コンテントヘッダー

[KR] OSHIERU part 11



おしえる11



แสงอาทิตย์ที่สาดทอกรอบหน้าต่างไม้ห้องพักด้านตะวันออกของเรือนทาจิบานะ ห้องพักที่ว่างเปล่าไม่มีร่องรอยของผู้ที่อาศัยพักพิงอยู่แรมปีในฐานะอาจารย์จากตระกูลจิบะ ฟูกนอนมีร่องรอยยับย่นของการใช้งานไม่มากนัก แสดงถึงเจ้าของฟูกอุ่นนุ่มนี้แทบจะไม่ได้ใช้งานมันเลยตลอดคืนที่ผ่านมา ข่มตาเท่าใดก็ไม่อาจหลับตาลงเพื่อเข้าสู่ห้วงนิทราได้



ร่างบางนั่งพิงกายกับโคนต้นไม้ใหญ่ที่ริมสระน้ำ ในมือถือถุงผ้าใบเล็กออกมาให้อาหารปลาอย่างที่ชอบทำ ผิดเสียจากเดิมก็ตรงที่แววตาสดใสเมื่อครั้งที่ได้หย่อนกายลงในธาราครั้งนี้มันกลับกลายเป็นแววตาหม่นหมอง ไม่น่ามองเหมือนทุกครั้ง ร่างกายที่ขาดการพักผ่อนมากว่าค่อนคืนตอนนี้กำลังเรียกร้องเวลาพักผ่อนนั้นคืนอีกครั้ง เรียวเฮรู้ตัวดีถึงได้พิงกายลงแล้วหลับตาหวังจะให้ธรรมชาติมันช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในสมองให้ลดลงบ้างสักนิดก็ยังดี



หลับตาได้ไม่ถึงสิบนาทีดีก็มีเรื่องให้นึกขุ่นเคืองเป็นเท่าทวีในยามที่ต้องการเวลาเงียบสงบเช่นนี้ เสียงฝีเท้าที่เหยียบย่างเข้ามาใกล้ทำให้ต้อลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง -ท่านชายหรือ?- นึกกับตัวเองในใจว่าอย่างนั้น แต่เมื่อลืมตาตื่นขึ้นกลับพบว่าบุคคลที่อยู่ไม่ไกลออกไปนั้นไม่ใช่คนที่คิดเมื่อครู่


“ท่านเรียวเฮเจ้าคะ นายท่านเรียกพบเจ้าค่ะ” สาวใช้ประจำตระกูลขุนนางใหญ่แห่งราชสำนักยอบตัวลงนั่งถัดไปจากเรียวเฮไม่ไกลนักก่อนจะบอกจุดประสงค์ที่มาเยือนความสงบเงียบของท่านอาจารย์ในเวลาเช้าตรู่อย่างตอนนี้


“เรียกพบข้า...หรือ? ขอบใจเดี๋ยวข้าจะรีบเข้าไปพบ” สาวใช้ถอยกายออกไปแล้วทิ้งให้เรียวเฮนั่งอยู่กับความสงสัยนั้นในใจ แต่ถึงแม้จะสงสัยในใจให้ตายว่าเพราะอะไรท่านลุงถึงเรียกพบในเวลาอย่างนี้แต่ก็ไม่คิดที่จะถามอะไรออกไปกับสาวใช้ ถ้าท่านลุงแจงมาหล่อนก็คงบอกมาตั้งแต่แรกแล้ว แต่นี่ไม่...ถ้าถามไปก็ไม่ได้ความอะไรหรอก สู้รีบไปพบท่านลุงเพื่อให้ได้คำตอบเองคงดีกว่า


ร่างโปร่งบางรอเวลาไม่นานก็รีบกระวีกระวาดลุกขึ้นจัดแต่งเสื้อผ้าให้เข้าที่ทางก่อนจะรีบรุดไปพบตามประสงค์ของท่านประมุขแห่งทาจิบานะ แต่ใครเลยจะรู้ว่าบุคคลที่หลบซ่อนตัวอยู่ ณ หลังต้นไม้ใหญ่อีกต้นไม่ไกลจากต้นที่เรียวเฮได้นั่งพักพิงเมื่อครู่ ร่างสูงที่เร้นกายไว้กับความใหญ่โตของความเขียวชอุ่มได้ทอดมองตามกรอบร่างโปร่งบางไปจนสุดสายตา ดวงตาคมเข้มที่เคยจับจ้องใครต่อใครอย่างไม่เกรงกลัวกลับวูบแสงลงไม่จัดจ้านเหมือนที่เคยเป็น หัวคิ้วมุ่นจนแน่นด้วยความขุ่นเคือง แต่ในใจก็เต้นรัวด้วยความหลวาดกลัว เกิดมาท่านชายเคตะคงเพิ่งจะเคยกลัวอะไรก็ครั้งนี้กระมัง กลัวกับความรักครั้งแรกที่เริ่มต้นขึ้นเพียงไม่ถึงชั่วเดือนดี แต่ก็ถูกริดรอดความรู้สึกที่จะรักของตนเองให้ต้องเก็บงำมันเอาไว้ภายใน แสดงออกมาไม่ได้เพราะคนผู้นั้นไม่ต้องการ


หากเรียวเฮมีเหตุผลอื่นใดหรือแม้แต่เรียวเฮจะบอกว่าเจ้าตัวมีคนรักแล้ว เคตะยังยินดีที่จะตัดใจจากมาโดยไม่โกรธแค้นอะไร แต่นี่...เหตุผลของท่านอาจารย์เขาคือการที่เพียงเรียวเฮเป็นอาจารย์ มันแย่ซักแค่ไหนที่เคตะจะรักใครไม่ได้เพียงเพราะแค่เป็นลูกศิษย์ ไม่อยากคิดอะไรให้มันมากความแต่เชื่อเถิดว่าเรียวเฮจะต้องคิดว่าเขาเป็นเด็กไม่ประสาที่จะรู้จักความรักด้วยนั่นแหละ ถึงได้เอาความเป็นศิษย์เป็นครูมาอ้างอย่างนี้


ในเมื่อยืนยันว่าเหตุผลเดียวที่ทำให้เรารักกันไม่ได้ทั้งที่ริมฝีปากของเจ้าประทับจูบแก่ข้าเองเมื่อคืนแท้ ๆ ข้าก็จะทำให้เจ้าไม่ใช่อาจารย์ของข้าอีกต่อไป...


..............................



.....................


“อรุณสวัสดิ์เรียวเฮ” เสียงผู้ใหญ่ทักทายมาตั้งแต่เมื่อบานประตูเปิดออกพร้อมรอยยิ้มบางเบาอย่างที่มักมีให้เสมอตั้งแต่เด็ก เรียวเฮเองก็ยิ้มรับแล้วเดินเข้าไปทรุดกายนั่งลงตรงที่มีเบาะรองนั่งทางขวามือของประมุขของปราสาทหลังนี้


“อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านลุง” มือบางรับถ้วยชาใบเล็กที่สาวใช้รินให้ขึ้นมาดื่มแล้ววางลงก่อนจะเอ่ยถามตามที่สงสัย


“ท่านลุงมีธุระอันใดหรือขอรับ? ให้บ่าวไปเรียกข้ามา”


“ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ก็เกือบปีแล้วสินะ เจ้าคนเล็กของข้าเป็นอย่างไรบ้างเล่า?” คำถามของนายท่านค่อนข้างจะเรียกความสงสัยเพิ่มให้แก่เรียวเฮมากขึ้นไปอีก


“ดีขอรับ ท่านชายเป็นศิษย์ที่ดีและตั้งใจเรียนเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งความฉลาดปราดเปรื่องในตัวท่านก็ยังมากล้น ข้าชื่นชมและยินดีที่ได้มีโอกาสสอนท่านชายขอรับท่านลุง...”


