
[JK]::*::Hana No Tsutae Koto Part 5::*::
ก็หายไปกับฟิคเรื่องนี้...ค่อนข้างนาน
แต่งให้เพื่อนอ่านค่ะ
เพื่อนมาอ่านนะคะ
เพื่อนอ่านคนเดียวก็พอใจละ อิอิ
แต่เพื่อนคงงานยุ่งเนาะ มาอ่านเมื่อไหร่ก็เม้นบอกเป็นหลักฐานด้วยละกันนะจ๊ะที่เลิฟ
ตอนนี้เพื่อนกำลังเผชิญกับปัญหาชีวิตครั้งยิ่งใหญ่
กำลังฝ่าฟันอยู่นะ ถ้ามีชีวิตรอดกลับไปได้คงได้เจอกันซักครั้ง(หวังว่านะ)
เหนื่อยจังทำงานกับคนไม่เข้าใจงานเนี่ย
อ่านเถอะ
ปล...ลงฟิคคลายความเครียดค่ะ อะไรไม่ถูกใจก็ทิ้งไว้ละกันนะ
ค่อนข้างป่วนพอสมควร
::*::Hana no tsutae koto 05::*::
ความ เงียบสงบของสวนญี่ปุ่นกว้างขวาง แสงอาทิตย์สีส้มสาดทอทับยอดไม้พุ่มยาวเลยไปถึงบ่อน้ำใสให้สะท้อนประกายทอง ระยับ เรียกสายตาคมให้จับจ้องนิ่งตรงประกายเจิดจ้าแสนน่ามอง ร่างสันทัดของนิชิกิโด เรียว ยืนกอดอกพิงต้นไม้ใหญ่ชื่นชมความงามที่แม้แต่เสียงรบกวนเรียวก็ไม่อยากให้มา พรากความงามที่ตรึงใจนี้ไป
“มีอะไรหรือ จิน?” เรียวดันร่างตัวเองออกจากต้นไม้ใหญ่เมื่อครู่หันมาเผชิญหน้ากับนายใหญ่ที่ ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่อีกต้นห่างไปไม่มาก เสียงฝีเท้าเงียบกริบแต่กลิ่นที่คุ้นเคยบวกกับลักษณะของการเคลื่อนไหวที่ รู้จักมานานเป็นเหตุให้เรียวไม่ต้องเสียเวลานึกว่าใครที่เข้ามาทำลายความสงบ ที่สร้างขึ้นเมื่อครู่
“คุยกันหน่อยสิ” นายใหญ่เดินนำเพื่อนรักไปยังศาลาริมน้ำที่มียูอิจิและโคคิคอยอยู่ก่อนแล้ว และไม่รอให้เวลาเสียเปล่า จินเป็นฝ่ายเริ่มการสนทนาขึ้นทันทีที่ทุกคนอยู่ในสภาพพร้อมฟัง
“เมื่อ วานฉันแวะไปหาฮิโรกิและคาซึยะที่ร้าน ฮิโรกิบอกว่าคาซึยะออกมาทำธุระข้างนอก แต่ยูอิจิรายงานว่าพบคนแปลกหน้าที่รู้สังกัดว่าเป็นนางาเสะฉันเลยตามไปกับโค คิและเจอคาซึยะที่ระหว่างทางกลับบ้าน ...” รายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับเรื่องเมื่อวานว่าคาซึยะไปเห็นเอกสารในการวาง แผนจะเผาไล่ที่เพื่อกดดันและกว้านซื้อที่ดินแถบนั้นได้ในราคาต่ำ และสิ่งที่ยูอิจิกับโคคิจัดการไปเมื่อวานถูกถ่ายทอดให้เรียวรับรู้ทั้งหมด
โชค ดีเป็นของจินที่ว่าเรียวเป็นคนใจเย็น มีเหตุผล และจินก็หวังเป็นอย่างยิ่งให้สิ่งนี้อยู่กับเรียวตลอดเวลา เพราะหากเป็นเรื่องของคนสำคัญสองคนในชีวิตเรียวตอนนี้แล้ว จินไม่แน่ใจเลยว่าเรียวจะควบคุมตัวเองได้ดีเพียงไร เพราะคนอย่างเรียวถึงแม้กำลังยิ้มแต่ก็ยังกล้าปักมีดปลิดชีวิตเป้าหมายได้ สบายๆ และก็เช่นกัน ถึงแม้เรียวจะทำเป็นเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเหมือนจะรับฟังด้วยอาการสงบ แต่ก็ใช่ว่าเรียวจะอยู่นิ่งเฉยเหมือนอย่างตอนนี้ในภายหลัง
