
::*::*::*:: Hana no Tsutae Koto Part 04::*::*::*::
::*::*::*:: Hana no Tsutae Koto Part 04::*::*::*::
รถยนต์คันใหญ่แล่นมาถึงร้านดอกไม้มุมถนนเส้นแล็ก เจ้าของร้านลงมาจากรถคนนั้นไม่นานคนขับกิตติมศักดิ์ก็ตามมา อุจิ ฮิโรกิที่อยู่เฝ้าร้านตั้งแต่ช่วงสายของวันเดินเร็วๆ ออกมาต้อนรับเพื่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนรักยืนอยู่หน้าร้านไม่ยอมเข้าร้านเสียที แต่คำตอบก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าโดยที่ร่างสูงยิ้มทักทายอย่างที่เคยทำ
“สวัสดีครับคุณจิน...แล้วทำไมถึง?” ฮิโรกิไม่รู้จะถามอย่างไร ไม่รู้ว่าอะไรเป็นคำถามที่เหมาะที่ควรเมื่อพบผู้ชายตัวสูงใหญ่เป็นคนขับรถมาส่งเพื่อนเขา ทั้งที่ปกติแล้วจะต้องมีคนขับรถมาส่งให้ทุกครั้ง
“สวัสดี ฮิโรกิ” ฮิโรกิกล่าวเชิญให้แขกผู้มาเยือนเข้าไปในร้านแล้วเดินนำเข้าไป คาซึยะหยุดรอจนเมื่อร่างสูงเดินมาเทียบกันแล้วจังก้าวเดินต่อ สีหน้าของคาซึยะหลุดพ้นจากความหวาดกลัวได้พักใหญ่หลังจากที่จินยอมจอดรถเพื่อรับรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้คาซึยะรู้ว่าผู้ชายคนนั้นอันตราย จินรับรู้เอาไว้ในใจ และหลังจากนั้นคาซึยะก็ดูจะร่าเริงขึ้นเรื่อยๆ จนตอนที่มาถึงร้านร่างบางมีสีหน้าปกติให้เพื่อนรักเห็น
“ยิ้มหน่อยดีไหม เดี๋ยวฮิโรกิเป็นห่วงเอาหรอก” เมื่อร่างสูงเดินมาเคียงไหล่คนตัวเล็กก็ออกเดินตามกันมา จินก้มตัวลงมากระซิบข้างใบหูบางในขณะที่ฮิโรกิกำลังเดินเข้าไปทางโต๊ะสำหรับจัดดอกไม้ที่มุมร้าน คาซึยะเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะคลี่ยิ้มบางเบาอย่างที่ชอบทำ
“ขอบคุณครับ” จินยิ้มรับคำขอบคุณนั้นพร้อมกับมือใหญ่ที่วางลงบนกลุ่มผมที่หอมกลิ่นแดด คาซึยะหันมายิ้มให้จินอีกครั้งแล้วเดินหนีมือใหญ่ไปทางหลังร้าน จินเดินไปดูดอกไม้สีเหลืองดอกใหญ่ที่กลีบดอกถูกห่อด้วยกนะดาษบางอย่างสนใจ ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนกลีบบางเบาอย่างนุ่มนวล ไม่นานนักที่ทั้งฮิโรกิและคาซึยะจะออกมาจากด้านในพร้อมน้ำและขนมที่เตรียมาต้อนรับแขกประจำ
เรื่องราวเมื่อครู่ถูกถ่ายทอดให้เพื่อนรักฟังเพียงบางส่วนโดยการเล่าของคาซึยะ จินเพียงแต่นั่งฟังอยู่ข้างๆ ด้วยท่าทีเรียบเฉยแต่ใบหน้าหล่อเหลาก็ยังปรากฎรอยยิ้มติดที่ริมฝีปากอิ่มเสมอ บางครั้งบางเรื่องที่คาซึยะจะเล่าแต่เกิดความลังเลที่จะให้เพื่อนรับรู้เพราะอาจมีผลต่อความไม่สบายใจของฮิโรกิได้ จินจะเป็นฝ่ายแทรกคำถามเพื่อชวนเปลี่ยนเรื่องได้อย่างแนบเนียนจนคาซึยะนึกขอบคุณและคิดว่าจินเป็นคนที่มีทักษะทางการเจรจาชั้นยอดเลยก็ว่าได้