“อย่างนั้นหรือ? แล้วระยะหลังนี้มีปัญหากับเคตะบ้างหรือไม่ล่ะเรียวเฮ?” น้ำเสียงที่ถามเหมือนเป็นเรื่องลมฟ้าแต่ก็ไม่ทำให้เรียวเฮรู้สึกเรื่อยไปอย่างที่ได้ยิน เขาไม่รู้หรอกว่าคำถามนั้นต้องการจะนำพาเขาไปสู่จุดใด คำตอบของเขาจะมีผลอะไรหรือไม่เรียวเฮไม่รู้เลยจริงๆ ในใจมันเหมือนจะเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก เรียวเฮยังแปลกใจตัวเองไม่หยุด เพราะตั้งแต่เมื่อคืนเป็นต้นมา อาการแปลกประหลาดมากมายที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตการเป็นจิบะของเขากลับเกิดขึ้นมากมาย ทั้งหมดทั้งมวลยังเกิดตรงหน้าอกที่แปลบขึ้นมาเมื่อนึกถึงคำพูดท่านชายเมื่อคืน การกระทำของตัวเองเมื่อคืน หัวใจที่กำลังเต้นรัวในตอนนี้ออกจะยอกในอกอีกด้วยซ้ำ


“มะ...ไม่มีขอรับ” เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เรียวเฮกระอักกระอ่วนในการที่จะพูด เพราะปกติเขามักจะพูดด้วยความมั่นใจ แทบจะนับครั้งได้ที่เรียวเฮรู้สึกว่าเสียความมั่นใจ แต่ครั้งนี้เหมือนว่าในชีวิตที่ผ่านมาเขาแทบจะไม่เคยพานพบกับคำว่า “มั่นใจ” มาก่อนเลยกระมัง กับแค่ปดท่านลุงเพียงคำเดียวถึงกับเย็นไปถึงปลายขา ทั้งที่ปดแม่ทัพใหญ่ตอนไปรบที่หัวเมืองใต้ยังมิเคยมีอาการแสดงออกเลยสักนิด


“ข้าเชื่อเจ้านะเรียวเฮ หากที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาเกิดขึ้นลุงก็จะไม่ซักอะไรเจ้า ที่ลุงเรียกมาก็เพราะเมื่อเช้า เคตะไปบอกกับลุงว่าจะเข้าโรงเรียนฝึกทหารรักษาพระองค์เพื่อเตรียมที่จะเป็นหัวหน้าราชองครักษ์ให้แก่องค์ชายฮิโรกิ”


“...ขอรับ” ควานหาลิ้นเป็นนานกว่าจะตอบรับออกไป แต่ก็ได้เพียงคำเดียว



“ในตอนแรกลุงนึกว่าเจ้าสองคนมีปัญหาเรื่องใดกันหรือไม่ หากคิดว่าพอจะไกล่เกลี่ยให้ยอมๆกันได้ ลุงก็อยากจะทำ แต่นี่เจ้ายืนยันเองกับปากลุงก็เชื่อเจ้า เจ้าจะอยู่ที่นี่ต่อไปอีกซักระยะแล้วค่อยกลับบ้านเจ้าหรือจะกลับเมื่อไหร่ลุงก็ตามใจเจ้าแล้วกันนะ ลุงเองพอใจในผลงานของเจ้ามากที่สั่งสอนเจ้าลูกชายตัวดีของลุงให้โตขึ้นได้ในระยะเวลาไม่ถึงปี เคตะมีความคิดความอ่านมากขึ้นเยอะ ขอบใจเจ้าจริงๆ”
ประโยคยืดยาวของท่านลุงจบลงด้วยรอยยิ้มและคำชื่นชมไม่ได้แสดงถึงความปรารถนาที่จะขับไล่ให้เรียวเฮออกไปจากบ้านแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าจะหมดสิ้นภาระกิจที่เป็นเหตุให้อาศัยอยู่ ณ ที่นี้ก็ตามที แต่อารมณ์เดียวที่ตอนนี้เรียวเฮรับรู้ได้นั่นคืออาการที่คล้ายกับโดนตีแสกหน้าเมื่อครั้งที่เรียนเคนโด้กับท่านอาจารย์ในราชสำนัก


“ขอรับ...ท่านลุง” ตอนนี้ท่านอาจารย์คงรู้จักเพียงคำเดียวที่จะใช้ตอบรับในตอนนี้ ดวงตาเรียวสวยเหม่อค้างก่อนจะกระพริบปริบเมื่อเสียงบานเลื่อนประตูถูกเปิดออกอีกครั้งเรียกให้ใบหน้าสวยหันไปมองผู้มาใหม่โดยที่ในหัวไม่ได้คิดการณ์ล่วงหน้าอะไรเอาไว้ทั้งสิ้น เหตุการณ์ ณ ปัจจุบันเลยเป็นสถานการณ์ที่เรียวเฮคิดหาทางออกไม่เจอ


“อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านพ่อ อรุณสวัสดิ์...จิบะ” ในใจเรียวเฮคิดได้เพียงอย่างเดียวว่าเมื่อท่านชายเอ่ยคำใดก็จะยิ้มให้เพื่อไม่ให้ท่านลุงเห็นถึงความผิดปกติใด แต่เรียวเฮไม่ได้คิดว่าหากท่านชายเอ่ยเรียกขานด้วยชื่อสกุลที่แสดงถึงความห่างเหินแล้ว...เรียวเฮจะทำเช่นไร? แล้วนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เรียวเฮค้างรอยยิ้มไว้ที่มุมปาก


“อรุณสวัสดิ์เคตะ...รับมื้อเช้าแล้วหรือ?” ปากตอบรับผู้เป็นพ่อแต่สายตาลอบไปทางเรียวเฮที่ดูเหมือนจะนิ่งไป นายท่านที่มองตามก็ให้นึกขุ่นในใจว่านี่หรือคือการไม่มีเหตุขัดใจของคนทั้งคู่? แล้วเหตุใดเจ้าทั้งสองคนถึงได้มองไม่เห็นกันและกันอย่างนี้? นามเรียกขานยังห่างเหินเกินจะคิดได้ว่าเรียนรู้นิสัยใจคอกันมานานเกือบปี


“ขอรับท่านพ่อ” ท่านชายมองหาที่นั่งที่เหมาะที่ควรภายในห้องแต่ก็เหมือนว่าที่ที่เหมาะที่สุดตกเป็นของร่างบางไปแล้ว สายตาคมที่ปรายตกมองไปทางเรียวเฮนั้นนิ่ง...นาน จนเรียวเฮเอ่ยขอตัวออกมา...เพื่อที่จะทำธุระที่ทาจิบานะให้เสร็จเรียบร้อยและพร้อมที่จะเดินทางในวันรุ่งขึ้นต่อไป ดวงตาที่มองผ่านเหมือนเรียวเฮไม่มีตัวตนมันเจ็บปวดอย่างนี้สินะ...ปวดจนทรมาน ไม่ตายหรอก แต่ไม่มีความสุข เรียวเฮไม่เคยคิดว่าในชีวิตนี้ครั้งหนึ่งจะได้ลิ้มรสรสชาติของสิ่งที่เรียกว่าความขมขื่นจากความรักอย่างที่กวีเคยพร่ำพรรณนาไว้


