
[SF][JK]Stay...I will loving you Part2[END]
เร็วเนอะ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕
ที่จริงแต่งจบแล้วน่ะค่ะ แต่อยากแบ่งตอนเพราะมันจะยาวไปจนคนอ่านอาจจะขี้เกียจอ่านได้^^
อ่านเถอะค่ะ ใครอ่านฟิควินส์มั่งมั้ยคะ?
ถ้าอ่านเรื่องนี้มีเวอร์ชันเคตะ-เรียวเฮนะคะ อ่านได้ตามลิงค์ที่อยู่ด้านซ้ายเลยค่ะ
[SF][JK]Stay...I will loving you Part2[END]
.
.
.
วันนี้เป็นอีกวันที่คู่หูต่างสายพันธุ์มานั่งเล่นหลังออกกำลังกายด้วยกันในยามเย็น ดวงอาทิตย์คล้อยแสงอีกแล้วใบไม้ผลิผ่านไป ฤดูร้อนกำลังผันผ่าน และฤดูใบไม้ร่วงที่ก้าวเข้ามาแทนที่อย่าเงียบเหงา ต้นเมเปิ้ลยืนต้นเดี่ยวกำลังถูกริดร่วงใบสีส้มเพราะความหนาว อีกไม่นานหิมะคงตก ช่วงใกล้หนาวจะมืดเร็วทำให้ร่างสูงตัดสินใจกลับบ้านเร็วขึ้นกว่าก่อนหน้า
เท้าใหญ่เดินไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย ในฤดูหนาวเมื่อหิมะตกยามเย็นที่เดินกลับบ้านด้วยกันจะเห็นรอยเท้าสองคู่เดินเคียงกันเป็นทางยาว ความทรงจำแสนหวานครั้งที่เดินฝ่าความหนาวท่ามกลางผืนฟ้ามืดสนิทไร้แสงของดวงจันทร์ ดวงดาวนับล้านพากันส่องประกายวาววามน่ามอง ร่างเล็กชอบเหลือเกินที่จะเงยหน้ามองดาวดวงนั้นด้วยความรู้สึกตื่นตาตื่นใจ ชี้ชวนให้ได้ดูกลุ่มดาวที่เรียงตัวกันด้วยชื่อสวยงามในภาษากรีก ชื่อเทพในตำนานต่างๆ มากมาย นิทานหลายเรื่องที่เล่าขานถึงที่มาแห่งกลุ่มดาวนั้นๆ ถูกถ่ายทอดให้กันและกันฟัง สนามหญ้าถูกปกคลุมไปด้วยหิมะแม้จะเย็นและชื้นแฉะแต่ร่างเล็กก็ยังทิ้งตัวลงนั่งเพื่อฟังเรื่องราวที่เขาเล่าให้ฟังบ้าง เจ้าตัวเล่าให้เขาฟังบ้างอย่างชอบใจ
.
.
.
อดีตอันแสนหวานห่างหายไปจากชีวิตนานเท่าไรแล้วหนอ?...หกปีแล้วหรือที่ไม่ได้พบกัน จะถูกหาว่าโง่งมหรือไม่หากจะรอคอยต่อไปอย่างนี้ เขาคนนั้นจะกลับมาหาหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่ตัวเขาก็ได้แค่รอคอยกับความทรงจำที่เก็บไว้ในอ้อมอกแห่งเราสอง เฝ้ามองดวงดาวที่ทอประกายสวยงามอยู่บนผืนฟ้าอย่างที่เคยทำตอนอยู่ด้วยกัน ไม่รู้ว่าตอนนี้คนคนนั้นจะกำลังนั่งมองดาวดวงเดียวกันหรือไม่ ในขณะที่กำลังไล่คว้าดวงดาวแห่งความสำเร็จอยู่ที่แดนไกล
คำตอบของคำถามยังคงว่างเปล่าต่อไป การวิ่งไล่ตามฤดูกาลของร่างเล็กนั่นยังคงเป็นคำตอบให้ปัจจุบันที่แสนอ้างว้างและเดียวดายต่อไป
