
[SF][KR]Stay...I will loving you
Short Ficค่ะ มีสองมีสองตอนจบ
เพราะถ้าลงตอนเดียวดูเหมือนจะยาวไปเอาสองตอนคงไม่สั้นและไม่น่าเกลียดจนเกินไป(มั้งคะ)แหะๆ
ที่จริงเป็นเพลงของวินส์ในอัลบั้ม7th Ave ก็ฟังแล้วรู้สึกดีกับการรอคอยมากขึ้นค่ะ๕๕๕๕๕๕๕
เพราะก่อนหน้านี้เกลียดการรอคอยและการหวังชะมัด ประมาณนี้มั้ง
ตอนนี้ก็อารมณ์ประมาณนี้แหละค่ะ เหงาๆเพราะอยู่คนเดียวเลยเบื่อๆ
งานการมีแต่ไม่ทำ(ใช่เรื่องมั้ยน่ะ?) แต่งฟิคฉลองวันหยุดค่ะ นานๆได้หยุดที
อีกเรื่องพยายามปั่นอยู่ค่ะ ใครจะอ่านฟิคหนูมั่งงงงงงงงง(โวยวายเพื่อ?)
เนื้อเพลงบางส่วนก็เอามาแต่งเลย แต่บางส่วนก็เก็บไว้(ทำไม?)ป่าวค่ะ
แบบว่าก็ดัดแปลงนิดหน่อยให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง เอาล่ะ อ่านเถอะ^^
Stay...I will loving you
ร่มไม้ใหญ่ในสวนสาธารณะริมแม่น้ำเป็นที่นั่งพักอย่างดีสำหรับวันหยุดสุดสัปดาห์อย่าง
นี้ ฤดูหนาวกำลังผ่านพ้น ฤดูใบไม้ผลิที่ก้าวเข้ามาหอบเอาสายลมที่อุ่นขึ้นจากช่วงเวลาก่อนหน้าพัดเอาใบไม้แห้ง
ที่ร่วงกราวลงบนพื้น เก้าอี้เหล็กในสวนร่มรื่นถูกจับจองด้วยร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่ม สายลมอุ่นพัดผ่านพื้นที่นี้อีกครั้งใบเมเปิ้ลแห้งกระดิกตัวครั้งหนึ่งก่อนจะร่วงลงสู่ผืนน้ำตรงหน้า ดวงตาคมมองตามใบไม้ที่งอตัวจากอากาศที่แห้งแล้งและกลายเป็นสีน้ำตาลไหลตัวไปตามสายน้ำตรงหน้า
แสงอาทิตย์สาดส่องให้ผืนน้ำเป็นประกายระยับตา สวยงามไม่ต่างจากวันที่เราจากกัน สามปีแล้วสินะที่เราจากกันโดยไม่แม้แต่จะได้พบหน้า คามคิดถึง ห่วงหา มันร้องก้องอยู่ในใจ อยากไปหาแต่ก็ไม่สามารถทำได้ อยากพบ อยากเจอแต่ก็ไม่ใช่สถานที่ที่เขาจะไปได้เพราะคำว่า “สัญญา”
.
.
.
วงหน้าขาวใสระบายรอยยิ้มเต็มแก้มจนลูกตากลายเป็นขีดเล็ก เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะมันน่าจดจำจนไม่สามารถลืมเลือนได้แม้กาลเวลาจะผ่านไปยาวนานเท่าไร เสียงเล็กยังคงชักชวนให้คุยด้วยความคุ้นเคย เย็นวันหนึ่งในหลายวันที่เราสองคนเดินกลับบ้านด้วยกัน ภาพที่เห็นจนชินตาและเจนใจ หากวันใดไม่ได้เห็นความรู้สึกในอกจะเป็นอย่างไร?