ในครั้งนั้นยังนั่งติกวีเป็นหนักหนาว่าประสาทหรือบ้าบอเป็นแน่ที่ชีวิตนี้จะมาเจ็บปวดเพราะคนอื่น แต่สำหรับเรียวเฮ...จะเรียกว่าเจ็บปวดเพราะคนอื่นคงไม่ใช่ แต่เจ็บปวดเพราะตัวเองอีกทั้งยังทำให้คนอื่นเจ็บปวดเพราะตัวเองอีกด้วย ทำไมช่างเป็นคนเลวเช่นนี้นะเรียวเฮ



ช่วงเวลาที่ผ่านไปเพียงอาทิตย์ ท่านอาจารย์ของท่านชายน้อยกลับคืนสู่ปราสาทจิบะ นายหญิงแห่งจิบะท่านก็สงสัยเป็นหนักหนาว่าท่านชายของท่านเป็นอะไรถึงได้เงียบลงมากขนาดนี้ แม้ยามลงไปให้อาหารเพื่อนฝูงที่แหวกว่ายอยู่ในสระน้ำที่ศาลาท่านชายเรียวเฮก็มิได้ร่าเริงแจ่มใสเหมือนที่เคยเป็น



“เป็นอะไรหรือเจ้าคะท่านชาย...เหตุใดถึงทำสีหน้าอย่างนั้นเล่าลูก” ใบหน้าสวยใสเงยขึ้นมองมือที่ลูบลงบนกลุ่มผมนุ่มก่อนที่ผู้หญิงที่อ่อนโยนที่สุดในโลกสำหรับเรียวเฮจะยอบตัวลงนั่งไม่ไกลกัน รั้งเอาไหล่บอบบางไม่แพ้ตัวเองมาโอบกอดเอาไว้



“ท่านแม่...ออกมาทำอะไรหรือขอรับ อากาศชื้นนักเดี๋ยวท่านแม่จะไม่สบายเอานะขอรับ”



“ห่วงแต่แม่ ตัวท่านชายเองเถิดออกมาทำอะไรใกล้ค่ำอย่างนี้ไม่คิดว่าแม่จะเป็นห่วงบ้างหรืออย่างไร” ปลายจมูกโด่งแตะที่ข้างแก้มมารดาอย่างออดอ้อนกับคำต่อว่านั้นอย่างน่ารักเรียกรอยยิ้มทั้งจากมารดาและตัวเองได้ดีเป็นอย่างยิ่ง



“คราวนี้บอกแม่ได้หรือยังว่าตั้งแต่กลับจากทาจิบานะ เจ้าเหนื่อยกับการสอนท่านชายเคตะมากถึงเพียงนี้เชียวหรือลูก?” เหมือนว่าชื่อที่เอ่ยออกมานั่นจะทำให้เรียวเฮนิ่งไปได้เป็นครู่ก่อนจะเบนสายตาหลบคนถามไปทิ้งไว้ที่สายน้ำนิ่งสงบ ไมมีแววตาอื่นใดแอบแฝงเร้นไว้อีก



“ไม่มีอะไรเลยขอรับท่านแม่ ข้าสบายดีทุกอย่างร่างกายของข้ายังแข็งแรงดีเหมือนเช่นเคย ไม่มีสิ่งใดมาทำให้เหนื่อยอ่อนได้เลยขอรับ” ตอบทั้งที่ยังมองอยู่ที่กระแสธารานั้นอย่างผิดสังเกต



“อย่างนั้นแม่ก็เบาใจ เห็นลูกสบายดีก็ดีแล้ว แต่ได้ข่าวมาว่าทางโน้นท่านชายคนเล็กก็หายแสบลงไปเยอะ เข้าโรงเรียนฝึกหน่วยทหารราชองครักษ์แล้วก็นิ่งขรึมเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะเชียว ท่านลุงฝากคำชมมาถึงเจ้าด้วยนะ ว่าทำให้ลูกชายท่านเติบใหญ่ได้ถึงเพียงนั้นในเวลาเพียงปีกว่าเท่านั้น...”



“ขอรับ” เรียวเฮยังฟังคำมารดาต่อไปทั้งที่ยังอยู่ในอ้อมกอดของมารดาอย่างนั้น



“อีกปีเดียวท่านชายเคตะก็จะเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าราชองครักษ์ในเพลาที่อายุครบสิบแปด ท่านชายคงเก่งกาจน่าดูเจ้าว่าอย่างนั้นหรือไม่ท่านอาจารย์...หืมม์” เรียวเฮเงยขึ้นสบสายตามารดาอีกครั้งเมื่อเสียงลงท้ายประโยคสูงขึ้น แต่ก็ทำได้เพียงยิ้มรับบางๆ



“ท่านชายเป็นเด็กฉลาดและเก่งขอรับ ท่านชายจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับผิดชอบให้ดีได้เป็นแน่ ข้ามั่นใจอย่างนั้น”



เรียวเฮไม่ได้ปด เรียวเฮยินดีและดีใจที่ทำให้ท่านชายเติบใหญ่ได้ถึงเพียงนั้น แต่ก็ไม่แปลกเพราะตัวเรียวเฮเองก็เป็นคนที่ได้ชื่อว่าดึงความสามารถของคนออกมาได้เก่งนัก การที่จะสอนให้ท่านชายที่ปราดเปรื่องอยู่แล้วเป็นราชองครักษ์อันดับหนึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย ลูกศิษย์ได้ดีก็สมควรจะดีใจ แต่อาการดีใจที่ปรากฏครั้งใดมันก็ไม่เท่าครั้งนี้ ที่ในใจมันสะเทือนสะท้านไหวไปทั้งอก เหมือนมวลอากาศในท้องมันกดดันให้วูบโหวงอย่างประหลาด ปลายเท้าเหมือนจะไม่ติดอยู่กับพื้น เข่าพาลจะอ่อนไร้เรียวแรงอย่างประหลาด อาการบ้าๆ อย่างนี้ คิดกับตัวเองแล้วก็ขมวดหัวคิ้วจนมุ่นยุ่งเหยิงก่อนจะทอดถอนลมหายใจออกมาหนักๆ ริมฝีปากแดงถูกเม้มแล้วเม้มอีก ตัดสินใจแล้วว่าจะพยายามให้ถึงที่สุดที่จะปัดความคำนึงถึงท่านชายคนเล็กแห่งทาจิบานะ ที่ก่อนเรียวเฮจะจากมาได้กล่าวหาด้วยวาจาและสายตาว่าเรียวเฮคือคนผิดและก็เป็นเพราะการกระทำของอาจารย์คนนี้ด้วย ที่ทำให้ท่านชายเลือกที่จะให้คำว่าภาระของเรียวเฮหมดไปในวันนั้นทันที