“แล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป?” ดวงตาไร้แววอารมณ์จ้องตรงกลับมาที่จินอีกครั้งหมายมาดให้ได้คำตอบสำหรับคำถามอย่างตรงจุด
“พรุ่งนี้นายต้องไปทำงานที่นอร์เวย์” ใบสั่งตายถูกเลื่อนมาตรงหน้าโดยยูอิจิที่นั่งอยู่ไม่ไกล
“หนึ่ง อาทิตย์ เวลานายมีแค่นั้นจิน” เรียวหยิบกระดาษแผ่นเดียวบนโต๊ะเตี้ยที่ศาลาริมน้ำขึ้นมาพับสอดเข้าไปในยูคา ตะสีเข้มแล้วเดินจากไป หน่วยตาสีเข้มจัดมองตามแผ่นหลังเพื่อนรักไปไม่วาง ปลายนิ้วเรียวลากลงบนโต๊ะตัวเตี้ยตรงหน้าเป็นเส้นหนึ่งเส้น
“เรา มีเวลาแค่หนึ่งอาทิตย์เท่านั้นยูอิจิ โคคิ” ปากอิ่มเม้มเข้าหากัน ดวงตาคมทอประกายวูบหนึ่งก่อนที่เปลือกตาหนาจะหรี่พับมองดูปลายนิ้วตัวเองที่ เพิ่งลากเส้น หนึ่งอาทิตย์เท่านั้น...หวังว่าจินจะทำให้ทุกอย่างจบลงด้วยดีได้ เพราะหนึ่งอาทิตย์ที่เรียวว่าคือหนึ่งอาทิตย์ก่อนที่เรียวจะเริ่มหาทางกำจัด โทโมยะ นางาเสะ ด้วยตัวของตัวเอง
.
.
.
วันนี้ สองเพื่อนรักมีนัดไปงานดอกไม้ไฟที่ริมทะเลและตัดสินใจกันว่าจะปิดร้านเร็ว ขึ้นกว่าเดิม คนหนึ่งจึงอาสาอยู่หน้าร้านให้อีกคนได้ไปทำอาหารเตรียมไว้สำหรับการปิคนิคใน ครั้งนี้ในช่วงที่ร้านยังไม่ยุ่งเนื่องจากยังเช้าอยู่มาก มีลูกค้าทั้งเจ้าประจำและขาจรแวะเวียนมาเป็นครั้งคราวตามปกติที่เป็น กระดิ่งหน้าร้านที่ดังขึ้นอีกครั้งเรียกให้คาซึยะที่นั่งท้าวคางอยู่กับโต๊ะ กลางร้านหลังจากเพิ่งจัดดอกไม้ลงบนแจกันใบใหญ่เสร็จไม่นานกระวีกระวาดออกมา ต้อนรับลูกค้าคนใหม่
“สวัสดีครับ รับดอกไม้เนื่องในโอกาสอะไรดีครับ” ชายแปลกหน้ารูปร่างสูงโปร่ง เดินเข้ามาในร้านพร้อมผู้ชายชุดดำอีกคนหนึ่งหยุดอยู่ตรงหน้าเจ้าของร้านตัว เล็ก คาซึยะอดจะแปลกใจไม่ได้เมื่อเหตุการณ์นี้เหมือนจะเป็นเดจาวูอยู่นิดหน่อย เมื่อครั้งที่เขาเจอคุณจินครั้งแรก ผู้ชายท่าทางน่ากลัวกับคนติดตาม ถูกโฉลกกับผู้ชายชุดดำมากนักหรืออย่างไรไม่รู้ได้คาซึยะเลยได้แต่ปล่อยความ คิดนั้นให้ผ่านไป มองเลยเข้าไปในตัวร้านแล้วมาหยุดสายตาที่คนตรงหน้า ดวงตาคมกริบคล้ายจะมีแสงวูบขึ้นมาแล้วเปลี่ยนแววตาเป็นสุกใสในฉับพลัน ทำเอาคาซึยะถึงกับนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนที่ชายตรงหน้าจะแย้มริมฝีปากยิ้มเบาๆ
“สวัสดี ฉันอยากได้ดอกไม้ไปเยี่ยมเพื่อนสักช่อ รบกวนช่วยเลือกให้ทีได้ไหม?”