ชุดนักเรียนตัวโคร่งบนกรอบร่างเล็กที่ก้าวเท้านำหน้าคนที่เดินคู่กันมาในระยะไม่ไกล เงาที่ทอดยาวไปเบื้องหน้าแสดงตำแหน่งของดวงอาทิตย์ที่คล้อยต่ำลงในทิศทางตรงข้ามกับทางที่เราสองคนกำลังมุ่งหน้าไป วันสำเร็จการศึกษาที่พิธีเพิ่งจบลงในวันหนึ่งกลางฤดูใบไม้ผลิ ฤดูแห่งการเริ่มต้นในหลายสิ่ง ยอดไม้กำลังแตกสีเขียวให้เห็น เปลี่ยนแปลงจากความแห้งแล้งของสีน้ำตาลแก่เป็นความสดชื่นของสีเขียวอ่อนทดแทน
ผมเส้นเล็กนุ่มปลิวไปตามแรงลมอุ่นที่พัดเข้าปะทะใบหน้า คงทำให้เจ้าตัวถูกใจมากอยู่ถึงยิ้มรับความอบอุ่นนั้นอย่างยินดีด้วยรอยยิ้ม เท้าเล็กที่พาเจ้าของร่างเดินมาเรื่อยจนถึงเก้าอี้ริมน้ำในสวนสาธารณะแล้วหยุดรอจนคนที่เดินตามมาเงียบๆ ก้าวมาถึง
มือเล็กล้วงลงไปในกระเป๋ากางเกงตัวหลวมที่เจ้าตัวมั่นใจหนักหนาว่านี่คือสไตล์ที่เหมาะกับตัวเอง ถึงมันจะโคร่งจนแทบหลุดจากเอวจนเข้าของเอวต้องใช้เข็มขัดหนังเส้นใหญ่คาดจนย่นเกือบไม่เป็นทรงกางเกงแต่ก็ดูไม่เลวทีเดียวในสายตาคนอื่น มือเล็กแบออกพร้อมกับรอยยิ้มเต็มแก้ม สร้อยสีเงินวาวกับจี้ที่ถูกปล่อยลงมาจากมือเล็กที่ชูกำปั้นขึ้นสูงระดับใบหน้า ต่อสายตากับคนตัวสูงแล้วยิ้มกับความสงสัยจึงเลิกคิ้วเป็นคำถาม
“เรียนจบแล้วนะเคตะ” รอยยิ้มที่อบอุ่นไม่แพ้สายลมที่หอบตัวผ่านร่างไปจนชายเสื้อสะบัดถูกส่งมาให้เหมือนทุกครั้ง ได้รับจนคิดถึงความอ้างว้างไม่ออกในคราที่วันใดจะขาดมันไป
“ของขวัญสำหรับคนสำคัญในวันสำคัญ...ผีเสื้อคือความมีอิสระ เคตะจะบินไปที่ไหนก็ได้ ยินดีด้วยนะ” มือเล็กวางมือลงบนนิ้วเรียวยาวที่กุมทับเอาสร้อยเส้นนั้นไว้ ก่อนจะสำทับด้วยริมฝีปากนิ่มอุ่น เจ้าของสร้อยผละไปนั่งที่เก้าอี้ริมน้ำ ใบหน้าเล็กเงยรับแสงแดดและสายลมที่พากันพาดทับบนเรือนร่างสวยงามเกินจะห้ามใจไหว ขายาวพาเจ้าของเรือนร่างสูงใหญ่ก้ามานั่งลงข้างคนที่เงยหน้าพิงพนักเก้าอี้แล้วหลับตาพริ้ม ปากอุ่นแต้มลงบนกลีบปากสีสวยเบาๆ ให้อีกคนได้ตอบรับเพียงแผ่นผ่านก่อนจะเปิดเปลือกตาขึ้นมายิ้มให้
“ยินดีเช่นกัน” เสียงทุ้มกระซิบแผ่วอยู่ข้างหูให้คนตัวเล็กขยับเข้ามาอิงศีรษะบนไหล่กว้างอย่างที่ชอบทำ
“ของขวัญให้ฉันมีแค่นี้เองหรือ?” ดวงตากลมฉายแววซุกซนและรอยยิ้มถามอย่างนึกสนุกเหมือนเช่นเคย แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำจนกลายเป็นเคยชินก็เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเพื่อนสองคนก็เท่านั้น ความสัมพันธ์ที่มีไว้คั่นกลางระหว่างเรา