แต่เพราะจินไม่อยากลืมความรู้สึกของการรอคอยและไล่ตามความฝัน จึงอยากเก็บอ้อมกอดเล็กๆ แสนอบอุ่นนั้นไว้ให้เป็นของเราเพียงสองคน แม้ว่าทุกครั้งที่เดินผ่าน ไม่ว่าที่ใด รอบกายก็ดูเหมือนจะมีแต่ความทรงจำสุดพิเศษ ทิวทัศน์รอบตัวก็เหมือนจะมีแต่พื้นที่ที่ได้ชมได้มองร่วมกัน ตอนที่เดินเล่นด้วยกันมองวิวรอบด้านก็เห็นมันสวยงามจนหาอะไรมาเทียบก็คงไม่ได้ แต่เมื่อได้ยืนมองมันเพียงลำพัง ไม่มีเสียงใสคอยชื่นชมธรรมชาติโดยรอบให้ฟังก็ดูเหมือนจะเงียบเหงาและเจ็บปวดอยู่เสมอ
แต่ถึงแม้จะเจ็บจนแทบทนไม่ไหวก็จะทน เพราะในเมื่ออีกคนยังให้ความหวัง ความรักของพวกเราก็เหมือนความหวัง ความรักของก็เหมือนความหวัง เมื่อถึงเวลาที่ความหนาวเหน็บผ่านพ้นและล่วงเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งซากุระที่ผลิบาน
หวัง...ที่จะให้คำตอบของเธอเป็นความรักที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเหมือนฉัน
.
.
.
อากาศเย็นหนักขึ้นเมื่อลมเย็นลอดผ่านเสื้อผ้าปะทะผิวเนื้อ เพื่อนยากที่งับขากางเกงอยู่ตลอดเวลาขณะที่เขากำลังยืนมองต้นไม้ใหญ่ที่เคยเป็นร่มเงาให้ยามแสงอาทิตย์แรงกล้า เป็นกำบังลมให้ยามที่ลมหนาวพัดผ่าน เป็นที่นั่งพักพิงยามเหนื่อยล้า และเป็นที่หลบหิมะชั้นดีเมื่อต้องการจะนั่งดูดาวใต้ร่มกิ่งก้านที่ถูกริดใบทิ้งจนไม่เหลือ...และเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง ต้นซากุระต้นนี้ก็จะผลิดอกสีชมพูอ่อนให้ได้ชื่นชมอีกครั้ง มันงับขากางเกงเขาอีกครั้งคงเพราะหนาวร่างสูงจึงตัดสินใจออกหมุนตัวกลับเพื่อออกเดินอีกครั้งแต่เมื่อมองไปทางที่เดินจากมาก็ได้เห็นสิ่งที่เรียกความสงสัยจนต้องหยุดเดินอีกครั้ง
มืดมากแล้วรองเท้าคู่ใหญ่ที่เหยียบย่ำพื้นดินเป็นรอยทางของเท้าสองข้างกับเพื่อนยากอีกสี่ขา น่าจะมีแค่นั้นเมื่อตลอดทางที่เขาเดินมายังไม่เจอใครที่เดินสวนทางหรือเดินตามหลังมา แล้วรอยเท้าคู่เล็กกว่าที่เดินสวนกันมาจนหยุดที่ใต้ต้นไม้ต้นนี้แล้วหายไปคืออะไร? ดวงตาคมกวาดมองจนทั่วบริเวณ ไม่ได้กลัวเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่สิ่งมีชีวิตปัจจุบันน่ากลัวกว่าผีสางเป็นไหน ถึงแม่ดูจากรอยเท้าแล้วคาดเดาได้ว่าคงตัวเล็กกว่าเขาไม่น้อย แต่ปลอดภัยไว้ก่อนคงดีกว่า ยิ่งเพ่งมองผ่านความมืดก็ยิ่งสงสัย เมื่อเจอคนท่าทางพิรุธโกลเด้นรีทีฟเวอร์พันธุ์แท้จะไม่เห่าหรือทำอะไรหน่อยหรือ? มันงับขากางเกงเขาอีกแล้ว...