“ได้ ครับ เอ่อคือ...เพื่อนแบบไหนหรือครับ?” คาซึยะทำสีหน้าเหมือนเกรงที่จะถามรายละเอียดเพราะอาจเป็นการละลาบละล้วงเกิน ไปแต่คุณลูกค้าท่าทางไม่น่าคบหาคนนั้นก็ยังยิ้มกลับมาอีกครั้ง
“เพื่อน ผู้จากไปชั่วนิรันดร์น่ะ” น้ำเสียงแสดงออกถึงความอาวรณ์แด่เพื่อนผู้จากลาทำให้คาซึยะนึกถึงผู้ชายคน หนึ่งที่เคยมาหาเขาที่ร้านและพูดประโยคคล้ายกันเมื่อหลายเดือนก่อนแล้วยิ้ม ให้พร้อมคำตอบรับเป็นอย่างดี
“ได้ครับ ถ้าเป็นดอกแฟนซี่คุณคงไม่ขัดข้องใช่ไหมครับ?” มือเล็กหยิบจับดอกไม้ดอกใหญ่กลีบดอกหกกลีบออกมาจากถังดอกไม้ที่แช่อยู่ในตู้ ใหญ่ด้านข้าง
“ได้ ไม่ขัดข้องเลย ขอบใจมาก” คาซึยะรู้สึกไม่ชอบใจตัวเองในวันนี้เอาเสียเลย เพราะถึงแม้ลูกค้าตรงหน้าจะยิ้มแย้มให้สักเท่าไหร่ แต่ใจมันก็ไม่ได้คิดไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งที่เขายิ้มให้อย่างไม่ถือสาในความละลาบละล้วง แถมยังขอบใจที่เลือกดอกไม้ให้ทั้งที่เป็นลูกค้า แต่ความเคลือบแคลงสงสัยในรอยยิ้มนั้นก็ทำให้คาซึยะคิดว่าตัวเองเป็นคนไม่ดี เอาเสียเลย
“ขอบคุณมากนะครับ” ร่างเล็กโค้งต่ำเป็นการขอบคุณเมื่อมอบช่อดอกไม้และนับเงินทอนให้อย่างครบ ถ้วน คิดไว้ว่าเมื่อตอนพวกเขาไปหาเรียวจังหวังว่าผู้ชายคนนั้นคงจะกลับไปแล้ว อย่าให้ได้เจอกันอีกเลยดีกว่า เพราะคาซึยะไม่อยากมีอคติกับใครโดยไม่มีเหตุผล หันไปมองช่อแวนดาร์ที่ฮิโรกิเตรียมไว้ให้เรียวจังแล้วเดินไปห่อกระดาษแก้วใส ให้ดอกไม้สีม่วงสดทั้งที่หน้ายังขมวดคิ้วไม่จาก
.
.
.
เสียงกระดิ่ง หน้าร้านดังเป็นรอบที่เท่าไหร่ของวันคาซึยะไม่ได้นับ แต่จากเมื่อครู่ที่คิดว่าร้านนี้คงถูกโฉลกกับผู้ชายตัวสูงชุดดำก็คงมีส่วน จริงอยู่บ้าง เพราะตอนนี้ผู้ชายชุดดำอีกสองคนมายืนอยู่ในร้านทักทายเขาก่อนที่เขาจะได้ทัก ออกไปเสียอีก
“สวัสดีคาซึยะ”
“สวัสดีครับคุณ จิน คุณ...ให้ตายสิน่า ผมรู้จักคุณมาตั้งเกือบครึ่งปีคุณไม่คิดจะให้ผมรู้ชื่อคุณจริงหรือครับ?” เจ้าตัวบ่นอย่างหัวเสียเมื่อต้องการทักทายคนติดตามของจินแต่ไม่สามารถทำได้ อย่างที่ใจอยากเพราะไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนาม ทานากะ โคคิเหลือบสายตามองแผ่นหลังเจ้านายก่อนคล้ายจะลังเล แต่เมื่อเจ้านายไม่มีความเคลื่อนไหวใดปรากฏจึงก้มศีรษะน้อยๆ แล้วเอ่ยประโยคแนะนำตัวขั้นพื้นฐานตามมารยาทให้เจ้าถิ่นร่างเล็กยิ้มอย่าง ถูกใจ
“ทานากะ โคคิครับ ยินดีที่ได้รู้จักคุณคาซึยะ”
“ยินดี เช่นกันครับ แต่คำว่ายินดีที่ได้รู้จักน่ะ เก็บคืนไปเถอะครับ ผมรู้จักคุณมาเกือบครึ่งปี มีที่ไหนเพิ่งรู้จักชื่อ เจ้านายดุหรือไงกัน?” คนช่างว่าทิ้งคำถามด้วยวาจาและสายตาให้เจ้านายเลิกคิ้วมองแล้วส่ายหน้า ปฏิเสธเบาๆ