“มีอีก...” ใบหน้าสวยเอียงเล็กน้อยด้วยความสงสัย ลูกแก้วสีอ่อนสะท้อนทั้งแสงอาทิตย์ยามเย็นและภาพของผู้ชายคนหนึ่งตรงหน้า ผิวสีเข้มของผู้ชายตัวโตดูจะร้อนและเข้มขึ้นกว่าเดิม อาย...? คิ้วเรียวเลิกขึ้นอย่างลุ้นระทึกว่าประโยคที่จะหลุดจากปากสีสดคู่นั้นคืออะไร ใบหน้าคมยิ่งสีจัดขึ้นเมื่อความเงียบปกคลุมพื้นที่เพราะคนตัวเล็กจ้องเอาๆ จนหายใจแทบไม่ออก ไม่รู้ว่าคำที่จะพูดมันถึงเวลาแล้วหรือยัง ไม่รู้ว่าที่เคยบอกเอาไว้มันถึงเวลาของความสำเร็จแล้วหรือยัง แต่ ณ ตอนนี้ หลายปีที่ผ่านมามันคงทำให้อะไรในใจแน่ชัดจนไม่อาจเก็บไว้ได้อีกต่อไป คำว่า “เพื่อน” ดูเหมือนจะไม่เพียงพออีกต่อไป ในที่สุดก็ตัดสินใจพูดความรู้สึกเพื่อให้อีกคนรับรู้
“ฉัน...ชอบนาย” ดวงตาคมหรุบลงมองเพียงปลายนิ้วสีเรื่อที่วางอยู่บนหน้าตักเจ้าของ “คบกันเถอะ”
ร่างเล็กสูดเอาอากาศที่ยังคงไอความเย็นอยู่บางเบาเข้าปอดจนสุด ก่อนจะยิ้มให้อย่างเคย ยิ้มที่เคตะรู้ว่าคนตรงหน้าคงมีความรู้สึกไม่ต่างกัน รอยยิ้มที่แสนสวยงามฉาบทับด้วยแสงสีทองของดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า แต่คำตอบก็ยังคงเป็นสิ่งที่เขากลัว เขาไม่เคยนึกชอบเวลาที่เรียวเฮยิ้มเหมือนกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่างเช่นในตอนนี้แม้แต่ครั้งเดียว มันคล้ายกับการที่คนตัวเล็กบังคับเขาให้ยอมรับโดยไม่ต้องพูดคำว่าบังคับออกมาจนต้องกลั้นใจฟังแม้ว่าอยากจะได้คำตอบของคำถามที่ถามไปเหลือเกินแต่ก็ต้องทนฟัง
“เคตะมีความฝันไหม?” คำถามที่ไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะต้องการคำตอบหรือไม่ แต่ในตอนนี้เคตะไม่มีให้อย่างแน่นอน แม้แต่เสียงลมหายใจยังถูกกลืนหายไปเพราะสิ่งเดียวที่ต้องการในตอนนี้หลังจากกลั้นความเขินอายบอกในสิ่งที่เก็บไว้มานาน ลูกแก้วสีน้ำตาลอ่อนไม่ได้ต่อสายตาอย่างทุกที จุดหมายของการมองเห็นอยู่ไกลเกินกว่าคนที่นั่งข้างตัว
“ฉันมีความฝัน...เคตะรู้ใช่ไหม?” เสียงเล็กยังคงพูดไปเรื่อยโดยไม่ได้เบนสายตาจากแม่น้ำที่ไหลเอื่อยมาที่ร่างสูงข้างกัน
“มหาวิทยาลัยด้านการดนตรีเป็นสิ่งที่ฉันฝันว่าอยากไปเรียนตั้งแต่ขึ้นม.ต้น...” เมื่อจบประโยคนี้เจ้าของความฝันก็ผินหน้ากลับมามองคนที่นั่งฟังอยู่ข้างกายท่ามกลางความเงียบ ไหล่กว้างที่เคยหยัดตรงลู่ลงคล้ายคนหมดกำลังใจ ใบหน้าหล่อเหลาก้มลงมองใบไม้ที่ถูกลมพัดจนปลิวไปตกในสายน้ำเอื่อยตรงหน้าแล้วไหลไปตามกระแสน้ำจนสุดสายตา
“...ฉันทำสำเร็จ...” คนตัวเล็กกำลังพยายามยิ้มอย่างถึงที่สุดและคงกำลังหวังให้เขาเข้าใจ ร่างสูงถอนใจยาวเหยียดก่อนจะคว้าร่างเล็กเข้ามากอดจนแน่นพร้อมคำแสดงความยินดีแต่คำแสดงความยินดีนั้น กว่าเคตะจะกลั่นมันออกมาจากหัวใจที่เหมือนเข็มนับพันทิ่มแทงจนปวดหนึบ ผู้ชายร้องไห้คงกับเรื่องแค่นี้คงจะดูตุ๊ดในสายตาคนอื่น แต่ตอนนี้ อย่าว่าแต่น้ำตาเลยในคอยังแห้งผากเหมือนไม่เคยได้รับน้ำหล่อเลี้ยง แล้วจิตใจที่เคยมีแหล่งน้ำให้ชื่นใจมาตลอดกลับต้องขาดหายไปราวกับถูกสาปให้กลายเป็นทะเลทรายจะไปมีแรงนึกคิดอะไรต่อไปได้