“แล้วคุณจินก็บังเอิญมาพบเข้าพอดี ขอบคุณอีกครั้งนะครับที่เข้ามาช่วยไว้ ไม่อย่างนั้นผมคง...” จินหยุดผลลัพธ์หากจินไม่มาพบคาซึยะเข้าเสียก่อนไว้ด้วยรอยยิ้มอีกเช่นเคย บางครั้งคาซึยะเองก็แปลกใจที่ดูเหมือนจินจะได้ทุกสิ่งที่ต้องการเพียงแค่แย้มยิ้มบางเบา อย่างครั้งนี้ที่จินต้องการให้เขาหยุดพูดถึงเรื่องร้ายแรงที่จะตามมาด้วยรอยยิ้มแบบนี้
“ผ่านมาได้ก็ดีแล้ว อย่าคิดมากเลย ต่อไปนี้ก็ระวังบ้างเพราะคนแปลกหน้าแปลกตา นิสัยก็ไม่ใช่อย่างที่คุ้นเคย คาซึยะอาจจะต้องเจอเรื่องอย่างนี้อีกเมื่อไรก็ไม่รู้ได้” ร่างสูงเผยยิ้มกว้างมากขึ้นเมื่อคนที่เขาเตือนก้มหน้าลงด้วยสีหน้าสลด มือใหญ่วางลงบนกลุ่มผมนุ่มหอมอีกครั้งให้กำลังใจ
“ขอบคุณแทนคาซึยะอีกครั้งนะครับ เจ้านี่ล่ะซุ่มซ่ามไม่เคยระวังตัวเลยสักนิด ให้ตายสินายน่ะ...ถ้าหากไม่ได้คุณจินฉันคงต้องไปตามหาเพื่อนแถวก้นทะเลลึกเสียล่ะ” ฮิโรกิถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วติเตียนเพื่อนด้วยคำพูดก้ำกึ่งจะให้ขำขันแต่ก็เจือความเป็นห่วงจริงจังมาให้คาซึยะได้ค้อนเอาวงใหญ่แถมทำปากบู้ใส่ฮิโรกิกับจินอย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
“นานครั้งหรอกที่จะซุ่มซ่าม” คนถูกว่าเองก็ไม่วายแก้ต่างให้ตัวเองอีกนิดเมื่อฮิโรกิลุกจากโต๊ะกลางร้านที่นั่งคุยกันแล้วหันไปทำงานต่อ
“อย่างนั้นหรือ? แต่นานครั้งนี่...เกือบตายเลยนะ คาซึยะ” ใบหน้าเรียวหันมาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบสนิทแต่กลับเรียกความรู้สึกผิดที่ทำให้เพื่อนเป็นห่วงจนต้องออกปากว่าให้รู้สึก
เมื่อรู้ตัวว่าโดนฮิโรกิโมโหแน่แล้วคาซึยะจึงเลือกที่จะหันหน้าเข้าหาที่พึ่งสุดท้ายในตอนนี้ ดวงตาเรียวสวยหม่นประกายลงช้อนมองร่างสูงใหญ่ที่อยู่ข้างกันอย่างขอความเห็นใจ จินเหลือบเห็นมือเล็กกำลังกำแน่นอยู่บนหน้าตักจึงเอื้อมไปกอบกุมความเย็นเฉียบนั่นมาใว้ในอุ้งมือบีบเบาๆ พอรู้สึก
“ฮิโรกิเป็นห่วงหรอกถึงว่าให้อย่างนั้น ก็คาซึยะทำเหมือนไม่ห่วงตัวเองอย่างนั้นเป็นใครก็โมโห แค่ขอโทษเพื่อน...คงไม่ลำบากใช่ไหม?” จินก้มลงมาจนใบหน้าอยู่ในระดับเดียวกันเพื่อมองดวงตาเรียวสวยนั้นด้วยรอยยิ้มเช่นเคย
เหมือนในใจดวงน้อยมันมีกำลังใจเพิ่มขึ้นมาอีกกองใหญ่เมื่อได้รอยยิ้มเรียกกำลังใจจากคนตรงหน้า ใบหน้าเรียวพยักรับสองครั้งอย่างแข็งขัน จินจึงปล่อยมือนุ่มให้เป็นอิสระแล้วส่งสายตาไปทางที่ฮิโรกิยืนอยู่ คาซึยะมองตามสายตานั้นไปแต่ไม่ได้ลุกขึ้นไปในทันทีทำให้จินต้องกลับมาจ้องมองคนที่นั่งนิ่งตรงหน้าด้วยความสงสัย แต่ก่อนจะได้พูดหรือถามอะไรมือนุ่มที่เพิ่งได้อิสระคืนไปก็กำแน่นที่ชายเสื้อสูทตัวสวยของจินจนย่นทั้งที่ยังก้มหน้าอยู่อย่างนั้น
“เป็นอะไร?”
