบางจนร่างเล็กชะงักอยู่กับที่


“เห็นอะไร?...กูถามว่าเห็นอะไร?” คำถามแรกถูกปฏิเสธด้วยความเงียบร่างนั้นจึงกระชากเสียงถามห้วนจัด มือข้างหนึ่งจัดการยัดเอกสารในมือเข้าไปในเสื้อสูทด้านในก่อนที่อีกข้างหนึ่งจะออกแรงกดเข้าที่ลำคอเรียวระหง เป็นเวลาเดียวกับที่รถยนต์คันหนึ่งจอดเทียบเลยจากที่พวกเขาอยู่ไม่ไกล คาซึยะภาวนาอย่างยิ่งให้ใครก็ตามที่จอดรถอยู่นั้นเข้ามาให้ความช่วยเหลือเขาสักที เพราะตอนนี้อากาศที่เหลือให้หายใจถูกริดรอดด้วยการไม่ให้มีอากาศเข้าถึงปอดและส่งผลจนใบหน้าเรียวสวยซีดลงจนน่ากลัวว่าจะขาดอากาศหายใจ


เสียงปิดประตูรถพร้อมกับร่างสูงในชุดทำงานที่คาซึยะคุ้นตาก็ก้าวลงจากรถพร้อมคนขับรถคนเดิม และอีกคนที่เดินตามลงมาโดยที่โคคิยังนั่งอยู่ที่รถ ไอ้คนตรงหน้ามันรีบสะบัดมือออกจากลำคอเรียวพร้อมกับจ้องเขม็งไปที่กลุ่มผู้มาใหม่ด้วยสายตาไม่เป็นมิตร


“คาซึยะ...มาทำอะไรที่นี่?” ร่างสูงสง่า ใบหน้าขาวจัดดวงตาสีจัดมองตรงมาที่เขาทั้งสองก่อนจะหยุดสายตาไว้ที่คนตัวเล็กแล้วเอ่ยถามหาสิ่งที่สงสัย


“เอ่อ...คุณจิน พอดีผม...” ดวงตาเรียวเหลือบมองไอ้อีกคนที่ยืนถลึงตาผ่านแว่นกันแดดสีดำคล้ายจะข่มขู่ในทีแล้วจึงตอบคำถามของร่างสูง “อุบัติเหตุน่ะครับ ผมชนคุณคนนี้แล้วก็...”


คาซึยะเว้นช่วงประโยคไปได้ไม่ถึงวินาทีมือเรียวก็เลื่อนมาแตะไหล่บางที่กำลังสั่นเทาให้เข้ามาใกล้ อาการสั่นเทาหยุดลงชะงัดเหมือนมีคนที่สามารถปกป้องดูแลได้อยู่ใกล้ คาซึยะรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กเหลือเกินเมื่อถูกจินรั้งเข้ามาใกล้จนได้รับไออุ่นที่เผื่อแผ่มาถึง ใบหน้าเล็กก้มงุดแต่ก็ยังเหลือบมองชายอีกคนที่นิ่งเงียบไปนาน


“ไม่เป็นไรนะ กลับกันเถอะ” แขนแข็งแรงออกแรงไม่มากก็พาคาซึยะหมุนตัวกลับให้เดินตามได้ไม่ยาก


“เฮ้ย อะไรวะ มึงเป็นใครถึงกล้ามาสอด...” มันสบถคำหยาบไม่ทันหมดแต่จินก็แทรกด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มกับกลุ่มผมนิ่มตรงหน้า


“แต่...” สีหน้าพะวงของคนตัวเล็กหยุดจินได้เพียงชั่ววินาทีที่จินจะหันไปสั่งคนติดตาม


“ยูอิจิ...จัดการเรื่องค่าเสียหายให้คุณคนนี้ด้วย ขอโทษแทนคนของผมด้วยนะครับ” จินยิ้มจางบนใบหน้าพร้อมคำขอโทษที่ส่งไปให้คนตรงหน้าแต่ก็ไม่ได้รับความพึงพอใจตอบกลับมา แต่สำหรับคาซึยะเพียงแค่จินพูดคำว่า –คนของผม- คาซึยะก็รู้สึกเหมือนความอุ่นมันแทรกซึมเข้าจากปลายเท้าขึ้นมาจนถึงปลายนิ้วได้ไม่ยาก ทดแทนความหนาวเยือกเมื่อครู่ที่ต้องเผชิญหน้ากับผู้ชายน่ากลัวเพียงลำพัง ร่างบางหันไปมองอีกครั้งก็พบว่าผู้ชายคนที่จินสั่งให้จัดการเรื่องแทนยังยืนนิ่งมองอีกคนด้วยสีหน้าเรียบเฉย


จินกลับมาที่รถและไม่ต้องบอกอะไรโคคิก็ลงจากรถและเดินอ้อมรถไปเปิดประตูฝั่งข้างคนขับให้คาซึยะที่จินพาไปถึงที่ได้เข้าไปนั่งในรถยนต์คันสวยและจินที่เข้านั่งแทนที่โคคิ


“โคคิ...” กระจกอัตโนมัตเลื่อนลง เสียงเจ้านายเรียกลูกน้องที่กำลังจะเดินไปสมทบกับเพื่อนอีกคนที่ยืนอยู่ไม่ไกล “จัดการให้เรียบร้อย อย่าให้เขามาว่ามาถึงคาซึยะได้”