“ยินดีด้วยที่นายทำมันสำเร็จ...เรียวเฮ” ร่างเล็กแทบจมหายไปในอ้อมกอดอุ่นแต่ก็ยังเอื้อมมือไปกอดตอบ มือเล็กลูบขึ้นลงแผ่วเบาบนแผ่นหลังกว้าง เปลือกตาของคนทั้งสองปิดลงเพื่อซึมซับเอาบรรยากาศและความอบอุ่นรอบกายให้อยู่ในความรู้สึกมากกว่าครองสายตา ให้มันซึมซาบผ่านอ้อมกอดของคนทั้งคู่ กลิ่นที่คุ้นเคยของกันและกัน จดจำมันเอาไว้ให้มากกว่าความทรงจำ จำไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจ...ฉันรักนาย...
“ขอบคุณ เคตะ...ขอบคุณมากที่เข้าใจ” มือบางผละออกจากแผ่นหลังกว้างมาจับจองข้างแก้มสากในระยะประชิด แต่ดวงตาคมยังคงฉายร่องรอยความเจ็บปวดจากคำตอบที่ไม่ได้รับ น้ำเสียงสั่นเครือกับคำขอบคุณไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ เขาต้องการคำตอบ...ซึ่งคนตรงหน้าไม่มีให้
“ฉันเห็นแก่ตัว แต่ฉันรู้ว่านายก็มีความฝันที่อยากทำ เมื่อมันสำเร็จ...การที่เราจะกลับมาเจอกันอีกก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้” เคตะพยักหน้ารับอย่าเข้าใจในสิ่งที่อีกคนกล่าว ความฝันของคนเราไม่เหมือนกัน ถึงอยากจะอยู่ด้วยกันมากแค่ไหน แต่สิ่งที่ใฝ่ฝันก็ไม่มีทางเหมือนกัน นั่นคือสิ่งที่เคตะคิดว่าเรียวเฮใจกว้างพอสมควร “เมื่อถึงเวลา ฉันสัญญาว่าเราจะกลับมาเจอกัน”
มือใหญ่กำของขวัญในมือแน่นจนเจ็บส่งให้เจ้าของเดิมที่มีสีหน้าไม่ต่างจากคนใกล้ร้องไห้เต็มแก่แต่ก็ยังส่ายหน้าดิกคล้ายจะไม่ยอมรับมันกลับคืน หัวคิ้วเรียวขมวดย่นอย่างคนถูกขัดใจ ปากอิ่มแดงเห่อเพราะเจ้าตัวกัดมันจนแน่น
“ไม่เอา”
“ช่วยเก็บของสำคัญของฉันไว้กับนายจนกว่าจะถึงวันนั้นได้ไหม?” มือใหญ่เอื้อมไปรับมือนิ่มมาไว้ในอุ้งมือ ถึงเจ้าของมือเล็กจะพยายามกำแน่นแต่เคตะก็เพียงคลึงปลายนิ้วลงบนมือนั้นเบาๆ จนในที่สุดนิ้วเล็กจึงยอมคลายฝ่ามือรับเอาสร้อยพร้อมจี้รูปผีเสื้อสีเงินวาวไว้ด้วยสีหน้าไม่เต็มใจอย่างถึงที่สุด แต่เพราะประโยคสุดท้ายที่ร่างสูงทิ้งไว้ก่อนจะลุกขึ้นและฉุดให้คนตัวเล็กลุกขึ้นตามกัน เป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ
“เมื่อถึงเวลาของนาย...ฉันจะกลับมารับมันคืน อย่าร้องไห้เลยคนเก่ง นายไม่ผิด” ประกายแสงแดดสะท้อนบนแก้มนวล หยดน้ำใสแจ๋วติดปลายนิ้วเรียวของร่างสูงก่อนที่มันจะได้ทำให้แก้มใสเปรอะเปื้อน ร่างเล็กสูดลมหายใจจนสุดแล้วยิ้มให้ผู้ชายที่แสนใจดีคนนี้ ร่างสูงสอดมือลงกระเป๋ากางเกงรอให้คนเก่งจัดการกับอาการฮึดฮัดคล้ายหายใจไม่ออกเพราะอาการสะอื้นอยู่