“ผมขอ...” ริมฝีปากสีสวยถูกเม้มจนแน่นเหมือนคนขาดความมั่นใจ แก้มใสแดงปลั่งอย่างน่ามองกับเสียงกระซิบที่ทำให้ร่างสูงต้องขยับตัวเองเข้าใกล้มากกว่าเดิมเพื่อจะฟังสิ่งที่คาซึยะกำลังจะพูด มือใหญ่ไม่ได้ขัดเขินเมื่อเลื่อนเข้าประคองเอวบางโดยที่เจ้าของร่างนั้นไม่ได้รู้ตัวแม้แต่น้อย
“อะไรหรือ?” คำตอบมีเพียงเสียงสูดลมหายใจลึกจนจินแทบเกร็งตามคนตื่นเต้น แขนเล็กสองแขนสอดเข้าหาลำตัวใหญ่โตจากแผ่วเบาจนกลายเป็นกอดแน่นและมือบางก็กำเนื้อผ้าชั้นดีที่กลางแผ่นหลังกว้างจนย่นเป็นรอย คางเล็กวางเกยอยู่ที่ไหล่หนาเปลือกตาบางหรี่พับลงเพื่อซึมซับความรู้สึกอบอุ่นในขณะนี้ด้วยหัวใจและร่างกาย มือใหญ่ไล้ไปตามแผ่นหลังแบบบางแผ่วเบา ปลอบประโลมให้หายจากอาการตื่นกลัวและให้กำลังใจคนตัวเล็กที่คงอยากได้ความมั่นใจว่าเมื่อเข้าไปขอโทษเพื่อนรักแล้วจะไม่โดนปฏิเสธกลับมาให้หมดกำลังใจจะพูดคุย เสียงขอบคุณที่งึมงำอยู่ข้างหูทำให้จินยิ่งรัดร่างเล็กกว่าเข้ามาอยู่ในวงแขนแน่นขึ้นไปอีก
...ก็แค่รู้สึกไว้ใจและอยากอยู่ใกล้ คาซึยะคงไม่ผิดที่อยากไว้ใจใครสักคนบ้าง...?
“ไม่เป็นไร ฉันยินดีเป็นเครื่องเติมความมั่นใจให้คาซึยะเสมอนะ” ริมฝีปากนุ่มแต้มจูบลงข้างขมับและผมหอมกลิ่นแดดอย่างย่ามใจ คาซึยะผงกหัวหงึกหงักสองสามครั้งและดันตัวเองออก ความเสียดายในสัมผัสนี้ทำให้จินอยากจะอิดเอื้อนกอดร่างบางไว้อีกสักนิดแต่ก็ปล่อยร่างนั้นไปตามใจ
“ครับ” รอยยิ้มขัดเขินน่ามองเป็นที่สุดสำหรับจิน ไม่เคยมีสักครั้งที่จะนึกชื่นชมใครจากใจและไม่เบื่อที่จะมอง แม้ที่ผ่านมาผู้คนมากมายที่ส่งยิ้มให้น่ามองเพียงไรจินก็ไม่คิดจะสนใจ เขาออกจะเบื่อหน่ายเสียด้วยซ้ำกับการที่ต้องมานั่งมองรอยยิ้มเหล่านั้น แต่ครั้งนี้ความชุ่มชื่นในหัวใจที่เกิดขึ้นคงทำให้ผู้ชายตัวโตอย่างจินอยากจะมองคนตรงหน้าให้นานที่สุด
ดูเหมือนช่วงเวลาแห่งความเงียบที่ผ่านเข้ามาจะทำให้ฮิโรกิที่ออกมาเห็นภาพเมื่อครู่ได้พักใหญ่จะอดรนทนไม่ไหวจึงต้องขัดคอออกมา
“หาคนอ้อนใหม่ได้แล้วหรือ?” ร่างโปร่งบางวางกล่องโอเอซิสลงบนโต๊ะที่คาซึยะและจินนั่งอยู่ มือสองข้างยกขึ้นท้าวเอวมองคล้ายจะหาเรื่องอยู่กลายๆ
“เปล่าอ้อนเสียหน่อย” ปฏิเสธฉับไวจนเพื่อนยังต้องหลุดหัวเราะ
“เวลาเขินนี่สติดีจังเลยแฮะ” ทันทีที่กระเซ้าออกไปอย่างนั้นคนถูกแซวเองก็ไม่รู้จะทำอะไรได้มากไปกว่าเดินเข้าไปหาคนช่างแซวแล้วกอดเอาไว้โดยไม่พูดไม่จา ฮิโรกิหรุบตามองกลุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนที่ซบอยู่บนไหล่แล้วสบตากับคนที่มองอยู่ด้วยรอยยิ้ม มือบางยกขึ้นลูบศีรษะเล็กนั่นแผ่วเบาแทนคำว่าให้อภัย
“ขอโทษ...ที่ทำให้เป็นห่วง แล้วก็ขอโทษที่เมื่อกี้พูดไม่ดีออกไป” ฮิโรกิแกล้งรัดร่างเล็กแน่นๆ จนเจ้าตัวร้องออกมาเบาๆ “ไม่ต้องมาตีหน้าเศร้า ถ้าคนเขาไม่ห่วงเขาก็คงไม่ว่า ทีนี้เข้าใจแล้วนะ อย่าทำอะไรที่มันจะพรากนายไปจากฉันอีกคน แค่เรียวคนเดียวหัวใจฉันก็ไม่แทบไม่เหลืออะไรแล้ว...”