“ผมเปล่า” จินหันไปพยักหน้าให้โคคิเบาๆ และปฏิเสธคาซึยะด้วยคำพูดในเวลาเดียวกันเมื่อโคคิขอตัวออกไปอยู่ด้านนอกเหมือนปกติที่เคยทำ
“เชื่อ ครับ” คาซึยะเชื่อจินด้วยการหันหน้าหนีแล้วตะโกนเรียกฮิโรกิให้ออกมาจากครัวเสียที นึกอีกทีว่าท่าทางกระเง้ากระงอดนี้ถ้าเป็นเรียวได้เห็นคงอยากประเคนฝ่ามือลง กระหม่อมไม่มากก็น้อย และถึงแม้จะเป็นจินคาซึยะก็ไม่คิดว่าการกระทำนั้นเป็นสิ่งดี เลยได้แต่เสทำอย่างอื่นต่อไปเป็นเรื่องปกติ ตำหนิตัวเองในใจว่าคงติดนิสัยจากตอนที่อยู่กับเรียวและฮิโรกิ คิดเรื่องอะไรให้พ้นจากเรื่องนี้ไม่ออกคนตัวเล็กจึงเลือกคำชักชวนให้เป็น ประเด็นใหม่ขึ้นมาแทนที่
“วันนี้มีงานที่ริมทะเล ไปด้วยกันไหมครับ”
“งานอะไรทำไมถึงไปจัดอยู่ริมทะเล?” คิ้วเรียวเลิกขึ้นสูงมองจ้องคนตรงหน้าอย่างใช้ความคิด
“งาน ดอกไม้ไฟครับ ถ้าไม่จัดที่โล่งอย่างทะเลเปลี่ยนไปจัดบนเขาคงไม่ค่อยเข้าท่าคุณว่าไหม?” จินพยักหน้ารับเบาๆ ได้ยินหางเสียงบ่นอุบอิบเหมือนพูดคนเดียวว่า ...คนอะไร ทำอย่างกับไม่เคยไปงานดอกไม้ไฟอย่างนั้น...
“ใช่ ผมไม่เคยไปงานดอกไม้ไฟอย่างที่คุณว่า” เห็นคาซึยะรีบงับปากตัวเองไว้ก็ได้แต่ยิ้มแล้วเชิญตัวเองนั่งลงที่เก้าอี้ ใกล้ๆ คาซึยะหันไปรับแก้วน้ำจากฮิโรกิมาวางไว้บนโต๊ะเพื่อรับรองแขกทั้งสองคนที่ แก้วหนึ่งเป็นหม้ายตั้งแต่ยังไม่ทันแต่งเพราะโคคิออกไปรอด้านนอกเรียบร้อย แล้ว คนชวนนึกไม่ชอบใจเวลาจินยิ้มอยู่ครามครัน
“คาซึยะชวนคุณจินไปงานดอกไม้ไฟด้วยหรือ?”
“อื้อ แต่ท่าทางว่าคงปฏิเสธอีกตามเคยล่ะ” เจ้าตัวที่พูดคงไม่รู้ว่าที่พูดไปมันเจือความน้อยใจอยู่ในคำพูด แต่คนฟังก็ยังยิ้มเยื้อนเหมือนไม่รู้สึกอะไรกับคำพูดกึ่งประชดนั้นถ้าเป็น เด็กจะหยิกให้แก้มบวม
“ก็คนเขามีงานมีการทำ หน้าที่การงานเขาก็ท่าทางจะใหญ่โตคงไม่ว่างมาพาเด็กไปวิ่งเล่นหรอก” ฮิโรกิวางมือลงบนผมนิ่มของเพื่อนตัวเล็กแล้วขยี้เล่นเบาๆ ให้พอได้ยินเสียงโวยวาย
“ฮิโรกิ คนนะไม่ใช่หมา จะได้ต้องพาไปเดินเล่นน่ะ”
“ฮะๆ จะไปรู้หรือ เห็นชอบงับชอบกัดคุณจินเขานักนี่ โอ๊ย!” ถึงแม้จะร้องโอยออกมาไม่เบาแต่ฮิโรกิก็ยังมีแก่ใจยิ้มหวานให้เพื่อนถลึงตา ใส่ท่าทางเอาเรื่อง
“ถ้าครั้งนี้ไม่ปฏิเสธคาซึยะคงไม่ รังเกียจเพื่อนร่วมทางที่เพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่ง...?” เสียงนุ่มๆของจินแทรกเข้ามาระหว่างสงครามมิตรสหายที่เกือบจะกลายเป็นความ บาดหมางในไม่ช้า
“จริงหรือครับ?” คนตัวเล็กรีบหันกลับมาคว้ามือเขาไปกุมไว้โดยไม่ทันคิด และเมื่อดวงตาคมหรุบลงมองมือเล็กยิ้มๆจึงค่อยคลายแรงมือลงจนปล่อยมือจินลง ที่เดิม แต่จินก็ยังยิ้มก่อนจะเป็นฝ่ายกุมมือน้อยนั่นขึ้นมาเองอีกครั้ง