“ขอโทษ...อย่าโกรธฉันเลย มันก็แค่ความเห็นแก่ตัวเล็กๆ ที่ฉันอยากได้ ฉันรู้ว่าเคตะจะต้องพบเจอผู้คนอีกมากมาย ถ้าเขาทำให้เคตะมีรอยยิ้มที่อบอุ่น...ไม่ใช่ยิ้มด้วยความเจ็บปวดอย่างฉัน ฉันยินดีให้เคตะมีอิสระอย่างผีเสื้อนะ” จบประโยคยืดยาวเคตะไม่ได้ตอบอะไรกลับไปนอกจากรั้งท้ายทอยสวยเข้ามาใกล้ ริมฝีปากอุ่นจูบทับลงบนกลีบปากนิ่ม เปลือกตาบางหรี่พับลงจนครองสายตามืดสนิทขยับตอบรับร่างสูงให้กระชับสัมผัสมากขึ้น จนเมื่อแรงย้ำลงบนกลีบนิ่มแรงๆ เมื่อร่างสูงผละออกห่างและเปลือกตาบางรับรู้ภาพตรงหน้าชัดเจน มือเล็กตีลงบนต้นแขนกำยำไม่เบานัก
“ฉันยังรักนายเสมอแหละ”
“ไอ้บ้า! บอกเขาว่าอย่าร้องไห้...ตัวเองร้องทำแห้วอะไร” เคตะร้องไห้ ถึงแม้ไม่มีสายน้ำตาให้เห็นบนแก้มสีคร้าม แต่หน่วยตาคมที่เคยประกายกล้าแต่แฝงแววสนุกสนานจนใครต่อใครชมไม่ขาดปากกลับมีรอยรื้นของน้ำอุ่นร้อนคลออยู่เต็ม
“เอาน่ะ กลับกันเถอะ” มือใหญ่วางลงบนกลุ่มผมนิ่มแล้วขยี้สองสามครั้งอย่างเอ็นดูยิ้มเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจแล้วเดินนำ ทิ้งให้คนตัวเล็กมองตามหลังอย่างครุ่นคิด จนเมื่อกรอบเงาร่างสูงที่ทอดยาวไปด้านหน้ามากกว่าเดิมหยุดลงและหันมามอง มือใหญ่ให้สัญญาณเป็นนิ้วหัวแม่มือชี้เข้าที่แผ่นหลังกว้าง คนตัวเล็กจึงออกวิ่งจนเกือบถึงร่างสูงเพียงสองก้าวแล้วกระโดดโน้มตัวกอดคอร่างสูงแน่นให้อีกคนแบกขึ้นหลังไปพร้อมเสียงหัวเราะกับดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า
.
.
.
ใต้ร่มไม้ใหญ่สวนสาธารณะริมแม่น้ำดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าได้พักใหญ่แต่ร่างสูงที่มักมานั่งพักผ่อนทุกวันหยุดพร้อมกับเพื่อนรักยังคงนั่งอยู่ อากาศถึงแม้จะเข้าฤดูใบไม้ผลิแต่เมื่อเย็นลงก็ยังคงเย็นได้เรื่อง ร่างสูงสอดมือเข้าในเสื้อแจ็คเก็ตไล่ความเย็นก่อนจะลุกขึ้นยืนเมื่อเพื่อนนั่งเล่นสะกิดเข้าที่ขากางเกงด้วยขาหน้า
โกลเด้นรีทีฟเวอร์ตัวโตกำลังนั่งลิ้นห้อยอยู่ข้างเก้าอี้เหล็กริมแม่น้ำลูกแก้วสีน้ำตาลมองเจ้านายที่เพียงแค่เหลือบตามามองแล้วถอนหายใจยาวเหยียด มือใหญ่ตบหน้าตักตัวเองสองสามทีเป็นสัญญาณว่าใกล้ได้เวลากลับแล้วมันจึงยิ่งกระดิกหางเร็วขึ้นแล้วกระโจนตัวออกไปนำหน้าจนเจ้าของต้องรีบวิ่งตามไปลากเอาโซ่คล้องคอกลับมาถือไว้ในมือก่อนที่มันจะคึกจนวิ่งไปชนใครเขาได้รับบาดเจ็บให้เสียค่าทำแผล
พื้นที่แห่งความทรงจำถูกทิ้งไว้เบื้องหลังพร้อมกับความว่างเปล่า เก้าอี้ตัวเดิมที่เคยนั่งประจำ เวลาผ่านไปหลายปีเก้าอี้ที่ตั้งตรงนี้ถูกเปลี่ยนไปตามอายุการใช้งานหลายต่อหลายตัว ทุกวันผู้ชายตัวสูงพร้อมสุนัขขนสีทองตัวโตในเวลาที่อาทติย์คล้อยแสงจะมานั่งอยู่เงียบๆ และกลับไปในเวลาพลบค่ำ
.