ฮิโรกิยังคงยิ้มให้คาซึยะเสมอ ความเป็นห่วงของเพื่อนที่ส่งผ่านมาคาซึยะรับรู้เป็นอย่างดี พวกเขาอยู่ด้วยกันจนกลายเป็นคนในครอบครัว ความสนิทสนมที่มีมันมากกว่าเพื่อนสนิทที่คนอื่นเข้าใจหลายเท่า ความห่วงใยที่มีมันจึงมากขึ้นตามลำดับ คนตัวเล็กไม่รีรอที่จะรับคำอย่างแข็งขันเพื่อให้ฮิโรกิยิ้มให้อีกครั้งแม้ว่าประโยคท้ายของการสนทนาเมื่อครู่จะเรียกรอยรื้นขึ้นมาที่ดวงตาของคนพูดก็ตาม แต่คนที่ยืนมองอยู่อีกคนหนึ่งนั้นถึงกับต้องเบือนหน้าหนีความรู้สึกที่กำลังโจมตีหัวใจอย่างร้ายกาจ “รู้สึกผิด”
.
.
.
เพื่อนรักสองคนที่ผลัดกันต้อนรับลูกค้าอย่างขยันขันแข็งเป็นภาพที่จินไม่เคยเบื่อที่จะมอง ยิ่งคนตัวเล็กที่หัวเราะร่าคุยกับลูกค้าเจ้าประจำทั้งหลายยิ่งทำให้จินมองไม่วางตา ดอกไม้ช่อแล้วช่อเล่าถูกจัดอย่างปราณีต สวยงาม สมกับเป็นสิ่งแสดงความยินดีในโอกาสแตกต่างกันไปตามความต้องการของลูกค้า
จินนั่งมองภาพตรงหน้าได้ครู่ใหญ่แล้วประตูร้านก็เปิดขึ้นอีกครั้ง แต่ผิดจากปกติที่ไม่มีฮิโรกิหรือคาซึยะต้อนรับลูกค้าอย่างที่ควรเป็นร่างสูงจึงหันไปมองทางหน้าร้านแล้วลุกขึ้นเดินเข้าไปหาคนมาใหม่สองคนที่โค้งให้น้อยๆ ทั้งสามคนยังไม่ได้พูดอะไรกันเนื่องจากเสียงความเคลื่อนไหวที่กำลังเคลื่อนที่มาทางพวกเขาทั้งสามจากทางหลังร้านทำให้จินตัดสินใจจะคุยเรื่องนี้เมื่อออกไปจากร้านดอกไม้แห่งนี้แล้ว
“อ้าว...สวัสดีอีกรอบครับ ผมกำลังนึกอยู่เชียวว่าคุณจินจะต้อนรับลูกค้าผมด้วยความเงียบหรือเปล่า” ผู้ชายสองคนตัวโตพอๆ กับจินทักทายกลับด้วยสีหน้าท่าทางเรียบเฉยแบบที่จินชอบทำแต่คนตัวเล็กก็ยังยิ้มให้อย่างอารมณ์ดี
“อ้อ...คุณสองคนที่ช่วยจัดการเรื่องของคาซึยะให้ใช่ไหมครับ?” ทั้งโคคิและยูอิจิโค้งให้เป็นการทักทายฮิโรกิที่เพิ่งเดินตามหลังคาซึยะออกมา “ขอบคุณมากนะครับ” คนของร้านดอกไม้แห่งนี้ช่างยิ้มง่ายเหลือเกิน แม้แต่กับคนแปลกหน้าอย่างโคคิและยูอิจิก็ยังยิ้มให้อย่างง่ายดาย