ร่างเล็กลุกขึ้นยืนพลางพยุงร่างของมารดาให้ยืนขึ้นพร้อมกันก่อนจะเรียกสาวใช้ที่เดินผ่านให้พามารดาตนไปส่งในห้องรับมื้อเย็น



“เดี๋ยวข้าตามไปขอรับ อากาศเย็นแล้วท่านแม่เข้าในด้านในก่อนเถิดขอรับ”



“รีบตามไปนะลูก พักนี้ท่านพ่องานแยะนัก แม่รับข้าวเย็นคนเดียวบ่อยๆ เหงาแย่”




“ขอรับ...ข้าจะรีบตามไปขอรับ” มองส่งจนมารดาหลุดจากครองสายตาไปแล้วจึงได้พิงกายกับต้นไม้ใหญ่อย่างที่ชอบทำ เสียงถอนหายใจดังขึ้นจนเรียวเฮยังนึกรำคาญตัวเอง คิดได้อย่างนั้นถึงได้หยุดทุกสิ่งลง แม้ว่าจะฝืนใจ...แต่เรียวเฮก็จะทำ เพราะถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปใครๆ ก็คงต้องเป็นห่วง ตัวทางฝั่งโน้นก็คงไม่ได้คิดมากเรื่องเขาแต่อย่างใด เพราะฟังจากที่ท่านแม่เล่า...ท่านชายเคตะก็อยู่ดีมีสุข และร่ำเรียนวิชาทหารได้อย่างดีไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องราวของเขาทั้งสองในช่วงเวลาภายในปราสาททาจิบานะให้มาบั่นทอน ในเมื่อทางนั้นเขาลืมได้ เรียวเฮก็พร้อมเช่นกันที่จะทำเป็นลืม



...........................................



..........................



เวลานับผ่านเดือนผ่านปีจนความรู้สึกต่างๆ ที่เพียรเก็บไว้ในใจมันถูกซ่อนลึก แต่ก็ไม่เคยที่จะจางหายไปไกลจากความรู้สึกของเรียวเฮเลยสักนิด เวลาเกือบครึ่งปีที่ผ่านมานั้น เรียวเฮกลับมาเป็นเรียวเฮคนเดิมได้ไม่ยาก ทุกวันที่เรียวเฮอยู่ที่ปราสาทจิบะก็จะอ่านตำราพิชัยสงคราม และตำราความรู้ต่างๆ ที่ได้รับจากทหารที่เดินทางไปเจริญสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศตะวันตกอย่างประเทศชิง(ประเทศชิงคือประเทศจีนซึ่งอยู่ฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่นซึ่งเรียกชื่อประเทศตามราชวงศ์ที่ปกครองในสมัยนั้นคือราชวงศ์ชิง) อีกทั้งตำราแพทย์ศาสตร์ และอื่นๆที่สนใจเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้แก่ตนเองในยามที่ว่าง และบางคราวก็จะเข้าวังเพื่อเป็นเพื่อนเล่นเพื่อนคุยกับน้องชายและมีโอกาสได้ถวายความรู้แก่องค์ชายฮิโรกิด้วยเช่นกัน แต่คนหนึ่งที่เรียวเฮไม่ได้พบหน้าคร่าตากันอีกเลยคือท่านชายคนเล็กแห่งทาจิบานะ ท่านคงโกรธเคืองเรียวเฮมากขนาดที่ว่าแม้แต่หน้าก็ยังมิให้พบ มิรู้ว่าท่านเป็นเช่นไร จะสุขสบายดีหรือไม่ หรือหมายปองท่านหญิงตระกูลไหนไว้บ้างหรือยัง เมื่อคิดถึงเรื่องนี้คราใดใจมันก็ยิ่งขุ่นมัวจนต้องหาอะไรทำเป็นการขจัดความมัวหมองในใจตนที่คอยจะริษยาท่านหญิงเหล่านั้น เพียงเพราะพวกท่านเป็นท่านหญิง มิใช่ท่านชายจิบะอย่างเขา



วันนี้เป็นวันที่เรียวเฮอยู่บ้านหลังจากศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเองเสร็จสรรพบ่าวจึงได้ไปตามที่ห้องอ่านหนังสือว่าถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว เมื่อเดินออกมาถึงหอหน้าก็พบว่าบิดาได้กลับมาถึงเรือนพอดี




สีหน้าของผู้เป็นบิดาครุ่นคิดหนักจนอดปากถามไม่ได้ กล่าวทักทายและพูดคุยกันมาจนถึงห้องรับอาหาร บานเลื่อนประตูเปิดออกทำให้เห็น
ได้ว่าสำรับอาหารถูกจัดวางอย่างประณีต ฝีมือนายหญิงแห่งจิบะทั้งสิ้นทำให้บุรุษทั้งสองที่เพิ่งเข้ามายิ้มรับมื้ออาหารน่าอร่อยนั่นอย่างยินดี



“งานเหนื่อยไหมเจ้าคะท่านพี่” คำถามเอื้อเฟื้อพร้อมกับมือบางที่ยกขึ้นรั้งไหล่เสื้อคลุมที่ปักตราตระกูลที่ปรึกษาและตราประจำตำแหน่งที่ปรึกษาข้าราชการในพระองค์ออกส่งให้บ่าวอีกทีหนึ่ง ภาพที่เรียวเฮเห็นเมื่อไรก็ยิ้มได้เสมอกับความอบอุ่นภายในครอบครัว



“ช่วงนี้งานยุ่งมาก บ้านเมืองไม่ค่อยสงบสุข องค์จักรพรรดิก็ประชวร พระวรกายไม่ค่อยสู้ดีนักเลยทรงมีรับสั่งให้ขุนนางผู้ใหญ่อยู่ถวายคำ
ปรึกษาบ่อยกว่าเดิม การเดินทางค่อนข้างลำบากนัก แต่ได้กลับบ้านมาแล้วเจอทั้งลูกชายและภรรยารออยู่อย่างนี้มันก็หายเหนื่อยไปเยอะเลยนะน้องหญิง”



“เรียวเฮ ว่างหรือไม่ลูก?” ดวงตาสวยเหลือบมามองทางคนพูดทั้งที่ถ้วยชาใบเล็กยังอยู่ในมือ ความสงสัยที่ถูกส่งผ่านทำให้นายท่านได้อธิบายเพิ่มเติมในข้อสงสัยนั้น



“ว่างขอรับ ท่านพ่อมีธุระอันใดให้ข้าต้องช่วยเหลือหรือขอรับ?”



“พ่ออยากจะขอเวลาเจ้าสักหน่อย คงได้ใช่ไหม?” ใบหน้าใสพยักรับสองสามครั้งก่อนจะวางถ้วยชาลง เมื่อเห็นว่าร่างของมารดาพ้นกรอบบานประตูไปแล้วจึงได้เริ่มบทสนทนากันขั้นกับบิดาตน



“สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างหรือขอรับท่านพ่อ?” อันที่จริงก็ไม่แปลกหากว่าเรียวเฮจะอยู่แต่ในปราสาทจิบะแต่รู้ทุกเรื่องราวให้บิดาไม่ต้องสงสัยอะไรสายข่าวของเรียวเฮ อาจจะดีกว่าข่าวกรองของกองทัพเสียอีกกระมัง



“ตอนนี้ไดเมียวทางใต้ได้หยุดส่งบรรณาการและไม่มาเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิ อาจเป็นเพราะข่าวที่พระองค์ท่านประชวรหนักด้วยกระมังเมืองใต้ถึงได้กล้าแข็งข้อเช่นนี้” หัวคิ้วขมวดมุ่นของนายท่านทำให้เรียวเฮต้องคิดตามคำพูดที่ท่านพ่อกล่าวเล่าให้ฟัง



“ไม่น่าเป็นไปได้นะขอรับ เพราะแค่เรื่ององค์จักรพรรดิทรงประชวรไม่น่าจะทำให้เกิดเรื่องราวมากมายขนาดนี้...”