.
.
...ฉันรักเคตะ...
อยากพูด อยากบอก แต่ไม่กล้า ไม่ใช่ไม่กล้าพูด ไม่กล้าบอก เพียงแต่ไม่กล้าที่จะเอาอนาคตของผู้ชายที่แสนดีคนหนึ่งมาไว้ในมือตัวเอง นักเรียนม.ปลายที่กำลังจะจบการศึกษาทุกคนหวังที่จะมีอนาคตที่ดี ช่วงวัยแห่งความฝันทำให้เป็นแรงผลักดันให้ก้าวไปด้านหน้าอย่างไม่ย่อท้อ และเรียวเฮเชื่อว่าทุกคนมีความฝัน และหวังให้คนที่รักได้ทำตามความตั้งใจนั้นอย่างถึงที่สุด เพราะตัวเขาเองก็เช่นกัน
เรียวเฮยอมทำเหมือนเป็นคนเห็นแก่ตัวมากขนาดที่ปฏิเสธคำนั้นของคนที่รักมากคนหนึ่งไปเพียงเพราะอยากเรียนต่อในสิ่งที่ตนเองฝันไว้ และผู้ชายคนนั้นก็ใจดีเหลือเกินที่ยอมให้เขาทิ้งไว้เบื้องหลังพร้อมกับคำสัญญาที่ไม่รู้ว่าเมื่อไรคำสัญญาจะสิ้นสุด
เคตะฝันอยากเป็นนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียง ทักษะทางด้านกีฬาไม่ด้อยไปกว่าด้านอื่น พรสวรรค์สวรรค์ที่ติดตัวมาทำให้เคตะตามความฝันของตัวเองได้ไม่ยากแต่ไม่ทำ เพราะ
อะไร? เพราะการยึดติด จนทำให้เขาต้องเป็นคนใจร้าย ทำร้ายทั้งหัวใจตนเองและหัวใจคนอื่น เรียวเฮเคยปฏิเสธเคตะเมื่อครั้งหนึ่งเคตะเคยบอกรัก และขอให้ความสัมพันธ์ทั้งหมดหยุดลงแค่เพื่อน สำหรับเด็กวัยนี้อายุสิบแปดปีคงไม่มีใครคิดถึงอนาคตของคนอื่น เพียงแต่เขาจะคิดมากกว่าคนอื่นหลายเท่า จึงทำให้เกิดการตัดสินใจครั้งนี้ขึ้น เพราะการกำหนดขอบเขตเป็นความสัมพันธ์ที่ชัดเจนคงเป็นทางเดียวที่ไม่ทำให้พวกเราถลำลึกไปมากกว่าที่เป็นอยู่ หากเมื่อเรียวเฮกลับมาแล้วความมั่นคงของเคตะเปลี่ยนแปลงคนที่เจ็บจะได้มีเพียงตัวเขาที่เจ็บ ไม่ใช่เคตะ เขามั่นใจว่าตัวเองไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเพราะหัวใจเขาอยู่กับเคตะ
แม้การกระทำจะเกินเพื่อนไปไกล จูบอุ่นๆ ที่เขาชอบที่จะได้รับจากเคตะ อ้อมแขนกว้างขวางที่ได้อยู่เมื่อใดก็ไม่เคยอึดอัด วงแขนที่รัดแน่นยามหนาวเหน็บก็กลับกลายเป็นความอบอุ่นอย่างไม่มีที่ไหนเหมือน แต่เคตะก็ยอมรับให้มันหยุดอยู่แค่คำว่า “เพื่อน”