“จริง เป็นครั้งแรกที่ได้ดูดอกไม้ไฟ ได้ดูกับคาซึยะคงดี...หรือเปล่า?” วันนี้คาซึยะต้องงับปากตัวเองไม่ให้แสดงกิริยาอาการโวยวายออกไปกี่ครั้งแล้ว ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ฮิโรกิเยาะเย้ยเขาด้วยการหัวเราะใส่มาสี่รอบแล้วตั้งแต่เดินออกจากครัวมา ถ้าไม่ติดว่าเป็นคนทำอาหารอร่อยคาซึยะอยากจะกระโดดงับคอแล้วแว้งกัดให้หาย สะใจ แต่ก็คิดได้ว่าฮิโรกิคงจะหันมาคว้าไม้ตีเขาตายก่อนจะทันได้แก้แค้น ภาพความคิดที่ออกมาเป็นฉากเลยต้องพับเก็บลงกระเป๋าความคิดไปเสีย แล้วหัวทุยสวยนั่นก็คิดเรื่องที่น่าสนุกกว่าการโดนเอาคืนจากฮิโรกิได้ว่ามี เพื่อนร่วมทางเพิ่มอีกคน น่าสนุกดีออก
“ทำไมคุณจินถึงไม่เคย ไปดูดอกไม้ไฟเลยล่ะครับ?” มือใหญ่ที่แตะๆจับๆอยู่ที่กลีบดอกไม้สีม่วงบนโต๊ะละความสนใจมาให้คนตัวเล็ก ที่นั่งจ่อมลงตรงข้ามกันท้าวคางมองสบด้วยสายตาแวววาว
“ไม่มี โอกาสได้ดูเลย ยุ่งมาก” เมื่อริมฝีปากหนาเอ่ยคำตอบคนถามก็ไม่คิดจะปิดบังร่องรอยความสนใจในตัวชาย หนุ่ม ริมฝีปากบางแย้มยิ้มให้กับคำตอบนั้นถึงแม้จะเป็นเพียงคำตอบธรรมดาที่ไม่ได้ หวือหวาหรือน่าสนใจอะไรมากมาย คาซึยะคงคิดไปเองว่าถึงแม้คุณจินจะใส่สูทดำ มีคุณคนติดตามใส่ชุดดำแว่นตาดำเหมือนกับคุณลูกค้าคนเมื่อครู่ แต่คุณจินดูน่ามองกว่าเยอะในสายตาคาซึยะ ถึงแม้ครั้งจะเป็นครั้งแรกที่เจอกันแต่ร่างบางก็รู้สึกถูกใจกับคนตรงหน้า มากกว่าคุณลูกค้าเมื่อครู่หลายเท่า และคุณจินก็ไม่ได้ทำให้คาซึยะรู้สึกเหมือนมีอันตรายอยู่รอบตัวอีกด้วย
“ธุระ อะไรถึงยุ่งขนาดนั้นครับ?” ครั้งนี้คงเป็นครั้งแรกที่คาซึยะได้นั่งคุยกับจินอย่างจริงจังโดยไม่ต้องทำ อะไรอย่างอื่นไปด้วยในเวลาเดียวกัน เพราะโดยมากเวลาที่จินมาจะมีลูกค้าเข้าออกร้านเยอะกว่าวันนี้ คงเพราะวันนี้เป็นวันงานประจำปี ลูกค้าถึงได้หายหน้าหายตาไปเตรียมตัวเตรียมการสำหรับเย็นนี้กันหมด
“ธุระทางบ้าน ต้องจัดการหลายเรื่อง”
“ตอนเด็กก็ไม่เคยสักครั้งหรือครับ?” คนถามจ้องตาแป๋วท้าวคางถามอย่างสงสัยใคร่รู้จริงจัง
“ไม่” ความสงสัยของคาซึยะได้รับการย้ำชัดเป็นคำพูดและการส่ายหน้าจินยังคงยิ้มให้ ทุกคำพูด คาซึยะจึงพยักหน้ารับยิ้มๆ คาซึยะรู้สึกถูกใจและชอบพูดคุยกับจินเพราะจินเป็นคนฉะฉาน เมื่อถามคำถามจะได้รับคำตอบ ไม่เคยเฉไฉไปเรื่องอื่นอย่างคนบางประเภท คงให้ความรู้สึกเหมือนพี่ชายก็เป็นได้ เพราะเรียวเป็นคนตรงไปตรงมา อยากตอบคือตอบ ไม่อยากตอบเรียกร้องให้ตายก็ไม่มีทางตอบ และไม่เคยลังเลที่จะตอบคำตอบของคำถามที่ได้รับแม้แต่น้อย ไม่ต้องคิดเพราะทุกคำตอบที่ตอบมาไม่มีการบิดเบือนหรือโกหกให้ขุ่นข้องหมองใจ
“น่า เสียดาย ชีวิตวัยเด็กคงไม่น่าสนุกเอาเสียเลย ไม่เบื่อหรือครับ?” ร่างเล็กยังคงปักหลักจ้องตาเล่นเกมถาม-ตอบกับจินได้อย่างสนุกสนาน