ท่าทางเหมือนพยายามจะลากจูงไปที่ไหนสักที่...หลังต้นไม้! เท้าใหญ่ก้าวตามสัญชาตญาณสัตว์ไปทางหลังต้นซากุระต้นใหญ่ มีรอยเท้าเดินตัดสวนสาธารณะไปทางทิศที่เป็นที่นั่งประจำ เจ้าตูบลากรั้งให้เขาเดินตามไปแต่มือหนากลับรั้งเชือกผูกคอเอาไว้แน่น ความมันวาวสะท้อนให้เห็นที่ลำต้นใหญ่สีน้ำตาลแก่ คิ้วคมกระตุกแน่นก่อนจะรีบคว้าสิ่งที่เห็นตรงหน้าเอาไว้กลัวว่ามันจะหลุดหายไปราวกับความฝัน มืออีกข้างเผลอปล่อยเชือกจูงที่เจ้าตัวใหญ่คงรำคาญจนร้องงี๊ดง๊าดจนเมื่อเป็นอิสระมันก็วิ่งหน้าตั้งไปอย่างไม่คิดจะรอเจ้านายอย่างเคย
หัวใจเต้นหนักจนเจ็บไปทั้งอก ทั้งตื่นเต้น ยินดีจนหาคำใดมาอธิบายไม่ถูก มือใหญ่ปล่อยเจ้าหมาแสนรู้วิ่งนำหน้าไปอย่างรู้จุดหมายแล้วตนเองจึงวิ่งตามมาสุดฝีเท้า เห็นพวงหางสีทองสะบัดไหวไวๆ จึงรีบตามไปในทิศทางเดียวกัน อะไรก็ไม่ทันใจไปเสียทุกอย่างเมื่อใจมันไปถึงที่หมายก่อนแล้ว มือใหญ่ยิ่งกำจี้รูปผีเสื้อในมือแน่นได้แต่ภาวนาในใจ...อย่าไปไหนอีกเลย...
วิ่งจนมาเจอปลายหางสีทองสะบัดไหวซ่อนตัวอยู่หลังเก้าอี้ตัวประจำที่มักมานั่งเล่นแต่ไม่เจอใครอื่นร่างสูงถอนใจยาวและเดินเข้ามาหาไอ้เพื่อนยากอย่างผิดหวัง เสียงใสที่กำลังหัวเราะเพราะไอ้ตัวดีมันกระโจนใส่จนเจ้าของเสียงล้มหงายลงไปนอนกับพื้นหลังเก้าอี้เลอะไปทั้งตัวทำให้ต้องรีบก้าวเข้าไปพร้อมจะโกนสั่งให้มันออกมาจากคนอื่นเดี๋ยวนี้ ตอนแรกก็ไม่ฟังหรอกจนเมื่อขึ้นเสียงดุทำให้ยอมผละออกมานั่งลิ้นห้อยเพราะความเหนื่อยอยู่ไม่ไกลจากร่างนั้นมากนัก
“ไปเล่นกับเขาอย่างนั้นได้อย่างไรไอ้บื้อ ขอโทษนะครับผมไม่ระวังทำให้มันหลุดจนต้องวิ่งตาม” ร่างสูงก้มศีรษะเป็นการขอโทษ ขายาวก้าวเข้าไปใกล้ร่างที่นั่งอยู่หลังเงามืดของเก้าอี้มากขึ้นเพื่อพยุงร่างเล็กให้ลุกขึ้น
“ไม่เป็นไร ฉันชอบหมาตัวใหญ่น่ะ” อารามไม่ได้สนใจอะไรมากทั้งความมืดที่ปกคลุมจนมองเห็นหน้าเจ้าทุกข์ไม่ชัดนักจินจึงยื่นมือให้คนที่เพิ่งยันตัวลุกจากพื้นได้ใช้พยุงร่างลุกขึ้นยืน
“มืดมากแล้ว กลับบ้านเถอะครับอันตราย” เสียงทุ้มเสนอด้วยความเป็นห่วง ตัวเล็กนิดเดียวคงไม่ดีหากจะมาอยู่ในที่มืดค่ำและลับตาคนอย่างี้ เป็นอะไรไปจะยุ่ง
“ขอบคุณที่เป็นห่วง ใจดีจังเลยนะ” เจ้าของเสียงใสยังคงซ่อนใบหน้าในความมืดอยู่อย่างนั้น ดวงไฟที่ส่องสว่างจากด้านหลังทำให้เห็นใบหน้าเจ้าของเสียงน่าฟังเป็นเพียงเงามืด เส้นผมสั้นแต่ดูไม่เป็นทรงเท่าไร สีผมสะท้อนแสงไฟเห็นเป็นสีน้ำตาลจาง ถ้าเห็นหน้าคงหน้าตาดีไม่น้อยหรอก