เมื่อจบการศึกษาเรียวเฮปฏิเสธคำบอกรักเคตะอีกครั้ง ด้วยเหตุผลที่ฟังดูเหมือนเห็นแก่ตัว และความเอาแต่ใจของตัวเอง เพียงเพราะอยากไปเรียนต่อที่อิตาลี ถึงแม้ระยะทางจะไม่เป็นปัญหาในการเดินทางสำหรับปัจจุบัน แต่เรียวเฮก็ยินดีจะใจร้ายให้มากกว่าที่เป็นอยู่ด้วยการห้ามให้เคตะไปพบ ขอตัดขาดการติดต่อสื่อสารทุกอย่างยกเว้นจดหมายและโปสการ์ดที่ส่งมาถึงที่เขาเป็นคนส่
งมาฝ่ายเดียว เคตะใจดีจนตัวเขายังคิดไม่ถึง
จดหมายที่เคตะส่งกลับมาหาบอกว่าเคตะได้เป็นตัวจริงให้ทีมฟุตบอลมหาวิทยาลัยที่มีชื่อ
เสียงด้านกีฬาที่เมืองบ้านเกิดของพวกเขา ตอนอ่านจดหมายยังนั่งยิ้มอยู่กับกระดาษเพราะยินดีที่เคตะใช้โอกาสที่เขามอบให้ทำจนสำเร็จ และล่าสุดเคตะเล่าว่าไปคัดเลือกตัวเพื่อเข้าทีมชาติมาเป็นเรื่องที่น่ายินดีไม่น้อยไปกว่าการได้ร่วมแสดงในวงออเครสตาในงานประกวดดนตรีโลกเลยทีเดียว
.
.
.
...มีรุ่นพี่มาขอคบเป็นแฟน แต่ฉันปฏิเสธ รีบกลับมานะ ไม่อย่างนั้นฉันถูกคนอื่นคาบไปไม่รู้ด้วย...
...คิดถึงมาก อากาศที่โน่นหนาวหรือเปล่า? ถ้าหนาวแล้วทำอย่างไร? ไม่มีฉันให้กอดไม่เหงาหรือ?...
...เรียนเป็นอย่างไรบ้าง? ตอนนี้ซ้อมหนักมาก ต้องไปเก็บตัวหลายที่แต่ก็มีแต่ที่สวยๆ ถ้านายกลับมาจะพาไปเที่ยว...
...ยังคิดถึงกันอยู่ไหม? ยังรักกันอยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า?...
...ฉันจะรอไม่ไหวแล้วนะ...
...สัญญาของเรามันมีจุดสิ้นสุดอยู่ที่ไหนหรือเรียวเฮ...
ตลอดหกปีที่ผ่านมา จดหมายที่มีทั้งความหวานและขมขื่นของคนส่งทำให้เขาเองรู้สึกเจ็บไม่น้อยไปกว่ากัน บางครั้งถึงกับหลั่งน้ำตาให้คำตัดพ้อนั้นเพราะคามเหงาเศร้าที่เกาะกินกำแพงความใจแข็งที่กล้าปฏิเสธทั้งที่รักแทบตาย บางครั้งปวดจนแทบหยุดหายใจแต่ก็ยังกัดฟันต่อสู้กับความหนาวเหน็บในหัวใจนั้นเพื่อจะก
ลับมารักษาสัญญาให้ได้
.
.
.