“เบื่อ แต่มันเป็นสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ บ่ายเบี่ยงไปก็เท่านั้น...สู้เผชิญกับความจริงตรงหน้าให้มันชินชาเสียดีกว่า มาทรมานใจทีหลัง” ใบหน้าเล็กพยักหน้ารับหงึกหงักอย่างเข้าใจ
“นาย เล่นเกมยี่สิบคำถามกับคุณจินอยู่หรือคาซึยะ?” ฮิโรกิที่ยืนเงียบฟังคำถามคำตอบมาได้พักใหญ่ได้ขัดคอเพื่อนตัวเล็กให้สักที แม้มือจะกำลังผูกผ้าห่ออาหารที่จัดใส่กล่องไว้อย่างดี และได้รับรางวัลใหญ่เป็นหางตาที่เหวี่ยงเป็นสายฟ้าฟาดผ่าตรงมาหาเขาจนต้อง ลอบยิ้ม
“ฉันจะบอกว่านี่ก็เกือบบ่ายสามแล้ว คาซึยะเก็บร้านดีไหม? จะได้ไปกันเร็วๆ” ฮิโรกิใช้เสียงอ่อนหวานเข้าล่อ คาซึยะก็ติดกับได้ง่ายๆ ดวงตาเรียวเหลือบขึ้นไปมองนาฬิการูปเต่าที่แขวนตัวเองอยู่บนผนังร้านด้าน หนึ่ง เข็มสั้นเกือบชี้เลขสามแล้วก็ได้แต่พยักหน้าเร่งรีบเก็บร้านตามที่เพื่อนบอก ผู้มาเยือนยินดีจะทำตัวเป็นผู้ช่วยเจ้าของร้านให้อีกแรง
ของ หน้าร้านถูกเคลื่อนย้ายเข้าไปไว้ในร้านในเวลาไม่นานโดยเจ้าของร้านตัวจริง และแขกผู้มาเยือนรวมไปถึงคนติดตาม การเก็บร้านครั้งนี้จึงเร็วกว่าปกติอยู่มาก คนสามคนยืนรอร่างเล็กที่เดินขึ้นไปหยิบของที่ด้านบนของร้าน เสียงวิ่งตึงตังจากชั้นบนลงมาถึงบันไดเรียกให้ฮิโรกิหันไปยิ้มให้จินที่อยู่ ไม่ไกลกัน ร่างสูงจึงขยับเข้าใกล้บานประตูแล้วเปิดออกรอรับร่างเล็กที่วิ่งตัวปลิวลงมา จากด้านบน เจ้าของร่างบอบบางในชุดยูคาตะสำหรับหน้าร้อนและงานอย่างนี้เป้นของคู่กันที่ ขาดไม่ได้ คนตัวเล็กฉีกยิ้มกว้างให้คนมีน้ำใจมือเล็กเอื้อมปิดไฟในร้านและกดล๊อคประตู พร้อมกุญแจและไม่ลืมพลิกป้ายไม้ติดตัวอักษรสีสันสวยงามร้านเปลี่ยนเป็นคำว่า “ปิด” อย่างที่ทำประจำ
ฮิโรกิเดินตามโคคิไปที่รถตั้งแต่ ตอนที่จินใจดีเดินไปเปิดประตูให้และยึดที่นั่งข้างคนขับไปเรียบร้อย เมื่อจินและคาซึยะเดินไปถึงพาหนะที่จะนำพาทุกคนไปยังทะเลสถานที่จัดงานจึง ออกอาการชะงักเล็กน้อย จินดันคนตัวเล็กให้เข้าไปนั่งด้านในและตามติดตัวเองเข้าไปด้วยกัน ฮิโรกิลอบมองมือใหญ่ที่เบื่อนขึ้นกุมมือบางของเพื่อนตัวเล็กแล้วก็ต้องยิ้ม กับตัวเองคนเดียวเพราะโคคิกำลังทำหน้าที่คนขับรถพารถยนต์คันใหญ่ทะยานออกจาก ถนนเส้นเล็กนี้มุ่งตรงไปยังถนนใหญ่เลียบชายทะเล แม้จะเป็นเวลาเพียงสี่โมงเย็นแต่ทุกคนเห็นด้วยว่าควรจะออกจากร้านให้เร็ว เข้าไว้เพราะจะได้ไม่เจอปัญหารถติด ถนนเส้นเล็กที่ปกติผู้คนจะเดินพลุกพล่านในตอนเย็นเพื่อจับจ่ายซื้อของก่อน กลับบ้านร้างรามากพอสมควรเนื่องจากงานเทศกาล ลมเย็นทิ้งตัวผ่านความว่างเปล่าหลังจากที่รถยนต์คันใหญ่แล่นออกจากหน้าร้าน ดอกไม้มุมถนนแห่งนี้ไปทางสุสานแห่งเดียวของเมืองและมุ่งตรงไปยังทะเลสถานที่ จัดงาน
.