“เรื่องนั้นพ่อรู้ เรื่ององค์จักรพรรดิไม่ได้เป็นเหตุผลที่จะทำให้เกิดกบฏได้เลย เพียงแต่จักรพรรดิองค์ต่อไปต่างหากเล่าที่น่าเป็นห่วง องค์ชายฮิโรกิที่รักสันติและการครองราชย์อย่างสงบดังที่พระองค์เคยตรัสไว้ก่อนหน้านี้อย่างไรเล่า นั่นคือเหตุผลเรียวเฮ”



“แล้วอากิระว่าอย่างไรบ้างขอรับ?”




“น้องเจ้าเสนอให้แต่งตั้งท่านชายฮิโรกิเป็นองค์จักรพรรดิให้เร็วที่สุด...”




“นั่นเป็นความเห็นเดียวที่ข้าคิดเอาไว้ขอรับท่านพ่อ” แน่นอนว่าที่ท่านพ่อเงียบไปแบบนี้เป็นเพราะว่าขุนนางเก่าแก่หัวโบราณที่มองว่าเป็นการหมิ่นเกียรติองค์จักรพรรดิองค์ปัจจุบัน แต่สถานการณ์ที่ไดเมียวหัวเมืองด้านนอกทุกหัวเมืองที่พร้อมจะก่อกบฏจากการยุยงของหัวเมืองใต้ได้นั้น ไม่ปลอดภัยต่อการปกครองทั้งสิ้น หากเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพราะองค์จักรพรรดิองค์ปัจจุบัน องค์จักรพรรดิองค์ใหม่ก็ควรจะขึ้นครองราชย์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะหากองค์จักรพรรดิองค์ปัจจุบันสวรรคตแล้วนั้น เหตุการณ์วุ่นวายมากมายคงตามมาเป็นแน่!!



“พ่อจะแจ้งสภาที่ปรึกษาส่วนพระองค์อีกครั้งหนึ่งในวันพรุ่ง หากเป็นไปได้พ่ออยากให้เจ้าติดตามไปด้วย เจ้าสะดวกหรือไม่?”



“ขอรับท่านพ่อ มีเรื่องใดบ้างหรือไม่ที่ข้าต้องเตรียมตัวรับมือเป็นพิเศษ?”



“นอกจากพิธีราชาภิเษกแล้วนั้น พ่อไม่เห็นว่ามีอะไรที่จะสำคัญไปกว่า...การแต่งตั้งหัวหน้าราชองครักษ์ ท่านชายเคตะจะต้องเข้าพิธีรับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าราชองครักษ์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เรื่องที่พ่อต้องการให้เจ้าช่วยเหลือก็มีเพียงเท่านี้ แล้วจะอย่างไร...อนาคตอันใกล้คงบอกเราเองว่าสิ่งใดที่ควรทำ”



“ขอรับ...ท่านพ่อ”



................................



...............



ค่ายฝึกทหาราชองครักษ์




เสียงตีรันฟันแทงของดาบยาวที่คมกริบดังขึ้นไม่ขาดสายก่อนจะหยุดเงียบลงเมื่อมีผู้มาเยือนกะทันหัน แต่เสียงหนึ่งยังคงดังต่อเนื่องไม่หยุด เสียงดาบเหล็กชั้นดีที่ตีขึ้นรูปจนเงา ความยาวสี่ศอกของมันบ่งบอกถึงตำแหน่งเจ้าของมันได้ดีว่ามียศฐาสูงส่งถึงขั้นหัวหน้าราชองครักษ์ในอนาคต และยังคงฟาดฟันกับหุ่นที่ถูกตั้งไว้ตรงหน้าอย่างมุ่งมั่น ไม่ได้สนใจเสียงรอบข้างที่เงียบไป จนเมื่อผู้มาเยือนย่างเข้าไปใกล้ให้รู้สึกถึงการมาเยือนในครั้งนี้



“อรุณสวัสดิ์...ท่านชายเคตะ”



ร่างสูงไม่ได้ยอบตัวลงทำความเคารพอย่างที่ผู้อื่นคนอื่นเขากระทำต่อผู้ที่จะสืบทอดตำแหน่งองค์จักรพรรดิในอนาคต



“อรุณสวัสดิ์...ท่านชายเคตะ”



ด้วยยศฐาที่เปลี่ยนแปลงไป จากพระสหายสนิทของท่านชายฮิโรกิ บัดนี้การเปลี่ยนแปลงในหน้าที่และสถานภาพทำให้ท่านชายคนเล็กแห่งทาจิบานะที่ถูกส่งเข้ารับการฝึกฝนที่โรงเรียนนายทหารราชองครักษ์เพื่อเข้ารับราชการในตำแหน่งหัวหน้าราชองครักษ์ดังที่ต้นตระกูลได้ปฏิบัติหน้าที่นี้ตามพระราชโองการมอบหมายมาเป็นเวลานาน



ร่างสูงใหญ่กำยำชี้ปลายดาบลงกับพื้นดินก่อนจะชันเข่าข้างหนึ่งแลว้นั่งลงบนส้นเท้าเพื่อแสดงความเคารพสูงสุดแด่ท่านชายรัชทายาทด้วยการค้อมศีรษะให้อย่างนอบน้อม



“ท่านชายรัชทายาทมีกิจอันใดให้ข้ารับใช้หรือขอรับ?” เงยหน้าขึ้นเพื่อนสบสายตา พระองค์ซึ่งเคยเป็นองค์สหายกันแต่ครั้งเก่าก่อนเลิกคิ้วมองลงมาแสดงความสงสัยไม่ปิดบัง



“ต้องมีธุระเท่านั้นหรือ? ข้าถึงจะมาหาสหายข้าได้ท่านชายเคตะ” ท่านชายสูงศักดิ์ไม่คิดจะแบกเอาตำแหน่งหน้าที่ไว้บ่นบ่าตลอดเวลา เวลาที่ควรจะได้รับเพื่อผ่อนคลายเป็นสิ่งที่ท่านชายต้องการมากที่สุด แต่เมื่อได้มาพบหน้าคร่าตาสหายสนิทแล้วก็ทำให้คิดได้ว่า...คนที่ควรจะได้ผ่อนคลายหาใช่ตัวท่านชายรัชทายาทแม้แต่น้อย...กลับเป็นว่าที่หัวหน้าราชองครักษ์ประจำพระองค์อย่างทาจิบานะ เคตะคนนี้เสีย



“ขอประทานอภัย ตัวข้านั้นมิได้ต้องการจะล่วงเกินท่านชายแต่ประการใด หากท่านชายมีประสงค์อันใดขอเพียงพระองค์ตรัส ข้าพร้อมที่จะปฎิบัติหน้าที่เพื่อพระองค์ทุกครา”