[i]ร่างเล็กกระโดดขี่หลังคนตัวสูง เสียงหัวเราะสนุกสนานดังเรื่อยมาตามเส้นทางสายซากุระที่ขาวโพลนเพราะแรงลมหนาวที่ริดให้กลีบดอกร่วงหล่น ต้นไม้ข้างทางเริ่มแตกใบใหม่ สีเขียวสดให้ความรู้สึกดีไม่น้อย ฤดูใบไม้ผลิก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดเพียงเพราะรอยยิ้มที่ได้รับ วงหน้าขาวใสกระจ่างตากำลังยิ้มแย้มเล่นหัวอย่างร่าเริง แค่นั้นก็สุขใจ อุ่นใจจนไม่กล้าดื้อรั้นเพื่อจะอยู่ด้วยกัน
วันสุดท้ายก่อนเดินทางเรียวเฮขลุกตัวอยู่กับเคตะทั้งวันโดยไม่ไปไหน ไม่ได้ทำอะไรนอกจากนั่งพูดคุย กินข้าว ทุกอย่างเหมือนปกติจนหาความรู้สึกก่อนพรากจากไม่เจอ ไม่อยากให้เหงาให้เศร้าจึงทำทุกอย่างให้เหมือนปกติแต่ก็ยังต้องรับรู้ จูบหวานๆที่ถูกอ้อนขอก็ทำตามอย่างไม่ขัดขืน คนตัวเล็กนั่งอยู่บนตักซุกเอากับอกกว้างอย่างน่ารักจนอยากจะรักไม่ให้ไปไหนแต่ก็ทำไม่ได้ เพราหากทำอย่างนั้นเขาก็ต้องรับรู้ถึงสีหน้าเศร้าซึมของอีกคนเป็นแน่
สนามบินที่ผู้คนจอแจหลายชาติหลายภาษา ร่างเล็กเดินเคียงข้างร่างสูงใหญ่ที่เข็นรถเข็นกระเป๋าให้ซึมกว่าที่คิดจนอยากตำหนิให้ว่าจะทำเป็นเข้มแข็งไปทำไม ในเมื่อเขายินดีที่จะปกป้องอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ แต่คิดอีกทีชีวิตคนเราก็ต้องเรียนรู้อะไรอีกมากมาย ความรู้สึกที่ยังหาทางกำจัดได้ไม่พ้นก็คงต้องรู้ด้วยตัวเองต่อไป
เสียงประกาศสุดท้ายเรียกให้ผู้โดยสารเที่ยวบินยุโรปเข้าสู่พื้นที่รอขึ้นเครื่อง ใบหน้าสวยงามหันมามองเป็นครั้งสุดท้ายแขนเล็กโอบขึ้นรอบคอร่างสูงใหญ่แน่นเท่าที่เคยทำมา วงแขนใหญ่ประคองร่างนุ่มจนเท้าแทบไม่ติดพื้น ปากได้รูปแนบจูบลงข้างแก้มขาวเป็นการอำลา
“เดินทางดีๆนะ...ฉันรักนายเสมอ” คนตัวเล็กพยักหน้ารับแล้วหันหลังเดินจากไปโดยมีดวงตาดำเข้มมองตามไปจนสุดทาง
ถนนทางหลวงกว้างขวางรถยนต์วิ่งกันเร็วจนมองตามไม่ทัน รั้วเหล็กที่กั้นพื้นที่สำหรับรันเวย์ให้เครื่องขึ้น เย็นมากแล้วแสงอาทิตย์กำลังจะจากไปอีกครั้ง ในวันที่ความรักต้องห่างไกล หัวใจไม่ได้อยู่ใกล้ให้เชยชมนานเท่าไรไม่รู้ได้แสงสีส้มยิ่งทำให้รู้สึกคิดถึงจับใจจนสงสัยว่าห่างกันเพียงไม่ถึงชั่วโมงดียังคิดถึงขนาดนี้ เมื่อไม่มีกำหนดกลับมาพบเจอ...จะคิดถึงเพียงใด? ไม่ขาดใจตายไปก่อนหรือเคตะ เมื่อนึกได้อย่างนี้ก็ให้นึกถึงคนตัวเล็ก ที่หัวใจดวงนั้นก็มีเพียงเท่ากำมือหากใจเขาเจ็บแล้วคนตัวเล็กนั่นไม่เจ็บกว่าหรือ? ในเมื่อเรียวเฮยังทนได้เหตุใดเคตะจะทนไม่ได้
แสงสว่างที่เกิดขึ้นในวันที่ความรักพรากจาก แต่ความรักไม่มีวันถูกทำลายเพียงเพราะระยะทางไม่กี่พันไมล์ เพราะตัวเขาจะเป็นคนปกป้องความรักของเราให้คงอยู่ด้วยการที่ฉันจะรักเธอตลอดไป
.
.
.
ต่อตอนหน้านะคะ^^
ปล...ค่อนข้างมีปัญหาเรื่องการโพสต์ฟิคนะคะ ขอโทษถ้าตัวอักษรมันตกหล่นจนทำให้การอ่านสะดุด แต่ตามไปอ่านในบลอคได้นะคะ
ขอโทษจริงๆค่ะแต่พยายามแก้หลายรอบแล้วก็ไม่ดีขึ้นเลยอ่า"- -