.
.
รถยนตร์คันสีดำมันปลาบแล่นฉิวไปบนถนนเส้นเดียวที่มุ่งตรงไปยังสุสานแห่งเดียวของเมืองนี้
“คน นี้หรือเปล่าที่มึงเคยเจอ?” ลูกค้าของร้านดอกไม้มุมถนนยกช่อดอกขึ้นดูแล้วนึกตามคำบอกเล่าของคนจัดช่อว่า –ดอกแฟนซี่- ความระลึกถึงเพื่อนเก่าเสมอมา ...แล้วกระตุกยิ้มเหยียด ถามเอากับคนที่ทำหน้าที่ขับรถ
“ใช่ครับนาย”
“ดี... ไอ้หลานรักกูมันคงกางปีกปกป้องเต็มที่ กูจะได้ป่วนให้สนุกไปเลย ทั้งพ่อทั้งพี่ไอ้เด็กร้านดอกไม้มันทำกูแสบ กูนึกว่ากำจัดพ่อมันไปได้กูจะได้ขึ้นมือหนึ่ง...พี่กูแม่งก็เลว เสือกไปคว้าไอ้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมมาเป็นมือหนึ่ง กูจะทำลายให้สิ้นไปทั้งองค์กรเลย!” มือใหญ่ที่กำรอบช่อดอกไม้กลีบอ่อนบางขยำแน่นจนก้านดอกหักคามือ ดวงตามาดร้ายจ้องดอกไม้ในมือด้วยความสาแก่ใจ และเมื่อรถที่โดยสารมาจอดลงที่หน้าสถานที่อันเงียบสงบ คติดตามอีกหนึ่งคนลงมาเปิดประตูให้เจ้านายแล้วเดินนำไปยังป้ายสลักที่เขียน ชื่อเรียว และคาเมนาชิคนพ่อและแม่ตั้งอยู่ ร่างสูงใหญ่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงข้างหนึ่ง อีกมือหนึ่งยังมีช่อดอกไม้ที่สภาพไม่สวยงามคามือติดอยู่
“สวัสดี ไอ้คุณพ่อผู้แสนดี หลับสบายดีไหมไอ้เพื่อนยาก? นี่ถึงขนาดทำป้ายไว้รอลูกมึงมาอยู่เชียวหรือ? ไม่นานหรอกมึงได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาแน่ กูเอาดอกไม้มาฝาก...ความระลึกถึงจากเพื่อนน่ะ รับไว้สิ” มือใหญ่ที่กำช่อดอกไม้ไว้ในมือปาเข้าใส่แผ่นหินสลักเต็มแรงจนกลีบดอกช้ำไม่ เหลือสภาพความงดงามแห่งดอกไม้และคนทำยังบิดปากยิ้มสมใจ ดวงตาคมเหลือบมองทางแผ่นป้ายที่เขียนชื่อเรียวด้วยดวงตาเหยียด “แล้วเจอกันนะไอ้เด็กเวร”
โทโมยะ นางาเสะเหยียดยิ้มแล้วกระซิบกับแผ่นป้ายหินสลักชื่อหน้าหลุมศพราวกับเจ้าของ ชื่อจะปรากฏกายตรงหน้าและรับรู้ความเคียดแค้นที่เจ้าตัวมีให้เต็มขั้น ดวงตาที่จ้องมองภาพตรงหน้าราวกับจะเผาไหม้ให้วอดวายไปคาสายตาละไปพร้อมกับ เจ้าตัวที่หันกลับไปทางเดิมที่เดินมา ทิ้งภาพของสุสานอันเงียบสงบและดอกไม้ที่บอบช้ำไว้เบื้องหลัง
.
.
.