คำตอบที่ได้รับทำให้ท่านชายฮิโรกิมั่นใจในตัวท่านชายเคตะมากขึ้นกว่าเดิมจนกลายเป็นเชื่อมั่นในตัวเคตะว่าจะสามารถอยู่เคียงข้างเพื่อพระองค์ได้อย่างแน่นอน แต่ที่ขัดพระทัยมากที่สุดเห็นจะเป็นความจงรักภักดีที่ถวายให้ทูลเกล้าฯ หากเป็นความภักดีภายใต้สีหน้าที่ยินดีแม้จะติดเคร่งขรึมอยู่บ้างท่านชายรัชทายาทคงไม่ถอนพระทัยแล้วเดินเรื่อยไปนั่งบนแคร่ที่อยู่ไม่ไกลจากโรงฝึกด้วยขนงนิ่วน้อยๆ อย่างเช่นตอนนี้



“ท่านก็แปลกนักท่านชายเคตะ” ท่านชายรัชทายาททอดเนตรมองหน่วยทหารองครักษ์ที่กำลังฝึกฝนกันอย่างหนักหน่วงเพื่อภาระหน้าที่ของตนแต่ก็ยังตรัสเรื่อยๆ กับว่าที่หัวหน้าราชองครักษ์ที่เดินไปนั่งข้างกันโดยที่พระองค์ไม่ถือศักดิ์ ในเมื่อเป็นสหายกันจะถือศักดิ์ให้หนักบ่าไปทำไม



“แปลกอย่างไรหรือขอรับ?” น้ำเสียงที่เคยร่าเริงและสนุกสนานขรึมและเข้มขึ้นกว่าเดิมหลายเท่านัก ท่านชายฮิโรกิยังแย้มสรวลรับคำถามของพระสหายสนิทเหมือนเคย




“แปลกตรงที่...ท่านเคยยินดีที่ได้ซ้อมได้ฝึก แต่ครานี้ข้าเห็นท่านไม่ยินดีใคร่ฝึกกับคนพวกนี้เลย...ทำไมหรือ?”



“เพราะคนพวกนี้จะต้องถูกข้าฝึกต่างหากขอรับ มิใช่คนที่ข้าจะมาซ้อมด้วยฝีมือทหารราชองครักษ์แค่นี้จะปกป้องพระองค์ได้อย่างไรกัน ท่านชายไม่คิดอย่างข้าหรือ” สายตาเด็ดเดี่ยวมองไปที่กลุ่มชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่ที่กำลังฝึกซ้อมการใช้อาวุธในหลากหลายรูปแบบอย่างใช้ความคิด



“อย่างนั้นหรือ ก็คงจริงกระมังแต่คนฝึกราชองครักษ์คนเดิมของข้าหายตัวไปเสียนี่ คราแรกว่าจะไปสอนท่านชายตระกูลใหญ่โตแต่มาตอนนี้ท่านจิบะ เรียวเฮ อดีตพระอาจารย์ของข้าหายเข้ากลีบเมฆไปอยู่ที่ใดหารู้ไม่ ข่าวล่าสุดเห็นว่าไปอยู่ที่หัวเมืองด้านใต้บ้าง อยู่ในตำหนักของจะบะบ้างท่านพอจะรู้ข่าวบ้างหรือไม่ท่านชาย? เฮ้อ อย่างนี้แล้วทหารข้าอ่อนแอ...จะโทษใครดีหนอ?”



ถ้าไม่ติดที่ว่าคนเอ่ยประโยคเมื่อครู่เป็นท่านชายรัชทายาทท่านชายเคตะคงหันไปกระทำการอันใดสักข้อที่เป็นการเรียกได้ว่าทำร้ายร่างกายให้ถึงแก่อาการเจ็บสาหัสของคนพูดเลยทีเดียว แต่ ณ เวลานี้ ปัจจัยหลายด้านทำให้ท่านชายเคตะได้เพียงแต่หันไปมองคล้ายจะโกรธเคือง แต่ก็ยังคงได้รับคำตอบเป็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเบาบางจากท่านชายฮิโรกิอยู่ดี



“ตกลงว่าอย่างไร?” ท่านชายฮิโรกิหันมาถามสหายตั้งแต่วัยเด็กที่เล่นซนมาด้วยกันอีกครั้ง ก่อนที่ท่านชายเคตะจะตอบคำถามด้วยการลุกขึ้นเดินนำท่านชายไปบนเรือนหลังใหญ่ที่ไม่มีใครนั่งอยู่ เพราะเป็นพื้นที่สำหรับการประทับเยือนขององค์จักรพรรดิและเชื้อพระวงษ์



สีหน้าของท่านว่าที่หัวหน้าราชองครักษ์เครียดขึ้นอีกระดับแต่ท่านชายรัชทายาทก็ยังคงสีหน้าเดิมไว้ไม่เปลี่ยนแปลง



“องค์จักรพรรดิเป็นอย่างไรบ้าง...ท่านชาย” ทาจิบานะ เคตะคล้ายได้ยินเสียงทอดถอนพระทัยเบาบางจากองค์รัชทายาทแล้วก็ให้มุ่นคิ้วหนักขึ้น แต่พระองค์ก็ยังแย้มสรวลเหมือนเป็นเรื่องเบาบางไม่หนักหนาอะไรจนในหลายคราที่ท่านชายเคตะก็สงสัยว่าท่านยังยิ้มรื่นอยู่ได้อย่างไร ท่านชายฮิโรกิก็ตอบกลับให้คนเป็นองครักษ์กลัดกลุ้มน้อยลงได้ระดับหนึ่งว่า แสดงออกไปก็ใช่ว่าอะไรจะดีขึ้น


-ยิ้มรับกับปัญหาที่เกิดแล้วหาทางแก้คงดีกว่า...ท่านอาจารย์ข้าสอนมาดีใช่หรือไม่?- ท่านชายเคตะเลยถามกลับว่าใครคือพระอาจารย์อย่างนั้นหรือ ช่างมีความคิดที่หลักแหลมเสียจริง พอพระองค์ประทานคำตอบให้เคตะก็ต้องเบือนหน้าหนี ...จิบะ เรียวเฮ... อีกแล้วอย่างนั้นหรือ



“ท่านพ่ออาการทรุดหนักลง ทางจิบะส่งสาสน์มาถึงสภาที่ปรึกษาส่วนพระองค์จะให้มีพิธีราชาภิเษกเร็วที่สุด...แล้วท่านก็คงต้องเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าราชองครักษ์เร็วที่สุดอีกเช่นกันเคตะ...”