“ไม่เป็นไรครับ ผมยินดี” เป็นคนคุ้นหน้าที่ฮิโรกิและคาซึยะคุ้นเคยเป็นอย่างดีที่ตอบกลับมา ส่วนอีกคนนั้นยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูแล้วส่งสายตาหาเจ้านายเงียบๆ ให้จินเป็นฝ่ายกล่าวลาการพบปะในวันนี้ลง
“ผมมีงานต้องกลับไปจัดการ คงต้องขอตัวก่อน แล้วอาทิตย์หน้าจะมาหานะ” แค่ประโยคที่จินพูดขึ้นคำแรกก็เรียกเสียงอ้าวดังๆ จากเจ้าของร้านดอกไม้ทั้งสองได้เป็นอย่างดี
“คิดว่าจะอยู่ทานมื้อเย็นด้วยกันเสียอีก ผมกับคาซึยะอุตส่าห์นั่งนึกเมนูกันอยู่นาน” เป็นฮิโรกิที่ทำหน้าเสียดายโอกาสของมื้อเย็นอีกครั้ง แต่อีกคนที่ช่วยกันนั่งนึกเมนูกำลังขมุบขมิบบ่นอยู่คนเดียวจนคนเห็นยังนึกมันเขี้ยวขึ้นมาอย่างอดไม่อยู่ ปลายนิ้วเรียวขาวจึงเอื้อมไปคีบเอาเนื้อที่ข้างแก้มบวมๆ เข้าให้ได้ร้องกันสักโอย
“เจ็บนะครับ เล่นอะไรก็ไม่รู้” ว่าเข้าให้แล้วก็เดินไม่สนใจใครไปที่ตู้ดอกไม้ ถ้าจำไม่ผิดดอกนั้นแหละที่จินยืนจ้องมันอยู่เมื่อตอนที่มาส่งคาซึยะใหม่ๆ
-ดอกเบญจมาศสีเหลืองอ่อน-
“จะกลับแล้วก็อย่าแกล้งคนอื่นสิครับ” มือเล็กหยิบก้านดอกสีเขียวสดออกมาจากถังแช่จำนวนหนึ่งพร้อมกันที่อีกมือหนึ่งแกะห่อกระดาษบางที่ฮิโรกิจัดการห่อกลีบดอกสำหรับกันช้ำเดินไปที่เคาเตอร์ กระดาษสาสำหรับจัดช่อถูกตัดอย่างคล่องมือ สำลี อลูมิเนียมฟอล์ย อุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบกันเป็นช่อดอกง่ายๆ แต่ดูดี ยิ่งรวมกับความรู้สึกของคนให้ยิ่งทำให้คนรับที่ยืนรออยู่ชื่นชมมันมากขึ้นอีกหลายเท่า
“ขอบคุณสำหรับดอกไม้” คล้ายจะเป็นสิ่งที่ปฏิบัติจนเป็นนิสัย ทุกครั้งที่จินมาหาเรียวโดยแวะมาที่ร้านดอกไม้แห่งนี้ ก่อนกลับผู้ชายตัวโตจะได้ช่อดอกไม้ติดมือกลับไปจากเจ้าของร้านตัวเล็กที่ยิ้มง่าย วันนี้ก็เช่นกัน ช่อดอกไม้ในปอถักสวยงามถูกมอบให้คนตัวใหญ่เพื่อนพี่ชายที่ยืนอยู่ขางรถคันที่นั่งมาเมื่อเช้าพร้อมคนติดตามอีกสองคนที่หน้าร้านดอกไม้เล็กๆ มุมถนนเส้นที่ทอดยาวไปจนสุดสายตา บรรยากาศช่วงบ่ายอากาศสดใสแม้สายลมที่พัดมาจะเย็นขึ้นจากเมื่อหลายเดือนก่อนอยู่มากแต่ก็ไม่ได้รู้สึกลำบากอะไรที่จะยิ้มรับ และยืนส่งจนรถคันนั้นลับหายไปจากสายตา
.
.
.