ฮิ โรกิประคองวางช่อดอกไม้สีม่วงสดในมือลงหน้าป้ายหินสลักของเรียวและคาซึยะวาง ลงหน้าป้ายหินสลักของผู้เป็นพ่อ ร่างสูงของจินยืนอยู่ด้านหลัง สายตาคมมองไปที่ด้านข้างของป้ายหน้าหลุมศพแล้วพบกับกองดอกไม้ช่อเล็ก รองเท้าหนังชั้นดีย่ำลงบนใบไม้แห้งไปทางเป้าหมายเงียบเชียบก้มตัวลงหยิบช่อ ดอกไม้ขึ้นมาดูเป็นเวลาเดียวกับที่คาซึยะหันมามองเพื่อจะชวนกันออกเดินทางไป ทะเลเสียที ตาเรียวเหลือบไปเห็นวัตถุในมือก่อนที่จินจะซ่อนมันได้ทัน
“เอ๊ะ นั่นมัน...” ร่างสูงมองของที่อยู่ในมือตามสายตาของคาซึยะแล้วยื่นไปตรงหน้าร่างบางให้ดูสภาพปัจจุบันของมันได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
“ของที่ร้าน?”
“ใช่ครับ ของผู้ชายคนนั้น...” จินวางมันลงกับพื้นอีกครั้งด้วยสภาพยับย่นแทบป่นคามือ
“ใครหรือ?” เสียงทุ้มถามต่อเพื่อให้รู้ถึงรายละเอียดของบุคคลที่ดูจากสภาพช่อดอกไม้แล้วคงเรียกได้ว่ากำมาโยนใส่ก็ว่าได้
“ลูกค้า ที่ร้านครับ ตัวสูงใส่ชุดดำเหมือนคุณจินเลย ผมยังแซวในใจเลยว่าร้านผมถูกโฉลกกับคนชุดดำจริงนะ...แต่ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะ” คิ้วเรียวย่นจนเป็นขีดกลางหน้าผากด้วยความสงสัยถึงสภาพของมันที่ไม่น่ามอง เหมือนตอนออกจากร้านมา
“สงสัยแมวจรจัดคงเอาไปขย้ำเล่นล่ะ มั้ง” เสียงสูงขึ้นตามความสงสัยก่อนจะละความสนใจไปสู่การเดินทาง คนตัวเล็กเรียกจินอีกครั้งให้เดินตามกันไป ร่างสูงก้าวตามมาโดยทิ้งช่อดอกไม้ที่น่าสงสารไว้เบื้องหลัง โคคิยืนรออยู่ก่อนพร้อมกับร่างเล็กสองร่างที่เข้าไปนั่งในรถแล้ว ร่างสูงเดินเข้าไปใกล้สั่งงานให้คนติดตามตอบรับเพียงคำเดียวแล้วโคคิจึงถอย ตัวออกห่างจากรถสองก้าวแล้วโค้งให้เจ้านาย คนตัวสูงเปิดประตูรถเข้าไปนั่งในที่คนขับแทน คนในรถร้องอ้าวเสียงดังอยู่คนเดียวแล้วถามหาเพื่อนร่วมทางอีกคนหนึ่ง
“คุณ โคคิล่ะครับ?” มือใหญ่บิดกุญแจและคาดเข็มขัดปลายสายตาเห็นมือเรียวของฮิโรกิสะกิดแขนคนตัว เล็กคล้ายพยักเพยิดให้ไปนั่งด้านหน้าคนตัวเล็กก็ไม่ปฏิเสธ
“มีงานด่วนน่ะ เลยฝากไปจัดการให้แทน” หน้าผากสวยย่นเป็นเลขสิบเอ็ดด้วยความสงสัย
“น่าสงสารแย่”
“สงสารทำไมหรือ?”
“อุตส่าห์ จะได้ดูดอกไม้ไฟทั้งที...ยังมีงานอีก แล้วคุณจินไม่มีงานหรือ?” ทำไมจินไม่รู้ว่าคาซึยะช่างพูดขนาดนี้หนอ? พักหลังมานี้รู้สึกว่าคนตัวเล็กจะพูดเยอะขึ้นหลายเท่า
“ถ้า มีงานก็ไม่ได้ดูดอกไม้ไฟอีก ขอเบี้ยวงานสักวันเพื่อไปดูดอกไม้ไฟกับคาซึยะ...ไม่ได้เชียวหรือ?” ถามเหมือนเป็นเรื่องปกติที่หากจินจะทำอะไรต้องขออนุญาตร่างจ้อยข้างๆ แต่ก็ดูเหมือนจะเรียกเลือดขึ้นสีหน้าได้มากพอดูกับคำถามคล้ายจะอ้อนจนคนฟัง ต้องเสมองไปนอกหน้าต่างอย่างไม่รู้จะทำอะไร เพราะเมื่อมองไปด้านหลังก็เห็นเพียงฮิโรกินั่งกอดอกหลับตายิ้มพิงศีรษะกับ ขอบกระจก
.
.
.
ต่อตอนหน้าค่ะ