ท่านชายเคตะพยักหน้ารับอย่างไม่เกรงจะเป็นการหมิ่นเบื้องสูง ท่านชายฮิโรกิเองก็มิได้ถือความอะไรที่จะคุยกับสหายสนิทแบบธรรมดาไม่มีพิธีรีตองอะไรอย่างที่เคยทำอยู่ทุกวัน



“แล้วใครเป็นคนจัดพิธีหรือขอรับ?” ท่านชายรัชทายาทเลิกคิ้วอย่างสงสัยใครรู้ยิ่งนัก เมื่อพระสหายสนิทที่ไม่เคยสนใจสิ่งใดนอกไปจากตัวเองและคนรอบกาย กับถามถึงบุคคลที่จะเข้ามาจัดการเรื่องพิธีมากมายที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ แต่พระองค์แย้มโอษฐ์ยิ้มบางเบาก่อนจะไขข้อข้องใจให้อีกฝ่ายได้รู้



“ข้า...ยังไม่รู้เหมือนกันท่านชาย แต่ที่แน่นอนคือทางจิบะเป็นผู้จัดการเรื่องงานพระราชพิธีทั้งหมดภายในราชสำนัก ข้ารู้ก็เพียงเท่านี้ ท่านอยากให้ใครเป็นคนจัดการหรือไม่เล่า ข้าจะสั่งให้คนไปบอกทางจิบะให้”



“อย่าเลยขอรับท่าน ข้ามิบังอาจออกคำสั่งกับท่านชายรัชทายาทหรอกขอรับ หัวขาดเมื่อใดไม่รู้ตัว ข้ายังไม่อยากอายุสั้นนักหรอกขอรับ” ท่านชายเคตะไม่ได้เอ่ยคำตอบที่ต้องการให้ท่านชายฮิโรกิ เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังสนุกสนานที่ได้เป็นฝ่ายหยอดเล็กหยอดน้อยอย่างนึกสนุก



“ถ้ากิจของท่านชายลุล่วงแล้วข้าขอให้ท่านกลับเข้าพระตำหนักเถอดขอรับ ข้าจะไปส่ง” ร่างสูงสองร่างยืนขึ้นพร้อมกันแล้วก้าวเดินด้วยจังหวะส่มำเสมอไปตามทางที่ทอดยาวเข้าสู่อาณาเขตของพระราชฐาน



ก่อนที่ท่านชายฮิโรกิจะก้ามผ่านประตูบานใหญ่ซึ่งเป็นส่วนกันเขตชั้นในกับชั้นนอกเอาไว้ เสียงฝีเท้าม้าที่ควบมาด้วยความเร็วระดับสูงสำหรับพื้นที่ภายในเป็นอย่างมาก สัญชาติญาณการระวังตัวขององครักษ์หนุ่มทำให้ร่างใหญ่เอาตัวเข้าบังร่างขององค์รัชทายาทก่อนจะชักดาบคมกริบออกจากฝักแล้วชี้ตรงไปยังผู้มาเยือนพร้อมอาชาสีขาวสะอาดจนผู้อยุ่บนหลังม้าต้องดึงบังเหียนแน่นมือให้สัตว์คู่กายตัวนี้หยุดก่อนจะโดนปลายดาบคมกริบ



“เขตพระราชฐานชั้นใน ใยเจ้าถึงควบม้าด้วยความเร็วเช่นนี้ หากองค์รัชทายาทเป็นอะไรไปเจ้าจะทำเยี่ยงไร?” น้ำเสียงเข้มดุเกินกว่าที่จะนึกถึงได้ว่านั่นคือเสียงของคนที่ไม่ได้พบหน้าคร่าตากันมานับปี ใบหน้าคมคร้ามดุดันที่มีเค้ามาตั้งแต่เด็ก ดวงตากร้าวมองตรงอย่างไม่ละสายตาจากบุคคลที่อยู่ในชุดประจำตระกูลสำน้ำเงินเข้ม หมวกที่ถูกสวมพร้อมผ้าที่ปกปิดใบหน้าส่วนที่เหลือยกเว้ยดวงตาเรียวสวยไว้ สายตาตำหนิจากท่านชายแห่งทาจิบานะยังไม่ได้ลดลงจนคนบนหลังม้าต้องลงมายืนทำความเคารพ



มือขาวจัดดึงรั้งเอาผ้าที่ปิดใบหน้าออกก่อนจะถอดหมวกสานออกอีกครั้งหนึ่ง ปลายดาบแหลมคมจังคงชี้อยู่ที่ใบหน้าเล็ก สายตาดุกร้าวมองอย่างไม่ไว้หน้าถึงความผิด



“จิบะ เรียวเฮ ขอประทานอภัยท่านชายรัชทายาทและขออภัยท่านชายเคตะด้วยขอรับที่ไม่ได้ระวังในเขตชั้นใน” สองเข่าวางลงบนพื้นดินกรานศิระเพื่อทำความเคารพแด่องค์ชายก่อนจะลุกขึ้นเพื่อกล่าวถึงความรีบร้อนที่เป็นประเด็นให้เกิดเรื่องราวในครั้งนี้



“ข้าขออภัยท่านชายจากใจจริง...เพราะอย่างนั้นท่านลดดาบลงเถิด ข้ามิได้มีเจตนาจะทำร้ายใคร เพียงแต่ข้าได้รับสาสน์จากม้าเร็วของท่านพ่อให้มาที่นี่เร็วที่สุด” น้ำเสียงอ่อนเบา เรียบเรื่อยเหมือนไม่มีความรู้สึกอื่นใดแฝงไว้ทำให้เคตะยิ่งกำดาบในมือแน่นขึ้นก่อนจะสอดมันลงไปในฝักดังเดิม




ดวงตาเรียวไหวระริกยามที่มันมองสบกับเจ้าของหน่วยตาคมเข้มดุดันที่มองมาไม่ละแม้เพียงเสี้ยววินาที




“มีเรื่องด่วนอะไรหรือเรียวเฮ ทำไมอากิระไม่เห็นไปตามข้าเลย” เมื่อท่านชายรัชทายาทเห็นว่าอาจจะเป็นการทำสงครามประสาทด้วยความเงียบก็เป็นได้ ท่านชายเลยยินดีที่จะยื่นหัตถ์เข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ก่อนที่จะมีใครถูกศรรักทำลายลง ณ ตรงนี้



“หัวเมืองทางใต้กำลังแข็งข้ออย่างมาก และที่ประชุมเห็นว่าอาจจะต้องส่งคนจากเมืองหลวงไปช่วยทางโน้นขอรับ” ท่านชายฮิโรกิรับคำบอกเล่าจากร่างเล็กตรงหน้าก่อนจะตรัสให้ราชองครักษ์เข้าร่วมในการประชุมครั้งนี้ด้วย


.


.


.


เรื่องสำคัญของการประชุมคือประเด็นที่ว่าด้วยการแข็งข้อของเมืองทางใต้ โดยได้ข้อตกลงว่าจะจิบะ เรียวเฮแม่ทัพจากกองกำลังเสริมทนำกำลังรุดลงใต้ไปในเร็ววัน


ร่างบางรับอาสาแข็งขันด้วยท่าทางที่ปราดเปรียวและชำนาญงานในสนามรบมากต่อมากแต่คนที่ฟังคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาร่างสูงใหญ่ที่นั่งอยู่ข้างคนออกคำสั่งมุ่นขมวดคิ้วอย่างไม่พึงใจในสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมากนัก ตัวเล็กแค่นั้นให้ไปคนเดียวได้อย่างไร เกิดพลาดท่าเสียทีมิได้ถูกฆ่าหมกป่าอย่างนั้นหรอกหรือ