“ไม่เป็นไรครับ ผมขอตัวก่อนนะครับ” ร่างสูงก้มลงไปเกี่ยวปลายนิ้วกับสายผูกคอมาไว้ในมือแล้วตั้งท่าจะเดินจากไปโดยไม่กล่าวคำใดอีก
“จะรีบไปไหนหรือ?” มือเล็กที่เอื้อมออกมารั้งทำให้จินเพียงแค่หยุดฝีเท้าลง ไม่รู้จริงๆว่าที่คนตัวเล็กนี่ทำทั้งหมดเพื่ออะไร
“ไปตามหาเจ้าของ...ครับ” ช่วงที่เว้นว่างไปมือใหญ่ที่กำสร้อยเส้นเล็กในมือปล่อยให้จี้รูปผีเสื้อทิ้งตัวลงจากอุ้งมือเผยให้เห็นสิ่งที่กำลังต้องการเจ้าของ ร่างเล็กยิ้มจนเห็นฟันขาวอย่างถูกใจก่อนจะปล่อยให้ทุกอย่างอยู่ในความเงียบโดยไม่พูดอะไร และเมื่อไม่มีการสานต่อบทสนทนาจินก็ไม่คิดจะยืนอยู่ที่เดิม ใจเขาไม่มีแรงจะคิดอะไรต่อไปในเมื่อสิ่งที่เป็นเหมือนความหวังเมื่อครู่ตอนที่วิ่งตามมา หวังว่าจะได้พบได้เจอ อยากกอด อยากจูบให้หายคิดถึงกับเวลาที่ห่างกัน แต่ทุกอย่างกลับเป็นเพียงอากาศเมื่อพบกับคนแปลกหน้า ร่างสูงหมุนตัวกลับอีกครั้งแต่ก็ต้องชะงักอีกครั้งประโยคที่ออกมาจากคนตรงหน้าทำให้ใจเขาโลดขึ้นมาอีกครั้ง
.
.
.
“นั่นเคยเป็นของฉัน...แต่ฉันให้เป็นของขวัญคนสำคัญไปแล้ว ตอนนี้มันคงอยากกลับมาหาเจ้าของตัวจริง”
เงาร่างที่เล็กกว่าคนนั่งคนก่อนทรุดตัวนั่งลงหันหน้าเข้าหาแม่น้ำที่เก้าอี้ตัวที่จินจำได้ดีว่ามานั่งบ่อยแค่ไหนและเปลี่ยนไปกี่ตัวแล้ว มีเพียงแสงสลัวรางจากโคมไฟด้านในสวนสาธารณะส่องให้เห็นทางเดินจนไม่สะดุดลงไปเล่นน้ำตอนกลางคืนเท่านั้นแต่แสงเพียงเท่านั้นที่สาดส่องทอทับบนใบหน้าหวาน ดวงตากลมมีแววระริกเสมอ จมูกโด่งเล็กรับริมฝีปากนุ่มน่ากัด ใบหน้าที่งดงามเงยขึ้นรับแสงดาวบนฟ้าอย่างชอบใจ ยิ้มกับตัวเองคนเดียวเมื่อสิ่งที่คิดมานานสิ้นสุดลงพร้อมกับการตัดสินใจในครั้งนี้
เมื่อรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวของร่างสูงใหญ่ที่เดินมาหยุดอยู่ข้างเก้าอี้เหล็กเปลือกตาบางจึงเปิดขึ้นเพื่อมองภาพคนตรงหน้าให้ชัดเจนแต่เงามืดที่บดบังก็ไม่ได้ทำให้อรรถรสในการมองลดลง รอยยิ้มสดใสยังคงส่งมาให้เสมอ แขนเล็กสองแขนอ้ากว้าง
“กลับมาแล้วนะ...จิน” ใบหน้าหล่อคมยื้มอย่างยินดี สวยงามที่สุดเท่าที่เคยยิ้มมา อ้อมแขนใหญ่รั้งเอาร่างเล็กขึ้นมากอดจนตัวลอยจนร้องเหวอออกมา และตามด้วยเสียงหัวเราะของคนสองคน จินวางร่างเล็กลงที่พื้นแต่ยังคงแตะมือประคองเอวบางไว้อย่างนั้น ปลายเท้าเล็กเขย่งตัวขึ้นแตะริมฝีปากกับคนตัวสูงเพื่อทักทายแต่ความคิดถึงที่มีและความดีใจที่ได้เจอมันทำให้ไม่อาจหักห้ามจิตใจได้อีกต่อไป