“หาคนอ้อนใหม่ได้ก็ลืมเพื่อนเลยนะ ไอ้เต่า” ไอ้เต่าที่ถูกว่าค้อนฉับเข้าให้ แต่ฮิโรกิก็ได้แต่หัวเราะเบาๆ ที่เกือบจะโดนเต่างับคอให้
“ไม่ได้อ้อน พูดไม่รู้ฟังฮิโรกิน่ะ” แกล้งเสไปทำอย่างอื่นให้เพื่อนมองตามหลังคนที่เพิ่งเดินนำก้านดอกเบญจมาศที่เพิ่งจัดช่อเมื่อครู่ไปทิ้งลงถังขยะ ตาวาวด้วยความสนุก
“อย่างนั้นหรือ?” คนถามย้ำเดินกลับมานั่งเท้าคางรอฟังคำตอบอย่างอารมณ์ดีอยู่ที่โต๊ะตัวเดิมที่นั่งคุยกับจินมาเกือบครึ่งวัน คนถูกถามออกอาการกระฟัดกระเฟียดนิดหน่อยแล้วเดินมานั่งเท้าคางจ้องตาสู้กับเพื่อนที่ยิ้มไม่จางจนอดสงสัยไม่ได้ว่าอารมณ์ดีอะไรหนักหนาถึงได้ยิ้มไม่หยุด เพราะเท่าที่จำได้ ฮิโรกิแม้จะไม่ใช่เสือยิ้มยากเหมือนเรียว แต่ก็เป็นเสือที่ประหยัดรอยยิ้มพอตัวเหมือนกัน
“ใช่แล้ว! ก็ไม่ได้อ้อนจริงนั่นแหละ เพียงแต่ตอนนั้นมันอยาก...อยากได้ความมั่นใจจากใครสักคน แล้วคิดว่าคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าตอนนั้นก็...ไม่เลวหรอก ใช่ไหมล่ะ” ฮิโรกิพยักหน้าเห็นด้วยกับเสียงอุบอิบในลำคอที่อธิบายเหตุผลให้ต้องหรี่ตามองตามแผ่นหลังเล็กที่เดินไปทางตู้ดอกไม้ด้านหน้าร้านและต่างคนจะต่างเงียบเพื่อจมอยู่ในความคิดของตนเอง
คาซึยะไม่ได้คิดจะอ้อนหรือทำอะไรอย่างที่ถูกเพื่อนกล่าวหา เพียงแต่เหตุผลมันจะเป็นอย่างที่บอกฮิโรกิไปว่าอยากได้ความมั่นใจจากใครสักคน ในช่วงเวลาที่เพิ่งผ่านความหวาดหวั่นมาไม่นาน และมาโดนเพื่อนโกรธใส่อีก ตอนนั้นใจมันโหวงจนทำอะไรไม่ถูก มือไม้เย็นเยียบและสั่นระริก แล้วก็เป็นจินที่อยู่ตรงนั้นและดูเหมือนจะเข้าใจเขาในช่วงเวลานั้นที่สุด แต่ไม่รู้ว่าอะไรที่เป็นตัวผลักดันให้คาซึยะคว้าจินเข้ามากอดจนแน่นขนาดนั้น แต่พอได้กอดแล้วมันก็หยุดไม่ได้จนต้องกระชับวงแขนให้แน่นมากขึ้นไปอีกเมื่อจินกอดตอบ ความอบอุ่นที่แทรกซึมมาถึงหัวใจที่เต้นระรัวอยู่ตอนนี้ คิดแล้วเขินชะมัด แต่ไม่ได้รู้สึกแย่เพราะคนนั้นคือจิน แม้จะไม่ได้รู้จักกันมานาน แต่จินก็เข้าใจคาซึยะเป็นอย่างดี สิ่งนี้คืออะไรที่นอกเหนือจากความเข้าใจกันโดยไม่ต้องอธิบายเป็นคำพูดคาซึยะก็ยังไม่อยากเดา เพียงแค่คาซึยะฝากความรู้สึกนั้นไปกับดอกไม้ดอกใหญ่สีเหลืองอ่อนช่อนั้นไปให้จินแล้ว ไม่อยากให้มันเป็นสิ่งฉาบฉวย จึงเลือกที่จะเริ่มจากน้อย...ไปหามาก
เบญจมาศสีเหลืองอ่อน...รักนิดหน่อย
.
.
.
2 be cont.
เรื่องมันจะเป็นยังไงต่อไปน๊อออออออ
รู้สึกปมจะเขื่อง แอบหวั่นๆว่าจะแก้ปมไม่หมดไม่เคลียร์ กร๊ากกกกกกกกก
ไปดีกว่า หนีความผิด