“จบเรื่องกบฏแล้วข้ามีเรื่องสำคัญอีกข้อที่ต้องการความคิดเห็นจากพวกท่าน เสนาทั้งหลาย...ในฐานะที่ข้ากำลังปฏิบัติหน้าที่แทนองค์จักรพรรดิและมีตำแหน่งเป็นองค์รัชทายาท เรื่องที่ข้าต้องการจะพูดคือว่าที่ราชองครักษ์ของข้า...” เกิดเสียงพุดคุยดังระงมห้องโถงขนาดใหญ่ที่เต็มขนัดไปด้วยขุนนางชั้นผู้ใหญ่และแม่ทัพคนสำคัญมากมายที่บัดนี้ได้หันไปพูดคุยกับคนด้านข้างเพื่อปรึกษาข้อราชการที่เพิ่งได้รับฟังจากองค์รัชทายาท



“เงียบก่อนเถิด ถ้าหากข้าจำไม่ผิดหัวหน้าราชองครักษ์หลังเข้ารับตำแหน่งจะต้องผ่านการฝึกฝนในสนามรบหรือหัวเมืองใดหัวเมืองหนึ่งเป็นระยะเวลาหนึ่งจนกว่าองค์จักรพรรดิจะเห็นชอบให้กลับเข้าวังใช่หรือไม่?” ท่านชายฮิโรกิหยุดคำพูดไว้และได้รับการตอบรับเป็นการที่ร่างของขุนนางในหอประชุมแห่งนี้ค้อมลงรับคำ



“ถ้าอย่างนั้น...ข้าจะขอส่งตัวทาจิบานะ เคตะไปที่หัวเมืองใต้ก่อนเข้ารับตำแหน่งจะเป็นอะไรหรือไม่?” เสียงถ้อยคำปรึกษากันมากมายระงมอยู่ทั่วห้องจนเมื่อท่านชายรัชทายาทยกหัตถ์ขึ้นกลางอากาศเสียงนั้นจึงเงียบลง



“ท่านลุง ท่านมีอะไรจะให้คำปรึกษาแก่ข้าหรือไม่?” สายตาของผู้มีอำนาจที่มิได้มีเพียงอำนาจแต่แฝงไปด้วยเมตตาและคุณธรรมมองตรงไปยังนายท่านแห่งทาจิบานะที่ตอนนี้กำลังสบสายตาอยู่



“ข้าเห็นเป็นการดีที่จะให้เคตะได้พิสูจน์ฝีมือ อีกอย่าง ทั้งเคตะและเรียวเฮเองก็คุ้นเคยกันอยู่มากฝีมือของทั้งสองก็ไม่ได้ด้อยกว่าใคร ข้าเห็นสมควรตามที่องค์รัชทายาทรับสั่งขอรับ” ร่างของขุนนางที่เข้าสู่วัยชราค้อมตัวอีกครั้ง



“ถ้าอย่างนั้นคงไม่มีใครไม่เห็นด้วยใช่หรือไม่ ข้าขอให้ท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพและนำชัยชนะกลับมาเพื่อเข้ารับตำแหน่งแล้วกันนะ สหายข้า” ร่างสูงกำยำค้อมตัวจนติดพื้นรับหัตถ์ที่แตะลงบนไหล่กว้างและคำอวยพรจากเหนือหัว แต่เคตะไม่ได้คิดไปเองหรอกใช่หรือไม่ที่ท่านชายยิ้มให้เหมือนแฝงอะไรไว้สักอย่าง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าเรียบเฉยดังเดิม



“ขอบพระทัยองค์รัชทายาท ข้าขอไปเตรียมตัวเพื่อจะได้เดินทางได้เร็วที่สุด”

.


.


.


หลังที่ประชุมได้ข้อมติที่ชัดเจนและแน่นอนโดยไม่มีใครคัดค้าน ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ต่างแยกย้ายกันเพื่อกลับไปสะสางกิจธุระของตน นายท่านแห่งจิบะที่ยืนรออยู่ด้านหน้าเพื่อพบกับว่าที่ราชองครักษ์ร่างสูงพร้อมด้วยนายท่านแห่งทาจิบานะ



“เคตะ อาขอคุยด้วยสักเดี๋ยว”



“ขอรับท่านอา”



“เรียวเฮอาจจะออกเดินทางก่อน เนื่องจากก่อนจะมาที่นี่ลุงได้แจ้งข่าวให้เขาเตรียมตัวไว้ก่อนแล้ว เรื่องของหลานอาเพิ่งรู้ก็เดี๋ยวนี้ ถ้าอย่างไรตามเรียวเฮไปให้ทันแล้วกันนะ ระวังตัวด้วยอาเป็นห่วงทั้งสองคนมากฝากข่าวให้เรียวเฮด้วยว่าอาอยากให้พวกเจ้าเดินทางให้ถึงหัวเมืองใต้ภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์ เพราะเกรงว่าทางนั้นอาจจะต้านไว้ไม่ไหว”



มือกร้านแตะลงบนบ่าแข็งแรงอย่างฝากความหวังและความเชื่อใจไว้ทั้งหมด



“ดูแลกันด้วยล่ะ ไม่ใช่เด็กแล้วนะเคตะ ตั้งใจหน้าที่ของเจ้าให้ดีที่สุดและพ่อคงจะได้ยินข่าวดีจากเจ้าและเรียวเฮ ถ้าไม่ไหวอย่างไรทางนี้อนุญาตให้พวกเจ้าเรียกกำลังเสริมจากเมืองตะวันตกที่ใกล้ที่สุดแม่ทัพคือคิตามุระให้มาช่วยได้ทันที...ขอให้โชคดี”



การศึกครั้งแรกของลูกชายที่แม้จะเจนจัดในด้านการต่อสู้มากเพียงใด การบริหารกองทัพย่อมไม่ง่ายเหมือนการเข้าปะทะตัวต่อตัวอย่างการฝึกซ้อมเป็นแน่ ความเป็นห่วงย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดาของผู้เป็นบิดา



ท่านชายคนเล็กแห่งทาจิบานะกลับเรือนและใช้เวลาเพียงไม่นานเพื่อเตรียมสัมภาระในการเดินทาง แต่ที่เห็นจะนานกว่าการเตรียมของเหล่านั้นคืออาชาที่จะใช้ในการเดินทาง ดวงใจในอกกว้างเต้นแรงจนเจ็บ ทั้งเกรงว่าจะตามคนตัวเล็กนั่นไม่ทัน ไหนจะการที่จะได้พบหน้ากันอีกครั้งโดยที่อีกคนไม่สามารถเอาการงานมาบังหน้าอย่างที่เป็นได้อีก



แค่นี้ท่านชายก็ใจพองจนคับอกกว้างนี้แล้ว


コンテントヘッダー

Post a comment

Private comment

No title

สนุกมากเลยพึ่งเข้ามาอ่านบอร์ดนี้เป็นครั้งแรกติดใจมากค่ะ
แต่งดีมากๆมาต่อไวๆนะคะอยากรู้ตอนต่อไปว่าจะเป็นไง

No title

อยากอ่านต่อเร็วๆค่ะ รีบแต่งตอนใหม่เร็วๆนะคะ จะรอ
Profile

Author:::shunfeng015::
Welcome to FC2

Latest Entries
Latest Comments
Latest Trackbacks
Monthly Archive
Category
Search Form
RSS
Link
Powered By FC2 BLOG

Let's start blogging!!

Powered by FC2BLOG

Add Friend Form

Add this person to blog friend