ช่องท้องวูบโหวงเมื่อปากนิ่มแตะเข้าหาและตอบรับเมื่อเขากระชับสัมผัสแนบแน่น แผ่วเบาเพื่อหยอกล้อ แนบจูบหนักๆ เพื่อกลั่นแกล้งให้อีกคนขัดใจจนตามติด ร่างเล็กเบียดเข้าหากายอุ่นจนชิดแขนทั้งสองข้างโอบรอบต้นคอแกร่งให้ขยับตอบรับสัมผัสที่ต้องการมากมายสำหรับความห่างหายในช่วงเวลาหลายปี เสียงครางเครือเป็นสิ่งบ่งบอกว่าควรถึงเวลาผละออกห่างให้เจ้าของริมฝีปากนิ่มได้มีโอกาสหายใจ จูบเน้นหนักลงบนมุมปากเล็กอย่างเอาใจ และได้รับรอยยิ้มพึงใจกลับมาเป็นรางวัลที่รู้ใจรู้เวลาและรู้สถานที่
“กลับมาตอนไหน?” มือใหญ่กระตุกเรียกให้เจ้าของมือนิ่มเดินตามมานั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิม แต่แทนที่จะนั่งข้างกัน กลับกลายเป็นทิ้งร่างคร่อมลงบนตักอย่างไม่คิดจะเกรงใจอะไรรอบด้าน ทิ้งให้เจ้าตูบมันเดินวนรอบเสียงกระดิ่งที่คอดังแล้วหยุดอยู่หลายรอบ มือเล็กประสานไว้ที่ท้ายทอยใบหน้าใกล้กันจนแทบชิด มือใหญ่จึงวางประคองเอวบางให้นั่งนิ่งไม่อย่างนั้นคงแย่แน่ แย่ทั้งเขาและคาซึยะ
“กลับมาตอนบ่ายกว่าจะทำธุระเสร็จมาถึงก็เกือบเย็น แล้วก็ตรงมาที่นี่ แต่ทำของหาย...” จินละมือข้างหนึ่งขึ้นมาชูสร้อยเส้นเมื่อครู่ให้ดูอีกครั้ง
“ของ...นี่หรือเปล่า?” ใบหน้าเล็กเอียงมองยิ้มๆ ก่อนจะพยักหน้ารับแล้วแต้มจูบเร็วๆลงที่ปลายคางสากอีกครั้ง
“ใช่ ของสำคัญเอามาคืนให้คนที่เขาฝากไว้” ปลายจมูกโด่งซุกลงที่แก้มนิ่มหอมเกลือกใบหน้าไปกับนวลแก้ม ไรหนวดบางๆที่เพิ่งขึ้นสร้างเสียงหัวเราะจากความจั๊กจี้ได้เป็นอย่างดี
“เขาเป็นอะไรถึงสำคัญ...หืม?” ไล่ซุกปลายจมูกเรื่อยลงมาที่ซอกคอหอม แนบริมฝีปากและปลายลิ้นลงให้เจ้าของร่างนิ่มในอ้อมกอดเปิดเส้นทางให้ชื่นชมได้ถนัด
“เป็น...คน...รัก อื้อ!” ปลายนิ้วเรียวเลื้อยเข้าไปในชายเสื้อด้านหลัง ไล่ขึ้นมาตามปุ่มกระดูกอย่างไม่อาจหยุดได้ แต่เมื่อเสียงคัดค้านดังขึ้นปลายนิ้วจึงต้องหยุดลงเมื่อกำลังจะสัมผัสกับความรู้สึกด้านหน้า ปากนิ่มแต้มจูบเอาใจที่สันกรามเมื่อร่างสูงผละออกคล้ายอาการขัดใจ
“ขี้หงุดหงิดจัง คนใจดีไปไหนแล้ว?” มือน้อยประคองสองข้างแก้มสากถามหยอกล้อแต่ยังคงยิ้มและสบตาไม่หลบ