โคคิเพียงแค่ก้มศีรษะรับคำสั่งผู้เป็นนายเบาๆ แล้วเดินจากไป จินพารถยนต์คันใหญ่มุ่งหน้าไปสู่เส้นทางที่คุ้นเคยดีในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา คำสั่งนั้นคาซึยะคงคิดว่าจินไม่ต้องการให้ใครมาว่าคาซึยะว่าประมาทจนเกิดเรื่อง และคงไม่ต้องการให้ตัวเองเสียชื่อเสียงในฐานะที่เข้ามารับผิดชอบความผิดแทนตัวเขา แต่สำหรับจินแล้วคงไม่ใช่ เพราะการจัดการโดยไม่ให้มีใครมาว่าได้นั้นคงมีแต่เก็บไปให้พ้นทางก็เท่านั้น ดวงตาสีจัดมองตรงไปยังทางข้างหน้าโดยมีคนตัวเล็กนั่งคล้ายพยายามจะทำตัวลีบและก่อเกิดความเงียบขึ้นทั่วทั้งคันรถ


ดวงตาคมเหลือบมองมาทางเพื่อนร่วมทางตัวน้อยแล้วส่งยิ้มบางเบาให้ ดวงตาเรียวเหลือบมองอย่างกล้าๆกลัวๆ ริมฝีปากบางถูกเม้นกัดจนกลายเป็นสีช้ำ มือใหญ่เลยเอื้อมไปรับมือน้อยมาไว้ในอุ้งมืออุ่น และนั่นทำให้จินยิ้มกว้างขึ้นเพราะมือของคาซึยะเย็นเฉียบชนิดที่ว่าเหมือนโดนจับไปอยู่ในห้องเย็นมาเลยทีเดียว


“กลัวหรือ?” คนชับรถปรายสายตามามองคนข้างตัวแล้วบีบมือใหญ่หนักๆ ให้อีกคนผ่อนคลาย คาซึยะพยักหน้ารับช้าๆเพียงครั้งเดียวแล้วปล่อยให้จินเป็นฝ่ายกดปลายนิ้วลงบนฝ่ามือบางผ่อนคลาย


“ไม่ต้องกลัว ผมให้พวกนั้นจัดการทุกอย่างให้แล้ว ทุกอย่างจะเรียบร้อย” คนตัวเล็กส่ายหน้าอีกครั้ง นั่นทำให้จินสงสัยจนต้องเลิกคิ้วมองแล้วหักพวงมาลัยเข้าข้างทางเพื่อฟังบางอย่างที่คาซึยะคงอยากพูด


“มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า?” ร่างบางรับคำแผ่วเบา


“ผมเห็นคนนั้น เขาไม่ใช่คนดี คุณไม่น่าไปยุ่งกับเขา ลูกน้องคุณด้วย...ผมกลัวพวกเขาเป็นอันตรายจากผู้ชายคนนั้น” จินแสร้งทำสีหน้าตกใจเมื่อคาซึยะบอกว่าผู้ชายคนนั้นเป็นคนอันตราย


“จริงหรือ? ถ้าอย่างนั้นผมจะบอกให้พวกนั้นระวังแล้วกัน คุณคงสบายใจได้มากกว่าเดิม” คนตัวเล็กเอียงคอมองเมื่อจินรับคำว่าจะเตือนลูกน้องตัวเองให้ระวังตัวและโทรหาคนทั้งสองทันทีทั้งที่มืออีกข้างยังไม่ปล่อยจากมือคาซึยะแม้แต่น้อย “โคคิ เป็นอย่างไรบ้าง? คาซึยะบอกว่าผู้ชายคนนั้นอันตราย...ช่วยทีนะ”


น้ำเสียงนุ่มทุ้มไม่ได้เร่งรีบหรือร้อนรน นั่นทำให้ดวงตาเรียวคลายแววความหวาดกลัวลงไปได้เยอะ เพราะจินดูใจเย็นและน่าจะจัดการทุกอย่างได้จนคาซึยะวางใจ เมื่อมือเรียววางสายโทรศัพท์แล้วหันกลับมามองสบดวงตาเรียวสวย มือข้างที่เคยจับมือน้อยเอาไว้จนชื้นเหงื่อปล่อยออกเพื่อจะลูบผมนิ่มเป็นการปลอบโยนพร้อมทั้งรอยยิ้ม


“ไม่ต้องกังวลแล้ว โคคิบอกว่าทุกอย่างเรียบร้อย คาซึยะไม่ต้องกลัวนะ คาซึยะมีผม...ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาทำร้ายได้” และเป็นครั้งแรกของวันตั้งแต่จินได้เจอคนตัวเล็กตรงหน้าแล้วคาซึยะยิ้มให้ ทั้งที่ปกติแล้วเมื่อใดก็ตามที่จินได้เจอคนคนนี้ ตั้งแต่วินาทีแรกแล้วที่จินจะได้รับรอยยิ้มที่อบอุ่น แต่วันนี้ไม่ใช่ ไอ้คนนั้นบังอาจทำให้ความอบอุ่นในใจจินมัวหมองขนาดนี้ ไม่สมควรที่จะอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างสงบสุข และตายไปซะคงจะดีที่สุด

.
.
.
ติดตามตอนต่อไป
コンテントヘッダー

Post a comment

Private comment

Profile

Author:::shunfeng015::
Welcome to FC2

Latest Entries
Latest Comments
Latest Trackbacks
Monthly Archive
Category
Search Form
RSS
Link
Powered By FC2 BLOG

Let's start blogging!!

Powered by FC2BLOG

Add Friend Form

Add this person to blog friend