“หายไปปีละยี่สิบเปอร์เซนต์ นี่ก็หกปีร้อยยี่สิบเปอร์เซนต์ เพราะฉะนั้น...ตอนนี้ฉันใจร้ายที่สุดเลยล่ะ” คาซึยะหลุดเสียงหัวเราะคิกออกมากับคำตอบนั้นจูบอีกครั้งอย่างเอาใจเบาๆ แล้วผละออก
“ไม่เป็นไร ถ้าจินใจร้าย...” มือเล็กไต่ลงไปตามลำแขนกำยำเกี่ยวเอาสร้อยแห่งสัญญามาเกี่ยวตะขอลงบนต้นคอร่างสูง ฟันเล็กขบบีบตะขอให้แน่นเข้าหากันแล้วไม่ลืมจูบสำทับที่ต้นคอให้กระตุกไปทั้งร่างอีกครั้ง
“ฉันจะใจดีเอง” ใบหน้าเล็กผละออกมาต่อตาคมในระยะประชิดสีหน้าสีตาสนุกเสียจนต้องดีดหน้าผากให้หายแค้น ทำเขาแล้วไม่รับผิดชอบดีนัก
“เจ็บ” มือลูบหน้าผากป้อยบ่นอุบอิบหน้ามุ่ยจนคนมองยังต้องหัวเราะ
“ทำอย่างกับเด็ก อายุก็ไม่ใช่น้อยแล้ว” มือใหญ่จับให้ร่างน้อยยืนขึ้นแล้วลุกขึ้นตาม กระชับมือเล็กเข้าหาเพื่อคลายความหนาวเย็นจากอากาศจับจูงไปทางเดินเดิมที่วันนี้ต้องเดินไปเดินกลับอยู่สองรอบ ไอ้ตูบตัวดีเหมือนกลัวว่าจะถูกลืมจึงเดินลากสายจูงเสียงดังเป็นทางแต่เจ้าของเดิมก็ไม่สนใจโทษฐานที่ทำให้ต้องวิ่งเหนื่อยมาแล้วหมดกำลังใจซ้ำเสียอีก เป็นผลให้เจ้าของใหม่ต้องยิ้มแล้วรับมาจูงเอง
“กลับบ้านกันเถอะ” ตาคมปรายมองคนที่ยองตัวลองลูบหัวมันให้หายงอน พอมันเห็นเขามองมันทำเป็นเมินหน้าไปทางอื่น ชิชะไอ้หมานี่...ได้ใหม่ลืมเก่าเลยนะ คาซึยะเงยหน้ามองร่างสูงที่ยืนเท้าเอวมองหมาตัวเองอย่างไร้อารมณ์แล้วยิ้ม
“กลับบ้านกันเถอะ”
“อืม...กลับบ้านเรากันเถอะ” เอวเล็กถูกประคองกอดจากมือใหญ่ อ้อมแขนเล็กสอดเข้ารัดรอบเอวหนา มืออีกข้างจูงสายเจ้าขนสีทองไปตามทางเดินเส้นเดิมในความทรงจำ ความทรงจำที่ยังคงมีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ แต่ความเหงาและอ้างว้างจะไม่มีโอกาสมากร้ำกรายพื้นที่แห่งนี้อีกต่อไป มือเล็กกระชับแน่นกับมือใหญ่แล้วยิ้มให้เมื่อเจ้าของมือหันมามอง
...ดวงหน้าที่สว่างสดใสของคนคนหนึ่งทำให้ฉันชอบฤดูกาลหนึ่งมากขนาดนี้...
...ทั้งๆที่อายจะแย่ แต่ก็ไม่มีคำตอบกลับมาเมื่อเอ่ยคำนั้นออกไป...
...เรื่องเล่า ตำนาน ความฝัน ขอแค่เพียงได้พูดคุยกัน แม้ในความฝันก็ยังดี...
...จิตใจของคนคนหนึ่งที่กำลังเดินทางสู่อนาคตอันแสนไกล...
...ช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดราวกับโดนเข็มนับพันทิ่มแทง...
...ไม่มีช่วงเวลาไหนสามารถทดแทนความรู้สึกนั้นได้...
...ความรักที่มีเพียงเธอ และคิดถึงเธอเพียงคนเดียว ฉันจะรักเธอตลอดไป...
...เพราะไม่สามารถพูดคำคำนั้นออกไปได้ จึงเก็บมันเอาไว้ในพื้นที่แห่งความลับ...
...ถนนสีขาวที่ถูกแต่งแต้มไปด้วยสีสันมากมายที่กลายเป็นเพียงเรื่องในความทรงจำ...
...สิ่งที่ชั้นได้รับจากเธอเสมอคืออ้อมกอดเพราะความใจดี...
...ไม่มีวันลืมเลือนคำตอบที่ได้รับกลับมา...
...คนสองคนที่ก้าวเดินไปบนถนนสายที่เต็มไปด้วยซากุระที่ถูดริดออกจากก้านด้วยสายลมเย็น...
...สีสันแห่งฤดูใบไม้ผลิที่เข้ามาเยือนไม่ได้เจ็บปวดอย่างที่คิด...
...ทุกครั้งยังคงได้รับรอยยิ้มจากเธอ และมีคำพูดที่อยากจะฝากบอก...
...ไม่อยากจะเห็นใบหน้ายามเหงาเศร้า แต่ก็ต้องรับรู้มัน...
...ฝากบอกผ่านพวงแก้มของเธอ...
...ความรักไม่มีวันถูกทำลาย เพราะยังคงมีแสงสว่างเสมอ...
...แต่ฉันก็ยังคงยืนหยัดที่จะปกป้องความรัก ด้วยการรักเธอตลอดไป...
...รอยเท้าของคนสองคนที่เธอเหลือทิ้งไว้เบื้องหลังจะถูกเก็บไว้ในความทรงจำแสนหวาน...
...และจะคอยเฝ้ามองดวงดาวจรัสแสงนั้นอยู่เสมอ...
...เพียงแค่ตอนนี้เธออาจจะมองไม่เห็นและต้องค้นหาต่อไป...
...คำตอบก็ยังคงเป็นการวิ่งไล่ตามฤดูกาลที่เป็นของเธอ...
...เพราะยังไม่อยากที่จะลืมความรู้สึกของการไล่ตาม จึงอยากจะเก็บอ้อมกอดของเธอไว้เป็นของตนเองคนเดียว...
...ความเจ็บปวดเมื่อเห็นภาพทิวทัศน์สองข้างทางที่เคยมองดูพร้อมกับเธอ...
...ความรักก็เหมือนกับความหวัง เมื่อถึงเวลาแห่งซากุระผลิบานความรักก็จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง...
...คำตอบของเธอคือความรักที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง...
.
.
.
“ฉันรักจินนะ ขอบคุณที่รอและยังรักฉันเสมอมา” ร่างเล็กเกยคางทับร่างสูงที่นอนเป็นเบาะชั้นดี ผิวเนื้อเย็นเรียบแต่งแต้มร่องรอยประปราย มือใหญ่รั้งผ้าห่มขึ้นคลุมจนมิดไหล่บางแล้วลูบผมนิ่มเล่นเพลินมือ
“ก็เพราะรักนาย ถึงได้รอจนวันนี้ แล้วต่อจากนี้ก็อย่าหวังว่าจะเห็นแก่ตัวได้...เพราะฉันจะเห็นแก่ตัวอย่างถึงที่สุดเหมือนกัน” ร่างสูงยิ้มไปพูดไปทั้งที่หลับตา ไม่ได้มองสีหน้าคนฟังสักนิดว่าจะแดงจนเห่อหรือเป็นลมพิษไปแล้วหรือไม่ แต่ไม่มองก็คงรู้ได้ถึงอุณหภูมิที่แก้มแดงปลั่งจนต้องอุบอิบกับตัวเองว่า ...เห็นแก่ตัวอย่างวันนี้หรือเปล่า...
ค่ำคืนที่แสนสั้นเพราะความสุขที่โหยหา ความฝันไม่ได้มากร้ำกรายเพราะความเป็นจริงปรากฏอยู่ตรงหน้า อ้อมกอดของกันและกันความอบอุ่นที่ซุกซบไม่มีช่องว่างให้ความหนาวเหน็บเข้ามาถึงผิวเนื้อได้แม้แต่น้อย
.
.
.
Stay...I will loving you
ขอบคุณค่ะ


